เหนื่อยมาทั้งปี ให้รางวัลตัวเอง

Reward yourself เหนื่อยมาทั้งปี ถึงเวลาให้รางวัลตัวเองแล้วแหละ

การให้รางวัลตัวเองไม่มีคำว่าสายเกินไป ส่งท้ายปีนี้ถึงเวลาที่คุณจะขอบคุณตัวเองแล้ว ลองนำ tips ที่เราให้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณได้ หวังว่าทุกคนจะมีช่วงเวลาดีๆ นะ

1. โทรคุยหรือวิดีโอคอลกับใครสักคน แบบ Non-stop

นึกถึงคนที่คุณอยากคุยแล้วลองโทรไปหาเขาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว อัปเดตเรื่องราวชีวิตของกันและกันแบบไม่ต้องกำหนดเวลาว่าจะคุยกันกี่ชั่วโมง เชื่อเถอะว่าจะเป็นฟีลลิ่งดีๆ จนเผลอคุยกันยาวข้ามคืน

2. shopping ของที่อยากได้

ต่อให้มีของที่อยากได้อยู่ในใจ แต่การตัดสินใจซื้อโดยไม่วางแผนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนๆ ก็มาถึงเดือนสุดท้ายของปีแล้ว ถ้าคุณรู้สึกว่ายังมีของที่อยากได้และซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน เราอยากให้คุณใช้เงินเพื่อความสุขบ้าง อย่างน้อยก็เป็นการให้รางวัลตัวเองที่ทำงานหนักมาตลอด

3. ดินเนอร์มื้อพิเศษหรือลอง Food Tour

จัดหนักๆ ให้ตัวเองสักมื้อคงไม่เป็นไร เลือกร้านอาหารที่คุณอยากไปมากที่สุด จะถูกจะแพงไม่สำคัญ ขอแค่เป็นมื้อที่คุณพอใจ การได้สั่งอาหารแบบไม่อั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะกินไม่หมด เพราะนี่เป็นม้ือที่เราจะสั่งทุกอย่างที่อยากกิน เวลาไม่ต้องดูราคาอาหารก็รู้สึกฟินแบบบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ แล้วถ้าไปกับคนพิเศษหรือกลุ่มเพื่อนซี้จะยิ่งดีสุดๆ ไปเลย

4. มาส์กหน้าแล้วนอนดูหนังทั้งคืน

relax แบบง่ายๆ ที่แทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรแต่กลับทำให้รู้สึกรักตัวเองมากๆ เหมือนเราได้ให้เวลากับตัวเองเพลิดเพลินกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ดีกว่าการทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวคุณ ไล่หาหนังที่ชอบใน Netflix ดูการ์ตูน จิบไวน์หรือจะเปิดเพลงคลอพร้อมกับดูแลตัวเองไปด้วย รับรองว่าคุณจะสบายใจในพื้นที่ส่วนตัวแล้วหัวเราะหรือร้องไห้ไปกับหนังเรื่องโปรด

5. เปลี่ยนสไตล์

ลองเข้าร้านทำผม เปลี่ยนสีเปลี่ยนทรง หรือซื้อเสื้อผ้าแนวใหม่ที่คุณไม่เคยซื้อดูไหม สร้างความแปลกใหม่ด้วยการรีเฟรชตัวเอง ฉีกกรอบเดิมๆ ที่คุณเป็น ไม่ใช่แบบเดิมมันไม่ดีนะ แต่คุณอาจจะได้เห็นตัวเองในมุมใหม่ๆ อย่างน้อยความสุขในการแต่งตัวของคุณก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ลองปลดปล่อยตัวเองแล้วเอ็นจอยกับมันให้มากขึ้นนะ

6. ซื้อดอกไม้หรือต้นไม้ให้ตัวเอง

ปกติถ้าไม่ใช่เทศกาลหรือวันสำคัญๆ เราคงไม่ซื้อดอกไม้ โดยเฉพาะซื้อให้ตัวเอง ใครบอกว่าเราต้องรอรับดอกไม้จากคนอื่น เราอาจรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องเดินเข้าไปเลือกดอกไม้หรือต้นไม้ แต่การเปลี่ยนบรรยากาศด้วยสีธรรมชาติๆ จะทำให้อารมณ์เราดีขึ้น ยิ่งช่วงโควิดหลายคนนิยมหันมาปลูกต้นไม้ซื้อกระถางทางออนไลน์ พอปลูกแล้วแค่ได้มองก็รู้สึกเหมือนความรักอบอวลไปทั่วบ้าน ช่วยให้ใจเย็นลงและคลายเครียดด้วยนะ

7. เล่นเกมข้ามวัน

ถึงเวลาโยนภาระทุกอย่างทิ้งไป แล้วหันมาเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนกันเถอะ เลือกวันเหมาะๆ ที่คุณเคลียร์งานให้เสร็จแล้วนัดเพื่อนในแก๊งหรือจะลุยเดี่ยวก็ไม่ว่ากัน บอกเลยว่าเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับใครหลายคนที่ต้องห้ามใจไม่ให้เล่นเกมด้วยเหตุผลต่างๆ วันนี้เป็นวันของคุณแล้ว!

8. หาคลาสเรียนที่น่าสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป, martial arts, ทำอาหาร, ภาษาต่างประเทศ หรืออะไรก็ได้ที่คุณสนใจ ปัจจุบันมีอะไรน่าสนใจมากมายให้เราได้เรียนรู้ สุดท้ายอาจจะพบว่าเรามีทักษะและความสามารถมากกว่าที่เราคิด อย่าเพิ่งกังวลว่าเราต้องเรียนต่อเนื่องหรือจริงจังกับมันมากขนาดไหน อย่าลืมว่าเราเรียนเพื่อผ่อนคลายตัวเอง เลือกในสิ่งที่เราอินแล้วเราจะมีความสุข

9. จัดห้องแล้วนอน

ลองนับดูเล่นๆ สิว่าในปีที่ผ่านมา มีกี่คืนที่เราหลับเต็มอิ่มโดยไม่มีอะไรให้กังวล สำหรับบางคนการจะข่มตาหลับเป็นเรื่องยากมากๆ และมันก็ส่งผลต่อร่างกายเราจริงๆ การทำงานหนักติดต่อกันโดยไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จะทำให้เราอ่อนล้า อยากให้ลุกขึ้นมาจัดพื้นที่ที่นอนหลับสบายที่สุด ไม่ว่าจะแสง อากาศ ที่นอน ลองเปิดแอร์เย็นๆ ห่มผ้านุ่มๆ จะเปิดเพลง จุดเทียนหรือปิดตาด้วยก็ได้ แล้วเข้าสู่การพักผ่อนที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของคุณให้กลับมาแข็งแรง

