cover - depression

ซึมเศร้า หรือ นิสัยไม่ดี

เมื่อไม่ตัดสินทุกคนก็ Win-Win แบบพึ่งพาอาศัย

“อย่าทำตัวมีปัญหาให้มากเลยนะ, รู้จักทำตัวให้เหมือนคนธรรมดาเขาบ้างสิ, แกมันแย่, อย่าหวังว่าจะมีใครคบเลยนะเป็นคนแบบนี้” คำพูดพวกนี้มันฟังดูทิ่มแทงใจยิ่งกว่าอะไร เพราะไม่ว่าเราจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองแค่ไหน สุดท้ายก็คงรับไม่ได้ที่จะมีใครมาตราหน้าหรือนินทาลับหลังว่าเรามัน ‘นิสัยไม่ดี’ อย่างแน่นอน

Read More
Passive Death Wish

Passive Death Wish แค่หวังลึกๆว่าโชคชะตาจะฆ่าเราเอง

“คุณเคยมีความคิดว่า อยากหายไปจากโลกนี้บ้างมั้ย?
เราเคยนะ และยังมีอยู่เรื่อย ๆ ด้วย แต่ว่าไม่ได้คิดอยากจะจบชีวิตตัวเองนะ เพียงแต่หวังลึก ๆ ว่าวันนึง โชคชะตาจะฆ่าเราเอง”

Read More

OOCAknowledge: Santa ที่หายไป ส่งผลยังไงกับใจเด็ก

ถ้าวันหนึ่งมีคนบอกว่าซานต้าไม่ได้มีอยู่จริง เราจะรู้สึกอย่างไร?

วันแล้ววันเล่าที่เราเดินอยู่รอบๆ ต้นคริสต์มาส เฝ้ารอว่าจะมีของขวัญมาวางไว้ กล่องเล็กหรือใหญ่ ใช่สิ่งที่เราอธิษฐานขอไว้หรือเปล่า ลุงซานต้าจะรับรู้ไหมว่าเราทำตัวเป็นเด็กดีนะ วันคริสต์มาสใกล้เข้ามาเด็กทั่วโลกต่างก็รอคอยที่จะได้รับของขวัญ แล้วรู้หรือไม่ว่าเรื่องเล่าต่างๆ ส่งผลต่อจิตใจคนเราในระยะยาวและมีผลกับสุขภาพใจด้วยนะ

บรรยากาศแห่งการปาร์ตี้แลกของขวัญเป็นภาพที่เราจำติดตา ใครๆ ต่างก็นึกถึงซานตาคลอส (Santa Claus) คุณลุงหนวดขาวชุดแดงที่ถือถุงของขวัญใบใหญ่ไปแจกของขวัญให้เด็กทั่วโลก เป็นสัญลักษณ์ที่มาพร้อมกับเทศกาล เรื่องเล่าของซานต้าส่งต่อกันมาอย่างยาวนาน เด็กทั่วโลกต่างรู้จักและเชื่อว่าลุงซานต้าใจดีมีตัวตนอยู่จริงๆ เด็กๆ ที่ทำตัวน่ารัก ลุงซานต้าจะให้ของขวัญโดยการเอาไปวางไว้ใต้ต้นคริสต์มาสหรือใส่ในถุงเท้าที่เด็กน้อยแขวนเอาไว้

แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าต้นกำเนิดจริงๆ ของซานต้ามาจากเซนต์ นิโคลัส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา ท่านเป็นคนใจบุญ ชอบช่วยเหลือเด็กยากไร้ วันหนึ่งท่านได้มอบของขวัญให้เด็กคนหนึ่งโดยแอบเอาของขวัญไปหย่อนทางปล่องไฟ ทำให้เด็กน้อยดีใจมาก หลังจากท่านมรณภาพชาวเมืองฝรั่งเศสได้กำหนดให้วันที่ 6 ธันวาคม เป็น “วันเซนต์นิโคลัส” และเอาถุงเท้าไปแขวนไว้ตามหน้าบ้านของคนยากไร้ ซึ่งประเพณีนี้ได้นิยมไปทั่วและมีการฉลองรวมกับวันคริสต์มาส ต่อมาโธมัส นาสต์ (Thomas Nast) ได้วาดภาพซานตาคลอสเป็นชายแก่ร่างอ้วนใส่ชุดสีแดง มีเลื่อนเป็นยานพาหนะ ออกมาแจกของขวัญในคืนวันคริสต์มาสให้เด็กๆ

แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล่าที่ฟังดูมีความสุข แต่ก็อาจมีข้อเสียอยู่บ้าง เชื่อว่าเด็กหลายคนเคยเถียงกับเพื่อนว่า ซานต้ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่มีจริง ซึ่งต่างคนก็พูดในมุมที่ตัวเองได้รับรู้และปลูกฝังความเชื่อมา ซึ่งจริงๆ มันมีอีกหลายวิธีที่เราจะส่งเสริม “ความคิดสร้างสรรค์” ของเด็ก ผ่านเทศกาลและตำนานต่างๆ โดยไม่ต้องโกหกหรือเชื่อในซานตาคลอสก็ได้ การสอนเด็กให้ชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงตั้งแต่อายุยังน้อยจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในอนาคต

การที่เราไม่ได้อธิบายให้เขาเข้าใจว่านี่คือเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องเล่า อาจมาจากจินตนาการ ตำนาน ฯลฯ อาจส่งผลต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแยกแยะของเด็ก ทั้งนี้หลายคนก็เชื่อว่า “สิ่งที่เราไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันในเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา ในหลายๆ สังคมวัฒนธรรมไม่ได้เติบโตมากับการให้ความสำคัญในวันคริสต์มาสทำให้เด็กๆ เกิดความสับสนได้

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ใช้ตำนานนี้ในการฝึกวินัยเด็ก ถ้าซนหรือทำตัวไม่ดีก็จะถูกลงโทษ จะไม่ได้ของขวัญ การจะให้ของขวัญคริสต์มาสจึงมาพร้อมเงื่อนไขของแต่ละบ้าน สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ “ความรู้สึกของเด็กที่ได้รับของขวัญ” เด็กที่เฝ้ารอของขวัญอาจจะเกิดคำถามว่า “ทำไมเขาไม่ได้ของขวัญที่อยากได้” หรือ “ซานต้าชอบเด็กคนอื่นมากกว่าเขาหรือเปล่า” ทั้งๆ ที่เขาก็พยายามทำตัวเป็นเด็กดีแล้วนะ ดูเหมือนว่าซานต้าจะมองไม่เห็น

พ่อแม่ต้องพยายามหาของขวัญที่จะทำให้ลูกมีความสุข ซึ่งแต่ละครอบครัวก็มีกำลังทรัพย์ต่างกัน ต้องแน่ใจว่าเด็ก ๆ จะเข้าใจว่าความรักจากพ่อแม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่ดีเท่านั้นและไม่ได้เกี่ยวกับของขวัญที่มอบให้ หากรู้ว่าเป็นของขวัญที่พ่อแม่ตั้งใจเตรียมให้ เด็กๆ จะรู้สึกซาบซึ้งมากยิ่งขึ้นกับความใส่ใจและห่วงใยของคนในครอบครัว

เมื่อความสำคัญของคริสต์มาสที่อยู่ในภาพจำของเด็ก ๆ คือซานต้าและของขวัญ นี่เลยเป็นมิชชั่นของครอบครัวว่าจะสอนให้เด็กๆ เข้าใจและมีจินตนาการที่สวยงามได้อย่างไร แม้ว่าการบอกเล่าเรื่องซานต้าจะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ส่งผลต่อสุขภาพใจในระยะยาวและลึกซึ้งเกินกว่าจะละเลยได้ แต่ละครอบครัวควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และมีวิธีที่จะดีลกับเด็กๆ อย่างเหมาะสมด้วย

ขอให้ทุกครอบครัวมีวันคริสมาสต์ที่ดีและรักษาความสวยงามของเทศกาลนี้ไว้ ถ้าได้รับประสบการณ์ดีๆ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ใจแข็งแรงเมื่อโตขึ้นได้นะ เพราะอูก้าอยากช่วยดูแลใจให้คุณ สามารถนัดเข้ามาพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้ตลอดเลย เรายินดีรับฟังคุณเสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.educatepark.com/วันคริสต์มาส/ซานตาคลอส/

https://dailytitan.com/opinion/perspective-the-negative-repercussions-of-santa-claus/article_0105424d-b0dd-5738-b7bd-61a881a07778.html

Read More

OOCAstory: มีค่ากว่าที่เคยกับบรรยากาศ คอนเสิร์ตที่เราคิดถึง

“แค่อยากจะรู้ว่าตรงที่เธอยืนนั้น มีฝนตกไหม สบายดีไหม เธอกลัวฟ้าร้องหรือเปล่า

ถ้าหากตรงนั้นไม่มีใคร ฉันพร้อม ฉันพร้อมจะไป ในคืนที่ฝนโปรยลงมา”

เสียงดนตรีดังกึกก้อง เสียงตะโกนร้องเพลง ภาพที่ทุกคนโบกมือตามเพลงหรือกระโดดไปด้วยกันยังแจ่มชัดอยู่ในใจเรา เป็นอะไรที่คิดถึงจนบอกไปถูก กับบรรยากาศดีๆ ที่ทุกคนได้ฟังเพลงเพราะๆ และอินไปด้วยกัน ยิ้มบ้าง ร้องไห้บ้าง แต่นึกถึงทีไรก็น่าจดจำ

น่าเสียดายที่ปี 2020 การจัดงานคอนเสิร์ตถูกยกเลิกแทบจะทั้งหมดด้วยสถานการณ์โควิด ถ้าจะบอกว่าเป็นการหายไปของเสียงเพลงและงานคอนเสิร์ตทำให้เกิดความเครียด ความเศร้า ความเหงา ก็ต้องบอกว่าไม่ได้พูดเกินจริงเลย เพราะในชีวิตประจำวันเราฟังเพลงมากกว่าที่ตัวเองคิดไปซะอีก

เวลาไปร้านอาหาร หลายคนก็ชื่นชอบร้านที่มีเสียงเพลงคลอมากกว่าไม่มี หรือหลังเลิกงานชาวออฟฟิศสมัยนี้ต่างนิยมไปผ่อนคลายที่ร้านนั่งชิลล์ ร้านที่มีวงดนตรีสด แต่ภาพเหล่านั้นกลับค่อยๆ หายไปในช่วงปี 2020 นักร้องนักแสดงต่างได้รับผลกระทบจนแทบไม่ได้พบปะแฟนเพลงกันเลย เรียกว่าการปล่อยเพลงในปีที่ผ่านมา แทบจะเป็นการพึ่งพาโลกออนไลน์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ความเครียดจากการไม่มีคอนเสิร์ตให้ดู ทำให้เราโหยหาความรู้สึกเหล่านั้น บางคนอาจจะเบื่อ เหงา เศร้า หลายคนก็รู้สึกว่าตัวเลือกในการปลดปล่อยอารมณ์หายไป ต้องเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นแทน ต้องฟังเพลงอยู่ที่บ้าน เข้าอินเทอร์เน็ตบ่อยกว่าที่เคย

ในทางกลับกันการหายไปของคอนเสิร์ตทำให้การฟังเพลงพิเศษขึ้น รู้สึกว่าอะไรเดิมๆ ที่ดูธรรมดามันมีค่ามากกว่าเดิม จากที่เรารู้สึกว่าจะไปคอนเสิร์ตเมื่อไรก็ได้ ครั้งหน้าก็ยังมีอีก ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรถ้าจะซื้อตั๋วหรือนัดเพื่อนไปฟังเพลงในงานๆ หนึ่ง ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นกลับมีความหมายมากๆ ทั้งในมุมของผู้ฟังและในมุมของนักร้องที่คิดถึงแฟนๆ เหมือนกัน

ถึงแม้เราจะตั้งความหวังกับปี 2021 ไว้มาก แต่ก็น่าเสียดายที่เปิดต้นปีเราเจอวิกฤติกันอีกครั้ง ได้แต่ขอให้สถานการณ์แบบนี้ผ่านไปเร็วๆ แล้วเราจะได้ฟังเสียงร้องสดๆ จากนักร้องคุณภาพหลายๆ ท่าน รวมถึงได้มีบรรยากาศดีๆ กับเพื่อน กับคนที่เรารักอีกครั้ง

อูก้าเองก็รอที่จะได้ไปคอนเสิร์ตสนุกๆ อยู่นะ แต่ก่อนอื่นเราต้องไม่ลืมที่จะใส่ใจสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง อย่าละเลยเด็ดขาดเลยนะ ที่สำคัญหากมีปัญหาไม่สบายใจให้มาปรึกษาเราได้เสมอ อูก้าพร้อมรับฟังเหมือนเดิมน้า

Read More

OOCAinsight: Ariana Grande เมื่อชีวิตโยนทุกอย่างใส่เธอ

“When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there” ชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราหันกลับมารักตัวเองและพร้อมจะเผชิญกับทุกอย่างที่พุ่งเข้ามา

หลังจากอัลบั้มล่าสุด Positions ที่เต็มไปด้วยความเซ็กซี่และมั่นใจ เราก็เกือบจะลืมไปเลยว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน Arianna Grande เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวดมา

หากเริ่มนับเราต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2017 ในช่วงทัวร์อัลบั้ม Dangerous Women เกิดเหตุก่อการร้ายที่ Manchester Arena หลังจากคอนเสิร์ตของป๊อปสตาร์สาวที่คร่าชีวิตคนจำนวน 22 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน เป็นเหตุให้เธอเกิดอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งเธอพูดกับนิตยสาร British Vogue ในปีถัดมา “มันยากมากเลยที่ฉันจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะผู้คนมากมายเหลือเกินได้สูญเสียอย่างใหญ่หลวงในเหตุการณ์นี้…ฉันไม่รู้จะพูดถึงมันยังไงโดยไม่ร้องไห้ได้เลย”

ในบทสัมภาษณ์เดียวกันเธอก็พูดถึงเรื่องสุขภาพจิตของเธอในเรื่องการทำงาน นั่นคือเธอเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) เธอเล่าว่ามันเกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากทัวร์คอนเสิร์ตจบลง เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากหยุดพักและเธอจะทำงานต่อทันที ซึ่งสำหรับแฟนๆ นี่ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไรหลังจากดูตารางการออกเพลงที่สม่ำเสมอของเธอทุกๆ ปี

อัลบั้ม Sweetener จากปี 2018 เป็นอัลบั้มที่เธอป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเธอสามารถผ่านเรื่องราวแย่ๆ ที่เธอพบเจอผ่านดนตรีที่อบอุ่น “ฉันอยากกอดทุกคนผ่านดนตรีของฉัน” เธออธิบายเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ในบทสัมภาษณ์กับ Apple Music 1 Radio “ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นกว่าที่ฉันเคยเป็นมา และตอนนี้ฉันเริ่มเห็นโลกกลับมาสดใสมากกว่าที่เดิม” เป็นประโยคที่เข้ากันได้ดีกับหน้าปกสีโทนอุ่นและบทเพลงเกี่ยวกับการรักตัวเองและการมอบกำลังให้ผู้คนรอบข้าง

แต่ปี 2018 ก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเสียทีเดียว เพราะหลังจากอัลบั้มประสบความสำเร็จ กลับมีข่าวร้ายว่าแฟนเก่าของเธอ Mac Miller เสียชีวิตลงจากการใช้สารเสพติดเกินขนาด ซึ่งหลายๆ คนโทษว่าเป็นเพราะการเลิกลาที่ทำให้ Mac เป็นแบบนี้ ซึ่งเธอตอบกลับคำกล่าวหาเหล่านั้นว่าการโทษผู้หญิงสำหรับเรื่องที่ผู้ชายไม่สามารถรักษาตัวเองได้นั้นเป็นปัญหาใหญ่ แล้วเธอก็ยังบอกด้วยว่าการจากไปของ Mac ส่งผลต่อเธอมากๆ

“ถ้าให้พูดกันตามตรง ฉันแทบจะจำชีวิตเดือนนั้นของฉันไม่ได้เลย เพราะฉันเมาและเศร้ามากๆ ฉันจำไม่ได้ว่ามันเริ่มยังไง และจบยังไง แต่พอเงยหน้าขึ้นมามองบนกระดานก็เห็นเพลงอยู่บนนั้นเป็น 10 เพลง” ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของอัลบั้มต่อมา “Thank u, next” ซึ่งแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเธอขอบคุณและเรียนรู้จากทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แล้วบอกกับโลกว่าฉันพร้อมแล้วสำหรับทุกอย่างที่กำลังจะเข้ามา

เรื่องราวของ Arianna เป็นเรื่องที่เราชอบย้อนดูทุกครั้งที่รู้สึกสิ้นหวังกับเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ แล้วเตือนใจตัวเองว่าการต้องพาตัวเองออกมาจากความเศร้าและไร้หนทางนั้น แม้จะทำได้เจ็บปวดมากๆ แต่ในวันหนึ่งเราจะทำได้แน่นอนไม่ว่ามันจะยากเย็นขนาดไหน

ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะผ่านไปไม่ได้ อูก้าพร้อมจะเป็นเพื่อนคอยอยู่ข้างๆ คุณเสมอ อย่าลืมนะว่า “When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there”

อ้างอิงจาก

https://www.vogue.co.uk/article/july-cover-vogue-2018

https://www.youtube.com/watch?v=H91O7cyXfMw&ab_channel=AppleMusic

https://www.bbc.com/news/newsbeat-48933931#:~:text=Mac Miller “didn’t deserve,drunk”%2C she told Vogue.&text=She described her grief over,”pretty all-consuming”.

Read More

OOCAknowledge: 5 LOVE Languagesอยากรู้จังว่าภาษารัก ของเราตรงกันไหม ?

น่าแปลกใจที่คู่รักหลายคู่เลิกรากัน เพื่อนยังเลิกคบกันหรือแม้แต่คนในครอบครัวที่เข้ากันไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่รักกัน แต่สิ่งที่จะทำให้ความสัมพันธ์ไปกันรอดไม่ได้มีแค่ “ความรัก” เท่านั้น แต่ “การสื่อสาร” ที่เป็นหัวใจหลักของความสัมพันธ์ต่างหากที่นำไปสู่ความมั่นคงและความขัดแย้งในเวลาเดียวกัน วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนมารู้จัก “ภาษารัก” ที่จะทำให้คุณเข้าใจคนอื่นมากยิ่งขึ้น

เราต่างมีวิธีสื่อถึงความรู้สึกรักแตกต่างกันออกไป โดยแต่ละคนก็มีภาษารักในแบบของตัวเอง ทั้งการแสดงความรักความเอาใจใส่ต่อผู้อื่น หรือวิธีที่เราต้องการได้รับความรัก ซึ่งการให้และรับนั้นอาจจะเป็นคนละภาษารักก็ได้ หลักๆ ได้กำหนดไว้ “5 ภาษารัก (The Five Love Languages)” ด้วยกัน คือ

1. การใช้คำพูดเพื่อเติมเต็ม (Words of affirmation) เป็นการสื่อสารภาษารักผ่านคำพูด ข้อความ เช่น การบอกรัก ขอบคุณ ขอโทษ การส่งข้อความ เป็นต้น บางคนอาจจะชอบให้บอกว่ารักตรงๆ ในขณะที่บางคนชอบคำชมหรือการพูดอะไรในเชิงบวก หากพูดในเรื่องที่อีกฝ่ายไม่ได้ให้คุณค่าก็ไม่รับว่าเป็นภาษารักที่ตรงกัน

2. การสัมผัส (Physical touch) สายชอบความอบอุ่นต้องมาทางนี้ เราต่างรู้ดีว่าเวลามีสกินชิพ ร่างกายเรามักจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราก็ชินกับการสัมผัสจากครอบครัวตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เราจึงรู้สึกเหมือนได้รับความรักเวลาที่ใครสักคนกอดเรา หรือสัมผัสเราด้วยความอ่อนโยน บางครั้งไม่ได้พูดอะไรมากมาย แค่แตะเบาๆที่ไหล่หรืออ้อมกอดที่จริงใจก็เพียงพอแล้ว

3. การใช้เวลาร่วมกัน (Quality time) คือการทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจในรสนิยม อุปนิสัยและตัวตนของกันและกันมากขึ้น โดยพยายามไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวนเวลาที่ได้อยู่กับคนที่รัก ทั้งการพูดคุยกัน ดูทีวีด้วยกัน ทำอาหารหรือแม้แต่นั่งอ่านหนังสือข้างๆ กันก็นับเป็นช่วงเวลาคุณภาพได้แล้ว

4. การดูแลเอาใจใส่ (Acts of service) ความรักที่แสดงออกด้วยการกระทำ ใครที่เป็นสายพูดน้อยแต่ชอบอะไรที่เป็นรูปธรรมคงชอบภาษารักข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นทำอาหารให้ ช่วยขับรถไปส่ง คอยอยู่เป็นเพื่อน เรียกว่าเป็นความรักที่ใช้ทั้งความคิด ความใส่ใจและการลงมือทำจริง เพื่อให้คนรักมีความสุขที่สุด

5. การให้และได้รับของขวัญ (Receiving gifts) ภาพคุ้นตาในหนังโรแมนติก ไม่แปลกอะไรถ้าเราจะอยากมอบสิ่งดีๆ ให้คนที่เรารักเพื่อสื่อถือความในใจของเรา ถ้าเราไม่เก่งที่จะพูดหรือแสดงออก การให้ของขวัญก็เป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มความสัมพันธ์ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องมีราคาแพง สิ่งที่มีความหมายสำหรับทั้งคู่ย่อมสำคัญกว่า บางคนอาจจะบอกว่าความรู้สึกสำคัญกว่าวัตถุ แต่ถ้าคู่รักของคุณชอบภาษารักแบบนี้ ก็คงต้องมองหาของขวัญให้เขาบ้างแล้วล่ะ

ลองสำรวจตัวเองดูสิว่าเราชอบที่จะแสดงความรักแบบไหนและอยากได้รับความรักในลักษณะไหน เมื่อเข้าใจตัวเองแล้วอย่าลืมสังเกตคนรอบข้างด้วย จะได้เข้าใจภาษารักของกันและกันความขึ้น เท่านี้ก็สามารถสื่อสารได้อย่างเข้าใจ บอกได้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร อยากให้อีกฝ่ายแสดงออกอย่างไร เพื่อลดความขัดแย้งในสัมพันธ์ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนตามหาภาษารักที่ตรงกันเจอน้า

ถ้าไม่แน่ใจว่าทำไมความสัมพันธ์ของเราไม่เข้าใจกันซะที ลองมาตามหาภาษารักของคุณไปพร้อมๆ กับอูก้าได้นะ ติดต่อเข้ามาพูดคุยกับเราได้เลย อูก้ายินดีรับฟังและเป็นผู้ช่วยดูแลใจคุณเสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://cratedwithlove.com/blog/five-love-languages-and-what-they-mean/

https://www.5lovelanguages.com/5-love-languages/

Read More

OOCAinsight: โดนบอกเลิกช่วงเทศกาล เจ็บนี้ไม่มีลืม

ใครๆ ต่างก็แฮปปี้ที่มีคนรักอยู่ข้างๆ ในวันพิเศษ เหมือนเพื่อนเราเคยสัญญากับแฟนว่าจะฉลองและแลกของขวัญกันในวันคริสมาสต์ หลังจากไปดินเนอร์และเดินเล่นกันแล้ว ทั้งสองหยิบของขวัญมาแลกกัน แต่เพื่อนเรากลับได้รับของขวัญพร้อมคำขอโทษและคำบอกเลิก วันที่น่าจะเฉลิมฉลองอย่างมีความสุขที่สุดกลับกลายเป็นวันที่ต้องเสียน้ำตา

และทุกๆ ปี เมื่อวนมาถึงวันคริสมาสต์ เพื่อนเราเกลียดวันนี้ที่สุดเลย

ทั้งที่เราอยากให้วันสำคัญเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

แล้วเราจะเลือกจดจำวันนั้นไว้เป็นภาพสุขหรือความเจ็บปวดดีล่ะ…

เพราะวันมีความหมายกับความสัมพันธ์ คนเรามักเลือกสารภาพรักหรือฉลองกับแฟนในช่วงเทศกาลอย่างวันวาเลนไทน์ คริสมาสต์หรือแม้แต่วันเกิดเพื่อให้เป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำ หลายๆ คู่จึงมีวันครบรอบหรือวันพิเศษเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันบางคนอาจเสียน้ำตาหรืออกหักในวันนี้ แล้วหลังจากนั้นเขาจะมีภาพจำเกี่ยวกับวันๆ นั้นยังไงนะ

ไม่ใช่ความผิดของ “วัน” หรอก และไม่อยากให้โทษว่าเป็นความผิดของใคร

แต่เหตุการณ์ที่ฝังใจต่างหากที่ทำให้เราผูกติดความเศร้าเสียใจไว้ที่วันๆ หนึ่ง

ซึ่งก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงลำบากใจเหมือนกัน ที่ต้องพยายามรักษาสัญญาที่ให้ไว้

แต่ลึกๆ กลับรู้ว่าความสัมพันธ์ไม่สามารถไปต่อได้ การยื้อเวลาต่อไปอาจทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายยิ่งกว่า

เราไม่รู้หรอกว่าวันที่หลายๆ คนมีความสุข มันอาจเป็นวันที่เลวร้ายและเจ็บปวดสำหรับใครบางคนก็ได้ บางคนไม่ชอบวันเกิดของตัวเองด้วยซ้ำ ภาพงานปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เพลงดังๆ และงานฉลองอีกมากมาย น่าจะมีความหมายต่อใจและมีความทรงจำดีๆ ให้นึกถึง แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม

ลองจินตนาการดูว่ามันจะรู้สึกแย่แค่ไหนที่ทุกวันปีใหม่ เราต้องนึกถึงแฟนเก่าที่บอกเลิกเราโดยไม่มีทันได้ตั้งตัว มองไปเห็นสถานที่เดิมๆ ได้ยินเพลงปีใหม่หรือบรรยากาศที่ชวนให้คิดถึงเรื่องวันนั้น มันคงแย่มากๆ เลยนะที่ต้องมีภาพของการเลิกราลอยวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนฝันร้ายหน้าหนาวอะไรทำนองนั้น

คงมีแค่เวลาที่จะเยียวยาใจเราได้ พอผ่านไปสักพักเราอาจรู้สึกดีขึ้น หรืออาจมีความทรงจำใหม่ๆ มาช่วยทดแทนช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดนั้นได้ แต่เราเชื่อนะว่าความเศร้าคงสอนอะไรเราบ้างแหละ อย่างน้อยก็เตือนเราว่าอย่าไปสร้างความทรงจำที่เจ็บปวดแบบนี้ให้ใคร

สุดท้ายนี้ อูก้าอยากจะบอกว่าคนบางคนเขาอาจจะผ่านเข้ามา เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะรักตัวเองมากขึ้น แม้ในวันที่มันเลวร้ายก็อยากให้มองหาสิ่งดีๆ เล็กๆ ที่อยู่ในนั้นจนเจอ

ขอให้วันนี้คุณถูกโอบกอดด้วยความรักและมิตรภาพดีๆ นะ

หากอยากระบายให้ใครสักคนฟัง ลองมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าให้สบายใจขึ้นได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับใจให้เราช่วยรับฟังได้เสมอ เพราะอูก้าอยากเข้าใจคุณนะ

Read More

OOCAknowledge: Romance Scam รักหลอกๆ บนโลกออนไลน์

“แม้เราจะไม่เคยเจอหน้า แต่พรหมลิขิตก็ทำให้เราได้รักกัน เธอต้องเป็นเนื้อคู่ของฉันแน่นอน”

เพราะความเหงาไม่เข้าใครออกใคร เลยอยากตามหาความโรแมนติกให้ใจเต้นบ้าง แต่ชีวิตก็ไม่มีเวลาจะไปหาแฟนที่ไหน dating app หรือโลกออนไลน์จึงเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคนยุคใหม่ที่ใช้มือถือแทบจะตลอดเวลา แต่ใครจะรู้ว่ามันจะพาเราไปเจอคนดีหรือคนไม่ดี สุดท้ายอาจลงเอยด้วย “Romance Scam” หรือการหลอกลวงแบบโรแมนติกก็เป็นได้

โดยการสานสัมพันธ์บนโลกออนไลน์นั้น Scammer จะใช้วิธีการต่างๆ หลอกล่อคนอื่นให้ไว้ใจ หลงรัก หลงกลจนยอมทำในสิ่งที่ Scammer ต้องการ ซึ่งอาจสร้างเงื่อนไขบางอย่างเพื่อแลกเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่น จะแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน จะซื้อของราคาแพงให้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคำหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ทั้งสิ้น หากเหยี่อเริ่มรู้ตัวเมื่อไร Scammer ก็อาจจะถอยห่างหรือหายไปดื้อๆ แล้วพยายามหาเหยื่อรายต่อไป

จุดเริ่มต้นของการหลอกลวงคือ สร้าง account ปลอมขึ้นมาเพื่อเข้าหาเหยื่อโดยเฉพาะ สำรวจความเป็นไปได้และเลือกคนที่มีแนวโน้มจะเชื่อคนง่าย แต่สามารถให้ผลตอบแทนได้มาก ซึ่งคนที่ตกเป็นเป้าหมายมักจะเป็นพวกอารมณ์อ่อนไหว ขี้เหงา ใช้เวลาในโลกออนไลน์ค่อนข้างเยอะ ฯลฯ จากนั้นก็เริ่มแทรกซึมเข้าไปในชีวิตของเหยื่อ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การจีบ (Flirting) และขยับสถานะให้เป็นคนพิเศษในชีวิตของเหยี่อ เพื่อไปสู่ขั้นสร้างสัญญาระหว่างกัน (Making a promise) คล้ายๆ การขายฝันให้สมจริงที่สุด หลังจากนั้นจึงหลอกเอาเงินหรือผลประโยชน์บางอย่าง โดยใช้ข้ออ้างที่น่าเชื่อถือ สอดคล้องกับประวัติหรือนิสัยที่สร้างมาตั้งแต่แรก

Romance Scam มีด้วยกันหลายแบบทั้ง Blackmail ข่มขู่เพื่อทำลายชื่อเสียง คุกคามความเป็นอยู่ หรือหลอกเอาทรัพย์สมบัติ ที่แย่ที่สุดคือใช้ “ความรัก” ในการหลอกลวงหรือเรียกว่า Pro-Daters พวกนี้จะวางแผนมาอย่างดี เอาอกเอาใจและสร้างเรื่องราวโรแมนติก แล้วค่อยๆ กอบโกยผลประโยชน์ไปเรื่อยๆ

แน่นอนเลยว่าคนที่ตกหลุมรักง่ายๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานจนถึงวัยเกษียณมีความเสี่ยงในการถูกหลอกมากที่สุด เพราะนอกจากจะมีเงินยังโดดเดี่ยวและเหนื่อยล้าอีกด้วย ช่องว่างทางใจนี่แหละเป็นจุดบอดให้ Scammer เข้ามาตีสนิทได้ง่ายขึ้น แม้จะมีคนรอบข้างทักท้วงหรือลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มเตือน แต่เหยื่ออาจเลือกที่จะปิดหูปิดตาแล้วบอกตัวเองว่า “นี่คือรักแท้ของฉันแน่นอน” ฟ้าส่งเธอมาในตอนที่ชีวิตฉันกำลังย่ำแย่ ไม่มีทางที่เธอจะหักหลังกัน

เมื่อความจริงเปิดเผย เหยี่ออาจปฏิเสธในตอนแรกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง เขาไม่ได้เป็นคนไม่ดีอย่างที่คนอื่นกล่าวหา สุดท้ายอาจโทษตัวเองที่โง่ให้เขาหลอก บางอารมณ์ก็อาจโทษตัวเองที่ไม่ดีพอจนเขาทิ้งไป ความสับสนนี้เป็นเพราะเราโดนล้อเล่นกับความรู้สึกจนไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริงหรือไม่จริง รู้แค่ว่ามันไม่ใช่เรื่องสนุกและไม่มีใครคิดว่าจะเกิดกับตัวเอง

อย่างไรก็ตามความเสียหายภายนอกนั้นไม่เท่ากับความเจ็บปวดที่จิตใจของเหยี่อที่ทั้งรัก ไว้ใจและเชื่อใจ ยิ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นถูกสร้างให้โรแมนติกมากเท่าไร ยิ่งกลายเป็นความทรงจำที่เลวร้ายแบบทวีคูณ ความรู้สึกดีๆ ที่ต้องเสียไปกว่าจะทำใจและยอมรับความจริงได้อาจต้องใช้เวลาเยียวยากันนานหลายปี สุดท้ายสิ่งที่ฮีลใจเหยื่อได้ก็คือความรู้สึกห่วงใยและกำลังใจจากคนรอบข้างที่รักกันจริง

เราอยากเห็นทุกคนมีสติบนโลกออนไลน์และรู้สึกอุ่นใจที่มีอูก้าอยู่ตรงนี้ คอยช่วยดูแลใจคุณทุกที่ทุกเวลา สามารถทักมาปรึกษาพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เสมอเลยนะ

อ้างอิงจาก

The Psychology of the Online Dating Romance Scam โดย The University of Leicester

https://brandinside.asia/romance-scam-high-rate-covid-19/

https://www.the101.world/romance-scam/

Read More

OOCAknowlegde: ทำไม sexual contentถึงถูกมองเป็นเรื่องตลก?

ในชีวิตจริงเราคงไม่สามารถทำทุกอย่างในแบบที่จินตนาการได้ เราเลยรู้สึกว่ามุกตลก ภาพล้อเลียน สื่อต่างๆเรื่องเพศเป็นการเพิ่มสีสันให้ชีวิต แต่เราเคยคิดอย่างจริงจังไหมว่าขอบเขตของเนื้อหาแบบไหนที่เรียกว่าเกินไป อาจกลายเป็นการ harassment เพศตรงข้ามได้นะ

หรือที่เราไม่เข้าใจความรุนแรงของปัญหาเพราะไม่เคยรับรู้เผชิญการกดขี่ทางเพศโดยตรง?

เพราะเราอยู่ในสังคมที่ย้อนแย้งว่าหัวข้อทางเพศ เป็นเรื่องธรรมชาติหรือเป็นเรื่องที่ควรปกปิดและสงวนไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัว สำหรับคนไทยเพศศึกษาทั้งน่ากลัวและเต็มไปด้วยอคติ การถูกปิดกั้นมากๆ ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ตลกร้ายในการสร้างคอนเทนต์เรื่องเพศแบบไร้ขอบเขต

แต่จริงๆแล้ว “เพศ” เป็นเรื่องธรรมชาติ ความรู้สึกและพฤติกรรมทางเพศไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจและ “sex” ก็เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ให้เราใกล้ชิดกับคนรัก แต่ในทางตรงกันข้ามเรื่องเพศสามารถบิดเบือนได้ หากมีการบีบบังคับและใช้ความรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ

สภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้คนพูดถึงเรื่องทาง “เพศ” ได้อย่างเปิดกว้าง การผลิตสื่อ การโพสต์และส่งต่อข้อความ ภาพถ่าย เสียงและวิดีโอ สามารถทำได้พร้อมๆ กันด้วยความเร็วและปริมาณที่ไม่จำกัด รวมถึงการเซ็นเซอร์หรือไตร่ตรองถึงความเหมาะสมของเนื้อหาก็ลดน้อยลงมากจุดนี้เองนำไปสู่การโต้เถียงเป็นวงกว้างในสังคม

คนส่วนหนึ่งที่มองว่ากลุ่ม Feminism หรือกลุ่ม Masculinity มีความก้าวร้าวหรือสุดโต่งเกินไป เพราะสูญเสียพื้นที่ Free Speech ที่จะถกเถียงเรื่องเพศ เช่น มุกตลกข่มขืน วิจารณ์รูปร่างหน้าตาเพศตรงข้าม การโพสต์ภาพหรือข้อความล่อแหลม ซึ่งอาจเป็นการจำกัดการแสดงออกทางความคิดและพฤติกรรมที่เคยทำมา

Norman Doidge of Columbia University บอกว่า “สื่อลามก (pornography) คือการนำเสนอศูนย์รวมของวัตถุทางเพศที่ไม่มีที่สิ้นสุดทำให้คนที่รับสื่อคึกคะนองมากเกินไปและเปลี่ยนการรับรู้ทางระบบประสาทและการใช้ชีวิตของคนเราได้ด้วย” ซึ่งสื่อลามกตามกฎหมายไทย ได้แก่ เอกสาร ภาพพิมพ์ ภาพเขียน ภาพระบายสี รูปภาพ สิ่งพิมพ์ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกภาพ แถบบันทึกเสียง แต่ไม่ครอบคลุมถึงการเผยแพร่ภาพสดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, YouTube, Instagram และ Twitter เป็นต้น

โดยสถาบัน Witherspoon เสริมว่า คนทุกเพศหรือทุกกลุ่มอายุต่างได้รับผลกระทบจากสื่อลามกที่มีเนื้อหารุนแรง เช่น การล่วงละเมิด การกดขี่ทางเพศ การมองเพศตรงข้ามเป็นวัตถุ อาการใคร่เด็ก ฯลฯ   ในปัจจุบันไม่ว่าจะชีวิตจริงหรือโลกออนไลน์ การกำหนดขอบเขตของการเผยแพร่สื่อเหล่านี้ก็ทำได้ยาก เพราะมันกลายเป็นตลกร้ายที่สอดแทรกอยู่ในชีวิตเรา ไม่ว่าจะฉากข่มขืนในละคร ภาพหรือข้อความบนอินเทอร์เน็ต หนังสือนิยาย ล้วนเป็นการตอกย้ำภาพความรุนแรงทางเพศทั้งสิ้น

Michael Bourke บอกว่า “อินเทอร์เน็ตช่วยให้คนที่มีความคิดร้ายๆ มารวมตัวกัน ด้วยความคิดแบบเดียวกัน” ในโครงการบำบัดผู้กระทำความผิดทางเพศที่ Butner Federal Prison ผู้ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก 85% ยอมรับว่าการล่วงละเมิดทางเพศเด็กช่วยปลดปล่อยความเชื่อที่ว่า “acting out one’s fantasy” เมื่อความแฟนตาซีเริ่มจะน่าเบื่อเลยนำไปสู่การแสวงหาเหยื่อในชีวิตจริง

หากสื่อเสนอภาพที่แสดงให้เห็นถึงการเคารพ ยินยอมและความคาดหวังทางเพศที่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางเพศและเสริมความเข้าใจระหว่างเพศต่างๆ ในสังคมได้ แต่ในเมื่อยากจะปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด หน้าที่นี้จึงเป็นของคนที่เลือกเสพและสนับสนุนสื่อว่าคุณจะทำอย่างไร

ไม่มีอะไรน่าเศร้าเท่ากับการที่เราดูถูกคุณค่าของมนุษย์ด้วยกันเอง เมื่อไรที่สังคมจะมองเห็นว่าการกดขี่ทางเพศนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและยังมีอยู่ทุกวัน แม้เราจะไม่ใช่คนที่ได้รับผลกระทบแต่เราอาจเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนหรือทำให้มันเกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา

จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ ด้วยการทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของปัญหาและเยียวยาผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความเหลื่อมล้ำทางเพศ เพราะทุกวันนี้โลกของเราเปิดกว้างเกินกว่าจะกำหนดขอบเขตหรือนิยามเพศให้มีแค่ชายกับหญิง ดังนั้นเราควรปฏิบัติต่อคนอื่นในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

เรานำเสนอบทความนี้เพื่อให้ความรู้และอยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ไม่ได้มีเจตนาสร้างความขัดแย้งใดๆ หากมีปัญหาไม่สบายใจอยากปรึกษาเรา สามารถติดต่ออูก้าเข้ามาได้เลยนะ

อ้างอิงจาก

https://www.focusforhealth.org/how-pornography-impacts-violence-against-women-and-child-sex-abuse/

https://www.psychologytoday.com/us/blog/you-it/201509/are-people-more-interested-in-sex-today

http://dspace.spu.ac.th/bitstream/123456789/5564/10/บทที่ 4.pdf

Read More

OOCAissue: บาปไหม ถ้าฉันเลือกที่จะทำแท้ง

หลายคนเชื่อว่า ‘การทำแท้ง’ นั้นเป็นบาป โดยเฉพาะสังคมไทยที่นับถือศาสนาพุทธ แต่ฉันไม่พร้อมจะเป็นแม่คน ฉันอาจจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตถ้าเลือกที่จะทำแท้ง แล้วใครจะช่วยฉันทางออกเรื่องนี้ได้บ้าง เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ดูเลวร้ายไปซะหมด อย่าถกเถียงถึงความถูกผิดกับอีกเลย มาช่วยกันเยียวยาและให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่คนที่กำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้เถอะนะ เพราะพวกเขาต้องการกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปมากๆ

เมื่อวันก่อนครม.มีมติเห็นชอบให้แก้กฎหมายเรื่อง “การทำแท้ง” โดยระบุว่าหากอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์สามารถทำแท้งได้ ซึ่งคำนึงถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 27 และ 28 ที่กล่าวถึงเรื่องความเสมอภาค การได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และได้แก้ไขโทษสำหรับผู้ที่ทำแท้งให้เบาลง นอกจากนี้ยังแก้ไขให้ครอบคลุมกรณีจำเป็นที่สมควรอนุญาตให้ทำแท้งได้ เช่น การตั้งครรภ์นั้นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจของผู้ตั้งครรภ์ กรณีที่ทารกมีความเสี่ยงที่จะผิดปกติหรือพิการ หรือการตั้งครรภ์เกิดจากการล่วงละเมิด เป็นต้น

หลายคนมองว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้หญิงจะสามารถปกป้องสิทธิในร่างกายของตัวเองได้ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาในสังคมที่จะตามมาจากการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมได้อีกมาก เช่น การเลี้ยงดู การศึกษา การเงิน คุณภาพชีวิต ฯลฯ แม้จะมีผู้ที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้จำนวนมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำแท้งในสังคมไทยนั้น ถูกตีตรามาอย่างยาวนานว่าเป็นการทำ “บาป” ร้ายแรง

จริงอยู่ที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเกิดมา ดังนั้นการพรากชีวิตที่บริสุทธิ์ไปจึงถูกมองว่าไร้มนุษยธรรม บางคนถึงขั้นด่าทอและขอให้ผู้ที่ทำได้รับกฎแห่งกรรมเข้าสักวัน แต่คนที่ลำบากใจที่สุดก็คือคนที่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะทำแท้งหรือไม่ รวมถึงต้องดีลกับความรู้สึกผิดที่ติดค้างในใจและพยายามใช้ชีวิตต่อไปให้ได้

เรามีคำแนะนำสำหรับคนที่กำลังสับสนว่าการทำแท้งนั้นบาปหรือไม่และจะเข้าใจคนที่ตัดสินใจทำแท้งได้อย่างไร

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

หากเจตนาของการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย เป็นเพราะต้องการช่วยคนที่มีความทุกข์ ถ้าแพทย์ไม่ทำแท้งให้เขาอาจจะไปให้หมอเถื่อนซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต อีกประเด็นคือถ้าการตั้งครรภ์นั้นเกิดจากเหตุอะไรบางอย่าง ทำให้ผู้ตั้งครรภ์ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูให้เติบโตอย่างมีคุณภาพจริงๆ จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อชีวิตเด็กที่เกิดมา? เป็นการทำบุญหรือบาปกับเด็กที่เกิดมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่พร้อม?

ในเรื่องบุญบาปนั้น ท่านพุทธทาสเคยกล่าวว่า “เป็นทัศนคติความเชื่อส่วนบุคคล จะให้คิดเหมือนกันหมดคงไม่ได้ แม้แต่ท่านพุทธทาสภิกขุยังบอกว่า ถ้าทำแท้งเพื่อช่วยให้พ้นทุกข์ไม่นับเป็นบาป มันอยู่ที่ ‘เจตนา’ ดังนั้นอยากให้สังคมเปิดใจและไม่ตัดสินผู้ที่ประสบปัญหาด้วยมุมมองเพียงด้านเดียว เพราะเราเป็นคนที่มองจากข้างนอกและไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนพ่อแม่และครอบครัวของคนที่ประสบเรื่องนี้โดยตรง

#คำตอบจากทีมงานอูก้า

หากเลือกได้คงไม่มีใครอยากท้องในขณะที่ตัวเองก็ไม่มั่นใจว่าจะเลี้ยงดูอีกหนึ่งชีวิตให้มีคุณภาพได้ หรืออยากทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างการทำแท้ง แม้หลายคนจะบอกว่าการทำแท้งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เมื่อปัญหาได้เกิดขึ้นแล้วก็ควรจะมีทางเลือกหรือทางแก้ไขที่เหมาะสมให้ผู้ที่ประสบปัญหาด้วย ส่วนการรณรงค์เรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันเพื่อลดปัญหาเหล่านี้ ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องย่อมได้รับผลกระทบทางใจอย่างแน่นอน

ความเครียด ความกังวลและความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องเยียวยาและช่วยเหลือ ที่สำคัญคือการให้โอกาสคนที่เจอปัญหาได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติในสังคมเป็นหน้าที่ของทุกคน การตีตราหรือตัดสินคนอื่นจากทัศนคติหรือค่านิยมส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ โดยเฉพาะประเด็นที่อ่อนไหวเช่นนี้ ลองเปิดใจมองในมุมอื่นๆ เราอาจจะเข้าใจปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ว่ามันหนักหนาแค่ไหน แล้วเราจะช่วยโอบกอดพวกเขาแทนการซ้ำเติมได้หรือไม่

ไม่มีใครอยากทำผิดพลาดหรืออยู่ในจุดที่ต้องเลือกระหว่างความเป็นความตาย ขอเพียงช่วยรับฟังโดยไม่ตัดสิน แล้วให้โอกาสพวกเขาได้มีความสุขกับเส้นทางชีวิตที่เขาเลือกดีกว่า

อูก้ายินดีรับฟังทุกปัญหาและช่วยคุณหาคำตอบให้ชีวิต สามารถพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราพร้อมจะอยู่เคียงข้างและรับฟังคุณ

อ้างอิงจาก

https://twitter.com/rsathaiorg/status/1233270925497257984

https://www.lovecarestation.com/การทำแท้ง-ท่านพุทธทาส/

Read More

OOCAstory ได้ยินเพลงนี้ทีไร ทำไมต้องคิดถึง “เธอ”

ทำไมบางเพลงถึงคอยเตือนเราให้นึกถึงช่วงเวลาต่างๆในชีวิตได้ อย่างเพลงที่ฟังในรถกับพ่อ เพลงที่ร้องกับเพื่อนที่โรงเรียน เพลงที่ส่งให้คนสำคัญ หรือแม้แต่เพลงอกหักฟังแล้วร้องไห้ เรารู้สึกอินไปกับมันได้ ทั้งเนื้อร้องดนตรีและท้วงทำนอง

เพลงส่วนใหญ่บนโลกนี้ต่างเขียนขึ้นมาเพื่อใครสักคนหนึ่ง เวลาที่ได้ฟังเราจึงสัมผัสได้ถึง “ตัวตน” ที่อยู่ในเพลงนั้ แค่ได้ยินเพลงที่คุ้นหูก็เหมือนเราถูกดึงเข้าไปอยู่ในช่วงเวลานั้นเลย ยิ่งถ้าเคยฟังเทป ซีดี mp3 จนมาถึงยุคดิจิทัลอย่างทุกวันนี้ ภาพความทรงจำบางอย่างคงกลับมาแน่ๆ

ทุกคนคงมีเพลงที่เราฟังแล้วรู้สึก “ใช่”

ถ้าเป็นเพลง “รัก” เวลาที่มีความสุขเราก็คงคิดถึงใครบางคนแล้วเผลอยิ้มตาม

แต่ถ้าฟังแล้ว “เศร้า” ตอนที่อกหักคงกลายเป็นฉากที่เดินตากฝนแบบใน MV

หรือตอนที่ “เหงา” เพลงเพราะๆ นี่แหละที่คอยโอบกอดเราเอาไว้

ว่ากันว่าเพลงเศร้าจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่กระตุ้นความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ถ้าเผลอร้องไห้ตอนฟังเพลงเศร้าก็ไม่ต้องแปลกใจ อีกทั้งเรายังมีความสามารถในการเชื่อมโยงเนื้อเพลงกับชีวิตตัวเองด้วย ดังนั้นเพลงรักที่ดีจะทำให้คนฟังรู้สึกว่า “เพลงนี้แต่งมาเพื่อเราแน่ๆ” เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สามารถอธิบายหรือแสดงความรู้สึกในใจของพวกเขาได้

หลายคนเลยเลือกที่จะใช้เพลงแทนการบอกรักด้วยคำพูดเพราะมันมีทั้งความสวยงาม อ่อนโยนและกลมกล่อมอยู่ในนั้น ตรงกันข้ามกับบางเพลงที่เหมือนตอกย้ำให้ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดจนเราไม่อยากฟังเพราะมันตรงกับชีวิตมากเกินไป

แล้วถ้าเราพยายามเลี่ยงเพราะ “มีคนบางคนชอบฟัง” ล่ะ เวลาได้ยินก็อดนึกถึงคนๆนั้นไม่ได้ คงเพราะเราดันผูกคนกับเพลงเข้าด้วยกัน ทุกครั้งที่ได้ยินเลยเห็นแต่ภาพ “เขา” เสมอ มันอาจเป็นได้ทั้งความคิดถึง โหยหา เจ็บปวดหรือแม้แต่เป็นความสุข

เขาถึงบอกว่าในโลกนี้ไม่มีเพลงที่ไม่เพราะหรอก มีแต่เพลงที่เราอาจจะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ถ้าเรารู้ว่ามันถูกแต่งเพื่อใครเพลงนั้นอาจจะเพราะที่สุดที่เคยฟังมาเลยก็ได้และเพลงที่ตรงกับจินตนาการหรือประสบการณ์ของเรา ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราจริงๆ

แล้วสำหรับคุณล่ะ … เขาเป็นเพลงไหน ?

วันนี้ก่อนนอนลองเลือกเปิดเพลงที่คุณชอบฟังสักเพลง ไม่แน่นะการได้คิดถึงความทรงจำบางอย่างอาจช่วยเติมพลังให้เราได้ ลองมาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย อูก้ายินดีที่จะดูแลจิตใจและรับฟังคุณเสมอนะ

Read More

OOCAissue : Bad Talker ไม่มีใครเข้าใจคุณ เพราะสื่อสารผิดวิธี

บางครั้งเมื่อถ่ายทอดความคิดหรือพูดถึงสิ่งที่หลงใหล เรามักจะปล่อยให้สมองทำงานไปเรื่อยๆ และพูดไปด้วยคิดไปด้วย เราสื่อสารเพื่อให้คนอื่นรับฟังแต่หากพูดเร็วเกินไปหรือใช้โทนเสียงผิดอาจกลายเป็นอุปสรรค

.

เมื่ออยู่ระหว่างการพูดคุย โต้แย้งหรือถกเถียง เราอาจรู้สึกเหมือนกำลังแข่งขันกับอีกฝ่ายและรู้สึกว่าไม่มีใครตั้งใจฟังจริงๆ พวกเขาจึงเริ่มพูดให้เร็วและดังขึ้น ซึ่งนิสัยการพูดที่เปลี่ยนไปอาจเป็นสัญญาณของความเครียด เมื่อร่างกายของคุณรู้สึกกดดันอย่างมากจังหวะในร่างกายทั้งหมดของคุณจะเร็วขึ้นรวมถึงการพูดด้วย

.

สื่อสารผิดวิธีเกิดส่งผลเสียอย่างไรบ้าง?

1. ความประทับใจติดลบ

มุมที่เป็นอันตรายที่สุดของการพูดเร็วเกินไปคือทำให้เกิดความประทับใจที่ไม่ดีได้ บางครั้งเราอาจคิดว่าการพูดเร็ว ทำให้ดูมั่นใจและเก่ง หากเราพยายามนำเสนอบางอย่างด้วยจังหวะและโทนเสียงที่เร้าอารมณ์เกินไปอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกบังคับ ทั้งที่คุณอาจจะเตรียมสิ่งดีๆ มานำเสนอ แต่ท่าทีที่แสดงออกกลับสื่อถึงความก้าวร้าว ไม่ใส่ใจผู้ฟัง อีกแง่หนึ่งอาจถูกมองว่าพูดเร็วเนื่องจากกังวลหรือขาดความมั่นใจ รีบพูดเพราะไม่รู้จะพูดอะไร ลองสังเกตดูว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จมักจะสื่อสารชัดเจน มีจังหวะและโทนเสียงที่จับใจคนฟัง

2. ทำให้ผู้ฟังเสียสมาธิ

การพูดเร็วเกินไปและเสียงที่ดังอาจทำให้คนฟังเสียสมาธิ เพราะนอกจากจะสร้างความระคายหูแล้วยังทำให้รำคาญใจ ยิ่งไปกว่านั้นคนที่พูดดังมักจะหัวเราะเสียงดังอีกด้วย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้สิ่งที่ต้องการสื่อส่งไปไม่ถึง ผู้ฟังก็เหนื่อยที่จะตามบทสนทนาที่ดำเนินอยู่ฝ่ายเดียว สุดท้ายอาจแค่พยักหน้าเหมือนเข้าใจในสิ่งที่คุณพูด แต่จริงๆ พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมแล้ว

3. เข้าใจไม่ตรงกัน

ไม่ใช่แค่ข้อความที่สำคัญ แต่น้ำเสียงและจังหวะสามารถเปลี่ยนความหมายของสิ่งที่สื่อได้เลย ในการพูดคุยไม่ควรมีใครต้องเอ่ยว่า “ขอโทษนะ แต่เราฟังไม่ออก ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหม” เพราะมันแสดงว่าความน่าเชื่อถือของผู้พูดลดลงแล้ว แถมเรื่องที่เล่ายังตีความได้ยากเกินกว่าจะเข้าใจในครั้งเดียว

ทำอย่างไรไม่ให้พูดเร็วเกินไป

– รู้จักเว้นจังหวะเป็นระยะ พูดช้าลงเมื่อพูดถึงประเด็นสำคัญ เน้นบางคำช้าๆ ชัดๆ

– จดโน้ตย่อสำหรับประเด็นที่จะพูด

– สื่อสารกับผู้ฟัง ทั้งภาษาพูดและภาษากาย

– กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน

– ใช้พลังของการฝึกฝน พูดซ้ำๆ จนได้จังหวะและโทนเสียงที่เหมาะสม

ทั้งนี้การพูดเร็วก็มีข้อดีและเหมาะสำหรับบางประเด็นหรือบางอาชีพ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการโน้มน้ามใจให้คนอื่นเห็นด้วย แต่ต้องให้ผู้ฟังมีเวลามากพอจะคิดตามและทบทวน นอกจากนี้ผู้ฟังเองก็ต้องฟังอย่างใส่ใจ (Active Listening) คือไม่ใช่รับฟังแต่ข้อความเท่านั้น แต่ต้องดูสีหน้า ท่าทางและความรู้สึกที่ผู้พูดซ่อนอยู่ด้วย แล้วพยายามทำความเข้าใจโดยปราศจากอคติ

การจะโน้มน้าวคนอื่นด้วยคำพูดเราต้องมีวาทศิลป์ที่จะถ่ายทอดความคิดของเราออกมา ด้วยจังหวะและน้ำเสียงที่พอดี การสื่อสารจึงจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ คุณไม่จำเป็นต้องกังวลกับการพูดอีกต่อไป ขอเพียงคุณพร้อมที่จะพูดคุยกับเรา พี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเรายินดีรับฟังคุณเสมอ ตอนนี้เรามีฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจรอคุณอยู่ด้วยนะ

อ้างอิงจาก

https://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4129448/Fast-talkers-AREN-T-effective-communicators.html

https://www.americanexpress.com/en-us/business/trends-and-insights/articles/slow-down-why-speaking-too-fast-can-hurt-your-message/

https://www.throughlinegroup.com/2014/03/17/slow-down-how-to-stop-being-a-fast-talker/

Read More