แค่ไหนถึงควรพบจิตแพทย์ ?

1. ความทุกข์ที่อยู่ในใจ นาน !

ไม่ว่าที่พึ่งเกิดขึ้น หรืออาจจะมีเรื่องเจ็บปวดใจในอดีตที่เราไม่เคยเล่าให้ใครฟัง โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่มีใครรู้เกี่ยวกับความเจ็บปวดนี้เลยนอกจากเรา ที่จริงมันอาจจะเป็นบาดแผลที่ค้างในใจก็ได้ หากหยุดคิดถึงเรื่องพวกนั้นไม่ได้ หรือเมื่อเวลาผ่านเรื่องเหล่านั้นก็กลับมาเป็นระยะๆ ก็ควรนำเรื่องนั้นไปปรึกษาเพื่อหาทางออกดูน้า

2. มีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย
.
เจ็บป่วยง่าย ปวดหัว ปวดท้อง แม้กระทั่งปวดขาทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย อาจเป็นเพราะความเครียดที่สะสมเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลงและทำให้ไม่สบายในที่สุด

3. เสพหรือทำอะไรสักอย่างเพื่อเบี่ยงเบนเรื่องในใจ
.
ไม่ว่าเหล้า บุหรี่ หรือแม้แต่กินอาหารเยอะกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายที่สมองกำลังหาตัวช่วยมาเบี่ยงเบนเรื่องในใจออกไป ซึ่งจะคล้ายๆกับการแก้ปัญหาปลายเหตุมากกว่า

4. เบื่อ
.
สิ่งที่เราชอบทำ มักจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับแกนกลางของความเป็นตัวเรา หากแกนนี้มีการบิดเบี้ยวไปแสดงว่าอาจเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงขึ้นในใจ เพราะฉะนั้นถ้ามีความกังวลเกี่ยวกับอาการเบื่อหน่ายนี้ อยากให้ลองปรึกษานักจิตฯ ให้ช่วยวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นนะคะ

5. คนรอบตัวเริ่มทักและเป็นห่วง (เธอเปลี่ยนไป)
.
บางครั้งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าพฤติกรรมหรือนิสัยของเราเปลี่ยนไป คนรอบข้างต่างหากที่เป็นคนเห็น ดังนั้นถ้าเพื่อนให้คำแนะนำ มีท่าทางเป็นห่วงอยากให้เราลองไปหาผู้เชี่ยวชาญ แสดงว่าอาการเรามันออกจนคนอื่นเห็นได้แล้วน้า

สรุปคือ การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย การมีอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ก็เริ่มปรึกษาได้แล้ว อย่างที่เวลาเราเป็นไข้หวัด คัดจมูก เราก็ไปหาหมอกัน เรื่องของสุขภาพใจก็เช่นเดียวกัน มีปัญหาในใจ ก็ขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่นๆนะ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: