จิตวิทยา หนังให้กำลังใจ

OOCAinsights : เธอมีพร้อมทุกอย่างแล้ว เหลือแค่สู้และลงมือทำ

ทุกคนคงจะต้องเคยผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ หรือวันแย่ ๆ กันมาใช่หรือเปล่าคะ แน่นอนว่าวันเหล่านั้นคงทำให้เกิดผลกระทบกับจิตใจของเราไม่มากก็น้อย บางคนก็รับมือไหว แต่ก็มีอีกหลายคนที่ผ่านมันไปไม่ได้และทำให้สภาพจิตใจถดถอยลง หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เราผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปไม่ได้ ก็เพราะว่าเรามองข้ามบางสิ่งที่เรามีอยู่กับตัวเอง สงสัยใช่มั้ยว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร ?

ยกตัวอย่างจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครชื่อ เบบี้ดอล ในภาพยนตร์เรื่อง Sucker Punch เธอลุกขึ้นมาต่อสู้แทนที่จะยอมแพ้ให้กับโชคชะตาอันเลวร้าย และสามารถเอาชนะมันได้ด้วยสิ่งที่เธอมีอยู่กับตัว เราได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยบทพูดในตอนสุดท้ายของเรื่องราว

“Your fight for survival starts right now.

You don’t want to be judged? You won’t be.

You don’t think you’re strong enough? You are.

You’re afraid. Don’t be.

You have all the weapons you need. Now fight!”

“การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดมันเริ่มแล้ว

เธอไม่อยากโดนตัดสินใช่ไหม? เธอไม่โดนแน่

เธอคิดว่าเธอไม่แข็งแกร่งพอเหรอ? เธอแกร่งแน่

เธอหวาดกลัว.. อย่ากลัว

เธอมีอาวุธทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว เธอต้องสู้”

ในบางครั้งที่เราเจอปัญหาและเหตุการณ์ร้าย ๆ มากมาย เราอาจจะลืมไปว่าสุดท้ายแล้ว “ตัวเราเองนี่แหละ ที่จะพาเราผ่านพ้นทุกอย่างไปได้ด้วยสิ่งที่เรามี” เรามีอะไรล่ะ ? เรามีความกล้า เรามีความสามารถ เรามีความเชื่อมั่น และที่สำคัญ เรามีกำลังใจอีกมากมายจากผู้คนรอบตัวที่คอยช่วยเหลือเรา สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือน “อาวุธ” ให้เราต่อสู้กับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต เมื่อเราผ่านมันมาได้เราจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น ขอเพียงแค่เชื่อมั่นอาวุธในมือของตัวเอง แล้วจงสู้

อูก้าขอเป็นกำลังให้กับทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาที่เข้ามาในชีวิต ใครที่อยากได้คำปรึกษาสามารถติดต่อพวกเรามาได้เลย เราพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหาเลยนะ

Read More
ชอบคิดเรื่องเก่าๆ

OOCAissues : ทำไมถึงชอบคิดเรื่องเก่าๆให้ตัวเองเจ็บปวดบ่อยๆ

เคยเป็นกันไหม ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ดี ๆ เรื่องในอดีตที่ทำให้เจ็บปวดก็ถาโถมเข้ามา จากที่อารมณ์ดี ๆ วันนั้นก็จะหยุดคิดถึงเรื่องอดีตไม่ได้จนดาวน์ไปทั้งวันเลย ถ้าเคยเป็นล่ะก็ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยนะ เราเองก็เป็นบ่อย ๆ เราเลยแอบไปถามนักจิตวิทยาในระบบของอูก้ามาเพื่อไขข้อสงสัยของทุกคน แถมได้คำตอบมาด้วยว่าจะแก้ไขมันยังไง

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

สมองของเราอาจมีความทรงจำที่คั่งค้างอยู่ข้างใน คล้ายปัญหาที่ไม่ได้รับการคลี่คลายจนรู้สึกฝังใจกับอดีตที่เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้น และคิดว่าอดีต ‘ควร’ จะเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่มีส่งผลต่ออารมณ์สูง เช่น การถูกบูลลี่ หรือการถูกปฏิเสธ

ซึ่งการคิดถึงเรื่องในอดีตเหล่านี้ซ้ำไปมาโดยมากสะท้อนว่าจิตใจของเรากำลังพยายามหาคำตอบ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จนกว่าจะทำความเข้าใจความหมายใหม่ของประสบการณ์นั้นได้ก่อนจึงหยุดคิด ในระหว่างนั้นการตกอยู่กับอดีตนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต การคิดเรื่องเก่า ๆ มากเกินไปสามารถดักจับสมองให้อยู่ในวงจรแห่งความทุกข์ความกังวลเรื้อรัง รู้สึกไม่อาจมูฟออนได้เพราะเราไม่มีคำตอบให้กับอดีต ซี่งส่งผลให้วิตกกังวล และทำให้ซึมเศร้าได้

แล้วเราจะแก้ยังไงดี?

เขียนความคิดของเราลงในสมุดบันทึก

ลองทำทุกคืนก่อนนอนหรือสิ่งแรกในตอนเช้า เพื่อทำสมองให้ว่างโดยทิ้งทุกสิ่งที่อยู่ในใจของเราลงบนหน้ากระดาษ บางครั้งอาจช่วยบรรเทาได้

ฝึกสมองให้มองอีกด้านของเรื่องแย่ ๆ

เราสามารถฝึกความคิดของเราให้มองชีวิตจากมุมมองที่ต่างออกไปได้เพื่อเอาชนะความคิด เรียกว่าการปรับโครงสร้างความรู้ความเข้าใจ เช่น จากที่เคยคิดว่า “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งนี้เกิดขึ้น” เป็น “ฉันจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก” หรือเปลี่ยน “ฉันเคยล้มเหลวกับความรัก” เป็น ฉันจะทำขั้นตอนใดได้บ้างเพื่อเพิ่มมิตรภาพที่ลึกซึ้งและค้นหาคนใหม่”

ฝึกใจให้เปลี่ยนความสนใจจากเรื่องอดีตมาสู่ปัจจุบัน

เมื่อเริ่มสังเกตเห็นนิสัยที่คิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เรื่องเก่าให้เจ็บปวด แล้วเริ่มรู้ว่าสมองเรากำลังอยู่ในโหมดนี้ ลองรีบหันเหความสนใจของตัวเองและเปลี่ยนความสนใจของคุณไปยังสิ่งอื่นที่ต้องใช้โฟกัสเพื่อออกจากโหมดนี้ให้เร็วที่สุด

#จากทีมงานอูก้า

ฟังจากนักจิตวิทยากันไปแล้ว ทีมอูก้าก็อยากมาแบ่งปันความเห็นของเราด้วยอีกเสียง

ในระหว่างที่เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการหยุดคิดถึงเรื่องในอดีตแย่ ๆ อยู่ตามคำแนะนำข้างบน เราคิดว่าไหน ๆ เรื่องพวกนั้นก็กลับมาแล้ว เราก็สามารถถือโอกาสที่จะคิดถึงมันในมุมมองของคนที่ผ่านมันมาแล้วกันดีกว่า ใช่ มันอาจเป็นเรื่องที่ฉันอยากกลับไปแก้ แต่ถึงคิดให้ตายฉันก็ไม่ใช่นักเวทย์ที่ย้อนเวลาไปเปลี่ยนอะไรได้นี่ หรือมันอาจเป็นเรื่องทีคนคนนั้นทำกับเราไว้เจ็บมากจนคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีทางลืมได้ ก็อยากจะบอกว่าอย่าลืมชมตัวเองบ่อย ๆ ที่ผ่านมันมาได้จนเรื่องแย่ ๆ มันกลายเป็นอดีตไปได้นะ 😊

การคิดถึงเรื่องในอดีตแม้เรื่องที่เราไม่ชอบไม่ใช่เรื่องแย่เลย เพียงเราต้องรู้ทันความคิดและรู้ว่าคิดถึงมันเท่าไหนถึงเป็นประโยชน์ และตั้งสติให้รู้ตัวว่าฉันจะต้องหยุดคิดถึงมัน เพราะอดีตก็คืออดีต และคนที่เก่งที่สุดคือฉันในปัจจุบันที่ผ่านมันมาได้แล้ว และหากตอนนี้ยังผ่านมันไปไม่ได้ อูก้าขอเสนอตัวเป็นผู้ช่วยที่จะคอยพยุงทุกคนให้เดินก้าวข้ามอดีตไปด้วยกันนะ <3

Read More
เหงา กักตัว

OOCAissue: Stay-at-home Isolation อยู่คนเดียวนาน ๆ ทำให้เรารู้สึกไม่มีค่าหรือเปล่า?

หลังจากเราใช้เวลาทำงานอยู่คนเดียวมาเกือบปี ในใจก็มีความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันหนักหนามากกว่าที่เราเคยเป็นมาทั้งชีวิต เรารู้สึกถึงความ “ไม่ดีพอ” ในตัวเอง ความรู้สึกว่าเรายังทำงานไม่มากพอ เราเสียเวลาไปกับการเล่นมือถือบนที่นอน แทนที่จะเอาไปอ่านหนังสือที่ค้างไว้ และความคิดอีกมากมายที่เข้ามาช่วงที่เราไม่ได้ทำอะไร เราเลยตั้งคำถามว่า “อยู่คนเดียวนาน ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าหรือเปล่า” ไปถามนักจิตวิทยาของอูก้า คุณกอบุญ เกล้าตะกาญจน์ หรือพี่พลีส แล้วเราก็ได้ฟังคำตอบที่น่าสนใจแล้วยังได้คำแนะนำดี ๆ จากเขามากมายเลย

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

“การ Stay-at-home Isolation คนเดียวนาน ๆ เชื่อมโยงกับเรื่องการมองตัวเองด้อยค่าจริง ๆ “

ตามรายงานภาวะสังคมไทยปี 2563 โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า “ความเครียด ภาวะหมดไฟ ภาวะซึมเศร้าและความคิดทำร้ายตัวเองของคนไทยเพิ่มขึ้น เพราะพยายามต่อสู้กับความยากลำบากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าหมดไฟ ทั้งด้านอารมณ์และจิตใจ  ด้านมองความสามารถในการทำงานลดลง รู้สึกไม่สำเร็จ และด้านการมองความสัมพันธ์ในที่ทำงานในทางลบ ระแวงง่ายขึ้น รู้สึกเหินห่างจากคนอื่น”

.

ซึ่งยิ่งเราเจอเรื่องแบบนี้ไปอย่างไม่รู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้อีกนานเท่าไร บวกกับความรู้สึกไม่แน่นอนทั้งจากการงาน สถานะทางสังคม และสุขภาพ ความสามารถในการเห็นคุณค่าในตัวเองของเราจะลดลงไปด้วย นี่ยังไม่รวมกับสถิติการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงภาวะการกินอาหารที่ไม่ปกติ เช่น การกินอาหารมากขึ้นเพราะมนุษย์จำนวนมากใช้การกินเป็นวิธีลดความไม่สบายใจ ความกังวล ว้าเหว่และเบื่อหน่าย ทำให้เรารู้สึกไม่โอเคกับรูปร่างของตัวเอง ส่งผลต่อความมั่นใจและการมองที่เรามองตัวเองว่ามีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า

.

ทุกอย่างที่กล่าวไปข้างต้นจะทวีคูณขึ้นเมื่อเราเอา Social Media เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมการ ในแง่หนึ่งมันเป็นช่องทางเดียวที่เราสามารถเข้าถึงคนรอบตัวในชีวิตของเราได้ แต่ในทางขณะเดียวกัน เมื่อเราเห็นเพื่อนของเรา รุ่นพี่ของเรา รุ่นน้องของเรา หรือใครก็ตามที่เราติดตามกำลังมี “ชีวิตที่ดีกว่าเรา” เราจะเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับพวกเขา “ทำไมเขาทำแบบนั้นได้ทั้ง ๆ ที่เขาอายุน้อยกว่าเราตั้งเยอะ ตอนนั้นฉันทำอะไรอยู่” หรือ “ทำไมฉันไม่หน้าตาดีแบบเขาบ้างนะ” ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกับเราอย่างเช่น “ฉันอยากไปอยู่ในประเทศของเขาคนนั้นบ้างจังเลย”

.

แล้วทำยังไงดีเมื่อเราประสบปัญหานี้ ?

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

ความโดดเดี่ยวอาจกลายเป็นความเครียด ข้อเสนอแนะรักษาใจในขณะอยู่บ้านและทำงานที่บ้าน

  1. ติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ ผ่านทางโทรศัพท์ อีเมล หรือโซเชียลมีเดียบ้าง
  2. เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Covid-19 และพูดคุยกับผู้อื่น การทําความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องการป้องกัน Covid-19 ช่วยลดความวิตกกังวลได้
  3. หากเป็นไปได้ให้ทำกิจวัตรประจําวันตามปกติเช่น การกิน การนอน การทำงาน การพักผ่อน การออกกําลังกาย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดความเครียดและภาวะซึมเศร้า
  4. จากประสบการณ์และวิธีการที่คุณรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลําบากในอดีต ทำให้ตระหนักได้ว่าการแยกตัวจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนัก และไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิด
  5. การทำงานที่บ้านและได้ใช้เวลาอยู่บ้าน เป็นโอกาสที่จะทํากิจกรรม ทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากความเบื่อหน่ายกังวล

#คำตอบจากทีมงานของอูก้า

คุณค่าในตัวเองนั้นไม่สามารถวัดได้จากการเอาความสำเร็จของเราไปเทียบกับความสำเร็จของคนอื่น ฉะนั้นไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าคนนั้นคนนี้ดีกว่าเราขนาดไหน อูก้าอยากให้ทุกคนทดลองปรับมุมมองเป็น “ข้อดีของฉันคืออะไร” แล้วตามหาสิ่งนั้นจนกว่าจะพบหรือใช้เวลาค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา ให้จุดเด่นในตัวเองของทุกคนเปล่งประกายออกมา

.

คุณค่าในตัวเองของเราเมื่อไม่ต้องเอาไปเทียบกับคนอื่นนั้น มันจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนก็ได้ เริ่มได้จาก “วันนี้ฉันทำงานเสร็จไปตั้งสองอย่างแล้ว” ไปจนถึง “วันนี้ฉันอ่านหนังสือจบตั้งหนึ่งบท เยอะกว่าที่อ่านเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอีก” คนเดียวที่เรารู้แน่ ๆ ว่าชีวิตเขาดี ไม่ดียังไงคือตัวเราเอง ฉะนั้นไม่ต้องเอาความสำเร็จของใครมาเป็นหมุดหมายที่ต้องไปให้ถึงเลย

.

แล้วคุณกำลังประสบปัญหาแบบนี้อยู่เหมือนกันหรือเปล่า ? ถ้าใช่ล่ะก็ มาเล่าให้อูก้าฟังได้เสมอเลย เรามีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมรับฟังและคอยอยู่เคียงข้างคุณนะ

Read More
วิธี ปลอบ ใจ คนเป็นโรค ซึม เศร้า

10 สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยฮีลใจคนอื่นได้

10 สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยฮีลใจคนอื่นได้

คนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่าการเยียวยา (heal) จิตใจหรือการทำให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้นเป็นเรื่องยาก บางทีก็ไม่รู้จะพูดอะไร รู้สึกว่าตัวเองปลอบใจคนอื่นไม่เก่ง อูก้าขอแนะนำ ’10 สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยฮีลใจคนอื่นได้’ เพื่อให้เพื่อนๆนำไปใช้ รับรองว่าสกิลการฮีลคนอื่นของเราจะอัพโดยไม่รู้ตัว

1. ฟังให้ถึงใจ

การรับฟังไม่ใช่แค่ได้ยินผ่านหูแล้วตัดสินจากสิ่งที่เรารู้สึก แต่เป็นการมองเข้าไปในใจว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอะไรอยู่ แล้วทำความเข้าใจมุมมองของเขา เหมือนประโยคที่บอกว่า “put yourself in others’ shoes” แค่คนหนึ่งคนที่รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไขก็สามารถฮีลใจได้แล้ว

2. ส่งต่อ positive energy

Nicole Burgess นักจิตวิทยาและไลฟ์โค้ช กล่าวว่า “ความสุขเป็น ‘โรคติดต่อ’ ดังนั้นแสงสว่างภายใน ตัวคุณจะเปล่งประกายสู่ภายนอก คนอื่นจะรู้สึกและสัมผัสได้” ใครๆ ก็ชอบอยู่ใกล้คนที่มองโลกในแง่ดี คิดและพูดแต่สิ่งดีๆ รอยยิ้มที่ส่งให้กันช่วยเติมเต็มวันดีๆ ได้

3. แชร์เพลง ภาพยนตร์ หนังสือ

สิ่งเหล่านี้มักจะมี message บางอย่างที่อยากจะถ่ายทอดและช่วยปลดปล่อยอารมณ์เราให้ไหลไปกับเรื่องราว การฮัมเพลงโปรด การดูหนังแล้วหัวเราะให้สุดเสียงหรือร้องไห้ดังๆ รวมถึงการอยู่เงียบๆ แล้วดำดิ่งไปกับหนังสือดีๆ สักเล่ม อาจเป็นสิ่งที่พาตัวคุณออกจากโลกแห่งชีวิตจริงสักครู่หนึ่ง ทำให้คุณรู้สึกเบาลงกับสถานการณ์ปัจจุบัน

4. Colour Healing

รู้ไหมว่าสีมีผลต่ออารมณ์และสุขภาพของเราและที่สำคัญสีช่วยฮีลใจเราได้ โดยเฉพาะสีฟ้าและสีเขียวจะช่วยให้เรารู้สึกสงบและเย็นลง จะเห็นว่าสีของธรรมชาติคือความสบายตาสบายใจ พากันออกทริปไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ใจได้รีเฟรชบ้าง รับวิตามินดีจากแสงแดดที่จะช่วยเติมเต็มพลัง ซึ่งสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาอาจฮีลใจได้ดีกว่าคำพูดของเราเสียอีก

5. ตะลุยร้านอร่อย

สำหรับคนที่กำลังเศร้า ความอยากอาหารอาจจะลดลง การทานอาหารถูกปากช่วยเพิ่มสารแห่งความสุขได้ ลองชวนเขาไปร้านใหม่ๆ บรรยากาศดีๆ ปัจจุบันมีคาเฟ่น่ารักๆ มากมาย แถมรีวิวร้านอาหารให้ตามอีกเพียบ การฮีลใจด้วยอาหารไม่เพียงอิ่มท้องแต่เราจะอิ่มใจด้วย แต่ถ้าใช้วิธีนี้บ่อยๆ ระวังน้ำหนักขึ้นด้วยนะ

6. สร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ

ความตื่นเต้นช่วยให้ใจที่เหี่ยวเฉาจะพองโตขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะหรือจัด event ใหญ่โต แต่ทำสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ได้คาดคิดมาก่อน เช่น นัดปาร์ตี้เพื่อนสมัยเรียน ให้เสื้อผ้าชุดใหม่ หรือพาเที่ยว one-day trip เป็นต้น การสร้างบรรยากาศช่วยดึงความสนใจและพาตัวเองออกจาก routine เดิมๆ

7. ชื่นชมข้อดี

ผู้ใหญ่มักจะชมเวลาที่เด็กๆทำตัวน่ารัก แต่ทำไมเราถึงอายที่จะชมคนอื่นเมื่อโตขึ้น ใครบอกว่าผู้ใหญ่ไม่ต้องการคำชมหรือกำลังใจดีๆ ถ้าเรามองเห็นข้อดีที่ตัวเขาเองมองไม่เห็นก็ช่วยย้ำเตือนสักหน่อย เพราะคำชมเป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงให้ใจเราในยามที่เหนื่อยล้าให้ต่อสู้กับวันต่อไป

8. Skinship สักหน่อย

การสัมผัสเป็นสิ่งที่ทำให้อบอุ่นใจและช่วยโอบกอดความรู้สึก การตบบ่า จับมือ หรือกอด ไม่ใช่เพียงการสัมผัสทางร่างกายแต่ยังรู้สึกได้ถึงความรักความใส่ใจ ซึ่งเรามักรู้สึกเป็นที่รักเมื่อถูกสัมผัสด้วยความอ่อนโยน การแสดงความรักอาจจะเขินๆ ในตอนแรกแต่ผลลัพธ์นั้นคุ้มค่าแน่นอน

9. นั่งอยู่ข้างๆ เสมอ

อาจจะฟังดูแปลกที่การนั่งเฉยๆ จะช่วยทำให้คนอื่นรู้สึกดียังไง แถมยังเป็นวิธีที่ได้ผลมากๆ อีกด้วย ในเวลาที่เรามีแต่ความคิดแย่ๆ เต็มหัวไปหมด เราไม่ได้ต้องการคำสั่งสอนหรือเสียงบ่นจากคนอื่น เพียงแต่อยากให้มีใครสักคนที่นั่งอยู่ข้างๆ คอยนั่งมองเราทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลโดยไม่ตัดสิน ถ้าเราเป็นคนนั้นให้เขาได้ก็จะดีมากเลยแหละ

10. take your time

คนส่วนใหญ่ที่รู้สึกอึดอัดข้างในเป็นเพราะเขาไม่มีพื้นที่ในการเยียวยาตัวเอง ไม่มีเวลาได้ทบทวนหรือปลดปล่อยอารมณ์ลบๆ ออกมา ขอเพียงพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้เป็นตัวเอง หายใจเต็มปอด การถอยออกมายืนมองอยู่ห่างๆ และแสดงน้ำใจยามเขาร้องขอ เป็นอีกวิธีที่ฮีลคนอื่นได้อย่างที่คนมักจะบอกว่า “เวลาจะเยียวยาทุกอย่างเอง”

ลองมองไปรอบๆตัวแล้วช่วยฮีลคนรอบข้างด้วยสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้กันนะคะ อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกปัญหาและยินดีจะรับฟัง สามารถติดตามเข้ามาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะคะ

อ้างอิงจาก

https://www.bustle.com/p/13-tried-true-ways-to-give-off-more-positive-energy-that-people-can-actually-sense-74267

https://www.mydomaine.com/heartbroken-friend

https://www.charmsoflight.com/colour-healing

Read More
การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

OOCAstory: ฉันอยากให้เธอสบายใจกับการมีชีวิตอยู่

ฉันอยากให้เธอสบายใจกับการมีชีวิตอยู่

ใครก็ตามที่ผ่านมาอ่านเรื่องนี้ เราหมายความตามชื่อเรื่องจริงๆนะ

ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร แย่แค่ไหน อย่างน้อยที่สุด อยากให้สบายใจกับการมีชีวิตอยู่

“ทำไมสิ่งที่เราทำดูเหมือนจะผิดไปหมดเลย” นี่คือประโยคที่เราถามเพื่อนทางโทรศัพท์

หลังจากร้องไห้มาสามชั่วโมงกับความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ จนอยากจะหายไป

เราเล่าเรื่องทุกอย่างให้เพื่อนสนิทฟัง ทั้งความอึดอัดเรื่องงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์และอนาคต

คำพูดทำร้ายใจที่เราเจอมาทำเอาตั้งหลักแทบไม่อยู่…ก็ไม่อยู่จริงๆ แหละ

เมื่อสิ่งที่ทุ่มเทมากๆ มันทลายไปตรงหน้า เรารู้สึกเหมือนชีวิตเราไม่เหลืออะไรเลย

คนเรามีความใส่ใจไม่เท่ากัน เรื่องที่ให้ความสำคัญมากน้อยก็ต่างกัน

สำหรับบางคนคือครอบครัว บางคนคืองาน บางคนคือความรัก

สิ่งใดหรือใครที่เราคาดหวังมาก ย่อมเสียใจมากและทำให้เจ็บปวด

เพื่อนบอกกับเราว่าอย่างอื่นพังแล้ว ให้มันแล้วไป

เพราะอะไร เราไม่ดียังไง ทำผิดพลาดตรงไหน คือคำถามที่เราใช้ตอกย้ำตัวเอง

ถ้าเราทุ่มไปร้อย แต่ได้กลับมาไม่ครบ เราจะมัวเสียดายส่วนที่มันหายไป

หรือจะโฟกัสในสิ่งที่ยังอยู่กับเรา โอบกอดสิ่งที่ดีกับเราเอาไว้ให้นาน

“อย่างน้อยเราอยากให้แกสบายใจกับการมีชีวิตอยู่”

ในโลกนี้ไม่ควรมีใครต้องลำบากใจกับการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง

แต่น่าแปลกที่เรามักรู้สึกอยากหายไปและเฝ้าโทษตัวเองในทุกๆ เรื่องที่มันเกิด

หลังจากผ่านความเสียใจเรื่องครอบครัวมา

ตอนนี้เพื่อนเรากลายเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ “ความสุข” มากๆ

ไม่มีใครรู้อนาคต อะไรที่ปล่อยได้ให้รีบปล่อย

เพราะชีวิตเราก็สำคัญ ทำไมไม่ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุขล่ะ

สุดท้าย…ไม่ใช่เรื่องผิดถ้าเราจะทำเพื่อตัวเองก่อนคนอื่นบ้าง

และขอบคุณเพื่อนมากที่พูดประโยคนี้กับเรา ทำให้เราสบายใจกับการมีชีวิตอยู่

อูก้าอยากเป็นคนหนึ่งที่ช่วยรับฟังเรื่องราวของคุณและเป็นกำลังใจให้คุณ ทุกปัญหาเรายินดีจะรับฟังเสมอ สามารถติดตามเข้ามาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะคะ

Read More
ทำยังไงเวลาเจอคนฆ่าตัวตายในอินเทอร์เน็ต?

OOCAKnowledge ทำยังไงเวลาเจอคนฆ่าตัวตายใน อินเทอร์เน็ต?

“หลังจากโพสต์นี้เราไม่อยู่แล้วนะ”

เป็นประโยคที่ไม่มีใครอยากเห็นในหน้าโซเชียลมีเดียของเราเลย แต่บางครั้งเรื่องที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ตลอด แล้วเมื่อเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ควรทำอะไร และอะไรควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้การ #ยื่นมือไปช่วย ครั้งนี้ไม่เป็นการไปผลักให้ผู้ที่มีความเสี่ยงดำดิ่งลงไปมากกว่าเดิม

#สิ่งที่ควรทำ

  • ประเมินความเสี่ยงของผู้มีความเสี่ยง

เริ่มจากการถามคำถาม เช่น อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ อยู่กับใคร ใกล้ตัวมีของมีคมหรือเปล่า เพื่อเราจะได้รู้ว่าผู้โพสต์กำลังตกอยู่ในอันตรายขนาดไหน หากเขาบอกว่าอยู่ห้องกับเพื่อนแล้วเราสามารถติดต่อเพื่อนของเขาได้ก็จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดน้อยลงไปหนึ่งระดับ แต่หากเขาว่าเขาอยู่บนดาดฟ้าคนเดียวความเสี่ยงก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นและต้องมีการลงมือทำอะไรสักอย่างทันที

  • คุยกับเขาผ่านช่องทางส่วนตัว

ถึงโพสต์ของเขาอยู่ในโหมดสาธารณะ แม้ว่าสถานการณ์จะเร่งรีบ เราควรเกลี้ยกล่อมเขาให้มาคุยกับเราในช่องทางส่วนตัว เหตุผลเพราะว่าการคุยในช่องทางสาธารณะมีผลเสียคืออาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลเมื่อผู้โพสต์รู้ตัวว่าอาจมีเรื่องบางเรื่องที่เขาระบายออกมาให้เราฟังแต่ไม่ได้อยากให้คนอื่น ๆ รู้ ซึ่งความวิตกกังวลมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้สถานการณ์แย่ลงได้

  • พาเขาไปหามืออาชีพให้ได้

ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง เพื่อน หรือเจ้าหน้าที่ อย่างหนึ่งที่ต้องรู้คือเราเองเป็นแค่คนธรรมดาที่รู้เรื่องสุขภาพจิตในระดับที่สามารถใช้ดำเนินชีวิตประจำวันได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือการเกลี้ยกล่อมให้ผู้มีความเสี่ยงให้เขายินยอมไปอยู่ในการดูแลของมืออาชีพ และจนกว่าเขาจะยินยอมเราต้องทำให้เขามั่นใจว่าเราจะอยู่ข้าง ๆ เขาไปในทุกขั้นตอน หากเราหรือคนรู้จักอยู่ใกล้เขาแล้วรู้ว่าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดคือที่ไหนก็เข้าไปหาเขาเพื่อพาไปหาหมอเองได้ หรือหากสถานการณ์คับขันจริง ๆ การโทรหาผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ก็เป็นอะไรที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Suicide Prevention เช่น Samaritan Thailand ที่ 02-713-6793 หรือสายด่วนสุขภาพจิตที่ 1323

#สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

เราห้ามตัดสินการกระทำของเขา

การพูดว่า “จะฆ่าตัวตายไม่สงสารพ่อแม่บ้างเหรอ?” หรือ “การจบชีวิตตัวเองผิดศีลข้อที่…” เป็นการตัดสินผู้ที่มีความเสี่ยงที่ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกผิดที่อาจนำไปสู่การจบชีวิตของเขาได้

เราห้ามส่งเสริมผู้มีความเสี่ยงให้ลงมือ

แม้ว่าเราจะเชื่อในเสรีภาพและสิทธิการมีชีวิตอยู่ แต่การตัดสินใจฆ่าตัวตายของคนคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ การพูดว่า “ก็เขาเลือกจะไม่อยู่แล้วจะไปห้ามทำไม” เป็นปัญหาเพราะว่าในการตัดสินใจนั้นเป็นผลจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองในระหว่างนั้นมากกว่าการสมยอม และหากผ่านเวลาที่เขาอยากจบชีวิตที่สุดไปได้ ความอยากหลาย ๆ อย่างของเขาจะหายไปเช่นเดียวกัน

เรื่องสุขภาพจิตและชีวิตเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและหลากหลายมาก ๆ สำหรับแต่ละคน ทุกคนมีความแตกต่างและอาจะมีวิธีเป็นล้านที่เราจะเลือกใช้ก้ไขปัญหาตรงหน้า อูก้าขอสัญญาว่าเราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในการให้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตที่ถูกต้องและเข้าใจง่ายให้กับเพื่อน ๆ ทุกคน และนอกจากนั้นหากใครมีคนที่คิดว่าต้องการการปรึกษาเรื่องสุขภาพจิตโดยด่วนอูก้าก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยเขาได้นะ

อ้างอิง :

https://www.mentalhealth.org.nz/get-help/a-z/resource/55/suicide-supporting-someone-online

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/suicide/in-depth/suicide/art-20044707

https://www.healthline.com/health-news/what-to-do-when-you-encounter-suicidal-posts-online

Read More
โลกของคนซึมเศร้า

OOCAstory: จากเหนื่อย…กลายเป็นซึมเศร้า มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ?

“ไม่รู้เหมือนกัน เราแค่เหนื่อย”

“อืม…ก็เหนื่อยอ่ะ”

“เหนื่อยจริงๆ จะบอกยังไงดีล่ะ”

หลังจากพูดประโยคพวกนี้ซ้ำไปซ้ำมาเวลามีใครถาม หรือแม้แต่ตอบตัวเองว่าที่กำลังรู้สึกอยู่นี้คืออะไร ก็ไม่ใช่ว่าจะได้คำตอบหรอก แค่มองเห็นชัดขึ้นว่าใจเรากำลังบอกตัวเองว่ากำลังแย่แล้วแหละ ความรู้สึกตอนนี้คือไม่ไหวแน่นอน เกลียดจังที่ต้องรู้สึกแบบนี้

.

ทุกครั้งที่มีคนถามแล้วต้องอธิบายก็คิดคำอื่นไม่ค่อยออกนอกจาก “เหนื่อย” แต่มักจะถูกถามกลับว่า “เหนื่อยเพราะอะไร” “ไปทำอะไรมาถึงเหนื่อย” “คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกันแหละ สู้ๆ” และอีกสารพัดคำพูดที่บอกให้อดทนจนกว่ามันจะผ่านไป กลายเป็นเราที่อ่อนแอเกินไป ไม่รู้จักปล่อยวางความรู้สึกลบๆ ที่เกิดขึ้น

.

แล้วสรุปเรากำลังสู้กับใครหรืออดทนกับอะไรอยู่เหรอ สำหรับเรามันไม่ง่ายเลยนะที่จะเอาชนะความคิดร้ายๆ ในหัว เราได้แต่ชื่นชมคนที่เข้มแข็งและหวังว่าเขาจะเลิกเปรียบเทียบเรากับคนอื่นๆ ที่ผ่านปัญหาไปได้ เพราะเราก็ไม่ได้ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ อยากหลุดพ้นจากจุดที่ยืนอยู่เหมือนกัน

.

แต่เวลาที่มีเรื่องเข้ามากระทบใจ ความคิดแรกที่เข้ามาและภาพที่เราเห็นมันดันมืดมากกว่าสว่างนี่สิ พอหมดแรงใจ กายของเราเลยอ่อนล้าตามไปด้วย เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหนื่อยกับทุกอย่างจนไม่อยากเจอใคร ไม่อยากทำอะไร แล้ววันหนึ่งเราก็เดินเข้าไปในโลกซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว

.

โลกที่คนอื่นไม่เข้าใจ เราที่ตัวเล็กมากๆ ในโลกความเป็นจริง ดันตัวใหญ่เมื่ออยู่ในโลกซึมเศร้า เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ได้พบความรู้สึกที่กำลังเผชิญอยู่แต่ไม่เคยได้คำตอบจากที่อื่น ต้องขอบคุณตัวเองนะที่กล้ายอมรับว่าเราดูแลใจตัวเองไม่ไหวและยอมเปิดใจให้คนอื่นช่วย

.

การพูดคุยปรึกษาคนที่ไว้ใจหรือมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลสำคัญมากๆ สำหรับคนที่อยู่ตรงนี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไง เราเหนื่อยกับอะไร บางครั้งอยู่ต่อหน้าจิตแพทย์เราไม่รู้จะพูดอะไรด้วยซ้ำ สับสนกับตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ว่าเราต้องการคือ “ใครสักคนที่รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ตัดสินและไม่มองเราด้วยสายตาตั้งคำถาม”

.

สำหรับคนที่กำลังเหนื่อย ลองให้โอกาสตัวเองได้รักษาใจดูอีกครั้งนะ คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้ มีหลายคนที่พร้อมจะเข้าใจและรับฟังคุณอยู่ เชื่อสิว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ⠀⠀⠀⠀⠀

ถ้าเพื่อนๆ มีอาการข้างต้น รู้สึกเหนื่อย หาคำตอบไม่ได้ ไม่อยากออกไปพบเจอใคร เราอยากให้ลองมารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าดูนะ เราพร้อมดูแลทุกคนอยู่ตรงนี้เสมอ

⠀⠀⠀⠀⠀

Read More
ซีรี่ย์เน็ทฟลิกและจิตวิทยา Bridgerton

OOCAinsight: “ถ้าไม่ได้แต่งงาน ฉันก็ไม่มีค่าอะไรเลย” Bridgerton กับยุคที่ผู้หญิงห้ามขึ้นคาน

ฉากที่สะเทือนใจเรามากๆ คือตอนที่ดาฟนี่คุยกับพี่ชายของเธอว่า “พี่ไม่เข้าใจหรอกว่าผู้หญิงรู้สึกยังไงที่ทั้งชีวิตเราเหลือความสำคัญแค่เพียงช่วงเวลาเดียว หนูถูกเลี้ยงดูมาเพื่อสิ่งนี้ นี่คือสิ่งเดียวที่หนูเป็น หนูไม่มีคุณค่าอย่างอื่นแล้ว ถ้าหนูหาสามีไม่ได้ หนูก็จะไร้ค่า” เป็นฉากพูดคุยธรรมดาๆ ระหว่างพี่น้อง แต่คำพูดของดาฟนี่ที่คุยกับพี่ชายกลับทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจเรามากๆ ทำไมคุณค่าของผู้หญิงถึงอยู่ที่การแต่งงาน

.

ม่านประเพณีที่บดบังคุณค่าที่แท้จริงของผู้หญิง ถูกนำมาสะท้อนผ่าน Bridgerton ซีรีส์จาก netflix ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Julia Quinn กล่าวถึงค่านิยมการออกเรือนได้ครบเครื่องและโรแมนติกมาก แกนหลักของเราอยู่ที่ตัวละคร “ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน” ลูกสาวคนสวยจากพี่น้องทั้งแปดของตระกูลไฮโซแห่งกรุงลอนดอน ทุกสายตาที่จ้องมองมา ราวกับจับผิดชีวิตผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ว่าเธอจะเดินบนเส้นทางที่คู่ควรกับชาติตระกูลหรือไม่ นี่อาจเป็นราคาที่สาวๆ จากวงสังคมชั้นสูงต้องจ่าย เพื่อแลกกับหลักประกันในชีวิต

.

(โปรดระวังมีการสปอยล์เนื้อหาเล็กน้อย)

ในอังกฤษตามธรรมเนียมแล้วแวดวงชนชั้นสูงจะมีการเข้าเฝ้าฯ พระราชินี หญิงสาววัยแรกรุ่นที่เพียบพร้อมทั้งกิริยาและฐานะทางสังคมจะได้เปิดตัวในงานเต้นรำ หรือที่เรียกว่าเดบูตองต์ (Debutante) บรรดาแม่ๆ ของแต่ละตระกูลก็จะพยายามชิงดีชิงเด่นและทำทุกวิถีทางให้ลูกสาวสวยโดดเด่นสะดุดตามากที่สุด เพื่อให้ลูกสาวได้รับการทาบทามจากชายหนุ่มสูงศักดิ์ ลูกสาวบ้านไหนได้แต่งงานออกเรือนจะถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว เรียกว่าแค่แต่งงานกับคนที่เหมาะสมก็เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล

.

ซึ่งในงานเต้นรำปีนี้ก็เป็นหน้าที่ของดาฟนี่ที่ต้องรับบทบาทสำคัญ จากการปลูกฝังเลี้ยงดูให้เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน รวมถึงหน้าตาที่สวยงามไร้ที่ติ ใครๆ ต่างมองว่าเธอเป็นตัวเต็งของสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่น่าจะได้ออกเรือนก่อนใคร แต่แล้วเหตุการณ์ดันไม่เป็นดั่งใจ ทำให้ดาฟนี่เจออุปสรรคในการหาคู่ จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากพระเอกของเรา “ไซม่อน บาสเซ็ต” ท่านดยุกแห่งเฮสติ้งส์ที่ขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้และเป็นที่หมายปองของสาวชั้นสูงทั่วอังกฤษ

.

จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ช่วงต้นเรื่อง เราจะได้เห็นภาพสาวๆ ที่เอาจริงเอาจังกับการหาคู่ครอง และแม่ๆ ที่พยายามดันลูกสาวเต็มที่ เป็นภาพที่ยากจะจินตนาการสำหรับผู้หญิงสมัยใหม่ ว่าทำไมเป้าหมายเดียวในชีวิตเราถึงเป็นการแต่งงานและเป็นแม่คน ต้องรักษาภาพลักษณ์ที่มีคุณค่าสูงส่ง แต่ขณะเดียวกันเมื่อมองมาแล้วก็ควรต้องตาต้องใจผู้อื่นด้วย ทั้งเสื้อผ้าการแต่งกายที่ไม่ได้สะดวกสบายเอาเสียเลย อย่างในเรื่องเราจะเห็นสาวๆ ขยันออกงานสังคมและแวะเวียนไปตัดชุดที่ร้านดังอยู่เป็นประจำ เหล่าคุณแม่มักจะพิถีพิถันเลือกชุดที่สวยที่สุดแพงที่สุดเพื่อให้ลูกสาวตัวเองมีโอกาสมากขึ้นอีกสักนิด

.

สิ่งที่สะท้อนใจเราอย่างมากคือฉากที่ดาฟนี่คุยกับเอโลอีส น้องสาวที่จะเปิดตัวต่อจากเธอ เอโลอีสไม่เข้าใจเลยว่าทำไมดาฟนี่ถึงต้องพยายามแทบเป็นแทบตายกับการหาคู่ขนาดนี้ “ความสำเร็จในการหาคู่ครองของพี่จะส่งผลดีกับพวกเธอทุกคนนะ” ดาฟนี่บอกน้องๆ แม่พร่ำสอนมาตลอดว่าการดูแลครอบครัวคือหน้าที่ เธอจะพบความสุขและความสะดวกสบายเมื่อได้แต่งงาน ดูแลบ้านให้น่าอยู่และมีลูกๆ ที่น่ารัก ตั้งแต่เด็กดาฟนี่จึงไม่เคยมีเป้าหมายอย่างอื่นในชีวิตเลย

.

ส่วนหนึ่งเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ดีในยุคนั้นไม่ได้ทำงาน แต่เป็นหน้าเป็นตาให้สามีแทน หน้าที่หลักคือดูแลบ้านช่องและปูทางให้ลูกๆ อย่างที่แม่ของดาฟนี่ทำ เมื่อผู้เป็นพ่อจากไปหน้าที่ผู้นำครอบครัวก็ตกเป็นของลูกชายคนโตที่มีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญในบ้าน แม้แต่เรื่องคู่ครองของน้องสาว

.

อย่างไรก็ตามเมื่อได้ชมแล้วเราจะเห็นว่าผู้หญิงมีส่วนอย่างมากในการผลักดันครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ ซีรีส์ได้ตอกย้ำให้เราเห็นความปราดเปรื่องของผู้หญิง การเป็นแม่และเป็นเมียที่ดีนั้นเป็นเรื่องยาก ซึ่งบางครั้งเราก็ได้หลงลืมจุดนี้ไป ทำให้คุณค่าของผู้หญิงถูกลดทอนอย่างน่าเสียดาย

.

น่าดีใจที่ทุกวันนี้ค่านิยมเราเปลี่ยนไปมากและเริ่มส่งผลในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงเราไม่ได้เคร่งเครียดกับเรื่องการแต่งงานมีลูกเท่าเมื่อก่อน หรือเรื่องของงานบ้านงานเรือนก็ไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ความเท่าเทียมกันค่อยๆ ฉายชัดขึ้นตามวันเวลา รวมถึงผู้หญิงสามารถที่จะมีอาชีพที่รัก มีโอกาสที่จะเลือกสิ่งดีๆ ให้ตัวเองพอๆ กับผู้ชาย แต่ไม่ว่าค่านิยมหรือประเพณีจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าตัวเราจะเป็นใคร เพศอะไร หรือตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจเสมอคือ “คุณค่าในตัวเราไม่เคยหายไปไหนเลย”

.

เพราะอูก้าเชื่อว่าทุกๆ คนมีคุณค่าที่ไม่ควรถูกตัดสิน เหมือนชีวิตของดาฟนี่ที่แม้จะเติบโตมาด้วยความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่สุดท้ายเธอได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าเธอมีคุณค่าและดีพอที่จะได้รับความรัก พวกคุณเองก็เหมือนกันนะ ถ้าวันไหนรู้สึกท้อแท้ใจ ลองดูซีรีส์สักเรื่องที่ช่วยส่งพลังให้เราดู แล้วอย่าลืมคิดถึงอูก้า เพื่อนแท้ที่จะคอยดูแลใจคุณนะ

Read More
polyamory คืออะไร

OOCAknowledge: เมื่อรักเดียวเติมช่องว่างในใจไม่พอ มารู้จักความสัมพันธ์แบบ Polyamory กันเถอะ

เชื่อว่าใครๆ ก็อยากพบรักแท้และรักเดียวไปตลอดชีวิต ถ้าจะแต่งงานหรือเลือกคู่ชีวิตก็อยากจะมีทีละคน “รักเดียวใจเดียว” เรียกว่า “Monogamy” ในทางตรงกันข้ามความสัมพันธ์ที่มีมากกว่าสองคนคือ Bigamy หรือ Polygamy แยกเป็นแบบที่มีภรรยาหลายคน (Polygamy) และการที่ผู้หญิงมีสามีหลายคน (Polyandry) ที่เป็นเรื่องปกติสำหรับบางศาสนาหรือบางวัฒนธรรม

.

แต่ในวันนี้เราอยากจะพูดถึงความสัมพันธ์ที่เรียกว่า Polyamory หรือ “ความสัมพันธ์แบบมีคนรักหลายคนพร้อมๆ กัน” อาจจะมากกว่าสอง สาม สี่ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคู่รัก ซึ่งหากถามว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะตกหลุมรักใครหลายคนพร้อมกัน? ก็ต้องบอกว่าเป็นไปได้ แม้จะฟังดูใจร้ายแต่มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้จริงๆ

.

หากจะบอกว่า Polyamory คือความสัมพันธ์แบบนำสมัยก็คงไม่ผิด เพราะในอดีตกาลมนุษย์หลายกลุ่มนิยมการมีภรรยาหรือสามีหลายคนเพื่อเป็นการแสดงอำนาจบารมีหรือเพื่อเป็นการขยายเผ่าพันธุ์ เมื่อถึงจุดที่มนุษย์อยากเปลี่ยนแปลงความล้าหลังไปสู่การมีอารยธรรม เราก็เข้าสู่ค่านิยม “ผัวเดียวเมียเดียว” แสดงถึงภาพสังคมที่เจริญแล้ว แต่มนุษย์เราก็เกิดคำถามอีกว่าการมีรักเดียวเนี่ย เติมเต็มช่องว่างในใจเราได้หรือเปล่า?

.

จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์แบบมีคนรักหลายคน ทำทุกอย่างเหมือนคู่รักทั่วไป รู้สึกรักกันจริงๆ ทั้งนี้การจะพาใครเข้ามาเป็นคนที่สามในความสัมพันธ์ต้องได้รับความยินยอมจากคนรักก่อน จึงดูเหมือนว่า Polyamory นั้นต่างจากการ “นอกใจ” เหมือนจะดีที่มีคนมาช่วยสร้างความแปลกใหม่ ความตื่นเต้น ความโรแมนติก โดยเฉพาะในคู่ที่คบกันมานานจนความสัมพันธ์เริ่มจะนิ่ง

.

แต่จุดอ่อนของ Polyamory นั่นก็คือ “ใจ” อีกนั่นแหละ การจะหาจุดตรงกลางของระหว่างคนรักนั้นเป็นไปได้ยาก ขนาดสองคนยังมีการทะเลาะกันเพื่อหาความจุดที่พอดีของทั้งคู่ แล้วถ้ามีสามคนจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการเปรียบเทียบปริมาณความรักที่ได้รับหรือที่ให้ไป ความหึงหวง ความอิจฉา ความเสียใจเลยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา

.

แล้วระหว่าง Polyamory หรือ Monogamy อะไรดีกว่ากัน ?

จะบอกว่าเราคงตัดสินแทนใครไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณพึงพอใจแบบไหนมากกว่า ไม่ว่าจะความสัมพันธ์กี่คนก็ต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคทั้งนั้น Polyamory ก็เหมือนจะมาปิดจุดอ่อนบางอย่างของ Monogamy ได้ ทำให้เราไม่ได้รู้สึกถูกทรยศหากคนรักไปมีใครหรือพาใครเข้ามา เพราะเราได้สร้างกฎขึ้นมาแล้ว ซึ่งไม่เหมือนกับ Open Relationship ที่เราเปิดโอกาสให้คนรักไปมีความสัมพันธ์กับใครก็ได้แบบไม่มีความรักหรือการผูกมัดอยู่ในนั้น

.

เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินถูกผิดในเรื่องของความรู้สึก ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักตัวเองแค่ไหน แล้วความสัมพันธ์แบบไหนที่มันเหมาะกับเรา เติมเต็มใจเราได้ดีกว่า ถ้าการรักเดียวใจเดียวเป็นสิ่งที่คุณตามหา ก็ไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ของคุณไปเป็นอย่างอื่น

อูก้าขอให้ทุกคนได้เจอกับความรักที่ดี สังเกตง่ายๆ คือเราจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าในความสัมพันธ์ที่ใช่ หากมีความกังวลใจก็เข้ามาพูดคุยกับเราได้นะ เรื่องของใจให้อูก้ารับฟัง

อ้างอิงจาก

https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2018/sep/25/truth-about-polyamory-monogamy-open-relationships

https://themomentum.co/monogamy-vs-polygamy/

https://www.womenshealthmag.com/relationships/a22531210/polyamorous-relationship/

https://adaybulletin.com/know-yuupen-polygamy/48548

Read More
ความรุนแรงในสื่อและละคร

#ข่มขืนผ่านจอพอกันที เพราะความรุนแรงในคู่รัก ไม่โรแมนติกในชีวิตจริง

จาก #ข่มขืนผ่านจอพอกันที ที่บอกให้รู้ว่าสื่อจำนวนมากได้บิดเบือนความรุนแรงทางกาย (Physical Abuse) หรือทางวาจา (Verbal Abuse) ให้กลายเป็นภาพ “ความโรแมนติก” (Romanticize) ที่คุ้นเคยและเห็นในละครไทยมาตั้งแต่จำความได้ อย่างฉากลักพาตัวและข่มขืน ต่อมาก็เพิ่มการถ่ายคลิปหรือข่มขู่เพื่อแบล็กเมลด้วยตามยุคสมัย ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่าจริง ๆ แล้วการกระทำที่เราเห็นหรือกำลังเสพอยู่นั้น เป็นความรักหรืออาชญากรรมกันแน่

.

เราได้ฟังจิตแพทย์ชื่อดังชาวเกาหลียังแจจินและยังแจอุงในรายการหนึ่งพูดถึง “ความรุนแรงในคู่รักที่อาจนำไปสู่การฆาตรกรรม” ว่ากลายเป็นปัญหาสังคมร้ายแรง เพราะในหลาย ๆ ประเทศก็เผชิญกับปัญหาอาชญากรรมทางเพศ แต่ทุกครั้งมักจะเกิดการถกเถียงในโลกโซเชียลถึงความยุติธรรม การตัดสินถูกผิด มีทั้งเสียงเรียกร้องและด่าทอ เช่น การข่มขืน การคุกคาม การแตะเนื้อต้องตัว แต่เมื่อเป็นพระเอกละครทำพฤติกรรมพวกนั้น เรากลับบอกว่านั่นคือ “ความโรแมนติก” แม้แต่เวลานั่งดูเราก็เขินและอินไปกับตัวละคร จนแอบฝันว่าถ้าคนที่เราชอบทำแบบนั้นเราจะรู้สึกยังไงนะ ? หรือความรู้สึกพวกนี้เป็นเพราะเรากำลังถูกบังตาด้วยภาพฝันอยู่

.

“ความรักทางกายภาพเชิงบังคับ” นับเป็นความรุนแรงทั่วไป มันอันตรายเพราะละคร สื่อ ได้บิดเบือนให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นความโรแมนติก เป็นการกระทำของคนรักกัน เช่น การผลักเข้ากำแพง การจับข้อมือ การแตะเนื้อต้องตัว การจูบแบบกะทันหัน แต่สุดท้ายเรื่องราวก็ลงเอยด้วยความรักที่ลึกซึ้ง ภาพแต่งงาน และการตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ในชีวิตจริงความรุนแรงระหว่างคู่รักหากเกิดขึ้นแนวโน้มก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นและจุดจบคงไม่ได้สวยงามแบบนั้น

.

คนที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรง

คนที่มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ชั่ววูบ มีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นเวลาเมาหรือขาดสติ เช่น คนที่ชกกำแพงเวลาโกรธ ชอบทำลายของ จอดรถแล้วไล่คนรักลงกลางถนน ฯลฯ

คนที่เป็นโรคหวาดระแวง ชอบสงสัยคนอื่น ซึ่งมักจะตีความการกระทำของตัวเอง
ในทางที่ดี อย่าง “ฉันคิดว่ามันคือความรัก” แต่ที่จริงแล้วมันคือความไม่ไว้ใจ หมกหมุ่นและขี้ระแวง ยกตัวอย่างเช่น ชอบโทรหาวันละหลาย ๆ รอบ ชอบถามซ้ำ ๆ ว่า “ทำอะไร อยู่ที่ไหน กับใคร”

.

สัญญานเตือนหรือสิ่งที่มองไม่เห็น คนที่ใช้ความรุนแรงกับคนรัก มักพยายามแยกคนรักออกจากสังคม อย่างการห้ามไม่ให้คนรักไปเที่ยวกับเพื่อน ค่อย ๆ แทรกแซงกิจวัตร “ห้ามไป ห้ามคบ ห้ามติดต่อ” พยายามขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างคนรักกับสังคมภายนอก จนกลายเป็นโลกทั้งใบมีกันอยู่สองคน กว่าจะรู้ว่าตกอยู่ในความรุนแรง หันไปก็ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายที่เราไม่มีใครให้พึ่งพาเลย ราวกับถูกจับขังไว้

.

วิธีแก้เรียกว่า “การเลิกราอย่างปลอดภัย” คือควรตัดขาดทุกช่องทาง เพื่อออกจากความรุนแรงก้าวร้าว หากคนรักมีอารมณ์รุนแรงมาก เราอาจไม่สามารถตัดสัมพันธ์ทันทีได้ แต่ต้องค่อย ๆ เตรียมตัวหาช่องทางที่จะ “หนี” ออกมาจากวงจรนั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าตอนเลิกกันให้เปลี่ยนเบอร์ และถ้าทำได้ให้เปลี่ยนที่อยู่ด้วย เพราะคนที่ใช้ความรุนแรงมักจะหมกมุ่นและหวงแหนคนรัก ความรู้สึกเป็นเจ้าของอาจทำให้เขายึดเหนี่ยวเราไว้ โดยที่กระทำรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เราต้องกล้าที่จะปกป้องตัวเองและตัดบ่วงที่เลวร้ายพวกนี้

.

ที่สำคัญเราอย่าหลอกตัวเองว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงเพราะ “ความรัก” และทุ่มเทของเรา จนปล่อยให้กายและใจถูกทำร้าย ในทางจิตวิทยาพูดกันเสมอว่า คนเราเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีแรงกระตุ้นและทุ่มเทเป็นเวลานานด้วยความมุ่งมั่น “เราเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ ถ้าเขาไม่อยากเปลี่ยน” ดังนั้นเราต้องเปลี่ยน “ความคิด” หรือ “มุมมอง” ของตัวเอง การพยายามเปลี่ยนอีกฝ่าย สุดท้ายก็เหมือนเราทุกข์ใจอยู่คนเดียวกับปัญหาที่แก้ไม่ได้

.

ถ้าความสัมพันธ์ทำร้ายคุณจนหาทางออกไม่ได้ ไม่ว่าจะทางกายหรือใจ อย่าปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์กับปัญหา ลองปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า แล้วหันกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง เพราะเราเชื่อว่าทุกคนสมควรได้พบความรักที่ดี

ขอบคุณข้อมูลจาก

รายการ Problem Child in House EP.114

Read More