ooca

“แค่นี้เองแก”
“เห้ยอย่าคิดมากดิ”
“เราเคยเจอหนักกว่านี้อีก”
“คนอื่นลำบากกว่าแกตั้งเยอะ”
.
คาดว่าบางคนต้องเคยได้ยินคำเหล่านี้ผ่านๆบ้าง โดยเฉพาะเวลาระบายเรื่องที่กำลังเครียดหรือไม่สบายใจให้คนอื่นฟัง ซึ่งคนที่ตอบคำเหล่านี้ อาจจะตั้งใจให้กำลังใจเราจริงๆนะ เขาอาจจะหวังดีให้ลองมองในอีกมุมนึง ให้เราฮึบและสู้กับปัญหา แต่ทำไมนะ ทำไมสำหรับบางคนอาจจะฟังแล้วรู้สึกเศร้ากว่าเดิม เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่พอได้รับคำปลอบใจเหล่านี้แล้วเจ็บกว่าเดิม

หลายปีที่ผ่านมาเราคิดอยู่เสมอว่าทำไมในใจเหมือนมีบางสิ่งที่ติดค้างอยู่ เป็นความรู้สึกก้อนใหญ่ที่ขวางทางเดินของเรามาเสมอ และเราเองก็ไม่เคยเอะใจเลยสักครั้งจนกระทั่งเวลาก็ทำหน้าที่ของมันและพาเราเดินมาถึงจุดนึง

"คุณเคยมีความคิดว่า อยากหายไปจากโลกนี้บ้างมั้ย?
เราเคยนะ และยังมีอยู่เรื่อย ๆ ด้วย แต่ว่าไม่ได้คิดอยากจะจบชีวิตตัวเองนะ เพียงแต่หวังลึก ๆ ว่าวันนึง โชคชะตาจะฆ่าเราเอง"

วันนี้อยากพาทุกท่านมารู้จักกับความคาดหวังกัน ความคาดหวังหรือความต้องการ (Want) เป็นสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นที่อยู่ในส่วนลึกในใจของเรา (Need) ความต้องการจำเป็นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เป็นอาหารใจ เช่น ความรัก การยอมรับ ความเป็นอิสระ การเป็นส่วนหนึ่ง การเชื่อมโยงความสำเร็จ เมื่อเราปรารถนาได้รับความรัก จะส่งผลต่อความคาดหวังในแบบต่าง ๆ เราอยากให้พ่อแม่แสดงความรักต่อเรา เมื่อเราต้องการอิสระ เราจึงคาดหวังว่าพ่อแม่ควรจะปล่อยให้ทำอะไรด้วยตนเองบ้าง เราต้องการการยอมรับ เราจึงคาดหวังต่อตนเองว่าเราต้องสอบได้คะแนนดี ๆ สอบเรียนต่อได้ในคณะที่มีชื่อเสียง เป็นต้น

Relationship Ambivalence เราควรจะเลิกกันไหม หรือเลิกแล้วจะ regret หรือเปล่า
.
หลายคนคิดวนกับคำถามนี้ในใจ จะหยุดคิดก็หยุดไม่ได้ วันนี้เรามาทำความรู้จักและเข้าใจสถานะความไม่สบายใจนี้กันครับ
.
Relationship Ambivalence คือ ความสัมพันธ์ที่เรารู้สึกสับสน ปนความไม่แน่นอนในใจ คำว่า “Ambivalence” นิยามถึงประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ทางจิตวิทยาเมื่อด้านบวกและลบของเรื่องราวในปัจจุบันในใจของเรานั้น เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ความคิดความรู้สึกผสมนี้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน เช่น รักจะไปไหวไหม เราควรเลิกกัน แต่ถ้าเลิกลาก็กลัวการถูกทอดทิ้ง เลิกแล้วจะ regret หรือเปล่า เมื่อคุณยังคงติดอยู่ในสถานะที่ไม่สบายใจนี้ เป็นยากที่จะสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่อง และยั่งยืน

#โรคสมาธิสั้นในวัยรุ่นและผู้ใหญ่
.
เชื่อว่าวัยรุ่นและผู้ใหญ่หลายๆคน ที่กำลัง work from home คงกำลังประสบกับปัญหาในการเรียนและการทำงานที่ไม่สามารถจดจ่อได้ทำงานไม่เสร็จ​ ทำงานไม่เป็นระเบียบ​ ทำงานได้ช้าลง จนถูกคนตำหนิ ถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบ​ เป็นคนทำงานลวกๆเป็นคนชุ่ย​ #ทั้งที่ตั้งใจอย่างเต็มที่แล้ว​ กลับไม่เป็นตามที่ตั้งใจ จนส่งผลกระทบต่อการเรียนและการทำงาน ปัญหาเหล่านี้พบได้ถึง 4 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ได้เกิดจากความไม่รับผิดชอบ​ แต่เกิดจากโรคสมาธิสั้นโดยที่ไม่รู้ตัว นั่นเอง

