ปัญหาในองค์กร ลาออก

แก้ปัญหาในองค์กรก่อนจะสาย ทำอย่างไรไม่ให้พนักงานดีๆต้องโบกมือลา?

การจะรักษาพนักงานคนเก่งให้อยู่กับองค์กรของเรานาน ๆ บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ช่างยากและท้าทายเสียเหลือเกิน เพราะเมื่อพวกเขาเจอกับปัญหาในองค์กรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่แฮปปี้ ไม่มีทางออกที่ตรงใจ หรือคิดว่ามีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเลือกไปเริ่มต้นใหม่กับที่อื่น ทิ้งให้เพื่อนร่วมงานต้องแอบเหงาเพราะเสียเพื่อนที่ทำงานเก่งและดีที่จากไปเพราะปัญหาในองค์กร

“ปัญหาในองค์กรคือศัตรูตัวร้ายที่ทำให้พนักงานโบกมือลา”

จะว่าไปปัญหาในองค์กรนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ไกลตัวชาววัยทำงานเลยซักนิด และยังนับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการ ‘อยู่ต่อ’ หรือ ‘พอแค่นี้’ ของเหล่าพนักงานเลยทีเดียว และในเมื่อแต่ละที่มีปัญหาในองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของพนักงานบางส่วนจนต้องขอโบกมือบ๊ายบายแตกต่างกันไป ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาในองค์กรแต่ละที่ก็ย่อมต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นก้าวแรกก่อนจะแก้ปัญหาในองค์กรคือเราจะต้องมีวิธีการค้นหาปัญหาในองค์กรของเราให้เจอ และจัดการปัญหาในองค์กรให้เหมาะสมเพื่อที่จะรักษาพนักงานของเราไว้ให้ได้มากที่สุด

“ไม่มีที่ไหนไร้ปัญหาในองค์กร”

สัจธรรมข้อนี้มีทุกที่แน่นอน ต้องขอบอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ ไทยหรือต่างชาติ ในทุกที่ล้วนมีปัญหาในองค์กรอยู่เสมอ เพราะการจะเป็นองค์กรได้ไม่ใช่แค่ตึกเปล่า ๆ แต่มีพนักงานร้อยพ่อ พันแม่ ต่างอารมณ์ ต่างสภาพแวดล้อม แถมยังต่างวัยมาอยู่ร่วมกัน การที่จะเกิดปัญหาในองค์กรขึ้นมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ที่สำคัญคือการเกิดปัญหาในองค์กรนับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพราะถ้าเกิดปัญหาในองค์กรแล้วได้รับการแก้ไข ก็เหมือนกับร่างกายคนเราที่ป่วยแล้วหาย มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ ในครั้งหน้า นั่นแหละคือหนึ่งในสิ่งที่บอกได้ว่าองค์กรของเรากำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จากการแก้ปัญหาในองค์กรนั่นเอง

“ลองเช็กดูไหม ปัญหาในองค์กรแบบไหนที่เราเจอ?”

ก่อนจะมองถึงวิธีแก้ปัญหาในองค์กร เราอยากให้คุณลองสังเกตดูว่าปัญหาในองค์กรที่เรายกตัวอย่างมานี้มีอยู่ที่องค์กรของคุณหรือเปล่า?

  • ปัญหาความขัดแย้งภายใน
  • ปัญหาด้านการสื่อสารที่ผิดพลาด
  • ปัญหาการซุบซิบนินทา
  • ปัญหาการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน
  • ปัญหาการละเมิดสิทธิ
  • ปัญหาการคุกคาม หรือ Harassment
  • ปัญหาเรื่องผลตอบแทน

ปัญหาในองค์กรเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่มักเจอร่วมกันในหลายองค์กร ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็จะต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งพนักงาน หัวหน้าฝ่าย ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการที่จะมาพูดคุยและหาทางแก้ไขปัญหาในองค์กรนี้ร่วมกัน และสิ่งสำคัญคือ “การยอมรับ”

“หัวใจของการแก้ปัญหาในองค์กร คือการยอมรับว่ามีปัญหา”

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาในองค์กรคือสมาชิกในองค์กรจะต้องรับฟังและยอมรับว่าปัญหาในองค์กรนี้เกิดขึ้นจริง เพื่อที่จะไปสู่ขั้นตอนการแก้ปัญหาในองค์กรได้

เมื่อเรายอมรับถึงการมีอยู่ของปัญหาในองค์กรที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งต่อไปก็คือการหาสาเหตุของปัญหาในองค์กร รวมถึงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น เพื่อที่จะได้มาพูดคุยเพื่อหาทางออกของปัญหาในองค์กรเรื่องนั้น ๆ ร่วมกัน จุดหนึ่งที่ควรระวังคือแต่ละฝ่ายอาจจะไม่สะดวกใจในการเผชิญหน้ากันตรง ๆ เราอาจจะต้องมีวิธีคุยกับแต่ละฝ่ายแยก เพื่อหาว่าเขาเจอกับปัญหาในองค์กรอะไร ต้องการให้แก้ไขแบบไหน

จากนั้นเราอาจจะเริ่มพิจารณาหาทางแก้ไขของปัญหาในองค์กรเบื้องต้นจากกฎระเบียบขององค์กรที่มีอยู่ เช่น ถ้าเป็นปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศในที่ทำงานต้องทำอย่างไร แล้วใช้ระเบียบเหล่านั้นเป็นหลักยึดในการแก้ไขปัญหาในองค์กรนั้น ๆ

แต่ถ้าปัญหาในองค์กรบางเรื่องพิจารณาแล้วว่าเกิดจากการปะทะหรือขัดแย้งระหว่างหลายฝ่าย ก็จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาคุยกันตรง ๆ หาข้อตกลงและยึดความถูกต้อง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำได้ในการลดแรงปะทะเมื่อต้องประชุมการแก้ปัญหาในองค์กรก็คือการหาตัวกลางมารับฟังและไกล่เกลี่ยปัญหาในองค์กร

วิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรก็สำคัญ เราจะต้องเลือกและระวังอย่าให้วิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรของเราไปสร้างความรู้สึกเลือกฝ่ายเลือกข้างให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับองค์กรของเรา กลายเป็นปัญหาในใจที่สะสมต่อไปได้

สุดท้ายแล้วเมื่อปัญหาในองค์กรได้รับการแก้ไข อย่าลืมที่จะสรุปปัญหา สาเหตุ และวิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรเรื่องนั้น ๆ ออกมาเป็นข้อตกลงให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้เป็นมาตรการรับมือหากเกิดปัญหาในองค์กรแบบเดียวกันขึ้นมาอีก

“ลดความเดือดของปัญหาในองค์กร ด้วยคนที่รับฟังอย่างตั้งใจ”

ปัญหาในองค์กรไม่ต้องรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยแก้ไข เพราะแค่การรับฟังอย่างตั้งใจก็อาจจะช่วยคลายความร้อนแรงของปัญหาในองค์กรนั้น ๆ ได้แล้วในระดับหนึ่ง

อย่างที่ทราบกันดีว่าสาเหตุของการเกิดปัญหาในองค์กรเป็นได้หลากหลาย ทั้งความเครียด ความกดดันจากที่ทำงาน ปัญหาด้านการเมืองระหว่างแผนก ไหนจะปัญหาส่วนตัวของพนักงานแต่ละคน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชนวนให้เกิดปัญหาในที่ทำงานได้เสมอ หลาย ๆ องค์กรจึงมอบหมายหน้าที่ฝ่ายดูแลจิตใจที่คอยรับฟังปัญหาต่าง ๆ ให้เป็นหน้าที่ของ HR หรือฝ่ายบุคคลของแผนก

แน่นอนว่าทักษะการรับฟังไม่ใช่แค่ใครจะทำแล้วได้ผลเสมอไป ฟังปัญหาในองค์กรเฉย ๆ อาจจะไม่ช่วยอะไรถ้าคนฟังไม่ได้มีทักษะการฟังและการให้คำปรึกษาที่ดีพอ ดังนั้นจึงมีทางเลือกใหม่คือการที่องค์กรมีทีมนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษาประจำองค์กรไว้คอยรับฟังปัญหาในองค์กรต่าง ๆ เลยทีเดียว

อูก้าเองก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลาย ๆ องค์กรไว้วางใจเช่นกัน เพราะเราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่โดดเด่นเรื่องการให้คำปรึกษาจากทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ทั้งยังสะดวกสบาย ใช้บริการได้อย่างส่วนตัว ตามวันและเวลาที่พนักงานต้องการ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกที่ทำให้พนักงานได้ระบายความในใจ และจัดระเบียบความคิด มองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีลำดับมากขึ้น

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นองค์กรแบบไหน การที่คุณมีปัญหาในองค์กรอาจจะเป็นโอกาสทองให้เราได้ทำความเข้าใจกับพนักงานของเราให้มากขึ้น และยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาองค์กรของเราให้ก้าวหน้าขึ้นไปกว่าเดิม ขอเพียงแค่เราต้องยอมรับ เปิดใจกับปัญหาในองค์กรที่เกิดขึ้น แล้วค่อย ๆ หาทางออกร่วมกัน อูก้าขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเจอกับปัญหา ถ้ารู้สึกไม่ไหว อยากได้คนที่จะรับฟังอย่างตั้งใจ ปรึกษาอูก้าได้เสมอเลยนะคะ


เพราะเรื่อง “สุขภาพใจ” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพนักงานทุกคน
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/iquitblog
🏙 บริการดูแลใจพนักงานในองค์กร > https://ooca.page.link/wh_corporate
.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #พร้อมดูแลใจพนักงานองค์กร #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า

ขอบคุณข้อมูลจาก

Wealth Me Up : https://bit.ly/32EJyvL
Jobthai : https://bit.ly/32Gl1GA
Westford University : https://bit.ly/3x97nKe
Mazzitti & Sullivan : https://bit.ly/3vo7Si7

Read More
cover - depression

ซึมเศร้า หรือ นิสัยไม่ดี

เมื่อไม่ตัดสินทุกคนก็ Win-Win แบบพึ่งพาอาศัย

“อย่าทำตัวมีปัญหาให้มากเลยนะ, รู้จักทำตัวให้เหมือนคนธรรมดาเขาบ้างสิ, แกมันแย่, อย่าหวังว่าจะมีใครคบเลยนะเป็นคนแบบนี้” คำพูดพวกนี้มันฟังดูทิ่มแทงใจยิ่งกว่าอะไร เพราะไม่ว่าเราจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองแค่ไหน สุดท้ายก็คงรับไม่ได้ที่จะมีใครมาตราหน้าหรือนินทาลับหลังว่าเรามัน ‘นิสัยไม่ดี’ อย่างแน่นอน

Read More
Passive Death Wish

Passive Death Wish แค่หวังลึกๆว่าโชคชะตาจะฆ่าเราเอง

“คุณเคยมีความคิดว่า อยากหายไปจากโลกนี้บ้างมั้ย?
เราเคยนะ และยังมีอยู่เรื่อย ๆ ด้วย แต่ว่าไม่ได้คิดอยากจะจบชีวิตตัวเองนะ เพียงแต่หวังลึก ๆ ว่าวันนึง โชคชะตาจะฆ่าเราเอง”

Read More
สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า

ขออยู่เฉยๆได้ไหม ? ฉันไม่อยากเริ่มอะไรเพราะไม่อยาก ‘เฟล’

ตลอดชีวิตของเรา อาจมีความฝันนับร้อยนับพันอย่าง สารพัดเป้าหมายที่เราอยากจะไปให้ถึง แต่พอจะเริ่มออกเดินจริง ๆ กลับรู้สึกไม่มั่นใจ อยากหันหลังกลับ หรือไม่ก็ขออยู่เฉย ๆ แบบเดิมจะดีกว่า เป็นไปได้ไหมว่าที่เราไม่ยอมออกจากพื้นที่ปลอดภัยเป็นเพราะเรากำลัง ‘กลัว’

แม้การไม่ลงมือทำอะไรเลยจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่สำหรับหลาย ๆ คนก็ยังดีกว่าต้องรู้สึก ‘เฟล’ หรือต้องยอมรับว่า ‘ฉันล้มเหลว’

‘ฉันไปไม่ถึงจุดที่ฉันตั้งใจไว้’ แน่นอนว่าการไม่ลงมือทำ หมายถึงโอกาสสำเร็จเป็นศูนย์ แต่อย่างน้อยเราก็มีข้ออ้างให้ตัวเองว่า ‘ฉันยังไม่ได้เริ่มเลย’ เพราะฉะนั้นยังไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลว เหมือนเราสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มความกลัวของตัวเองและไม่จะยอมให้ตัวเองรู้สึกไม่ดี

เพราะความเฟลมันน่ากลัว … เพราะมนุษย์มีความต้องการ

เราอยากเป็นที่รักของคนอื่น อยากได้รับการยอมรับ อยากเติมเต็มเป้าหมายของตัวเอง

มนุษย์จึงสร้างกลไกปกป้องตัวเองขึ้นมา เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกลบทั้งหลายที่พุ่งเข้ามา ‘การไม่ทำอะไรเลย’ ก็เป็นการ play safe อย่างหนึ่ง

อีโก้ของเรากำลังบอกเราว่าอย่าทำอะไรให้ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น อย่าปล่อยให้ตัวเองมีภาพลักษณ์ของผู้แพ้ติดตัว สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม เรามีตัวตนและเรียนรู้ที่จะสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เพราะเราแคร์สายตาคนอื่น เมื่อเกิดการเปรียบเทียบระหว่างคนในสังคมเดียวกัน หากเราเป็นคนเก่ง คนดีก็จะทำให้เราได้รับการยอมรับมากกว่า

หากการเดินตามฝันทำให้เราเฉียดใกล้ความล้มเหลว แม้สุดท้ายเราอาจจะทำสำเร็จ แต่แค่เราจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) ที่เป็นไปได้หรือความเจ็บปวดที่เกิดจากความล้มเหลว แล้วเรารู้ว่าตัวเองไม่สามารถรับมือกับมันได้แน่ ๆ การอยู่เฉย ๆ จึงเป็นทางออกที่เราเลือก

จริง ๆ แล้วเราอาจจะกำลังหวั่นไหวกับเสียงรอบตัวมากเกินไป มนุษย์เรามักรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง ถูกตัดสินจากสังคมตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้มีใครมาเพ่งเล็งชีวิตเราขนาดนั้น ถ้าเรากลับมาโฟกัสที่ตัวเองได้ แล้วค่อย ๆ ตั้งเป้าหมาย พยายามเข้าใกล้มันทีละนิด เราอาจพบว่าตัวเองเดินออกจากจุดเดิมมาได้ไกลกว่าที่คิด

แรงจูงใจจากภายในสำคัญที่สุด เป็นธรรมดาที่ชีวิตเราจะพบเจอกับเรื่องเฟล ๆ สิ่งสำคัญคือการรับมือและก้าวผ่านความรู้สึกล้มเหลวไปให้ได้ ถ้าเราเข้าใจว่าสิ่งที่เราตั้งใจสำคัญกว่าสายตาของคนอื่นและเราก็เติบโตจากความล้มเหลวได้ เราจะมีความกล้าในการเปิดประตูอีกหลายบานข้างหน้า

สิ่งที่เราทำอาจจะเฟล แต่นั่นไม่ได้วัดคุณค่าที่เรามี ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เราทุ่มเทไปไม่มีความหมาย

เพราะอย่างน้อยเราก็กล้าที่จะออกเดิน เราเอาชนะความกลัวได้

อย่าลืมขอบคุณตัวเองที่ “ฉันได้พยายามแล้ว :)”

วันนี้ถ้ายังไม่พร้อมไม่เป็นไร คุณไม่จำเป็นต้องฝืนใจ หากอยากได้กำลังใจดี ๆ อูก้าพร้อมอยู่ตรงนี้กับคุณเสมอ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/failblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
ย้ายประเทศ ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์ สุขภาพจิต

ส่องประเทศที่น่าโยกย้ายไป เพราะมีบริการดูแลใจประชาชนดีเยี่ยม

เมื่อหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ป่วยที่สูงจนน่าตกใจ ทำให้ระบบการดูแลสุขภาพใจ (Mental Health Care System) ต้องพัฒนาตาม อย่างสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกตามรายงานขององค์การอนามัยโลก โดยวัดจากความพิการหรืออัตราการเสียชีวิต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สหรัฐอเมริกา🇺🇸อยู่ในอันดับที่สามสำหรับโรคซึมเศร้าแบบ unipolar ตามหลังจีน🇨🇳 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 1 ตามด้วยอินเดีย🇮🇳

สถิติในปี 2019 รายงานว่า 20.6% (ประมาณ 51.5 ล้านคน) ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา🇺🇸 มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งหมายถึงในจำนวนผู้ใหญ่ 5 คน มี 1 คนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพใจ ซึ่งมีเพียง 40 % ของจำนวนผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางใจเท่านั้นที่ได้รับการรักษา ซึ่งอินเดีย🇮🇳 จีน 🇨🇳 และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความวิตกกังวล โรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้วตามรายงานของ World Health Organization (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก

ซึ่ง WHO ได้มีการทำงานร่วมกับ NGOs การวิจัยระดับชาติและภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการปรับปรุงระบบการเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตที่มีคุณภาพสูงและการดูแลภาวะซึมเศร้า (depression) โรคลมบ้าหมู (epilepsy) โรคจิตเภท (schizophrenia) ไปจนถึงการใช้สารเสพติด (substance abuse) และจัดการกับอัตราการฆ่าตัวตาย (suicide rate) ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ปัญหาหลักของเรื่องสุขภาพจิตคือการปิดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตและผู้ให้บริการ

WHO เสริมว่า “ในปี 2014 ประชากรโลกเกือบครึ่งอาศัยอยู่ในประเทศที่มีสัดส่วนจิตแพทย์น้อยกว่า 1 คนต่อประชากรราว 100,000 คน” โดยเฉพาะในโซนเอเชียที่มีจิตแพทย์อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปมีจำนวนผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตมากพอ เช่น โมนาโก🇲🇨 นอร์เวย์🇳🇴 เบลเยียม🇧🇪 และเนเธอร์แลนด์🇳🇱 โดยแต่ละแห่งมีจิตแพทย์มากถึง 20-40 คนต่อประชากร 100,000 คน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา🇺🇸และแคนาดา 🇨🇦 มีจิตแพทย์ประมาณ 13 คนต่อประชากร 100,000

จากบทความของ Business Insider ในปี 2017 ลักเซมเบิร์ก🇱🇺 มีระบบการดูแลสุขภาพที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกโดยมีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 82 ปี ในส่วนของการรักษาสุขภาพจิตลักเซมเบิร์กมุ่งเน้นไปที่รูปแบบ “การศึกษาเชิงบวก” ที่สามารถเชื่อมโยง “ทักษะด้านคุณภาพชีวิต” และ “ทักษะแห่งความสำเร็จ” เข้าด้วยกันได้ โดยพื้นฐานแล้วลักเซมเบิร์กจะสอนให้วัยรุ่นค้นพบจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตนซึ่งแตกต่างจากวิธีการสอนแบบเดิมที่ส่งเสริมให้เด็กสร้างตัวตนเหมือน ๆ กัน ซึ่งวิธีนี้ทำลายความเจ็บป่วยทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างพลเมืองที่มีความสุขและมีคุณภาพมากขึ้น

สวิตเซอร์แลนด์🇨🇭หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและมีความก้าวหน้าในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและมีอำนาจในการแข่งขันสูงคล้ายคลึงกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากจะติดอันดับท็อปของประเทศที่คนอยากไปอยู่มากที่สุดมาโดยตลอด สวิตเซอร์แลนด์ยังมีระบบ Health Care ที่ขึ้นชื่อมาก ๆ อย่างประกันสุขภาพที่มีบริษัทประกันภัยมากกว่า 58 แห่งให้ประชาชนได้เลือก แล้วยังครอบคลุมในเรื่องของการรักษาทางจิตเวช การใช้สารเสพติด และอื่น ๆ อีกมากมายโดยมีการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพจิตให้มีบริการเพียงพอแก่ความต้องการ สะดวกแก่ประชาชน และมีค่ารักษาที่จับต้องได้ คุ้มครองและควบคุมตามข้อกำหนดเรื่องภาษี บางรัฐเลือกที่จะเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อให้อัตราค่ารักษาและค่ายาคงที่สำหรับประชาชน ทำให้ประชาชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพียง 10-20 % ของค่ารักษาทั้งหมดเท่านั้น

นอร์เวย์🇳🇴เป็นหนึ่งในประเทศที่การดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุม มีการจัดหาทรัพยากรสำหรับผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกอย่างเพียงพอ รวมถึงคลินิกผู้ป่วยทางจิตเวชซึ่งโดยทั่วไปเป็นห้องฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้นอร์เวย์ยังประกาศโครงการริเริ่ม “การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา” ในปี 2017 สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการลดหรือไม่ต้องการใช้ยา เนื่องจากเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและอิสระทางร่างกายผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามในหลาย ๆ ประเทศ แม้จะมีระบบการดูแลสุขภาพใจที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังพบการละเมิดสิทธิต่อผู้ป่วยทางจิตโดยอาศัยคำว่า “การรักษา” ในการเอาเปรียบ ยกตัวอย่างประเทศอาร์เจนตินา🇦🇷 การขอคำปรึกษาและไปพบนักจิตวิทยาถือเป็นเรื่องธรรมดาและเปิดกว้าง ไม่เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่มองว่าการรักษาสุขภาพจิตและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นเรื่องต้องห้าม แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาร์เจนตินาก็มีจำนวนนักจิตวิทยาต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสถาบันบางแห่งในอาร์เจนตินาทำร้ายผู้ป่วย บังคับให้อยู่ในสภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัย หรือไม่ปลอดภัยและไม่ได้ให้การดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย🇹🇭นั้นกรมสุขภาพจิตได้รายงานจำนวนผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งสุขภาพจิตเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตรองจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ นับว่าสุขภาพจิตของคนไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ ตัวอย่างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2017 กล่าวว่ามีผู้เข้ารับการรักษาเพียง 48.5% ของผู้ป่วยซึมเศร้าทั้งหมด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตั้งเป้าว่าจะผลักดันการเข้าถึงบริการให้ได้ 70% ภายในปี พ.ศ.2564 แต่ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงดูเหมือนว่าผู้ให้บริการไม่สมดุลกับความต้องการของผู้ป่วย รวมถึงจำนวนเยาวชนต้องการปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นสัญญานว่าประเทศไทยต้องผลักดันบริการด้านสุขภาพจิตให้ถึงมือประชาชนมากยิ่งขึ้น

เมื่อผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้น #อูก้ามีทางออก มีคนไทยจำนวนมากที่ตระหนักถึงปัญหานี้ ในปัจจุบันนวัตกรรมการปรึกษาสุขภาพจิตแบบออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม อย่างแอปพลิเคชันอูก้าเองที่อยากช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาสะดวกทุกที่ทุกเวลาในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้อูก้ายังมีแพ็กเกจดี ๆสำหรับองค์กรและบริการปรึกษาฟรีค่าใช้จ่ายสำหรับนักศึกษาอีกด้วย

ทุกประเทศล้วนทีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อยู่ที่เราเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง ? ปัญหาท่ีเกิดขึ้นล้วนรอวันได้รับการแก้ไข ดังนั้นการรักษาสุขภาพจิตเช่นเดียวกับปัญหาอื่น ๆ แทนที่จะตีตราว่าเป็นความอับอายที่เกิดขึ้นกับ “คนอื่น” อย่าลืมว่าทุกคนสามารถได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสุขภาพจิตได้ โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลัง การเลี้ยงดู ระดับรายได้ เชื้อชาติ วัฒนธรรม การทำให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ที่ต้องการบริการสุขภาพจิตสบายใจที่จะเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจจึงสำคัญ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องต่อสู้หรือดิ้นรนเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม

จนกว่าความเจ็บป่วยทางจิตจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับภาวะสุขภาพทางกายอื่น ๆ เราสามารถเปิดใจเรียนรู้และสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพใจที่เหมาะสมไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะตึงเครียดจากการระบาดของ COVID-19 หรือสถานการณ์ใด ๆ หากมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาช่วยดูแลใจก็ไม่ต้องห่วง อูก้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมให้บริการเสมอ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rawblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.nami.org/mhstats

https://ps.psychiatryonline.org/doi/10.1176/appi.ps.201700412

https://www.bustle.com/p/what-does-mental-health-care-look-like-abroad-this-is-how-9-countries-treat-mental-illness-2885010

https://www.usnews.com/news/best-countries/articles/2016-09-14/the-10-most-depressed-countries

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

https://www.talkspace.com/blog/america-mental-health-care-systems/

Read More
ฝัน ทำนายฝัน ฝันร้าย สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

รู้สึกจริงหรือแค่ฝันไป…รู้ไหมความฝันบอกอะไรกับเรา ?

“เมื่อคืนฝันว่าได้เป็นแฟนกับซงจุงกิว่ะ”

“คืนก่อนเราฝันแปลกมาก ฝันว่าทะเลาะกับเพื่อน แล้วเพื่อนก็ลุกขึ้นเต้นเฉยเลย”

“เคยฝันเห็นใครไม่รู้พาไปเที่ยวสวนสนุก ในฝันมีความสุขมากเลย แต่ตื่นมาแอบหลอนแฮะ ไม่เคยเห็นหน้าคนนั้นมาก่อนเลย”

“ฝันว่าโดนหมากัด แบบนี้ตีเลขอะไรได้บ้าง จะเอาไปซื้อหวย”

รู้ไหมว่าเมื่อคนเราหลับใหล ร่างกายของเราสามารถสร้างสิ่งลึกลับสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือ “ความฝัน” ความฝันในที่นี้ไม่ใช่การที่เราจินตนาการหรือนึกอยากให้ส่ิงใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น แต่มันคือเรื่องราวที่เราเองก็เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นแบบไหน เพราะบางเรื่องที่ฝันก็ช่างหลุดโลกเกินจินตนาการของเราไปไกล แถมยังมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับฝัน ที่มักจะส่งผลต่อความรู้สึกของเรายามตื่นอีกด้วย

💭 ความฝันคืออะไรกันแน่ ?

ในทางวิทยาศาสตร์ “ความฝัน” คือภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เราหลับ โดยสมองจะฉายภาพสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่มีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริงขึ้นมา คนเราไม่สามารถคาดเดาฝันของตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น หรือการบังคับให้ตัวเองฝันหรือไม่ฝัน และแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะพยายามศึกษาเกี่ยวกับความฝันมากเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความฝันได้อย่างแน่ชัด แต่หลาย ๆ ทฤษฎีก็เชื่อว่าความฝันมาจากจิตใต้สำนึกลึก ๆ ของคนเรานี่แหละ ที่อาจมีความกังวลหรือมีอะไรอยู่ภายในใจ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของความฝันโดยไม่รู้ตัว

🤔 แล้วทำไมเราถึงฝัน ?

ในปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าทำไมคนเราถึงฝัน แต่ก็พอจะมีการคาดเดาและการศึกษาที่น่าสนใจถึงความเป็นไปได้ของสาเหตุในการฝัน เช่น

💭 เราฝันเพราะสมองกำลังจัดการความจำของตัวเอง

💭 เราฝันเพราะผลกระทบจากความคิด ความเครียด อารมณ์

💭 เราฝันเพราะสารเคมีและกระแสไฟฟ้าในสมองเปลี่ยนไป

💭 เราฝันเพราะเป็นสัญญาณการเจ็บป่วยของร่างกาย

เพราะความฝันอาจเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าที่คิด มีทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความฝันมากมาย

ในทางจิตวิทยาแล้วได้มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความฝันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผลงานของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิเคราะห์ นั่นก็คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์  (Sigmund Freud)  ซึ่งเขามองว่าความฝันนั้นคือการแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก และความปรารถนาบางอย่าง ซึ่งอาจจะถูกกดทับอยู่ในจิตใต้สำนึก (Unconscious) และเขาเชื่อว่าส่วนมากแล้วความฝันมักจะเกี่ยวข้องกับแรงขับ (Drive) หรือความปรารถนาทางเพศบางอย่างอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่น่าสนใจของเอียน วอลเลซ  (Ian Wallace)  นักจิตวิทยาผู้ศึกษาเกี่ยวกับจิตใต้สำนึก ที่มองว่าความฝันนั้นคือการบ่งบอกถึงความรู้สึกลึก ๆ ของมนุษย์ เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง โดยเขาใช้เวลามากกว่า 30 ปีในการศึกษาความฝันกว่า 150,000 ฝัน จนได้ข้อสังเกตว่าความฝันอาจจะมีรูปแบบที่คอยกำหนดลักษณะของความฝันนั้น ๆ อยู่ จึงทำให้เราสามารถจำแนกความฝันที่คล้ายกันออกเป็นสาเหตุต่าง ๆ ได้ เช่น

⚠️ ฝันว่าตกจากที่สูง อาจจะหมายถึงเรากำลังจดจ่อกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป

🧚‍♀️ ฝันว่าบินได้ แปลว่าเรากำลังปล่อยตัวให้เป็นอิสระจากบางอย่างที่ทำให้รู้สึกแย่

🦷 ฝันว่าฟันหลุด ความฝันนี้พบมากเป็นอันดับ 2 เลยทีเดียว โดยฝันนี้หมายถึงเรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้เราเสียความมั่นใจไป

🏃🏻 ฝันว่าโดนวิ่งไล่ แปลว่า เรากำลังมีเหตุการณ์บางอย่างที่เราต้องเผชิญหรือต่อสู้กับมัน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

โดยสรุปแล้วความฝันในมุมมองของนักจิตวิทยาจึงเปรียบเสมือนโลกที่เราสามารถปลดปล่อยความคิด ความต้องการ ความปรารถนาบางอย่างที่ถูกกดทับไว้ได้นั่นเอง

“อย่าปล่อยให้ฝันส่งผลกระทบกับเรา”

บางทีเราก็จดจำความฝันไม่ได้ รู้แต่ว่าเมื่อคืนฝันอะไรเยอะแยะไปหมด แต่หลายครั้งคนเราเอาปรากฎการณ์ความฝันที่เกิดขึ้นมาแปลความหมายตามความเชื่อที่แตกต่างกันไป และทำให้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจยามตื่น เช่น ไทยเราหากฝันเห็นงูเขาว่าจะเจอเนื้อคู่ ตื่นมาก็อาจจะอารมณ์ดี แต่ของฝรั่งบางที่เชื่อว่าเป็นการฝันที่บ่งบอกถึงศัตรู ตื่นมาก็อาจจะหัวเสียหน่อย ๆ ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราทำได้ คือการที่ไม่เอาตัวเองไปผูกติดกับความฝันมากเกินไปจนกระทบต่อจิตใจของเราเอง

อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความฝันที่ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตและจิตใจมากเกินไป เช่น ฝันร้ายบ่อยครั้ง ฝันติดต่อกันต่อเนื่องหลายคืน ฝันแล้วเหนื่อยมาก ฝันเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางอารมณ์หรือสุขภาพ ซึ่งเราสามารถปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ เพื่อที่จะได้วิเคราะห์และประเมินต่อไปได้ถึงสาเหตุของการฝันเหล่านั้น

คืนนี้อูก้าขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดี และอย่าลืมว่าหากไม่สบายใจ ปรึกษาอูก้าได้เสมอ ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราไม่ได้มาขายฝัน แต่จะมาช่วยคุณหาทางออกจากฝันร้ายด้วยกันแบบไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวอีกต่อไป 💙

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/dreamblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.pobpad.com/ฝัน-เรื่องลึกลับของสมอง

https://thestandard.co/podcast/ruok24/

https://themomentum.co/the-list-psychologist-reveals-the-9-most-common-dreams-and-meaning/

Read More
โควิด เครียด ฆ่าตัวตาย

เมื่อโควิดทำให้คนคิด..ฆ่าตัวตาย สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง!

สถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 นำมาซึ่งความรู้สึกวิตกกังวลและความรู้สึกสิ้นหวังของใครหลาย ๆ คน จนทำให้เราได้ยินข่าวเศร้าของคนที่ตัดสินใจ “ฆ่าตัวตาย” จากสถานการณ์อันน่าหดหู่ใจที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเหตุผลในการเลือกจากไปก็มีความเชื่อมโยงกับ “โควิด” ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง หวาดกลัวที่จะป่วยหรือจะกลายเป็นภาระของคนรอบข้าง ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโควิดไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงร่างกาย แต่ส่งผลกระทบต่อจิตใจในระดับที่ทำให้หลายชีวิตต้องจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

“ความเครียดพุ่งสูง ยอดฆ่าตัวตายเพิ่ม สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง”

ย้อนไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นข่าวของการฆ่าตัวตายที่มีเหตุผลเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิดอยู่หลายครั้ง ซึ่งสิ่งที่น่าเศร้าคือโควิดทำให้เกิดความเครียดที่พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง จนทำให้หลายคนเกิดความเครียดสะสม และเมื่อรู้สึกว่าไม่เห็นทางออกใด ๆ การฆ่าตัวตายจึงกลายมาเป็นทางออก

ซึ่งปัญหาอัตราการฆ่าตัวตายในช่วงสถานการณ์โควิดนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก และตัวเลขกำลังไต่ระดับขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ จุดเริ่มต้นของปัญหานี้หลัก ๆ มาจากความเครียดที่พัฒนาไปเป็นความกังวล ความสิ้นหวัง และความรู้สึกแตกสลายจากการที่โควิดพรากเอาทั้งหน้าที่การงาน ครอบครัว และชีวิตความเป็นอยู่ให้เปลี่ยนไปตลอดกาล นับว่าเป็นอีกวิกฤตหนึ่งที่เราควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังมีตัวเลขอัตราการฆ่าตัวตายในปีหลัง ๆ สูงขึ้นเช่นกัน

“ยิ่งโควิดระบาดยาวนาน คนที่ได้รับผลกระทบและเสี่ยงฆ่าตัวตายยิ่งขยาย”

โดยอธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ.พรรณพิมล วิปุลากร เคยให้ข้อมูลการติดตามอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยกับทางไทยรัฐออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ไว้ว่า คนไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายที่ค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้น โดยในปี 2563 มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงถึง 7.3 คนต่อแสนประชากร โดยกลุ่มเสี่ยงที่ฆ่าตัวตายมีปัจจัยมาจากกลุ่มผู้มีปัญหาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด กลุ่มผู้เจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีปัญหาสุขภาพจิต หรือมีภาวะซึมเศร้า และกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ

ซึ่งในช่วงปี 2563 กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเป็นกลุ่มที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้เราอาจจะเรียกได้ว่า “ยิ่งโควิดยาว ยิ่งทำให้กลุ่มขยาย” เพราะคนกลุ่มนี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หลายคนกลายเป็นคนว่างงาน หลายคนสถานะการเงินไม่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งโดนเหยียบซ้ำไปใหญ่ สุดท้ายก็กลายเป็นหนึ่งคนที่เลือกการฆ่าตัวตายเป็นคำตอบให้ตัวเอง

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคนรอบข้างอาจคิด ‘ฆ่าตัวตาย'”

ในสถานการณ์โควิดแบบนี้ การสังเกตสัญญาณอันตรายสู่การฆ่าตัวตายจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึงสัญญาณของการฆ่าตัวตายที่สามารถสังเกตได้ เช่น

🙅🏻‍♂️ เริ่มแยกตัวออกจากสังคม อยู่โดดเดี่ยว

🤐 ไม่พูดกับใคร ไม่ติดต่อกับใคร

😩 มีอาการนอนไม่หลับเป็นเวลานาน

😰 หน้าตาเศร้าหมอง อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา

🤯 มีความวิตกกังวลถึงสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่สามารถปล่อยวางได้

😭 ชอบพูดว่าอยากตายหรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือบางครั้งก็โพสต์ข้อความสั่งเสีย

😤 บางรายอาจจะมีอารมณ์ที่แปรปรวน เช่น จากที่เคยเศร้ามานาน ก็กลายเป็นสบายใจอย่างผิดหูผิดตา

“คนใกล้ชิดช่วยได้ เป็นที่พักใจให้เบื้องต้น”

สัญญาณการฆ่าตัวตายเหล่านี้ หากญาติพี่น้องหรือคนสนิทพบเจอจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้นหากเราพบสัญญาณการคิดฆ่าตัวตายจากคนใกล้ตัว เราอาจจะให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ดังนี้

  1. แสดงความเต็มใจช่วยเหลือ

สิ่งแรกที่เราสามารถทำได้คือการแสดงความเต็มใจช่วยเหลือ เพราะสิ่งหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้คนอยากฆ่าตัวตายตัดสินใจทำให้สำเร็จ ก็คือความรู้สึกเป็นภาระต่อคนรอบข้าง หลายคนที่ฆ่าตัวตายคิดว่าสิ่งนี้จะช่วยจบปัญหาให้กับเขาและคนรอบข้างได้ ย่ิงในสถานการณ์โควิดความรู้สึกสิ้นหวังก็ยิ่งสูงขึ้น ปัญหาอันเนื่องมาจากโควิดก็มากขึ้น ทำให้คนอยากฆ่าตัวตายอาจจะมีมากขึ้นตามไปด้วย

  1. ตั้งใจรับฟัง

ถ้าเราเจอกับสถานการณ์คนใกล้ตัวอยากฆ่าตัวตายแล้วไม่รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร ให้เราตั้งใจรับฟัง สนใจกับสิ่งที่เขาพูดอย่างจริงจังโดยไม่ตัดสินไปว่าปัญหานั้นเล็กหรือใหญ่ หลาย ๆ คนที่เผชิญกับสถานการณ์ที่คนใกล้ตัวคิดอยากฆ่าตัวตายอาจจะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่คุณทำได้ก็คือ “การฟัง” ให้อีกฝ่ายได้ระบายปัญหาโดยมีเรารับฟังอย่างจริงใจ

  1. ถามให้เล่า ชวนสะท้อนความคิด

ใช้วิธีการทวนคำพูดของพวกเขา เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจรับฟัง ตั้งใจรับรู้ความรู้สึกและพยายามที่จะเข้าใจเขา พยายามให้เขาพูดเล่าเรื่องราว ความรู้สึกคับข้องใจที่เกิดขึ้นว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาอยากฆ่าตัวตาย สิ่งใดที่ป้องกันไม่ให้เขาฆ่าตัวตาย

4. ภาษากายนั้นสำคัญ

แสดงความเห็นอกเห็นใจผ่านทั้งสีหน้าและภาษากายว่าเราตั้งใจฟังเขาจริง ๆ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน ไม่พูดปัดความรู้สึกของคนที่อยากฆ่าตัวตายว่าเป็นเรื่องที่เล็กน้อย

5. ระวังคำพูดท่ีใช้

เช่น “ดูสิว่าคนนั้นยังผ่านไปได้” ซึ่งจะกลายเป็นการตัดสินว่าคนที่อยากฆ่าตัวตายไม่เข้มแข็งพอ “อย่าไปคิดมากเลย” ซึ่งกลายเป็นว่าเขาผิดใช่ไหมที่คิดมากไปจนอยากฆ่าตัวตาย ให้โอกาสเขาได้ระบายความทุกข์ ที่ทำให้เขาได้ปลดปล่อยความคิดอยากฆ่าตัวตายออกมา และทำให้รู้สึกว่ายังมีคนรับฟังและเคียงข้างเขา

“ช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ต้องติดต่อแหล่งช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพื่อป้องกันและยับยั้งการฆ่าตัวตายสำเร็จ”

วิธีการ 5 ข้อที่เราแนะนำเป็นเป็นเพียงสิ่งที่เราสามารถทำเองได้เพื่อยับยั้งการฆ่าตัวตายเบื้องต้น แต่อีกสิ่งที่สำคัญคือการติดต่อหาแหล่งช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพราะความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นและจะหายไปเองได้ตลอด ซึ่งเราสามารถช่วยเหลือต่อไปได้ดังนี้

1. พาไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายทุกรายต้องได้รับการตรวจประเมินสภาพจิต เพราะอาจจะเกิดจากการป่วยเป็นโรคจิตเวชบางประการ เช่น โรคซึมเศร้า ไบโพล่าร์ ซึ่งต้องได้รับการบำบัดรักษาและดูแลอย่างต่อเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญ

2. กระตุ้นให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญอาจจะแนะนำให้คนใกล้ตัวชวนผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบางอย่างให้ดียิ่งขึ้น เช่น ชักชวนให้ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ได้ติดต่อสื่อสารกับผู้คน เน้นการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น

3. ติดตามการรักษา

หลังจากที่ได้พบแพทย์และได้รับยาหรือวิธีการบำบัดมา คนใกล้ชิดก็ควรจะช่วยตรวจสอบว่าเขาได้ทำตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบแจ้งแพทย์ทันที

“ไม่ได้มีความคิดอยากฆ่าตัวตายก็พบจิตแพทย์ได้”

รู้ไหมว่า คนทั่วไปก็สามารถเข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์ได้ด้วยเช่นกัน เพราะการเข้าพบจิตแพทย์ช่วยให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้นได้ ทำให้เรามีความเข้าใจใจตนเองมากขึ้น ผ่านการพูดคุยกับจิตแพทย์ที่จะทำหน้าที่สะท้อนความรู้สึกของเรา ทำให้เรามองเห็นตัวเอง ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น

ซึ่งการยอมรับตัวเอง นับว่าเป็นด่านแรกของการแก้ไขปัญหา และยังทำให้คนรอบข้างเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น การยอมรับตัวเองของคนที่คิดฆ่าตัวตายก็จะนำไปสู่การบำบัดและรักษาที่จะทำให้อาการบรรเทาลง ถึงแม้ว่าความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายอาจจะไม่ได้หายไปในทันทีทันใด แต่ก็อาจจะทำให้รู้สึกทุกข์ทรมานน้อยลง เพราะได้ผู้รับฟังที่เชี่ยวชาญในการดูแลใจคอยอยู่เคียงข้าง

ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ยากลำบากนี้ หากคุณ หรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นอีกคนที่รู้สึกทุกข์ใจจนเคยคิดอยากฆ่าตัวตาย อูก้าขอจับมือคุณไว้แน่น ๆ และขอโอบกอดให้กำลังใจ คุณสามารถติดต่อเรามาได้เสมอ อูก้าและทีมนักจิตวิทยาแลทีมจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมรับฟังคุณจากหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำให้ใจของคุณหนักแค่ไหน ให้เราได้ช่วยคุณบรรเทาความรู้สึกตรงนี้ลงนะคะ คุณมีเราเคียงข้างเสมอ


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/sccovid19blog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์ #COVID19

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.moph.go.th/index.php/news/read/222

https://www.cigna.co.th/health-wellness/tip/jigsawforgoodlife-ep4

https://www.hfocus.org/content/2019/09/17809

https://www.thairath.co.th/news/society/2025792

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1134

https://www.facebook.com/740509479323038/posts/3345507885489838/

Read More
เครียด ซึมเศร้า แพ้ไม่เป็น เอาชนะ

‘แพ้บ้างก็ได้’ แต่ทำไมฉันถึงผลักดันตัวเองอย่างไม่สิ้นสุด

“การเป็นที่หนึ่งว่ายากแล้ว การรักษาตำแหน่งสูงสุดนั้นยากกว่า” เชื่อว่าหลายคนเคยได้ยินประโยคนี้เป็นร้อยเป็นพันครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่ต้องแข่งขันหรือมีเป้าหมายบางอย่างที่ต้องทุ่มสุดตัว แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคำว่า ‘ที่หนึ่ง’ หรือคำว่า ‘ต้องชนะ’ เอาแต่หลอกหลอนเรา ทำให้เราต้องผลักดันตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จริงอยู่ที่บอกว่ามันคือน้ำหนักที่ต้องแบกรับ เป็นตำแหน่งที่ต้องแลกด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง รวมถึง ‘ใจ’ เราด้วย ที่เจอทั้งความเครียด ความกดดัน บางครั้งก็เจ็บปวดกับการผิดหวังซ้ำ ๆ แต่เรากลับไม่เคยถามใจตัวเองเลยว่า ‘ไม่เหนื่อยหรอ ?’

‘ฉันยังไหวหรือเปล่า ?’

หากการเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อย ๆ ทำให้เราบั่นทอนตัวเอง ทั้งโทษ ทั้งตำหนิในความไม่สมบูรณ์แบบ แต่เรากลับลืมไปว่าคุณค่าของคนเราไม่ได้อยู่แค่การ ‘ต้องดีกว่า’ ไม่ใช่แค่ที่หนึ่งเท่านั้นที่จะมีค่า แต่การพ่ายแพ้ก็สอนอะไรเราเหมือนกัน กลับมามองดูตัวเองอีกครั้งว่าเรามีภูมิคุ้มกันสำหรับรับมือกับความพ่ายแพ้หรือเปล่า ? หรือไม่ว่ายังไงเราก็เป็นคนที่ ‘แพ้ไม่เป็น’

‘แพ้ไม่เป็น’ อันตรายต่อใจขนาดไหน ?

จิตใจและความคิดที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัวที่จะเป็น “ผู้แพ้” หรือ Loser การแสดงออกของเราจะเชื่อมโยงกับ mindset ที่ว่าถ้าเราไม่สวย/หล่อพอ ไม่ฉลาดพอ หาเงินได้ไม่มากพอ เราก็ไม่มีอะไรดี ตัวตนของเราจะถูกโจมตีด้วยความกลัวเหล่านี้ตลอดเวลา Dr. Karl Albrecht นักเขียนด้าน business, psychology และ self-help ที่มีผลงานมากมาย ได้พูดว่าความกลัวนี้เป็นเรื่องของ “Ego-Death” ซึ่งทำให้คนเราทำอะไรหลาย ๆ อย่างเพียงเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นเรียกพวกเขาว่า “ผู้แพ้” ยกตัวอย่างของคนที่ถูกขับด้วยความกลัวลักษณะนี้ เช่น

🎯 ไม่สามารถมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายที่แท้จริงได้

👀 มีแนวโน้มที่จะโกหก หรือมีส่วนร่วมในพฤติกรรมที่ทุจริต

🤔 ตอบสนองและตัดสินใจด้วยความรู้สึกอยากเอาชนะ/ต่อสู้เสมอ

😡 ไม่โอนอ่อนหรือยืดหยุ่นกับผลลัพธ์ที่ตัวเองไม่พอใจ

😩 หลีกเลี่ยงการมองเห็นความผิดพลาดของตนเอง

😤 สร้างความขุ่นเคืองในใจต่อผู้อื่น

🤑 ใช้คนอื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง

☹️ มองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ที่เกิดจากการแข่งขัน

จากบทความของคุณอณุสรา ทองอุไร อธิบายว่า “โรคแพ้ไม่เป็นนี้จะเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้นกับผู้ที่มีความรู้ การศึกษาที่สูงกว่า มีตำแหน่งที่สูงกว่า ตอนเป็นเด็กเราวิ่งเข้าเส้นชัยช้ากว่าเพื่อน เราแพ้ เสียใจแค่นั้น พอเป็นผู้ใหญ่เราแพ้เหมือนกัน แต่นอกจากเสียใจยังมีเสียหน้า เสียศักดิ์ศรี ผู้ที่เป็นโรคแพ้ไม่เป็น พอแพ้ขึ้นมาก็จะไม่ยอม จะหาทางเอาชนะให้ได้ และอาจทนไม่ได้ สุดท้ายจึงหาทางออกที่รุนแรง”

เพราะชัยชนะไม่ใช่ตัววัด ‘ความสุข’ เสมอไป

การเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากความผิดหวัง หรือเรียนรู้ความรู้สึกของการเป็นผู้แพ้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และบางครั้งก็อาจทำให้เราใช้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยซ้ำ ยอมให้ตัวเองได้ผ่อนคลายและสนุกกับการเติบโตของผู้แพ้บ้าง เพราะนั่นคือความเป็นจริงของโลกใบนี้ ที่มีวันของเราและวันที่ไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าเรายังมีความสุขกับเส้นทางของตัวเองได้ก็หมายถึงเรายังพัฒนาตัวเองต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ปิดกั้น นอกจากนี้ถ้าเรายินดีกับชัยชนะของคนอื่นได้ ยิ่งเป็นเรื่องน่าชื่นชม

‘รักตัวเองให้มาก โดยเฉพาะเวลาที่ล้มเหลว’ ถ้าเราสามารถมอบความรักให้ตัวเองได้แม้ในช่วงเวลาที่เราอ่อนแอที่สุด หรือไม่เพอร์เฟกต์ที่สุด เราจะลดการตำหนิตัวเองและลดความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง เพราะเราได้โอบกอดทั้งส่วนที่ดีและไม่ดีของตัวเองไว้แล้ว ปลดล็อกความรู้สึก ‘ฉันแพ้ได้ ร้องไห้เป็น’ เพื่อเข้าใจตัวเองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จะนำไปสู่สุขภาวะทางใจที่แข็งแรงในระยะยาว

อาจจะเป็นเรื่องยากที่ต้องปรับความคิดให้รู้สึกโอเคการความพ่ายแพ้ เพราะขึ้นชื่อว่า ‘ผู้แพ้’ ก็มักจะตีความไปในทางลบเสมอ ทั้งดูอ่อนแอและน่าอาย แต่สิ่งสำคัญคือการก้าวผ่านความรู้สึกร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นต่างหาก หากไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงกับการปรับเปลี่ยนมุมมอง หรือการเริ่มต้นรักตัวเอง ให้อูก้าเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่จะช่วยดูแลสุขภาพใจให้คุณ เรื่องของใจให้เรารับฟังนะ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/scolblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

.#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://get-kalm.com/en/2019/04/26/driven-to-win-or-scared-of-losing/

https://www.bangkokhospital.com/content/lost-some

Read More
บีทีเอส lifegoeson bts เศร้า สุขภาพจิต

“Life goes on” จาก BTS จงใช้ชีวิตต่อไปแม้โลกใบนี้จะใจร้ายกับเรา

“จู่ๆ วันหนึ่งโลกทั้งใบก็หยุดหมุน หยุดโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว

ฤดูใบไม้ผลิไม่รีรอ มาถึงตามเวลาของมันเหมือนเคย

รอยเท้าบนถนนเหมือนกับถูกลบเลือนไป ฉันล้มลงตรงนี้

แต่กาลเวลายังคงเดินต่อไปตามปกติ โดยไม่มีแม้แต่คำขอโทษให้กัน”

.

วง BTS ได้ปล่อยเพลงไตเติ้ลของอัลบั้ม BE ชื่อเพลง “Life goes on” เพื่อบอกเล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิด ทำให้เราเห็นภาพความเคว้งคว้าง ความเหงาในการใช้ชีวิต ไม่มีใครเตรียมใจมาก่อนเลยว่าโลกนี้จะหยุดอยู่กับที่ แต่ฤดูกาลก็ยังหมุนเวียนไปตามปกติ ในขณะที่เราไม่สามารถทำอะไรที่เคยทำได้ นอกจากหายใจเพื่อมอบความอบอุ่นให้ตัวเอง

.

ไม่ใช่แค่สถานการณ์โควิดที่พาเราดำดิ่งไปกับความรู้สึกล้มเหลว สิ้นหวัง แต่หลายๆ คนเคยมีช่วงเวลาแบบนี้ในชีวิต เหมือนเราติดอยู่ในหลุมใดหลุมหนึ่งแบบที่หาทางออกไม่ได้เลย ทั้งที่รอบๆ ตัวมีแต่คนก้าวไปข้างหน้า มีแต่คนที่ดีกว่าและสมบูรณ์แบบกว่าเรา ทำไมเราถึงจมอยู่ตรงนี้ หรือโลกใบนี้ใจร้ายแค่กับเราคนเดียว ?

.

แต่ชีวิตเรามีวันที่เลวร้ายมากมาย เหมือนฝนที่เทกระหน่ำลงมา ฉันพยายามต่อสู้กับมันเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ บางครั้งเราแค่ต้องใช้ชีวิตต่อไปแบบนั้น…แบบที่สั่นไหวและมองไม่เห็นทางออก อย่างท่อนแร็ปในเพลงนี้บอกกับเราว่า

“ฉันคิดว่าถ้าวิ่งให้เร็วยิ่งกว่าเมฆฝนพวกนั้นจะเพียงพอ

แต่ก็เหมือนทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

คงเพราะว่าฉันเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

ฉันอยู่ในโลกของความเจ็บปวดและความหนาวเหน็บที่โลกมอบให้

กระตุ้นให้ฉันปัดฝุ่นหนาที่ปกคลุมออกไป

และฉันก็เต้นไปแบบนั้น แม้ว่าสุดท้ายจะล้มลง”

.

“ฉันมองไม่เห็นทางออกเลย เรื่องต่างๆ เหล่านี้พอจะมีทางออกบ้างไหม ? ฉันก้าวเท้าไปไหนไม่ได้เลย”

นี่คงเป็นประโยคที่แทนความรู้สึกใครหลายคนไม่ใช่แค่โควิด แต่บางเหตุการณ์ในชีวิตก็เหมือนพาเราไปยืนที่ปากเหว ไม่อยากจะถอยหลัง แต่ก็เดินต่อไปไม่ได้ ในใจเราอาจได้แต่ภาวนาให้ใครซักคนพาเราออกไปจากตรงนี้…จากความรู้สึกที่มืดมิดนี้

.

“Like a echo in the forest วันเวลากำลังจะหวนมา

ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น Life goes on”

.

ท่อนนี้มีความหมายลึกซึ้งเชิงปรัชญา โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำถามที่ว่า

“If a tree falls in the forest and no one is there, does it makes a sound ?”

ต้นไม้ที่ล้มลงในป่าแต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นหรือได้ยินเสียงมันล้ม ถ้างั้นแปลว่ามันมีเสียงเกิดขึ้นจริงๆ ไหม?

เขาก็นำมาเปรียบเปรยว่าต่อให้ไม่มีใครได้ยิน ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจบลง เพราะเรามองไม่เห็น แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มีจริง หลังจากที่สถานการณ์คลี่คลาย ทุกอย่างจะวนกลับไปเหมือนเดิมราวกับที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น เนื้อเพลงกำลังพูดถึงชีวิตที่ดำเนินต่อไปแบบนั้น หลังจากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น

.

หลังความเจ็บปวดเราได้เห็นวันใหม่ปรากฎขึ้น เพราะฉะนั้นถึงเราจะต้องหยุดเดินหรือเจออุปสรรคอะไร เราก็อย่ามัวจมอยู่กับความเศร้า ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือหลบอยู่ในเงามืดหรอกนะ ยังไงแสงสว่างก็จะส่องมาอีกครั้งและอีกครั้ง แม้ความสุขจะผ่านเราไปอย่างรวดเร็วแต่ความทุกข์ก็ไม่ได้คงอยู่ตลอดไปเช่นกัน

“ใช่ ชีวิตต้องเดินต่อไป”

ฟังเพลง Life goes on – BTS ได้ที่ > https://www.youtube.com/watch?v=-5q5mZbe3V8

ถ้าหากตอนนี้เรารู้สึกเหมือนเพลงนี้อยู่ ลองเปิดโอกาสให้อูก้าได้ดูแลใจและเป็นเพื่อนที่รับฟังความรู้สึกของคุณเสมอ เราอยากช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพใจที่แข็งแรงและพร้อมใช้ชีวิตต่อไป แบบที่บทเพลงนี้กำลังเยียวยาเราอยู่ มาพยายามไปด้วยกันนะ

#OOCAinsight


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/lgoblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์

6 วิธี reset ใจเพื่อไปต่อ READY GO !

ใครรู้สึกบ้างว่าการเดินทางในปีนี้มันเหนื่อยเหลือเกิน แบกภาระ แบกปัญหา จนอ่อนล้าไปทั้งใจ ไหน ๆ ก็เริ่มเดือนใหม่แล้ว
อูก้าอยากชวนคุณมา reset ตัวเองใหม่แล้วขจัดขยะในใจออก อาจารย์รุจิรา จาริยะ นักจิตวิทยาลินิกจากแอปพลิเคชันอูก้าเคยบอกกับเราว่า “ใจเราก็เหมือนถังใบหนึ่งที่ใส่ขยะลงไปทุกวัน หากไม่ได้ระบายออก วันหนึ่งก็ขยะต้องล้นออกมา”

ดังนั้นเราต้องจัดการมันตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกรับอะไรที่มากเกินไป
ระหว่างทางลองพักจัดการพลังลบ ๆ ในใจดูนะ เรามีวิธีง่าย ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ทำตามกัน เพราะนี่คือ Time to reset

1. สำรวจความรู้สึก
เพราะอารมณ์เป็นเรื่องซับซ้อนและเราไม่เคยถูกสอนให้ระบุชื่อเรียกอารมณ์ต่าง ๆ หลายคนเวลาเกิดความรู้สึกทางลบก็มักจะใช้คำอธิบายไม่ถูก เช่น รู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี อยากร้องไห้ แต่ไม่รู้ว่าจะลงรายละเอียดของคำว่า “แย่/ไม่ดี” นั้นได้อย่างไร แต่ไม่เป็นไรขอแค่เมื่อไหร่ที่เราตระหนักว่าตัวเองกำลังมีพลังลบในตัวเยอะ ไม่ต้องพยายามซ่อนความรู้สึกนั้นหรือเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่น แม้จะเจ็บปวดหรือรู้สึกดิ่งในชั่วขณะหนึ่ง แต่ขอให้สำรวจว่าสาเหตุของความรู้สึกลบคืออะไร ก่อนที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าเราต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุดเสียก่อน

2.หายใจลึก ๆ แล้วพักใจพักสมอง
หากรู้สึกว่าตัวเองโกรธ หงุดหงิด หรือนอนไม่หลับเพราะความคิดวิ่งวนอยู่ในใจให้ลองหายใจเข้าออกอย่างมีจังหวะ ใช่ สิ่งง่าย ๆ อย่างการหายใจเข้าออกลึก ๆ 3-5 ครั้งนี่แหละ สามารถช่วยให้จิตใจสงบและลดความดันโลหิตได้ ต่อมาก็หาทางพักใจ พักสมอง รู้สึกหนักใจกับงานในมือหรือเปล่า ? ใช้เวลาว่างอยู่กับตัวเองบ้างไหม ? แม้ว่าเราจะมีภาระมากมายที่ต้องแบกรับเอาไว้ แต่การออกไปเดินเล่นข้างนอก รับอากาศบริสุทธิ์และรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายก็สามารถช่วยให้เรากลับมามีพลังใหม่เหมือนกันนะ

3. ปล่อยออกมาให้หมด
วิธีที่ดีในการปลดปล่อยความรู้สึกเชิงลบคือปล่อยให้อารมณ์ได้ทำงาน ได้ออกมาเคลื่อนไหว ปลดปล่อยพลังด้านลบไปกับการออกกำลัง ระบายกับเพื่อน หรือแม้แต่การร้องไห้ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง inside out คงจำ sadness ได้ เจ้าตัวสีฟ้าตัวแทนอารมณ์เศร้าหมองที่มนุษย์ชอบพยายามเก็บกดไว้แล้วบอกว่าไม่ต้องการในชีวิต จริง ๆ แล้วการรู้จักระบุอารมณ์ตัวเองแล้วหาทางอยู่ร่วมกับมันต่างหากที่สำคัญกว่า

4. ต้อนรับพลังบวก
ทำในสิ่งที่ดึงดูดพลังงานดี ๆ เข้ามาในชีวิต เช่น การดูหนัง ฟังเพลงโปรด แม้แต่การเดินเล่นสบาย ๆ ก็ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งได้ ไม่ว่าเราจะชอบที่จะวาดรูป ร้องเพลง อ่านหนังสือ ไปคาเฟ่ ใช้เวลากับเพื่อน หากพบว่าอารมณ์ทางลบกำลังคืบคลานเข้ามาในชีวิตและรบกวนใจ ให้ลองทำบางสิ่งบางอย่างที่พาพลังบวกเข้ามา อาจจะทดแทนกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็มีแหล่งสนับสนุนทางใจให้ตัวเองได้มีความสุขสดชื่นบ้าง

5. บันทึกความรู้สึก
การจดบันทึกเป็นอีกวิธีที่ช่วยในการประมวลผลความคิดเชิงลบ ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตกันเร็วมากจนไม่มีเวลาทบทวนเลยว่าแต่ละวันเกิดอะไรขึ้นบ้าง การจดบันทึกความคิดอาจใช้เวลา 2-3 นาที แต่เราสามารถมองกลับไปเห็นสิ่งดี ๆ ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นและมองเห็นความรู้สึกที่มันติดขัดอยู่ในใจได้ หากคิดอยู่ในหัว ทบทวนอยู่ในใจแล้วมันยุ่งยากเกินไปในการเริ่มต้นระบุอารมณ์ทางลบ ให้ลองจดจ่อกับบางสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณแทนที่จะครุ่นคิดถึงแต่สิ่งที่ไม่ดี อีกอย่างเราอาจจะลองเขียน “5 things you are grateful for” ทุกวัน เมื่อทำอย่างต่อเนื่องเราจะเสริมสร้างนิสัยคิดบวกไปโดยปริยาย

6. มี self-compassion กับตัวเอง
สุดท้ายนี้หากชีวิตต้องรับมือสิ่งที่ยากลำบากอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ว่าทำไมฉันทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลแบบนี้ บางเวลาก็ปล่อยให้ตัวเองได้สัมผัสกับอารมณ์ความรู้สึกอย่างเต็มที่ก่อน แล้วค่อยสังเกตว่าอะไรทำให้เกิดความรู้สึกเชิงลบ แต่อย่าตัดสินตัวเองว่าสิ่งไม่ดีเป็นเพราะตัวเราเองที่ไม่ดีพอ ไม่มีค่าหรือว่าโชคร้าย ลองนึกดูว่าถ้าสิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น เราจะปลอบโยนหรือพูดอะไรกับคน ๆ นั้น ให้เราทำแบบนั้นกับตัวเองบ้าง เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจและปรับอารมณ์ของเราให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง

เมื่อเราได้ reset และ รู้สึก refresh แล้ว ใจเราก็จะ get ready พร้อมรับมือกับเรื่องตื่นเต้นที่จะเข้ามาท้าทายชีวิตเราอีกครั้ง
อูก้าขอส่งพลังไปให้ทุก ๆ คนที่กำลังต่อสู้กับเส้นทางของตัวเองอยู่ แล้วอย่าปล่อยให้อารมณ์ลบ ๆ อยู่กับใจเรานานเกินไป
แต่ก็ใช่ว่าจะต้องหลบหลีกมันตลอด ขอแค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับด้านที่ดีและไม่ดีโดยไม่ทำร้ายใจตัวเองก็เพียงพอแล้ว
ให้อูก้าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สบายใจของคุณ ด้วยการพูดคุยและปล่อยพลังลบ ๆ ทิ้งไป จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรา
ยินดีรับฟังทุกเรื่องราวของคุณเลย เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม เรื่องของใจให้อูก้าดูแลนะ


#OOCAknowledge


————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rsagrdblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา


อ้างอิงจาก
Bach : https://bit.ly/2RkPkjS
Better health : https://bit.ly/3edjpuK

Read More
ฟังอย่างลึกซึ้ง ผู้ฟังที่ดี

Deep Listening  เพราะการฟังให้เข้าใจ ไม่ใช่แค่ได้ยิน

ความทุกข์ ไม่ได้เกิดเฉพาะเวลาที่ปัญหาพุ่งเข้ามาใส่ แต่บางครั้งเราเหนื่อย โกรธ เสียใจเพราะไม่ได้รับ “การรับฟัง” ที่เหมาะสมต่างหาก เมื่อเสียงของเราไม่มีน้ำหนัก ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ภาระทางใจที่ต้องเก็บไว้คนเดียว

ในยุคที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความทันสมัย เราทุ่มเทเวลาในการพัฒนาทักษะและความสามารถต่าง ๆ การติดต่อสื่อสารเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน เส้นแบ่งระหว่างคน เชื้อชาติ ศาสนาลดน้อยลง แต่ดูเหมือนว่าเราจะทุ่มเทเวลาในการรับฟังกันและกันน้อยลงทุกที

เพราะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Effective communication) เริ่มต้นจากการฟัง แต่การฟังที่แท้จริงกลายเป็นของขวัญที่หายาก เราสามารถฝึกฝนทักษะนี้ได้ตั้งแต่ยังเด็ก โดยมีครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเด็กให้รู้จักรับฟังและใส่ใจผู้อื่น เมื่อโตขึ้นเราจะมีทักษะด้านการฟัง รู้จักแก้ปัญหา พัฒนาความเข้าใจที่มีต่อโลกใบนี้ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะหากฟังเป็นนั่นหมายถึงความเข้าใจผิดก็น้อยลง เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ช่วยรักษาความสัมพันธ์ ประหยัดเวลา และช่วยในเรื่องสุขภาวะทางใจที่ดีด้วย

แต่หลายคนไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนเลยว่าการเป็นผู้ฟังที่ดี (Be a Good Listener) ต้องทำอย่างไร

1. มองหน้าและสบตาผู้พูด
การพูดคุยกับใครบางคนในขณะที่อีกฝ่ายนั่งจ้องมือถือ หรือหันไปสนใจสิ่งรอบ ๆ คงทำให้อีกฝ่ายเกิดคำถามว่าเราเข้าใจเขามากน้อยแค่ไหน อาจจะแค่ 10 – 20 % หรือเปล่า ? ในวัฒนธรรมตะวันตกส่วนใหญ่การสบตาถือเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของการสื่อสารที่มีประสิทธิผล เป็นภาษากายที่ได้รับการยอมรับ หากมีการเคลื่อนไหว ลุกเดินก็สามารถมองตามหรือแสดงท่าทีสนใจได้ ยกเว้นบางบริบทที่ไม่ควรสบตา เช่น ด้านวัฒนธรรม หรือสถานการณ์ตึงเครียดมาก ๆ

2. เอาใจใส่ แต่ผ่อนคลาย
ให้โฟกัสที่ “การมีส่วนร่วม” อยู่กับปัจจุบัน สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ตัดเสียงรบกวนหรือความคิดในหัวออกไปก่อน อย่าเพิ่งให้อคติหรือความเห็นส่วนตัวทำงาน “ฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอทำ” พยายามควบคุมตัวเองให้เปิดใจรับฟังเต็มที่ก่อน ผ่อนเบาแม้ในเรื่องที่ไม่เห็นด้วย ถ้าเราชะลอความเร็วในการโต้ตอบลงอีกนิด เราจะค้นพบประสิทธิภาพการฟังที่แท้จริง นี่ถือเป็นความเอาใจใส่ที่เรามีต่ออีกฝ่าย การขัดจังหวะ บอกปัดหรือตัดบทอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดคำถามว่า “เธออยากฟังฉันเล่าหรือแค่อยากสอนกันแน่ ?”

3. พยายามจับประเด็นและนึกภาพตาม
ประเด็นสำคัญของเรื่องคืออะไร ? เขาอยากให้เราเข้าใจเรื่องไหน ? จำลองภาพความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเราเผชิญสถานการณ์เดียวกัน จะรู้สึกอย่างไร ? การฟังต้องใช้สมาธิ เราจะเข้าใจมากขึ้นถ้าเราจดจ่อและเห็นว่าสิ่งที่กำลังฟังนั้นสำคัญ อย่ามัวแต่คิดว่าฉันจะพูดอะไรต่อไปดี แต่คิดถึงใจอีกฝ่ายให้มาก

4. ไม่รีบพุ่งไปที่ “วิธีแก้ปัญหา”
เมื่อรับฟังเรื่องบางอย่างเรามักคาดหวังกับตัวเองว่า “ฉันต้องช่วยเธอหาทางออกให้ได้” ไม่จำเป็นเสมอไป บางคนอาจเดินเข้ามาพร้อมคำตอบในใจอยู่แล้ว เพียงแต่อยากจะระบายให้ใครสักคนที่ไว้ใจได้ฟัง อยากมีเพื่อนนั่งข้าง ๆ และอินไปด้วยกัน การที่เราขีดเส้นว่าปลายทางต้องมีคำตอบ อาจเป็นการพยายามสกัดน้ำที่กำลังไหลเชี่ยวก็ได้ วิธีแก้ปัญหาอาจกลายเป็นการบอกอีกฝ่ายว่า “ฉันไม่สนใจหรอกว่าเธอรู้สึกยังไง แต่สิ่งที่ฉันคิดนั้นถูกต้องหรือตรงประเด็นกว่า” หรือ “เล่าไปก็เสียเวลา เธอต้องรีบแก้ไขตามที่ฉันบอก” นำ ‘ความเงียบ’ มาใช้คั่นจังหวะให้คนเล่าได้หายใจและคิดตามบ้าง สุดท้ายเวลาอาจช่วยเขาโดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรเลยก็ได้

5. เราเข้าใจตรงกันไหม ?
เพราะเราทุกคนคิดและพูดในจังหวะที่แตกต่างกัน หากเราเป็นคนคิดเร็วและพูดไว ก็เป็นหน้าที่เราในการผ่อนคลายจังหวะสำหรับการสนทนา ยิ่งถ้าเรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เมื่อฟังแล้วให้สื่อสารช้าลงและรอบคอบมากขึ้น ไตร่ตรองคำถามในหัวก่อนถามออกไป เพราะบางครั้งคำถามอาจนำไปสู่การแตกประเด็น ทำให้เรื่องลุกลามและกลายเป็นทั้งสองฝ่ายโฟกัสผิดจุดไป พยายามกลับเข้าประเด็นเมื่อสังเกตว่าเรื่องที่พูดกันเริ่มสร้างบาดแผลใหม่ โดยที่ยังไม่ได้เคลียร์ใจในเรื่องเดิม

6. เขารู้สึกอย่างไร สำคัญกว่า “ทำไม…”
เรียกว่าเป็นขั้นใช้ ‘ใจ’ ใส่ empathy ลงไปในการสื่อสาร ปล่อยให้จิตใจทำงาน หากเรารู้สึกเศร้าเมื่อคนที่คุยด้วยแสดงความเศร้าออกมา มีความสุขเมื่ออีกฝ่ายแสดงความดีใจ หวาดกลัวเมื่อเขาอธิบายความกลัวที่เกิดขึ้นและถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นผ่านทางสีหน้าและคำพูดของเราออกไป เราจะมั่นใจได้ว่าประสิทธิภาพของเราในฐานะผู้ฟัง การเอาใจใส่ และความเข้าใจของเราน่าจะอยู่ในขั้นที่มีการรับฟังที่ดี

ในการสัมผัสกับความเห็นอกเห็นใจ (empathy) เราต้องทำให้ตัวเองอยู่ในสถานที่ของอีกฝ่ายและปล่อยให้ตัวเองรู้สึกว่าการเป็นเขาในขณะนั้นเป็นอย่างไร ? นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ ต้องใช้พลังงานและสมาธิ แต่เป็นสิ่งที่ควรทำด้วยความใจกว้าง ดึงความอ่อนโยนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อเปิดทางให้การสื่อสารราบรื่น

ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หากอยากเรียนรู้การเป็นผู้ฟังที่ดีมากขึ้น อูก้ากำลังจะมี online workshop ในเรื่องของการฟังอย่างลึกซึ้ง( Deep Listening ) สำหรับ #อาสาสมัคร ที่เข้าร่วมเป็น deep listener staff ในโปรเจค ARAMAROM ที่อูก้าทำร่วมกับ Eyedropper Fill ณ งาน Bangkok Design Week 2021 นี้ ใครสนใจอยากเรียนรู้การเป็นผู้ฟังที่ดีมากขึ้นและเป็นอาสาสมัครเพื่อร่วมงานกับเรา กดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมตรงนี้ได้เลย >> https://bit.ly/3gXcUhi

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/dltnblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

อ้างอิงข้อมูลจาก

Forbes : https://bit.ly/33cC3N1
Medium : https://bit.ly/3h4AIjp

Read More
extrovert ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

Extrovert ขอพักใจ “ฉันเองก็เหนื่อยได้ ร้องไห้เป็น”

หลังจากพูดในมุมของ Introvert กันไปแล้ว วันนี้อูก้าขอส่งเสียงแทนใจชาว Extrovert ท่ีดูจะแฮปปี้กับการมี activity รอบตัว แต่ใครเลยจะรู้ว่า Extrovert ก็มีมุมส่วนตัวไว้พักใจในวันที่เหนื่อยล้าเหมือนกัน อาจเพราะความร่าเริงและเข้ากับคนอื่นได้ดี ปรับตัวเก่ง ทำให้ภาพจำของเหล่า Extrovert คือคนที่เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ด้วยสีหน้าร่าเริง

ลึก ๆ แล้วเราเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่เคยเป็นทุกข์หรือเสียน้ำตาเลย เพียงแต่ความคิดของ Extrovert ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก มักจะแสดงออกตรง ๆ (เป็นส่วนใหญ่) จึงทำให้มีทักษะในการเข้าสังคมสูง เหมาะจะเป็นผู้นำและจุดรวมความสนใจ ลักษณะเด่น ๆ ที่กล่าวมา อาจจะไม่ได้มีใน Extrovert ทุกคน แต่ก็เป็นสิ่งที่คนภายนอกคาดหวังเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ จนคิดว่าพวกเขาต้องทำทุกอย่างได้ดีและกระตือรือร้นอยู่เสมอ

หรือมนุษย์ยึดติดกับการจัดกลุ่มคนเป็นประเภทต่าง ๆ มากเกินไป ทั้งที่เราอาจไม่จำเป็นต้องนิยาม

เพราะสุดท้ายแล้วคนเราก็คือเหรียญสองด้าน มีทั้งความ Introvert และ Extrovert อยู่ในตัว ถ้าเราติดภาพว่าคน Extrovert มีอะไรจะต้องแสดงออก เป็นคนเปิดเผย แก้ปัญหาเก่ง แล้ววันหนึ่งหากเขาไม่เป็นแบบนั้น ความเข้าใจของเราอาจถูกบิดเบือนจากอคติก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นเราเคยเห็นเพื่อนที่จับไมค์ร้องเพลง ทำให้เวลาปาร์ตี้ทุกคนจะร้องเรียกให้คน ๆ นี้ขึ้นเวทีตลอด แต่วันหนึ่งเขาอาจจะไม่พร้อมหรือไม่สบายใจที่จะร้องเพลง หลายคนกลับแปลกใจ สับสนที่เพื่อนปฏิเสธและอยากจะนั่งอยู่เฉย ๆ

หากทบทวนดูแล้ว ทำไมทุกคนต้องมองว่าสิ่งที่เกิดเป็นเรื่อง “แปลก” ทั้งที่อาจจะเป็นคนรอบข้างเองก็ได้ที่ไปยึดติดว่าทุกงานรื่นเริงคน ๆ นี้จะต้องขึ้นมาแสดงอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ใช่เขาที่เปลี่ยนไปหรือไม่เป็นตัวเอง เพียงแต่นั่นคืออีกด้านหนึ่งของเขาหรือเป็นวิธีที่เขาเลือกรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ต่างหาก ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบปักธงว่า Extrovert ต้องเฮฮา อยู่ในงานสังคมตลอดเวลา Extrovert บางคนก็ชอบเป็นผู้ตามและรับฟังได้ดี พวกเขาสามารถใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้เหมือนกัน

แล้วในวันที่เสียใจ เหนื่อยล้า พวกเขาเป็นอย่างไร ?

