เพื่อนทะเลาะกับแฟน จิตวิทยาความรัก

OOCAstory: เขากลับไปคืนดีกัน ส่วนเรานั้น “เป็นหมาอีกแล้ว”

“ฉันจะเลิกจริงๆ แก มันทำตัวแย่ๆ อีกแล้ว”

“พอแล้ว รอบนี้ไม่รีเทิร์นแน่ ฉันไม่เอาแล้วแก”

ภาพเพื่อนที่โทรมาโวยวายหรือร้องไห้ฟูมฟายให้กับรักห่วยๆ เชื่อว่าในกลุ่มเพื่อนจะต้องมีอย่างน้อยคนหนึ่งที่พูดซ้ำๆ แต่ก็ติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดูไม่ต่างจากคู่เวรคู่กรรม แม้จะด่ากันเป็นพันครั้ง สุดท้ายก็ตัดไม่ได้อยู่ดี แล้วพอเขากลับไปคีนดีกัน ฉันล่ะ?

.

ฉันที่คอยปลอบมัน บอกให้มันรักตัวเอง บอกให้ทิ้งคนแย่ๆ ออกจากความรักที่ทำร้ายมัน

หนักกว่านั้น ครั้งที่แย่ๆ ฉันทักไปด่าแฟนมันให้ด้วยที่มาทำให้เพื่อนเสียใจ

“ฉันจะกลายเป็นอะไร ‘หมาเลย’ ไง” นี่คงเป็นสิ่งที่คิดกันในใจ บางทีก็โมโหเพื่อนนะ ที่มาหาเราแต่เวลาทุกยาก ตอนแฮปปี้นี่เงียบหายไปเลย จนเผลอแอบคิดไปว่า “อย่าให้เห็นว่าคืนดีกันนะ จะด่าให้” แต่พอเอาเข้าจริง เราก็ใจแข็งเวลาเห็นเพื่อนทุกข์ใจไม่ลง ได้แต่ประคับประคองกันไป รับตำแหน่ง “ที่ปรึกษาคนสนิท” เหมือนเดิม

.

แล้วเราเบื่อมั๊ย ? ที่ต้องเป็นหมาในความสัมพันธ์ของเพื่อน แม้เราจะรู้สึกขำๆ กับประโยคนี้เหมือนเป็นแค่ตลกร้าย แต่ฉากเดิมๆ ที่ถูกฉายซ้ำ แน่นอนว่าคนฟังคงเหนื่อยใจไม่น้อย รับฟังก็แล้ว แนะนำก็แล้ว ยังพาตัวเองกลับไปเจอ toxic relationship อยู่อีก เราคงอึดอัดกับเพื่อนเวลาที่มันมาเล่าในครั้งต่อๆ ไป เพราะคงจะเดาผลลัพธ์ออกว่าเพื่อนจะเลือกทางไหน

.

เราอยากบอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครเป็น “หมา” หรอก ความเป็นห่วงและความจริงใจที่เรามีให้ไม่ได้หายไป อย่างน้อยการมีอยู่ของเราในช่วงที่เพื่อนดาวน์มากๆ ก็เพียงพอแล้ว อย่าคาดหวังว่าคำแนะนำที่ให้ไปจะนำไปสู่ปลายทางที่เราต้องการ เพราะการตัดสินใจเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่จะต้องเลือกชีวิตของเขา ส่วนเราคือคนที่จะจับมือมันไว้ในวันที่ต้องการ

.

จริงๆ อยากให้มองทั้งสองมุม ถ้าเราเป็นฝ่ายอกหักแล้วกลับไปคืนดีกับแฟน พอเพื่อนหยอกว่า “แหม เอาซะกูเป็นหมาเลย” ต่อไปเราจะกล้าเล่าปัญหาให้เพื่อนฟังอีกมั๊ย ? อย่างน้อยเราคงเกรงใจเพื่อนอยู่บ้าง ไม่รู้ว่ามันคิดเล่นหรือคิดจริงว่าตัวเองเป็นหมา กลัวเพื่อนจะรำคาญ สุดท้ายถ้ามีปัญหาความรักอีกก็ขอเลือกเก็บไว้กับตัวเองอาจจะดีกว่า ไม่อยากให้เพื่อนมองว่าเราอ่อนแอหรือโง่ที่จมอยู่กับความสัมพันธ์แย่ๆ ยึดติดกับอะไรไม่เข้าเรื่อง

.

คนที่ติดอยู่ในลูปเดิมก็ไม่ใช่หมา มีแค่คนที่พร้อมจะเดินต่อกับคนที่ยังไม่พร้อมจะตัด เพียงแต่ติดอยู่ในขั้นรักๆ เลิกๆ ยังไม่รู้จะเลือกทางไหนดี การที่เพื่อนมาปรึกษาเราซ้ำๆ แต่ก็เลือกทางออกเดิมๆ ไม่ใช่เพื่อนไม่ฟังเรา หรือไม่เห็นความหวังดีที่เรามอบให้ แต่บางคนอาจจะพร้อมตัดสินใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เล่า ในขณะที่บางคนอาจต้องการเพิ่มความมั่นใจอีกครั้งและอีกครั้ง จนพร้อมในครั้งที่สิบก็เป็นได้

.

ถ้าใครเจอความสัมพันธ์ที่วนอยู่แต่ปัญหาเดิมๆ หรือถ้าคุณเหนื่อยกับการเป็นที่ปรึกษา ลองให้อูก้าทำหน้าที่แทนคุณได้ ไม่ว่าจะความรัก ชีวิตคู่ เพื่อน หรือความสัมพันธ์แบบไหน นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราก็พร้อมรับฟังคุณอยู่นะ ทักเข้ามาได้เลย

Read More
อาถรรพ์ 7 ปี จิตวิทยาความรัก

OOCAknowledge : อาถรรพ์ 7 ปีมีจริงไหม ? จิตวิทยาบอกได้ว่าทำไม รักเรามาถึงทางตัน

เลข 7 นี้เหมือนมีอาถรรพ์ ว่ากันว่าหลายๆ อย่างถ้าเข้าสู่ปีที่ 7 ก็จะเกิดอุปสรรคบางอย่าง จนเกิดเป็นคำว่า “อาถรรพ์ 7 ปี” หรือ Seven Year Itch จริงๆ แล้วต้นตอของปัญหาคืออะไรกันแน่ ทำไมสิ่งที่เราทำหรือแม้แต่ความรู้สึกถึงมีวันหมดอายุ ? มันเกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่ ?