ใจที่เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม รู้สึกขาดและไม่พอ ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่มีวันสิ้นสุด

ผู้คนแสวงหาความสำเร็จ ความร่ำรวย ความรัก และการยอมรับ แต่การสะสมมากจนเกินความพอดี และในบางทีก็อาจจะเกิดจาก "กระบวนการคิดที่มีปัญหา" การขาดแคลนอาจไม่ได้เกิดจากการได้รับไม่เพียงพอ แต่เป็นเพราะ "ภาชนะหรือใจ" ที่กักเก็บความรู้สึกเหล่านั้น "มีรูรั่ว" จึงต้องหามาเติมตลอดเวลา รู้สึกดีได้แค่ชั่วคราว แม้เก็บจนมีมากกว่าทุกคนแล้วตัวเราเองก็ยังรู้สึกขาด

รู้ไหม ? บางครั้งความอดทนก็ดูเป็นเรื่องประหลาด เราเฝ้าถามตัวเองอยู่ทุกครั้งว่าขอบเขตของมันอยู่ตรงไหน มีระดับให้เราวัดได้ไหม และเราต้องอดทนไปอีกนานแค่ไหน ? คำถามมากมายเริ่มเกิดขึ้นในระหว่างที่เรากำลังอดทนกับบางสิ่งบางอย่างอยู่

เพื่อนๆ หลายคนคงมีคำถาม “รู้สึกว่าทำงานแล้วไม่มีสมาธิเลย งานเสร็จไม่ตามเวลาทำยังไงดี ?”
.
วันนี้อูก้า “คุณ กอบุญ เกล้าตะกาญจน์" นักจิตวิทยาใจดีของเราเลยแวะมาบอกเคล็ดลับที่จะทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไปดูกันเลย

“ ต่อให้ร้องไห้ฟูมฟายและเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ก็ยังไม่รู้สึกแย่เท่าความว่างเปล่านี้เลย”
.
ใครบางคนอ่านแค่ฟังคำว่า “ว่างเปล่า” ก็เข้าใจเป็นอย่างดี ความรู้สึกที่ไม่เศร้าไม่รู้สึกใยดีกับเรื่องเลวร้ายที่กำลังเข้ามา ในขณะเดียวกันก็ #ไร้ความสุข ไม่รู้สึกยินดีกับพลังด้านบวกที่อยู่รอบตัว หัวใจของเราว่างเปล่าไม่รู้สึกถึงอะไรเลยนั้น จนเหมือน #เราไม่มีตัวตนอยู่จริง มีแค่กายแต่ไม่มีจิตใจ… เป็นภาวะเสี่ยงทางใจที่มีชื่อเรียกว่า “Anhedonia”

“เงินไม่ใช่ทุกอย่างในความสุข แต่คือความมั่นคงทางสังคมที่ทุกคนต้องมี”
.
เรื่องที่กำลังเป็นประเด็นปัญหามากที่สุดในช่วงนี้คงหนีไม่พ้น “เรื่อง COVID19” แม้ในช่วงเริ่มต้นความกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อจะเป็นเรื่องอันดับแรกๆ ที่เราพูดถึง แต่ไม่นานผลกระทบที่ได้จาก COVID19 เริ่มแสดงให้เราเห็นถึงความน่ากลัวที่มากกว่าการติดเชื้อเสียอีก และเรื่องสำคัญที่สร้างความสูญเสียให้กับตัวเรามากที่สุด คือ สภาวะทาง “การเงิน”

คุณรู้สึกไหม ? ว่าคำว่า “พอดี” มันดูกลมกล่อมไปหมด ยิ่งหากถูกใช้ในความสัมพันธ์แล้วละก็มันยิ่งดูลงตัวและรู้สึกสงบมากกว่าคำอื่นๆ แต่ก่อนที่ใครคนนึงจะวิ่งมาเจอคำว่าพอดี คงต้องผ่านบททดสอบที่ขาดๆ เกินๆ มาอยู่ไม่น้อย เพราะอะไรที่ “พอดีกับใจ” ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆ จะหาเจอ