ปัญหาในองค์กร ลาออก

แก้ปัญหาในองค์กรก่อนจะสาย ทำอย่างไรไม่ให้พนักงานดีๆต้องโบกมือลา?

การจะรักษาพนักงานคนเก่งให้อยู่กับองค์กรของเรานาน ๆ บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ช่างยากและท้าทายเสียเหลือเกิน เพราะเมื่อพวกเขาเจอกับปัญหาในองค์กรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่แฮปปี้ ไม่มีทางออกที่ตรงใจ หรือคิดว่ามีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเลือกไปเริ่มต้นใหม่กับที่อื่น ทิ้งให้เพื่อนร่วมงานต้องแอบเหงาเพราะเสียเพื่อนที่ทำงานเก่งและดีที่จากไปเพราะปัญหาในองค์กร

“ปัญหาในองค์กรคือศัตรูตัวร้ายที่ทำให้พนักงานโบกมือลา”

จะว่าไปปัญหาในองค์กรนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ไกลตัวชาววัยทำงานเลยซักนิด และยังนับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการ ‘อยู่ต่อ’ หรือ ‘พอแค่นี้’ ของเหล่าพนักงานเลยทีเดียว และในเมื่อแต่ละที่มีปัญหาในองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของพนักงานบางส่วนจนต้องขอโบกมือบ๊ายบายแตกต่างกันไป ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาในองค์กรแต่ละที่ก็ย่อมต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นก้าวแรกก่อนจะแก้ปัญหาในองค์กรคือเราจะต้องมีวิธีการค้นหาปัญหาในองค์กรของเราให้เจอ และจัดการปัญหาในองค์กรให้เหมาะสมเพื่อที่จะรักษาพนักงานของเราไว้ให้ได้มากที่สุด

“ไม่มีที่ไหนไร้ปัญหาในองค์กร”

สัจธรรมข้อนี้มีทุกที่แน่นอน ต้องขอบอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ ไทยหรือต่างชาติ ในทุกที่ล้วนมีปัญหาในองค์กรอยู่เสมอ เพราะการจะเป็นองค์กรได้ไม่ใช่แค่ตึกเปล่า ๆ แต่มีพนักงานร้อยพ่อ พันแม่ ต่างอารมณ์ ต่างสภาพแวดล้อม แถมยังต่างวัยมาอยู่ร่วมกัน การที่จะเกิดปัญหาในองค์กรขึ้นมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ที่สำคัญคือการเกิดปัญหาในองค์กรนับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพราะถ้าเกิดปัญหาในองค์กรแล้วได้รับการแก้ไข ก็เหมือนกับร่างกายคนเราที่ป่วยแล้วหาย มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ ในครั้งหน้า นั่นแหละคือหนึ่งในสิ่งที่บอกได้ว่าองค์กรของเรากำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จากการแก้ปัญหาในองค์กรนั่นเอง

“ลองเช็กดูไหม ปัญหาในองค์กรแบบไหนที่เราเจอ?”

ก่อนจะมองถึงวิธีแก้ปัญหาในองค์กร เราอยากให้คุณลองสังเกตดูว่าปัญหาในองค์กรที่เรายกตัวอย่างมานี้มีอยู่ที่องค์กรของคุณหรือเปล่า?

  • ปัญหาความขัดแย้งภายใน
  • ปัญหาด้านการสื่อสารที่ผิดพลาด
  • ปัญหาการซุบซิบนินทา
  • ปัญหาการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน
  • ปัญหาการละเมิดสิทธิ
  • ปัญหาการคุกคาม หรือ Harassment
  • ปัญหาเรื่องผลตอบแทน

ปัญหาในองค์กรเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่มักเจอร่วมกันในหลายองค์กร ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็จะต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งพนักงาน หัวหน้าฝ่าย ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการที่จะมาพูดคุยและหาทางแก้ไขปัญหาในองค์กรนี้ร่วมกัน และสิ่งสำคัญคือ “การยอมรับ”

“หัวใจของการแก้ปัญหาในองค์กร คือการยอมรับว่ามีปัญหา”

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาในองค์กรคือสมาชิกในองค์กรจะต้องรับฟังและยอมรับว่าปัญหาในองค์กรนี้เกิดขึ้นจริง เพื่อที่จะไปสู่ขั้นตอนการแก้ปัญหาในองค์กรได้

เมื่อเรายอมรับถึงการมีอยู่ของปัญหาในองค์กรที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งต่อไปก็คือการหาสาเหตุของปัญหาในองค์กร รวมถึงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น เพื่อที่จะได้มาพูดคุยเพื่อหาทางออกของปัญหาในองค์กรเรื่องนั้น ๆ ร่วมกัน จุดหนึ่งที่ควรระวังคือแต่ละฝ่ายอาจจะไม่สะดวกใจในการเผชิญหน้ากันตรง ๆ เราอาจจะต้องมีวิธีคุยกับแต่ละฝ่ายแยก เพื่อหาว่าเขาเจอกับปัญหาในองค์กรอะไร ต้องการให้แก้ไขแบบไหน

จากนั้นเราอาจจะเริ่มพิจารณาหาทางแก้ไขของปัญหาในองค์กรเบื้องต้นจากกฎระเบียบขององค์กรที่มีอยู่ เช่น ถ้าเป็นปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศในที่ทำงานต้องทำอย่างไร แล้วใช้ระเบียบเหล่านั้นเป็นหลักยึดในการแก้ไขปัญหาในองค์กรนั้น ๆ

แต่ถ้าปัญหาในองค์กรบางเรื่องพิจารณาแล้วว่าเกิดจากการปะทะหรือขัดแย้งระหว่างหลายฝ่าย ก็จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาคุยกันตรง ๆ หาข้อตกลงและยึดความถูกต้อง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำได้ในการลดแรงปะทะเมื่อต้องประชุมการแก้ปัญหาในองค์กรก็คือการหาตัวกลางมารับฟังและไกล่เกลี่ยปัญหาในองค์กร

วิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรก็สำคัญ เราจะต้องเลือกและระวังอย่าให้วิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรของเราไปสร้างความรู้สึกเลือกฝ่ายเลือกข้างให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับองค์กรของเรา กลายเป็นปัญหาในใจที่สะสมต่อไปได้

สุดท้ายแล้วเมื่อปัญหาในองค์กรได้รับการแก้ไข อย่าลืมที่จะสรุปปัญหา สาเหตุ และวิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรเรื่องนั้น ๆ ออกมาเป็นข้อตกลงให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้เป็นมาตรการรับมือหากเกิดปัญหาในองค์กรแบบเดียวกันขึ้นมาอีก

“ลดความเดือดของปัญหาในองค์กร ด้วยคนที่รับฟังอย่างตั้งใจ”

ปัญหาในองค์กรไม่ต้องรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยแก้ไข เพราะแค่การรับฟังอย่างตั้งใจก็อาจจะช่วยคลายความร้อนแรงของปัญหาในองค์กรนั้น ๆ ได้แล้วในระดับหนึ่ง

อย่างที่ทราบกันดีว่าสาเหตุของการเกิดปัญหาในองค์กรเป็นได้หลากหลาย ทั้งความเครียด ความกดดันจากที่ทำงาน ปัญหาด้านการเมืองระหว่างแผนก ไหนจะปัญหาส่วนตัวของพนักงานแต่ละคน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชนวนให้เกิดปัญหาในที่ทำงานได้เสมอ หลาย ๆ องค์กรจึงมอบหมายหน้าที่ฝ่ายดูแลจิตใจที่คอยรับฟังปัญหาต่าง ๆ ให้เป็นหน้าที่ของ HR หรือฝ่ายบุคคลของแผนก

แน่นอนว่าทักษะการรับฟังไม่ใช่แค่ใครจะทำแล้วได้ผลเสมอไป ฟังปัญหาในองค์กรเฉย ๆ อาจจะไม่ช่วยอะไรถ้าคนฟังไม่ได้มีทักษะการฟังและการให้คำปรึกษาที่ดีพอ ดังนั้นจึงมีทางเลือกใหม่คือการที่องค์กรมีทีมนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษาประจำองค์กรไว้คอยรับฟังปัญหาในองค์กรต่าง ๆ เลยทีเดียว

อูก้าเองก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลาย ๆ องค์กรไว้วางใจเช่นกัน เพราะเราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่โดดเด่นเรื่องการให้คำปรึกษาจากทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ทั้งยังสะดวกสบาย ใช้บริการได้อย่างส่วนตัว ตามวันและเวลาที่พนักงานต้องการ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกที่ทำให้พนักงานได้ระบายความในใจ และจัดระเบียบความคิด มองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีลำดับมากขึ้น

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นองค์กรแบบไหน การที่คุณมีปัญหาในองค์กรอาจจะเป็นโอกาสทองให้เราได้ทำความเข้าใจกับพนักงานของเราให้มากขึ้น และยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาองค์กรของเราให้ก้าวหน้าขึ้นไปกว่าเดิม ขอเพียงแค่เราต้องยอมรับ เปิดใจกับปัญหาในองค์กรที่เกิดขึ้น แล้วค่อย ๆ หาทางออกร่วมกัน อูก้าขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเจอกับปัญหา ถ้ารู้สึกไม่ไหว อยากได้คนที่จะรับฟังอย่างตั้งใจ ปรึกษาอูก้าได้เสมอเลยนะคะ


เพราะเรื่อง “สุขภาพใจ” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพนักงานทุกคน
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/iquitblog
🏙 บริการดูแลใจพนักงานในองค์กร > https://ooca.page.link/wh_corporate
.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #พร้อมดูแลใจพนักงานองค์กร #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า

ขอบคุณข้อมูลจาก

Wealth Me Up : https://bit.ly/32EJyvL
Jobthai : https://bit.ly/32Gl1GA
Westford University : https://bit.ly/3x97nKe
Mazzitti & Sullivan : https://bit.ly/3vo7Si7

Read More
cover - depression

ซึมเศร้า หรือ นิสัยไม่ดี

เมื่อไม่ตัดสินทุกคนก็ Win-Win แบบพึ่งพาอาศัย

“อย่าทำตัวมีปัญหาให้มากเลยนะ, รู้จักทำตัวให้เหมือนคนธรรมดาเขาบ้างสิ, แกมันแย่, อย่าหวังว่าจะมีใครคบเลยนะเป็นคนแบบนี้” คำพูดพวกนี้มันฟังดูทิ่มแทงใจยิ่งกว่าอะไร เพราะไม่ว่าเราจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองแค่ไหน สุดท้ายก็คงรับไม่ได้ที่จะมีใครมาตราหน้าหรือนินทาลับหลังว่าเรามัน ‘นิสัยไม่ดี’ อย่างแน่นอน

Read More
Passive Death Wish

Passive Death Wish แค่หวังลึกๆว่าโชคชะตาจะฆ่าเราเอง

“คุณเคยมีความคิดว่า อยากหายไปจากโลกนี้บ้างมั้ย?
เราเคยนะ และยังมีอยู่เรื่อย ๆ ด้วย แต่ว่าไม่ได้คิดอยากจะจบชีวิตตัวเองนะ เพียงแต่หวังลึก ๆ ว่าวันนึง โชคชะตาจะฆ่าเราเอง”

Read More

“กะเทย = คนตลก” เป็นตัวตนตามธรรมชาติหรือสังคมเรายึดติดคิดไปเอง

“มีคนบอกว่าฉันนิสัยเหมือนกะเทย เพราะฉันตลก” นี่คือประโยคที่เพื่อนมาเล่าให้เราฟัง มันบอกว่าไม่ได้รู้สึกดีหรือไม่ดีกับคำพูดนั้น แต่พวกเรากลับรู้สึกว่าน่าสนใจมากกว่า จนต้องมานั่งคิดกันต่อว่า แล้วตุ๊ดหรือกะเทยต้องมีนิสัยยังไง ? ในเมื่อพวกเขาก็คือมนุษย์ที่มีความหลากหลาย มีนิสัยแตกต่างกันเหมือนกับคนอื่น แต่ทำไมจึงเป็นกลุ่มที่มักถูกมองในลักษณะเหมารวม (Stereotype) แทบจะตลอดเวลา 🙄

ความลำบากใจของเพื่อนที่เป็นตุ๊ด กะเทยหรือ LGBTQ+ ที่เคยได้ฟังมา บ่อยครั้งจะเกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่คนยึดติด ยกตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนใจเย็นมาก เรียบร้อยและพูดจาสุภาพ บอกว่าอึดอัดเพราะที่ทำงานชอบบังคับให้ออกไปเต้นหรือโชว์เวลามีงานเลี้ยงหรือทำอะไรตลก ๆ เพียงเพราะว่าเป็น “ตุ๊ด” ทุกคนเลยคิดว่าน่าจะเก่งเรื่องกิจกรรมรื่นเริง แถมหลายคนยังชมในเชิงว่า “เป็นตุ๊ดที่เรียบร้อยจัง ปกติเจอแต่แนวโวยวายเสียงดัง” เพื่อนเราก็สงสัยเช่นกันว่า ทุกคนมีนิสัยแตกต่างกันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ ?

ลักษณะนิสัย (traits) ที่แสดงออกก็มาจากบุคลิกภาพ (Personality) หรือตัวตนที่เราสร้างมาตั้งแต่วัยเด็ก Erik Erikson นักจิตวิทยาได้อธิบายทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิตออกเป็น 8 ขั้น ซึ่งเริ่มพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเราเจอกับปัญหาหรือความขัดแย้งบางอย่างแล้วสามารถเอาชนะมันได้ก็ถือว่าเราพัฒนาและเติบโตขึ้นไปอีกขั้น เพราะฉะนั้นตัวตนของเรามักเริ่มจากการสร้างความผูกพัน (attachment) ระหว่างเรากับผู้ที่เลี้ยงดู หลอมรวมกับการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกและประสบการณ์ที่ได้รับ

ขั้นที่เด่นชัดว่าเชื่อมโยงกับการสร้างตัวตนก็คือขั้นที่ 2 ตัวของตัวเอง vs ความรู้สึกสงสัยในตัวเอง (Autonomy vs Shame and Doubt) ในวัย 1 ขวบครึ่งถึง 3 ปี พวกเขาจะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบสำรวจสิ่งต่าง ๆ การเปิดโอกาสให้เด็กได้มีอิสระในการเรียนรู้จึงสำคัญมาก ๆ แต่ถ้าถูกควบคุมมากเกินไปหรือปล่อยปะละเลยก็จะเกิดความสงสัยและละอายในตนเอง 😓

หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็จะพัฒนาขั้นที่ 5 ในเรื่องของเอกลักษณ์ vs ความสับสนในบทบาท (Identity vs Role confusion) นั่นคือจุดที่หลายคนเริ่มสงสัยว่า “ฉันเป็นใคร” มีการวาดภาพชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายคือค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง เรามีอะไรที่พิเศษแตกต่างจากคนอื่น จุดแข็งและความสามารถของเราจะเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้เราเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) แต่ถ้าเราไม่ได้คำตอบก็อาจจะรู้สึกสับสน ว่างเปล่า ไปจนถึงซึมเศร้าได้

สิ่งใดที่ทำแล้วได้รับความรัก การเติมเต็มหรือถูกมองเป็นคนสำคัญ เราก็มีแนวโน้มจะทำสิ่งนั้นมากขึ้น ไม่ต่างอะไรจากการถูกเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) อารมณ์ขัน (Sense of humor) ก็เป็นหนึ่งในนิสัยที่เรามักแสดงออกเพราะเป็นนิสัยส่วนหนึ่ง แต่หากมีคนเสริมแรงเรา เช่น หัวเราะตาม ชอบใจ หรือยอมรับเราในแง่ของความตลก เราก็มีแนวโน้มจะแสดงความตลกออกมาอีกเรื่อย ๆ ฉะนั้นการสร้างตัวตนของตุ๊ด กระเทยหรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศก็ไม่ได้ต่างกับคนทั่วไปเลย

เราอาจจะกำลังใช้สกีมา (Schemas) กับกลุ่ม LGBTQ+ เพียงเพราะความตลกโปกฮาเป็นนิสัยที่โดดเด่นและภาพจำของคนกลุ่มนี้ โดย ‘สกีมา’ เป็นรูปแบบความคิดที่เกิดจากความคาดหวังของเราเองทั้งนั้น โดยเชื่อว่าหากใครมีพฤติกรรมแบบหนึ่งก็จะมีพฤติกรรมหรือคุณสมบัติบางอย่างควบคู่กันไปด้วย และเมื่อสกีมาถูกนำไปใช้กับคนทั้งกลุ่มก็จะกลายเป็น stereotype นั่นเอง

เหมือนกับที่คนมองว่าเป็นนางงามต้องรักเด็ก เป็นกะเทยต้องตลก ส่วนหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยกว่าจะมาถึงจุดที่เปิดกว้างมากขนาดนี้ก็เพราะสื่อช่วยผลักดันให้เราเห็นหลากหลายแง่มุมของกลุ่มตุ๊ดหรือกะเทย แต่เพราะภาพความตลกที่ถูกนำเสนออยู่บ่อย ๆ ทำให้เราเคยชินกับ ‘สีสัน’ และเสียงหัวเราะที่พวกเขาสร้างเผลอมองข้ามตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาไป 🙃

ไม่เพียงแค่นั้น…ความตลกยังถูกนำมาเชื่อมโยงกับความสำเร็จเพราะการนำเสนอภาพความตลกทำให้หลายคนเป็นที่ยอมรับและได้รับความรักมากขึ้น เรามักจะเห็นตุ๊ดหรือกระเทยเป็นจุดศูนย์กลางของงานเลี้ยง เป็นคนสำคัญในกลุ่มเพื่อน หรือเป็นคนมีเอกลักษณ์ในที่ทำงาน แต่เบื้องหลังจริง ๆ คือความสามารถ ความพยายามและตั้งใจไม่แพ้ใคร ปัจจัยด้านอื่น ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กันและนิสัยตลกขบขันก็ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกอย่าง

ด้วยภาพในความคิดที่ถูกส่งต่อทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากมองตุ๊ดหรือกะเทยเป็นต้นแบบ (Model) เพราะเห็นได้ชัดว่าหากอยากเป็นที่ยอมรับ เป็นกลุ่ม LGBTQ+ ที่ประสบความสำเร็จฉันสามารถทำเหมือนเขาได้ หรือถ้าอยากเป็นที่รักของเพื่อน ๆ อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (in-group) เราก็ต้องมีความตลกแบบนั้นบ้าง มายาคติเหล่านี้จะไม่มีทางหายไปหากเรายังไม่เข้าใจว่ามนุษย์มีความเป็นปัจเจกบุคคล (Individual) และเราควรจะมองให้ลึกลงไปถึงคุณค่าภายในที่เขามี มากกว่าความเชื่อแบบผิวเผินที่สังคมคิดกันไปเอง

กะเทยต้องสวย ตุ๊ดต้องตลก…หรือมายาคติใด ๆ ก็ตามที่สั่งสมมา หวังว่าวันนี้เราจะได้ฉุกคิดกันเล็กน้อยถึงเรื่องของตัวตนและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เริ่มต้นที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย ให้พื้นที่แก่กันและกัน เพื่อให้ทุกคนได้มีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเอง อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมอบความอ่อนโยนให้โลกใบนี้ ถ้าอยากมีเพื่อนที่คอยรับฟังและช่วยดูแลสุขภาพใจ อย่าลืมนึกถึงอูก้าก่อนใครนะ ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge #ShareWithPride

—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/vtYL
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

หนังสือจิตวิทยาทั่วไป โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คัคนางค์ มณีศรี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Read More

การตีตราที่สวนทางกับประโยค “สมัยนี้เราควรมองข้ามเรื่องเพศกันได้แล้ว”

ทำไมการตีตราหรือคำดูถูกถึงชอบมาพร้อมกับ ‘เพศ’ ? 🤔

ไม่ว่าจะของเล่นในวัยเด็ก เสื้อผ้าที่เราใส่ ไปจนถึงภาษาที่ใช้ ชีวิตประจำวันเราถูกสอดแทรกด้วยการแบ่งเพศ การจะถอดถอนวิถีปฏิบัติที่ฝังอยู่ในสังคมวัฒนธรรมหรือแม้แต่ศาสนาย่อมเป็นเรื่องยาก แม้ homosexuality หรือ ‘รักเพศเดียวกัน’ จะถูกตัดออกจากกลุ่ม ‘ความผิดปกติทางจิต’ ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (The Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders-DSM) ไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1974 แล้ว แต่ความหลากหลายทางเพศก็ยังผูกติดกับ ‘ความผิดปกติ’ เพียงเพราะเราไม่สามารถจำแนกออกเป็นชายหรือหญิงได้

แน่นอนว่าความแตกต่างก็นำไปสู่ ‘ความแตกแยกทางความคิด’ ขณะเดียวกันมนุษย์เราก็ไม่อยากเป็นคนใจแคบในยุคที่สังคมเปิดกว้าง กลายเป็นพฤติกรรม ‘เหยียดหยาม’ ที่สวนทางกับคำพูดว่า ‘ยอมรับ’ ไปจนถึงการนำเสนอแบบผิด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนิยาม ‘เพศ’ ในเชิงเพศสภาพ (gender) เพศวิถี (sexuality) หรือเพศสรีระ (sex) สุดท้ายก็วกกลับมาที่ประเด็น “คุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนเราเท่ากันจริงหรือไม่ ?”

สมัยนี้ (ที่อาจยังมาไม่ถึง) เราควรมองข้ามเรื่องเพศกันได้แล้ว 🙂

เราได้ยินประโยคนี้จนชินแต่สุดท้ายก็เผลอปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไม่เหมาะสม เพราะอะไร ? ส่วนหนึ่งมันคือการไหลตามของกระแสสังคม มีการวิจัยในหัวข้อการศึกษาเพศวิถี อัตลักษณ์ทางเพศสถานะ และการแสดงออกอัตลักษณ์ทางเพศในสื่อ นำทีมโดยอาจารย์กังวาฬ ฟองแก้ว ภาควิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ใช้เวลา 1 ปีในการเก็บตัวอย่างข่าวที่เกี่ยวกับคนหลากหลายทางเพศ จากการสุ่มเลือกตัวอย่างสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์มาทั้งหมดราว 870 ข่าว พบว่า 65% มีการเผยแพร่ข่าวในเชิงกระตุ้นอารมณ์แต่เนื้อหาไม่ได้ก่อให้เกิดความสำคัญใด ๆ ต่อสังคม โดยเฉพาะหมวดบันเทิง มีเพียง 1 ใน 3 ของข่าวที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ศิลปวัฒนธรรม และการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นข่าวต่างประเทศทั้งสิ้น

สิ่งที่น่ากังวลคือการนำเสนอข่าวได้สร้างภาพบางอย่างหรือการตีตราที่ติดตัวกลุ่ม LQBTQ+ ไปด้วย ผลวิจัยของอาจารย์กังวาฬ มองว่า ถ้อยคำที่รุนแรงที่ใช้คือการคุกคามและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยกตัวอย่างกลุ่มหญิงรักหญิง (Lesbian) มักมีคำว่า ดนตรีไทย ลดตัวคบทอม กลิ่นเลสเบี้ยนโชย ฯลฯ พร้อมทั้งภาพที่แฝงนัยยะทางเพศให้คนไปตีความต่อหรือวิจารณ์กันสนุกปาก ทางด้านเกย์ (Gay) ก็ต้องเจอกับการพ่วงด้วยภาพของกลุ่มที่หมกมุ่นเรื่องเพศ มีโรคเอดส์ การเสพยาและอาชญากรรม หรือเป็นการตีตราเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของคนที่เป็นข่าวด้วย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนข้ามเพศ (Transgender) และอีกมากมายที่ถูกตั้งฉายาจนเราเคยชินและลืมไปว่านี่คือการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

เพราะเราขาดความรู้ความเข้าใจ หรือลึก ๆ แล้วเราต่างมีอคติอยู่ ? 🤭

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้จัดทำงานวิจัยที่ชื่อว่า ‘รับได้แต่ไม่อยากสุงสิง: การสำรวจระดับชาติเกี่ยวกับประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติ และทัศนคติของสังคมที่มีต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย’ ผลลัพธ์น่าสนใจมาก ๆ ตรงนี้คนส่วนใหญ่บอกว่าการยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่อยู่นอกครอบครัวมากกว่าที่จะยอมรับคนในครอบครัวตัวเอง และถึงแม้ทัศนคติต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจะเป็นบวก รวมถึงเข้าใจและอยากผลักดันให้เกิดความเท่าเทียม แต่การยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนใกล้ตัว อย่างครอบครัว กลุ่มเพื่อน และในชนบท

เรอโนด์ เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยพูดถึงประเด็นนี้ว่า “ถึงแม้สังคมไทยจะมีการยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศ และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในพื้นที่สื่อและสังคม แต่ยังมีคนที่มีความหลากหลายทางเพศอีกไม่น้อยที่ถูกคุกคามเพียงเพราะตัวตนของพวกเขา”

คุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้อำนวยการบริษัท กันตนา กรุ๊ปและนักผลิตรายการชื่อดังมากมายเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม L, G, B, หรือ T มาหมดแล้วแต่หากถามใจแล้วก็ไม่ได้อยากถูกจำกัดอยู่ในคำไหนเลย เพราะมองตัวเองเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะเพศใด มีไลฟ์สไตล์แบบไหนก็มีความสามารถ มีคุณค่าความเป็นมนุษย์และควรมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน 🌈

นี่อาจจะถึงเวลาที่เราต้องมองข้ามเรื่องเพศ แล้วหันมามองกันที่ความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น 🙂

ไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไร ใครจะตัดสินเราแบบไหน สิ่งที่ห้ามลืมก็คือการรับรู้ตัวตนและคุณค่าของตัวเองคือสำคัญที่สุด บางครั้งแค่เราชอบตัวเองและพร้อมจะโอบกอดมันเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว อูก้าเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้กับเสียงรอบตัว หากมีเรื่องราวอยากพูดคุยปรึกษาก็สามารถดาวน์โหลดแอปฯหรือเข้าเว็บไซต์ของอูก้าได้เพื่อนัดกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้เลย สะดวกทุกที่ทุกเวลา พร้อมดูแลสุขภาพใจให้คุณเสมอ ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge

—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/WS1i
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.posttoday.com/politic/report/402619

https://thematter.co/thinkers/homophobia-with-in-words/68832

https://www.facebook.com/watch/?v=10157883620684848

https://www.thaipbspodcast.com/podcast/genderfocus/EP61-สังคมตีตรา_ร้ายกว่า_เอชไอวี

https://www.undp.org/content/undp/en/home/librarypage/democratic-governance/tolerance-but-not-inclusion.html

Read More

เลิกใช้คำว่าวิปริตผิดเพศ เพราะ “คุณค่าของฉัน” ไม่ได้อยู่ที่เพศ

“ผิดเพศหน่ะมันเป็นเรื่องของบาปกรรม”

“สับสนทางเพศแบบนี้ แก่ตัวไปจะอยู่กับใคร”

“โชคดีนะที่ลูกเราปกติ ไม่เป็นเหมือนคนนั้น”

สารพัดอคติที่หลั่งไหล่เข้ามา จะกี่เดือนกี่ปี ก็ยังมีความข้อความเหล่านี้ให้ได้เห็นกันอยู่ แม้เราจะคิดว่าปัจจุบันโลกของเราก้าวหน้ามาไกลแล้ว รวมถึงเรื่องเพศหรืออัตลักษณ์ก็เปิดกว้างกว่าหลายปีก่อนมาก มีการ come out และมีบุคคลมีชื่อเสียงมากมายที่ออกมาพูดถึงเรื่อง LQBTQ+ ในสังคม ถึงแม้จะสามารถสร้างความตระหนักได้มากขึ้น แต่แน่นอนว่าอคติก็ไม่ได้หมดไป 😢

เพื่อนเราหลายคนเล่าให้ฟังว่าการพูดคุยกับที่บ้านก็ยังเป็นเรื่องยาก ความเชื่อหรือค่านิยมบางอย่าง ยังคงตอกย้ำอยู่เสมอว่าสังคมควรมีแค่ “เพศชาย” และ “เพศหญิง” ส่วนบุคคลที่นอกเหนือจากนี้ กลับถูกมองว่า “แปลก” อาจถูกเรียกด้วยคำจำกัดความต่าง ๆ ไปจนถึงตีตราว่า “วิปริตผิดเพศ” หรือถูกกีดกันให้อยู่ในกลุ่ม “อื่นๆ”

มันสำคัญมากแค่ไหนกับการแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตาม “เพศ”

เพศ (Gender) เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าโลกนี้มีชายและหญิง การกำหนดเพศสภาพขึ้นมาเกิดจากหลายเหตุปัจจัย ถ้าพูดในแง่ของวิทยาศาสตร์ เราอาจแยกตามโครงสร้างร่างกาย หากพูดในเชิงสังคมก็คือการแบ่งกลุ่ม กำหนดบทบาท หน้าที่ สิ่งที่ตามมาจากการแบ่งเพศคือ เรามีคำศัพท์เฉพาะสำหรับชายหญิง เช่น “ค่ะ/ครับ” มีการตั้งชื่อที่รู้กันว่าชื่อนี้เหมาะกับเด็กผู้ชาย ชื่อนั้นเหมาะกับผู้หญิง  มีการใช้สัญลักษณ์หรือสีแทนเพศ อย่างสีฟ้าสีชมพู ฯลฯ 😅

เพศไม่ได้จบแค่การแบ่งมนุษย์ออกเป็นกลุ่ม แต่เกี่ยวพันไปถึงการปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงต้องอ่อนหวาน รู้จักดูแลบ้าน ได้รับการอบรมให้เป็นแม่และภรรยาที่ดี ส่วนผู้ชายจะต้องปกป้องครอบครัว มีความเข้มแข็ง ห้ามร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น สุดท้ายก็นำไปสู่ความคาดหวังต่อบุคคลหนึ่งตามเพศของเขา เมื่อเขาไม่เป็นไปตามสิ่งที่สังคมหรือคนรอบตัวคาดหวัง เรากลับมองว่าเขาล้มเหลวหรือผิดแปลกจากคนอื่น

เป็นเรื่องยากที่ต้องรับมือกับคำพูดและการกระทำที่สื่อไปในทางลบ ไม่ว่าจะคำล้อเลียนจากเพื่อน ความคาดหวังจากครอบครัว ไหนจะความกดดันในสังคมที่เราเติบโตมา ยิ่งต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม ทุกอย่างก็ยิ่งซับซ้อนไปหมด บางคนอาจถึงขั้นถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อกลับมาเป็นอย่างที่สังคมบอกว่าเรา ‘ควร’ เป็น มิฉะนั้นเราก็อาจถูกตีตราว่าเป็นคนโรคจิต วิปริตหรือครอบครัวอาจจะต้องอับอาย ทั้งที่ตัวตนข้างในเขาอาจมีคุณค่าอื่น ๆ ซ่อนอยู่มากมาย ถ้าเรามองเขาในฐานะ ‘มนุษย์’ คนหนึ่ง

เลิกเถอะ…การใช้คำพูดตีตราคนอื่น เพราะ ‘คุณค่าของมนุษย์คนหนึ่ง’ ไม่ควรถูกกำหนดด้วยอะไรเลย

หลายคนหันมาสนับสนุนแนวคิด ‘Post Genderism’ หรือ ‘โลกหลังการมีเพศ’ ✨

อธิบายง่าย ๆ คือ การมองมนุษย์แบบไม่มีเพศ ไม่ใช่แค่ชายหญิงแต่รวมถึงการไม่ LGBTQ+ ด้วย อย่างที่ George Dvorsky เคยกล่าวในบทความวิชาการว่า “Post-genderist เชื่อว่าเพศสภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและเป็นขีดจำกัดที่ไม่จำเป็นต่อการพัฒนาของมนุษย์” ซึ่งก็มีกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดนี้เพราะมองว่าการห้ามหรือบังคับให้กระทำบางสิ่งบางอย่าง เพียงเพราะเขาเป็นเพศนั้นเพศนี้ควรจะยุติเสียที รวมถึงอคติที่มองกลุ่ม LGBTQ+ ด้วย stereotype ที่ฝังรากลึกในสังคมก็ควรถูกแก้ไขด้วย 🤔

ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าคำว่า ‘เพศ’ ไม่มีทางหายไป เพราะจุดเริ่มต้นของมนุษย์ยังถูกกำหนดด้วยโครโมโซมและสภาพร่างกายตามที่ธรรมชาติให้มา รวมถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่าง คนที่เกิดมามีสองเพศหรือคนที่เกิดมาไม่มีเพศ ไปจนถึงความแตกต่างระหว่าง Sex และ Gender และที่ถกเถียงกันมาตลอดอย่างเรื่อง “รสนิยมทางเพศ” หากจะพูดทั้งหมดนี้เชื่อว่าเราคงไม่มีทางหาข้อสรุปได้ รวมถึงไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจในแนวคิดในแนวคิดหนึ่งได้

แต่สิ่งที่เราอยากสร้างความตระหนักมากที่สุดคือ “คุณค่าของมนุษย์” หรือ “ตัวเรา” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นใดเลย ไม่ว่าจะเป็น เพศ เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว ฯลฯ แม้การแบ่งแยกจะยังไม่หมดไป แต่การใช้คำพูดรุนแรงเพื่อต่อว่าหรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ต่างหากที่สามารถแก้ไขได้

แน่นอนการต่อสู้กับอคติจะเป็นเรื่องเลวร้าย แต่เราเชื่อว่าความคิดและการกระทำของคนอื่นจะไม่มีผลกับใจ ถ้าวันนี้ “คุณยังชอบตัวเองอยู่” เริ่มต้นที่การยอมรับตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข มอบความอ่อนโยนและอ้อมกอดให้ตัวเองบ้าง ความรู้สึกลบ ๆ ที่รบกวนใจจะได้เบาบางลง ไม่ต้องคาดหวังให้ทุกคนยอมรับ ไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง เราสามารถเป็นตัวเราที่สร้างสิ่งดี ๆ และมีความสุขได้เหมือนคนอื่น 🙂

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังค้นหาคุณค่าของตัวเองและต่อสู้เพื่อบางสิ่งบางอย่างอยู่ ไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน อูก้าขอเป็นพื้นที่ปลอดภัยในคุณได้พูดคุยปรึกษาทุกปัญหาใจอย่างไม่มีเงื่อนไข เราพร้อมดูแลคุณเสมอ ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAstory #Pride
—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/lgbtqstrfb
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

I = intersex เมื่อโลกของ’ชาย-หญิง’ ไม่มีที่สำหรับฉัน

จะเป็นอย่างไรถ้าคำว่า “เพศ” เป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากและสำหรับบางคนก็อาจเป็นคำที่เจ็บปวด เราอยากพาทุกคนมารู้จักกับอินเตอร์เซ็กส์ (Intersex) หรือภาวะเพศกำกวม หากเราคิดว่าการพูดถึง LGBTQ+ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่งแล้ว ก็ยังมีกลุ่ม I – Intersex ที่ไม่สามารถระบุเพศที่ชัดเจนได้ พวกเขาอาจไม่ได้เป็นทั้งชายและหญิง โครงสร้างทางกายภาพ อวัยวะเพศ โครโมโซม รวมถึงฮอร์โมนมีความแตกต่างไปจากปกติ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเพศสภาพหรือรสนิยมทางเพศของพวกเขามีปัญหาแต่อย่างใด 😢

หากอธิบายในเชิงการแพทย์อินเตอร์เซ็กส์มีความซับซ้อนเพราะไม่มีรูปแบบตายตัว บางคนอาจจะเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศหญิง แต่ไม่มีมดลูกและรังไข่ หรือเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศชายแต่อวัยวะเพศคล้ายผู้หญิง เด็กบางคนมองจากภายนอกเหมือนจะมีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิง ทำให้แพทย์ต้องดูแลรักษาต่อไป

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งเหมารวมว่าพวกเขาเป็นคนมีสองเพศหรือไม่มีเพศ เพราะนอกจากเรื่องของสรีระร่างกาย ยังมีปัญหาอีกมากมายที่อินเตอร์เซ็กส์ต้องเผชิญ 😰

ย้อนกลับไปราว ๆ 50 ปีก่อนแพทย์มักรักษาอินเตอร์เซ็กส์ด้วยการ ‘ผ่าตัด’ เพื่อให้มีลักษณะเพศใดเพศหนึ่งอย่างชัดเจน อย่างเช่นการผ่าตัดตกแต่งอวัยเพศ โดยเชื่อว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ช่วยลดความกังวลของครอบครัวได้ แต่ใช่ว่าทุกเคสจะจบลงด้วยดี เนื่องจากเมื่อโตขึ้นอาจมีลักษณะบางอย่างที่ปรากฎชัดเจนขึ้น หรือเด็กก็มีอารมณ์ความรู้สึกเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ส่งผลให้พวกเขารู้สึกสับสน โดดเดี่ยวและขาดความมั่นใจได้ นำไปสู่ข้อถกเถียงว่า เป็นเรื่องที่ควรหรือไม่กับการเลือกเพศให้กับเด็กที่เป็นอินเเตอร์เซ็กส์ ?

มีกรณีศึกษามากมายที่เกิดการแทรกแซงทางการแพทย์ โดยเลือกให้เด็กเป็นเพศใดเพศหนึ่งจากลักษณะอวัยเพศที่มองเห็น แต่เมื่อโตขึ้นข้างในของเด็กคนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเป็นอีกเพศหนึ่ง เมื่อจิตใจสวนทางกับร่างกายและต้องใช้ชีวิตต่อไปแบบนั้น เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลัง “แตกสลาย” 😭

ในยุคหลัง ๆ จึงมีการเปิดโอกาสให้อินเตอร์เซ็กส์เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น เนื่องจากทุก ๆ อย่างมีผลต่อสุขภาพกายและสภาพจิตใจของพวกเขา ภาวะเพศกำกวมนั้นส่วนใหญ่ไม่มีความเจ็บป่วยร้ายแรงที่ต้องกังวล  แต่อาจต้องดูแลเรื่องของฮอร์โมนที่อาจส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม

สิ่งสำคัญคือ การสร้างความมั่นคงทางจิตใจ เป็นเรื่องยากที่อินเตอร์เซ็กส์จะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นได้อย่างเปิดเผยและเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับครอบครัวในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา กลับกันสิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร ? เราได้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เลือกความสุขให้กับตัวเองหรือเปล่า ?

ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่เข้าใจสิ่งที่คนเป็นอินเเตอร์เซ็กส์ต้องเผชิญ การตีตราในเรื่องเพศเป็นบาดแผลที่เจ็บปวด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องร้าย ๆ ที่ผ่านเข้ามาแล้วจะผ่านไป แต่เราต้องอยู่กับอคติและร่างกายที่เป็นตัวเราแบบนี้ หากสังคมกีดกันพวกเขาออกไปย่อมสร้างประสบการณ์ที่เลวร้ายให้กับคนที่กำลังต่อสู้อยู่อย่างแน่นอน

เมื่อเรารับรู้ว่า ‘เราแตกต่าง’ ธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการ ‘การยอมรับ’ และรักษาความเป็นพวกพ้อง อาจทำให้พวกเขาต้องสัมผัสกับความโดดเดี่ยวและสิ้นหวังที่ตัวเองไม่ได้เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ อย่างแท้จริง อีกทั้งในบางสังคมก็มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาได้ ดังนั้นการสนับสนุนทางจิตใจ (Psychological support) จึงสำคัญมาก รวมถึงในสังคมที่ควรเปิดกว้างและมีการให้ความรู้ในด้านนี้ เพราะถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เราเข้าใจและยอมรับความแตกต่างได้ 🌈

เพราะความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ (Human Diversity) นั้นไม่มีขอบเขต ไม่มีใครควรใช้ชีวิตอยู่ด้วยความอับอายหรือต้องกล่าวโทษตัวเองที่เป็นแบบนั้นแบบนี้ เพียงเพราะสังคมมีบรรทัดฐานอีกรูปแบบหนึ่ง อยากให้ทุกคนกลับมาดูแลใส่ใจตนเอง (Self-care) ความรักและการยอมรับจะทำให้เราผ่านประสบการณ์เหล่านี้ไปได้

เวลาที่เราสงสัยในตัวเองหรือไม่แน่ใจกับสิ่งที่เราเผชิญอยู่ ตลอดจนการตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก เป็นธรรมดาที่เราจะมองหาความช่วยเหลือ การพึ่งพาคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญ ครอบครัวหรือแพทย์ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและจำเป็นเพื่อให้เขาได้เลือกวางแผนอนาคต ไม่ว่าจะในแง่ของการใช้ชีวิต การรับรู้อัตลักษณ์ของตัวเอง การสร้างตัวตน บุคลิกภาพและพัฒนาการทางเพศ เมื่อเขามีส่วนร่วมก็จะเกิดการยอมรับในตัวตนของตัวเองมากขึ้นด้วย

ความกดดันให้เปลี่ยนแปลงในเรื่องเพศไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้จิตใจของพวกเขาย่ำแย่ลงและยิ่งทรมาน จะกี่ครั้งที่ต้องพูดคุยเรื่องเพศก็เป็นเรื่องอ่อนไหวเสมอ หากเราไม่รู้ทางไหนถูกต้องและเหมาะสม หรือจะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไร สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการไม่ตัดสินเขาจากค่านิยมส่วนตัวและอยู่เคียงข้างรับฟังอย่างเข้าใจ หลีกเลี่ยงคำพูดที่ตีตรา ล้อเลียนหรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพียงเท่านี้ก็สร้างกำลังใจเล็ก ๆ ให้พวกเขาได้แล้ว 🙂

ใครที่กำลังเป็นทุกข์หรือต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยเปิดใจ สามารถเข้ามาปรึกษาอูก้าได้ เรามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องราวของคุณ หากต้องการหาแนวทางเพื่อดูแลจิตใจคนในครอบครัวก็พูดคุยกับเราได้เช่นกันนะ 💙

#OOCAknowledge #PrideMonth


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/intersexblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://story.motherhood.co.th/intersex/

https://adaymagazine.com/intersex/

Read More

เครียดแค่ไหนถึงต้องพบจิตแพทย์?

เคยไหมที่ดูหนังฝรั่งทีไรแล้วต้องได้เห็นฉากที่ตัวละครพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาในเรื่องกันอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบ คุยประจำทั่วไปในแต่ละเดือน บางครั้งก็คุยเดี่ยว บางทีก็คุยกลุ่ม หรือจับคู่สามีภรรยามานั่งคุยกันก็มี แม้แต่เด็ก ๆ เองก็เปิดใจเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ตัวละครเหล่านี้กลับดูไม่ได้มีเรื่องเครียดอะไร

อย่างนี้แปลว่าไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเครียดก็พบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้เหรอ ?

อูก้าขอตอบเลยว่า ได้ ! เพราะการพบจิตแพทย์นั้นจริง ๆ แล้วก็เหมือนเราไปตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป ไม่ต้องรอให้เครียด ไม่ต้องรอให้เกิดโรค ไม่ต้องรอให้เจอปัญหาใด ๆ เราก็สามารถไปหาหมอเพื่อพูดคุยปรึกษา เช็คสุขภาพใจกันสักนิดได้ทันที ซึ่งจริง ๆ แล้วในแต่ละประเทศเอง การไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยานั้นเป็นเรื่องที่ปกติมาก ๆ เพราะนอกจากจะได้เป็นการพูดคุยปรึกษาปัญหาคาใจของแต่ละคนแล้ว จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยายังสามารถให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ เช่น ปัญหาครอบครัว ชีวิตคู่ ปัญหาความสัมพันธ์ การเรียน การงาน ปรึกษาก่อนแต่งงาน หรือแม้แต่การปรึกษาเรื่องพัฒนาการเด็กก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นหากไม่สบายใจ แทนที่จะไปหาหมอดู ลองเปลี่ยนมาเป็นหาหมอ “ใจ” อย่างจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา อาจจะช่วยให้คุณค้นหาต้นตอของปัญหาเจอก็ได้นะ 🙂

แล้วอย่างนี้ถ้าเราอยากลองตรวจสุขภาพใจของเราดูบ้างการไปหาจิตแพทย์จะตอบโจทย์ไหมนะ? แล้วจะเริ่มจากที่ไหนดี? คำถามนี้ก็ไม่อยาก เพราะถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรละก็ #อูก้ามีทางออก มาให้จ้า

เพราะที่อูก้า เราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่เป็นมากกว่าแค่การรับฟัง ที่อูก้านั้นคุณไม่จำเป็นที่จะต้องขับรถวนหาที่จอดจนเหนื่อย หรือต้องลางานมานั่งรอคิวคุยกับจิตแพทย์ทั้งวัน ทั้งยังไม่ต้องไปเสาะหาแหล่งปรึกษาให้ยุ่งยาก เพราะที่นี่เรามีบริการพร้อม ทั้งนักจิตวิทยาที่จะคอยให้คำปรึกษาและบำบัดใจ จนไปถึงจิตแพทย์ที่มีประสบการณ์ดูแลทุกคำปรึกษา อยากจะทักมาคุยเมื่อไหร่ ที่ไหน กับใคร ก็เลือกเองได้ง่าย ๆ สะดวกสบายด้วยปลายนิ้ว

❤️ อยากทำแบบทดสอบวัดความเครียดดูก่อนก็ย่อมได้

❤️ หากอยากนัดปรึกษาเมื่อไหร่ ก็สามารถนัดหมายได้ทุกเมื่อ

❤️ ใช้เพียงแค่โทรศัพท์มือถือและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็คุยได้แล้ว ไม่ต้องไปไหนไกล

❤️ ทุกอย่างที่คุยกันรับรองว่าเป็นความลับ ถ้าไม่สะดวกใจให้ใครเห็น ก็คุยกันในสถานที่ ๆ คุณสบายใจได้เลย

เพราะการพูดคุยปรึกษาปัญหาใจ ไม่จำเป็นต้องรอให้เครียด

หากเรามีแพทย์ไว้ดูแลร่างกาย “หัวใจ” เอง ก็ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลเช่นเดียวกัน อย่างที่ใครหลายคนเคยกล่าวไว้ว่า “ป่วยกายยังไม่เท่ากับป่วยใจ” ดังนั้นหากเรายังมีโอกาสดูแลใจของเราให้ดี อย่ามัวรอช้า อย่ากลัวที่จะก้าวเข้ามาปรึกษากับจิตแพทย์ของเราได้เสมอ พลังใจมีเต็มร้อย จะให้เจอกับอุปสรรคอะไรในชีวิตก็ไม่ท้อถอยไปง่าย ๆ

“ไม่ต้องเครียดก็ทักหาเราได้ ให้อูก้าได้มีโอกาสดูแลจิตใจและเป็นเพื่อนช่วยวางแผนชีวิตเคียงข้างคุณ❤️”

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/hmstblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca..

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
lgbtq

เพราะโลกนี้มีความหลากหลายมากกว่าชาย-หญิง

ด้วยโลกสมัยใหม่ที่เปิดกว้างขึ้นกว่าที่เคย คำกล่าวนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดขนบธรรมเนียมประเพณีอีกต่อไป เพราะคนรุ่นใหม่เรียนรู้ที่จะเปิดใจยอมรับความหลากหลายมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางอัตลักษณ์และตัวตนของบุคคลอื่นมากขึ้น ดังนั้นเรื่องของเพศจึงไม่ได้ถูกขีดกรอบจำกัดไว้แต่เพศกำเนิดแค่ “หญิง” หรือ “ชาย” เหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป แต่เรามีคำเรียกแทนตนและความหมายใหม่ ๆ ให้ใช้เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของคนแต่ละกลุ่ม หรืออย่างคำที่เราได้ยินบ่อยครั้งนั่นก็คือ “LGBTQ+” 🏳️‍🌈

“LGBTQ+” เป็นคำย่อที่ต่างประเทศใช้เรียกกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยคำนี้เป็นการรวมเอาตัวอักษรแรกของคำเรียกอัตลักษณ์ทางเพศของคนแต่ละกลุ่มมารวมกัน ตัวอักษร L G B T Q นั้นย่อมาจากคำว่า Lesbian Gay Bisexual Transgender และ Queer (บางที่อาจจะหมายถึง Questioning) โดย 4 ตัวอักษรแรกนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่ยุค 1990s ก่อนที่จะเพิ่มตัวอักษรอื่น ๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทุกเพศสภาพ ซึ่งแต่ละตัวอักษรนั้นหมายถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่ต่างกัน ดังนี้

Lesbian – นิยมใช้สื่อถึงเพศหญิงที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้กับเพศหญิงด้วยกัน ซึ่งบางคนอาจจะสบายใจที่จะใช้คำว่า “Gay” หรือ “Gay Woman” มากกว่า ก็สื่อได้เช่นกัน

Gay – นิยมใช้สื่อถึงเพศชายที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้แก่เพศชายด้วยกัน แต่โดยทั่วไปแล้วคำนี้สามารถใช้สื่อถึงเพศที่ชอบเพศเดียวกันกับตนได้ทั้งหมด (เช่น Gay Man, Gay Woman) แต่มักจะพบการใช้ถึง ชาย-ชาย มากกว่า

Bisexual – มักสื่อถึงบุคคลที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ ให้กับผู้ที่มีเพศเดียวกัน หรือผู้ที่มีเพศต่างจากตน

Transgender – ในขณะที่คำอื่นอาจจะบ่งบอกถึงความชอบของแต่ละคนในจิตใจ แต่คำนี้แตกต่างด้วยการสื่อถึง “รูปลักษณ์ภายนอก” คำนี้ให้ความหมายถึงบุคคลที่มีความพึงพอใจต่อเพศสภาพของตนที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด เช่น ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากชาย ไปสู่หญิง หรือจากหญิง ไปสู่ชาย อย่างไรก็ตามคำนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศเท่านั้น แต่เป็นความหมายสำหรับใครก็ตามที่ “ข้ามเพศ” จากที่ตนเองมีอยู่ ไปสู่เพศสภาพที่เขาสบายใจที่สุด

Queer – คำว่า “Queer” เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้ครอบคลุมกับอัตลักษณ์ทางเพศคำอื่น ๆ เพราะบางครั้งการเรียกตนเองว่าเลสเบี้ยน เกย์ หรืออื่น ๆ ก็ดูจะจำกัดเกินไป “Queer” จึงเป็นอีกหนึ่งคำที่เปรียบเสมือนร่มคันใหญ่ที่ทอดเงาไปยังคำอื่น ๆ ในกลุ่มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นในบางที่ ตัวอักษร “Q” ยังสามารถหมายถึง “Questioning” ซึ่งมีความหมายตรงตัวก็คือกลุ่มที่คนที่ยังรู้สึกว่า ตัวเองยังคงตั้งคำถามกับความชอบและรสนิยมของตนเอง เป็นช่วงที่กำลังตั้งคำถามหรือค้นหาตนเองอยู่

ส่วนสัญลักษณ์สุดท้ายในกลุ่มคำนี้คือ เครื่องหมาย “+” ใช้สื่อถึงเพศอื่น ๆ ทั้งหมดที่ไม่ได้ปรากฎอยู่ในตัวอักษร 5 ตัวแรกนั่นเอง ถึงแม้ว่าชื่อเรียกของกลุ่มจะมีหลากหลายแตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์ของคนแต่กลุ่ม แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่าการจดจำชื่อเรียก คือการที่เราเข้าใจและยอมรับความหลากหลายที่มีอยู่อย่างแท้จริง 🙂

เราอาจพูดได้ว่าเรื่องของเพศหรือรสนิยมทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่มีขอบเขต แม้มนุษย์จะพยายามศึกษาและเขียนตำราวิชาการมากมาย สุดท้ายเราก็ยังค้นพบด้านใหม่ ๆ ของเรื่องราวเหล่านี้อยู่ดี การหาคำนิยาม พยายามตีกรอบหรือจัดแบ่งคนอยู่เป็นหมวดหมู่จึงเป็นเรื่องถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุด จะดีกว่าไหม ? หากเราเรียนรู้ที่จะยอมรับคุณค่าซึ่งกันและกันในแบบที่เขาเป็น เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงออกต่อกันได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น ให้ทุกคนได้เป็นตัวตนอย่างสบายใจ ไม่ต้องถูกใครตัดสินว่าสิ่งที่เขาเป็น “ถูกหรือผิด” “ปกติหรือแปลกแยก” ส่วนใครที่กำลังรู้สึกว่าเราต้องเผชิญกับความไม่สบายใจ รู้สึกกดดันจากสภาพสังคมและความสับสนที่ก่อเกิดขึ้นในจิตใจ จนทำให้คุณรู้สึกอยากคุยกับใครสักคนที่พร้อมรับฟังละก็ สามารถทักมาหาอูก้าได้เสมอเลยนะคะ เพราะทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหาใจแน่นอน ไม่ว่าจะเพศไหนก็คุยได้

เพราะเรื่องของใจ ไม่ว่าจะเพศไหนเราก็รับฟัง ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge #HappyPrideMonth

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/kllgbtblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยรัฐ : https://bit.ly/3fCfDLX
The center : https://bit.ly/3c7pbN3
Alliance : https://bit.ly/3yQ3P0h
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : https://bit.ly/3fFi0Oe

Read More
minari

‘Minari’ ต่อสู้เพื่อเบ่งบาน เมื่อความฝันไม่ใช่ของฉันเพียงคนเดียว

หากใครชื่นชอบวัฒนธรรมของประเทศเกาหลี คงพอคุ้นตากับ ‘มินาริ’ (미나리) หรือผักชีล้อม ที่มักไปโผล่ในซีรีส์หรือรายการวาไรตี้ต่าง ๆ นิยมนำมาปรุงอาหาร เพราะปลูกง่าย ราคาไม่แพง ดูเผิน ๆ เหมือนวัชพืชเพราะมีความทนทานในทุกสภาพแวดล้อม แต่ยิ่งได้ผลัดใบแรกจะยิ่งผลิดอกงอกงาม 🌱

“มินาริสามารถเติบโตได้ทุกที่ แม้ในพื้นที่ว่างเปล่า เอาไปใส่ในแกงอะไรก็อร่อย” คุณยายที่มาพร้อมกับความรักจากประเทศบ้านเกิด ทำให้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นจาค็อบ หัวหน้าครอบครัวที่มุ่งมั่น โมนิกา ภรรยาที่เชื่อใจและสนับสนุนทุกการตัดสินใจของสามี พร้อมทั้งแอนน์และเดวิด ลูก ๆ ที่เติบโตมาแบบสองวัฒนธรรม

ครอบครัวนี้ได้วาดฝันอนาคตร่วมกัน โดยเริ่มจาก “ศูนย์” สะท้อนให้เห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่กำลังต่อสู้กับอะไรที่ไม่คุ้นชินในที่ต่างถิ่นต่างแดน ความไม่คุ้ยเคยอาจทำให้หวั่นใจ แต่เพราะความฝันที่เราแบกไว้นั้นมีขนาดใหญ่กว่าเลยยอมแพ้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกเข้าถึงหนังเรื่องนี้ เพราะถ้าให้พูดตรง ๆ สิ่งที่จาค็อบกำลังเริ่มต้นนั้นท้าทายเขาและครอบครัวพอสมควร ที่ดินว่างเปล่ากับความสำเร็จที่เลือนราง จะเป็นอย่างไรหากครอบครัวไม่เคารพการตัดสินใจของเขา ?

เพราะความฝันของเรา อาจมีหลายคนรวมอยู่ในนั้นด้วย 🙂

นอกจากการต่อสู้เพื่อความฝันและการอดทนต่อความยากลำบาก สิ่งสำคัญคือการมีอยู่ของกันและกัน
การมาถึงของคุณยายซุนจา ได้พัดพา ‘กลิ่นเกาหลี’ มายังบ้านหลังนี้ หรือนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของความคิดถึง กลิ่นที่หลาน ๆ ไม่ชอบในตอนแรก กลายเป็นความอบอุ่นที่พวกเขาขาดไม่ได้ คุณยายทำให้เรานึกถึงคำว่า ‘ไม่คุ้นเคยแต่รู้สึกดี’ ลองนึกภาพเด็กที่เติบโตมาแบบอเมริกัน เห็นแต่ภาพคุณยายอารมณ์ดี ชอบอบคุกกี้และไม่พูดคำหยาบ ตัดภาพมาที่การปราฎตัวของคุณยายที่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ ชอบต้มยาสมุนไพร พูดจาโผงผาง ความแตกต่างแบบสุดขั้วและช่องว่างระหว่างวัย กลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ครอบครัวนี้ต้องปรับตัว

หนังเรื่องนี้นำเสนอปัญหาของตัวละครผ่านมุมองของ ‘การอพยพย้ายถิ่นฐาน’ เพื่อไปสร้างความมั่นคงใหม่ แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเมื่อเทียบกับในชีวิตจริงที่อาจมีหลายร้อยพันปัญหาเกิดขึ้นกับเรา อย่างหลาย ๆ ฉากที่สื่อถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน หากเราไม่มองว่าความไม่รู้เป็นเรื่องผิดหรือตัดสินคนอื่นจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว เราจะพบว่ามิตรภาพเกิดขึ้นได้และทุกคนก็ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นเช่นกัน


ความรักก่อตัวผ่านการเรียนรู้ ยอมรับ และพยายาม 🥰


บางครั้งปลายทางอาจไม่สำคัญเท่ากับเราผ่านอะไรมาด้วยกัน ความผิดหวัง ท้อแท้ที่เกิดขึ้นในหนังสอนเราว่าการต่อสู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กว่าความฝันจะสำเร็จก็ไม่ง่ายเลย แต่จะดีแค่ไหนหากในช่วงเวลาที่เราล้มลุกคลุกคลาน ยังมีคนที่รักคอยประคับประคองกันไว้ ในวันที่เราเหนื่อยจนแทบถอดใจ อาจมีพลังของครอบครัวที่ช่วยเติมไฟให้เราอีกครั้ง อย่างที่หนังเรื่องนี้บอกเราว่า ‘แม้จะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่ปล่อยมือ’
มินาริอาจไม่ได้ขยี้ปมครอบครัวจนใจเราเจ็บ แต่ก็ทำให้น้ำตาไหลได้ไม่ยาก เพราะการเริ่มต้นใหม่ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย การให้โอกาสตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ บางครั้งในวันที่ล้มเราไม่จำเป็นต้องตอกย้ำอีกฝ่ายว่าเขาไม่ดีตรงไหน เขาทำอะไรพลาดไป หรือบอกว่าสิ่งที่เขาคิดมันผิด แต่เราอาจบอกเขาได้ว่าจะทำอย่างไรให้มันดีขึ้นและเราพร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เหมือนกับที่ครอบครัวนี้เริ่มต้นจากความโดดเดี่ยวมีเพียงสมาชิกในบ้านที่อยู่เพื่อกันและกัน สุดท้ายความอบอุ่นนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังคนอื่น ๆ
‘เติบโตให้ได้อย่างมินาริ’ อาจไม่ได้สวยงามที่สุดในหมู่พืช แต่อดทนและแข็งแกร่งไม่แพ้ใคร

อูก้าเป็นกำลังใจให้ทุกความฝัน ทุกเส้นทางล้วนสวยงามในแบบของมัน เราพร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางที่รับฟังคุณเสมอ สามารถพูดคุยกับเราได้ทุกที่ทุกเวลา แล้วมารวบรวมพลังไปต่อสู้กับความฝันด้วยกันนะ 💙


#OOCAinsight


—————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/minari
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

เครียดจนขอลางาน อาการป่วยใจที่พักยังไงก็ไม่ดีขึ้น

ทำงานเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ บางคนทำงาน 7 วัน กินนอนไม่เป็นเวลา ใจเราจะไม่เหนื่อยล้าเลยได้อย่างไร ต่อให้เป็นสิ่งที่เรารัก เราชอบและมี passion เปี่ยมล้น แต่พอถึงระยะเวลาหนึ่งร่างกายก็จะเป็นฝ่ายส่งสัญญาณเตือนเราเองว่า “ตอนนี้ฉันเหนื่อยมาก” หรือ “ฉันต้องการพักผ่อน” มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายก็แค่ลางาน ใช้วันหยุดไปทำในสิ่งที่ชอบ นอนให้เต็มอิ่ม ก่อนจะลุยงานต่อ แต่ถ้ามันไม่ใช่แค่อาการเหนื่อยล้าธรรมดา แต่เรากำลังต่อสู้กับบางอย่างในใจล่ะ ?

ความเครียดในที่ทำงานจะถูกนำมาพูดถึงก็ต่อเมื่อองค์กรเปิดกว้างในระดับหนึ่ง จากข้อมูลของศูนย์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของแคนาดาระบุสาเหตุทั่วไปของความเครียดในที่ทำงานนั้น ได้แก่

  • การทำงานหนักเกินไป
  • ความคาดหวังในงานที่ไม่แน่นอน
  • การพัฒนาด้านอาชีพ
  • การคุกคามหรือถูกการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน
  • รู้สึกไม่มั่นคงในสภาพแวดล้อมการทำงาน

เมื่อความเครียดกดทับใจ ใคร ๆ ก็อยากใช้วันลา แต่จะให้เหตุผลของการลางานว่าอะไรดี ที่จะไม่มีคำถามที่ 2 3 4 5 ตามมา ไอ้ลางานนอนอยู่บ้านไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเราอยากลางานไปหาจิตแพทย์จะทำอย่างไร ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่ต้องแจ้งที่ทำงานไหม ? หรือแค่ไปหาหมอเงียบ ๆ ทำตัวปกติก็พอ นี่ถือเป็นปัญหาใจของพนักงานหลายคน ซึ่งจากการสัมภาษณ์พนักงานฝ่ายบุคคลหลายบริษัทได้ให้คำตอบใกล้เคียงกันว่าโดยปกติไม่ได้ซักไซร้เรื่องการลางานของพนักงาน ขอแค่ส่งใบลาและไม่กระทบการทำงานก็พอแล้ว แต่บางกรณีที่อาจต้องสอบถามเพิ่มเติมก็เช่น ลางานค่อนข้างถี่ หรือลาเป็นประจำทุกสัปดาห์วันเดิมเวลาเดิม อาจมีการสอบถามด้วยความห่วงใยเพราะองค์กรก็ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพของพนักงานเช่นกัน

น่าเสียดายที่การลางานจากความเครียดไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย อย่างไรก็ตามสุขภาพจิตที่ได้รับผลกระทบจากงานนั้นมองเห็นได้ชัดเจน ท้ายที่สุดแล้วพนักงานก็ตัดสินใจลางานเพราะความเครียด และนี่อาจะเป็นทางออกที่ช่วยให้เขากลับมามีสมดุลและรักษาประสิทธิภาพในการทำงานได้ ซึ่งปัจจุบันอาจกลายเป็นเรื่องที่องค์กรต้องให้ความใส่ใจเพราะจำนวนพนักงานที่ลางานเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตมีมากขึ้น แต่ทำไมพนักงานถึงรู้สึกเหมือน ‘ต้อง’ ไปทำงาน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองป่วยและมีสิทธิ์ที่จะลางาน

University of East Anglia กล่าวว่าเป็นการผสมผสานระหว่างความคาดหวังในงานที่สูง ความเครียดและความรู้สึกไม่มั่นคง จิตสำนึกเป็นตัวกำหนดว่าเราจะลางานเมื่อรู้สึกไม่สบายดีไหม ? แต่การจะดีลกับงานหรือคนที่ทำงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง Gail Kinman ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาอาชีวอนามัยของมหาวิทยาลัย Bedfordshire กล่าวว่า “คนที่มีส่วนรับผิดชอบในงานมากและมีนิสัยบ้างานมักจะไม่ยอมลางาน ไม่ว่าพวกเขาจะรู้สึกป่วยแค่ไหนก็ตาม” พูดง่าย ๆ คือยิ่งเรารู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญต่องานมากเท่าไหร่ เราก็จะเห็นสุขภาพสำคัญน้อยลงเท่านั้น

เมื่อพูดถึงความเครียดและความวิตกกังวล Gen Z และ Millennials อาจพูดได้ว่ามีความเสี่ยงมากกว่าวัยอื่น ๆ ในปี 2015 การสำรวจหัวข้อ Stress และ Wellbeing ของ Australian Psychological Society พบว่าคนรุ่นใหม่ในช่วงอายุ 18-25 ปีพบว่ามีคุณภาพชีวิตที่ต่ำที่สุดและมีความเครียดอยู่ในระดับสูงสุด นักวิจัยระบุว่าแรงกดดันทางการเงิน การเปรียบเทียบวิถีชีวิตและปัญหาครอบครัวเป็นสิ่งที่กดทับใจคนกลุ่มนี้

จากการสำรวจพนักงาน 1,000 คนโดย Aetna International พนักงานถึง 1 ใน 3 กล่าวว่าพวกเขาป่วยเพราะความเครียด และมีแนวโน้มที่จะหยุดพักเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตมากถึง 34% ทั้งนี้พวกเขาอาจระบุว่าลางานเพราะสุขภาพกาย เพราะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาหรือรับมือกับความเครียดไม่ได้ รวมถึงวัฒนธรรมในองค์กรที่แตกต่างกัน อย่างบางบริษัทนิยมการทำงานแบบ ‘always on’ หรือพร้อมตอบสนองเสมอถ้าเป็นเรื่องงาน ทำให้พนักงานไม่กล้าแสดงพฤติกรรมที่แปลกแยก สิ่งนี้บ่งบอกว่าพนักงานยังไม่สบายใจที่จะพูดเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพจิตหรืออารมณ์ ยิ่งประเด็นละเอียดอ่อนอย่างการพบจิตแพทย์ยิ่งเป็นเรื่องยาก

