ปัญหาในองค์กร ลาออก

แก้ปัญหาในองค์กรก่อนจะสาย ทำอย่างไรไม่ให้พนักงานดีๆต้องโบกมือลา?

การจะรักษาพนักงานคนเก่งให้อยู่กับองค์กรของเรานาน ๆ บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ช่างยากและท้าทายเสียเหลือเกิน เพราะเมื่อพวกเขาเจอกับปัญหาในองค์กรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่แฮปปี้ ไม่มีทางออกที่ตรงใจ หรือคิดว่ามีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเลือกไปเริ่มต้นใหม่กับที่อื่น ทิ้งให้เพื่อนร่วมงานต้องแอบเหงาเพราะเสียเพื่อนที่ทำงานเก่งและดีที่จากไปเพราะปัญหาในองค์กร

“ปัญหาในองค์กรคือศัตรูตัวร้ายที่ทำให้พนักงานโบกมือลา”

จะว่าไปปัญหาในองค์กรนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ไกลตัวชาววัยทำงานเลยซักนิด และยังนับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการ ‘อยู่ต่อ’ หรือ ‘พอแค่นี้’ ของเหล่าพนักงานเลยทีเดียว และในเมื่อแต่ละที่มีปัญหาในองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของพนักงานบางส่วนจนต้องขอโบกมือบ๊ายบายแตกต่างกันไป ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาในองค์กรแต่ละที่ก็ย่อมต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นก้าวแรกก่อนจะแก้ปัญหาในองค์กรคือเราจะต้องมีวิธีการค้นหาปัญหาในองค์กรของเราให้เจอ และจัดการปัญหาในองค์กรให้เหมาะสมเพื่อที่จะรักษาพนักงานของเราไว้ให้ได้มากที่สุด

“ไม่มีที่ไหนไร้ปัญหาในองค์กร”

สัจธรรมข้อนี้มีทุกที่แน่นอน ต้องขอบอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ ไทยหรือต่างชาติ ในทุกที่ล้วนมีปัญหาในองค์กรอยู่เสมอ เพราะการจะเป็นองค์กรได้ไม่ใช่แค่ตึกเปล่า ๆ แต่มีพนักงานร้อยพ่อ พันแม่ ต่างอารมณ์ ต่างสภาพแวดล้อม แถมยังต่างวัยมาอยู่ร่วมกัน การที่จะเกิดปัญหาในองค์กรขึ้นมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ที่สำคัญคือการเกิดปัญหาในองค์กรนับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพราะถ้าเกิดปัญหาในองค์กรแล้วได้รับการแก้ไข ก็เหมือนกับร่างกายคนเราที่ป่วยแล้วหาย มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ ในครั้งหน้า นั่นแหละคือหนึ่งในสิ่งที่บอกได้ว่าองค์กรของเรากำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จากการแก้ปัญหาในองค์กรนั่นเอง

“ลองเช็กดูไหม ปัญหาในองค์กรแบบไหนที่เราเจอ?”

ก่อนจะมองถึงวิธีแก้ปัญหาในองค์กร เราอยากให้คุณลองสังเกตดูว่าปัญหาในองค์กรที่เรายกตัวอย่างมานี้มีอยู่ที่องค์กรของคุณหรือเปล่า?

  • ปัญหาความขัดแย้งภายใน
  • ปัญหาด้านการสื่อสารที่ผิดพลาด
  • ปัญหาการซุบซิบนินทา
  • ปัญหาการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน
  • ปัญหาการละเมิดสิทธิ
  • ปัญหาการคุกคาม หรือ Harassment
  • ปัญหาเรื่องผลตอบแทน

ปัญหาในองค์กรเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่มักเจอร่วมกันในหลายองค์กร ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็จะต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งพนักงาน หัวหน้าฝ่าย ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการที่จะมาพูดคุยและหาทางแก้ไขปัญหาในองค์กรนี้ร่วมกัน และสิ่งสำคัญคือ “การยอมรับ”

“หัวใจของการแก้ปัญหาในองค์กร คือการยอมรับว่ามีปัญหา”

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาในองค์กรคือสมาชิกในองค์กรจะต้องรับฟังและยอมรับว่าปัญหาในองค์กรนี้เกิดขึ้นจริง เพื่อที่จะไปสู่ขั้นตอนการแก้ปัญหาในองค์กรได้

เมื่อเรายอมรับถึงการมีอยู่ของปัญหาในองค์กรที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งต่อไปก็คือการหาสาเหตุของปัญหาในองค์กร รวมถึงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น เพื่อที่จะได้มาพูดคุยเพื่อหาทางออกของปัญหาในองค์กรเรื่องนั้น ๆ ร่วมกัน จุดหนึ่งที่ควรระวังคือแต่ละฝ่ายอาจจะไม่สะดวกใจในการเผชิญหน้ากันตรง ๆ เราอาจจะต้องมีวิธีคุยกับแต่ละฝ่ายแยก เพื่อหาว่าเขาเจอกับปัญหาในองค์กรอะไร ต้องการให้แก้ไขแบบไหน

จากนั้นเราอาจจะเริ่มพิจารณาหาทางแก้ไขของปัญหาในองค์กรเบื้องต้นจากกฎระเบียบขององค์กรที่มีอยู่ เช่น ถ้าเป็นปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศในที่ทำงานต้องทำอย่างไร แล้วใช้ระเบียบเหล่านั้นเป็นหลักยึดในการแก้ไขปัญหาในองค์กรนั้น ๆ

แต่ถ้าปัญหาในองค์กรบางเรื่องพิจารณาแล้วว่าเกิดจากการปะทะหรือขัดแย้งระหว่างหลายฝ่าย ก็จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาคุยกันตรง ๆ หาข้อตกลงและยึดความถูกต้อง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำได้ในการลดแรงปะทะเมื่อต้องประชุมการแก้ปัญหาในองค์กรก็คือการหาตัวกลางมารับฟังและไกล่เกลี่ยปัญหาในองค์กร

วิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรก็สำคัญ เราจะต้องเลือกและระวังอย่าให้วิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรของเราไปสร้างความรู้สึกเลือกฝ่ายเลือกข้างให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับองค์กรของเรา กลายเป็นปัญหาในใจที่สะสมต่อไปได้

สุดท้ายแล้วเมื่อปัญหาในองค์กรได้รับการแก้ไข อย่าลืมที่จะสรุปปัญหา สาเหตุ และวิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรเรื่องนั้น ๆ ออกมาเป็นข้อตกลงให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้เป็นมาตรการรับมือหากเกิดปัญหาในองค์กรแบบเดียวกันขึ้นมาอีก

“ลดความเดือดของปัญหาในองค์กร ด้วยคนที่รับฟังอย่างตั้งใจ”

ปัญหาในองค์กรไม่ต้องรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยแก้ไข เพราะแค่การรับฟังอย่างตั้งใจก็อาจจะช่วยคลายความร้อนแรงของปัญหาในองค์กรนั้น ๆ ได้แล้วในระดับหนึ่ง

อย่างที่ทราบกันดีว่าสาเหตุของการเกิดปัญหาในองค์กรเป็นได้หลากหลาย ทั้งความเครียด ความกดดันจากที่ทำงาน ปัญหาด้านการเมืองระหว่างแผนก ไหนจะปัญหาส่วนตัวของพนักงานแต่ละคน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชนวนให้เกิดปัญหาในที่ทำงานได้เสมอ หลาย ๆ องค์กรจึงมอบหมายหน้าที่ฝ่ายดูแลจิตใจที่คอยรับฟังปัญหาต่าง ๆ ให้เป็นหน้าที่ของ HR หรือฝ่ายบุคคลของแผนก

แน่นอนว่าทักษะการรับฟังไม่ใช่แค่ใครจะทำแล้วได้ผลเสมอไป ฟังปัญหาในองค์กรเฉย ๆ อาจจะไม่ช่วยอะไรถ้าคนฟังไม่ได้มีทักษะการฟังและการให้คำปรึกษาที่ดีพอ ดังนั้นจึงมีทางเลือกใหม่คือการที่องค์กรมีทีมนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษาประจำองค์กรไว้คอยรับฟังปัญหาในองค์กรต่าง ๆ เลยทีเดียว

อูก้าเองก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลาย ๆ องค์กรไว้วางใจเช่นกัน เพราะเราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่โดดเด่นเรื่องการให้คำปรึกษาจากทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ทั้งยังสะดวกสบาย ใช้บริการได้อย่างส่วนตัว ตามวันและเวลาที่พนักงานต้องการ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกที่ทำให้พนักงานได้ระบายความในใจ และจัดระเบียบความคิด มองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีลำดับมากขึ้น

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นองค์กรแบบไหน การที่คุณมีปัญหาในองค์กรอาจจะเป็นโอกาสทองให้เราได้ทำความเข้าใจกับพนักงานของเราให้มากขึ้น และยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาองค์กรของเราให้ก้าวหน้าขึ้นไปกว่าเดิม ขอเพียงแค่เราต้องยอมรับ เปิดใจกับปัญหาในองค์กรที่เกิดขึ้น แล้วค่อย ๆ หาทางออกร่วมกัน อูก้าขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเจอกับปัญหา ถ้ารู้สึกไม่ไหว อยากได้คนที่จะรับฟังอย่างตั้งใจ ปรึกษาอูก้าได้เสมอเลยนะคะ


เพราะเรื่อง “สุขภาพใจ” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพนักงานทุกคน
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/iquitblog
🏙 บริการดูแลใจพนักงานในองค์กร > https://ooca.page.link/wh_corporate
.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #พร้อมดูแลใจพนักงานองค์กร #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า

ขอบคุณข้อมูลจาก

Wealth Me Up : https://bit.ly/32EJyvL
Jobthai : https://bit.ly/32Gl1GA
Westford University : https://bit.ly/3x97nKe
Mazzitti & Sullivan : https://bit.ly/3vo7Si7

Read More
cover - depression

ซึมเศร้า หรือ นิสัยไม่ดี

เมื่อไม่ตัดสินทุกคนก็ Win-Win แบบพึ่งพาอาศัย

“อย่าทำตัวมีปัญหาให้มากเลยนะ, รู้จักทำตัวให้เหมือนคนธรรมดาเขาบ้างสิ, แกมันแย่, อย่าหวังว่าจะมีใครคบเลยนะเป็นคนแบบนี้” คำพูดพวกนี้มันฟังดูทิ่มแทงใจยิ่งกว่าอะไร เพราะไม่ว่าเราจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองแค่ไหน สุดท้ายก็คงรับไม่ได้ที่จะมีใครมาตราหน้าหรือนินทาลับหลังว่าเรามัน ‘นิสัยไม่ดี’ อย่างแน่นอน

Read More
Passive Death Wish

Passive Death Wish แค่หวังลึกๆว่าโชคชะตาจะฆ่าเราเอง

“คุณเคยมีความคิดว่า อยากหายไปจากโลกนี้บ้างมั้ย?
เราเคยนะ และยังมีอยู่เรื่อย ๆ ด้วย แต่ว่าไม่ได้คิดอยากจะจบชีวิตตัวเองนะ เพียงแต่หวังลึก ๆ ว่าวันนึง โชคชะตาจะฆ่าเราเอง”

Read More

#OOCAhowto วันศุกร์ที่โดนกองงานทับตาย เมื่อไหร่จะได้ THANK GOD IT’S FRIDAY

วันศุกร์แล้วหรอ? นี่คือวันศุกร์จริงๆ ไหม? เป็นวันศุกร์หลังวันหยุดยาวที่ไม่ได้รู้สึกสุขสมชื่อแม้แต่น้อย หันไปทางไหนก็เจอแต่ความเครียดเพราะงานมากมายที่กำลังรอให้เราจัดการ จะมีไหมที่จะได้สัมผัสกับวันสุขจริงๆ สักที

.

และเราก็ไม่ใช่ยอดมนุษย์สุดแกร่งที่จะรู้สึกยินดีกับกองงานมากมายในวันศุกร์แบบนี้

.

มีบทความดีๆ จาก Harvard Business ได้แนะนำวิธีที่มนุษย์ธรรมดาอย่างเราสามารถพูดขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เรามีวันศุกร์ที่แสนสุขได้เหมือนกัน

.

เริ่มต้นด้วยการตามหาสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกเครียด โดยการตั้งคำถามกับตัวเองว่าในกองงานนี้ มีงานอะไรที่ไม่ทำแล้วจะช่วยลดความเครียดได้ 80%  ถึงความจริงเราจะหนีมันไม่พ้นแต่การตั้งคำถามจะช่วยให้มองเห็นที่มาของความเครียดและทำให้เราตระหนักว่าเราควรทำอะไรต่อจากนี้ ถ้าเป็นงานชิ้นใหญ่จำเป็นต้องแบ่งและจัดลำดับความสำคัญจะช่วยให้เราเห็นว่าในตอนนี้ควรลงมือทำอะไรและมีใครที่จะพอช่วยลดภาระงานนี้บ้าง 

.

เมื่อเรารู้ว่าอะไรควรทำในตอนนี้และหลักจากนี้ต้องทำอะไรต่อ สิ่งต่อมาคือการเคารพเวลาที่เรากำหนดและหัด ‘ปฏิเสธ’ งานที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเราให้เป็น

.

หลายครั้งที่เราดองงานเอาไว้จนถึงวันสุดท้ายของสัปดาห์อาจเกิดจากการความต้องการให้งานนี้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่เราไม่สามารถทำให้งานเพอร์เฟกต์ได้ตลอดเวลา บางครั้งการทำให้เสร็จอาจดีกว่าการรอให้ครบ 100 % เพราะช่วงเวลาที่เราผัดงานออกไปก็ไม่ได้ทำให้งานเสร็จ

.

หรือเราอาจลองชาเลนจ์ตัวเองเพิ่มว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้วันศุกร์ของเราเต็มไปด้วยงาน หากมันเกิดจากปัจจัยภายนอกเช่นหัวหน้าที่ชอบเร่งงานหรือเปลี่ยนเดดไลน์กระทันหัน หากเป็นแบบนี้บ่อยๆ อาจต้องมีการพูดคุยและสร้างข้อตกลงร่วมกัน แต่หากเกิดจากปัจจัยภายในอย่างความรู้สึกติดขัดภายในใจที่เราเอง อาจลองหาเวลาคุยกับผู้เชียวชาญเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น

.

เพราะเป็นวันศุกร์หลังวันหยุดยาว เพื่อนๆ หลายคนอาจจะยังปรับตัวไม่ทันทำให้การทำงานในช่วงนี้อาจติดขัดกันบ้าง ลองทำวิธีที่อูก้าแนะนำมาไปปรับใช้กันดูนะ อูก้าเชื่อว่าวันศุกร์อื่น ๆ จะทำให้เพื่อนๆ ยิ้มได้และสามารถพูดได้เต็มปากว่า Thank God It’s Friday 😁

อ้างอิง

Zucker, R. (2019, October 10). How to deal with constantly feeling overwhelmed. Harvard Business Review. Retrieved April 16, 2022, from https://bit.ly/3JH7OAA

Read More

#OOCAKnowledge ซึมเศร้าหลังเที่ยวจบมีจริง

ทำความรู้จักกับ Post-vacation blue ที่สายเที่ยวชิลแค่ไหนก็ซึมเศร้าได้เหมือนกัน

.

กลับมาทำงานได้ไม่กี่วัน ความรู้สึกเศร้าๆ ซึมๆ ก็ก่อตัวขึ้นในใจใครหลายคนเพราะตอนเที่ยวมันแสนจะสนุกและสบาย แค่ปล่อยตัวและใจไปกับบรรยากาศดีๆ แต่พอกลับมาสู่โลกความเป็นจริงที่ต้องนั่งทำงานก็เล่นเอารู้สึกแย่เหมือนกันนะ

.

Post-vacation blue คือชื่อเรียกกลุ่มอาการซึมเศร้า วิตกกังวลหรือขาดแรงจูงใจที่จะทำงานหลังจากผ่านวันหยุดพักผ่อนและเป็นอาการระยะสั้นๆ ไม่เกิน 3 อาทิตย์ก็จะรู้สึกดีขึ้น

.

เบื้องหลังของความรู้สึกเหล่านี้มาจากการปรับตัวของร่างกายที่ดึงพลังงานภายในเพื่อรับมือสถานการณ์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เมื่อต้องกลับมาอยู่สถานการณ์เดิมๆ ร่างกายก็ปรับตัวไม่ทันซะแล้ว หรือบ้างก็พูดถึงปรากฏการณ์ The Contrast Effect ที่เกิดจากเราเปรียบเทียบในใจว่าการได้เที่ยวมันดีกว่าการนั่งทำงานทำให้กลายเป็นกับดักทางความคิดที่เมื่อเรากลับไปใช้ชีวิตเดิมๆ ก็รู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาตามที่คิดไว้ทันที

.

ไม่ว่าจะถูกอธิบายด้วยแนวคิดแบบใด แต่ความเศร้าและเบื่อหน่ายที่เรารู้สึกเป็นเรื่องจริงเสมอ วันนี้อูก้าขอยกเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยเยียวยาหัวใจหลังวันหยุดยาวให้กลับมาสดชื่นได้อีกครั้ง

.

1.เปลี่ยนความทรงจำให้จับต้องได้

  1. แทนที่จะให้ประสบการณ์ของการไปเที่ยวเป็นเพียงความทรงจำดีๆ ในหัวใจ เปลี่ยนให้มันเกิดขึ้นจริง เอาสิ่งที่ได้จากมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันไปเลย เช่น ลงเรียนภาษาของประเทศที่เราไปมา หรือลองทำอาหารที่เราประทับใจจากทริปในครั้งนี้

2.ตัวจริงยังไปไม่ได้ ส่งใจไปก่อนละกัน

  1. ถึงตัวเราจะไม่สามารถหนีความจริงที่ว่าเราต้องทำงาน แต่เราสามารถส่งความคิดและใจให้จินตนาการถึงความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้ ลองนึกว่าภาพตอนที่เราได้เห็นวิวสวยๆ อาหารน่ากิน เพียงเท่านี้ก็ปลุกหัวใจที่กำลังเซ็งให้ตื่นได้อีกครั้ง

3.มองคนรอบตัว

  1. ความรู้สึกเศร้าที่ตีตื้นอาจทำให้เราเลือกที่จะตีตัวออกห่างจากคนอื่น ลองหันมาโฟกัสคนที่เรารัก พูดคุยหรือชื่นชมในสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะการเห็นคุณค่ากันและกันจะตามมาด้วยความรู้สึกดีๆ เหมือนที่เราได้เจอในระหว่างการเดินทางนั้นแหละ

.

อูก้าเชื่อว่างานเลี้ยงไม่ได้มีวันเดียวฉันใด วันหยุดก็ไม่ได้มีแค่นี้ฉันนั้น ยังมีวันหยุดอื่นๆ ที่ให้เพื่อนๆ ได้เตรียมตัววางแผนและตั้งตารอคอยเหมือนกัน แต่ถ้าเพื่อนๆ รู้สึกว่าความเศร้าที่มีไม่หายไปไหนสักที การต่อสู้เพียงลำพังอาจเป็นเรื่องยาก ลองหาเพื่อนที่ไว้ใจอย่างอูก้า เพื่อเล่าทุกความรู้สึก คลายความซึมได้เลยนะ

อ้างอิง

Spiegel, J. (2010, March 15). Post-vacation blues. Psychology Today. Retrieved April 13, 2022, from https://bit.ly/3KJVgd8

รู้จักอาการ Post-Vacation Blues เมื่อหยุดยาวฉันสุขล้นปรี่ และเศร้า หลังวันหยุดพักผ่อน มีอาการ วิธีการรักษาอย่างไร. (2022, January 7). กรมสุขภาพจิต, Retrieved April 13, 2022, from https://bit.ly/3uGEHcm

Read More

#OWPKnowledge: The Great Resignation ลาออกครั้งใหญ่ ทำไมต้องตื่นตัว

การเกิดขึ้นของสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดไม่เพียงทำให้การใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปเท่านั้นยังส่งผลให้เกิดปรากฏที่ทำให้องค์กรต้องตื่นตัว อย่าง ‘ปรากฏการณ์การลาออกครั้งใหญ่’ (The Great resignation) ที่พนักงานพร้อมใจกันตบเท้าลาออกจากบริษัทมากเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก

.

