จิตวิทยาและซีรีย์

OOCAinsights Bravo, My Life! ขอบคุณชีวิตของฉันที่มันไม่ สมบูรณ์แบบ

ฝีมือของผู้กำกับชินวอนโฮและเพลง Bravo, My Life ของซีรี่ย์เกาหลี 슬기로운 감빵생활 หรือ prison playbook (2017) เป็นความเข้ากันที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจเราได้อย่างลงตัว ซีรี่ย์ได้เล่าถึงชีวิตของ “คิมแจฮยอก” นักเบสบอลที่กำลังรุ่งสุดๆ ในลีกอาชีพ ชีวิตของเขากลับพลิกผันในคืนเดียวเพราะช่วยชีวิตน้องสาวจากอันตรายแต่ตัวเองกลับถูกส่งเข้าคุกอย่างไม่เป็นธรรม เขาต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย แถมยังเป็นมุมมืดของสังคมอีก

.

ที่เรือนจำเขาได้พบกับอีจุนโฮ เพื่อนซี้วัยเด็กที่ปัจุบันทำงานเป็นผู้คุม นอกจากนี้ยังมีนักโทษสารพัดคดีแวะเวียนมาอยู่ห้องขังเดียวกัน ซ้ำร้ายยังเจอพวกคนเลวในคราบคนดีที่คอยใช้อำนาจบีบบังคับให้เขาทำนู่นทำนี่ เรียกได้ว่ามรสุมพัดเข้าชีวิตคิมแจฮยอกเต็มๆ

.

ความน่าสนใจอยู่ที่ความ “มองโลกในแง่ดี” สุดๆ ของแจฮยอกที่ทำเอาคนรอบข้างถึงกับเอ่ยปากถามว่านาย “ทำไมถึงยังยิ้มได้” นี่นาย “ใสซื่อ” หรือ “โง่” กันแน่ เพราะนอกจากเบสบอลแล้วเขาก็ไม่ประสากับอะไรเลย แถมยังเชื่องช้าและยอมคน แต่ใครจะรู้ว่าท่าทางที่เป็นมิตรและดูเหมือนจะปรับตัวเข้ากับคุกได้ดีมากๆ นั้น เขาทั้งอึดอัดและเจ็บปวด

.

ในคุกเขาต้องเจ็บตัวนับครั้งไม่ถ้วนจนเกือบเล่นกีฬาไม่ได้อีก เมื่อถึงจุดที่เขาอยากยอมแพ้ แจฮยอกระบายออกมาว่า “ผมไม่ใช่นกฟีนิกซ์หรือฮีโร่หรอก ผมมันแค่คนดวงซวย ชีวิตใครน่าสมเพชหรือแย่กว่าผมก็บอกมา” ใครจะรู้ว่าเขาเคยเป็นมะเร็งตอนวัยรุ่น ฝีมือก็ธรรมดาจนไม่มีทีมไหนต้องการตัวเขาเลย พอชีวิตเริ่มจะดีกลับต้องผ่าตัดหัวไหล่อีก

.

“ผมอยากยอมแพ้วันนึงเป็นร้อยครั้ง แต่จะยอมแพ้ได้ยังไง นอกจากเบสบอล…ผมก็ไม่เก่งอะไรเลย” นั่นคือความคิดที่ผลักดันเขามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นนักกีฬาชื่อดัง “ผมคิดว่าในที่สุดชีวิตผมก็มีวันดีๆกับเขาบ้าง แต่คนโชคร้ายมันก็โชคร้ายอยู่อย่างนั้น ทำไมผมกลายเป็นฆาตกรล่ะ ผมทำอะไรผิดนักหนา ทำไมผมถึงโชคร้ายอยู่คนเดียว”

.

เพราะคดีความที่คิดว่าจะสั้นกลับถูกยืดออกไปเพราะฝ่ายโจทก์บาดเจ็บสาหัส เขาจึงถูกเพิ่มโทษ นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาอยากหันหลังให้เบสบอลจริงๆ แต่หลังจากผ่านบททดสอบชีวิตมากมาย สุดท้ายแจฮยอกเลือกทางที่ยากลำบากที่สุดแล้วพยายามทำให้มันเป็นไปได้ เรียกว่าที่สุดของ “ความอดทน” และเราจะได้เห็นว่า hard work pays off หน้าตาเป็นยังไง

.

ไม่ใช่แค่แจฮยอกที่พยายามอย่างสุดตัวเพื่อให้อยู่รอดในคุก คนรอบตัวที่คอยช่วยเขาล้วนสำคัญ แจฮยอกสอนให้เรารู้ว่า “ความเชื่อใจ” เปลี่ยนแปลงคนได้จริงๆ นักโทษที่ถูกมองว่าเหลือขอ ไม่เป็นที่ต้อนรับของสังคมนอกคุก แจฮยอกกลับเชื่อใจและให้เกียรติพวกเขาเสมอ

.

เราไม่เคยรู้ว่าสถานที่น่ากลัวอย่างคุกจะอบอุ่นได้ถึงขนาดนี้ แท้จริงแล้วอาจไม่มีที่ไหนในโลกที่เป็นสีขาวหรือสีดำทั้งหมด แม้แต่เรือนจำที่น่ากลัว ยังมีคนที่เป็นแสงสว่างและมีจิตใจงดงาม ขณะเดียวกันโลกที่เราคุ้นเคยก็ยังมีคนที่จิตใจโหดร้ายเหมือนกัน ถ้าไม่มัวแต่โทษโชคชะตา ทางเดินจะปรากฏให้เห็น

.

ต้องบอกเลยว่าทุกครั้งที่เราเศร้าหรือรู้สึกอยากยอมแพ้กับอะไรก็ตาม เรามักจะเปิด prison playbook ดู ถ้าได้เห็นความพยายามและความอดทนของแจฮยอกแล้วละก็ เราจะมีความกล้าและบอกตัวเองว่า “อดทนอีกนิดนะ เราทำได้ดีมากแล้ว” หรือต่อให้มันไม่เป็นอย่างที่หวังเราก็จะยังก้าวต่อไป

.

วันพรุ่งนี้ท้องฟ้าอาจมืดมนเหมือนเดิม

และอาจมีความลำบากรอฉันอยู่

บนโลกกว้างใหญ่ใบนี้

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังก้าวต่อไป

เพราะไม่ว่าเลือกทางไหน มันจะมีทางให้เราเดินเสมอ

.

Bravo Bravo My Life ชีวิตของฉัน

มีเพียงความกล้าหาญเท่านั้น ที่ทำให้คุณเดินต่อไปได้

ทำได้ดีมากเลยนะ ชีวิตของฉัน

เดินไปสู่อนาคตที่สดใสของเรา

(เนื้อเพลง Bravo, My Life OST.Prison playbook)

.

ฟังเพลง Bravo, My Life! – Eric Nam ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=ZaTepMIcsqA

.

อูก้าขออยู่เคียงข้างทุกคนที่กำลังเจอกับปัญหา ลองทักมาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอ เราพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหา อย่าเพิ่งท้อนะ

Read More
เกมส์และจิตวิทยา

Disco Elysium ทำให้เราเข้าใจผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ได้อย่างไร?

“ถ้าเราไม่ใช่เขา เราคงไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกยังไง”

เป็นความคิดที่โผล่มาบ่อยครั้งเวลาพยายามทำความเข้าใจผู้มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต ความซับซ้อนของมนุษย์แต่ละคนทำให้ไม่ว่าเราจะรู้เรื่องทฤษฎีมากมายขนาดไหน ในที่สุดต่างคนก็ต่างกันไป แต่ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยี ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่สั่งสมมา และความคิดสร้างสรรค์ ได้นำมาซึ่งช่องใหม่ ๆ ที่เราจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตโดยให้เราได้ไปยืนอยู่ในจุดที่เขายืนอยู่ นั่นคือวิดีโอเกมชื่อ ‘Disco Elysium’ เกมที่โยนเราลงไปสู่สถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งจะเจอได้ เพื่อให้เราได้ทบทวนตัวเองว่าเราจะพาตัวเองหลุดพ้นออกจากมันได้ยังไง

Disco Elysium เป็นวิดีโอเกมสวมบทบาท (Role-play Game หรือ RPG) ที่ยึดมั่นกับคอนเซ็ปต์ดั้งเดิมของเกมประเภทนี้ คือการทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเรากำลังเป็นตัวละครตัวนี้อยู่ โดยเนื้อเรื่องของเกมเกี่ยวกับนักสืบคนหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาในห้องโรงแรมแห่งหนึ่งโดยปราศจากความทรงจำว่าเขาอยู่ที่ไหน มาทำอะไร และแม้กระทั้งว่าเขาเป็นใคร หลังจากหาเบาะแสอยู่สักพักเขาพบว่าตัวเองเป็นนักสืบที่กำลังประสบภาวะหมดไฟ (Burnout) และติดสุรา จนดื่มเหล้าเข้าไปหลังความเครียดเข้าครอบงำจนความทรงจำทั้งหมดของเขาแตกเป็นเสี่ยง

นอกจาก Burnout และโรคติดสุรา ตัวเอกยังมีโรคอย่าง PTSD (Post Traumatic Stress Disorder,) โรคซึมเศร้า และที่สำคัญคือโรคหลายบุคคลิก (Dissociative Identity Disorder) ที่ผู้สร้างเกมออกแบบให้ทุกบุคลิกเป็นตัวละครของมันเองแล้วเถียงกันในหัวทุกครั้งตัวเอกคุยกับใคร

แม้ว่าเกมจะดำเนินเนื้อเรื่องเป็นเกมสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรม ที่เต็มไปด้วยการเมือง เรื่องราวที่สำคัญที่สุดที่เกมพยายามจะเล่าคือ ตัวเอกต้องสืบสวนเรื่องภายในใจของตัวเอง และนี่คือส่วนที่ผู้เล่นจะต้องเข้าไปยืนในที่ที่ตัวเอกยืน ในทุกบทสนทนาตัวหนังสือยาวเหยียด เราได้เรียนรู้ว่าตัวเอกกำลังคิดอะไร และเราต้องตัดสินใจจากความคิดเหล่านั้นเพื่อเลือกว่าเราจะทำยังไงกับความคิดนั้น ๆ ต่อ ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าเรากำลังเป็นตัวเอกอยู่จริง ๆ ด้วยการที่เราได้เลือกแม้กระทั่งว่าเขามีความเห็นทางการเมืองอย่างไร มองว่าสุขภาพจิตของตัวเองเป็นเรื่องแย่หรือมันมีมุมที่ดี และไปจนถึงว่าเขาต้องการจะหายขาดจากโรคต่าง ๆ ที่เขาเป็นหรือไม่ ซึ่งเมื่อเราสามารถรู้สึกได้ว่าตัวเลือกที่เราเลือกมีผลต่อตัวตนของเขา เราก็จะยิ่งเข้าใจเขามากขึ้นไปอีก

หากเราเบนมุมมองของเราออกจากสายตาของคนที่อยากเข้าใจ มาพูดถึงคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต การเล่น Disco Elysium เป็นประสบการณ์ที่บวกกว่าที่คิดมาก ๆ แม้ว่าเกมจะเต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงตัวตน การมีอยู่ และสุขภาพจิต แต่เกมก็พูดถึงเรื่องการเห็นค่าของตัวเองแม้ในสภาวะที่ย่ำแย่ที่สุด ถ้าเราเข้าใจตัวเอกและอยากให้เขาก้าวข้ามผ่านความคิดแย่ ๆ และเรื่องร้าย ๆ ที่เขากำลังเจอ เราก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้ และเมื่อเราดำเนินถึงตอนจบของเกม หนึ่งในข้อคิดที่เราได้มาคือ “ถ้าฉันพาตัวเอกออกจากเรื่องแบบนี้ได้ ฉันก็ต้องพาตัวเองออกจากตรงนี้ได้เหมือนกัน” ซึ่งอูก้าก็เชื่อในตัวทุกคนที่กำลังประสบปัญหาอยู่ว่าจะก้าวข้ามมันไปได้และพร้อมจะเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยกันไปถึงจุดนั้นให้ได้เลย

Read More
จิตวิทยาในหนัง

ซอมบี้ที่มาปลุกความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

ช่วงฮาโลวีนปีนี้ อูก้าอยากพาไปรู้จักกับตัวตนของซอมบี้เกาหลีจากหนังดังอย่าง Train to Busan หรือซีรี่ย์อย่าง Kingdom ที่สร้างกระแสซอมบี้ฟีเวอร์มาแล้ว

.

สิ่งที่ดึงดูดใจให้คนติดตามเรื่องราวของซอมบี้ นอกจากฉากที่ตื่นเต้น ลุ้นระทึกไปกับการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของมนุษย์แล้ว แน่นอนว่าเราอยากรู้ว่าซอมบี้มีหน้าตาอย่างไร ใช้ชีวิตแบบไหน ตัวละครจะรอดหรือไม่ หรือหนังต้องการจะสื่ออะไร รวมถึงนักแสดงนำที่ทำให้น่าติดตาม ที่สำคัญคือผู้กำกับจะถ่ายทอดให้เรารับรู้และอินไปกับเรื่องราวได้อย่างไร เพราะในชีวิตจริงแค่จินตนาการว่ามีซอมบี้ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับคนธรรมดาก็แปลกมากแล้ว

.

ในปี 2016 หนังเกาหลีเรื่อง Train to Busan ทำรายได้ถล่มทลายด้วยเรื่องราวที่สนุกตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งนอกจากขบวนรถไฟที่ออกจากโซลไปปูซานแล้ว ในหนังก็ไม่ได้ใช้โลเคชั่นอื่นเป็นพิเศษด้วยซ้ำ แต่ทำไมหลังดูจบเราถึงรู้สึกว่าหนังสอนอะไรเรามากมาย

.

เริ่มต้นจากการเดินทางของพ่อกับลูกสาวคู่หนึ่งที่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีนัก แต่เพราะลูกอยากเจอแม่ในวันเกิด พ่อจึงต้องจำใจพาลูกไปปูซานทั้งที่ตัวเองงานยุ่งมากๆ ขณะนั้นคนเกาหลีบางส่วนก็ได้รับรายงานข่าวว่าเกิดเหตุการณ์ซอมบี้บุกเมืองให้รีบอพยพ จุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่การไล่ล่าของเหล่าซอมบี้ แต่เมื่อเหตุเกิดในรถไฟคนจะหนีไปไหนรอด ซึ่งตอนแรกพระเอกของเรื่องก็สนใจแต่ชีวิตตัวเองและลูกสาวเท่านั้น แต่เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงจนไม่สามารถควบคุมจำนวนซอมบี้ได้อีก คนที่เหลือจึงต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองและเพื่อนร่วมทาง

.

ในหลายๆ ซีนของหนังเรื่องนี้แสดงถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ชัดเจนมากๆ ทั้งท่าทีไม่สนใจชีวิตคนอื่นเลย การหนีเอาตัวรอด ปิดประตูโบกี้ใส่คนอื่น ที่น่ากลัวที่สุดคือทางการรู้อยู่แล้วว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น แต่สื่อกลับออกข่าวแค่ผิวเผินเพราะกลัวจะเกิดความวุ่นวายและส่งผลต่อประเทศ จึงไม่ได้บอกให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือแต่อย่างใด

.

เมื่อความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ทุกคนย่อมรักษาชีวิตตัวเองก่อน แต่การผลักคนอื่นไปตายแทนนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เรารอดเช่นกัน มีบางช่วงที่คนในรถไฟเกือบจะเอาชนะซอมบี้ได้ แต่เพราะมีบางคนที่เห็นแก่ตัว ทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตรายซ้ำๆ

.

ในขณะเดียวกันบางคนเลือกที่จะสละชีวิตเพื่อปกป้องคนอื่น แม้อยู่ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขายังหวังให้คนที่เรารักรอด เรารู้สึกบีบหัวใจสุดๆ เมื่อตัวละครพูดถึงครอบครัวที่รออยู่ ถึงจะแสร้งทำเป็นว่าเข้มแข็งและยังไหว แต่ลึกๆ พวกเขาแค่อยากกลับบ้าน อยากรู้สึกปลอดภัยเท่านั้นเอง

.

Kingdom ที่ฉายเมื่อปี 2019-2020 นำเสนอเรื่องซอมบี้ในยุคโชซอนของเกาหลี แม้พล็อตจะต่างจาก Train to Busan ตรงที่เล่าถึงราชวงศ์ที่มีองค์ชายไร้อำนาจอย่างอีชาง พยายามหยุดยั้งโรคระบาดที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ แต่เขากลับต้องต่อสู้กับข้าราชการและอำนาจมืดที่ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชนเลย ซึ่งแก่นของทั้งสองเรื่องมีความคล้ายกันคือเรื่องจิตใจที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์จะนำภัยที่ยิ่งใหญ่มาให้เสมอ

.

ปมปัญหาใน Kingdom คือการบริหารบ้านเมืองในแบบที่แบ่งแยกชนชั้นสูงกับชาวบ้านอย่างชัดเจน เมื่อองค์ชายอีชางได้สืบหาความจริงและพยายามช่วยเหลือประชาชน เขายิ่งพบว่าอำนาจของคนชนชั้นสูงนั้นน่ารังเกียจและสิ้นหวังเพียงใด

.

เราจะยอมจำนนต่ออำนาจหรือไม่? Kingdom นำเสนอภาพพระราชาพ่อของอีชางเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่มีจิตใจอ่อนแอและพ่ายแพ้ต่ออำนาจ เพื่อจะรักษาตำแหน่งของตัวเองเขาจึงยอมถูกกลืนกินจนกลายร่างเป็นผีดิบ

สุดท้ายประชาชนต้องมาแบกรับปัญหาจากการกระหายอำนาจของคนในวังหลวง

.

จุดที่น่าเศร้าคือคนเราหวงแหนอำนาจแม้แต่ยามที่ไม่มีลมหายใจ เช่น แม่ที่ไม่ยอมให้ตัดหัวลูกชายที่ตายแล้วเพราะหมิ่นเกียรติของครอบครัวที่เป็นตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งที่รู้ว่าหากไม่ตัดหัว ผีดิบจะสามารถฟื้นขึ้นมาทำร้ายคนอื่นได้อีก อีกฉากที่ทำเราหดหู่ไม่น้อยคือชาวบ้านอดอยากจนถึงขั้นต้องนำร่างของคนที่ตายมาทำเป็นอาหาร ไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์หรืออะไร แค่การมีชีวิตอยู่ยังเป็นเรื่องยากลำบากเลย

.

ทุกตัวละครผ่านบททดสอบว่าจะเลือกอำนาจหรือความยุติธรรม ซึ่งอีชางก็ได้เลือกที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน แต่ต้องแลกมาซึ่งการถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ อกตัญญูต่อพ่อตัวเอง แถมยังต้องหนีตายนับครั้งไม่ถ้วน

.

ส่วนหนึ่งที่ Kingdom จับใจคนดูได้คือการชิงดีชิงเด่นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ที่น่าสนใจคือทั้งสองเรื่องที่ยกมาเล่าไม่ได้ทำให้เราโฟกัสที่ความน่ากลัวของซอมบี้เลย หลังจากอินไปกับเรื่องราวแล้ว เรากลับรู้สึกว่าซอมบี้ไม่ได้คุกคามมนุษย์ แต่ช่วยกระตุ้นให้เรามองเห็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มันน่ากลัวกว่าซอมบี้หลายเท่าต่างหาก

.

ด้านมืดในใจคนเราจะถูกดึงออกมาในสถานการณ์ที่บีบคั้น เมื่อคนเห็นแก่ตัวมาอยู่รวมกันความเปราะบางจะอาจเปลี่ยนการตัดสินใจของเราได้ ตัวตนที่เราสร้างมาและสิ่งแวดล้อมนี่แหละ ที่ช่วยกำหนดทิศทางที่เราจะเลือกเดินต่อไป

.

Train to Busan และ Kingdom ให้ข้อคิดกับเราว่าการที่คนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้ ต้องมีทั้งความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและเสียสละ ที่สำคัญถ้าเรารู้จักตัวเองดีแล้ว เราจะรู้ว่าต้องปฏิบัติกับคนอื่นอย่างไรและให้คุณค่าความเป็นมนุษย์กับทุกๆ คนอย่างเท่าเทียม

.

อูก้าอยากให้ทุกคนโอบกอดทั้งด้านที่ดีและไม่ดีของตัวเองไว้ ค่อยๆ รู้จักตัวเองไปพร้อมๆกับเรานะ อูก้ายินดีรับฟังและอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ลองทักมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้นะคะ

Read More
จิตวิทยา การเป็นตัวของตัวเอง

Compromise อย่างไร ไม่ให้สูญเสียตัวตน

เราได้ยินคำว่า ประนีประนอม (Compromise) บ่อยๆ ในการพูดถึง relationship ซึ่งมักเป็นการสื่อความหมายในเชิงบวกว่าเราจะ “พบกันตรงกลาง” หรือคุยกันเพื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างด้วยสันติวิธี แต่หากเราเลือกที่จะประนีประนอมอยู่ตลอด เราจะสูญเสียตัวตน (Self) และความเชื่อ (Belief) ของเราหรือเปล่า?

.

การประนีประนอมนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดเสมอไป แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ช่วยขจัดความขัดแย้งแต่ก็อาจก่อให้เกิด “ความเครียด” ได้ บางครั้งเราทำเหมือนว่ากำลังประนีประนอม แต่จริงๆ แล้ว เราแค่พยายามจะ “ตัดจบ” ทั้งที่ในใจยังขุ่นเคืองและปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

.

ยกตัวอย่างเช่นเราอยากไปเที่ยวทะเล แต่แฟนอยากไปเที่ยวภูเขา เมื่อถกเถียงจนได้ข้อสรุป สุดท้ายฝ่ายหนึ่งจะได้ในสิ่งที่ต้องการโดยการ “ประนีประนอม” แต่อีกฝ่ายกลับรู้สึก “พ่ายแพ้” ทั้งที่เริ่มแรกทั้งคู่เลือกที่จะประนีประนอมกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แต่ครั้งต่อไปพวกเขาก็จะมีปัญหากับสถานการณ์เดิมๆ และแอบจำไว้ในใจว่าครั้งต่อไปอีกฝ่ายต้องยอมเราบ้าง

.

สิ่งที่ขาดหายไปจากเรื่องนี้คือ “การสื่อสาร” เรามัวแต่จะโฟกัสที่สถานการณ์ตรงหน้า จนลืมใส่ใจความรู้สึกของกันและกัน การประนีประนอมจึงมีอะไรมากกว่าแค่การพูดคุย ก่อนอื่นเราต้องมองให้ทะลุปรุโปร่งว่าตัวตนของทั้งเราและเขาเป็นใคร ต้องการอะไร จะดีลกับอีกฝ่ายอย่างไรจึงจะเหมาะสม แล้วตัดสินใจด้วยความยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย

.

แม้ว่าจะมีเรื่องของขอบเขต การแสดงออก ความชอบธรรมและการให้เกียรติคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเป็นคนที่เรารักและเคารพมากๆ เราจะพบว่าตัวเองเต็มใจที่จะ “ประนีประนอม” โดยไม่รู้สึกถึงขัดแย้งในใจเลย

.

แต่สิ่งที่ยากคือ การประนีประนอมกับตัวเอง เพราะเราต่างมีสิ่งที่ต้องการ มีสิ่งที่เจ็บปวดและมีความจริงรออยู่ข้างหน้า เราอาจยอมให้ตัวเองทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรทำเพราะการประนีประนอมนี่แหละ

.

บางคนเลือกที่จะละทิ้งตัวเองและใช้ชีวิตตามความต้องการของคนรอบข้าง พวกเขาจะเสียเปรียบมากถ้าคนอื่น take advantage จากจุดนี้และลำเส้นจนไม่เหลือพื้นที่ของตัวเองอีกเลย อาจพูดได้ว่าการประนีประนอมมากเกินไปอาจทำให้เราไม่เคารพตัวเองมากพอ ดังนั้นเมื่อเรายอมประนีประนอมด้วยก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เรียกร้องอะไรมากเกินไปจนทำให้เราลำบากใจ

.

เรากำลังซ่อนความต้องการของเราอยู่หรือเปล่า? ถ้าเราเดินต่อไป เราจะหลงในเส้นทางที่คนอื่นสร้างหรือไม่? เมื่อไรก็ตามที่เราเผลอให้การประนีประนอมกับ “คนอื่น” รุกล้ำเข้ามาถึง “ตัวเอง” เราต้องมีสติ รู้ตัวและเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด

.

แทนที่จะเก็บกดความต้องการไว้ เราควรพูดออกมาอย่างเปิดเผยมากกว่าเพื่อป้องกันปัญหาที่ยืดเยื้อ นี่ไม่ใช่การชวนทะเลาะแต่การรับฟังซึ่งกันและกันเป็นหนทางที่ชัดเจนที่สุดในการแก้ไขปัญหา

.

ในความเป็นจริงการ “พบกันตรงกลาง” หรือ “ยอมถอยคนละก้าว” เป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลและดีกว่าไม่เกิดการตัดสินใจอะไรเลย อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมไม่ควรเข้ามาแทนที่ “ความคิด” และ “ความรู้สึก” ของทั้งสองฝ่าย แต่การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและให้เกียรติกันต่างหากที่เป็นความยุติธรรมที่แท้จริง

.

ถ้าใครกำลังลำบากใจกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่ อูก้ายินดีจะรับฟังและเข้าใจคุณเสมอ สามารถพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ได้ เราพร้อมจะอยู่ตรงนั้นเพื่อคุณนะคะ

อ้างอิงจาก

https://www.relate.org.uk/relationship-help/help-relationships/communication/how-compromise-without-feeling-resentful

และขอบคุณบทความจาก Maxie Mccoy ในหัวข้อ “How to compromise without losing yourself”

Read More
แก้ปัญหาหมดไฟทำงาน เครียดจากการทํางาน ความเครียดในการทํางาน

พนักงานก็คือคนเหมือนกัน ทุกคนมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องใส่ใจ

“We are human after all” 
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
#สุดท้ายแล้วพนักงานก็คือคนเหมือนกัน
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
เคยสงสัยไหมว่า ทั้งถูกโค้ชงาน ทั้งตั้ง KPI กับหัวหน้าก็แล้ว แต่ทำไมเรายังทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพสักที ทำงานก็ไม่มีความสุข บอกให้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ ‘ที่ทำงาน’ แน่ๆ 
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ก็เพราะในความเป็นจริง ชีวิตเราไม่ได้มีแต่การทำงาน แต่ยังมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องพิชิตและมีจิตใจที่ต้องดูแล ซึ่งสมการของความสุขนี้ง่ายๆ ก็คือการที่เราได้ใช้ชีวิตในการทำงาน และดูแลชีวิตส่วนตัวนอกที่ทำงานได้อย่างสมดุล นั่นคือ ‘Work life balance’ นั่นเอง
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
จริงไหมเราไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อให้ได้เงินเลี้ยงชีพเท่านั้น แต่มีปัจจัยภายในตนเองที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งความต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความหมายได้ทำสิ่งที่รักและถนัด สมหวังในการใช้ชีวิตแล้วมีประโยชน์ต่อคนรอบข้างและสังคมด้วย เรียกได้ว่า ดำเนินชีวิตส่วนตัวได้อย่างราบรื่นและภายในไม่รู้สึกว่างเปล่า
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
แต่จะว่าไปในความโชคร้ายก็ยังมีเรื่องดีๆ เพราะเมื่อโลกเราต้องมาเผชิญวิกฤติไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชากรโลกหันมาให้ความสนใจเรียนรู้วิชาจิตวิทยา และคุยปรึกษาเพื่อดูแลสุขภาพใจตนเองและคนรอบข้างกันเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและมุ่งสู่วิถีชีวิตใหม่ด้านการดูแลสุขภาพใจ (new normal) เพราะจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ของพนักงานยอมรับว่า ‘ปัญหาที่ไม่ใช่การทำงาน (non-work)’ ปัญหาส่วนบุคคลของพวกเขา บางครั้งมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพและผลการทำงาน แล้วแต่อาจส่งผลเสียต่อสมาชิกในทีม และในที่สุดปัญหาส่วนบุคคลที่ไม่ได้รับการดูแล จะลุกลามกลายเป็นปัญหาของทีมทั้งหมด
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
เรากำลังพูดถึงเรื่อง ’ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานโดยส่วนรวม (The total life space)’ แล้วการเรียนรู้เรื่องนี้ จะทำให้ชีวิตคนทำงานอย่างเราๆ ดีขึ้นได้อย่างไร เรามาดูไปพร้อมๆ กัน…
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
The total life space คือ การทำงานที่ได้รับมอบหมายโดยไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป มีชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสม ไม่คร่ำเคร่งกับงานจนไม่มีเวลาพักผ่อน หรือได้ใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างเพียงพอ ทำงานได้อย่างสบายใจโดยไม่กังวลกับปัญหาส่วนตัวที่รบกวนใจมากเกินไป
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
เรื่องนี้สอดคล้องกับการทำการบ้านจากบริษัทชั้นนำ 10 อันดับแรกของประเทศไทยที่คนอยากเข้าทำงานมากที่สุด เพราะบริษัทเหล่านั้นไม่ได้มีเพียงปัจจัยสำคัญในเรื่องโอกาสความก้าวหน้า ผลตอบแทน และความมั่นคงเท่านั้น แต่มีเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีส่วนตัวและการทำงานและสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ที่สำคัญที่ไม่แพ้กันเลยสักนิด ดังนั้น การที่หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ใส่ใจเรื่องราวจิตใจของเพื่อนร่วมงาน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาส่วนบุคคลของพนักงาน และการเรียนรู้จะอยู่กับวิกฤตที่เข้ามา จึงจำเป็นไม่แพ้เรื่องไหนๆ ในการทำงาน
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
อย่างที่บอกว่าเพราะพนักงานก็คือคนเหมือนกัน ทุกคนมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องใส่ใจดูแล การทำงานจึงไม่ได้มีเฉพาะแต่เรื่องงานอีกต่อไป และเพื่อช่วยให้งานได้ผล และซึ้งใจคน เราจึงมีพื้นฐานการดูแลใจเชิงจิตวิทยา ที่เพื่อนสามารถสนับสนุนกันและกันยามเพื่อนเผชิญปัญหา รับรองว่าทำตามได้ง่ายๆ และสบายใจ
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
1. #เป็นเพื่อนที่พูดภาษาเดียวกัน
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นคนบ้านเดียวกันเท่านั้น เพื่อนที่พูดภาษาเดียวกัน หมายถึง การเปิดใจยอมรับ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ มีเพื่อนสนิทไว้แบ่งปันความคิด ความสุข ความทุกข์ในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เป็นเพื่อนที่ช่วยทำให้เพื่อนอีกคนสบายใจที่ได้อยู่ด้วย เมื่อเราสามารถพัฒนาความรู้สึกสนิทสนมและผูกพันกับผู้อื่นได้ เราเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง มีกำลังใจมากขึ้นเมื่อเผชิญปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพื่อนๆอย่าลืม ให้คำพูดดีๆ ที่เพื่อนของเราฟังแล้วรู้สึกดี (words of affirmation) บ่อยๆ
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
2. #เป็นเพื่อนที่มองเห็นคุณค่า
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
เพราะคนไม่ใช่วัตถุสิ่งของ แต่มีชีวิตจิตใจให้ดูแล ในหนังสือ ‘ทางเลือกที่3 ประสานพลังความคิดพิชิตปัญหาทุกรูปแบบ’ ของ แฟรงคลิน โควีย์ บอกว่า สำหรับฉันแล้ว เพื่อนไม่ใช่วัตถุสิ่งของ ไม่ใช่เครื่องมือที่ฉันนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเอง การตีความว่าผู้อื่น คือท่าน มีข้อดี มีคุณค่าและความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ชวนให้เราเกิดท่าทียกย่อง นับถือ แสดงออกถึงความใกล้ชิด เปิดเผย และไว้ใจ ขณะที่การตีค่าผู้อื่นเป็นวัตถุ หรือเป็นแค่ทรัพยากรอย่างหนึ่ง แสดงออกถึงความรู้สึกห่างเหิน เมินเฉย และเกิดการเอาเปรียบ ดังนั้น หากเพื่อนพบปัญหา เราเป็นคนหนึ่งที่อาจช่วยกระตุ้นให้เขามองเห็นข้อดีและรับรู้ความสามารถแท้จริงในตนเองช่วยให้รับมือปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้นะ
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
3. #เป็นเพื่อนที่เคารพในคนอื่นและตนเอง
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
เป็นเพื่อนที่เคารพ ให้เกียรติ และทำตัวเสมอกัน เราคงอึดอัดใจไม่น้อย ถ้าเพื่อนบางคนคอยตำหนิวิจารณ์เราอยู่ร่ำไป อันนี้ก็ไม่ได้ อันนั้นก็ไม่ดี ไม่สนใจสิทธิของผู้อื่นบ้างเลย การเคารพในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การไปมาลาไหว้ผู้ใหญ่เพื่อน แต่คือการเคารพในความเป็นส่วนตัว ในความเป็นตัวตนของเพื่อน ไม่วิจารณ์ล้อเลียนเพื่อนในสิ่งที่เพื่อนเป็น (bullying) ทางจิตวิทยาเรียกว่า การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ยอมรับในฐานะที่เขาเป็นคนๆ หนึ่งที่มีศักดิ์ศรี ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ประเมินหรือตัดสินเพื่อนว่าดีหรือไม่ดี เรายอมรับเพื่อนอย่างที่เป็นอยู่ อย่างไม่แปรเปลี่ยนไม่ว่าเพื่อนทำพฤติกรรมอย่างไร เราก็ยังเห็นคุณค่าของเขาตลอดเวลา
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
4. #เป็นเพื่อนที่พร้อมรับฟังและมีเวลาให้
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
เป็นเพื่อนที่คอยรับฟังเพื่อน ในเวลาที่เพื่อนมีความสุขหรือทุกข์ใจ มีเวลาให้กับเพื่อนในเวลาที่เพื่อนต้องการเท่าที่เราจะให้ได้ เพื่อนรู้สึกดีใจ เราก็ควรดีใจด้วย เพื่อนมีปัญหาก็รับฟังได้ แม้เราจะไม่ใช่นักจิตวิทยาให้การปรึกษาก็ตาม ซึ่งการรับฟังควรเป็นไปอย่างไม่ตัดสิน โดยเรารับฟังในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อน หรือต่อชีวิตของเขา พร้อมแสดงออกถึงความใส่ใจในสิ่งที่เพื่อนพูด ส่งผลให้เพื่อนรับรู้ถึงความจริงใจ เอาใส่ใจ เข้าใจ และไม่ตัดสิน เกิดภาวะที่ทางจิตวิทยาเรียกว่า Empathy คือ ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นและเข้าใจความยากลำบากของผู้อื่นนั่นเอง
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
5. #เป็นเพื่อนที่แนะนำบริการให้การปรึกษา
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
การเป็นเพื่อนที่สนับสนุนและแนะนำสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อน ในเวลาที่ครอบครัวและเพื่อนอย่างเราๆ มีข้อจำกัดในการช่วยเพื่อนเผชิญวิกฤติเป็นสิ่งที่มีมิตรไมตรี
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
แต่หลายครั้ง การปรึกษาคนรอบข้างแล้วแทนที่จะได้คำตอบที่เวิร์ค ก็ทำให้เพื่อนเราสับสนและเครียดหนักกว่าเดิมได้ เพราะเรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่อยากเปิดเผยให้คนใกล้ตัวรับรู้ การแนะนำให้เพื่อนมีโอกาสพบกับ ‘นักจิตวิทยาการให้การปรึกษา’ ที่สามารถพูดคุยปัญหาได้อย่างสะดวกใจและปลอดภัยเพราะเป็นความลับ และสามารถช่วยเขาสำรวจและประเมินทางเลือกต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยตอบคำถามยากๆ ไม่ว่าจะเป็น “ ฉันเศร้ามากหรือซึมเศร้าหรือไม่” หรือ“ ฉันจะควบคุมอารมณ์และหยุดตะโกนใส่คนอื่นอย่างไร” หรือ“ ฉันจะขจัดความกังวลใจและดูแลอาการทางกายที่เกิดขึ้นจากใจอย่างไร?” ซึ่งปัญหาเหล่านี้คนใกล้ตัวและเพื่อนอาจมีข้อจำกัดสำหรับคำแนะนำที่ดี
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ดังนั้น ปัญหาของเพื่อนพนักงานสามารถส่งผลกระทบต่อทีมงานทั้งหมดได้ การได้ช่วยเหลือเพื่อนของคุณแก้ปัญหาในขอบเขตความสามารถที่ทำได้ทั้งเรื่องที่ทํางานและที่บ้าน และแนะนำส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ เป็นการช่วยเพื่อนทํางานได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
เห็นไหมว่า ‘เพราะพนักงานก็คือคนเหมือนกัน ทุกคนมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องใส่ใจ’
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
______________

เพราะพนักงานควรได้รับการ “ดูแลใจ” ไม่ต่างกัน
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
🏙 ให้องค์กรของท่านมีบริการดูแลใจพนักงาน > https://www.ooca.co/corporate
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/OWPpersonallife
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
#OOCAitsOK#WeWillListen#พร้อมดูแลใจพนักงานองค์กร#mentalhealth

Read More
แก้ปัญหาหมดไฟทำงาน เครียดจากการทํางาน ความเครียดในการทํางาน

ปัญหาในการทำงานของคุณคืออะไร?

ไม่ว่าใครก็ต้องเคยมีปัญหากันทั้งนั้น ยิ่งกับที่งานที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่มากกว่าที่บ้าน ยิ่งมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นแน่นอน แล้วปัญหาของคุณล่ะคืออะไร ลองเล่าให้เราฟังได้นะ
________
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวีดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/get
.
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca
________
#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#mentalhealth

Read More
รู้สึกผิดในสิ่งที่ไม่อยากทำ

รู้สึกผิดหรือไม่ เมื่อสิ่งที่ฉันทำลงไปใจไม่ได้ “สั่งมา”

รู้สึกผิดหรือไม่ เมื่อสิ่งที่ฉันทำลงไปใจไม่ได้ “สั่งมา”
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
หลายครั้งเราจะพบว่าคนธรรมดากล้าทำพฤติกรรมบางอย่างที่ขัดกับศีลธรรมในใจ หรือบรรทัดฐานของสังคมอะไรทำให้เรากล้าที่จะทำเช่นนั้น ทั้งที่เราไม่ได้เป็นคนมีนิสัยโหดร้ายหรือชอบใช้ความรุนแรง แต่เรายอมทำร้ายคนอื่นเพียงเพราะได้รับ “คำสั่ง” มาจริงๆ เหรอ?
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ในทางจิตวิทยาสามารถอธิบายนิสัยทำตามคำสั่งหรือปรากฏการณ์แบบนี้ได้ด้วยการทดลองของ Stanley Milgram นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน ซึ่งได้ทำการทดลองกับผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ได้รับภารกิจให้สอนนักเรียน เมื่อนักเรียนตอบคำถามผิดพวกเขาจะต้องส่งกระแสไฟฟ้าไปช็อตเพื่อเป็นการลงโทษ แต่การช็อตไฟฟ้านั้นอยู่ภายใต้การดูแลของนักวิจัย ไม่มีใครได้รับอันตรายจากการทดลอง
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
เมื่อมีคนแสดงออกว่ารู้สึกผิดที่ทำให้นักเรียนเจ็บและไม่อยากทำต่อ นักวิจัยก็จะเตือนว่าการทดลองนี้ “สำคัญมาก” และต้องทำให้ “สำเร็จ” ผลคือ 2 ใน 3 ของผู้ที่เข้าร่วมตัดสินใจช็อตไฟฟ้านักเรียนต่อไปจนถึงคำสั่งสุดท้าย นั่นคือเพิ่มความรุนแรงของกระแสไฟฟ้าที่อันตรายถึง “ชีวิต” พวกเขาคิดอะไรขณะที่ทำรุนแรงกับนักเรียน?
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
มีผลวิจัยกล่าวว่า สมองของเราจะทำงานน้อยลงเมื่อได้รับมอบหมายหรือถูกบังคับให้ทำตามคำสั่งและรู้สึกว่าไม่ต้องรับผิดชอบเพราะไม่ใช่การทำตามความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง นอกจากนี้การตัดสินใจของคนเรายังขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมด้วย พฤติกรรมใดที่ทำแล้วเป็นที่ยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เราก็มีแนวโน้มจะแสดงพฤติกรรมที่ถูกคนอื่นคาดหวังให้เป็นมากกว่าสิ่งที่เป็นจริงๆ
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
อะไรที่จะทำให้เราตัดสินใจเลือกที่จะทำตามคำสั่งหรือขัดคำสั่ง?
#คำตอบจากทีมงานของอูก้า
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ก่อนอื่นเราต้องรู้จักตัวเองว่าเรามีทัศนคติ ค่านิยมและความเชื่ออย่างไร เพราะการที่เราตัดสินใจเลือกทำพฤติกรรมบางอย่าง นอกจากจะทำได้ตามสัญชาตญาณแล้วนั้น เราอาจเลือกเพราะสิ่งนั้นสำคัญต่อชีวิตเราแม้จะขัดกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ก็ตาม
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ประสบการณ์ชีวิตจะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกสิ่งที่ “ควร” และ “ไม่ควร” แน่นอนเราจะไม่เลือกในสิ่งที่มีแนวโน้มจะผิดพลาดและส่งผลในทางลบ แต่หากเรามีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องทำตามคำสั่งก็จำเป็นจะต้องปล่อยวางความเชื่อบางอย่าง นั่นคือการลด ego ลงและปรับตัวเองให้เข้ากับผู้อื่นมากขึ้น
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
เราจะรู้สึกสบายใจมากขึ้น หากสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำและความเชื่อของเราเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ถ้าเราได้รับคำสั่งที่สวนทางกับความคิด เราจะเกิดความขัดแย้งภายในใจ ถ้าไม่สามารถจัดการได้ก็จะนำไปสู่ความเครียด รู้สึกผิดและอาการป่วยทางใจในภายหลังได้
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ปรับ mindset ของตัวเองและยอมรับว่าคนในสังคมหรือครอบครัวเดียวกันไม่จำเป็นจะต้องมีความคิดเห็นเหมือนกันเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมีมุมมองต่อเรื่องนั้นอย่างไร ค่านิยมเป็นสิ่งที่สามารถยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ในบางสถานการณ์ เลิกโทษตัวเองเมื่อต้องทำในสิ่งที่ฝืนใจ ถ้าหากตัดสินใจเลือกไปแล้วอย่าได้กังวลใจอีกเลย “let it go” ซะ!
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#คำตอบจากนักจิตวิทยา
ในบางครั้งเราอาจทำบางอย่างที่ขัดกับศีลธรรมเพราะอยากได้รับการยอมรับชื่นชมจากกลุ่ม เราจึงเลือกทำพฤติกรรมที่คนในกลุ่มเห็นว่า “ควร” ทำ เพื่อรักษาสัมพันธภาพที่ดีแม้ว่าในใจเราอาจจะไม่ได้อยากแสดงออกแบบนั้นเลย ซึ่งคนเรายังมีพัฒนาการทางด้านจริยธรรม (Moral Development) ด้วย ซึ่ง Lawrence Kohlberg ได้แบ่งออกเป็น 3 ระดับได้แก่
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ระดับที่ 1) ก่อนกฎเกณฑ์สังคม (Pre – Conventional Level) เราจะทำตามกฎเกณฑ์ทั่วไป ได้รับตัวอย่างของพฤติกรรมที่ “ดี” หรือ “ไม่ดี” จากคนรอบตัว พฤติกรรม “ดี” คือ สิ่งที่ทำแล้วได้รางวัล ส่วนพฤติกรรม “ไม่ดี” คือ สิ่งที่ทำแล้วถูกลงโทษ
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ระดับที่ 2) ตามกฎเกณฑ์สังคม (Conventional Level) เราจะตัดสินว่าสิ่งใด “ควรทำ” หรือ “ไม่ควรทำ” ตามความคาดหวังของครอบครัวและสังคม เพราะกลัวว่าจะไม่เป็นที่ยอมรับของผู้อื่นโดยไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองมากเท่าที่ควร
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ระดับที่ 3) เหนือกฎเกณฑ์สังคม (Post – Conventional Level) เราไตร่ตรองโดยยึดตามมาตรฐานทางจริยธรรมและกฎเกณฑ์ในใจของตัวเองก่อนที่จะแสดงพฤติกรรมบางอย่าง การตัดสินใจจะมาจากวิจารณญาณ ไม่ใช่อิทธิพลของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกฎเกณฑ์หรือกฎหมายที่เรายึดถือนั้นควรตั้งอยู่บนหลักความยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
นักจิตวิทยาของอูก้ายังอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า “หากเราใช้เหตุผลทางจริยธรรมในระดับเหนือกฎเกณฑ์ คือตัดสินใจด้วยวิจารญาณ ยืนหยัดในความถูกต้อง เราจะไม่โน้มเอียงไปตามคำสั่งง่ายๆ แต่เราจะตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ตรงกับมโนธรรมและค่านิยมของตัวเอง”
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
อย่างไรก็ตาม การที่เราเลือกทำพฤติกรรมใดก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีศีลธรรมหรือจริยธรรมในใจ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะมีพัฒนาการทางจริยธรรมทั้งสามระดับอยู่ในตัวเอง เพียงแต่เลือกที่จะแสดงออกตามสถานการณ์และบริบทในสังคมมากกว่า ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในขั้นใดนั่นไม่สำคัญเท่ากับการที่เรารู้ตัวเองว่าเราให้คุณค่ากับใคร สิ่งใด เพื่อที่เราจะได้เข้าใจการกระทำของตัวเองและไม่ตัดสินใจอะไรโดยประมาท
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
อูก้าขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคน ผ่านช่วงเวลาที่อ่อนไหวนี้ไปด้วยกัน หากคุณรู้สึกเครียดหรือไม่สบายใจ ลองทักมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยตลอดเวลาเลยนะ เราพร้อมจะรับฟังคุณเสมอพร้อมฟีเจอร์ใหม่ทางเว็บอูก้า ห้ามพลาดนะคะ

Read More
คิดไม่เหมือนกัน คิดต่าง จิตวิทยา

OOCAknowledge ป้า vs เด็ก การปะทะของความคิดต่างและการมี Self-awareness

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าว “ป้าตบเด็ก” กลายเป็นที่พูดถึงอยู่หลายวัน ว่าด้วยเรื่องการใช้อารมณ์ ความรุนแรง เราอยากให้ทุกคนลองทบทวนดูว่าจริงๆ แล้วสาเหตุที่คุณป้าทำพฤติกรรมนั้นเป็นเพราะอะไร เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบหรือเขากำลังคิดอะไรอยู่

ที่ต้องหยิบยกประเด็นนี้มาเล่าเพราะในทุกคนกำลังให้ความสำคัญกับ “ความเห็นต่างทางการเมือง” เราอาจเผลอทำร้ายอื่นโดยไม่รู้ตัว เป็นไปได้ไหมที่เราจะหันหน้ามาพูดคุยกันแล้วทำความเข้าใจคนที่คิดต่างให้มากขึ้น เริ่มต้นที่การตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-awareness)

ก่อนอื่นมองตัวเองให้ดีว่าเราเป็นใคร? และเรามองโลกอย่างไร?

นักจิตวิทยาชื่อ Shelley Duval และ Robert Wicklund’s อธิบายว่า “Self-awareness คือ เมื่อเรารู้จักตัวเองเราจะเข้าใจสิ่งที่ทำ รู้ว่าให้ความสำคัญกับอะไรอยู่ ช่วยให้มีสติและมีความเป็นกลางในตัวเองมากขึ้น”

เวลาที่เราขาด Self-awareness เราอาจจะมองไม่เห็น “อารมณ์” ของตัวเอง กลายเป็นทำทุกอย่างตามความเชื่อ…เชื่อว่าสิ่งนั้นดีและถูกต้องโดยลืมไปว่าคนเราได้พัฒนาความเชื่อ ค่านิยม หรือทัศนคติขึ้นมาจากประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรมองคนอื่นในลักษณะเหมารวมหรือคิดว่าทั้งกลุ่มนั้นจะต้องมีนิสัยหรือทัศนคติที่เหมือนกัน แต่เราจะย้ำเตือนตัวเองได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าตัวเองกำลังคิดหรือทำอะไรอยู่

แล้วจะทำอย่างไรให้เรามี Self-awareness มากขึ้น

– Mindfulness เพราะสติช่วยทำให้เกิดรับรู้ได้ว่าร่างกายและจิตใจของเราเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น

– Take a note สังเกตสิ่งที่เกิดรอบตัวแล้วเขียนบันทึก เป็นการทบทวนความคิดและความรู้สึก เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้วเรารู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร

– Deep-listening การฟังที่ไม่ใช่แค่การได้ยิน เราสามารถเพิ่ม self-awareness ได้ผ่านพูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนอื่นๆ เทคนิคสำคัญคือให้เราโฟกัสที่การฟังและพยายามเข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้ากำลังบอกเราให้ดี

– Share การสอบถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นบ้าง ทำให้เราได้เปิดกว้างทางความคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ช่วยให้เราออกจาก comfort zone และเลิกยึดติดกับความคิดของตัวเอง

– Reflection ลองย้อนกลับไปหาคำตอบของสิ่งที่เห็นหรือได้ยินอีกครั้ง ช่วยให้เราไม่ตัดสินอะไรแบบผิวเผิน นอกจากได้เรียนรู้แล้วยังถือเป็นการทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา แล้วยังนำไปแบ่งปันให้คนอื่นได้อีกด้วย

ที่สำคัญมากๆ เลยคือ Self-awareness ทำให้เราเข้าใจร่างกาย อารมณ์ ประสบการณ์ ความคิดและความสามารถของตัวเอง ช่วยให้เราอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น รู้ว่าจะต้องจัดการความคิดและอารมณ์อย่างไรต่อไป เราจะคอยมองหาสิ่งดีๆ ที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ดังนั้นถึงจะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็อาจแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้หากเราขาด Self-awareness

เป็นไปได้ไหมถ้าคุณป้าจะใช้วิธีอื่นเพื่อทำความเข้าใจกับเด็กนักเรียนอย่างการเข้าไปพูดคุย หรือรอให้ใจเย็นอีกนิด คุณป้าอาจจะเกิด Self-awareness และรับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังไม่พอใจ ควรหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์นั้นแทน

นอกจากจะรู้ตัวเองแล้ว เราต้องรับรู้ความเป็นไปของโลกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ คนที่ต้องยอมรับว่าสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไป เราอาจสูญเสีย “ความเป็นกลาง” ในการมองโลก เมื่อเราเพิกเฉยหรือปิดรับข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเชื่อของเรา การที่เราเลือก “รับ” แค่บางอย่าง เปรียบเหมือนปิดประตูตั้งแต่ด่านแรก ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเรากับคนอื่นก็ถูกปิดด้วย

อย่าลืมว่าความเชื่อ ค่านิยมและทัศนคติไม่เกี่ยวกับอายุหรือสถานะ “การยอมรับความแตกต่างง่ายกว่าการคาดหวังให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง” โลกของความเป็นจริงคือโลกที่ทุกคนคิดต่าง แต่วิธีสื่อสารและความเข้าใจต่างหากที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้

อูก้ายินดีจะรับฟังทุกมุมมองและเข้าใจในสิ่งที่คุณเชื่อ ไม่ว่าปัญหาจะหนักแค่ไหนเราก็จะผ่านไปได้แน่นอนสามารถทักมาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้นะคะ

อ้างอิง

https://hbr.org/2018/01/what-self-awareness-really-is-and-how-to-cultivate-it

https://positivepsychology.com/self-awareness-matters-how-you-can-be-more-self-aware/

https://www.urbinner.com/post/self-awareness

Read More
จิตวิทยา เป็นเป็ดแปลว่าไม่เก่ง ตัวเองไม่เก่ง

OOCAstory: สะสมความธรรมดา เพื่อจะเป็น “เป็ด” ที่แข็งแกร่ง

“เพราะเป็ดไม่เคยได้คะแนนเต็ม แต่เป็ดยังเพิ่มคะแนนได้” ล้มแล้วก็ลองได้อีก จะเป็นไรไหม ถ้าวันหนึ่งเราพบว่าตัวเองเป็นมนุษย์เป็ด? ที่ต้องยอมรับว่าเราเป็นแค่ “เป็ดตัวหนึ่ง” ที่ไม่ว่าจะทำอะไร ทั้งการเรียน ดนตรี กีฬา งานอดิเรก ทำงาน ฯลฯ แม้ฉันจะทำได้ไม่แย่ แต่ก็ไม่เคยโดดเด่นกว่าใคร

เคยสงสัยในความสามารถของตัวเองไหม หรือตั้งคำถามกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นว่าเพราะโชคช่วยหรือใครช่วย? เพราะไม่ว่าจะมองยังไง เราก็ไม่เห็นจะพิเศษอะไรเลย ไม่โดดเด่น ทำอะไรก็ไม่สุดสักทาง หรือฉันจะเก่งไม่จริง

ทั้งที่เราวาดภาพในหัวไว้ว่า “ฉันต้องเก่ง ต้องดี ต้องมีความสามารถ ต้องเป็นที่ยอมรับ” ความคาดหวังที่สูงเกินไปนี้อาจจะทำให้เราโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ จนมองข้ามสิ่งดีๆ ที่เรามี ไม่คู่ควรกับอะไรดีๆหรอก กลายเป็นประเมินตัวเองตลอดเวลาจนทำให้เราไม่อาจมีความสุขกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้เลย

ซึ่งความรู้สึกนี้สอดคล้องกับ Imposter Syndrome เป็นอาการที่จะเกิดความสงสัยในตัวเอง กังวลในเรื่องความสามารถและความสำเร็จ รู้สึกว่าเราไม่คู่ควรกับอะไรดีๆ หรอก ขาดความมั่นใจและบั่นทอนความรู้สึก กลัวคนรอบข้างจะรู้ว่าเราไม่เก่งเท่าที่เขาคิดไว้ ไม่อยากให้คนอื่นผิดหวังกับความสามารถของเรา สุดท้ายก็ไม่รู้หรอกว่าเราคิดไปเองว่าเราไม่เก่งหรือเราเป็นแบบนั้นจริงๆ

ความเจ็บปวดจะเกิดขึ้นทำให้เราไม่พอใจที่เป็นเป็ด เพราะไม่อยากเคว้งคว้าง สับสน ไร้ตัวตน ยิ่งเปรียบเทียบกับคนในวัยเดียวกันหรือเห็นคนที่เขาเชี่ยวชาญในบางเรื่องมากๆ เราเองก็อยากจะเติมเต็มตัวเองด้วย “ความสมบูรณ์แบบ” เช่นกัน

มันอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้นะ ไอ้ความสมบูรณ์แบบที่ว่านั้น เพียงแค่เพราะเราอยากจะพุ่งไปข้างหน้า ก้าวขึ้นไปอยู่บนจุดที่สูงขึ้น เราเลยต้องเค้นพลังออกมาเพื่อจะบินให้ได้ แค่เพราะสังคมบอกว่าคนที่มีเป้าหมายคือคนที่เก่งหรือมีความอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่ง

ลองเอาความหลากหลายในตัวมาปะติดปะต่อกันดูดีไหม ดีซะอีกที่ไม่ต้องเลือกว่าจะชอบอะไรแค่อย่างเดียว หยิบจับอะไรเป็ดก็มีความสุขได้ เรียกว่าอยู่รอดในโลกกว้างน่าจะดี ต่อให้ถูกมองข้ามแต่ความธรรมดาจะทำให้เป็ดไม่ตกยุคและอยู่รอดเสมอ

บอกตัวเองว่า “เพราะเป็นเป็ดเลยเรียนรู้ได้ทุกวัน เป็ดยังเก่งได้อีก” พยายามสะสมสิ่งที่ทำได้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะแข็งแกร่งในแบบเป็ดๆ

อย่าลืมว่าความชอบและความสามารถเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด เรายังตามหามันได้ตลอดชีวิต เราอยากเห็นทุกคนรักตัวเองไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหน อูก้าขอให้กำลังใจทุกๆคนที่กำลังเดินในเส้นทางของตัวเอง เรายินดีรับฟังเรื่องราวของคุณเสมอ สามารถพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะ

อ้างอิงจาก

https://www.verywellmind.com/imposter-syndrome-and-social…

Read More