ต้องบอกว่าเหมือนคนทั่วไปที่ต้องใช้เวลา ไม่มีวิธีตายตัวว่า Introvert ทุกข์ใจแล้วจะเก็บตัว ส่วน Extrovert ต้องอยากออกไปเจอผู้คน มีคนอยู่ด้วยเวลาเสียใจ ทุกคนคือมนุษย์ธรรมดาที่เสียใจได้ ร้องไห้เป็น แล้วทำไมเราถึงมองว่าถ้า Extrovert ร้องไห้มันดูเป็นเรื่องใหญ่และหนักหนากว่า ทั้งที่เราต่างมีมุมอ่อนแอกันทั้งนั้น ไม่ผิดเลยถ้าเราอยากรับมือกับความเสียใจด้วยการอยู่คนเดียว ปลดปล่อยอารมณ์หรือร้องไห้ดัง ๆในวันที่เหนื่อยล้าเราก็แค่เลือกสิ่งที่เราทำแล้วสบายใจ หรือหาทางออกให้ตัวเองในแบบที่เราโอเคที่สุด ซึ่งการอยู่กับตัวเองอาจจะดูเหมือนทำได้ง่าย แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่หลายคนต้องเรียนรู้ วันนี้เราจึงมีเทคนิคเล็กน้อยมาฝากกัน เพื่อช่วยในการปรับตัวและหาจุดสมดุลของใจให้ตัวเอง ได้แก่

🧐 ตั้งเป้าหมายที่อยู่บนความเป็นจริง

✍🏻 จัดลำดับของชีวิต มีเวลาให้สิ่งที่ชอบ

🤔 หมั่นสำรวจอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง

🤗 ขจัดความคิดลบที่เข้ามา หลีกเลี่ยงความ ‘ไม่ดี’

💪🏻 พักผ่อน ออกกำลังกาย ห้ามลืมนะ !

🥰 ใช้เวลาเพื่อรู้จักตัวเองมากขึ้นและยอมรับในสิ่งที่เป็น

🎁 ให้รางวัลตัวเองบ้าง

💙 หาสมดุลให้ใจ ใช้ทั้งอารมณ์และเหตุผลไปด้วยกัน

ธรรมชาติของคนหนึ่งคน ประกอบขึ้นจากหลายสิ่งหลายอย่าง ประสบการณ์ ทัศนคติ วิธีการมองโลก ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุขและสบายใจ ลองฝึกให้ตัวเองสามารถหาจุดกึ่งกลางของชีวิต เพื่อให้สุขภาพใจเราแข็งแรงอยู่เสมอ

หากใครมีเรื่องรบกวนใจ อยากเทขยะในใจทิ้งไปบ้าง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ให้อูก้าเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการดูแลความรู้สึก สามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้ตลอดเวลา สะดวกทุกที่เพียงแค่มีอูก้าไว้เป็นเพื่อนคุย เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAstory

———————————————————–
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/etvblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

อ้างอิงจาก

https://faithandbacon.com/living-with-yourself/

Read More
introvert ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

แปลกตรงไหนที่ Introvert จะโหยหาคนอื่นบ้าง?

“เป็น introvert หรอ แบบนี้ก็ชอบอยู่คนเดียวหน่ะสิ”

มนุษย์เราชอบการแบ่งพรรคจัดกลุ่มมาแต่ไหนแต่ไร ใช้สารพัดวิธีในการรวมคนที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน ตามเชื้อชาติบ้าง ศาสนาบ้าง ความชอบบ้าง ปัจจุบันเราก็นิยมการทำแบบทดสอบ MBTI เพื่อบอกว่าคนนี้นิสัยพื้นฐานเป็นแบบนี้เหมาะกับอาชีพอะไร ใครเข้ากับใครได้บ้าง จนเกิดคำถามยอดฮิตว่า “คุณเป็น introvert หรือ extrovert ?”

.

อธิบายง่าย ๆ ลักษณะ introvert จะรักสันโดษ ชอบความสงบ แสดงออกในแบบพอดี มักจะคิดก่อนทำ ชาร์จพลังด้วยการอยู่คนเดียวหรือการทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้เกลียดการเข้าสังคมหรือขี้อาย เพียงแต่สบายใจกับการคิดและอยู่กับตัวเอง คน introvert นั้นใส่ใจคนรอบตัวและอ่อนไหวลึกซึ้ง ตรงกันข้ามคนที่เป็น extrovert นั้นกล้าแสดงออก เติมพลังด้วยการพบปะผู้คน ชอบเข้าสังคมและเป็นมิตร

.

ดูเผิน ๆ จึงคิดว่าการเป็นเพื่อนกับคน introvert น่าจะยากกว่าเพราะนิยามของคนทั้งสองประเภทดูเหมือนจะเป็นขั้วตรงข้าม หลายคนเลยปักใจเชื่อแบบสุดโต่งกว่า introvert เป็นคนเก็บตัว เย็นชา ไม่สนใจใคร ส่วน extrovert เป็นสายปาร์ตี้ เพื่อนเยอะ ต่อมาก็มีการพูดถึง ambivert ที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนสองประเภทอีก ก่อนอื่นเราอยากให้คุณทำลายอคติและความเชื่อเกี่ยวกับนิยามของ introvert และ extrovert ไปก่อน

.

เพราะเราสามารถเป็นแบบไหนก็ได้และบุคลิกภาพของเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

.

“ฉันเป็น introvert แต่ทำไม work from home นาน ๆ แล้วอยากออกไปเจอเพื่อนจัง” รู้ตัวอีกที เราก็เป็นฝ่ายโทรชวนเพื่อนออกไปกินข้าวก่อน หาเรื่องออกนอกบ้าน ไปเดินห้างฯ หรือทำอะไรก็ได้ที่ได้เจอผู้คน ถ้าเราคิดแบบนี้หรือเราจะเปลี่ยนไปเป็น extrovert หรอ ?

จะบอกว่าไม่ใช่…ลองนึกภาพมือถือที่ชาร์จแบตทิ้งไว้นาน ๆ เต็มแล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้นไม่ถอดปลั๊ก สุดท้ายกลายเป็นเครื่องร้อน ส่งผลเสียมากกว่าดี คนอยู่บ้านนาน ๆ ก็แบบนั้นแหละ สุดท้ายก็ต้องออกไปเจอ พูดคุยกับผู้คนบ้างนาน ๆ ครั้ง แต่หากถามว่าจะกลายเป็น extrovert เลยไหม ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น

.

จากที่เคยคิดว่า introvert ต้องชอบอยู่คนเดียวตลอดเวลา ปลีกวิเวก โลกส่วนตัวสูงเท่ากำแพงเมืองจีนก็ไม่เสมอไป ต่อให้เราจะหวงพื้นที่ส่วนตัวแค่ไหน แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวนานไปก็ไม่แปลกเลยที่เราจะโหยหาผู้คนเหมือนกัน เพียงแต่วิธีปฏิสัมพันธ์หรือรูปแบบการเข้าสังคมอาจไม่เหมือนกับ extrovert รวมถึงระดับความ introvert อาจทำให้บางคนเคยชินกับการอยู่คนเดียวนาน ๆ ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แต่พวกเขาไม่ได้เกลียดผู้คน กลับกัน extrovert ก็ใช่ว่าจะชอบเรียกร้องความสนใจหรืออยู่ท่ามกลางผู้คนได้ตลอดเวลา ด้วยไลฟ์สไตล์ ช่วงวัย และปัจจัยอื่น ๆ ก็มีส่งผลต่อบุคลิกภาพเช่นกัน สุดท้ายเราก็ต้องหาสมดุลชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง

.

เพราะมนุษย์นั้นมีหลากหลายแง่มุมในตัวเอง บุคลิกภาพก็แตกต่างกัน นิสัยแบบนี้นิด อารมณ์แบบนั้นหน่อยฉะนั้นเราไม่ควรตีกรอบว่างานสังสรรค์จะชวนแต่เพื่อนที่เป็น extrovert เพราะพวก introvert ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว หรือถ้ามีปัญหาอยากปรึกษาเพื่อน ควรเลือกคนที่เป็น introvert มากกว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ introvert คือหลายคนเชื่อว่า introvert มักวิตกกังวล แปลกแยกเวลาเข้าสังคม ไปจนถึงมีปัญหาในเชิงบุคลิกภาพ แต่ที่จริง introvert ก็คือคนทั่วไปที่เดินสวนกับเรานี่แหละ บางคนอาจเป็นคนพูดเก่ง เป็นมิตรด้วยซ้ำ

.

ไม่ว่าจะ introvert หรือ extrovert เราต่างต้องการที่พึ่งทางใจ (emotional support) และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ทุกคนมีความรู้สึกเหงา แม้แต่คนที่อยู่ท่ามกลางสปอร์ตไลท์ มีเพื่อนมากมายก็ยังเหงาได้ introvert อาจจะมีส่วนร่วมโดยการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมแต่ไม่ได้ต้องการทำอะไรมาก พวกเขาก็รู้สึกเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ และมีความสุขแล้ว สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ระดับลึกมากกว่า การพบปะเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ และมีบทสนทนาที่ลึกซึ้งก็เพียงพอที่จะช่วยให้หายเหงาได้แล้ว

.

การโหยหาผู้คนไม่ได้มีข้อจำกัด ไม่มีใครถูกหรือผิด ทุกคนต่างมีอารมณ์ความรู้สึก ถ้าหากสบายใจที่จะอยู่คนเดียวเราก็แค่ใช้เวลาเพียงลำพัง แต่ถ้าเมื่อไหร่อยากออกไปเจอผู้คนก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ไม่ต้องรู้สึกหนักใจหรือไปยึดติดกับคำพูดคนอื่นให้มากมาย “ความสุข” ควรมาจากตัวเราที่เลือกให้ตัวเอง

จะบุคลิกแบบไหน เราก็มีความเหงา ความเครียดด้วยกันทั้งนั้น หากคุณต้องการใครสักคนคอยรับฟังและเป็นที่พึ่งพิงทางใจ ให้อูก้าช่วยคุณได้ เราพร้อมบริการทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอูก้าหรือเข้าเว็บไซต์ของเรา ก็พบจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เลย

#OOCAstory

————————————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/itvblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More