จากผลสำรวจของ Microsoft work trend พบว่า 41% ของพนักงานทั่วโลกมีความคิดอยากลาออกจากงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ สถิติในสหรัฐอเมริกาพบว่าในปี 2021 มีสถิติพนักงานลาออกสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 3.95 ล้านคน ในขณะที่ปีอื่น ๆ มากสุดอยู่ 3.5 ล้านคนต่อเดือนเท่านั้น หรือประเทศแถบยุโรปอย่างเยอรมันนีหรืออังกฤษที่พบกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ส่วนประเทศไทยพบว่าสถานการณ์การว่างงานในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเกือบ 70% มาจากการลาออก เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติการลาออกของประเทศอื่นแล้วสำหรับประเทศไทยอาจยังไม่โดดเด่นมากนัก แต่อย่างไรตามตัวเลขการลาออกที่สูงรวมกับการระบาดเป็นระลอก ๆ ภายในประเทศ HR ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

.

ผลการสำรวจในต่างประเทศพบ เหตุผลสำคัญที่ทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกคือ

1. การดูแลพนักงานในช่วงที่มีการระบาดโควิด-19

2.ผลตอบแทนหรือสวัสดิการ

3. ขาดสมดุลชีวิตและงาน (Work-life balance) คล้าย ๆ กับผลสำรวจในประเทศของ JobsDB พบว่าสิ่งสำคัญที่พนักงานมองหาในงานใหม่หลังเกิดโรคระบาดคือผลตอบแทนหรือความมั่นคงมากที่สุด รองลงมาคือเพื่อนร่วมงานที่ดี งานที่มีคุณค่า หัวหน้าที่เอาใจใส่และความสมดุลของชีวิตและการทำงานตามลำดับ แตกต่างกับก่อนหน้าที่จะมีการระบาดที่ยึดความสุขในการใช้ชีวิตของตัวเองเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นช่วงที่สภาพบ้านเมืองและเศรษฐกิจไม่มั่นคง การได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลจึงจูงใจคนให้เลือกทำงานต่อ

.

นอกจากความมั่นคงภายนอกที่ตามหา ภาระงานที่เพิ่มมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานทำให้พนักงานหลายคนตามความมั่นคงภายในใจ จากผลสำรวจในปีที่แล้วของ The Adecco Group พบว่าพนักงานมีแรงจูงใจลดลง พนักงาน 4 ใน 10 คนกำลังเจอกับภาวะหมดไฟ มองไม่เห็นความก้าวหน้าในอาชีพหรือรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร กลายเป็นความเครียดในการทำงานและตัดสินใจลาออกในท้ายที่สุด

.

‘ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่’ คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนแนวคิดการทำงาน การสร้างสมดุลในชีวิตไปจนถึงการกำหนดเป้าหมายในชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม สร้างความท้าทายใหม่ให้กับองค์กรหากยังทำงานในรูปแบบเดิมหรือฝ่าย HR หากยังไม่สามารถมองเห็นในความต้องการใหม่ ๆ ที่พนักงานเหล่านี้มองหา การลาออกของพนักงานอาจกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในอีกไม่ช้า

ข้อมูลอ้างอิง

20 แนวโน้มตลาดงานปี ’64 – ’65 “จ้างงานลดลง-เงินเดือนสำคัญกว่า Work-Life balance-ต้อง Upskill-Reskill” -. (2021, August 5). Brand Buffet. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3MxvAli

.

สำนักงานประกันสังคม. (n.d.). สถานการณ์การว่างงานและการเลิกจ้าง. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/37bZrzx

.

Cook, I. (2021, November 10). Who is driving the great resignation? Harvard Business Review. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3MwS9Gu

.

Joblist. (2021, October 7). Q3 2021 united states job market report. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3tuZ4Hy

.

Microsoft work trend index. (2021, March 22). The next great disruption is hybrid Work—Are we ready? Microsoft. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3IQVqOV

.

The Adecco Group. (2021, October 27). The great resignation การลาออกครั้งใหญ่ของมนุษย์เงินเดือน. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3sPvNIC

.

S. (2022, February 1). Interactive Chart: How Historic Has the Great Resignation Been? SHRM. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3HNvPF1

Read More

OWPKnowledge: Checklist 5 เหตุผลที่ทำให้พนักงานลาออก

Checklist 5 เหตุผลที่ทำให้พนักงานลาออก

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา การลาออกของพนักงานจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงและเป็นสิ่งสุดท้ายที่ HR หรือองค์กรอยากให้เกิดขึ้นเพราะไม่เพียงเป็นการสูญเสียพนักงานที่มีศักยภาพ มันยังรวมถึงเวลาและค่าใช้จ่ายที่มากับการรับสมัครและฝึกอบรมพนักงานคนใหม่อีกครั้ง และหากจำนวนการลาออกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พนักงานที่ยังอยู่จะเกิดความไม่สบายใจและผู้สมัครเกิดความลังเลในการตัดสินใจเข้าทำงาน

ดังนั้นยิ่ง HR รู้สาเหตุเบื้องหลังได้เร็วเท่าไรจะสามารถแก้ไขได้เร็วเท่านั้น วันนี้อูก้าเลยขอแชร์ผลสำรวจในปี 2021 ของ CareerPlug ที่พบ 5 สาเหตุสำคัญที่ทำให้พนักงานตัดสินลาออก 

1. ค่าตอบแทนที่ได้ไม่คุ้มกับสิ่งที่ทำ

เมื่อค่าตอบแทนคือสิ่งหลักที่หลายคนต้องการและถ้าพบว่าเงินที่ได้ไม่สอดคล้องกับงานที่ได้รับมอบหมาย หลาย ๆ คนจึงตัดสินใจลาออกเพื่อหาองค์กรอื่นที่ให้เงินสูงขึ้นหรือสมเหตุสมผลกับงานที่ทำ

2. ไม่มีสวัสดิการน่าดึงดูด

องค์กรไหนที่มีสวัสดิการคุ้มค่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พนักงานอยากอยู่ต่อ จากงานวิจัยพบว่าองค์กรที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพจิตหรือมีการรับมือกับความเครียดมีแนวโน้มที่พนักงานเลือกตัดสินใจอยู่ต่อมากขึ้น

3. ระบบการทำงานไม่ยืดหยุ่น

ในช่วงที่สถานการณ์โควิดระบาด การทำงานรูปแบบเดิมอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป องค์กรไหนที่ปรับตัวได้ช้าหรือไม่ยืดหยุ่นจะส่งผลให้พนักงานเกิดความกังวลใจกับการเปลี่ยนแปลงและนำมาสู่การลาออกในที่สุด

4. บรรยากาศทำงานชวนอึดอัดใจ

เพื่อนร่วมงาน รูปแบบในการทำงานหรือวัฒนธรรมขององค์กรเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเข้าทำงานแล้ว เมื่อพบว่าองค์กรที่กำลังทำอยู่ไม่มีสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง พนักงานหลายคนเลยขอเป็นฝ่ายที่เดินจากไป

5. ความรับผิดชอบอื่นในชีวิตเยอะเกินที่จะรับไหว

เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่เรื่องการทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทอื่นในชีวิตจริงที่ต้องรับผิดชอบ บางครั้งก็ทำให้พนักงานเลือกลาออกจากงานที่ทำเพื่อรับผิดชอบในบทบาทอื่นให้เต็มที่

การตัดสินใจลาออกของพนักงานคนหนึ่งอาจมีหลายเหตุผลและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ในฐานะของ HR หรือองค์กรการตระหนักถึงปัจจัยเหล่านี้จะช่วยแก้ไขจุดอ่อนเสริมจุดแข็งที่ทำให้พนักงานเลือกที่จะอยู่ต่อไปนานยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องการเกิดขึ้นของสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดมาอย่างต่อเนื่องเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้พนักงานพิจารณาสาเหตุเหล่านี้เร็วขึ้น กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ HR ต้องระวังคือ ‘ปรากฏการณ์การลาออกครั้งใหญ่’ (The great resignation) เมื่อพนักงานพร้อมใจกันลาออกสูงเป็นประวัติการณ์ เพราะอะไรและทำไมถึงเกิดขึ้นสามารถติดตามอูก้าในบทความครั้งหน้าได้เลย

ข้อมูลอ้างอิง

Why Do Employees Quit? 6 Reasons Employees Leave Their Jobs. (2022, February 14). CareerPlug. Retrieved March 6, 2022, from https://www.careerplug.com/blog/reasons-employees-quit/

Read More

Stop Stigma เพราะการตีตราทำให้เรา ไม่กล้ารักตัวเอง

‘รักตัวเอง’ คำที่พูดออกมาแสนง่าย แต่พอถึงสถานการณ์ที่ต้องอาศัยการรักตัวเองจริง ๆ กลับไม่เป็นดังใจนึก และสำหรับบางคนก็ต้องหงุดหงิดตัวเองมากกว่าเดิมเมื่อได้รับคำพูดทำนองว่า “รักตัวเองหน่อยสิ” เพราะรู้อยู่แล้วว่าควรรักตัวเอง แต่ทำยังไงก็ไม่กล้าปล่อยให้ตัวเองได้รับความรักซะที

เพราะการตีตราทำให้เราไม่กล้ารักตัวเอง

ทุกครั้งที่คิดว่าจะรักตัวเองสักที ก็มีทั้งคำถามและความสงสัยในตัวเองปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด เรื่องราวเลวร้ายและความผิดพลาดคอยกดทับความกล้าที่จะรักและใจดีกับตัวเองไว้ตลอดเวลา จนหาไม่เจอว่าตัวเรา “มีคุณค่าอะไรให้รัก” หารู้ไม่ว่าเรากำลังทนทุกข์อยู่กับภาพลวงของ ‘ตราบาป’ (stigma) ที่สังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงตัวเราเองเป็นคน ‘ตีตรา’ (stigmatization) ขึ้น

เพราะสังคมไทยมักมีค่านิยมยกย่องและให้คุณค่าเฉพาะคนที่มีความสามารถโดดเด่น หรือมีความสามารถในสาขาที่สังคมต้องการ หลายคนที่มีความสามารถแบบเป็ดที่ทุกอย่างอยู่ระดับกลาง หรือคนที่ไม่ได้มีความชอบความสนใจในสายอาชีพที่สังคมให้คุณค่าก็มักจะถูกตีตราว่า ‘นอกคอก’ ‘ไม่เก่ง’ ‘ไม่มีคุณค่า’

นอกจากนี้ยังมีค่านิยมอีกมากมาย เช่น มาตรฐานความงาม (beauty standard) เพศสภาพและเพศวิถี (gender and sexuality) ชาติพันธุ์ ศาสนา และอีกมากมาย เราค่อย ๆ รับเข้ามากดทับความเชื่อมั่นในตัวเอง (self-esteem) ของเราไว้ เรียนรู้ว่า “ความรักมีเงื่อนไข” และ ‘เราไม่มีค่าให้ได้รับความรัก’ ก็กลายเป็นโปรแกรมที่ฝังลึกลงไปในส่วนที่เรามองไม่เห็น

สวนทางกับ “พื้นที่ปลอดภัย” ที่น้อยจนแทบจะหาไม่ได้สำหรับบางคน หรือบางคนที่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับบางเรื่องแต่อาจจะไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการระบายความรู้สึกไร้คุณค่านี้ออกไปเลยก็ได้ เพราะกลัวจะถูกมองว่าผิดแผกแปลกแยก ผิดปกติ หรือแตกต่าง กลัวว่าได้รับคำพูดหรือการกระทำใจร้ายกลับมาแทน

ความรู้สึกไร้ค่า “ไม่ใช่เรื่องผิด”

การรับมือกับภาพลวงตาของตราบาปอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้วเห็นผลทันทีแต่เป็นการออกกำลังกายทางความคิดในแต่ละวันเพื่อให้จิตใจมีสุขภาพดีในระยะยาว การยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องใส่ฟิลเตอร์ถูก-ผิด ลงไปก็เป็นก้าวแรกของการออกกำลังกายที่ดี แม้วันนี้เราอาจจะยังไม่สามารถบอกว่ารักตัวเองได้อย่างเต็มปาก แต่จากก้าวแรกนี้จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ การหาความรู้อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้เราเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น รู้เท่าทันภาพลวงตาของตราบาป และหยุดส่งต่อค่านิยมที่จะก่อให้เกิดตราบาปแก่ผู้อื่นได้อีกด้วย มาเรียนรู้เรื่องราวของการตีตรา ตามหาวิธีการรักตัวเองในแบบของเรา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ดีขึ้นผ่านการแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับตราบาปของทุกคน พร้อมทั้งลุ้นเป็นผู้โชคดีเข้าร่วม Workshop ฮีลใจผ่านกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้นะ 🙂 ที่เฟสบุ๊คอูก้าและแฮชแท็ก #TheBetterPlace #เรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าอาย #NoShame

หรือหากเพื่อน ๆ คนไหนกำลังทุกข์ใจแต่หาทางออกไม่ได้ ให้อูก้าเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่จะคอยรับฟังทุกเรื่องราวโดยไม่ตัดสินนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแบบไหนก็สามารถมาหาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ตลอด 24 ชม. เลย ที่สำคัญมั่นใจได้เลยว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกเก็บเป็นความลับ เมื่อไหร่เวลาไหน เรื่องของใจให้เรารับฟังนะ


รับพลังบวกในแต่ละวันและนัดคุยกับผู้เชี่ยวชาญผ่านแอปพลิเคชันอูก้า

ดาวน์โหลดเลย 👉🏻 https://ooca.page.link/V3p4

หรือติดตามสิทธิพิเศษมากมายที่เราคัดมาให้ทุกคนเลือกสรร

แอดเลย Line Official 💚 : https://lin.ee/6bnyEvy

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More

เดี๋ยวสุข เดี๋ยวซึมเศร้า หรือเราจะเป็นไบโพลาร์?

กระแสต่าง ๆ มากมายในโซเชียลมีเดียที่ผ่านหน้าไทม์ไลน์ของเราไม่เว้นแต่ละวัน เดี๋ยวก็มีข่าวดีบ้าง เดี๋ยวก็มีข่าวร้ายบ้าง ผสมปนเปกันไปจนเปลี่ยนอารมณ์กันแทบไม่ทัน ทำให้หลายคนสงสัยกันว่านี่เรากำลังเป็นไบโพลาร์หรือเปล่านะ? เพราะดูเหมือนว่าพอเจอข่าวดีเราก็สุขไปสักพักหนึ่ง แต่พอมีข่าวร้ายตามมาติด ๆ กันก็กลับเศร้าขึ้นมาทันที และไม่ใช่แค่อารมณ์แปรปรวนเท่านั้นนะ แต่สุขภาพใจของเราก็พังไม่เป็นท่าจนเสี่ยงที่จะป่วยใจด้วยเมื่อต้องคอยตามเสพข่าวที่ไม่เคยหยุดนิ่งในโซเชียลมีเดียแบบนี้ ถ้าไม่ได้เป็นไบโพลาร์แล้วจะเป็นอะไรได้หล่ะ?

โซเชียลมีเดียส่งผลให้อารมณ์แปรปรวนก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็น ‘ไบโพลาร์’

เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar) เป็นโรคทางจิตเวชที่มีอาการที่เป็น ๆ หาย ๆ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก โดยมีอาการของ Manic Episode หรือ Hypomanic Episode ที่มีอาการคลั่ง คึกคักกว่าปกติสลับกับ Major Depressive Episode หรืออาการเศร้าที่มีลักษณะเหมือนกับโรคซึมเศร้า หรือมีแค่อาการคึกอย่างเดียวไม่ตัดสลับกับเศร้าก็ได้ ทั้งนี้ ไบโพลาร์จะมีอาการที่แสดงออกมาได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น

😜 ด้านอารมณ์ เช่น คึกคะนอง ขาดความยับยั้งชั่งใจ หงุดหงิดง่าย เป็นต้น

🗨 ด้านความคิด เช่น เชื่อมั่นในตนเองมากจนเกินไป ไม่ยอมรับฟังผู้อื่น เปลี่ยนใจง่าย หลงผิด เป็นต้น

🔎 ด้านพฤติกรรม เช่น ขยันมากกว่าปกติ พูดคุยมากขึ้นกว่าปกติ พูดเร็ว ใช้จ่ายสิ้นเปลือง เป็นต้น

ซึ่งอาการดังกล่าวนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน โดยแต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันออกไป แต่อาการเหล่านี้ต้องมีช่วงเวลาแสดงอาการคึกคักเป็นเวลานานติดต่อกัน 1 สัปดาห์ ถึงจะบ่งชี้ได้ว่าเรามีความเสี่ยงที่จะเป็น ‘โรคไบโพลาร์’

อย่างไรก็ตาม การที่เราอารมณ์แปรปรวนบ่อย ๆ จากการเสพข่าวในโซเชียลมีเดีย ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเป็นไบโพลาร์เสมอไป เพราะอาการที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้หลายคนพอที่จะตัดสินได้ว่าเราเองยังไม่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยของโรคนี้ แต่ถ้าหากเรารู้สึกว่ามีอารมณ์แปรปรวนเกิดขึ้นกับตัวเราเองเมื่อไหร่ การไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจอย่างจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในการคลายข้อสงสัยว่าเรากำลังเป็นไบโพลาร์หรือไม่

แต่อะไรที่จะมาอธิบายอารมณ์แปรปรวนจากการเสพข่าวในโซเชียลมีเดียของเราได้บ้างหล่ะ?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ให้เห็นว่าแม้ว่าคนรอบตัว ครอบครัว เพื่อน ที่เรากำลังติดตามในโซเชียลมีเดียก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนจากโซเชียลมีเดียได้เหมือนกัน เมื่อเรายิ่งติดตามผู้ใช้เหล่านี้ในโซเชียลมีเดียของเรามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มข้อมูลในการรับรู้ของเรามากยิ่งขึ้นเท่านั้น ทำให้เกิดการแสดงออกทางอารมณ์ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งด้านลบและด้านบวกจนนำไปสู่ความเครียดสะสมแทนที่จะเป็นไบโพลาร์อย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน

เมื่อโซเชียลมีเดียทำสุขภาพใจพังไม่เป็นท่า ลองหาอะไรที่ไม่ใช่โซเชียลมีเดียมาฮีลใจแทนกัน

อย่างที่รู้กันว่า ปัญหาความเป็นอยู่ในประเทศไทย ไหนจะเป็นสถานการณ์โควิด-19 ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่าง #น้ำท่วม และอีกมากมาย ทำให้ข้อมูลข่าวสารที่แล่นในโซเชียลมีเดียไม่มีวันหมดไป ซึ่งการรับข่าวสารที่ค่อนข้างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดียส่งผลต่อสภาพจิตใจของเราไม่น้อยเลยทีเดียว

หากจะให้เลิกติดตามไปเลยก็คงเป็นการแยกตัวเองออกจากสังคมไปหน่อย ต้องยอมรับว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีโซเชียลมีเดียในยุคนี้แทบจะไม่ต่างอะไรจากการโดดเดี่ยวตัวเองออกจากผู้คน ทำให้หลายคนยังต้องเจอกับสถานการณ์เดิม ๆ หรือข่าวสารที่ไม่หยุดนิ่งแบบนี้ และยังต้องรู้สึกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอยู่ตลอดเวลาจนนำไปสู่ความเครียดสะสม หากใครก็ลังเป็นเช่นนั้น การหาตัวช่วยในการให้ผ่อนคลายความเครียดก่อนหรือหลังจากที่จัดการกับปัญหาแล้ว อย่าง ‘กิจกรรมผ่อนคลายความเครียด’ ก็ช่วยให้ความเครียดที่สะสมอยู่สลายหายไปได้ ทำให้เรากลับมาใช้ชีวิตและทำอะไรตามความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การแบ่งเวลาในการเสพข่าวในโซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสมก็ช่วยให้ความเครียดสะสมที่เกิดจากการรับรู้ข่าวสารผ่านโซเชียลซ้ำแล้วซ้ำเล่าลดลงได้เป็นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันโซเชียลมีเดียเองก็แทบจะเป็นสื่อหลักของทุกคนไปแล้ว ทำให้กลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับหลาย ๆ คนที่จะแบ่งเวลาไม่เล่นโซเชียลมีเดียได้ แต่ถ้าหากเราลองโฟกัสกับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่ไม่ใช่การไถหน้าจอโทรศัพท์ และใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น ได้สำรวจว่าอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ช่วยให้เข้าใจตนเองได้ว่าข่าวสารบ้านเมือง และสิ่งรอบตัวของเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่เราเองต่างหากที่จะสามารถจัดการกับอารมณ์ของเราได้มากน้อยแค่ไหน

สุดท้ายนี้ ถ้าความคิด ความเครียดหรือภาวะอารมณ์ที่กำลังเป็นอยู่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของเรา หรือหากสงสัยว่าตัวเองมีความเสี่ยงจะเป็นไบโพลาร์ การไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจอย่างจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในการจัดการกับภาวะเหล่านี้ได้ และเพื่อน ๆ คนไหนต้องการพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อช่วยจัดการกับความเครียดหรือภาวะอารมณ์ต่าง ๆ ที่กำลังรบกวนจิตใจของคุณ อย่าลืมให้อูก้าเป็นผู้ช่วยในการดูแลสุขภาพใจของคุณนะ 😊💙

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/L7UQ

อ้างอิงข้อมูลจาก:

มาโนช หล่อตระกูล และ ปราโมทย์ สุคนิชย์ บรรณาธิการ (2558). จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี. พิมพ์ครั้งที่ 4 (เรียบเรียงใหม่). กรุงเทพมหานคร. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.

PLOS ONE: https://bit.ly/2WfEQVJ

Read More

กังวลอนาคตแบบนี้ต้องไปหาใครดี จิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือหมอดู?

ในช่วงที่หลายคนรู้สึกไม่มั่นคงกับชีวิต ไหนจะสถานการณ์ #โควิด19 ที่เข้ามาสร้างความไม่แน่นอนให้กับอนาคตแบบนี้ ทำให้ผู้คนเป็นกังวลกันมากขึ้นว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเราบ้าง บางคนถึงขั้นเลือกที่จะจัดการกับความกังวลของตัวเองด้วยการหันไปพึ่งสายมูเตลู หรือตัดสินใจไปดูดวงกันเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเรื่องทางจิตวิญญาณอย่างบุญ-บาป นรก-สวรรค์ หรือไสยศาสตร์ ไม่ตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่แล้วก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงนี้ ‘การดูดวง’ หรือ ‘#มูเตลู’ กำลังเป็นกระแสในสังคมเป็นอย่างมาก และกลายเป็นว่าทำให้ผู้คนหันไปพึ่งการดูดวงในการจัดการกับความกังวลเกี่ยวกับชีวิตในอนาคตกันมากขึ้น 🥺

🔮 ทำไมคนเราถึงชอบการดูดวง?

ความแม่นของการดูดวงเป็นตัวตัดสินใจว่าเราพอใจกับคำทำนายหรือไม่ คนที่ชอบดูดวงหลายคนคงมีหมอดูหรือเพจดูดวงในใจที่วัดจากความแม่นยำของหมอดู โดยเหตุการณ์ที่ทำนายดวงได้อย่างแม่นยำสามารถอธิบายได้ตามหลักจิตวิทยาที่เรียกว่า The Barnum-Forer Effect ได้อธิบายไว้ว่า คำทำนายส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วไปที่สามารถใช้ได้กับทุก ๆ คน เช่น การทำนายว่าคุณต้องประหยัดในช่วงโควิด-19 หรือ คุณมีแนวโน้มที่จะได้แฟนหน้าตาดี คำทำนายแบบนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอเหมือนกัน นอกจากนี้การดูดวงโดยถามอายุ วันเกิด จักรราศี หรือการเลือกไพ่ 4 ใบก่อนเปิดดูดวง ทำให้เรารู้สึกว่าคำทำนายเกิดมาเพื่อเราจริง ๆ เพราะดูมีลักษณะเฉพาะตัวตรงกับเรามาก ทำให้เราเชื่อคำทำนายนี้ไปอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ เลย

นอกจากนี้ คนเราเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตนเองอยากเชื่อจนเกิดเป็นอคติยืนยันความคิดของตนเอง (Confirmation Bias) คือ การที่เราเชื่อแต่ข้อมูลที่ต้องการจะเชื่อโดยไม่พิจารณาถึงข้อมูลอื่น ๆ ความอคติในการคิดแบบนี้ทำให้เราเชื่อมโยงทุกเหตุการณ์เข้ากับการดูดวง เช่น ดูดวงรายวันแล้วพบว่าคนคุยเก่าจะกลับมาหาในช่วงนี้ พอคนคุยเก่าทักมาหาเราจริง ๆ เราก็จะเชื่อมโยงกับคำทำนายที่อ่านมาและรู้สึกว่าเป็นคำทำนายที่ตรงมาก ๆ ทั้งที่คนคุยเก่าอาจจะมีเหตุผลอื่นที่ทักมาหาเราก็ได้ เมื่อเหตุการณ์เป็นจริงตามคำนาย เราก็จะสนใจและจดจำได้เฉพาะเหตุการณ์เหล่านี้ ในขณะที่คำทำนายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เราก็จะไม่ได้ให้ความสำคัญหรือสนใจมัน ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นไปตามคำทำนายอย่างที่คาดหวังไว้ มันจะยิ่งทำให้เราอยากดูดวงมากขึ้น

🔮 อยากรู้อนาคตล่วงหน้า ‘หมอดู’ ช่วยคุณได้ ?

ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ผู้คนต้องคอยหวาดระแวงทั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 และภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่าง #น้ำท่วม แบบนี้ ทำให้เรารู้สึกไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้ และเกิดความกังวลกับอนาคต ไม่รู้ว่าหากก้าวเดินต่อไปแล้วจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง การดูดวงจึงเป็นเหมือนแสงไฟที่ช่วยให้เห็นทางเดินข้างหน้าและเป้าหมายในอนาคต ผู้คนที่ได้ดูดวงได้รับความสบายใจกับการล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ในอนาคต อีกทั้งยังช่วยในการตัดสินใจสำหรับคนที่ยังลังเลกับทางเลือกที่สำคัญของตัวเอง หรือรู้สึกกังวลว่าควรเลือกทางไหนดีได้ด้วย

และการดูดวงสำหรับบางคนก็ยังช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองได้เป็นอย่างมาก เช่น การใส่เสื้อตามสีมงคล เช่น สีน้ำเงินในวันจันทร์ ก็ช่วยลดความเครียดในการทำงานเพราะเชื่อว่าสีน้ำเงินจะช่วยให้เราโชคดีไปทั้งวันได้ หรือว่าจะเป็นเครื่องรางหรือสิ่งของมงคลติดกระเป๋าไว้ระหว่างไปสัมภาษณ์งาน ทำให้เรารู้สึกมั่นใจว่า การสัมภาษณ์ครั้งนี้ต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

💙 อยากจัดการกับความกังวลอนาตคที่คอยรบกวนจิตใจให้ไปหา ‘จิตแพทย์และนักจิตวิทยา’

แม้ว่าการดูดวงจะคลายกังวลให้เราได้บ้าง แต่หลายครั้งการดูดวงอาจทำให้เรากังวลกว่าเดิมหากพบว่าอนาคตเราจะเจอเรื่องร้าย หรือเจอเรื่องที่ไม่เหมือนกับที่หมอดูบอกไว้ ที่สำคัญคือความกังวลและปัญหาที่เราเผชิญไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรู้อนาคตเพียงอย่างเดียว เมื่อนั้นจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้คลายกังวลในเรื่องของอนาคตและผ่านพ้นปัญหาไปได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึกสบายใจและเข้าใจถึงปัญหาที่คอยรบกวนจิตใจของเราอยู่ตลอดเวลา โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและให้อยู่กับปัจจุบันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องอนาคตก็ควรตัดสินใจด้วยตัวเองมากกว่าการใช้โชคชะตามากำหนดอนาคตของเรา การไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจึงเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจความคิดและเหตุผลต่าง ๆ ในการเลือกตัดสินใจมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยประเมินและจัดการกับความเครียดหรือความกังวลที่ส่งผลต่อสุขภาพใจด้วย

💊 จิตแพทย์และนักจิตวิทยาช่วยเราให้หายกังวลอนาคตได้อย่างไร?

อย่างที่รู้กันดีว่า จิตแพทย์และนักจิตวิทยามีความเชี่ยวชาญในการจัดการกับปัญหาสุขภาพใจ เช่น ความเครียด ความกังวลอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาว่าจะเลือกใช้ทฤษฎีไหนในการจัดการความรู้สึกเชิงลบเหล่านี้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม หรือ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ซึ่งเป็นการบำบัดที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันมาช่วยจัดการกับความเครียดหรือความกังวลของเรา โดยการบำบัดนี้จะช่วยจัดการกับความคิดที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเครียดหรือกังวลผ่านการพูดคุยหรือการใช้ยา ก่อนที่จะช่วยปรับความคิดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเราและจัดการกับความเครียดความกังวลต่าง ๆ ได้

ไม่ว่าจะเป็นการดูดวงหรือการไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ หากทั้งคู่สามารถช่วยให้เราหายกังวลอนาคต มันก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับสุขภาพใจของเราแล้ว แต่เมื่อไรก็ตามที่ความกังวลอนาคตกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากเกินไป เช่น นอนไม่หลับ คิดวนเรื่องเดิมจนคิดเรื่องอื่นไม่ได้ พฤติกรรมการทานอาหารเปลี่ยนไป คนที่เราควรไปหาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อรับการเยียวยาความเครียดอย่างถูกต้องและทันเวลา

หากคุณกำลังกังวลอนาคตไม่รู้ว่าจะจัดการได้อย่างไร อย่าลืมให้อูก้าเป็นตัวช่วยของคุณนะ เรามีทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ยินดีรับฟังเรื่องราวของคุณตลอด 24 ชม. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ จะอยู่บ้าน ที่ทำงาน กลางสวนสาธารณะหรือที่ไหนก็มาหาเราได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้อูก้ายังมีสารพัดวิธีดูแลใจและสิทธิพิเศษอีกมากมายที่รอให้ทุกคนมาเลือกสรร แอดเลย Line Official 👉🏻 https://lin.ee/6bnyEvy

เรื่องของใจให้เรารับฟังนะ 💙💚

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/Ar2K

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Psychology Today: https://bit.ly/3CPAsfR

Read More

Nervous breakdown คืออะไร ใช่ “ซึมเศร้า” ที่เรารู้จักหรือเปล่า ?

Nervous Breakdown แปลตรงตัวว่า “อาการทางประสาท” หรือ “อาการทางจิต” เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงช่วงเวลาที่เรามีความทุกข์ทางจิตใจอย่างรุนแรง เป็นช่วงที่เราไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยทางเทคนิคเพราะไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางจิตที่เฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ร่างกายและจิตใจไม่สามารถอดทนต่อความเครียดได้ ไปจนถึงกระทบต่อความสุข ความรื่นรมย์ในชีวิต

ในอดีตเมื่อเราเกิดวิกฤตสุขภาพจิตที่คล้ายกับอาการทางจิตหรือทางประสาท คำนี้เคยใช้เพื่ออธิบายถึงอาการเจ็บป่วยทางจิตที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล โรคเครียดเฉียบพลัน ภาวะหมดไฟ ซึ่งอาการทางประสาทนี้ก็แตกต่างไปตามระดับความเครียดและรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เราพบเจอ

แม้ว่า “อาการทางประสาท” จะไม่ถือเป็นคำศัพท์ทางการแพทย์อีกต่อไป แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากใช้คำนี้เพื่อพูดถึงอาการเครียดรุนแรง ภาวะที่ไม่สามารถรับมือกับความท้าทายในชีวิตได้ ดังนั้นสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นอาการทางจิตอาจเป็นเพียงความเจ็บป่วยทางจิตที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง แต่ถูกนำไปเรียกกันแบบผิด ๆ เท่านั้นเอง ซึ่งขอบเขตของอาการทางประสาทไม่ได้มีกำหนดไว้ชัดเจน

อาการที่สังเกตได้ว่าเข้าข่าย Nervous Breakdown

เราอาจพบอาการผิดปกติทั้งทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม สัญญาณของอาการทางประสาทแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เนื่องจากคำนี้ไม่ได้ใช้ในวงการแพทย์อีกต่อไปแล้ว จึงมีการอธิบายอาการผิดปกติทางประสาทโดยใช้อาการต่าง ๆ มากมายมาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็น

  • กลุ่มอาการซึมเศร้า (Depressive symptoms) เช่น การสูญเสียความหวังและความคิดที่จะฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตนเอง
  • ความวิตกกังวลที่มาร่วมกับความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อตึง มือชื้น เวียนศีรษะ ปวดท้อง ตัวสั่น
  • อาการนอนผิดปกติ เช่น นอนไม่หลับ
  • เห็นภาพหลอน
  • อารมณ์แปรปรวน หรือระเบิดอย่างไม่มีสาเหตุ
  • อาการแพนิก (Panic attacks) ซึ่งรวมถึงอาการเจ็บหน้าอก การหลุดออกจากโลกของความเป็นจริง ความกลัวอย่างรุนแรง และอาการหายใจลำบาก
  • ความหวาดระแวง (Paranoia) เช่น เชื่อว่ามีคนเฝ้าดูหรือสะกดรอยตาม
  • การนึกถึงเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ โรคเครียดหลังจากได้รับ บาดแผลที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่าง Post-traumatic stress disorder (PTSD)

ซึ่งก่อนที่จะมีอาการรุนแรง คนที่มีอาการทางประสาทมักถอนตัวจากครอบครัว เพื่อนฝูง และเพื่อนร่วมงาน สัญญาณเบื้องต้นดังกล่าว อาจรวมถึง

  • หลีกเลี่ยงหน้าที่และการมีส่วนร่วมทางสังคม
  • พฤติกรรมการกิน / นอนเปลี่ยนไป
  • ไม่ค่อยดูแลตัวเองหรือรักษาสุขอนามัย
  • ป่วยบ่อย เจ็บปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีปัญหาในการคิด สมาธิ ตัดสินใจ หรือทำงานให้เสร็จ
  • ความรับผิดชอบลดลง ขาดงานหรือไม่มาทำงานเลย
  • เก็บตัวอยู่คนเดียวเป็นระยะเวลานาน
  • เหนื่อยล้า เฉื่อยชา ง่วงตลอดเวลา
  • อาจมีอารมณ์แปรปรวนแบบสุดขั้ว

ต้นตอของอาการทางประสาทนั้นมาจากสาเหตุที่แตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ มีความเครียดเกิดขึ้นและเราประสบกับความล้มเหลวในการรับมือกับความเครียด สำหรับคนที่รับมือกับความเครียดได้ดีและมีวิธีในการจัดการจะประคองตัวเองไว้ได้ก่อนที่จะเข้าสู่วิกฤตสุขภาพจิต ตรงกันข้ามกับผู้ที่รับมือได้ไม่ดีอาจจะสติแตกแม้แต่กับสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย

หลายคนสงสัยว่าอาการทางประสาทนั้นเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้าหรือไม่ ?

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คืออาการทางประสาทนั้น เป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่ทางการแพทย์จะบัญญัติแยกอาการต่าง ๆ ออกมาเป็นแต่ละโรค เหมือนกับการศึกษาอาการป่วยทางกายที่มีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ โดย สำหรับ “โรคซึมเศร้า” (Major depressive disorder : MDD) ในทางการแพทย์นั้นหมายถึง ภาวะซึมและเศร้าที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้าทั่ว ๆ ไป ถือเป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่ง เกิดจาก 2 สาเหตุหลักคือ 1) ปัจจัยทางชีวภาพหรือพันธุกรรม 2) ปัจจัยด้านจิตใจหรือสิ่งแวดล้อม เช่น สารสื่อประสาทในสมองหรือความผันผวนของระดับฮอร์โมน

อาการทางประสาทที่เกิดจากความวิตกกังวลหรืออาการซึมเศร้า

บ่อยครั้งเราพบว่าอาการทางประสาทจะเกิดขึ้นกับคนที่มีความเจ็บป่วยทางจิตแฝงอยู่ แต่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยและไม่ได้รับการรักษา โรควิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด แล้วถ้าอยู่ในขั้นรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการทางประสาทได้ ซึ่งโรควิตกกังวลที่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ ภาวะวิตกกังวลทั่วไป ภาวะวิตกกังวลทางสังคม และโรคตื่นตระหนก ลักษณะเด่นคืออาการกังวลมากเกินไปและความรู้สึกวิตกกังวลแทบจะตลอดเวลา จนอาจทำให้เกิดความทุกข์ ความผิดปกติ อาการทางร่างกาย และปัญหาในการคิดตามมา การไม่จัดการความวิตกกังวลและความเครียดมักนำไปสู่อาการทางประสาท

และในส่วนของอาการซึมเศร้าเป็นภาวะสุขภาพจิตที่พบเป็นอันดับต้น ๆ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะรู้สึกเหนื่อยล้า เศร้าและสิ้นหวังอยู่เสมอ โดยที่ไม่สามารถดึงความสนใจกลับมาเพื่อทำกิจกรรมตามปกติได้ เช่นเดียวกับโรควิตกกังวล ภาวะเช่นนี้ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันหรือจดจ่อกับการทำงานได้ลำบาก เมื่อไม่ได้รับการรักษา การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเยียวยาตัวเองหรือการรับมือกับอารมณ์ก็เป็นไปได้ยาก และความเครียดที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่อาการทางประสาทได้ง่าย

เป็นซึมเศร้าก็หายได้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

เมื่อเกิดจากภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลจึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและเพื่อจัดการกับภาวะที่เป็นต้นเหตุ การรักษาอย่างต่อเนื่องและการดูแลตนเองจะช่วยให้บุคคลที่วิตกกังวลหรือซึมเศร้าฟื้นตัวเร็วขึ้นจากอาการทางประสาท และยังให้ปรับวิธีคิดให้สอดคล้องกับการเผชิญปัญหาเพื่อช่วยป้องกันในอนาคตได้อีกด้วย

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตสามารถช่วยป้องกันอาการทางประสาทได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของการเกิดได้ด้วย

เนื่องจากอาการทางประสาทอาจเกิดขึ้นได้จากระดับความเครียดที่แตกต่างกัน ทั้งภาวะสุขภาพจิตและความผิดปกติที่เกิดขึ้นร่วมกัน และความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ การวินิจฉัยและการประเมินที่ครอบคลุมจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถือเป็นเรื่องจำเป็นในการจัดเตรียมแผนการรักษาเฉพาะบุคคล รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตสามารถช่วยป้องกันอาการทางประสาทได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของการเกิดได้ด้วย เริ่มจากการคำนึงถึง 4 ข้อดังต่อไปนี้

  1. การบำบัด การทำงานร่วมกับนักบำบัดโรคอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยให้ผู้ป่วยจัดการและลดความเครียด เรียนรู้กลไกการเผชิญปัญหาที่ดีต่อสุขภาพ ดำเนินการตามขั้นตอนสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่จำเป็น การบำบัดแบบกลุ่มอาจช่วยให้ผู้ป่วยแบ่งปันและทำความเข้าใจว่าคนอื่น ๆ ที่เผชิญปัญหาใกล้เคียงกันฟื้นตัวอย่างไร
  2. ยา หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล การรักษาด้วยยาเพื่อช่วยรักษาอาการต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและความร่วมมือของผู้เข้ารับการรักษาด้วย
  3. เปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ วิธีนี้คือการพิจารณาลึกลงไปถึงต้นตอของความเครียดในชีวิตที่อาจมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นอาการเจ็บป่วยทางใจ บางครั้งอาจหมายถึงการปรับตัว การหางานใหม่ การยุติความสัมพันธ์ หรือการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่
  4. ครอบครัวบำบัดและการศึกษา ไม่ใช่แค่การดูแลตัวเองแต่การบำบัดอาจเกี่ยวข้องกับครอบครัวและคนรอบตัวด้วย เป็นวิธีที่ดีในการให้ความรู้กับคนที่สำคัญที่สุดทางความรู้สึก เพื่อให้พวกเขาเข้าใจอาการเจ็บป่วยทางใจที่เกิดขึ้นและเรียนรู้วิธีที่พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือคุณได้ดีที่สุด

การพบแพทย์เพราะปัญหาทางใจไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะรับมือกับความเครียดในชีวิตบางเรื่องไม่ได้ แต่ถ้าไม่ได้จัดการกับความเครียดอย่างถูกวิธีก็อาจกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน หากเรารู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกเปลี่ยนไป สังเกตเห็นอาการที่ได้กล่าวไปข้างต้น นอกจากแพทย์จะช่วยรักษาอาการทางร่างกายได้ ยังสามารถแนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ได้อีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเหล่านี้จะช่วยรักษาอาการทางอารมณ์ จิตใจ และพฤติกรรมโดยรวมได้

แล้วในปัจจุบันการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตก็ไม่ใช่เรื่องยาก มีบริการให้คำปรึกษาทางออนไลน์มากมาย สามารถนัดหมายได้ตามวันและเวลาที่สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางอย่าง “อูก้าแอปพลิเคชันคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านวีดีโอคอล” #อูก้ามีทางออก #ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์

  • มีผู้เชี่ยวชาญที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี
  • ปรึกษาได้ทุกปัญหาส่วนตัวและอาการของความเครียด
  • สะดวก ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูง
  • มีแบบทดสอบความเครียดเพื่อการประเมินที่เชื่อถือได้
  • แพ็กเกจบริการหลากหลายที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าองค์กร
  • มีการประเมินผลความเครียดเป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นผลได้ชัดเจน
  • มีระบบรายงานความเครียดและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเฉพาะรายบุคคล

นอกจากนี้เรายังสามารถดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอได้ด้วยการ

  • ใช้เทคนิคการผ่อนคลายและควบคุมสติ การบำบัดทางเลือกและการรักษาแบบองค์รวมอาจใช้เพื่อรักษาอาการทางประสาท แต่ทั่วไปเราสามารถทำสมาธิ โยคะ การออกกำลังกาย ฯลฯ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างการเดินไปรอบ ๆ เป็นเวลา 30 นาที
  • เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การกำหนดลมหายใจเข้าออก ฝึกคลายความโกรธ
  • ใส่ใจการนอนหลับให้เป็นปกติ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงทุกคืน
  • หลีกเลี่ยงยาเสพติด แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และสารอื่นๆ ที่สร้างความเครียดให้กับร่างกาย
  • ไปพบแพทย์หรือเข้าร่วมการให้คำปรึกษาเพื่อจัดการกับความเครียด
  • อย่าลืมพักผ่อน ลดระดับความเครียดของคุณด้วยการเว้นจังหวะชีวิตบ้าง อย่างการพักช่วงสั้นๆ จัดระเบียบสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัยและกิจกรรมประจำวันของคุณให้ดีขึ้น

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ประสบกับช่วงเวลาของความเครียด ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ไปจนถึงรู้สึกสิ้นหวังในบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจ หรืออย่างช่วงนี้ที่เราเผชิญกับการแพร่ระบาดที่ร้ายแรง หากปล่อยให้จุดเริ่มต้นของความเจ็บป่วยนี้ลุกลาม เราอาจเข้าสู่อาการดังกล่าวและเข้าสู่ภาวะเจ็บป่วยทางใจ แต่ไม่ต้องกลัวหากมันเกิดขึ้น เพราะเราสามารถรักษาสภาพจิตใจของเราให้กลับมาแข็งแรงได้ ด้วยการเข้ารับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ การรับคำปรึกษา และการรักษาอื่น ๆ เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติเหมือนเดิม

อย่าให้สุขภาพจิตรบกวนใจ ไม่ว่าอาการทางใจจะเล็กหรือใหญ่ก็ใช้บริการดูแลใจกับอูก้าได้ เรายินดีอยู่เคียงข้างและเป็นเพื่อนที่คอยรับฟังเสมอ เพราะการมอบความสุขให้ตัวเองนั้นเป็นเรื่องสำคัญ อูก้าสนับสนุนให้ทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงพร้อมเดินต่อไปด้วยกันนะ

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/U781

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.manarom.com/blog/depression_disorder.html

https://www.medicalnewstoday.com/articles/321018#when-to-see-a-doctor

https://www.healthline.com/health/mental-health/nervous-breakdown#symptoms

https://www.bridgestorecovery.com/nervous-breakdown/types-nervous-breakdowns/

Read More

ศาสนา vs จิตวิทยา เมื่อความเชื่อและวิทยาศาสตร์มาบรรจบกัน

ในช่วงนี้ #พระมหาไพรวัลย์ และ #พระมหาสมปอง เรียกได้ว่ากำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียเป็นอย่างมาก จนทำให้ผู้คนหันกลับมาให้ความสนใจกับศาสนากันมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ผู้คนแทบไม่ให้ความสำคัญกับศาสนาสักเท่าไหร่ เนื่องจากศาสนาในสังคมไทยเคร่งครัดในขนบธรรมเนียมมากเกินไป และเปราะบางเกินกว่าแตะต้องได้ อีกทั้งยังมีเรื่องของไสยศาสตร์ที่เข้ามามีบทบาทจนส่งผลให้ศาสนาดูเป็นเรื่องไกลตัวคนรุ่นใหม่

แต่กระแสจากไลฟ์สอนธรรมะผ่านเฟซบุ๊กของทั้งสองพส.กลับเป็นจุดเปลี่ยนให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของคำสอนในพุทธศาสนาที่สอนให้เข้าใจถึงเรื่อง ‘ทุกข์’ และแนวทางในการดับทุกข์ที่คอยมารบกวนจิตใจของเรา อีกทั้งยังช่วยปลอบประโลมใจของใครหลายคนให้มองชีวิตบนความเป็นจริง หันมาใช้ศาสนาช่วยฟื้นฟูจิตใจในช่วงที่จมดิ่งไปกับความคิดในแง่ลบให้กลับมาสู่สภาวะปกติได้เป็นอย่างดี

ศาสนากับการเยียวยาสุขภาพใจมนุษย์

ตอนที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบในเรื่องชีวิตของมนุษย์ได้ คนสมัยก่อนก็ต้องหาเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมาตอบคำถามในเรื่องที่อธิบายไม่ได้อย่างปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ภัยทางธรรมชาติ ศาสนาจึงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงหรือความไม่แน่นอนในชีวิต และสิ่งเหล่านี้ทำให้ศาสนาฝังลึกและครอบคลุมทุกมิติในชีวิตมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็น ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ อีกทั้งยังเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของเราเป็นอย่างมาก รวมไปถึงความเป็นอยู่ และสุขภาพทั้งกายและใจของเราเองก็ตาม

วิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ อย่างเช่นจิตวิทยาเองก็ได้พยายามศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและความเป็นมนุษย์ในแง่ของจิตใจ พบว่า ในความเป็นจริงแล้วศาสนาถือว่าเป็นรากฐานในการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจเลยก็ว่าได้ เพราะการกำเนิดโรงพยาบาลแห่งแรก หรือแม้แต่การฝึกสอนบุคลากรทางแพทย์เองก็เกิดจากสถาบันศาสนาทั้งสิ้น ไม่แปลกเลยที่งานวิจัยในเรื่องศาสนาจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า ศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาล้วนส่งเสริมให้ผู้คนรับมือกับภาวะสุขภาพจิต และช่วยจัดการกับความเครียดกับปัญหาต่าง ๆ ที่รบกวนจิตใจได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ศาสนาก็ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตเช่นกัน หากปล่อยให้กรอบความคิดของศาสนาเข้ามามีผลต่อความเชื่อจนไม่มีความหยืดยุ่นในความคิดของตัวเอง หรือใช้ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจจนศรัทธาอยู่เหนือเหตุผล ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพใจต่าง ๆ เช่น ความวิตกกังวลทางสังคม ความหวาดระแวง ความหลงใหล รวมไปถึงการย้ำคิดย้ำทำจนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ สิ่งที่ดีที่สุดเมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้ คือ การปรับความคิดว่าเราสามารถตั้งคำถามกับศาสนาได้ และไม่ควรปล่อยให้ความเชื่อสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองหรือผู้อื่น

ศาสนา x จิตวิทยากับการนำไปใช้เพื่อการพัฒนาใจมนุษย์

****หลายครั้งที่เราเห็นว่าจิตวิทยาที่เป็น ‘ศาสตร์แห่งโลกตะวันตก’ และพุทธศาสนาที่เป็น ‘ศาสตร์ของโลกตะวันออก’ มีความเกี่ยวข้องกัน แม้ว่าจิตวิทยาและศาสนาจะอยู่คนละศาสตร์ แต่ทั้งสองศาสตร์ก็ล้วนกำลังอธิบายถึงความเป็นมนุษย์ในแง่ของจิตใจเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้จิตวิทยาหันมาใช้การศึกษาจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์โดยองค์รวมด้วยการขยายความสนใจในพุทธศาสนามากขึ้น เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงสภาวะทางจิตใจและพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง หรือที่เรียกว่า ‘จิตวิทยาแนวพุทธ (Buddhist Psychology)’

“ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้คนมองโลกในแง่บวก แต่สอนให้คนมองโลกตามความเป็นจริง” – #พระมหาไพรวัลย์

จากคำสอนของพระมหาไพรวัลย์จะเห็นได้ว่าแก่นแท้ของคำสอนในพุทธศาสนาไม่ได้ต้องการให้ผู้คนมีความสุขโดยการพยายามละทิ้งความทุกข์ แต่ต้องการให้ผู้คนได้เข้าใจถึงสาเหตุของทุกข์ และแนวทางในการดับทุกข์บนพื้นฐานของความเป็นจริง นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจิตวิทยาจึงใช้ศาสนาที่เป็นศาสตร์ของโลกตะวันออกมาขยายจุดมุ่งหมายในการบำบัดทางจิตวิทยาตะวันตกให้กว้างออกไปมากขึ้น เพราะแค่จิตวิทยาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้ผู้คนได้เข้าใจถึงความหมายของชีวิตอย่างลึกซึ้งได้เท่าที่ควร

ดังนั้น พุทธศาสนาจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้เข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนที่จิตวิทยาขาดหายไปด้วยการเป็นเหมือนแสงสว่างส่องทางให้นักจิตวิทยาเห็นถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาที่รบกวนจิตใจของคนไข้ และสามารถช่วยเหลือพวกเขาในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การเยียวยาจิตใจคนที่เคยเผชิญกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง ไปจนถึงการนำไปใช้พัฒนาคุณภาพจิตใจให้แก่คนทั่วไปในทางที่ดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อในศาสนาใดก็ตาม ทุกศาสนาล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เราได้ยกระดับคุณภาพจิตใจไปในทางที่ดีขึ้นทั้งสิ้น และไม่มีความเชื่อของศาสนาไหนที่ผิดหรือถูก เพราะเรามีสิทธิเสรีภาพในความเชื่อของตัวเอง เพียงแต่อย่าให้ความเชื่อของเราไปทำร้ายตัวเอง หรือทำร้ายคนอื่น และความเชื่อเหล่านี้เองก็ต้องพัฒนาตัวเราให้ไปในทางที่ดีขึ้นด้วย อูก้าก็ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับทุกความเชื่อ หากรู้สึกว่าต้องการใครสักคนในช่วงเวลาที่รู้สึกว่าไม่มั่นคงในชีวิต อย่าลืมให้เราเยียวยาใจของคุณนะ 😊💙

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/6XLZ⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#MindPleasureLIVEtalk #OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก:

APA: https://bit.ly/2XrO812

Psychology Today: https://bit.ly/39e7klR

THE STANDARD: https://bit.ly/3zpusbn

UTCC: https://bit.ly/2XtxGh2

verywellmind: https://bit.ly/3lxCf29

WIRED: https://bit.ly/3nE45MS

Read More

เศรษฐกิจแย่ทีไร เหนื่อยใจคล้ายจะ “อยากตาย”

“จำนวนการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของความทุกข์ทางอารมณ์ที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ” – David Gunnell นักระบาดวิทยาจาก University of Bristol

เรารู้กันดีว่าวิกฤตเศรษฐกิจทำให้คนมีความเครียดในระดับสูง แต่เราอาจนึกไม่ถึงว่าตัวเลขของคนที่ฆ่าตัวตายจะสูงมากขึ้นทุกปี แม้แต่คนที่อยู่รอบตัวเราหรือในโลกออนไลน์ต่างก็พร่ำบ่นถึงสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ และดูเหมือนว่าความเครียดนี้ได้กดทับทุกคนจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต มีคนมากมายที่หันไปพึ่งพาแอลกอฮอล์หรือตัดสินใจฆ่าตัวตาย

📉 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สุขภาพจิตก็เลยพังสุด ๆ !

เพราะสุขภาพจิตที่แข็งแรงต้องมาจาก “ความเป็นอยู่ที่ดี” เมื่อเราตระหนักถึงความสามารถของตนเอง ซึ่งสามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวันได้ และรู้สึกถึงคุณค่าในตนเอง ก็จะทำให้เรามีสติปัญญา (Cognitive) และอารมณ์ (Emotional) ที่ยืดหยุ่น ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างทักษะการเข้าสังคมและการรับมือกับความเครียด ทุนทางจิตใจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเป็นคนที่ดีของครอบครัว ชุมชน และสังคม

อัตราการฆ่าตัวตายจึงมักจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมไม่มั่นคง โดยเฉพาะทางเศรฐกิจ เห็นได้จากงานวิจัยที่เคยพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2550 ในยุโรปและอเมริกาเหนือที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายมากกว่า 10,000 คน และผลการวิจัยในช่วงหลัง ๆ ก็แสดงให้เห็นว่าการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นในปีที่ดัชนีหุ้นตกต่ำอย่างมีนัยสำคัญ

ในทางจิตวิทยา ผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากวิกฤตการณ์ทางการเงินอันเกิดจากการระบาดใหญ่นั้น เป็นความทุกข์ที่เกี่ยวพันกับ “ความยืดหยุ่นทางใจ” ที่เป็นเหมือนบ่อกักเก็บความสุขภายในตัวเรา (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3ol7WPi ) ซึ่งรวมถึงการตั้งเป้าหมายและการเติบโตของคนเรา

ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจต่อสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุด คือ ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า เพราะเราสัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัย ความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน อนาคตที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นอาจเลวร้ายเกินไป เพราะเรามองเห็นแต่ความเสี่ยงที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน การเงิน สุขภาพกายและใจของคนในบ้าน และการสนับสนุนทางสังคม รายได้ที่เพียงพอ และต้นทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะทุนทางสังคม ซึ่งก็คือ การที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เราอยู่ ถ้าในชีวิตเรามีแรงสนับสนุนเหล่านี้จากสังคม (Social Support) ก็จะช่วยคลายความกังวลได้ในระดับหนึ่ง

ในทางกลับกัน ความยากจน ปัญหาทางการเงิน และการกีดกันทางสังคมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบกับปัญหาสุขภาพจิตและความผิดปกติอย่างที่กล่าวไป พฤติกรรมที่พบบ่อยคือการพึ่งพอแอลกอฮอล์หรือยาเสพติด การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบทบาทสำคัญในการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ “ปัญหาความไม่เท่าเทียม” ถือเป็นเรื่องใหญ่ มีงานวิจัยมากมายยืนยันว่า ความไม่เท่าเทียมด้านรายได้และการศึกษาเชื่อมโยงกับอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้น ความเปราะบางในจิตใจของคนเราก็มากขึ้นเช่นกัน ไม่ใช่แค่ในประเทศที่ยากลำบาก แต่สำหรับคนทุกคนที่เผชิญกับความไม่มั่นคงในชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่มนุษย์ต้องการสำหรับการสร้างเกราะป้องกันใจที่แข็งแรง เพราะอัตราการฆ่าตัวตายก็เพิ่มขึ้นแม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว นี่แสดงให้เห็นว่าเส้นทางสู่การสร้างรายได้นั้นไม่มีที่สิ้นสุดและมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนทั่วโลก

💲ยิ่งเศรษฐกิจย่ำแย่ ก็ยิ่งมองข้ามปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้

เรารู้ชัดว่าเศรษฐกิจไม่ดีทำให้คนเครียด แต่จริง ๆ แล้วปัญหาสุขภาพจิตที่คนมากมายกำลังต่อสู้อยู่ก็ทำให้ประเทศสูญเสียกำลังแรงงานไปมากมายเช่นกัน ดังนั้นสุขภาพจิตจึงเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญ การเปลี่ยนจากการสร้างผลผลิตไปสู่สังคมแห่งความรู้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสุขภาพจิตเพื่อความยั่งยืนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สุขภาพจิตของประชากรที่ดีมีส่วนทำให้เกิดผลผลิตและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากสุขภาพจิตของคนย่ำแย่ ทุกอย่างก็จะหยุดชะงักได้โดยง่าย

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นล้วนเริ่มจากการช่วยเหลือผู้คนในด้านสุขภาพใจเป็นพื้นฐานอย่างการชดเชยให้ประชาชนด้วยสวัสดิการสังคมและนโยบายอื่น ๆ ไม่ว่าจะการสนับสนุนการโอกาสทางการศึกษา การชะลอหนี้ รวมถึงการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ความเชื่อมั่นที่ได้รับจากการรายงานสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการวางแผนชีวิตของประชาชนก็สำคัญ เพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอาจเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรง ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ที่เคยประสบกับความลำบากในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ไม่ว่าจะด้านการเงิน ที่อยู่อาศัย หรือที่เกี่ยวข้องกับงาน พบว่ามีภาวะตื่นตระหนก ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และการใช้สารเสพติดที่เป็นปัญหามากกว่าคนทั่วไป

Miriam Forbes, PhD, นักวิจัยอาวุโสด้านจิตวิทยาที่ Center for Emotional Health ที่ Macquarie University กล่าวว่า “การระบาดใหญ่ของ COVID-19 กำลังส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อเศรษฐกิจ โดยบ่งชี้ว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งทั่วโลก การที่หลายคนตกงาน ประสบปัญหาทางการเงินและความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในสภาพปัจจุบัน ชี้ให้เห็นชัดเลยว่าประสบการณ์เลวร้ายทั้งหมดนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อ “การเสื่อมถอยของสุขภาพจิตในระยะยาว” ซึ่งสามารถเกิดการสะสมและยืดเยื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เราอาจเสียกำลังคนที่เป็นแรงงานสำคัญ เพราะต้องให้เวลาคนเหล่านี้ในการฟื้นฟูสุขภาพใจให้กลับมาแข็งแรง

รู้แบบนี้แล้วอย่ารอช้ากับปัญหาความเครียดที่กวนใจ ดูแลสุขภาพจิตตั้งแต่วันนี้กับอูก้า พูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้เลย ด้วยบริการแบบออนไลน์ที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราพร้อมเป็นเพื่อนใจคอยดูแลคุณ 🙂

#OOCAknowledge

รับแบบทดความความเครียดฟรี ! ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นและสารพัดวิธีดูแลใจตนเองอีกมากมายได้ที่ Line Official 👉🏻https://lin.ee/6bnyEvy.

หรือดาวน์โหลดเลย ได้ทั้ง IOS และ Android 👉🏻 https://ooca.page.link/MPyr

อ้างอิงจาก

https://www.apa.org/news/apa/2020/financial-crisis-covid-19

https://theconversation.com/bad-economic-news-increases-suicide-rates-new-research-117228

Read More