แม้ ‘ความเครียด’ จะกำจัดทิ้งได้ยาก แต่อย่างน้อยการลางานก็พอจะช่วยเยียวยาได้บ้าง ถือเป็นสิทธิ์ที่ควรได้รับ ในกรณีที่คุณรู้สึกเหนื่อยหน่าย วิตกกังวล ซึมเศร้าหรือมีปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ การหยุดพักงานอาจช่วยให้พนักงานฟื้นตัวได้

อย่างไรก็ตามในแก้ปัญหา หรือวิธีการคลายความเครียดที่เรารู้ดีคือการได้พูดคุยตรง ๆ หรือระบายความเครียด พนักงานจึงควรพูดถึงเรื่องอาการป่วยกายป่วยใจของตนเองกับคนใกล้ชิด นักจิตวิทยา จิตแพทย์หรือแม้แต่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) นั่นหมายความว่าพนักงานต้องสามารถอธิบายได้ชัดเจนเกี่ยวกับอาการป่วยใจและแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน แต่ก่อนจะพูดได้อย่างเปิดใจก็ต้องเริ่มจากการ ‘ยอมรับ’ และ ‘เข้าใจ’

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองไม่ไหวจนต้อง ‘ลางาน’

เพราะเป็นผู้ใหญ่เราจึงพยายามปกปิดปัญหาใจ แต่การแบกรับทุกอย่างไม่ใช่ทางออก การสังเกตตัวเองเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย สัญญาณบางอย่างจะบอกเราว่าควรพาตัวเองออกจากความเครียดและใช้วันลางานได้แล้ว

  • เราไม่สามารถจดจ่อหรือมีสมาธิกับงานที่ทำได้
  • ระดับความเครียดส่งผลต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความเครียดจากการทำงานส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว
  • อารมณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่สดใส ไม่อยากทำงาน
  • อาการของภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล
  • คนรอบข้างสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือได้รับการยืนยันโดยแพทย์

มาลองทดสอบความเครียดกัน : https://ooca.page.link/stressstestdob

การ ‘ลางาน’ กับ ‘อาการป่วยใจ’ เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด

ข้อมูลจาก Brand buffet บอกว่าแรงงานชาวไทยเกิน 80 % ฝืนตัวเองมาทำงานทั้งที่ป่วย อาจด้วยนิสัยขี้เกรงใจและรู้สึกว่าการลางานคือการผลักภาระให้ผู้อื่น แต่หากไม่มีการพักผ่อนก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ใหญ่กว่า เช่น ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) โรคซึมเศร้า ฯลฯ ตามมา

แม้พนักงานจะอยากทำงานขนาดไหน แต่ถ้ากายใจไม่ไหวจริง ๆ การทุ่มเทลักษณะนี้อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี บทวิเคราะห์จาก American Productivity Audit ประเทศสหรัฐอเมริการที่พูดถึงนิสัยบ้างานว่ามันมีข้อเสียกับองค์กรเหมือนกัน เพราะประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การสูญเสียทรัพยากรและอีกหลายเหตุผล ตีเป็นมูลค่าที่ประเทศต้องเสียประโยชน์รวมกันนั้นมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน ด้วยพื้นนิสัยที่ขยันขันแข็งและรับผิดชอบสูง ทำให้สถิติการลางานนั้นน้อยจนแทบจะไม่มี แต่การที่พนักงานญี่ปุ่นฝืนไปทำงานทั้งที่ตัวเองไม่พร้อมกลับสร้างผลกระทบจนทำให้บริษัทอาจมีรายได้ลดลงราวๆ 3,100 ดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว

องค์กรต้องตระหนักว่าความเจ็บป่วยทางจิตบางรูปแบบเกี่ยวกับความผิดปกติในร่างกายและมีมาตรการสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมทรัพยากรในการทำงาน การทำงานที่ยืดหยุ่น บริการให้คำปรึกษาหรือการผู้เชี่ยวชาญที่คอยรับฟังพนักงาน การสนับสนุนพนักงานรายบุคคล เพราะในฐานะลูกจ้างพนักงานควรได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวดจากการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ

เพราะสุขภาพจิตไม่ควรเป็นสาเหตุของความลำบากใจสำหรับพนักงาน

#อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว ที่สำคัญทุกอย่างเก็บไว้เป็นความลับ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณ เรามีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น

  • ความเครียดในองค์กร
  • ภาวะหมดไฟ
  • ปัญหาการปรับตัวในที่ทำงาน
  • ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์
  • ซึมเศร้า วิตกกังวล
  • ความรัก ความสัมพันธ์

นอกจากนี้ยังสามารถพูดคุยกับอูก้าในเชิงผ่อนคลายจิตใจและหาแนวทางในการพัฒนาตนเองได้อีกด้วย แล้วชีวิตของคุณจะเข้าสู่จุดสมดุลยิ่งกว่าที่เคย เพราะปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้อาการเหนื่อยล้า ความเครียดจากการทำงานหนักเป็นแผลที่กดทับใจ หากไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า

—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/stressseoblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://hrexecutive.com/hres-number-of-the-day-employee-sick-days/

https://www.healthline.com/health/mental-health/stress-leave#check-in

https://www.elas.uk.com/taking-sick-leave-mental-health-issues/

https://thematter.co/social/presenteeism-and-burnout/77760

https://www.oiyo.com.au/income-protection/what-is-stress-leave/

https://sonilaw.ca/how-to-ask-for-stress-leave-from-your-doctor-a-break-may-be-better-than-burnout/

Read More

5 วิธี ปลอบหัวใจยังไง เมื่อฉันทั้ง “นอยด์ง่ายและเฟลเก่ง”

อะไรนิดอะไรหน่อยเราก็เฟลจนอย่างร้องไห้ ถ้ามันไม่เป็นแบบที่หวังก็นอยด์สุด ๆ

ไม่ว่าคนอื่นเขาจะทำอะไรก็ไม่เคยสะดุด แต่เรานี่สิกว่าจะทำสำเร็จแต่ละอย่าง เรียกว่า “เหนื่อยลากเลือด”

เบื่อตัวเองจังที่ “นอยด์ง่ายและเฟลเก่ง” แบบนี้ แถมกว่าจะกลับมารู้สึกเป็นปกติก็ใช้เวลานานเหลือเกิน

เหมือนว่าหลุมของความเฟลเรามันอยู่ลึกกว่าคนอื่น พาลรู้สึกไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้เลย 😰

“เฟล” บ่อย ๆ การวิจารณ์ (Self-criticism) หรือการตำหนิตัวเอง (Self-blame) เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราขาดความไว้วางใจในตัวเอง ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น เราเติบโตมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับ “ความถูกต้องและสมบูรณ์แบบ” บางบ้านสื่อสารแบบใช้คำพูดกล่าวโทษกัน หรือบางครั้งเมื่อเราเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากเกินไป (Hyper-empathy) และมีได้รับประสบการณ์ “เชือดไก่ให้ลิงดู” บ่อย ๆ เราก็มักจะหลีกเลี่ยงการลงโทษ ประสบการณ์ที่ไม่ดีด้วยการยอมรับและบอกว่า “ทุกอย่างเป็นความผิดของฉันเอง” 😥

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องแบกความรับผิดชอบไปโดยอัตโนมัติ เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือการปะทะกัน แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเราก็จะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการตำหนิตัวเอง ซึ่งนิสัยเหล่านี้ทำให้เราขาดความมั่นใจ นำไปสู่นิสัยเฟลเก่ง นอยด์ง่าย และปัญหาสุขภาพจิตในภายหลัง ดังนั้นถ้าเรารู้ตัวว่าตกลงไปในห้วงอารมณ์ลบ ๆ เราเคล็ดลับในการปลอบโยนหัวใจมากฝากกัน 🥰

  • ปรับวิธีคิด

ใคร ๆ ก็เฟลได้ ทุกคนคือคนธรรมดาที่สับสน ผิดพลาด ล้มเหลว เพื่อที่จะเติบโต แล้วความเฟลนั้นก็ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าสิ่งที่เป็นฉันนั้น “ไม่ดี” ตัวฉัน “บกพร่อง” หรืออะไร ลองเขียนสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับตัวเอง เช่น คุณสมบัติที่น่าชื่นชมหรือความสามารถที่ค่อนข้างดีและใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นให้บ่อยขึ้น มองว่าเราเป็นเพื่อนกับตัวเอง เราชี้ข้อบกพร่องของตัวเองได้ เราก็ชี้ข้อดีของตัวเองได้เหมือนกัน มองตัวเองแบบที่เราเป็น ไม่ใช่ประเมินด้อยกว่าความเป็นจริง

  • ความเฟลเป็นเรื่องชั่วคราว

เฟลวันนี้ไม่ใช่เฟลตลอดไป แม้โมเมนต์ที่น่าเหนื่อยหน่ายทำท่าจะปักธงอยู่ในชีวิตเราซะแล้ว แต่ใครบอกว่ามันจะไม่มีทางออก เรากดดันตัวเองให้ต้องทำได้ ทำได้ ทำได้! แล้วถ้าทำไม่ได้นั่นหมายถึงเราหมดหนทางไปต่อแล้วหรือเปล่า เหมือนที่เราให้เวลากับการพยายาม เราก็สามารถให้เวลากับความเฟลได้ แต่สุดท้ายก็คือการให้เวลากับตัวเองในการหาทางออกด้วย

  • รับมือความไม่ได้ดั่งใจ

ลองถามตัวเองสิว่า “ทำไมเราถึงจะพลาดไม่ได้” เพราะจริง ๆ แล้วทุกคนบนโลกนี้ก็ต้องเรียนรู้ด้วยกันทั้งนั้น เราต่างเพิ่งได้ลองใช้ชีวิต เราไม่มีทางรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำจะได้ผลอย่างที่ต้องการหรือเปล่า เราทำได้แค่พยายามและพยายามเท่านั้น ต่อให้ไม่เป็นดั่งใจแล้วมันเลวร้ายตรงไหน อะไรที่กดดันเราอยู่ ? เราถึงได้รู้สึกว่าความผิดพลาดนั้นมันเลวร้าย หรือเราแค่มองก้อนความผิดพลาดของตัวเองใหญ่กว่าที่มันเป็น

  • พูดกับตัวเองอย่างอ่อนโยน

หากเป็นคนอื่นที่เฟลในเรื่องเดียวกัน หรือเวลาที่ครอบครัวหรือเพื่อนเรามีอาการนอยด์ ทำไมเราถึงสามารถรับฟังและปลอบเขาได้อย่างอ่อนโยน แต่เรากลับเข้มงวดกับความผิดพลาดของตัวเองเหลือเกิน การเห็นอกเห็นใจตนเอง (Self-Compassion) เป็นเรื่องยาก อันดับแรกเราต้องตระหนักถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับใจเราแต่ไม่ถูกครอบงำโดยความรู้สึกนั้นหรือให้คุณค่ากับความล้มเหลวมากจนเกินไป เราสามารถฝึกฝนที่จะอ่อนโยนกับตัวเองได้ แล้วการตำหนิตัวเองจะค่อย ๆ ลดลง

  • ให้โอกาสตัวเองได้เสมอ

คนส่วนใหญ่มักจะเฟลและนอยด์กับเรื่องที่เป็น “อดีต” ซึ่งหมายความว่าสิ่งนั้นได้ผ่านไปแล้ว เรานึกเสียใจได้แต่สุดท้ายเราก็ย้อนเวลาไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่เราทำได้คือพาตัวเองกลับมาอยู่ที่ “here & now” แล้ววางแผนรับมือกับอนาคต “นอยด์แล้วเอายังไงต่อ ?” เมื่อรู้สึกโอเคขึ้นแล้ว อย่าลืมลุกขึ้นเดินต่อ

ถ้าเราเชื่อว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ เราก็จะทำได้ งานวิจัยของ Carol Dweck ผู้นำเสนอเรื่อง Growth Mindset และนักวิจัยอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่านอกจากความเชื่อที่เรามีต่อตัวเองจะส่งผลต่อความคิดและการกระทำแล้ว ความเชื่อนี้ยังส่งผลต่อการฟื้นตัวจากการถูกปฏิเสธและความเฟลอีกด้วย เหมือนที่ Winston Churchill นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยกล่าวว่า “ความสำเร็จ ไม่ใช่บทสรุปทุกอย่าง ความล้มเหลวก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ความกล้าหาญที่จะเดินต่อไปต่างหากที่สำคัญ”

วันนี้มาเริ่มต้นใหม่โดยการปลอบหัวใจตัวเองด้วยความรู้สึกที่อ่อนโยนที่สุดกันนะ อูก้าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อคุณ ไม่ว่าจะเฟลเก่งหรือนอยด์ง่ายก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ปล่อยให้ใจตัวเองได้ระบายความเศร้ากับคนที่พร้อมรับฟังกันเถอะ เมื่อต้องการเยียวยาหัวใจ สามารถปรึกษาอูก้าได้ทุกที่ทุกเวลา 💙

#OOCAhowto


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/5stthlblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://thestandard.co/podcast/knd455/

https://www.psychologytoday.com/us/blog/tech-support/201801/tackling-self-blame-and-self-criticism-5-strategies-try

Read More

แม้จะลำบากแต่อยาก ‘รวยทิพย์’ และต่อให้ไม่ขัดสนก็ขอ ‘จนทิพย์’

เที่ยวทิพย์ แฟนทิพย์ กักตัวทิพย์ อิ่มทิพย์ กลายเป็นคำฮิตติดปากและครองกระแสจากการที่ ‘พระมหาเทวีเจ้า’ นำคำว่า “ทิพย์” มาใช้จนโด่งดัง รวมถึงหลายคนในโซเชียลมีเดียที่ใช้คำนี้ในหลาย ๆ โอกาส อย่างเช่นการมโนสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หากใช้คำว่าทิพย์ต่อท้ายก็เป็นอันรู้กันว่าสิ่งที่พูดหรือพิมพ์ไปนั้นเป็นแค่เรื่องสมมติหรือหยอกล้อกันเท่านั้น 💫

แต่นอกจากจะใช้พูดคุยในเชิงสนุกสนาน คำว่าทิพย์ยังทำให้เราเห็นภาพหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้นด้วย อย่างกระแส “จนทิพย์” ที่หมายถึงไม่ได้มีฐานะยากลำบากจริง ๆ ซึ่งหากมองให้ลึกแล้วมีเรื่องราว “จนทิพย์ หรือ รวยทิพย์” (ที่ไม่ได้ร่ำรวยจริง) เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย ซึ่งก็ไม่พ้นสายตาของผู้คนในสังคม เป็นเรื่องราวที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันได้

หรือจริง ๆ แล้ว “มนุษย์เรามักเข้าใจผิดเกี่ยวกับฐานะหรือสถานะทางการเงินของตัวเอง ?” 🤔

ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่เราถกเถียงกันมานาน โดยมองว่าความแตกต่างของชนชั้นหรือฐานะนั้นช่างเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและเลวร้ายในโลกใบนี้ มีเพียงคนบางกลุ่มหรือบางสังคมเท่านั้นที่เกิดมาโชคดีกว่าคนอื่น หรือบางครั้งเราก็รู้สึกสงสารคนที่ลำบาก อยากให้เขามีชีวิตดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ในสังคมไทยเราจะเห็นภาพคุ้นตาจากการแสดงน้ำใจต่อกัน การบริจาคช่วยเหลือ รวมถึงการนำเสนอภาพตามสื่อต่าง ๆ จนกลายเป็นความร่วมรู้สึก (sympathy) แทน

Ameriprise Financial ทำการสำรวจชาวอเมริกันที่ร่ำรวยประมาณ 3,000 คนอายุระหว่าง 30 ถึง 69 ปี ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามมีทรัพย์สินที่ลงทุนอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์และมากกว่า 700 คนเป็นเศรษฐี เมื่อถามว่าพวกเขามองสถานะทางการเงินของตัวเองอย่างไร ? มีเพียง 13% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้คำจำกัดความว่า “ตัวเองร่ำรวย” กว่า 60% บอกว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลางระดับสูงในขณะที่ประมาณ 25% คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง มากกว่า 3% ระบุว่าคิดว่าต่ำกว่านั้น

ในทางตรงกันข้ามการสำรวจโดย INSIDER และ Morning Consult พบว่าชาวอเมริกันบางคนที่มีรายได้น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์รู้สึกว่าตัวเองร่ำรวย ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่มีรายได้มากกว่า 100,000 ดอลลาร์รู้สึกยากจน จากการสำรวจพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันที่มีรายได้ 100,000 ดอลลาร์ขึ้นไประบุว่าเป็นชนชั้นกลาง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ว่าในแต่ละประเทศ สังคม วัฒนธรรม หรือความเชื่อ เส้นแบ่งระหว่างความรวยและความจนนั้นแตกต่างกัน ไม่มีใครรู้ว่าบรรทัดฐานไหนถูก แต่มุมมองที่เรามีต่อฐานะของตัวเองย่อมสัมพันธ์กับแรงขับเคลื่อน (Drive) และแรงจูงใจ (Self-motivation) ในการใช้ชีวิตของเรา การวางเป้าหมายในอนาคตและหากเราไม่ได้มองตัวเองบนพื้นฐานความเป็นจริง เราอาจบิดเบือนการรับรู้ นำไปสู่ความเข้าใจผิดและปัญหาทางการเงินได้ 🤑

ที่น่าสังเกตคือต่อให้เรามีรายได้น้อย แต่เราก็ยังแสดงนิสัย “รวยทิพย์” ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือต่อให้เรามีเงินพอใช้ไม่ขัดสน เราก็ยังทำเหมือนว่าเราลำบาก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร ?

เราอาจเคยมีเพื่อนที่บ่นว่า “เดือนนี้ไม่มีเงิน จนมากกก” ทั้งที่มีเงินเก็บเยอะมาก

หรือคนรู้จักที่ไลฟ์สไตล์เข้าขั้นไฮโซ แต่กลับชอบหยิบยืมเงินคนอื่น

แม้จะลำบาก แต่อยาก ‘รวยทิพย์’ หรือ ไม่ได้ขัดสน แต่ขอ ‘จนทิพย์’ ✨

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เรามองเห็นก่อนคือลักษณะภายนอก นอกจากรูปร่างหน้าตาก็คือข้าวของที่ใช้หรือไลฟ์สไตล์บนโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับคุณลักษณะเชิงบวก เช่น สติปัญญา ความขยัน และความสมบูรณ์แบบ ซึ่งดึงดูดให้เราสนใจและมีทัศนคติที่ดีต่อคน ๆ นั้น อีกมุมหนึ่งบางคนอาจรู้สึกดีที่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ได้พึ่งพาคนอื่นบ้าง ลึก ๆ แล้วมนุษย์ต่างแสวงหาการยอมรับและการเป็นที่รักเพื่อเติมเต็ม ดังนั้นทัศนคติและสิ่งที่เราทำจึงมักจะสอดคล้องไปในทิศทางที่เราคาดหวัง

“สัมผัสออร่าความรวย” หรือ “ได้กลิ่นความรวย” คำพูดเล่น ๆ แต่เสริมแรงได้จริง เพราะความต้องการ “สมบูรณ์แบบ” นั้นรุนแรงจนกระตุ้นให้คนเราทำพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในยุคที่ตัวตนของเราถูกมองเห็นได้ง่ายผ่านโลกออนไลน์ แต่ไม่มีใครใช้ชีวิตอยู่บนความไม่จริงได้นาน มีงานวิจัยจาก University of Toronto ที่ยืนยันว่าแค่การสังเกตใบหน้า เราก็รู้สึกถึงสถานะทางการเงินของอีกฝ่ายแล้ว การมองตัวเองอย่างที่เป็นจึงสำคัญที่สุด

การบิดเบือนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic status) เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างแน่นอน เพราะความเครียดก็เป็นผลมาจากความไม่สมดุลสิ่งที่มีอยู่กับความต้องการ ไม่ว่าจะรวยหรือจน มนุษย์ก็แสวงหาการอยู่รอดและโอกาสด้วยกันทั้งนั้น การที่ชีวิตถูกผูกกับความไม่แน่นอน ความขัดแย้งและทรัพยากรที่ขาดแคลนสามารถสร้างความเครียดเรื้อรังนำไปสู่สุขภาพจิตที่แย่ลง

คำพูดที่โด่งดังของ Jim Rohn บอกว่า “ถ้าคุณเอาเงินทั้งหมดในโลกมาแบ่งให้ทุกคนเท่า ๆ กัน สุดท้ายเงินมันก็จะกลับมาอยู่ในกระเป๋าใบเดิมในไม่ช้า” ซึ่งมีคนมากมายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนบอกว่าโลกนี้ลำเอียงตั้งแต่แรกและส่งต่อวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวมาเรื่อย ๆ ในขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่าคนที่บริหารเงินเป็นสุดท้ายก็จะหาทางนำเงินกลับมาเป็นของเขาได้ในที่สุด

สิ่งสำคัญคือการที่เรามองตัวเองและเข้าใจเส้นทางชีวิตเราโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เพราะความสุขไม่สามารถวัดได้ด้วยมุมมองของคนอื่น ที่เรากำลังพยายามก็เพื่อเป้าหมายของเราเอง ไม่ใช่เป้าหมายของใคร 😃

ใครที่กำลังเป็นทุกข์กับความสุขแบบทิพย์ ๆ ลองมาเคลียร์ใจไปกับอูก้า เพื่อนที่พร้อมรับฟังคุณเสมอ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรายินดีเป็นที่ปรึกษาทุกปัญหาใจ แล้วมาหาทางออกไปกับเรานะ 💙💚

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/blognrnp
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

อ้างอิงจาก

https://www.businessinsider.com/most-millionaires-dont-think-they-are-rich-2019-8

https://reece-robertson.medium.com/people-struggle-with-money-because-they-misunderstand-these-2-things-1c958839d1ee

https://www.inc.com/wanda-thibodeaux/the-surprising-way-people-can-tell-if-youre-rich-according-to-science.html

https://www.theguardian.com/us-news/2018/jan/29/rich-people-wealth-america

Read More