เราอยากเห็นความเหนื่อยล้าของคุณหายไป อูก้าขอเป็นเพื่อนที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างคุณในทุกโมเมนต์ทั้งดีและร้าย ขอให้วันนี้คุณมีกำลังใจดีๆ ในการเดินไปข้างหน้านะ เรื่องของใจให้เราช่วยรับฟังได้เสมอ

Read More
จิตวิทยาโปรโมชั่น โปรมาเป็นคู่

OOCAstory: บรรยากาศ festive ที่ยิ่งเห็นยิ่งเหงากับโปรมาเป็นคู่

“ซื้อ 1 แถม 1 นะคะ”

“ถ้ารับเป็นเซ็ตคู่ ลดเพิ่มอีก 10% ค่ะ”

“มีทั้งของผู้ชายผู้หญิงเลยน้า”

อยากดื่มชานมไข่มุกแต่ซื้อ 2 แก้วดันคุ้มกว่า พอจะซื้อสกินแคร์ เขาก็จัดไว้เป็นเซต

โปรฯ ร้านอาหารเยอะแยะไปหมด แต่ใครจะไปทานหมด ทำไมน้าทำไม อะไรๆ ก็ต้องจัดเป็นคู่ แล้วคนอย่างเราที่อยากจะแฮปปี้ลั้นลาด้วยการช้อปปิ้งบ้างจะได้ไหมนะ

ว่ากันว่าการช้อปปิ้งช่วยให้คลายเหงา แต่ทำไมบางครั้งกลับรู้สึกหวิวมากกว่าเดิม จากที่เดินห้างคนเดียวได้สบายมาก กลับอยากให้มีเพื่อนมาเดินด้วยกัน เพราะบรรยากาศช่วง festive หรือเปล่าที่พาให้เราเหงาโดยไม่รู้ตัว แถมยังต้องซื้อของหอบหิ้วมากมายแต่บางอย่างอาจจะไม่ได้ใช้กลับไปวางกองไว้ที่บ้านอีก กลายเป็นสิ้นเปลืองเปล่าๆ

ในช่วงอากาศเย็นๆ บรรยากาศแห่งความสุขแบบนี้ ทุกที่ต่างสรรหาโปรโมชั่นมาดึงดูดใจลูกค้า เพื่อแข่งขันกันในช่วงเทศกาล แต่ยิ่งซื้อยิ่งคุ้มอาจไม่ได้มีประโยชน์เสมอไป ยังมีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่เกิดคำพูดในใจว่า “ฉันไม่ได้อยากซื้อเยอะขนาดนั้น” หรือ “ต้องไปหาเพื่อนมาหารอีกแล้ว” กลายเป็นโมเมนต์เศร้าๆ ของคนที่อยู่คนเดียว

มันอาจจะไม่ใช่ความเหงา แต่เป็นความลำบากใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ไปทางไหนก็มีแต่โปรโมชั่นเอาใจคนมาเป็นคู่ แล้วตัวเราที่อยากได้ของชิ้นเดียวเลยรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ครั้นจะเสียเงินเพิ่มซื้อหลายชิ้นก็ไม่เห็นความจำเป็นขนาดนั้น ในใจเลยได้แต่คิดว่าถ้าเปลี่ยนให้มีโปรเอาใจคนโสดมากขึ้นก็คงจะดีเหมือนกันนะ

อย่างเช่น “วัฒนธรรมคนโสด” ในวันที่ 11.11  ของประเทศจีน ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2009 ถือเป็นวันช้อปปิ้งทางออนไลน์และออฟไลน์ยิ่งใหญ่มากๆ คนโสดทั้งหลายต่างก็เฝ้ารอที่จะเห็นโปรโมชั่นดีๆ ในวันนี้ ต่อมาไทยก็ได้รับเอากระแสนี้มาเช่นกัน จะเห็นได้ว่าในวันต่างๆ ที่มีตัวเลขพิเศษเรามักจะเห็นการลดแลกแจกแถมเต็มไปหมด

คงดีไม่น้อยถ้าในช่วงปลายปีที่มีบรรยากาศ Festive มีโปรโมชั่นให้เลือก เพื่อเอาใจลูกค้าหลายๆ กลุ่ม ทุกคนจะได้มีแฮปปี้กันถ้วนหน้า ไม่ต้องรู้สึกเหงากับการเดินซื้อของหรือต้องไปหาลากเพื่อนมาเป็นคู่

ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงปลายปีนี้ พักผ่อนให้เต็มที่ ส่วนเรื่องของใจให้อูก้าช่วยดูแลได้ ไม่เว้นแม้แต่ช่วงเทศกาลเลยนะ ทักมาพูดคุยกันได้หลากหลายช่องทาง อูก้ายินดีให้บริการเสมอจ้า

Read More
เลิกล้อ เลิกบูลลี่ ทุกคนมีค่า มีความพิเศษ

OOCAknowledge: #เลิกเมกฟันกับโรคต่างๆ เพราะทุกความต่างคือความพิเศษ

#เลิกเอาโรคต่างๆ มา make fun ได้แล้ว

“ดูจากหน้าและท่าทางแล้ว เป็นออทิสติกใช่ไหม?”

“ตอบแบบนี้ ปัญญาอ่อนหรือไง?”

“เธอบ้าเปล่าเนี่ย? ประสาท!”

คำพูดพวกนี้เป็นมุกตลกล้อเลียนที่เราได้ยินกันจนชิน บางครั้งก็ถูกนำมาเป็นคำด่า คำต่อว่า โดยที่เราอาจลืมนึกไปว่ามีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดเหล่านี้ ถ้าเลือกได้เชื่อว่าทุกคนอยากเกิดมาเป็นคนปกติ มีร่างกายและสติปัญญาสมบูรณ์พร้อม แล้วถ้าอะไรบางอย่างที่ทำให้เราแตกต่างออกไปถูกนำมาพูดถึงเป็นเรื่องตลกร้าย เราจะรู้สึกอย่างไร?

อูก้าเคยเขียนบทความ “#เลิกเมกฟันกับโรคทางจิตเวช” เพื่อให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้นว่าบางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเรา แต่เป็นปัญหาหรือความทุกข์สำหรับคนอื่น นอกจากโรคที่เราได้ยินชื่อบ่อยๆ เช่น โรคซึมเศร้า ไบโพลาร์ โรควิตกกังวลหรือโรคย้ำคิดย้ำทำ ยังมีอาการป่วยกายและป่วยใจมากมายที่เรายังไม่รู้จักหรือไม่ได้มีความเข้าใจในสิ่งๆ นั้นมากพอ แต่กลับนำไปพูดในทางขบขัน สร้าง joke ในวงสนทนา ทั้งที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น

การถูก make fun ในสิ่งที่เราเป็นนั้นน่าเจ็บปวด ไม่ใช่ไม่ยอมรับว่าเราเป็นอะไร แต่สิ่งที่เรากำลังเผชิญหรือสิ่งที่เราเกิดมาพร้อมๆ กับมัน ไม่ควรกลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจสำหรับใคร ความพิการหรือโรคต่างๆ กลายเป็นคำด่าทอกันตั้งแต่เมื่อไร อะไรที่ไม่ดี ไม่สวยงาม ไม่น่าชอบพอ มักถูกนำมาเปรียบเทียบกับความผิดปกติ

หลายคนชอบบอกว่าเพื่อนที่รสนิยมต่างจากคนอื่นว่า “เขาเพี้ยน เอ๋อ ปัญญาอ่อน”

บ่อยครั้งก็ชอบบอกว่าคนที่พูดไม่รู้เรื่องเป็น “โรคประสาท เป็นบ้า”

เดาเอาเองว่าคนที่เรียกร้องความสนใจเป็น “โรคซึมเศร้าหรือไบโพลาร์”

หรืออย่างล่าสุดที่มีดาราท่านหนึ่งถูกเปรียบเทียบหน้าตาความน่ารักด้วยคำว่า “ออทิสติก”

แล้วจริงๆ เราทราบกันหรือไม่ว่า ออทิสติก (Autistic) มีสาเหตุมาจากอะไร ลักษณะอาการเป็นอย่างไร? ซึ่งออทิสติกจัดอยู่ในกลุ่ม PDD (Pervasive Developmental Disorders) หรือความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน แสดงอาการอย่างชัดเจนตั้งแต่วัยเด็ก จะมีพัฒนาการทางด้านความสัมพันธ์ทางสังคมและการสื่อสารไม่เป็นไปตามปกติ โดยทั่วไปพวกเขาจะชอบอยู่ในโลกของตัวเองมาก ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่ค่อยสบตา เล่นไม่เหมือนเด็กทั่วไป ชอบทำอะไรซ้ำๆ ขาดความยืดหยุ่น แต่จะสนใจบางอย่างถึงขั้นหมกมุ่นในเรื่องนั้นและด้วยความจริงจังนี้เองสามารถทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่เชี่ยวชาญในบางสิ่งบางอย่างได้

ยกตัวอย่างคุณหมอพัคชีอน (นำแสดงโดยจูวอน) ในเรื่อง Good Doctor (2013) ที่มีภาวะออทิสติกและความอัจฉริยะแฝงอยู่และได้กลายเป็นคนหมอที่ทุกคนรัก เรื่องนี้โด่งดังจนถูกนำไปสร้างต่ออีกในต่างประเทศเพราะซีรี่ส์ได้นำเสนอภาพที่ช่วยสร้างทัศนคติด้านบวกในสังคมให้กับคนที่เป็นออทิสติก นอกจากนี้ในชีวิตจริงก็ยังมีบุคคลเช่น Kim Peek อัจฉริยะด้านความจำที่ได้ฉายาว่า “คิมคอมพิวเตอร์” เขาใช้เวลาประมาณ 8-10 วินาทีในการอ่านหนังสือ 1 หน้าและจดจำเนื้อหาหนังสือที่อ่านได้อย่างละเอียดถึง 12,000 เล่ม นอกจากนี้เขายังคำนวณปฏิทินในใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกคนหนึ่งคือ Stephen Wiltshire อัจฉริยะด้านการวาดภาพ ฉายา “มนุษย์กล้องถ่ายรูป” เขาวาดภาพจากความทรงจำ เขาสามารถวาดภาพกรุงโรมได้จากการนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมวิวแค่ 45 นาที โดยเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นแสงหรือเงา วิหาร โคลอสเซียม ถนน ไปจนถึงตึกรามบ้านช่องหลังเล็กๆ

จากตัวอย่างที่เรายกมาจะเห็นได้ว่าพวกเขามีความสามารถที่โดดเด่นและน่าชื่นชม เราจึงไม่อยากให้ทุกคนเหมารวมหรือตีตราว่าคนที่เป็นออทิสติกทุกคนจะเป็นแบบใดแบบหนึ่งหรือมีพัฒนาการที่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและปัจจัยอื่นๆ แต่อยากให้เชื่อว่าเขาเป็นคนที่สามารถพัฒนาได้เหมือนเรานี่แหละ

อย่างที่บอกว่าคนที่เป็นออทิสติกจะมีอาการแตกต่างกันไปสารพัดรูปแบบ เรียกว่าเด็กร้อยคนก็ร้อยแบบ ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว จะนำวิธีสอนแบบเดียวกันไปใช้กับพวกเขายังไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องปรับไปตามลักษณะของแต่ละคน ซึ่งถ้าลองมองดูแล้วก็เหมือนเวลาเราสอนเด็กคนอื่นนั่นแหละ ไม่มีเด็กที่เหมือนกันทุกคนต่างเติบโตในแบบของตัวเอง ฉะนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการที่เราจะดูแลและใส่ใจเด็กคนหนึ่งเลย การจะเข้าใจพวกเขาอาจไม่ง่าย แต่ถ้าส่งเสริมให้ถูกทางและตั้งใจเลี้ยงดูก็สามารถพัฒนาได้

พอเรามีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นแล้วการจะมองว่าชื่อโรคหรืออาการต่างๆ เป็นมุกตลกก็คงไม่ใช่ น่าดีใจที่ปัจจุบันเราเห็นหลายคนในโลกออนไลน์พยายามช่วยกันหยุดการใช้คำพูดสร้างเรื่องตลกที่ไม่ตลก หันมาระมัดระวังและตักเตือนกันเรื่องการใช้คำพูดบูลลี่กันมากขึ้น เพราะความเคยชินที่สั่งสมมานาน การจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในสังคมกับเรื่องล้อเลียนเสียดสีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยทั้งเวลาและความเข้าใจเป็นตัวตั้ง

สุดท้ายเราหวังว่าเหตุผลและข้อมูลที่เป็นประโยชน์จะช่วยให้การหยิบยกคำๆ หนึ่งไปพูดต่อได้รับการตระหนักและเอาใจใส่มากขึ้น ไม่รู้ไม่เป็นไรแต่เราเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ได้ ถ้าเราไม่รู้ความหมายก่อนที่จะใช้มัน ให้ลองศึกษาดูก่อนแล้วจึงทบทวนว่าควรสื่อสารออกไปไหม เพื่อลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างที่รู้ว่าโลกโซเชียลนั้นไปไว อย่าทำร้ายใจใครด้วยความประมาทของเราเลยนะ นอกจากนี้ทุกคนยังสามารถไปตาม #เลิกเมกฟันกับโรคทางจิตเวช ในทวิตเตอร์ได้เลย มีข้อมูลดีๆ ที่คนในสังคมนำมาแบ่งปันกันมากมาย

หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังอึดอัดใจ ไม่มีความสุขกับมุกตลกที่คนอื่น make fun เกี่ยวกับเราหรือคนที่เรารัก อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาของเรา ช่วยกันดูแลจิตใจและข้ามผ่านปัญหาไปพร้อมกับเราได้ อูก้ายินดีรับฟังคุณเสมอนะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://th.rajanukul.go.th/preview-4005.html

https://teen.mthai.com/variety/57036.html

Read More
เด็กจบใหม่ 2021

OOCAstory: ฝันร้ายของเด็กจบใหม่ในโลกหลัง Covid-19

“โลกแตกเลยได้ไหม?” เป็นวลีที่ฮิตมาก ๆ ในหมู่เด็กจบใหม่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

หลังจากโรคโควิด 19 พลิกโฉมโลกปี 2020 ให้ไม่มีอะไรที่คาดเดาได้หรืออาจปิดช่องว่างสำหรับการวางแผนชีวิต การเรียนจบที่เคยเป็นหมุดหมายของทุกคนและแสดงถึงการเริ่มต้นใหม่บนเส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็กลับกลายเป็นเส้นทางที่ไม่แน่นอนอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการหางานที่ยากขึ้นเป็นเท่าตัว เนื่องจากบริษัทจำนวนมากลดอัตราการจ้างพนักงาน หรือแม้จะหางานได้แล้ว ภาพการทำงานในอนาคตก็ยังดูไม่ชัดเจ

สายงานของฉันต้องปรับตัวยังไง ? แล้วสำคัญกว่านั้น ตำแหน่งของฉันจะจำเป็นขนาดไหนในโลกหลังโควิด 19? แล้วนอกจากการทำงาน แผนที่วางไว้ก็พังทลายกันเป็นแถบๆ คือแผนการท่องเที่ยว การปลดปล่อยอิสระที่รอคอยมาตลอดเทอมสุดท้ายที่ต้องฝ่าฟันกับธีสิสจบก็ถูกมาตรการการล็อกดาวน์ทั่วโลกขโมยไป จนต้องร้องออกมาว่า “พอแล้ว โลกแตกเถอะ เหนื่อยกับทุกอย่างเหลือเกิน”

ในงานวิจัยทั่วโลก พบว่าปัจจุบันกรณีปัญหาด้านสุขภาพจิตนั้นพุ่งสูงขึ้นมาก หลังจากเกิดโรคโควิด 19 โดยในบางประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นสามเท่าจากช่วงก่อนโควิดระบาดเลยด้วยซ้ำ โดยส่วนมากโรคที่พุ่งสูงขึ้น ได้แก่ โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล

การยกเรื่องสถิติเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อให้กังวลใจอะไร แต่ทีมของอูก้าอยากสื่อให้เพื่อนๆ ที่กำลังอ่านอยู่เห็นว่าหากคุณกำลังเป็นเด็กจบใหม่ที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพใจในเวลานี้อยู่ เธอไม่ได้อยู่คนเดียวและมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทีมงานของอูก้าเองก็เป็นทีมที่รวบรวมคนจากต่างสถานที่และต่างวัยมาอยู่ด้วยกัน และเราทุกคนก็ต่างเผชิญกับความเจ็บปวดในแบบของตัวเองเพราะปี 2020 เช่นกัน แล้วการนำเรื่องในใจและประสบการณ์ของตัวเองมาแบ่งปันกันนั้นช่วยให้เราอยากผ่านสถานการณ์นี้ไปได้มากกว่าเดิม และให้เราได้เชื่อว่าโลกนี้ยังไม่ต้องแตกก็ได้และมันยังดีพอให้เราสู้ต่อไปด้วยกัน

ระหว่างทางนั้นหากรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ยังมองไม่เห็นเส้นทางที่จะไปต่อ หรือแม้ว่าจะไม่พร้อมเล่าให้ใครฟัง อูก้ายังพร้อมจะคุยกับคุณเสมอนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2770146

https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/69/wr/mm6932a1.htm

https://www.statista.com/statistics/1173432/covid-related-anxiety-depression-us-adults-by-education/

Read More
ทำไมคุยกับคนแปลกหน้าแล้วสบายใจ

OOCAstory: ยินดีที่ไม่รู้จัก ทำไมการเล่าเรื่องให้คนไม่สนิทฟัง ถึงสบายใจกว่า

ทำไมฉันกล้าเล่าเรื่องสำคัญให้เขาฟังได้ทั้งที่เพิ่งเจอหน้าและอาจเป็นแค่ครั้งเดียวที่เจอกันด้วยซ้ำ เป็นเพราะเราไว้ใจเขาหรือเป็นเพราะเราไม่ไว้ใจตัวเองมากพอที่จะเปิดเผยบางมุมให้คนที่รู้จักเรารับรู้ เชื่อว่าหลายคนเคยถามคนที่ไม่สนิทถึงวิธีดีลกับคนใกล้ตัว เช่น “เราจะพูดเรื่องงานกับที่บ้านยังไงดี บอกตอนไหนให้เขาเสียใจน้อยที่สุด กลัวเขาโกรธจังเลย” ทั้งที่จริงๆเราสนิทกับครอบครัวมากกว่าคนที่เราไปขอคำปรึกษา แต่เพราะเราแคร์มาก การจะเล่าอะไรสักอย่างเลยถูกปิดกั้นด้วยความกังวลแทน

อย่างในซีรีส์ญี่ปุ่นเราจะเห็นฉากที่พนักงานนั่งดื่มเบียร์แล้วคุยปรับทุกข์กับเจ้าของร้านอาหาร หรือหนังฝรั่งที่ไปนั่งตามบาร์แล้วเกิดบทสนทนาที่ลึกซึ้งกินใจ ทั้งๆที่ตัวละครไม่ได้ความสัมพันธ์อะไรมากไปกว่าคนรู้จักแบบผิวเผิน แล้วส่วนใหญ่เรื่องที่เล่าก็เกี่ยวกับคนที่เรารักและแคร์ทั้งนั้น

ทำไมผู้คนถึงแชร์เรื่องส่วนตัวกับคนที่ไม่สนิท? ง่ายๆเลยคือพวกเขาไม่รู้จักเราดี บางทีเราก็ไม่ได้อยากจะเล่าแต่เรื่องราวที่ประสบความสำเร็จหรือด้านดีๆของตัวเอง เลยเลือกจะเล่าให้คนไม่สนิทฟังเพราะพวกเขาไม่มีอคติ ไม่อินหรือตัดสินชีวิตเรา หรือต่อให้เขาแสดงความคิดเห็นกลับมา เราก็ไม่ได้ให้น้ำหนักกับมันมากเท่าเวลาที่คนสนิทเราบอก รวมถึงไม่ต้องกังวลว่าเรื่องของเราจะถูกเล่าต่อในแวดวงคนรู้จัก

แน่นอนว่าเราคาดหวังจากการพูดถึงเรื่องส่วนตัวหรือปัญหาต่างๆ ทำให้อดคิดถึงท่าทีที่จะตามมาของอีกฝ่ายไม่ได้ อย่างบางหัวข้อที่เรารู้สึกว่า sensitive มากๆ เช่น ครอบครัว ความรัก รสนิยมทางเพศ เรากล้าที่จะเล่าอย่างสบายใจก็ต่อเมื่อเรารู้ว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงและคนที่รับฟังจะไม่สามารถติดต่อหรือทำอะไรเราได้ แต่หากเป็นคนรู้จักหรือคนรอบตัว เราจะคิดมากกับสายตาที่เขามองมาว่าชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่เราสร้างมาอาจมีคุณค่าต่างไปจากเดิม ซึ่งเรามักจะอึดอัดเวลาคนรอบตัวจับต้นชนปลายแล้วเอาเรื่องอดีตปัจจุบันอนาคตมารวมกัน เพื่อตัดสินเราแค่เพียงเพราะพวกเขารู้จักเราดี โดยที่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่เราอยากให้เขาโฟกัสเลย

สำหรับคนไม่สนิทกัน เรารู้ว่าไม่ว่าเขาจะคิดยังไงกับเราในชีวิตจริง เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีอิทธิพลกับชีวิตจึงไม่ต้องแคร์อะไรกันมากมาย กลายเป็นสบายใจและมีความสุขที่ได้แชร์ประสบการณ์และพูดถึงอะไรก็ได้ที่อยากจะพูดโดยคิดแค่ว่ามันคือการปลดปล่อยตัวตนแบบไร้ชื่อ คล้ายๆหนังเรื่อง “กวน มึน โฮ” ที่ตัวละครต่าง “ยินดีที่ไม่รู้จัก” แต่เต็มใจที่จะแบ่งปันทุกข์สุขร่วมกัน

ไม่ใช่ว่าเราจะเล่าแต่เรื่องเศร้าๆ ด้านแย่ๆ ของตัวเองให้คนอื่นฟัง บางครั้งเรื่องของเราอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคนก็ได้ กลายเป็นความรู้สึกอิ่มใจที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดแง่ดีและสร้างพลังบวกให้แก่กันและกัน

การพูดคุยกับคนไม่สนิทอาจนับได้ว่าเป็นอีกทางเลือกในการปลดปล่อยความในใจที่เหมาะกับบางคน ไม่ได้เป็นวิธีที่ไม่ดีแต่เล่าแล้วอย่าลืมแก้ปัญหาด้วยล่ะ ไม่งั้นต่อให้เล่าให้คนอื่นฟังแล้วความเครียดก็จะวนกลับมาได้อีก

อย่าลืมแคร์คนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือตัวคุณเอง สำหรับทุกเรื่องราวที่อยากจะเล่าให้ใครสักคนฟัง อูก้ายินดีอยู่กับคุณเช่นกันนะ ติดต่อเข้ามาพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอเลย

Read More
ไม่สบายใจหาคนรับฟัง จิตวิทยา

OOCAinsight: เธอโอเคไหม เก็บอะไรไว้  “ไหนเล่า”

“เราปลอบคนไม่เก่ง แกลองเอาไปฟังล่ะกัน” คืนนั้นเพื่อนส่งเพลง “ไหนเล่า” ของ AUTTA x BLACKSHEEP x MILLI มาให้ (ฟังเพลงเต็มๆ ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=YIgvov0RfK8) ต้องบอกเลยว่าแค่ท่อนแรกที่ได้ฟังก็ทั้งซึ้งทั้งขำเพื่อน อาจจะจนปัญญาที่จะปลอบเราจริงๆ นั่นแหละ แต่สุดท้ายก็ไม่ทิ้งเราไปไหนอยู่ดี

.

“เธอโอเคไหม เก็บอะไรไว้

พร้อมรับฟังถ้าหากไม่ไหว

ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นอะไร

ขอบคุณที่เชื่อใจและเล่าให้ฟัง”

.

บางครั้งเราไม่รู้เลยว่าการปลอบใจคนๆ หนึ่งต้องพูดอะไรบ้าง รู้แค่ว่าถ้าปล่อยให้นั่งคิดอยู่คนเดียว จมอยู่กับวงจรความเศร้า เขาอาจจะเป็นบ้าตายเหมือนท่อนหนึ่งในเพลงที่บอกว่า

.

“ทุกความรู้สึกแย่ๆ บางครั้งเกินแก้จนอาจจะเก็บกด”

.

ถ้าแบกเอาไว้นานเกินไปพื้นที่ในใจคงถูกทับถมด้วยความรู้สึกลบเต็มไปหมด แต่ถ้าเราทำความเข้าใจกับคำว่า “ชีวิต” เราจะพบว่าบางทีมันก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ หนึ่งอาจจะไม่ได้ไปสองแล้วต่อด้วยสาม เราต้องทำเหมือนคนอื่น หรือทุกวันจะต้องมีความสุขเท่านั้น เพราะชีวิตมันสามารถพลิกแพลงเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น

.

แล้วถ้าวันไหนที่มีเรื่องไม่สบายใจ การที่เธอเล่าให้เราฟัง ไม่ใช่แค่เธอได้ระบายนะ แต่เราเองก็รู้สึก “ขอบคุณ” ที่ไว้ใจจะเล่าให้เราฟังเหมือนกัน ไม่รู้หรอกว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่เก็บไว้คงมีแต่จะบั่นทอนจิตใจ เพราะงั้นเราเลยอยากบอกว่าถ้าอยากเล่าหรือพร้อมจะบอกตอนไหน ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เฟลแค่ไหนก็บอกได้เสมอ

.

เพลงนี้กำลังบอกให้เราหันกลับมาแคร์ใจตัวเองในวันที่ไม่ไหว ยังมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างเราเสมอ เป็นธรรมดาชีวิตเราต้องมีทั้งวันที่ดีและร้าย ต่อให้วันนี้จะเสียใจแต่มันเป็นเพียงเรื่องที่ผ่านเข้ามาแล้ววันหนึ่งจะผ่านไป แต่ถ้าเราละเลยไม่ดูแลใจตัวเองให้ดี ความเศร้าคงจะไม่หายไปไหนแถมปัญหาก็จะยังติดอยู่ในใจเราต่อไป

.

ถ้าเหนื่อยมากลองหาที่พักใจ หันไปรอบๆ ตัวแล้วพึ่งพาคนข้างกายบ้าง เชื่อเถอะว่าการเล่าให้ใครสักคนฟังช่วยเยียวยาใจเราได้ ถ้าผ่านเวลาร้ายๆ ไปได้แล้วก็หันไปขอบคุณเขาสักนิด เพราะ “การรับฟัง” มันยิ่งใหญ่พอจะเรียกว่า “ความรัก” ได้เลยนะ

.

คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเล่าปัญหาให้ใครสักคนฟัง เพราะต้องอาศัยทั้งความสนิท ความไว้ใจและเชื่อใจ ถ้าวันนี้ยังไม่รู้จะบอกใคร นึกถึงอูก้าก็ได้นะ เรายินดีรับฟังทุกคนเสมอ เพราะเรื่องของใจเราพร้อมจะช่วยดูแล

Read More
ทำไมถึงถูกทิ้ง จิตวิทยา

OOCAstory: ในความสัมพันธ์ฉันมักถูกทิ้ง ไว้ข้างหลังเสมอ

เคยไหม? รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน

“เป็นฉันอีกแล้วที่ไม่มีใครเลือก”

“ฉันอยู่คนเดียวได้ ไม่มีใคร ฉันก็อยู่ได้”

เราเฝ้าบอกตัวเองซ้ำๆ เวลาที่เห็นคนอื่นเดินจากไป พวกเขามีความสุข ยิ้มแย้ม แม้จะไม่มีเราอยู่ตรงนั้น เป็นอีกครั้งที่เราถูกทิ้งไว้ข้างหลังคนอื่นและยังคงเป็นเราเสมอที่ถูกมองข้ามไป

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพื่อน ฉันมักถูกเลือกเข้ากลุ่มเป็นคนสุดท้าย

ในครอบครัว บางครั้งฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองถูกลืมหรือเปล่า

หรือเรื่องความสัมพันธ์ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีค่าที่ได้อยู่ในความสัมพันธ์นั้น

ภาพที่เราคุ้นตาคือตัวเองที่จมอยู่ที่เดิม ในขณะที่คนอื่นได้รับความสำคัญ แต่ที่ตรงนั้นกลับไม่มีเหลือไว้ให้เราเลยแม้แต่น้อย

บอกตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยแล้วว่าจะไม่เก็บมาใส่ใจ ไม่เอามาคิดมาก แต่ก็ไม่เคยทำใจให้ชินได้เลย “เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า” ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดกับเราเสมอ อาจจะจริงนะ ที่เราทั้งเรียนไม่เก่ง หน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่น จนกลายเป็นว่าเราไม่ชอบตัวเองเลยที่เป็นแบบนี้

เรามีแต่ความสงสัยในตัวเอง แรกๆ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงทิ้งเราไว้ข้างหลัง จะมีใครสักคนไหมที่อยากพาเราเดินไปด้วย เราไม่ดีพอใช่ไหมที่จะได้รับความรักความใส่ใจ ผิดตรงไหนที่เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ตรงนั้นบ้าง ไม่มีใครรู้หรอกว่า “การยอมรับ” สำคัญขนาดไหน จนกว่าวันหนึ่งเราจะได้สัมผัส “การถูกทิ้ง”

แต่ก็ได้คำตอบว่าเราฝากความคาดหวังไว้ที่คนอื่นมากเกินไป เราแค่เป็นตัวเราเองโดยไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แทนที่จะมองภาพคนอื่นเดินไปไกลแล้ว เราน่าจะออกตามหาเส้นทางของตัวเองดูบ้าง ลองหาอะไรที่เราชอบและตามหาความมั่นใจให้เจอ ความสุขที่เปล่งประกายออกมาทางสีหน้าและแววตาต่างหากที่จะทำให้เราโดดเด่น

อย่าเฝ้ามองแต่ที่ที่ไม่เหมาะกับเราเลย แค่หาพื้นที่ของความสบายใจให้เจอก็พอแล้ว พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนที่รักเราและใช้เวลาทุกวินาทีไปกับการรักตัวเอง แม้ความรู้ของคนที่อยู่ข้างหลังจะเจ็บปวดจนยากจะลืม แต่ข้อดีคือคุณจะพยายามใส่ใจทุกๆ คนที่อยู่รอบตัว กลายเป็นความพิเศษในตัวคุณที่ใครๆ ก็รู้สึกขอบคุณ

วันไหนที่รู้สึกไม่สบายใจ โดนตอกย้ำด้วยความรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนไม่ความสุข อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชันของเราได้เลย อูก้ายินดีดูแลจิตใจและรับฟังทุกคนเสมอนะ

Read More
ทำนายความสัมพันธ์ จิตวิทยา

OOCAplay: pick a card ตัวฉันเป็นยังไงเมื่ออยู่ใน ความสัมพันธ์?

ตัวฉันเป็นยังไงกันนะ เมื่ออยู่ในความสัมพันธ์? นิสัยที่คุณเป็นอาจไม่ใช่ตัวตนที่แสดงออกเวลามีความรัก ลองให้ไพ่บอกสิว่าตัวเราเป็นยังไงเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ หลับตาสักห้าวินาทีแล้วใช้ความรู้สึกเลือกไพ่ที่ดึงดูดใจคุณมากที่สุด แล้วเลื่อนไปอ่านคำทำนายได้เลย ขอให้คุณได้ไพ่ที่ตรงใจและได้เจอกับความรักดีๆ นะ

ปล. เล่นเพื่อความสนุกเพราะเราไม่ใช่หมอดู แต่เราอยากให้คุณมีเวลาที่จะเข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านข้อความนี้นะ ถ้าอยากคุยกับใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังคุณ อย่าลืมนึกถึงอูก้าล่ะ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้คุณเสมอ

ใบที่ 1

สำหรับคุณความรักคือสิ่งที่ไม่แน่นอน ทำไมทุกๆครั้งที่มีความรักหรืออยู่ในความสัมพันธ์คุณกลับรู้สึกว่าตัวเองเปราะบางจังเลย เรากลายเป็นคนที่อ่อนแอลงทั้งที่บอกตัวเองแล้วว่า “อย่าคาดหวัง” แต่ใจก็คิดอยู่ดี ไม่เป็นไรนะ ถ้าไม่สามารถจัดการทุกอย่างพร้อมกันได้ คุณแค่เหนื่อยกับหลายๆ เรื่อง ลองแก้ปัญหาทีละอย่าง คุณสามารถประคองมันให้ไปต่อได้แน่นอน หลังจากนี้คุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นแล้วมุมมองที่มีต่อเรื่องความรักก็จะเปลี่ยนไปด้วย อดทนอีกนิดนึงนะ อย่าปล่อยมือคนสำคัญในชีวิตเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ใช้ความเชื่อใจที่มีฝ่าฟันไปด้วยกัน

ขอให้ความรักทำให้คุณมีพลังที่จะสู้ต่อ จับมือคนข้างๆให้แน่นๆ เลยนะ

ใบที่ 2

ความรักไม่ยุติธรรมเลยเนอะ ถามตัวเองอีกครั้งว่าเวลามีความรัก เรารักเขามากกว่ารักตัวเองหรือเปล่า ทั้งๆที่ใส่ใจและดีกับเขามากขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เห็นคุณค่าของเราบ้างเลย เหมือนจะแอบน้อยใจแต่ไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ กลัวจะดูงี่เง่าเพราะคุณอยากให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณเป็นคนดีมีเหตุมีผล อย่าลืมนะว่าความรักไม่ใช่รางวัลตอบแทนความดี และคุณค่าที่เรามีก็ไม่ได้หายไปไหน อย่าโทษตัวเองว่าเราไม่ดีพอ รักตัวเองให้มากๆ แล้วลองลุยดูอีกสักตั้ง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง กอดตัวเองให้แน่นๆ “สิ่งที่เราทำไปมันดีแล้ว” ถ้าสุดท้ายจะต้องเสียใจ อย่างมากก็แค่ร้องไห้แหละเนอะ

ขอให้วันนี้คุณถูกโอบกอดด้วยความรักที่ดีนะ

ใบที่ 3

ไพ่บอกกับคุณว่าเวลามีความรัก คุณค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองจะเป็นทั้งเพื่อนและคนรักที่ดี เพราะคุณทุ่มเทและทำเต็มที่กับความรักเสมอ มีอะไรคุณพร้อมจะอยู่ข้างๆ คนรักและทำเพื่อเขาเท่าที่จะทำได้ จนบางครั้งเมื่อความรักไม่เป็นอย่างที่หวัง จึงไม่แปลกที่คุณจะเสียใจและรู้สึกเฟลกับสิ่งที่ได้พยายามไปทั้งหมด เสียใจได้ถ้ารู้สึกว่าวันนี้เจอกับความรักที่ใจร้าย แต่เชื่อเถอะว่าความรักที่คุณมีจะตอบแทนคุณด้วยสิ่งดีๆ แล้ววันหนึ่งคุณจะได้เจอความรักที่คู่ควรกับคุณ อูก้าเป็นกำลังใจให้อยู่นะ

ขอให้วันนี้ได้เจอกับความรักดีๆ ที่คุณคู่ควร

ใบที่ 4

เวลามีความรัก รู้สึกไม่ค่อยเป็นตัวเองใช่ไหม เพราะเราพยายามจะเป็นทุกอย่างให้เขา อยากให้เขาสบายใจที่มีเราอยู่ แต่บางทีเราอาจจะฝืนตัวเองเกินไป เวลาอยู่ในความสัมพันธ์ไม่ต้องเข้มแข็งขนาดนั้นก็ได้ ความรักคือการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ต่อให้เราแสดงด้านที่อ่อนแอออกมาก็ไม่ได้แปลว่าเรางี่เง่าเอาแต่ใจหรอกนะ คนข้างๆ เขาคงอยากให้เราเปิดใจถึงความรู้สึกลึกๆ พูดและบอกปัญหาให้เขารู้บ้าง เพราะมันคือการช่วยให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าต่อไปได้ เป็นตัวเองให้มากที่สุดแล้วขอให้ภูมิใจเมื่อได้เจอคนที่รักในแบบที่คุณเป็น

ขอให้ความรักอยู่รอบตัวคุณและไม่หายไปไหน

Read More
โดนบูลลี่ โดนแกล้ง จิตวิทยา

OOCAstory: จะเลิกบูลลี่คนอื่นด้วยคำพวกนี้ ได้หรือยัง?

เข้าใจว่าหลายคนกำลังเผชิญกับการถูกบูลลี่ด้วยคำพูดแบบต่างๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปร่างหน้าตา ความสามารถ อุปนิสัย หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว จนกลายเป็นบาดแผลในใจที่ไม่มีวันลืม ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นแค่คำพูดธรรมดาๆ ไม่ได้เจตนาให้รู้สึกไม่ดี แต่สำหรับคนฟังคำพูดเหล่านั้นกลับทิ่มแทงใจ ทำให้เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง

น่าเศร้าที่บางครั้งเราก็ทำได้แค่ยิ้มตอบเวลามีคนมาพูดจาแย่ๆใส่เรา บ้างไม่รู้จะตอบโต้ยังไง บ้างไม่อยากให้เขามองว่าเราคิดมาก หรือไม่อยากทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นใหญ่  ทั้งที่จริงๆ มันเป็นเรื่องใหญ่และมีผลต่อใจเรามาก กลับกลายเป็นตัวเราเองที่รับเอาคำพูดพวกนั้นมาแล้วต้องพยายามกล้ำกลืนมันลงไป

แน่นอนว่าการเจอคำพูดที่คอยบั่นทอนเรานั้น มันทั้งฝังใจและน่าอึดอัดที่ต้องวนเวียนอยู่กับคำพูดล้อเลียน ดูถูก ถากถางกัน คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เรื่องการบูลลี่ทางคำพูดหมดไป แต่หากเริ่มต้นที่ตัวเราที่พยายามระมัดระวังคำพูดไม่ให้สร้างบาดแผลให้คนอื่นและช่วยกันทำให้คนตระหนักมากขึ้น เรื่องพวกนี้ก็จะค่อยๆ น้อยลงไป

ต้องขอขอบคุณทุกๆ คนที่ช่วยแชร์คำพูดบูลลี่ที่เคยเจอมา ทำให้คนอื่นได้เห็นว่าคำพูดที่เอ่ยออกมาสั้นๆ แต่ก็มีพลังรุนแรงมากกว่าที่คิด หวังว่าเราจะมีสังคมที่มีความสุข ให้เกียรติกันและรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้นนะคะ อูก้าอยากเห็นทุกคนมีรอยยิ้ม ได้รับฟังคำพูดดีๆ ที่เยียวยาใจคุณได้ สามารถทักมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอ รับรองว่าทุกคนอ่อนโยนน่ารักและพร้อมรับฟังด้วยความเข้าใจแน่นอนค่ะ

Read More
วิธีเยียวยาใจ จิตวิทยา

OOCAknowledge : How to take care of your MIND อย่าปล่อยให้หัวใจเราเจ็บ

เมื่อเราใช้หัวใจทำงานทุกวัน แน่นอนว่าก็ต้องมีเหนื่อยล้า อ่อนไหวเป็นธรรมดา อูก้าเลยมีวิธีดูแลใจง่ายๆ มาฝากกัน ประโยชน์ของการดูแลใจตัวเองให้เฮลตี้อยู่เสมอมีมากมาย เพราะนอกจากจะทำให้เราเป็นคนมีพลังงานบวกแล้ว ยังช่วยให้เรารับมือกับความเครียดได้ดี และสามารถเอาชนะช่วงเวลาที่อยากลำบากได้ด้วย ถ้าทำเป็นประจำรับรองว่าใจเราจะได้รับการฟื้นฟูและพักผ่อน เจออะไรก็ไม่หวั่น พร้อมที่จะลุยต่อแน่นอน อยากให้ทุกคนลองเอาไปทำตามดูนะ

1. สำรวจใจตัวเองว่าตอนนี้กำลังรู้สึกอะไร : เป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลยนะที่เราควรจะรู้อารมณ์ของตัวเอง ถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร?” ทบทวนอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ฉันเสียใจ โกรธ หรือน้อยใจกันแน่?” และที่สำคัญคือ “ฉันอยากให้คนรอบข้างทำอะไร?” เตือนตัวเองเสมอว่าการเดาใจเป็นเรื่องยาก การบอกออกไปตรงๆ นั้นง่ายกว่ารอให้อีกฝ่ายลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ

2. ลองไล่เรียงความคิดของตัวเองดู : อาจใช้การเขียนบันทึก ทำเป็นลิสต์ออกมาให้เห็นชัดเจน เมื่อเราเห็นภาพแล้วเราก็จะตอบคำถามที่ว่า “ฉันควรจัดการอารมณ์ตัวเองหรือแสดงออกให้เหมาะสมยังไงดี?”

3. จำกัดปริมาณการเสพข่าวสาร : ข้อนี้ช่วยได้มาก ทุกวันนี้เราเล่นมือถือจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้ว แถม fake news ก็เยอะแยะเต็มไปหมด บางทีเราอินกับเรื่องต่างๆ มากไป จนเกิดอารมณ์ลบๆ ขึ้นในใจตัวเอง ลดการเสพอะไรที่รบกวนใจบ้างก็ถือเป็นการดูแลใจไม่ให้ต้องทำงานหนัก

4. หาเวลาออกไปพบปะคนดีๆ : นัดเจอเพื่อน ใช้เวลากับครอบครัว หรือใครก็ตามที่ฮีลใจเราได้ก็ช่วยให้ใจรู้สึกดีไม่น้อย หลายคนเคยชินกับการอยู่กับตัวเอง คิดอะไรคนเดียว หาคำตอบด้วยตัวเอง จนลืมไปว่ามีใครอีกหลายคนพร้อมจะซัพพอร์ตและรับฟังเราอยู่ เราสามารถพึ่งพิงพวกเขาได้นะ

5. ปลดปล่อยอารมณ์ในใจ : หัวใจก็ไม่ต่างจากร่างกาย เรารับอะไรเข้ามาแล้วก็ต้องขับของเสีย ของไม่มีประโยชน์ออกไป อารมณ์อะไรที่ไม่ healthy ไม่ดีกับใจ ต้องถูกกำจัด! ไม่ว่าจะร้องไห้ ระบาย โวยวาย ก็ย่อมทำได้ เราควรมีช่วงเวลาบ้าๆ ให้ตัวเองได้ปลดปล่อยสิ่งที่มันค้างคาดูบ้าง แล้วใจเราจะเบาขึ้น

6. ทำบางอย่างด้วย passion เต็มร้อย : จะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็ไม่สำคัญ ขอแค่คุณมีแพชชั่นกับสิ่งนั้นเต็มร้อย ลองทุ่มลงไปทั้งใจ แล้วคุณจะรู้สึกดีกับตัวเองเมื่อเห็นมันเป็นรูปเป็นร่าง ไม่จำเป็นต้องได้อะไรกลับมาเป็นรูปธรรมหรือเป็นเงินทอง แต่ความภูมิใจนี่แหละที่ช่วยเติมพลังได้ดีที่สุดเลย

ทุกการเดินทางไม่ได้ใช้แค่แรงกาย แต่ใจเรานี่แหละที่จะขับเคลื่อนทุกอย่าง ทุกความตั้งใจ เคล็บลับง่ายๆ แบบนี้คงไม่ยากเกินไป ถ้าเราจะหันกลับมาดูแลใจให้แข็งแรงกันนะ อูก้ายังอยู่ตรงนี้และยินดีช่วยคุณในเรื่องของใจเสมอ ในเวลาที่คุณต้องการใครสักคนอย่าลืมคิดถึงอูก้าเป็นคนแรก

อ้างอิงจาก

https://www.mhanational.org/taking-good-care-yourself

blog.thefabulous.co

Read More