.

ต้องบอกว่าสาเหตุหลักเลยคือ “ภาวะเหนื่อยล้าต่อความสุนทรีย์” (aesthetic fatigue) ง่ายๆ เลย “เราเบื่อหน่าย” กับความสัมพันธ์นี้ กับสิ่งที่ทำเป็นประจำ คนที่เจอทุกวัน ปัญหาที่เข้ามา ต่อให้รู้สึกดีต่อกันมากเท่าไหร่ ก็หลีกเลี่ยงความรู้สึกแย่ๆ ไม่ได้อยู่ดี ข้อดีที่เคยมองเห็น กลับกลายเป็นรับรู้ข้อเสียมากขึ้น สุดท้ายถ้าความคาดหวังที่มีต่ออีกฝ่ายไม่สอดคล้องกับสิ่งที่อีกฝ่ายเป็นจริงๆ ทั้งสองคนก็จะไปคนละทางและจบลงด้วยการเลิกรา

.

อาจเคยได้ยิน “ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรัก” (Triangular theory of love) ของ Sternberg กันอยู่บ้าง เขาบอกว่าความรักมีองค์ประกอบด้วยกัน 3 อย่าง คือ ความใกล้ชิด (Intimacy) ความเสน่หา (Passion) และความผูกพัน (Commitment) ซึ่งความรักสำหรับบางคู่ก็มีครบทั้ง 3 ข้อ แต่บางคู่ก็มีแค่ 1-2 ข้อ หรือเพิ่มลดตามช่วงเวลา ทำให้ความสัมพันธ์นั้นมีขึ้นมีลง

ความรักบทจะยากก็ยาก จะให้นิยามด้วยคำไม่กี่คำคงไม่ได้ ในบทความนี้เราขอมองภาพความรักเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ 1) ความรักแบบโรแมนติก (Romantic Love) คือมีความใกล้ชิดและความสเน่หาอยู่ในนั้น เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ทั้งอ่อนโยนแต่บางครั้งก็รุนแรง ซึ่งความสเน่หาจะจืดจางไปเองตามกาลเวลา แบบที่ 2) ความรักแบบมิตรภาพ (Compassionate Love) หากพัฒนาความใกล้ชิดและความผูกพันต่อกันด้วย ความรักก็จะยืนยาว มีความเข้าใจและห่วงใยในลักษณะครอบครัว พร้อมจะเคียงข้างในเวลาทุกข์และสุข

.

แม้จะบอกว่าอาการคลั่งรักเป็นเรื่องของอารมณ์ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวิทยาศาสตร์ก็มีส่วน สารโดพามีน (Dopamine) ที่มาพร้อมความรักโรแมนติกจะมีอายุประมาณ 1-3 ปี พอเข้าปีที่ 4 โดพามีนและความดึงดูดซึ่งกันและกันจะลดลง งานวิจัยพบว่าหลังจาก 3 ปีแรกของการแต่งงานเป็นเรื่องธรรมดาที่ความรัก ความใกล้ชิดและความพึงพอใจในชีวิตสมรสจะเริ่มลดลงไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่มีก็ตาม อีกทั้งสถิติการหย่าร้างก็ขึ้นสูงสุดในช่วงปีที่ 2-4 คือหลังจาก Honey Moon Period (2 ปีแรก) และอีกทีปีที่ 7 ซึ่งว่ากันว่าความพึงพอใจในชีวิตแต่งงานลดลงมากที่สุด ทั้งนี้ก็มีงานวิจัยโต้เถียงกันมากมายว่าแท้จริงแล้วควรเป็นอาถรรพ์ 4 ปี หรืออาถรรพ์ 5 ปีแทน อย่างไรก็ตาม นี่แหละคือคำตอบว่าทำไมความรักถึงมีวันจางหาย

.

หากสิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดีฮอร์โมนออกซิโทซินและวาโซเพรสซินจะเข้ามาแทนที่โดพามีน ซึ่งจะกระตุ้นให้เราอยากสร้างความผูกพันและอยากดูแลคู่ของเราต่อไป ทำให้อยากใกล้ชิดและแบ่งปันความลึกซึ้งในชีวิตของเรากับคนรัก ใช่ว่าจะโทษแต่ตัวเลขเพียงอย่างเดียวแล้วบอกว่า “รักล่มในปีที่ 7” เป็นเรื่องปกติ เพราะปัญหานั้นได้ทับถมมาตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 6 แล้ว ประกอบกับภาพความสวยงามถูกบีบด้วยโลกความจริงอันโหดร้ายและปัญหาวัยกลางคน (Midlife Crisis) ที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ชีวิตคู่หมดหวัง หลายคนจึงเริ่มหนีจากความทุกข์ตรงหน้าไปตามหารักครั้งใหม่ เพื่อกลับไปจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เพราะอยากสัมผัสความโรแมนติกอีกครั้ง

.

ตราบใดที่เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนและไม่พยายามแก้ปัญหา จะคบเป็นแฟนหรือแต่งงานแล้วก็ย่อมแพ้เลขอาถรรพ์นี้ได้ ทุกๆ ความสัมพันธ์เราต้องคำนึงเสมอว่าความพึงพอใจในชีวิตคู่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตามระยะเวลา ไม่ใช่ว่าความรักในช่วงเริ่มต้นจะคงที่เสมอไป หากไม่ให้ความสำคัญมันก็น้อยลงได้เป็นธรรมดา ทั้งสองฝ่ายจึงต้องช่วยกันประคับประคองและหมั่นสร้างความรักมาคอยเติมเต็มกันและกัน

.

เหมือนกับต้นไม้ที่ต้องรักและเอาใจใส่ ถ้ายังอยากรักษาความสัมพันธ์ไว้เราก็ต้องสื่อสารกับคนรักให้มีประสิทธิภาพ ปรับสมดุลความคาดหวังให้อยู่ในระดับที่เป็นไปได้ นี่จึงเป็นความท้าทายสำหรับคู่รักว่าคุณจะดูแลความรักของตัวเองได้ยาวนานแค่ไหน ? ถ้าต่างฝ่ายต่างปรับเข้าหากัน ไว้ใจกันก็ไม่ยากที่จะเจอความมั่นคงในชีวิตคู่ หากเลือกได้ใครๆ ก็อยากมีรักที่มั่นคงตลอดไป จริงไหม ?

อ้างอิงข้อมูลจาก

หนังสือคู่มือข้างหมอน จิตวิทยาความรัก เขียนโดย เฉิน ซู่ เจวียน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและครอบครัว

Sternberg, Robert J. (2004). “A Triangular Theory of Love”. In Reis, H. T.; Rusbult, C. E. Close Relationships. New York: Psychology Press. p. 258.

https://www.psychologytoday.com/us/blog/meet-catch-and-keep/202002/is-the-7-year-itch-myth-or-reality

https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67522/-blo-womlov-wom-laneng-lan-

https://www.goodtherapy.org/blog/after-the-thrill-is-gone-the-science-of-long-term-love-1205147

Read More
คิดได้ในวันที่สายไป จิตวิทยาความรัก

OOCAinsight: กด Undo ตรงไหน? มีทางใดไหมให้แก้ตัว คนๆนี้เพิ่งรู้สึกตัวในวันที่สายไป

ว่ากันว่าความสัมพันธ์ก็เหมือนหนังสือ “อ่านซ้ำเรื่องเดิม ตอนจบก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน” เราจึงเชื่อว่าถ้ามันผิดพลาดไปแล้วคงแก้ไขได้ยาก การทำผิดซ้ำๆ เลยเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยใจสำหรับทั้งสองฝ่าย ต่อให้จะรักกันมากแค่ไหน ถ้าไม่อยากเจ็บแบบเดิมก็ควรเดินหน้าต่อไป ไม่ย้อนกลับมารักกันอีก

.

กด Undo ตรงไหน มีทางใดไหมให้แก้ตัว

คนคนนี้เพิ่งรู้สึกตัวในวันที่สายไป

มารู้ตัววันที่ไม่มี ที่ตรงนี้เงียบเหงาเท่าไร

โอ้..เธอ กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้หรือเปล่า

.

บังเอิญได้ยินเพลง Undo ของ POP PONGKOOL X WONDERFRAME ซึ่งเราไม่เคยฟังมาก่อน ต้องบอกว่าเป็นเพลงที่เชื่อมโยงได้กับทุกคนจริงๆ พูดถึงความอ้างว้างในวันที่คนสำคัญหล่นหายไป ได้แต่นั่งเสียใจและอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขให้ทุกอย่างเหมือนเดิม เข้าข่าย “รู้ตัวเมื่อสาย” ถือเป็นเรื่องที่พบเจอบ่อยในเรื่องความรัก หลายคนกว่าจะเจอจุดที่ความสัมพันธ์ลงตัว ย่อมผ่านความผิดหวัง เจ็บปวด สารพัดเรื่องงี่เง่าที่เราทำไปโดยไม่มีเหตุผล รู้ตัวอีกทีเราก็ตอนที่รักษาคนข้างตัวไว้ไม่ได้แล้ว

.

แค่เสี้ยวนาทีที่ไม่ทันห้ามใจ ปล่อยใจไปให้มันทำผิด

ไม่เคยจะคิดว่ามันจะทำให้เรามีวันสุดท้าย

ผิดที่ฉันที่มันไม่รู้ตัว ว่าตัวเองรักเธอเท่าไร

และได้ทำร้ายเธอไปอย่างนั้น

.

แน่นอนว่าเราอยากทำให้ดีที่สุดในทุกๆ ความสัมพันธ์ รู้สึกรักก็อยากจะรักให้หมดใจ แต่ใช่ว่าเราจะไม่เผลอทำอะไรพลาดไป อะไรที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจมาก่อน แม้จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีหรือเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับบางคน แต่อาจนำไปสู่การเลิกราได้เหมือนกัน บางคนโชคดีอาจจะได้โอกาสแก้ตัว ชดเชยสิ่งที่ทำพลาดไป ในขณะที่บางคนก็ต้องเดินจากกันไปตลอดกาล

.

เรื่องวันนั้นที่ฉันได้ทำพลาดไป เพราะฉันที่ทำให้เธอเสียใจ

ถ้าได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง จะไม่ยอมให้เธอจากไป

บางอย่างกว่าจะรู้ว่าสำคัญก็คือวันที่เราไม่มีสิ่งนั้นแล้ว เพราะความรักไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงาม นอกจากจดจำเรื่องดีๆ บาดแผลที่สร้างให้กันก็ถูกเก็บไว้เหมือนกัน ถ้าเรื่องราวที่ใจเรารู้ตอนจบว่าจะเป็นยังไง เราคงเลือกที่จะปล่อยให้มันผ่านไปดีกว่า ต่อให้ความรักจะยังอยู่แต่สุดท้ายเราอาจทำได้แค่โหยหากันและกัน

.

ถ้าวันนี้เรามีใครให้รัก ให้ดูแล ขอให้รักษาเขาไว้ดีๆ บอกให้เขารู้ตัวว่าเขามีค่าสำหรับเรา เพราะชีวิตจริงมีแต่เดินไปข้างหน้า ไม่มีปุ่ม Undo ให้แก้ไข ความรู้สึกที่เสียไปก็ไม่มีวันเหมือนเดิม

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ ความสัมพันธ์ ดูแลใจตัวเองแล้ว อย่าลืมดูแลใจคนสำคัญด้วยนะ

ฟังเพลง Undo ของ POP PONGKOOL X WONDERFRAME ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=tm2N4gntigI

Read More
เขารั้งเราไว้ทำไม move on จิตวิทยาความรัก

OOCAstory: เขารั้งเราไว้หรือเป็นฉันเองที่ move on อยู่ที่เดิม

ใครๆ ก็บอกว่าเรื่องความสัมพันธ์นั้นซับซ้อน เข้าใจยาก

ถ้าไม่เจอกับตัวคงไม่รู้ แต่ถึงจะรู้ ก็ยังทำควบคุมได้ยาก

.

เพื่อนเล่าให้เราฟังว่า

ในช่วงปีแรกที่คบกัน เธอจับได้ว่าแฟนโกหก

แล้วก็ตัดสินใจเลิกลา ห่างกันไปสักพักจนทำใจได้

แต่จังหวะเวลาบางทีก็เล่นตลก เพื่อนเรากลับไปคบกับเขา

ด้วยคำสัญญาว่าจะไม่ทำให้เสียใจ เหตุการณ์เดิมๆจะไม่เกิดขึ้น

.

แต่เพราะไม่มีใครรู้อนาคต

ครั้งนี้เขานอกใจเพื่อนเรา สร้างบาดแผลที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม

เพื่อนเราพยายามบอกตัวเองให้ปล่อยเขาไป

เพราะถือว่าการนอกใจหมายความว่าอีกฝ่ายได้เลือกคนอื่นที่ไม่ใช่เรา

.

แต่บางทีคนเราก็ใจร้ายกว่านั้น

เขาไม่ปล่อยเพื่อนเรา เขาอยากคบทั้งสองคน

เพื่อนเราตัดช่องทางการติดต่อทุกอย่าง

บางครั้งก็ยอมรับว่ายังคิดถึง ภาพช่วงเวลาดีๆยังชัดเจน

.

หลังจากอยู่ในความสัมพันธ์ที่ยื้อกันกว่าสามปี

ครั้งสุดท้ายทั้งสองคนทะเลาะกันทางโทรศัพท์

เพื่อนเราร้องไห้เสียใจ … ทำไมเป็นแบบนี้อีกแล้ว

.

ตอนที่ร้องไห้เพื่อนเราอยู่กับหลาน

หลานถามว่า “ร้องไห้หรอ เป็นอะไร”

เพื่อนเราบอก “ทะเลาะกับเพื่อน”

“ถ้าเขานิสัยไม่ดีก็อย่าไปคบเขา ก็แค่นั้น” หลานบอกอย่างไม่ใส่ใจนัก

.

แต่ใครจะเชื่อ…เพื่อนเราปลดล็อกตัวเองจากประโยคนั้น

ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้รู้ว่า มันง่ายๆแค่นี้เอง

.

ที่ผ่านมา เพื่อนเราหลอกตัวเองว่าเขารั้งเอาไว้

ทั้งๆที่เดินออกมาจากความสัมพันธ์ตั้งนานแล้ว

แต่เปล่าเลย ตัวเองต่างหากที่ไม่ยอมเดินออกมา

แม้จะรู้ว่าความสัมพันธ์นี้มัน “ไม่ดี” เอาเสียเลย

.

แล้วคุณล่ะ พร้อมจะปลดล็อกตัวเองหรือยัง

ให้อูก้าเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยคุณปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาใจ เรามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญที่พร้องจะดูแลคุณมากมาย สามารถติดต่อเข้ามาได้ ที่ไหน เมื่อไหร่ เราก็พร้อมรับฟังคุณเสมอ

Read More
ทฤษฎี ถ่านไฟเก่า จิตวิทยาความรัก

OOCAknowledge: “ทฤษฎีถ่านไฟเก่า” ถ้ายังมีไฟ ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรื้อฟื้น

ในฐานะคนรักบางครั้งความสัมพันธ์ที่จบลงไปแล้ว จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกทุกอย่างจะกลับไปเป็นศูนย์ แม้จะจางหรือเบาบางลงไปมากจนกลายเป็นความทรงจำ เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกที่เราคิดว่าหมดไปกลับหวนมาอีกครั้ง โหยหาและคิดถึงจนทนไม่ไหวที่จะทักทายหรือถ้ามีโอกาสได้วนกลับมาเจอกัน เราก็ยังเลือกตกหลุมรักคนๆเดิม นั่นเป็นเพราะ “คนเก่าเขาทำไว้ดี” หรือเราแค่ยึดติดกับบางอย่างที่หายไป

.

จริงๆ เราสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เหมือนกันนะ การปรับพฤติกรรม (Behavioral Modification) มีเรื่องเกี่ยวกับการวางเงื่อนไข (Conditioning) พฤติกรรมไหนที่เราอยากให้มันเกิดเราก็แค่วางเงื่อนไขมันซะ อยากให้หมาน้ำลายไหลเวลาได้ยินเสียงกระดิ่งเราก็ฝึกมันได้ แค่สั่นกระดิ่งพร้อมให้อาหาร ทำซ้ำๆ จนเคยชิน ต่อมาให้เอาอาหารออก เหลือแค่ได้ยินเสียงกระดิ่งหมาก็น้ำลายไหลโดยอัตโนมัติแล้ว ความรักก็มีบางมุมที่ไม่ต่างจากการวางเงื่อนไข มันมักจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำไปด้วยความรู้สึกคุ้นชิน ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

.

เมื่อมาถึงประเด็นแฟนเก่า หรือถ่านไฟเก่าเนี่ยก็เชื่อมโยงกับพฤติกรรมที่เคยได้รับการเสริมแรง (Reinforcement) เช่น เคยทำอาหารให้แฟน แล้วเขาชมว่าอร่อยมาก ถ้าเรามีความสุขกับคำชมนั้น เราก็จะอยากทำอาหารให้เขากินบ่อยๆ เรียกว่า “คำชม” คือการเสริมแรง แต่เมื่อไหร่ที่เราเลิกเสริมแรงพฤติกรรมทำอาหาร ก็คือเราหยุดยั้ง (Extinction) หรือถอนตัวเสริมแรงออก คล้ายๆ กับการเพิกเฉย (ignore)

.

เหมือนเวลาเราทำอาหารแต่ไม่มีคนชมอีกแล้วเพราะเราเลิกรากับแฟนไป ไม่มีคนตอบสนองสิ่งที่เราทำเราก็จะหยุดทำอาหารไปเองหรือค่อยๆ ลดลง ผลข้างเคียงของการหยุดยั้งคือพฤติกรรมนั้นอาจหายไปเลย แต่จะค่อยๆ กลับมาดีขึ้นตามระยะเวลา วันหนึ่งต่อให้ไม่มีตัวเสริมแรงนั้นแล้วก็ไม่มีผลอะไรกับใจเราแล้ว อย่างไรก็ตามทางจิตวิทยาว่ากันว่าการหยุดยั้ง (Extinction) เป็นเรื่องอันตราย อย่าใช้ในการปรับพฤติกรรมโดยไม่จำเป็น สิ่งที่จะช่วยได้คือต้องสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ

.

แต่ถ้าวันหนึ่งตัวเสริมแรงนั้นกลับมาจะเกิดอะไรขึ้น ? เราก็เข้าสู่ “การฟื้นกลับหรือการกลับสู่สภาพเดิม (Spontaneous Recovery)” ยังไงล่ะ หรือบางคนก็เรียกว่า “ทฤษฎีถ่านไฟเก่า”

.

ทำไมสำหรับบางคนถ่านไฟเก่าถึงน่ากลัว

อาจเพราะว่ามันจุดติดง่ายหรือเปล่า? ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดีๆที่หลงเหลืออยู่หรือคำถามที่ยังค้างคาอยู่ในใจ แต่เพราะว่าสมองของเราถูกวางเงื่อนไขเหมือนกับสถานการณ์ที่เราเจอคนรักเก่าเลย บางอย่างหรือความรู้สึกที่ดับหรือการหยุดยั้ง (Extinction) ไปแล้ว เมื่อเว้นระยะไปสักพักหนึ่ง เราจึงคิดว่ามันจบแล้วจริงๆ แต่แล้ววันหนึ่งเราดันเผลอไปเจอตัวกระตุ้น (ในที่นี้อาจจะหมายถึงแฟนเก่า สิ่งของหรือสถานที่ที่เคยไป) ก็จะเกิดความรู้สึกเดิม ทำให้เราตอบสนองแบบเดิมโดยอัตโนมัติ เช่น ใจเต้นแรง มีความสุข คิดถึงโมเมนต์ที่เคยมีร่วมกัน

.

น่าเศร้าที่ต้องยอมรับว่า หากความสัมพันธ์ในอดีตมีอะไรบางอย่างที่เติมเต็มเราแล้วปัจจุบันเราก็ยังโหยหาสิ่งนั้น ใจเราจะยิ่งถูกกระตุ้นให้ต้องการมันมากขึ้น ดังนั้นเขาถึงบอกว่าถ้าใจไม่แข็งพออย่ากลับไปเจอหน้าแฟนเก่าหรือติดต่อกันเลย เมื่อเราเข้าใจที่มาที่ไป ก็จะตอบคำถามได้ว่า “ทำไมหลายความสัมพันธ์อาจถูกสั่นคลอนด้วย ‘แฟนเก่า’ หรือ ‘ความทรงจำเก่าๆ’ ?” มันอาจไม่ใช่ความรัก แต่เราแค่ต้องการในสิ่งที่เคยได้รับ ไม่แปลกถ้าคนรักในปัจจุบันจะน้อยใจหรือหึงหวงเวลาหัวข้อหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับคนรักเก่าโผล่เข้ามาในบทสนทนา เพราะการรู้สึกถูกเปรียบเทียบตลอดเวลามันโหดร้ายยังไงล่ะ

.

ถ้าถ่านไฟเก่ามีพลังขนาดนี้ คำถามคือถ้าอย่างนั้นเราต้องอยู่กับความระแวงไปตลอดเลยเหรอ อยากจะบอกว่าไม่เสมอไป อยากให้ทุกคนโฟกัสและทำเต็มที่กับปัจจุบัน ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องช่วยกันสร้างช่วยกันเติมเต็ม เพราะเราแค่อยากเป็นคนสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ของตัวเอง มีคนจำนวนมากที่เขาสามารถ move on ได้จริงๆ และเรื่องในอดีตก็ไม่ได้มีผลอะไรกับปัจจุบันเลย

.

หากความรักต้องจบลงจะโทษถ่านไฟเก่าอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ถ้าคนสองคนไม่ได้พยายามในความสัมพันธ์ในระดับที่เท่าๆกัน ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ยากทั้งนั้น ถ้าใครยังติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ค้างคาใจ ลองให้อูก้าเป็นที่ปรึกษาปัญหาความรักของคุณดูนะ

อ้างอิงจาก

https://www.verywellmind.com/what-is-extinction-2795176

https://www.verywellmind.com/spontaneous-recovery-2795884

https://fiveable.me/ap-psych/unit-4/classical-conditioning/study-guide/QGn54mzLKcXn3LKcabkL

Read More
เหนื่อยกับชีวิต จิตวิทยา

OOCAstory : เหนื่อยที่แปลว่าเหนื่อยจริงๆ

“เราเหนื่อย เหนื่อยที่เป็นแบบนี้”

บางทีความเหนื่อยมันก็มาในรูปแบบของการที่ไม่รู้ว่า เราเหนื่อยเพราะอะไร แค่รู้สึกและสัมผัสได้ว่าตัวเราไม่ไหวแล้ว ไม่ชอบที่เป็นแบบนี้ แล้วมันแบบไหนกันล่ะ ? บางทีเราก็ตอบตัวเองไม่ได้..

ทุกครั้งเลยนะ เวลาเราพูดว่าเหนื่อย เรามักจะถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาแบบที่เราไม่ชอบ และพูดตอบเราว่า “คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน เขาก็สู้ จนบางคนผ่านมันมาได้แล้ว ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ อดทนหน่อยสิ” ตลกดี… เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังสู้กับอะไร อดทนไปเพื่ออะไร แล้วมันจะเป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหนถึงจะผ่านพ้นไปได้

ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไง เราเหนื่อย เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยกับทุกๆ อย่าง กับทุกๆ คน เราไม่อยากออกจากบ้านไปเจอใครด้วยซ้ำ ถ้าการเจอจะทำให้เราได้รับแต่คำพูดลบๆ แบบนั้น ทำไมต้องเอาความรู้สึกของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วย เขาไม่ใช่เรา และเราก็ไม่ใช่เรา มันเทียบกันไม่ได้หรอก

วันหนึ่งเราทนไม่ไหว เราเลยลองไปพบจิตแพทย์ดู เล่าปัญหาที่เราเจอให้คุณหมอฟัง หลายครั้งเราไม่รู้จะพูดอะไร หรือเล่าเรื่องอะไรด้วยซ้ำ มันสับสนไปหมด ไม่รู้ตัวเองมีปัญหาเรื่องอะไร สุดท้าย เราได้ยามาทาน และคุณหมอแนะนำให้ไปพบนักจิตวิทยาเพิ่มเติม เพื่อจะได้พูดคุยปรึกษาในเวลาที่มากยิ่งขึ้น

เราไม่รู้หรอกนะ ว่าอาการที่เรากำลังเป็นมันจะดีขึ้นตอนไหน แต่เราก็แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า ถ้าเรากินยาเป็นประจำ ไปพบคุณหมอและพี่นักจิตวิทยาอยู่เสมอ สักวันหนึ่ง (เร็วๆ นี้แหละ ขอให้กำลังใจตัวเองหน่อย) มันต้องดีขึ้นแน่ๆ

การรับประทานยาสำคัญมากเลยนะ อย่าหยุดยาเองเด็ดขาด ปล่อยให้หน้าที่ตัดสินใจเป็นของคุณหมอเถอะนะเพื่อนๆ ว่าเราจะลดหรือหยุดยาตอนไหนอย่างไร เราเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีอาการข้างต้น รู้สึกเหนื่อย หาคำตอบไม่ได้ ไม่อยากออกไปพบเจอผู้คน เราอยากให้ลองมารับคำปรึกษาจากพี่ๆ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าดูนะ เพราะว่าเรื่องของใจให้เรารับฟัง อูก้าพร้อมช่วยเหลือและดูแลทุกคนเสมอ 😊

Read More
Art Therapy ศิลปะบำบัด

OOCAinterview: ART THERAPY ศิลปะทำให้เรา ‘เลือก’ แสดงออกถึงความเป็นตัวเองได้

การวาดภาพด้วยสีชอล์ค ระบายสีด้วยสีน้ำ เป็นสื่อกลางหรือ mediums ที่นิยมใช้เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะสักชิ้น ในศิลปะบำบัดก็เช่นกัน ทั้งสองสิ่งนี้ก็เป็น mediums ที่นิยมใช้ในการเรียนรู้และเข้าใจตนเอง

คุณปัท ปรัชญพร วรนันท์ เจ้าของ Studio Persona เล่าว่าการทำศิลปะบำบัดที่คุณปัทเลือกใช้นั้นคือ Expressive art therapy ซึ่งเป็นกระบวนการศิลปะบำบัดที่ใช้ mediums หลากหลายรูปแบบ ทั้งการวาด ระบายสี การเคลื่อนไหว การเขียน เปล่งเสียง หรือการปั้น

วันนี้อูก้าจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ mediums ที่น่าสนใจกัน

เริ่มต้นที่ ดิน (clay) ซึ่งสามารถทำงานได้ดีกับ sensory expression คนที่มีอารมณ์โกรธหรือคนที่ไม่ค่อยได้แสดงออกถึงความรู้สึก เพราะดินสามารถหยิบ จับ โยน ทุบ ดึงออกมา ปั้น ทำได้หมด สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ มีทั้งความนิ่มและความแข็งในเวลาเดียวกัน ในขณะเดียวกัน การใช้ดินก็มีความท้าทาย เมื่อเราใส่น้ำให้กับดินมากเกินไป สิ่งที่เราต้องเจอคือ มันจะควบคุมได้ยาก แต่ถ้าเกิดเราเรียนรู้ เลือกใช้น้ำที่พอดี เราก็จะคุ้นชินและใช้ดินแบบที่ไม่กลัว ในขณะเดียวกันก็จะมี clay field ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำศิลปะบำบัด การใส่น้ำลงไปในถาดเป็นได้ทั้ง resource และ challenge บางคนความรู้สึกเยอะ ก็จะใช้น้ำเยอะ การที่น้ำเยอะเต็มถาดก็จะหยิบจับอะไรได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ในการบำบัดคือ ในเมื่อมันหยิบจับยาก ทำให้เกิดความไม่ชอบในความรู้สึกนี้ เราจะรับมือกับความรู้สึกและสิ่งเหล่านี้อย่างไร ตัวผู้เข้ารับบริการก็จะเรียนรู้เองว่าสิ่งนี้คือการที่เรามีและสะสมความรู้สึกเอาไว้นะ การแก้ปัญหาก็คือ ถ้ามีน้ำในถาดเยอะ เราก็สามารถเอาผ้ามาซับน้ำออกได้ แล้วมันดีขึ้นไหม ก็ดีขึ้น นี่แหละคือการเปลี่ยนผ่านของความรู้สึกที่ตัวเรา ร่างกายเราทำไม่ได้ แต่เราสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านศิลปะในพื้นที่หนึ่ง

ต่อมาจะเป็นการเคลื่อนไหว (movement) ซึ่งใช้ความเป็นธรรมชาติของบุคคล อาจไม่ใช่การเต้น แต่เป็นการเคลื่อนไหวเมื่อตัวบุคคลก้าวเข้ามาในโลกของศิลปะ โลกของการบำบัด เช่น ท่านั่ง ไหล่ยก เท้ายกไหม กำลังอยู่ในขั้น freeze หรือเปล่า รวมถึงการชวนมาหายใจ ชวนมาขยับตัว หรือถ้าบุคคลรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็สามารถวางข้อศอกลงบนโต๊ะได้นะ มันจะรู้สึกมั่นคงกว่าหรือเปล่า ต่อมาก็จะชวนเขามาค้นหาความรู้สึกของตัวบุคคลผ่านการเคลื่อนไหว อาจกลับมาเชื่อมโยงกับความรู้สึกเจ็บปวด หรือบาดแผลบางอย่างที่มีภายในร่างกายแต่เขาไม่เคยรับรู้ถึงสิ่งนั้น ซึ่งการรับรู้นี่เองเป็นขั้นตอนแรกๆ ของการเยียวยาเพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้งาน craft การทำ collage (เป็นงานศิลปะที่เกิดจากการรวมกันของรูปหลายๆ รูป) การบำบัดในถาดทราย (sand tray therapy) การนำตุ๊กตารูปปั้นสัตว์มาจัดเรียง การทำหน้ากาก หรือเพียงนำเศษผ้ามาทำกล่อง ทำตุ๊กตา ก็จะทำให้เขารู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันโอเคนะ สำหรับความรู้สึกต่างๆ ที่เขามี

ศิลปะมีประโยชน์ตรงที่มีความหลากหลาย เป็นทางเลือกให้กับบุคคล

หลายๆ ครั้งเรามักคิดว่าชีวิตเราไม่มีทางเลือก แต่พื้นที่ของศิลปะบำบัดเปิดโอกาสให้เราได้มีทางเลือกในการทำสิ่งต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อแสดงออกถึงการเป็นตัวเองได้

หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังอึดอัดและไม่ชอบกับสิ่งที่เป็นอยู่ อยากได้คนมารับฟัง อยากให้คนมาเข้าใจเรา อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังเสมอนะ ❤️

Read More
ศิลปะบำบัด ไม่ยึดติด

OOCAinterview: ART THERAPY การไม่ยึดติด ทำให้เราได้เรียนรู้มากกว่าที่คิด

หลังจากที่เพื่อนๆ ได้ทำความรู้จักกับศิลปะบำบัดไปบ้างแล้ว ก่อนจะปิดท้ายสำหรับธีมศิลปะบำบัดของเรา อูก้าชวน คุณปัท เจ้าของ Studio Persona มาพูดคุยกันถึงเรื่องสุดท้าย ซึ่งเป็นคำถามที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินหรือได้ตอบกันว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่ของคุณคืออะไร” เรามาอ่านกันดีกว่าว่าในมุมของนักศิลปะบำบัดคนหนึ่ง คุณปัทมองว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต

“การได้รับรู้ว่าตัวเองจะเปลี่ยนไป” คือประโยคแรกที่คุณปัทบอกกับเรา

ไม่ยึดติดกับตัวเองทั้งในด้านอาชีพ พื้นที่ ตัวตนของเรา การได้รับรู้ว่าตัวเราจะเปลี่ยนไป มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ของว่าเราได้รับอิสรภาพ ซึ่งสำหรับคุณปัทมองว่าสิ่งนี้เองสำคัญกับตัวเองมาก เพราะอิสรภาพทำให้ได้เจอคนที่หลากหลาย จึงอยากขอบคุณชีวิตที่ได้เจอทุกคนที่ทำให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ ประสบการณ์

เราเรียนรู้อะไรมากมายจากผู้คนที่ผ่านเข้ามาให้เราได้เจอ ถ้าเรายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็จะหยุดตัวเองอยู่แค่นั้น แต่พอไม่ยึดติด คุณปัทมองว่าเราได้เรียนรู้อะไรในทุกๆ วันได้มากขึ้น การเรียนรู้ทั้งจากตัวเอง จากผู้อื่น สังคม โลกใบนี้ ทุกอย่างมันสดใหม่และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงตัวเราเองมันก็เปลี่ยนแปลงตลอด

ทำให้การที่เรารู้ตัวว่าสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงตลอด ทุกๆ วันเราไม่เหมือนเดิม สิ่งรอบข้างก็ไม่เหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้จึงสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ของคุณปัทมากๆ

วันหนึ่งเราจะเข้าใจโลกและธรรมดาของชีวิตมากขึ้นว่า สักวันหนึ่งเราก็คงต้องสูญเสียอะไรบางสิ่งบางอย่างไปจากชีวิต ทั้งครอบครัว เพื่อน คนรอบข้าง หรือสัตว์เลี้ยง สิ่งของที่เรารัก ซึ่งการที่คุณปัทไม่ยึดติดกับบทบาทใดบทบาทหนึ่งนี่เอง ทำให้ตัวเองเหมือนเชื่อมโยงกับทุกคนและธรรมชาติ เรารู้บางอย่าง เข้าใจบางอย่าง แต่เราไม่ได้รู้ทุกๆ อย่าง เราเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งบนโลกใบนี้เหมือนกัน ไม่ได้รู้สึกว่าเราเก่งกว่าใคร หรือเป็นที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา ทั้งยังได้เรียนรู้จากบุคคลที่มาทำศิลปะบำบัดซึ่งก็มีความหลากหลายมากๆ หรือแม้กระทั่งตัวศิลปะเอง ทั้งผู้คนและศิลปะจึงเหมือนเป็นครูผู้สอนวิชาชีวิตให้กับเรา

การไม่ยึดติดกับการเป็นนักบำบัด ทำให้คุณปัทสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้น รวมถึงสิ่งที่คุณปัทชอบมากที่สุดคือ การเป็น “ครู” เพราะนักเรียนมอบอะไรให้กับคุณปัทมากมาย แง่มุมความคิดหรืออะไรต่างๆ บทบาทหรือสเตตัสที่มี คุณปัทจะไม่ยึดติด บางวันอาจเป็นครู บางวันเป็นนักบำบัด บางวันเป็นนักเรียน บางวันเป็นแค่ลูกสาวของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นการไม่ยึดติดนี่แหละ คือสิ่งสำคัญในชีวิต

“การไม่ยึดติด ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นกว่าที่ตัวเราคิด”

มีอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ การที่เราไม่รู้แต่ขณะเดียวกันเราก็สามารถเรียนรู้จากมันได้จะทำให้เราไม่ทุกข์ สุดท้ายจึงนำมาสู่ความสมดุลของชีวิต

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนรู้สึกไม่สบายใจ อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังเสมอนะ ❤️

Read More
ศิลปะบำบัด art therapy

OOCAinterview: ART THERAPY ขอบเขตของเรานั้นสำคัญอย่างไร

วันนี้เราชวนคุณปัท เจ้าของ Studio Persona มาคุยกันเรื่องการรู้จักตัวเอง ซึ่งสามารถเป็นได้หลายอย่าง ทั้งการรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา รู้จักความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในชีวิตของเรา รู้ว่าเราต้องการอะไร แล้วจริงๆ เรากำลังเผชิญกับอะไร รู้ว่าเรามี support อะไรบ้างในชีวิต ซึ่งอาจเป็นครอบครัว เพื่อน คนรัก การนอน การปฏิเสธ นอกจากนี้การรู้จักตัวเองก็คือขอบเขตด้วย ซึ่งคุณปัทได้ย้ำว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อูก้าจะพาทุกๆ คนมารู้จักคำว่าขอบเขตในความหมายของคุณปัทกัน

ขอบเขตในความหมายของคุณปัท คือประสบการณ์ในการรับรู้ เช่น รับรู้ว่าไม่ปลอดภัย ไม่ถูกต้อง รับรู้ว่าเราต้องปฏิเสธ หรือมี action บางอย่างเพื่อให้ตนเองปลอดภัยมากขึ้น นอกจากขอบเขตทางร่างกายแล้ว ขอบเขตของจิตใจมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ทั้งนี้ขอบเขต อาจหมายถึงความพอดีในการพักผ่อน หรือมีระยะห่างจากงาน หรือความรับผิดชอบที่ถาโถมเข้ามา ขอบเขตที่เราสร้างเพื่อให้ทั้งกายและใจของเราได้พัก ได้ฟื้นฟู และยังสร้างสมดุลให้กับบุคคลได้ด้วย

นอกจากนี้ขอบเขตคือการอนุญาตให้ตนเองได้เล่า สะท้อน ระบายความรู้สึกในใจที่มีความหมายกับใครสักคนที่ไว้ใจได้ และไม่ตัดสินเรา เพื่อที่ขอบเขตจะได้สร้างประสบการณ์ที่ปลอดภัยทั้งกายและใจให้กับตัวเรา

การรับรู้ความรู้สึกว่าตอนนี้เราเหนื่อย เราล้า ไม่ไหวแล้ว ขณะที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นก็เป็นขอบเขตที่ตัวเราสามารถทราบได้เอง เช่น ในการทำ free writing ที่จะมีความต่อเนื่องในการเขียน เมื่อเรารับรู้ว่ามือล้า เราเลือกที่จะหยุดพักสักครู่ แล้วกลับไปเขียนต่อ นั่นก็เป็นการขอบเขตที่เรากำหนดเองได้เหมือนกัน ซึ่งยังคงไว้ถึงความต่อเนื่องของกระบวนการ

ดังนั้นไม่ว่าเราจะเลือกทำอะไร ถ้าเรารู้ลิมิต รู้ขอบเขตความสามารถทั้งกายและใจของเรา มันคงไม่ยากเลยที่เราจะพบความสบายใจและสุขมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

สามารถตามอ่านคอนเทนต์ในหัวข้อศิลปะบำบัดที่ผ่านมาได้ที่ ใส่ลิงก์โพสต์/blogสองอันที่แล้ว

หากใครกำลังทุกข์ใจ รู้สึกว่าขอบเขตที่เรามีมันกำหนดเองไม่ได้ เราอยากให้คุณสูดหายใจลึกๆ แล้วลองมาคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca กันนะ
อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังทุกคนเสมอนะ 😊

Read More
โรคไบโพล่าร์ จิตแพทย์

“ฉัน VS. Bipolar” ผ่านมาได้ เมื่อคนรอบข้างเข้าใจ

“คุณเป็นไบโพลาร์นะคะ” คุณหมอยืนยันเราหลังจากเวลาหนึ่งปีเต็มที่เราสงสัยในตัวเอง

เรายืนอยู่หน้าโรงพยาบาลคนเดียว แล้วเราก็ทำสิ่งที่ยากที่สุดที่เราเคยทำ

เราโทรหาแม่และเพื่อนสนิท แล้วเล่าเรื่องภายในใจทั้งหมดที่เราเชื่อว่าพาเรามายืนอยู่ตรงนี้ เรื่องที่เราเก็บไว้ ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน

จากคำแนะนำทั้งหมดที่คุณหมอให้เรา ข้อที่เรายังจำมาจนถึงทุกวันนี้คือ การที่เราจะหายจากโรคนี้ได้อย่างถาวร ยาไม่ใช่สิ่งเดียวที่ช่วยนะ เราต้องอยากหายและเราต้องห้อมล้อมตัวเองด้วยคนที่สนับสนุนให้เราหายอีกด้วย

ที่คุณหมอกำลังบอกคือ แม้ว่ายาที่หมอจ่ายให้เรานั้นจะสามารถช่วยเราได้ในเรื่องสารเคมีในร่างกาย แต่ปัญหาสุขภาพจิตนั้นเกิดขึ้นจากเรื่องภายนอกกายมากพอ ๆ กับเรื่องภายใน และการที่เรามีคนรอบตัวที่เข้าใจว่าเรากำลังพบเจอกับอะไรอยู่นั้นนอกจากจะทำให้เราอาการดีขึ้นได้เร็วขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยให้เราลดความเสี่ยงที่เราจะกลับเข้าสู่ห้วงของความเจ็บป่วยเดิมได้อีกด้วย ฉะนั้นการเปิดใจให้คนรอบ ๆ เข้าใจเรามากขึ้นนั้นแม้อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่เรารับประกันว่ามันจะส่งผลดีในระยะยาวแน่นอน

แล้วถ้าในมุมของคนที่กำลังเจอคนใกล้ตัวที่อยู่สถานการณ์นี้ละ เราควรทำยังไงดี?

เรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับการมีไบโพลาร์นั้นคือเราจะมีขั้วอารมณ์สองขั้วที่แย่งชิงกันเป็นตัวเอกประจำอาทิตย์ เราเรียกสองขั้วนี้ว่า Manic Episode ที่จะร่าเริงและมีความคิดอยากสร้างสรรค์อะไรสักอย่าง และอีกขั้วคือ Depressive Episode ที่ซึมเศร้าและหดหู่ ตัวอย่างเช่นบางวันอาจจะคิดว่า “วันนี้ฉันคิดอะไรออก เราไปหาอะไรสนุก ๆ ทำแล้วทิ้งเรื่องเครียด ๆ เอาไว้ข้างหลังกันเถอะ” แต่อีกวันก็เป็น “อย่ามายุ่งกับฉันเลย ปล่อยให้ฉันนอนอยู่ในห้องแบบนี้ทั้งวันเถอะ” ฉะนั้นการที่เราจะเป็นคนที่คอยสนับสนุนคนที่ตกอยู่ในอาการนี้ ต้องเข้าใจว่าเราไม่ควรพุ่งเข้าไปหาเขาเร็ว ๆ โดยยังไม่เข้าใจความต้องการของเขาในขณะนั้น แต่ที่ต้องทำคือให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว และเมื่อเขาต้องการอะไรเราก็จะอยู่ตรงนั้นเสมอ แล้วรอเขาค่อย ๆ เข้ามาหาเราเอง

สองปีต่อมา เราบอกลายา บอกลาหมอ และบอกลาโรคไบโพลาร์ ที่เหลือที่ต้องทำคือเราต้องรักษาสุขภาพจิตของตัวเองให้คงที่ ด้วยการพาตัวเองไปสู่ภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตัวเองและไปเจอกับผู้คนที่ช่วยให้เราผ่านมันมาได้

เมื่อลองมองย้อนกลับไป เราคิดไม่ออกเลยว่าเราจะเป็นยังไงถ้าเราไม่มีทั้งคนรอบตัวที่คอยสนับสนุนและคุณหมอที่ให้คำแนะนำแก่เรา ฉะนั้นถ้าคุณกำลังตกอยู่ใสถานการณ์เดียวกัน เราอยากจะบอกว่าอูก้าสามารถเป็นให้ได้ทั้งสองอย่างเลยนะ 😊

Read More