โอบกอดทุกบาดแผล แล้วกลับมารักตัวเอง

โอบกอดทุกบาดแผล แล้วกลับมารักตัวเอง

มันก็ผ่านมานานแล้ว ถ้านับเป็นจำนวนก็ประมาณ 6 ปีได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรามีความฝัน เราพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้เข้าไปอยู่ในที่ ที่เราจินตนาการถึงมาตลอด แต่ในเมื่อชีวิตมันไม่ง่ายขนาดนั้น เราตรวจพบเจอก้อนรังไข่ที่กลับขั้วอยู่ในมดลูก…
.
เราจำเหตุการณ์ได้ดี เราเข้าไปในห้องตรวจตอนสามทุ่มและถูกผ่าตัดในตอนตีหนึ่งคืนนั้น เสียงคุณหมอที่คุยกับแม่ที่ยังดังก้องในหูมาจนทุกวันนี้
“โชคดีมากที่ตรวจเจอ ถ้ามาช้ากว่านี้อาจจะไม่ช่วยไม่ทัน”
.
หรอวะ เราคือคนที่โชคดีจริงๆ หรอวะ ได้แต่คิดอยู่ในใจ แต่ถึงอย่างนั้นเรายังมีเป้าหมายที่เราต้องทำ ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า แค่ผ่ามันออกไป ทุกอย่างมันคงจะกลับมาเป็นปกติ เราก็จะยิ้ม หัวเราะได้เหมือนเดิม

ไฟในห้องผ้าตัดสว่างวาบ สว่างแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มีคนยืนมุงเราเต็มไปหมด เดาว่าน่าจะเป็นนักศึกษาแพทย์
ที่กำลังศึกษาเคสการผ่าตัดก้อนเน่าๆ ในร่างกายของเราหมอผู้หญิงที่อยู่ข้างขวา บอกเราว่า
.
“หายใจเข้าลึกๆนะคะ มันจะหอมๆ เหมือนอากาศบริสุทธิ์”
.
เออ แต่มันก็หอมจริงๆนะ กลิ่นมันเหมือนตอนเรายืนอยู่ริมน้ำตก นั่นคือภาพสุดท้ายที่เราจำได้
.
หลังจากนั้นมาเราก็พักรักษาตัวแค่ไม่กี่อาทิตย์ก็ออกมารักษาแผลอยู่ที่บ้านได้ เราหายดีแล้ว และกลับไปเรียนเพื่อที่จะทำตามความฝันต่อ ใจมันก็สู้ดีนะ
.
แต่เหมือนจะลืมอะไรบางอย่างไป ว่าตอนนั้นเราเพิ่งอายุ 17 ปี..
.
ในช่วงวัยของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ควรจะเติบโตและสดใสในแบบที่เขาควรจะเป็น ไม่ควรมากังวลด้วยซ้ำว่าอนาคตจะมีลูกได้ไหม เพราะรังไข่ถูกตัดไปแล้วหนึ่งข้าง
.

ในตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงเรื่องอนาคตขนาดนั้นหรอก เราไม่เคยรู้ตัว จนความเศร้ากัดกินหัวใจของเราไปทีละเล็กน้อย จนวันหนึ่งเราได้สติว่าวันนั้นเกือบตายแล้วนี่หว่า แต่ก็ยังไม่รู้ว่าสาเหตุของรังไข่กลับขั้วมันคืออะไร เราเป็นอะไร แล้วทำไมมันต้องเกิดกับเรา

“ทำไมเราถึงไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น”

รอยผ่าตัดเมื่อ 6 ปีก่อน มันยังตอกย้ำเราอยู่
ตอนอาบน้ำหรือตอนแต่งตัว ก็ยังคงเห็นมันอยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งที่เราพูดคุยกับรอยผ่าตัดนั้น เหมือนว่าเป็นเพื่อนที่อยู่ด้วยกันมานาน
.

“ตอนนี้เรามีงานทำ ได้ซื้อของที่ตัวเองชอบด้วย”
“ถึงเราจะมีเงินซื้อความสุขได้ตั้งมากมาย แต่เราก็ไม่เคยลืมเรื่องนี้ได้เลย พูดถึงทีไรก็จะร้องไห้ทุกที”
“มันเศร้ามากเลยนะ แต่ทำไมตอนนั้นเราต้องละเลยความรู้สึกของตัวเองด้วย”

เพื่อนรอยผ่าตัดนั้นบอกกับเรา

“ก็เพราะว่าแกเข้มแข็งไง”
“ร่างกายมันควบคุมไม่ได้และแกไม่ได้ผิดอะไร
เราดีใจนะที่ตอนนี้แกยังหายใจอยู่”
“มันไม่เป็นไรหรอกนะ ถ้าแกจะไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น”
.

เราอยากกลับไปกอดตัวเองในตอนที่เรายังอายุ 17
เราอยากให้กำลังใจและขอบคุณที่เขาอดทนเข้มแข็งได้ขนาดนี้ เราอยากบอกเขาว่า ตัวเขาในตอนนี้ทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจได้เรียนจบและมีงานหน้าที่การงานที่ดี
.

มันทำให้เรารู้สึกขอบคุณตัวเองอยู่ในทุกๆ วันที่ยังตื่นขึ้นมามีลมหายใจ เห็นคุณค่าของทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต วันที่แย่ เราจะกอดตัวเองให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้

ขอบคุณที่อย่างที่ประกอบรวมกันจนเป็นเราในวันนี้
อย่าลืมกอดตัวเองกันนะ



%d bloggers like this: