minari

‘Minari’ ต่อสู้เพื่อเบ่งบาน เมื่อความฝันไม่ใช่ของฉันเพียงคนเดียว

หากใครชื่นชอบวัฒนธรรมของประเทศเกาหลี คงพอคุ้นตากับ ‘มินาริ’ (미나리) หรือผักชีล้อม ที่มักไปโผล่ในซีรีส์หรือรายการวาไรตี้ต่าง ๆ นิยมนำมาปรุงอาหาร เพราะปลูกง่าย ราคาไม่แพง ดูเผิน ๆ เหมือนวัชพืชเพราะมีความทนทานในทุกสภาพแวดล้อม แต่ยิ่งได้ผลัดใบแรกจะยิ่งผลิดอกงอกงาม 🌱

“มินาริสามารถเติบโตได้ทุกที่ แม้ในพื้นที่ว่างเปล่า เอาไปใส่ในแกงอะไรก็อร่อย” คุณยายที่มาพร้อมกับความรักจากประเทศบ้านเกิด ทำให้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นจาค็อบ หัวหน้าครอบครัวที่มุ่งมั่น โมนิกา ภรรยาที่เชื่อใจและสนับสนุนทุกการตัดสินใจของสามี พร้อมทั้งแอนน์และเดวิด ลูก ๆ ที่เติบโตมาแบบสองวัฒนธรรม

ครอบครัวนี้ได้วาดฝันอนาคตร่วมกัน โดยเริ่มจาก “ศูนย์” สะท้อนให้เห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่กำลังต่อสู้กับอะไรที่ไม่คุ้นชินในที่ต่างถิ่นต่างแดน ความไม่คุ้ยเคยอาจทำให้หวั่นใจ แต่เพราะความฝันที่เราแบกไว้นั้นมีขนาดใหญ่กว่าเลยยอมแพ้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกเข้าถึงหนังเรื่องนี้ เพราะถ้าให้พูดตรง ๆ สิ่งที่จาค็อบกำลังเริ่มต้นนั้นท้าทายเขาและครอบครัวพอสมควร ที่ดินว่างเปล่ากับความสำเร็จที่เลือนราง จะเป็นอย่างไรหากครอบครัวไม่เคารพการตัดสินใจของเขา ?

เพราะความฝันของเรา อาจมีหลายคนรวมอยู่ในนั้นด้วย 🙂

นอกจากการต่อสู้เพื่อความฝันและการอดทนต่อความยากลำบาก สิ่งสำคัญคือการมีอยู่ของกันและกัน
การมาถึงของคุณยายซุนจา ได้พัดพา ‘กลิ่นเกาหลี’ มายังบ้านหลังนี้ หรือนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของความคิดถึง กลิ่นที่หลาน ๆ ไม่ชอบในตอนแรก กลายเป็นความอบอุ่นที่พวกเขาขาดไม่ได้ คุณยายทำให้เรานึกถึงคำว่า ‘ไม่คุ้นเคยแต่รู้สึกดี’ ลองนึกภาพเด็กที่เติบโตมาแบบอเมริกัน เห็นแต่ภาพคุณยายอารมณ์ดี ชอบอบคุกกี้และไม่พูดคำหยาบ ตัดภาพมาที่การปราฎตัวของคุณยายที่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ ชอบต้มยาสมุนไพร พูดจาโผงผาง ความแตกต่างแบบสุดขั้วและช่องว่างระหว่างวัย กลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ครอบครัวนี้ต้องปรับตัว

หนังเรื่องนี้นำเสนอปัญหาของตัวละครผ่านมุมองของ ‘การอพยพย้ายถิ่นฐาน’ เพื่อไปสร้างความมั่นคงใหม่ แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเมื่อเทียบกับในชีวิตจริงที่อาจมีหลายร้อยพันปัญหาเกิดขึ้นกับเรา อย่างหลาย ๆ ฉากที่สื่อถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน หากเราไม่มองว่าความไม่รู้เป็นเรื่องผิดหรือตัดสินคนอื่นจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว เราจะพบว่ามิตรภาพเกิดขึ้นได้และทุกคนก็ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นเช่นกัน


ความรักก่อตัวผ่านการเรียนรู้ ยอมรับ และพยายาม 🥰


บางครั้งปลายทางอาจไม่สำคัญเท่ากับเราผ่านอะไรมาด้วยกัน ความผิดหวัง ท้อแท้ที่เกิดขึ้นในหนังสอนเราว่าการต่อสู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กว่าความฝันจะสำเร็จก็ไม่ง่ายเลย แต่จะดีแค่ไหนหากในช่วงเวลาที่เราล้มลุกคลุกคลาน ยังมีคนที่รักคอยประคับประคองกันไว้ ในวันที่เราเหนื่อยจนแทบถอดใจ อาจมีพลังของครอบครัวที่ช่วยเติมไฟให้เราอีกครั้ง อย่างที่หนังเรื่องนี้บอกเราว่า ‘แม้จะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่ปล่อยมือ’
มินาริอาจไม่ได้ขยี้ปมครอบครัวจนใจเราเจ็บ แต่ก็ทำให้น้ำตาไหลได้ไม่ยาก เพราะการเริ่มต้นใหม่ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย การให้โอกาสตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ บางครั้งในวันที่ล้มเราไม่จำเป็นต้องตอกย้ำอีกฝ่ายว่าเขาไม่ดีตรงไหน เขาทำอะไรพลาดไป หรือบอกว่าสิ่งที่เขาคิดมันผิด แต่เราอาจบอกเขาได้ว่าจะทำอย่างไรให้มันดีขึ้นและเราพร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เหมือนกับที่ครอบครัวนี้เริ่มต้นจากความโดดเดี่ยวมีเพียงสมาชิกในบ้านที่อยู่เพื่อกันและกัน สุดท้ายความอบอุ่นนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังคนอื่น ๆ
‘เติบโตให้ได้อย่างมินาริ’ อาจไม่ได้สวยงามที่สุดในหมู่พืช แต่อดทนและแข็งแกร่งไม่แพ้ใคร

อูก้าเป็นกำลังใจให้ทุกความฝัน ทุกเส้นทางล้วนสวยงามในแบบของมัน เราพร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางที่รับฟังคุณเสมอ สามารถพูดคุยกับเราได้ทุกที่ทุกเวลา แล้วมารวบรวมพลังไปต่อสู้กับความฝันด้วยกันนะ 💙


#OOCAinsight


—————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/minari
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

เครียดจนขอลางาน อาการป่วยใจที่พักยังไงก็ไม่ดีขึ้น

ทำงานเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ บางคนทำงาน 7 วัน กินนอนไม่เป็นเวลา ใจเราจะไม่เหนื่อยล้าเลยได้อย่างไร ต่อให้เป็นสิ่งที่เรารัก เราชอบและมี passion เปี่ยมล้น แต่พอถึงระยะเวลาหนึ่งร่างกายก็จะเป็นฝ่ายส่งสัญญาณเตือนเราเองว่า “ตอนนี้ฉันเหนื่อยมาก” หรือ “ฉันต้องการพักผ่อน” มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายก็แค่ลางาน ใช้วันหยุดไปทำในสิ่งที่ชอบ นอนให้เต็มอิ่ม ก่อนจะลุยงานต่อ แต่ถ้ามันไม่ใช่แค่อาการเหนื่อยล้าธรรมดา แต่เรากำลังต่อสู้กับบางอย่างในใจล่ะ ?

ความเครียดในที่ทำงานจะถูกนำมาพูดถึงก็ต่อเมื่อองค์กรเปิดกว้างในระดับหนึ่ง จากข้อมูลของศูนย์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของแคนาดาระบุสาเหตุทั่วไปของความเครียดในที่ทำงานนั้น ได้แก่

  • การทำงานหนักเกินไป
  • ความคาดหวังในงานที่ไม่แน่นอน
  • การพัฒนาด้านอาชีพ
  • การคุกคามหรือถูกการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน
  • รู้สึกไม่มั่นคงในสภาพแวดล้อมการทำงาน

เมื่อความเครียดกดทับใจ ใคร ๆ ก็อยากใช้วันลา แต่จะให้เหตุผลของการลางานว่าอะไรดี ที่จะไม่มีคำถามที่ 2 3 4 5 ตามมา ไอ้ลางานนอนอยู่บ้านไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเราอยากลางานไปหาจิตแพทย์จะทำอย่างไร ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่ต้องแจ้งที่ทำงานไหม ? หรือแค่ไปหาหมอเงียบ ๆ ทำตัวปกติก็พอ นี่ถือเป็นปัญหาใจของพนักงานหลายคน ซึ่งจากการสัมภาษณ์พนักงานฝ่ายบุคคลหลายบริษัทได้ให้คำตอบใกล้เคียงกันว่าโดยปกติไม่ได้ซักไซร้เรื่องการลางานของพนักงาน ขอแค่ส่งใบลาและไม่กระทบการทำงานก็พอแล้ว แต่บางกรณีที่อาจต้องสอบถามเพิ่มเติมก็เช่น ลางานค่อนข้างถี่ หรือลาเป็นประจำทุกสัปดาห์วันเดิมเวลาเดิม อาจมีการสอบถามด้วยความห่วงใยเพราะองค์กรก็ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพของพนักงานเช่นกัน

น่าเสียดายที่การลางานจากความเครียดไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย อย่างไรก็ตามสุขภาพจิตที่ได้รับผลกระทบจากงานนั้นมองเห็นได้ชัดเจน ท้ายที่สุดแล้วพนักงานก็ตัดสินใจลางานเพราะความเครียด และนี่อาจะเป็นทางออกที่ช่วยให้เขากลับมามีสมดุลและรักษาประสิทธิภาพในการทำงานได้ ซึ่งปัจจุบันอาจกลายเป็นเรื่องที่องค์กรต้องให้ความใส่ใจเพราะจำนวนพนักงานที่ลางานเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตมีมากขึ้น แต่ทำไมพนักงานถึงรู้สึกเหมือน ‘ต้อง’ ไปทำงาน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองป่วยและมีสิทธิ์ที่จะลางาน

University of East Anglia กล่าวว่าเป็นการผสมผสานระหว่างความคาดหวังในงานที่สูง ความเครียดและความรู้สึกไม่มั่นคง จิตสำนึกเป็นตัวกำหนดว่าเราจะลางานเมื่อรู้สึกไม่สบายดีไหม ? แต่การจะดีลกับงานหรือคนที่ทำงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง Gail Kinman ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาอาชีวอนามัยของมหาวิทยาลัย Bedfordshire กล่าวว่า “คนที่มีส่วนรับผิดชอบในงานมากและมีนิสัยบ้างานมักจะไม่ยอมลางาน ไม่ว่าพวกเขาจะรู้สึกป่วยแค่ไหนก็ตาม” พูดง่าย ๆ คือยิ่งเรารู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญต่องานมากเท่าไหร่ เราก็จะเห็นสุขภาพสำคัญน้อยลงเท่านั้น

เมื่อพูดถึงความเครียดและความวิตกกังวล Gen Z และ Millennials อาจพูดได้ว่ามีความเสี่ยงมากกว่าวัยอื่น ๆ ในปี 2015 การสำรวจหัวข้อ Stress และ Wellbeing ของ Australian Psychological Society พบว่าคนรุ่นใหม่ในช่วงอายุ 18-25 ปีพบว่ามีคุณภาพชีวิตที่ต่ำที่สุดและมีความเครียดอยู่ในระดับสูงสุด นักวิจัยระบุว่าแรงกดดันทางการเงิน การเปรียบเทียบวิถีชีวิตและปัญหาครอบครัวเป็นสิ่งที่กดทับใจคนกลุ่มนี้

จากการสำรวจพนักงาน 1,000 คนโดย Aetna International พนักงานถึง 1 ใน 3 กล่าวว่าพวกเขาป่วยเพราะความเครียด และมีแนวโน้มที่จะหยุดพักเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตมากถึง 34% ทั้งนี้พวกเขาอาจระบุว่าลางานเพราะสุขภาพกาย เพราะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาหรือรับมือกับความเครียดไม่ได้ รวมถึงวัฒนธรรมในองค์กรที่แตกต่างกัน อย่างบางบริษัทนิยมการทำงานแบบ ‘always on’ หรือพร้อมตอบสนองเสมอถ้าเป็นเรื่องงาน ทำให้พนักงานไม่กล้าแสดงพฤติกรรมที่แปลกแยก สิ่งนี้บ่งบอกว่าพนักงานยังไม่สบายใจที่จะพูดเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพจิตหรืออารมณ์ ยิ่งประเด็นละเอียดอ่อนอย่างการพบจิตแพทย์ยิ่งเป็นเรื่องยาก

แม้ ‘ความเครียด’ จะกำจัดทิ้งได้ยาก แต่อย่างน้อยการลางานก็พอจะช่วยเยียวยาได้บ้าง ถือเป็นสิทธิ์ที่ควรได้รับ ในกรณีที่คุณรู้สึกเหนื่อยหน่าย วิตกกังวล ซึมเศร้าหรือมีปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ การหยุดพักงานอาจช่วยให้พนักงานฟื้นตัวได้

อย่างไรก็ตามในแก้ปัญหา หรือวิธีการคลายความเครียดที่เรารู้ดีคือการได้พูดคุยตรง ๆ หรือระบายความเครียด พนักงานจึงควรพูดถึงเรื่องอาการป่วยกายป่วยใจของตนเองกับคนใกล้ชิด นักจิตวิทยา จิตแพทย์หรือแม้แต่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) นั่นหมายความว่าพนักงานต้องสามารถอธิบายได้ชัดเจนเกี่ยวกับอาการป่วยใจและแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน แต่ก่อนจะพูดได้อย่างเปิดใจก็ต้องเริ่มจากการ ‘ยอมรับ’ และ ‘เข้าใจ’

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองไม่ไหวจนต้อง ‘ลางาน’

เพราะเป็นผู้ใหญ่เราจึงพยายามปกปิดปัญหาใจ แต่การแบกรับทุกอย่างไม่ใช่ทางออก การสังเกตตัวเองเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย สัญญาณบางอย่างจะบอกเราว่าควรพาตัวเองออกจากความเครียดและใช้วันลางานได้แล้ว

  • เราไม่สามารถจดจ่อหรือมีสมาธิกับงานที่ทำได้
  • ระดับความเครียดส่งผลต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความเครียดจากการทำงานส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว
  • อารมณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่สดใส ไม่อยากทำงาน
  • อาการของภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล
  • คนรอบข้างสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือได้รับการยืนยันโดยแพทย์

มาลองทดสอบความเครียดกัน : https://ooca.page.link/stressstestdob

การ ‘ลางาน’ กับ ‘อาการป่วยใจ’ เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด

ข้อมูลจาก Brand buffet บอกว่าแรงงานชาวไทยเกิน 80 % ฝืนตัวเองมาทำงานทั้งที่ป่วย อาจด้วยนิสัยขี้เกรงใจและรู้สึกว่าการลางานคือการผลักภาระให้ผู้อื่น แต่หากไม่มีการพักผ่อนก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ใหญ่กว่า เช่น ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) โรคซึมเศร้า ฯลฯ ตามมา

แม้พนักงานจะอยากทำงานขนาดไหน แต่ถ้ากายใจไม่ไหวจริง ๆ การทุ่มเทลักษณะนี้อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี บทวิเคราะห์จาก American Productivity Audit ประเทศสหรัฐอเมริการที่พูดถึงนิสัยบ้างานว่ามันมีข้อเสียกับองค์กรเหมือนกัน เพราะประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การสูญเสียทรัพยากรและอีกหลายเหตุผล ตีเป็นมูลค่าที่ประเทศต้องเสียประโยชน์รวมกันนั้นมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน ด้วยพื้นนิสัยที่ขยันขันแข็งและรับผิดชอบสูง ทำให้สถิติการลางานนั้นน้อยจนแทบจะไม่มี แต่การที่พนักงานญี่ปุ่นฝืนไปทำงานทั้งที่ตัวเองไม่พร้อมกลับสร้างผลกระทบจนทำให้บริษัทอาจมีรายได้ลดลงราวๆ 3,100 ดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว

องค์กรต้องตระหนักว่าความเจ็บป่วยทางจิตบางรูปแบบเกี่ยวกับความผิดปกติในร่างกายและมีมาตรการสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมทรัพยากรในการทำงาน การทำงานที่ยืดหยุ่น บริการให้คำปรึกษาหรือการผู้เชี่ยวชาญที่คอยรับฟังพนักงาน การสนับสนุนพนักงานรายบุคคล เพราะในฐานะลูกจ้างพนักงานควรได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวดจากการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ

เพราะสุขภาพจิตไม่ควรเป็นสาเหตุของความลำบากใจสำหรับพนักงาน

#อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว ที่สำคัญทุกอย่างเก็บไว้เป็นความลับ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณ เรามีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น

  • ความเครียดในองค์กร
  • ภาวะหมดไฟ
  • ปัญหาการปรับตัวในที่ทำงาน
  • ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์
  • ซึมเศร้า วิตกกังวล
  • ความรัก ความสัมพันธ์

นอกจากนี้ยังสามารถพูดคุยกับอูก้าในเชิงผ่อนคลายจิตใจและหาแนวทางในการพัฒนาตนเองได้อีกด้วย แล้วชีวิตของคุณจะเข้าสู่จุดสมดุลยิ่งกว่าที่เคย เพราะปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้อาการเหนื่อยล้า ความเครียดจากการทำงานหนักเป็นแผลที่กดทับใจ หากไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า

—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/stressseoblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://hrexecutive.com/hres-number-of-the-day-employee-sick-days/

https://www.healthline.com/health/mental-health/stress-leave#check-in

https://www.elas.uk.com/taking-sick-leave-mental-health-issues/

https://thematter.co/social/presenteeism-and-burnout/77760

https://www.oiyo.com.au/income-protection/what-is-stress-leave/

https://sonilaw.ca/how-to-ask-for-stress-leave-from-your-doctor-a-break-may-be-better-than-burnout/

Read More

5 วิธี ปลอบหัวใจยังไง เมื่อฉันทั้ง “นอยด์ง่ายและเฟลเก่ง”

อะไรนิดอะไรหน่อยเราก็เฟลจนอย่างร้องไห้ ถ้ามันไม่เป็นแบบที่หวังก็นอยด์สุด ๆ

ไม่ว่าคนอื่นเขาจะทำอะไรก็ไม่เคยสะดุด แต่เรานี่สิกว่าจะทำสำเร็จแต่ละอย่าง เรียกว่า “เหนื่อยลากเลือด”

เบื่อตัวเองจังที่ “นอยด์ง่ายและเฟลเก่ง” แบบนี้ แถมกว่าจะกลับมารู้สึกเป็นปกติก็ใช้เวลานานเหลือเกิน

เหมือนว่าหลุมของความเฟลเรามันอยู่ลึกกว่าคนอื่น พาลรู้สึกไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้เลย 😰

“เฟล” บ่อย ๆ การวิจารณ์ (Self-criticism) หรือการตำหนิตัวเอง (Self-blame) เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราขาดความไว้วางใจในตัวเอง ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น เราเติบโตมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับ “ความถูกต้องและสมบูรณ์แบบ” บางบ้านสื่อสารแบบใช้คำพูดกล่าวโทษกัน หรือบางครั้งเมื่อเราเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากเกินไป (Hyper-empathy) และมีได้รับประสบการณ์ “เชือดไก่ให้ลิงดู” บ่อย ๆ เราก็มักจะหลีกเลี่ยงการลงโทษ ประสบการณ์ที่ไม่ดีด้วยการยอมรับและบอกว่า “ทุกอย่างเป็นความผิดของฉันเอง” 😥

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องแบกความรับผิดชอบไปโดยอัตโนมัติ เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือการปะทะกัน แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเราก็จะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการตำหนิตัวเอง ซึ่งนิสัยเหล่านี้ทำให้เราขาดความมั่นใจ นำไปสู่นิสัยเฟลเก่ง นอยด์ง่าย และปัญหาสุขภาพจิตในภายหลัง ดังนั้นถ้าเรารู้ตัวว่าตกลงไปในห้วงอารมณ์ลบ ๆ เราเคล็ดลับในการปลอบโยนหัวใจมากฝากกัน 🥰

  • ปรับวิธีคิด

ใคร ๆ ก็เฟลได้ ทุกคนคือคนธรรมดาที่สับสน ผิดพลาด ล้มเหลว เพื่อที่จะเติบโต แล้วความเฟลนั้นก็ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าสิ่งที่เป็นฉันนั้น “ไม่ดี” ตัวฉัน “บกพร่อง” หรืออะไร ลองเขียนสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับตัวเอง เช่น คุณสมบัติที่น่าชื่นชมหรือความสามารถที่ค่อนข้างดีและใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นให้บ่อยขึ้น มองว่าเราเป็นเพื่อนกับตัวเอง เราชี้ข้อบกพร่องของตัวเองได้ เราก็ชี้ข้อดีของตัวเองได้เหมือนกัน มองตัวเองแบบที่เราเป็น ไม่ใช่ประเมินด้อยกว่าความเป็นจริง

  • ความเฟลเป็นเรื่องชั่วคราว

เฟลวันนี้ไม่ใช่เฟลตลอดไป แม้โมเมนต์ที่น่าเหนื่อยหน่ายทำท่าจะปักธงอยู่ในชีวิตเราซะแล้ว แต่ใครบอกว่ามันจะไม่มีทางออก เรากดดันตัวเองให้ต้องทำได้ ทำได้ ทำได้! แล้วถ้าทำไม่ได้นั่นหมายถึงเราหมดหนทางไปต่อแล้วหรือเปล่า เหมือนที่เราให้เวลากับการพยายาม เราก็สามารถให้เวลากับความเฟลได้ แต่สุดท้ายก็คือการให้เวลากับตัวเองในการหาทางออกด้วย

  • รับมือความไม่ได้ดั่งใจ

ลองถามตัวเองสิว่า “ทำไมเราถึงจะพลาดไม่ได้” เพราะจริง ๆ แล้วทุกคนบนโลกนี้ก็ต้องเรียนรู้ด้วยกันทั้งนั้น เราต่างเพิ่งได้ลองใช้ชีวิต เราไม่มีทางรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำจะได้ผลอย่างที่ต้องการหรือเปล่า เราทำได้แค่พยายามและพยายามเท่านั้น ต่อให้ไม่เป็นดั่งใจแล้วมันเลวร้ายตรงไหน อะไรที่กดดันเราอยู่ ? เราถึงได้รู้สึกว่าความผิดพลาดนั้นมันเลวร้าย หรือเราแค่มองก้อนความผิดพลาดของตัวเองใหญ่กว่าที่มันเป็น

  • พูดกับตัวเองอย่างอ่อนโยน

หากเป็นคนอื่นที่เฟลในเรื่องเดียวกัน หรือเวลาที่ครอบครัวหรือเพื่อนเรามีอาการนอยด์ ทำไมเราถึงสามารถรับฟังและปลอบเขาได้อย่างอ่อนโยน แต่เรากลับเข้มงวดกับความผิดพลาดของตัวเองเหลือเกิน การเห็นอกเห็นใจตนเอง (Self-Compassion) เป็นเรื่องยาก อันดับแรกเราต้องตระหนักถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับใจเราแต่ไม่ถูกครอบงำโดยความรู้สึกนั้นหรือให้คุณค่ากับความล้มเหลวมากจนเกินไป เราสามารถฝึกฝนที่จะอ่อนโยนกับตัวเองได้ แล้วการตำหนิตัวเองจะค่อย ๆ ลดลง

  • ให้โอกาสตัวเองได้เสมอ

คนส่วนใหญ่มักจะเฟลและนอยด์กับเรื่องที่เป็น “อดีต” ซึ่งหมายความว่าสิ่งนั้นได้ผ่านไปแล้ว เรานึกเสียใจได้แต่สุดท้ายเราก็ย้อนเวลาไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่เราทำได้คือพาตัวเองกลับมาอยู่ที่ “here & now” แล้ววางแผนรับมือกับอนาคต “นอยด์แล้วเอายังไงต่อ ?” เมื่อรู้สึกโอเคขึ้นแล้ว อย่าลืมลุกขึ้นเดินต่อ

ถ้าเราเชื่อว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ เราก็จะทำได้ งานวิจัยของ Carol Dweck ผู้นำเสนอเรื่อง Growth Mindset และนักวิจัยอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่านอกจากความเชื่อที่เรามีต่อตัวเองจะส่งผลต่อความคิดและการกระทำแล้ว ความเชื่อนี้ยังส่งผลต่อการฟื้นตัวจากการถูกปฏิเสธและความเฟลอีกด้วย เหมือนที่ Winston Churchill นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยกล่าวว่า “ความสำเร็จ ไม่ใช่บทสรุปทุกอย่าง ความล้มเหลวก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ความกล้าหาญที่จะเดินต่อไปต่างหากที่สำคัญ”

วันนี้มาเริ่มต้นใหม่โดยการปลอบหัวใจตัวเองด้วยความรู้สึกที่อ่อนโยนที่สุดกันนะ อูก้าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อคุณ ไม่ว่าจะเฟลเก่งหรือนอยด์ง่ายก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ปล่อยให้ใจตัวเองได้ระบายความเศร้ากับคนที่พร้อมรับฟังกันเถอะ เมื่อต้องการเยียวยาหัวใจ สามารถปรึกษาอูก้าได้ทุกที่ทุกเวลา 💙

#OOCAhowto


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/5stthlblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://thestandard.co/podcast/knd455/

https://www.psychologytoday.com/us/blog/tech-support/201801/tackling-self-blame-and-self-criticism-5-strategies-try

Read More

แม้จะลำบากแต่อยาก ‘รวยทิพย์’ และต่อให้ไม่ขัดสนก็ขอ ‘จนทิพย์’

เที่ยวทิพย์ แฟนทิพย์ กักตัวทิพย์ อิ่มทิพย์ กลายเป็นคำฮิตติดปากและครองกระแสจากการที่ ‘พระมหาเทวีเจ้า’ นำคำว่า “ทิพย์” มาใช้จนโด่งดัง รวมถึงหลายคนในโซเชียลมีเดียที่ใช้คำนี้ในหลาย ๆ โอกาส อย่างเช่นการมโนสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หากใช้คำว่าทิพย์ต่อท้ายก็เป็นอันรู้กันว่าสิ่งที่พูดหรือพิมพ์ไปนั้นเป็นแค่เรื่องสมมติหรือหยอกล้อกันเท่านั้น 💫

แต่นอกจากจะใช้พูดคุยในเชิงสนุกสนาน คำว่าทิพย์ยังทำให้เราเห็นภาพหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้นด้วย อย่างกระแส “จนทิพย์” ที่หมายถึงไม่ได้มีฐานะยากลำบากจริง ๆ ซึ่งหากมองให้ลึกแล้วมีเรื่องราว “จนทิพย์ หรือ รวยทิพย์” (ที่ไม่ได้ร่ำรวยจริง) เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย ซึ่งก็ไม่พ้นสายตาของผู้คนในสังคม เป็นเรื่องราวที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันได้

หรือจริง ๆ แล้ว “มนุษย์เรามักเข้าใจผิดเกี่ยวกับฐานะหรือสถานะทางการเงินของตัวเอง ?” 🤔

ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่เราถกเถียงกันมานาน โดยมองว่าความแตกต่างของชนชั้นหรือฐานะนั้นช่างเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและเลวร้ายในโลกใบนี้ มีเพียงคนบางกลุ่มหรือบางสังคมเท่านั้นที่เกิดมาโชคดีกว่าคนอื่น หรือบางครั้งเราก็รู้สึกสงสารคนที่ลำบาก อยากให้เขามีชีวิตดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ในสังคมไทยเราจะเห็นภาพคุ้นตาจากการแสดงน้ำใจต่อกัน การบริจาคช่วยเหลือ รวมถึงการนำเสนอภาพตามสื่อต่าง ๆ จนกลายเป็นความร่วมรู้สึก (sympathy) แทน

Ameriprise Financial ทำการสำรวจชาวอเมริกันที่ร่ำรวยประมาณ 3,000 คนอายุระหว่าง 30 ถึง 69 ปี ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามมีทรัพย์สินที่ลงทุนอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์และมากกว่า 700 คนเป็นเศรษฐี เมื่อถามว่าพวกเขามองสถานะทางการเงินของตัวเองอย่างไร ? มีเพียง 13% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้คำจำกัดความว่า “ตัวเองร่ำรวย” กว่า 60% บอกว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลางระดับสูงในขณะที่ประมาณ 25% คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง มากกว่า 3% ระบุว่าคิดว่าต่ำกว่านั้น

ในทางตรงกันข้ามการสำรวจโดย INSIDER และ Morning Consult พบว่าชาวอเมริกันบางคนที่มีรายได้น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์รู้สึกว่าตัวเองร่ำรวย ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่มีรายได้มากกว่า 100,000 ดอลลาร์รู้สึกยากจน จากการสำรวจพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันที่มีรายได้ 100,000 ดอลลาร์ขึ้นไประบุว่าเป็นชนชั้นกลาง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ว่าในแต่ละประเทศ สังคม วัฒนธรรม หรือความเชื่อ เส้นแบ่งระหว่างความรวยและความจนนั้นแตกต่างกัน ไม่มีใครรู้ว่าบรรทัดฐานไหนถูก แต่มุมมองที่เรามีต่อฐานะของตัวเองย่อมสัมพันธ์กับแรงขับเคลื่อน (Drive) และแรงจูงใจ (Self-motivation) ในการใช้ชีวิตของเรา การวางเป้าหมายในอนาคตและหากเราไม่ได้มองตัวเองบนพื้นฐานความเป็นจริง เราอาจบิดเบือนการรับรู้ นำไปสู่ความเข้าใจผิดและปัญหาทางการเงินได้ 🤑

ที่น่าสังเกตคือต่อให้เรามีรายได้น้อย แต่เราก็ยังแสดงนิสัย “รวยทิพย์” ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือต่อให้เรามีเงินพอใช้ไม่ขัดสน เราก็ยังทำเหมือนว่าเราลำบาก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร ?

เราอาจเคยมีเพื่อนที่บ่นว่า “เดือนนี้ไม่มีเงิน จนมากกก” ทั้งที่มีเงินเก็บเยอะมาก

หรือคนรู้จักที่ไลฟ์สไตล์เข้าขั้นไฮโซ แต่กลับชอบหยิบยืมเงินคนอื่น

แม้จะลำบาก แต่อยาก ‘รวยทิพย์’ หรือ ไม่ได้ขัดสน แต่ขอ ‘จนทิพย์’ ✨

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เรามองเห็นก่อนคือลักษณะภายนอก นอกจากรูปร่างหน้าตาก็คือข้าวของที่ใช้หรือไลฟ์สไตล์บนโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับคุณลักษณะเชิงบวก เช่น สติปัญญา ความขยัน และความสมบูรณ์แบบ ซึ่งดึงดูดให้เราสนใจและมีทัศนคติที่ดีต่อคน ๆ นั้น อีกมุมหนึ่งบางคนอาจรู้สึกดีที่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ได้พึ่งพาคนอื่นบ้าง ลึก ๆ แล้วมนุษย์ต่างแสวงหาการยอมรับและการเป็นที่รักเพื่อเติมเต็ม ดังนั้นทัศนคติและสิ่งที่เราทำจึงมักจะสอดคล้องไปในทิศทางที่เราคาดหวัง

“สัมผัสออร่าความรวย” หรือ “ได้กลิ่นความรวย” คำพูดเล่น ๆ แต่เสริมแรงได้จริง เพราะความต้องการ “สมบูรณ์แบบ” นั้นรุนแรงจนกระตุ้นให้คนเราทำพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในยุคที่ตัวตนของเราถูกมองเห็นได้ง่ายผ่านโลกออนไลน์ แต่ไม่มีใครใช้ชีวิตอยู่บนความไม่จริงได้นาน มีงานวิจัยจาก University of Toronto ที่ยืนยันว่าแค่การสังเกตใบหน้า เราก็รู้สึกถึงสถานะทางการเงินของอีกฝ่ายแล้ว การมองตัวเองอย่างที่เป็นจึงสำคัญที่สุด

การบิดเบือนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic status) เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างแน่นอน เพราะความเครียดก็เป็นผลมาจากความไม่สมดุลสิ่งที่มีอยู่กับความต้องการ ไม่ว่าจะรวยหรือจน มนุษย์ก็แสวงหาการอยู่รอดและโอกาสด้วยกันทั้งนั้น การที่ชีวิตถูกผูกกับความไม่แน่นอน ความขัดแย้งและทรัพยากรที่ขาดแคลนสามารถสร้างความเครียดเรื้อรังนำไปสู่สุขภาพจิตที่แย่ลง

คำพูดที่โด่งดังของ Jim Rohn บอกว่า “ถ้าคุณเอาเงินทั้งหมดในโลกมาแบ่งให้ทุกคนเท่า ๆ กัน สุดท้ายเงินมันก็จะกลับมาอยู่ในกระเป๋าใบเดิมในไม่ช้า” ซึ่งมีคนมากมายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนบอกว่าโลกนี้ลำเอียงตั้งแต่แรกและส่งต่อวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวมาเรื่อย ๆ ในขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่าคนที่บริหารเงินเป็นสุดท้ายก็จะหาทางนำเงินกลับมาเป็นของเขาได้ในที่สุด

สิ่งสำคัญคือการที่เรามองตัวเองและเข้าใจเส้นทางชีวิตเราโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เพราะความสุขไม่สามารถวัดได้ด้วยมุมมองของคนอื่น ที่เรากำลังพยายามก็เพื่อเป้าหมายของเราเอง ไม่ใช่เป้าหมายของใคร 😃

ใครที่กำลังเป็นทุกข์กับความสุขแบบทิพย์ ๆ ลองมาเคลียร์ใจไปกับอูก้า เพื่อนที่พร้อมรับฟังคุณเสมอ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรายินดีเป็นที่ปรึกษาทุกปัญหาใจ แล้วมาหาทางออกไปกับเรานะ 💙💚

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/blognrnp
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

อ้างอิงจาก

https://www.businessinsider.com/most-millionaires-dont-think-they-are-rich-2019-8

https://reece-robertson.medium.com/people-struggle-with-money-because-they-misunderstand-these-2-things-1c958839d1ee

https://www.inc.com/wanda-thibodeaux/the-surprising-way-people-can-tell-if-youre-rich-according-to-science.html

https://www.theguardian.com/us-news/2018/jan/29/rich-people-wealth-america

Read More
social media effect mental health

Social Media พาเศร้า เพราะความเหงาเกิดขึ้นในชีวิตจริง

“วันนี้ในทวิตพูดเรื่องอะไรกัน สงสัยต้องตามหน่อยแล้ว”

“แต่งรูปสวย ๆ นะ ยอดไลก์จะได้ดี”

“ทำไมยอดฟอลน้อยลงอ่ะ ต้องรีบทำคอนเทนต์ใหม่แล้ว”

เพราะทุกวันนี้เราใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหลายมากกว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนด้วยกันเอง แล้วชีวิตส่วนตัวเกินกว่าครึ่งก็ถูกแชร์ออกไปในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะคน Gen Y และ Gen Z ไปจนถึงเด็ก Gen Alpha ทำให้เราเคยชินกับการโพสต์ คอมเมนต์ ไลก์ แชร์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเราใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยมากถึง 10.22 ชั่วโมง/วัน แล้วกิจกรรมยามว่างยอดฮิตก็หนีไม่พ้นเข้าโซเชียลมีเดีย แชท ดูคลิป ลงรูป

การเปิดรับสื่อเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้แล้วสำหรับวัยรุ่น ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าอะไรที่มากเกินไป อาจกลายเป็นนิสัย “เสพติด” ไม่ใช่แค่เราไม่สามารถห่างจากมือถือหรืออินเทอร์เน็ตได้ แต่เราอาจกำลังเอาใจไปใส่ในโลกดิจิทัลมากจนแยกกับชีวิตจริงไม่ออก หากเราไม่ได้ความมั่นใจหรือมีตัวตนที่แข็งแกร่งมากพอ เราอาจสูญเสียความมั่นใจให้กับโลกออนไลน์ อย่างเช่นคอมเมนต์ กระแสข่าว หรือคำพูดที่พุ่งเข้ามากระทบใจเรา อาจทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง (Self-esteem) รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่ง หรือแม้แต่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ค่านิยมที่เปลี่ยนไป มาพร้อมกับความมั่นใจที่ลดลง

ดูเหมือนว่าโซเชียลมีเดียกำลังสร้าง paradox effect ที่ขัดแย้งกัน นั่นคือทำให้เกิดภาพลวงตาว่าทุกอย่างช่างดูดี ดูสวยงาม แต่กลับทำให้เรารู้สึกแย่กับสิ่งที่ตัวเองเป็น Dr. Jennifer Rhodes นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์และผู้ก่อตั้ง Rapport Relationships อธิบายว่า “มีหลายคนมาเข้ารับการปรึกษาที่หมกมุ่นอยู่กับการอัพเดทบนโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แต่กลับขาดทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตจริง นำไปสู่ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า”

Dr. Suzana Flores นักเขียนจาก Facehooked บอกว่า “เมื่อมีคนโต้ตอบผ่านโซเชียลมีเดียเป็นเวลานานพวกเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องเช็กการอัปเดตต่อไปอย่างหยุดไม่อยู่ พฤติกรรมนี้เรียกว่า“ Slot Machine Effect” ซึ่งเมื่อเราได้รับการกดไลก์หรือแสดงความคิดเห็นในโพสต์ หรือเมื่อเราพบโพสต์ใหม่ที่น่าสนใจจากคนอื่น มันกลายเป็น “การเสริมแรงแบบไม่ต่อเนื่อง” เหมือนกับเราได้รับ “รับรางวัล” จากการเป็นที่สนใจและถึงแม้จะไม่ได้รางวัล แต่เราก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ของโลกดิจิทัล

60% ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายงานว่าส่งผลกระทบต่อความนับถือตนเองในทางลบ

50% รายงานว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ของเขา

แม้งานวิจัยมากมายจะยืนยันมาโซเชียลมีเดียส่งผลทางลบมากมายจริง ๆ หากใช้อย่างไม่ระวัง แต่ทำไมคนจำนวนมากถึงจมอยู่กับมันได้ไม่มีที่สิ้นสุด

หรือโลกโซเชียลคือพื้นที่ระบายความเจ็บปวด

ในทางตรงกันข้ามโซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางสำคัญท่ีวัยรุ่นไทยใช้พูดถึงโรคซึมเศร้า ความทุกข์ทางใจ ระบายความเครียด และอารมณ์ทางลบทั้งหลาย จากสถิติตั้งแต่กรกฎาคม พ.ศ.2561 – มิถุนายน พ.ศ.2562 พบว่ามีการพูดถึง ‘ปัญหาซึมเศร้า’ ในทวิตเตอร์มากกว่า 1.4 แสนข้อความ ซึ่งเพิ่มสูงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ข่าวนักเรียนและนิสิตนักศึกษาฆ่าตัวตายช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2562

เห็นได้ชัดว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังต่อสู้กับปัญหาในใจ แต่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้ระบายจริง ๆ โซเชียลมีเดียจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากที่สุด อย่างน้อยก็เหมือนกับความเศร้าในใจมีใครสักคนที่รับฟังหรือรู้สึกเหมือน ๆ กันกับเรา

ปัญหาที่วัยรุ่นมักจะพูดถึงในทวิตเตอร์สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว หน้าที่การงาน/ความรับผิดชอบ และปัญหาการกลั่นแกล้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากและ ‘#โรคซึมเศร้า’ ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ต้องการการรับฟัง

แม้เทคโนโลยีจะว่องไว แต่ก็ยังรู้สึกไกลห่าง

แค่มีมือถือเราก็ไม่น่าจะรู้สึกเหงา เพราะเราสามารติดต่อกับคนได้ทั้งโลก แต่จริง ๆ แล้วเรากลับว่างเปล่ายิ่งกว่าเดิม สุดท้ายเราต่างต้องการความอบอุ่นในชีวิตจริง พอหันไปรอบ ๆ ตัวหลังจากโฟกัสที่หน้าจอทั้งวัน เราอาจรู้สึกถึงความเหงาที่มากกว่าเดิม “ความเหงาทำให้รู้สึกซึมเศร้าและภาวะซึมเศร้าก็ทำให้คนเหงาเช่นกัน”

เราไม่สามารถกล่าวโทษได้ว่าทุกอย่างเป็นผลจากการที่โลกนี้มีส่ิงที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างอุปกรณ์ดิจิทัล เมื่อเราสร้างมันขึ้นมาแล้วเราก็ต้องรู้วิธีในการอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยด้วย หากใครที่กำลังเป็นทุกข์เพราะพึ่งพาโลกเสมือนจริงมากเกินไป ลองกลับมาอยู่กับตัวเอง มีช่วงเวลา ‘detox’ บ้างและใช้เวลากับคนที่มีค่าให้มากขึ้น กลับมาโฟกัสกับสิ่งที่เราควรทำและสิ่งที่เรากำลังรู้สึก เพื่อตามหาคุณค่าที่แท้จริงให้ชีวิตจากสิ่งที่มีในโลกแห่งความเป็นจริง

เพราะการติดโซเชียลส่งผลต่อสุขภาพใจ ภาวะหดหู่ ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนและการนับถือตนเอง หากเราไม่รู้ว่ามันส่งผลต่อเรามากน้อยแค่ไหน จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราพร้อมรับฟังทุกเรื่องราว อูก้ายินดีช่วยเคลียร์ปัญหาใจและร่วมเดินทางไปกับคุณ

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/snsimpactblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://journals.sagepub.com/doi/full/10.1177/2056305120912488

https://www.huffpost.com/entry/social-medias-impact-on-self-esteem_b_58ade038e4b0d818c4f0a4e4

https://theconversation.com/6-ways-to-protect-your-mental-health-from-social-medias-dangers-117651

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

Read More
เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

“สารพัดสิ่งที่คนวัย 30 ต้องมี” เวิร์กจริงไหม ? ใครกำหนด ?

บ้าน รถ ที่ดิน การศึกษา งานที่มั่นคง เงินเก็บ มีแฟน แต่งงาน มีลูก ตอบแทนพ่อแม่
สิ่งที่ยกตัวอย่างมากสำหรับแต่ละคนมีน้ำหนักมากน้อยต่างกัน
แต่ก็นับเป็นปัจจัยที่หลายคนรู้สึกว่า “จำเป็นต้องมี”

นอกจากความฝันและเป้าหมายในชีวิตที่เราพยายามก้าวไป
ธงที่เราปักไว้ว่าต้องทำให้สำเร็จก่อนเข้าวัย 30 ก็มีเยอะมากกก
แล้วสิ่งที่เราคิดเป็นสิ่งที่จำเป็นกับเราจริง ๆ เพราะมันสำคัญ
หรือเราแค่คิดว่า “ต้องมี” เพื่อเติมเต็มอะไรบางอย่างในใจ

ถ้าเราทำได้ = ประสบความสำเร็จในฐานะมนุษย์คนนึง
แล้วถ้าเราไม่มีสิ่งที่ว่านี้ เราจะกลายเป็นคนล้มเหลวเลยหรือเปล่า ?

ใครริเริ่มความคิดที่ว่าอายุ 30 ต้องมีอะไรบ้าง ?

เราเห็นกระทู้ซักถามเรื่องนี้เยอะมาก เช่น อายุ 30 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ ? ผ่อนบ้านด้วยเงินเดือนเท่านี้เป็นไปได้ไหม ? ฯลฯ อีกมากมาย แล้วก็มีหลายคอนเทนต์สร้างแรงบันดาลใจที่บอกเราว่าก่อนอายุ 30 เราควรมีอะไรเป็นของตัวเองบ้าง หากถามว่าการเผยแพร่ข้อมูลลักษณะนี้ก็น่าจะเป็นไปด้วยเจตนาดีที่อยากให้เราผลักดันตัวเอง มีแรงบันดาลใจในการตั้งเป้าหมาย เตรียมพร้อมกันการวางแผนชีวิตอย่างรอบคอบ

ในบางมุมเรารู้สึกกดดันไหมกับเสียงรอบข้างที่คอยบอกเราให้เป็นแบบนั้น แบบนี้
ถึงจะเรียกว่า “ดี” ตามบรรทัดฐานที่คนส่วนใหญ่มอง
หลายคนรับมือได้ ไม่เก็บมาใส่ใจ แถมยังรู้สึกท้าทายจากแรงกระตุ้นดังกล่าว
แต่บางคนก็บอบช้ำกับการกดดันตัวเอง ชีวิตที่ถูกคาดหวังไม่ใช่เรื่องสนุกเสียทีเดียว

เมื่ออายุแตะเลข 3 หลายคนรู้สึกว่านี่คือเส้นแบ่งของความสนุกกับความเป็นจริง
เข้าสู่การเป็น “ผู้ใหญ่” เต็มตัว เราต้องจริงจังและต่อยอดความมั่นคงให้ชีวิตตัวเองได้แล้ว
เพราะอีกครึ่งทางก็คือคำว่า “วัยเกษียณ”
จริง ๆ แล้วเราอาจจะกำลังถูก “การวางแผนอนาคต” วิ่งไล่หลัง
การเตรียมพร้อม เตรียมพร้อมและเตรียมพร้อม กำลังหลอกหลอนเรา

อย่างไรก็ตามเงื่อนไขและความสุขของชีวิต ก็มาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของเราเอง
เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับใคร หรือต้องมีให้ได้เท่าใคร
สำคัญที่เราไม่หยุดเดินไปหาเป้าหมายของตัวเอง ย้ำ ! เป้าหมายของเราเอง
ไม่ใช่เราไปยึดเป้าหมายที่คนอื่นบอก โดยที่เราไม่มีแรงใจจะขับเคลื่อนให้ไปถึง

การตระหนักรู้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการคือ “คำตอบ”
และความฝัน ควรสอดคล้องกับ ความเป็นจริง
นั่นถึงจะเรียกว่าเรามองโลกในแบบที่มันเป็น ไม่ใช่การฝันล้ม ๆ แล้ง ๆ หรือกดดันตัวเองจนเกินไป
ดังนั้นก่อนจะวางแผนว่าเราต้องมีอะไร ตอนอายุเท่าไหร่ ลองทำความรู้จักกับตัวเองให้ดีเสียก่อน

สุดท้าย…ไม่ว่าวัยไหน คุณก็สามารถเบ่งบานได้ในแบบที่คุณเป็น

แล้วอย่าปล่อยให้ความกังวลกดทับใจคุณ แม้จะมีอะไรหลายอย่างต้องเรียนรู้และทำให้คุณต้องลุกขึ้นสู้กับความโหดร้ายของโลกใบนี้ อูก้าพร้อมจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับใจคุณเสมอ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทุกที่ทุกเวลา หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มาเปิดใจให้รับฟังก่อนได้นะ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/30sblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า

ขออยู่เฉยๆได้ไหม ? ฉันไม่อยากเริ่มอะไรเพราะไม่อยาก ‘เฟล’

ตลอดชีวิตของเรา อาจมีความฝันนับร้อยนับพันอย่าง สารพัดเป้าหมายที่เราอยากจะไปให้ถึง แต่พอจะเริ่มออกเดินจริง ๆ กลับรู้สึกไม่มั่นใจ อยากหันหลังกลับ หรือไม่ก็ขออยู่เฉย ๆ แบบเดิมจะดีกว่า เป็นไปได้ไหมว่าที่เราไม่ยอมออกจากพื้นที่ปลอดภัยเป็นเพราะเรากำลัง ‘กลัว’

แม้การไม่ลงมือทำอะไรเลยจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่สำหรับหลาย ๆ คนก็ยังดีกว่าต้องรู้สึก ‘เฟล’ หรือต้องยอมรับว่า ‘ฉันล้มเหลว’

‘ฉันไปไม่ถึงจุดที่ฉันตั้งใจไว้’ แน่นอนว่าการไม่ลงมือทำ หมายถึงโอกาสสำเร็จเป็นศูนย์ แต่อย่างน้อยเราก็มีข้ออ้างให้ตัวเองว่า ‘ฉันยังไม่ได้เริ่มเลย’ เพราะฉะนั้นยังไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลว เหมือนเราสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มความกลัวของตัวเองและไม่จะยอมให้ตัวเองรู้สึกไม่ดี

เพราะความเฟลมันน่ากลัว … เพราะมนุษย์มีความต้องการ

เราอยากเป็นที่รักของคนอื่น อยากได้รับการยอมรับ อยากเติมเต็มเป้าหมายของตัวเอง

มนุษย์จึงสร้างกลไกปกป้องตัวเองขึ้นมา เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกลบทั้งหลายที่พุ่งเข้ามา ‘การไม่ทำอะไรเลย’ ก็เป็นการ play safe อย่างหนึ่ง

อีโก้ของเรากำลังบอกเราว่าอย่าทำอะไรให้ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น อย่าปล่อยให้ตัวเองมีภาพลักษณ์ของผู้แพ้ติดตัว สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม เรามีตัวตนและเรียนรู้ที่จะสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เพราะเราแคร์สายตาคนอื่น เมื่อเกิดการเปรียบเทียบระหว่างคนในสังคมเดียวกัน หากเราเป็นคนเก่ง คนดีก็จะทำให้เราได้รับการยอมรับมากกว่า

หากการเดินตามฝันทำให้เราเฉียดใกล้ความล้มเหลว แม้สุดท้ายเราอาจจะทำสำเร็จ แต่แค่เราจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) ที่เป็นไปได้หรือความเจ็บปวดที่เกิดจากความล้มเหลว แล้วเรารู้ว่าตัวเองไม่สามารถรับมือกับมันได้แน่ ๆ การอยู่เฉย ๆ จึงเป็นทางออกที่เราเลือก

จริง ๆ แล้วเราอาจจะกำลังหวั่นไหวกับเสียงรอบตัวมากเกินไป มนุษย์เรามักรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง ถูกตัดสินจากสังคมตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้มีใครมาเพ่งเล็งชีวิตเราขนาดนั้น ถ้าเรากลับมาโฟกัสที่ตัวเองได้ แล้วค่อย ๆ ตั้งเป้าหมาย พยายามเข้าใกล้มันทีละนิด เราอาจพบว่าตัวเองเดินออกจากจุดเดิมมาได้ไกลกว่าที่คิด

แรงจูงใจจากภายในสำคัญที่สุด เป็นธรรมดาที่ชีวิตเราจะพบเจอกับเรื่องเฟล ๆ สิ่งสำคัญคือการรับมือและก้าวผ่านความรู้สึกล้มเหลวไปให้ได้ ถ้าเราเข้าใจว่าสิ่งที่เราตั้งใจสำคัญกว่าสายตาของคนอื่นและเราก็เติบโตจากความล้มเหลวได้ เราจะมีความกล้าในการเปิดประตูอีกหลายบานข้างหน้า

สิ่งที่เราทำอาจจะเฟล แต่นั่นไม่ได้วัดคุณค่าที่เรามี ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เราทุ่มเทไปไม่มีความหมาย

เพราะอย่างน้อยเราก็กล้าที่จะออกเดิน เราเอาชนะความกลัวได้

อย่าลืมขอบคุณตัวเองที่ “ฉันได้พยายามแล้ว :)”

วันนี้ถ้ายังไม่พร้อมไม่เป็นไร คุณไม่จำเป็นต้องฝืนใจ หากอยากได้กำลังใจดี ๆ อูก้าพร้อมอยู่ตรงนี้กับคุณเสมอ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/failblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
ย้ายประเทศ ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์ สุขภาพจิต

ส่องประเทศที่น่าโยกย้ายไป เพราะมีบริการดูแลใจประชาชนดีเยี่ยม

เมื่อหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ป่วยที่สูงจนน่าตกใจ ทำให้ระบบการดูแลสุขภาพใจ (Mental Health Care System) ต้องพัฒนาตาม อย่างสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกตามรายงานขององค์การอนามัยโลก โดยวัดจากความพิการหรืออัตราการเสียชีวิต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สหรัฐอเมริกา🇺🇸อยู่ในอันดับที่สามสำหรับโรคซึมเศร้าแบบ unipolar ตามหลังจีน🇨🇳 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 1 ตามด้วยอินเดีย🇮🇳

สถิติในปี 2019 รายงานว่า 20.6% (ประมาณ 51.5 ล้านคน) ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา🇺🇸 มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งหมายถึงในจำนวนผู้ใหญ่ 5 คน มี 1 คนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพใจ ซึ่งมีเพียง 40 % ของจำนวนผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางใจเท่านั้นที่ได้รับการรักษา ซึ่งอินเดีย🇮🇳 จีน 🇨🇳 และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความวิตกกังวล โรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้วตามรายงานของ World Health Organization (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก

ซึ่ง WHO ได้มีการทำงานร่วมกับ NGOs การวิจัยระดับชาติและภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการปรับปรุงระบบการเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตที่มีคุณภาพสูงและการดูแลภาวะซึมเศร้า (depression) โรคลมบ้าหมู (epilepsy) โรคจิตเภท (schizophrenia) ไปจนถึงการใช้สารเสพติด (substance abuse) และจัดการกับอัตราการฆ่าตัวตาย (suicide rate) ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ปัญหาหลักของเรื่องสุขภาพจิตคือการปิดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตและผู้ให้บริการ

WHO เสริมว่า “ในปี 2014 ประชากรโลกเกือบครึ่งอาศัยอยู่ในประเทศที่มีสัดส่วนจิตแพทย์น้อยกว่า 1 คนต่อประชากรราว 100,000 คน” โดยเฉพาะในโซนเอเชียที่มีจิตแพทย์อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปมีจำนวนผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตมากพอ เช่น โมนาโก🇲🇨 นอร์เวย์🇳🇴 เบลเยียม🇧🇪 และเนเธอร์แลนด์🇳🇱 โดยแต่ละแห่งมีจิตแพทย์มากถึง 20-40 คนต่อประชากร 100,000 คน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา🇺🇸และแคนาดา 🇨🇦 มีจิตแพทย์ประมาณ 13 คนต่อประชากร 100,000

จากบทความของ Business Insider ในปี 2017 ลักเซมเบิร์ก🇱🇺 มีระบบการดูแลสุขภาพที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกโดยมีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 82 ปี ในส่วนของการรักษาสุขภาพจิตลักเซมเบิร์กมุ่งเน้นไปที่รูปแบบ “การศึกษาเชิงบวก” ที่สามารถเชื่อมโยง “ทักษะด้านคุณภาพชีวิต” และ “ทักษะแห่งความสำเร็จ” เข้าด้วยกันได้ โดยพื้นฐานแล้วลักเซมเบิร์กจะสอนให้วัยรุ่นค้นพบจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตนซึ่งแตกต่างจากวิธีการสอนแบบเดิมที่ส่งเสริมให้เด็กสร้างตัวตนเหมือน ๆ กัน ซึ่งวิธีนี้ทำลายความเจ็บป่วยทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างพลเมืองที่มีความสุขและมีคุณภาพมากขึ้น

สวิตเซอร์แลนด์🇨🇭หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและมีความก้าวหน้าในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและมีอำนาจในการแข่งขันสูงคล้ายคลึงกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากจะติดอันดับท็อปของประเทศที่คนอยากไปอยู่มากที่สุดมาโดยตลอด สวิตเซอร์แลนด์ยังมีระบบ Health Care ที่ขึ้นชื่อมาก ๆ อย่างประกันสุขภาพที่มีบริษัทประกันภัยมากกว่า 58 แห่งให้ประชาชนได้เลือก แล้วยังครอบคลุมในเรื่องของการรักษาทางจิตเวช การใช้สารเสพติด และอื่น ๆ อีกมากมายโดยมีการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพจิตให้มีบริการเพียงพอแก่ความต้องการ สะดวกแก่ประชาชน และมีค่ารักษาที่จับต้องได้ คุ้มครองและควบคุมตามข้อกำหนดเรื่องภาษี บางรัฐเลือกที่จะเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อให้อัตราค่ารักษาและค่ายาคงที่สำหรับประชาชน ทำให้ประชาชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพียง 10-20 % ของค่ารักษาทั้งหมดเท่านั้น

นอร์เวย์🇳🇴เป็นหนึ่งในประเทศที่การดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุม มีการจัดหาทรัพยากรสำหรับผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกอย่างเพียงพอ รวมถึงคลินิกผู้ป่วยทางจิตเวชซึ่งโดยทั่วไปเป็นห้องฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้นอร์เวย์ยังประกาศโครงการริเริ่ม “การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา” ในปี 2017 สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการลดหรือไม่ต้องการใช้ยา เนื่องจากเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและอิสระทางร่างกายผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามในหลาย ๆ ประเทศ แม้จะมีระบบการดูแลสุขภาพใจที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังพบการละเมิดสิทธิต่อผู้ป่วยทางจิตโดยอาศัยคำว่า “การรักษา” ในการเอาเปรียบ ยกตัวอย่างประเทศอาร์เจนตินา🇦🇷 การขอคำปรึกษาและไปพบนักจิตวิทยาถือเป็นเรื่องธรรมดาและเปิดกว้าง ไม่เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่มองว่าการรักษาสุขภาพจิตและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นเรื่องต้องห้าม แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาร์เจนตินาก็มีจำนวนนักจิตวิทยาต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสถาบันบางแห่งในอาร์เจนตินาทำร้ายผู้ป่วย บังคับให้อยู่ในสภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัย หรือไม่ปลอดภัยและไม่ได้ให้การดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย🇹🇭นั้นกรมสุขภาพจิตได้รายงานจำนวนผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งสุขภาพจิตเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตรองจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ นับว่าสุขภาพจิตของคนไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ ตัวอย่างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2017 กล่าวว่ามีผู้เข้ารับการรักษาเพียง 48.5% ของผู้ป่วยซึมเศร้าทั้งหมด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตั้งเป้าว่าจะผลักดันการเข้าถึงบริการให้ได้ 70% ภายในปี พ.ศ.2564 แต่ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงดูเหมือนว่าผู้ให้บริการไม่สมดุลกับความต้องการของผู้ป่วย รวมถึงจำนวนเยาวชนต้องการปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นสัญญานว่าประเทศไทยต้องผลักดันบริการด้านสุขภาพจิตให้ถึงมือประชาชนมากยิ่งขึ้น

เมื่อผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้น #อูก้ามีทางออก มีคนไทยจำนวนมากที่ตระหนักถึงปัญหานี้ ในปัจจุบันนวัตกรรมการปรึกษาสุขภาพจิตแบบออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม อย่างแอปพลิเคชันอูก้าเองที่อยากช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาสะดวกทุกที่ทุกเวลาในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้อูก้ายังมีแพ็กเกจดี ๆสำหรับองค์กรและบริการปรึกษาฟรีค่าใช้จ่ายสำหรับนักศึกษาอีกด้วย

ทุกประเทศล้วนทีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อยู่ที่เราเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง ? ปัญหาท่ีเกิดขึ้นล้วนรอวันได้รับการแก้ไข ดังนั้นการรักษาสุขภาพจิตเช่นเดียวกับปัญหาอื่น ๆ แทนที่จะตีตราว่าเป็นความอับอายที่เกิดขึ้นกับ “คนอื่น” อย่าลืมว่าทุกคนสามารถได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสุขภาพจิตได้ โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลัง การเลี้ยงดู ระดับรายได้ เชื้อชาติ วัฒนธรรม การทำให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ที่ต้องการบริการสุขภาพจิตสบายใจที่จะเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจจึงสำคัญ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องต่อสู้หรือดิ้นรนเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม

จนกว่าความเจ็บป่วยทางจิตจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับภาวะสุขภาพทางกายอื่น ๆ เราสามารถเปิดใจเรียนรู้และสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพใจที่เหมาะสมไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะตึงเครียดจากการระบาดของ COVID-19 หรือสถานการณ์ใด ๆ หากมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาช่วยดูแลใจก็ไม่ต้องห่วง อูก้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมให้บริการเสมอ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rawblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.nami.org/mhstats

https://ps.psychiatryonline.org/doi/10.1176/appi.ps.201700412

https://www.bustle.com/p/what-does-mental-health-care-look-like-abroad-this-is-how-9-countries-treat-mental-illness-2885010

https://www.usnews.com/news/best-countries/articles/2016-09-14/the-10-most-depressed-countries

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

https://www.talkspace.com/blog/america-mental-health-care-systems/

Read More
ฝัน ทำนายฝัน ฝันร้าย สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

รู้สึกจริงหรือแค่ฝันไป…รู้ไหมความฝันบอกอะไรกับเรา ?

“เมื่อคืนฝันว่าได้เป็นแฟนกับซงจุงกิว่ะ”

“คืนก่อนเราฝันแปลกมาก ฝันว่าทะเลาะกับเพื่อน แล้วเพื่อนก็ลุกขึ้นเต้นเฉยเลย”

“เคยฝันเห็นใครไม่รู้พาไปเที่ยวสวนสนุก ในฝันมีความสุขมากเลย แต่ตื่นมาแอบหลอนแฮะ ไม่เคยเห็นหน้าคนนั้นมาก่อนเลย”

“ฝันว่าโดนหมากัด แบบนี้ตีเลขอะไรได้บ้าง จะเอาไปซื้อหวย”

รู้ไหมว่าเมื่อคนเราหลับใหล ร่างกายของเราสามารถสร้างสิ่งลึกลับสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือ “ความฝัน” ความฝันในที่นี้ไม่ใช่การที่เราจินตนาการหรือนึกอยากให้ส่ิงใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น แต่มันคือเรื่องราวที่เราเองก็เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นแบบไหน เพราะบางเรื่องที่ฝันก็ช่างหลุดโลกเกินจินตนาการของเราไปไกล แถมยังมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับฝัน ที่มักจะส่งผลต่อความรู้สึกของเรายามตื่นอีกด้วย

💭 ความฝันคืออะไรกันแน่ ?

ในทางวิทยาศาสตร์ “ความฝัน” คือภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เราหลับ โดยสมองจะฉายภาพสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่มีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริงขึ้นมา คนเราไม่สามารถคาดเดาฝันของตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น หรือการบังคับให้ตัวเองฝันหรือไม่ฝัน และแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะพยายามศึกษาเกี่ยวกับความฝันมากเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความฝันได้อย่างแน่ชัด แต่หลาย ๆ ทฤษฎีก็เชื่อว่าความฝันมาจากจิตใต้สำนึกลึก ๆ ของคนเรานี่แหละ ที่อาจมีความกังวลหรือมีอะไรอยู่ภายในใจ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของความฝันโดยไม่รู้ตัว

🤔 แล้วทำไมเราถึงฝัน ?

ในปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าทำไมคนเราถึงฝัน แต่ก็พอจะมีการคาดเดาและการศึกษาที่น่าสนใจถึงความเป็นไปได้ของสาเหตุในการฝัน เช่น

💭 เราฝันเพราะสมองกำลังจัดการความจำของตัวเอง

💭 เราฝันเพราะผลกระทบจากความคิด ความเครียด อารมณ์

💭 เราฝันเพราะสารเคมีและกระแสไฟฟ้าในสมองเปลี่ยนไป

💭 เราฝันเพราะเป็นสัญญาณการเจ็บป่วยของร่างกาย

เพราะความฝันอาจเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าที่คิด มีทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความฝันมากมาย

ในทางจิตวิทยาแล้วได้มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความฝันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผลงานของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิเคราะห์ นั่นก็คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์  (Sigmund Freud)  ซึ่งเขามองว่าความฝันนั้นคือการแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก และความปรารถนาบางอย่าง ซึ่งอาจจะถูกกดทับอยู่ในจิตใต้สำนึก (Unconscious) และเขาเชื่อว่าส่วนมากแล้วความฝันมักจะเกี่ยวข้องกับแรงขับ (Drive) หรือความปรารถนาทางเพศบางอย่างอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่น่าสนใจของเอียน วอลเลซ  (Ian Wallace)  นักจิตวิทยาผู้ศึกษาเกี่ยวกับจิตใต้สำนึก ที่มองว่าความฝันนั้นคือการบ่งบอกถึงความรู้สึกลึก ๆ ของมนุษย์ เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง โดยเขาใช้เวลามากกว่า 30 ปีในการศึกษาความฝันกว่า 150,000 ฝัน จนได้ข้อสังเกตว่าความฝันอาจจะมีรูปแบบที่คอยกำหนดลักษณะของความฝันนั้น ๆ อยู่ จึงทำให้เราสามารถจำแนกความฝันที่คล้ายกันออกเป็นสาเหตุต่าง ๆ ได้ เช่น

⚠️ ฝันว่าตกจากที่สูง อาจจะหมายถึงเรากำลังจดจ่อกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป

🧚‍♀️ ฝันว่าบินได้ แปลว่าเรากำลังปล่อยตัวให้เป็นอิสระจากบางอย่างที่ทำให้รู้สึกแย่

🦷 ฝันว่าฟันหลุด ความฝันนี้พบมากเป็นอันดับ 2 เลยทีเดียว โดยฝันนี้หมายถึงเรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้เราเสียความมั่นใจไป

🏃🏻 ฝันว่าโดนวิ่งไล่ แปลว่า เรากำลังมีเหตุการณ์บางอย่างที่เราต้องเผชิญหรือต่อสู้กับมัน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

โดยสรุปแล้วความฝันในมุมมองของนักจิตวิทยาจึงเปรียบเสมือนโลกที่เราสามารถปลดปล่อยความคิด ความต้องการ ความปรารถนาบางอย่างที่ถูกกดทับไว้ได้นั่นเอง

“อย่าปล่อยให้ฝันส่งผลกระทบกับเรา”

บางทีเราก็จดจำความฝันไม่ได้ รู้แต่ว่าเมื่อคืนฝันอะไรเยอะแยะไปหมด แต่หลายครั้งคนเราเอาปรากฎการณ์ความฝันที่เกิดขึ้นมาแปลความหมายตามความเชื่อที่แตกต่างกันไป และทำให้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจยามตื่น เช่น ไทยเราหากฝันเห็นงูเขาว่าจะเจอเนื้อคู่ ตื่นมาก็อาจจะอารมณ์ดี แต่ของฝรั่งบางที่เชื่อว่าเป็นการฝันที่บ่งบอกถึงศัตรู ตื่นมาก็อาจจะหัวเสียหน่อย ๆ ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราทำได้ คือการที่ไม่เอาตัวเองไปผูกติดกับความฝันมากเกินไปจนกระทบต่อจิตใจของเราเอง

อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความฝันที่ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตและจิตใจมากเกินไป เช่น ฝันร้ายบ่อยครั้ง ฝันติดต่อกันต่อเนื่องหลายคืน ฝันแล้วเหนื่อยมาก ฝันเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางอารมณ์หรือสุขภาพ ซึ่งเราสามารถปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ เพื่อที่จะได้วิเคราะห์และประเมินต่อไปได้ถึงสาเหตุของการฝันเหล่านั้น

คืนนี้อูก้าขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดี และอย่าลืมว่าหากไม่สบายใจ ปรึกษาอูก้าได้เสมอ ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราไม่ได้มาขายฝัน แต่จะมาช่วยคุณหาทางออกจากฝันร้ายด้วยกันแบบไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวอีกต่อไป 💙

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/dreamblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.pobpad.com/ฝัน-เรื่องลึกลับของสมอง

https://thestandard.co/podcast/ruok24/

https://themomentum.co/the-list-psychologist-reveals-the-9-most-common-dreams-and-meaning/

Read More
โควิด เครียด ฆ่าตัวตาย

เมื่อโควิดทำให้คนคิด..ฆ่าตัวตาย สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง!

สถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 นำมาซึ่งความรู้สึกวิตกกังวลและความรู้สึกสิ้นหวังของใครหลาย ๆ คน จนทำให้เราได้ยินข่าวเศร้าของคนที่ตัดสินใจ “ฆ่าตัวตาย” จากสถานการณ์อันน่าหดหู่ใจที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเหตุผลในการเลือกจากไปก็มีความเชื่อมโยงกับ “โควิด” ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง หวาดกลัวที่จะป่วยหรือจะกลายเป็นภาระของคนรอบข้าง ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโควิดไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงร่างกาย แต่ส่งผลกระทบต่อจิตใจในระดับที่ทำให้หลายชีวิตต้องจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

“ความเครียดพุ่งสูง ยอดฆ่าตัวตายเพิ่ม สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง”

ย้อนไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นข่าวของการฆ่าตัวตายที่มีเหตุผลเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิดอยู่หลายครั้ง ซึ่งสิ่งที่น่าเศร้าคือโควิดทำให้เกิดความเครียดที่พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง จนทำให้หลายคนเกิดความเครียดสะสม และเมื่อรู้สึกว่าไม่เห็นทางออกใด ๆ การฆ่าตัวตายจึงกลายมาเป็นทางออก

ซึ่งปัญหาอัตราการฆ่าตัวตายในช่วงสถานการณ์โควิดนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก และตัวเลขกำลังไต่ระดับขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ จุดเริ่มต้นของปัญหานี้หลัก ๆ มาจากความเครียดที่พัฒนาไปเป็นความกังวล ความสิ้นหวัง และความรู้สึกแตกสลายจากการที่โควิดพรากเอาทั้งหน้าที่การงาน ครอบครัว และชีวิตความเป็นอยู่ให้เปลี่ยนไปตลอดกาล นับว่าเป็นอีกวิกฤตหนึ่งที่เราควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังมีตัวเลขอัตราการฆ่าตัวตายในปีหลัง ๆ สูงขึ้นเช่นกัน

“ยิ่งโควิดระบาดยาวนาน คนที่ได้รับผลกระทบและเสี่ยงฆ่าตัวตายยิ่งขยาย”

โดยอธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ.พรรณพิมล วิปุลากร เคยให้ข้อมูลการติดตามอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยกับทางไทยรัฐออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ไว้ว่า คนไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายที่ค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้น โดยในปี 2563 มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงถึง 7.3 คนต่อแสนประชากร โดยกลุ่มเสี่ยงที่ฆ่าตัวตายมีปัจจัยมาจากกลุ่มผู้มีปัญหาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด กลุ่มผู้เจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีปัญหาสุขภาพจิต หรือมีภาวะซึมเศร้า และกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ

ซึ่งในช่วงปี 2563 กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเป็นกลุ่มที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้เราอาจจะเรียกได้ว่า “ยิ่งโควิดยาว ยิ่งทำให้กลุ่มขยาย” เพราะคนกลุ่มนี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หลายคนกลายเป็นคนว่างงาน หลายคนสถานะการเงินไม่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งโดนเหยียบซ้ำไปใหญ่ สุดท้ายก็กลายเป็นหนึ่งคนที่เลือกการฆ่าตัวตายเป็นคำตอบให้ตัวเอง

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคนรอบข้างอาจคิด ‘ฆ่าตัวตาย'”

ในสถานการณ์โควิดแบบนี้ การสังเกตสัญญาณอันตรายสู่การฆ่าตัวตายจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึงสัญญาณของการฆ่าตัวตายที่สามารถสังเกตได้ เช่น

🙅🏻‍♂️ เริ่มแยกตัวออกจากสังคม อยู่โดดเดี่ยว

🤐 ไม่พูดกับใคร ไม่ติดต่อกับใคร

😩 มีอาการนอนไม่หลับเป็นเวลานาน

😰 หน้าตาเศร้าหมอง อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา

🤯 มีความวิตกกังวลถึงสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่สามารถปล่อยวางได้

😭 ชอบพูดว่าอยากตายหรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือบางครั้งก็โพสต์ข้อความสั่งเสีย

😤 บางรายอาจจะมีอารมณ์ที่แปรปรวน เช่น จากที่เคยเศร้ามานาน ก็กลายเป็นสบายใจอย่างผิดหูผิดตา

“คนใกล้ชิดช่วยได้ เป็นที่พักใจให้เบื้องต้น”

สัญญาณการฆ่าตัวตายเหล่านี้ หากญาติพี่น้องหรือคนสนิทพบเจอจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้นหากเราพบสัญญาณการคิดฆ่าตัวตายจากคนใกล้ตัว เราอาจจะให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ดังนี้

  1. แสดงความเต็มใจช่วยเหลือ

สิ่งแรกที่เราสามารถทำได้คือการแสดงความเต็มใจช่วยเหลือ เพราะสิ่งหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้คนอยากฆ่าตัวตายตัดสินใจทำให้สำเร็จ ก็คือความรู้สึกเป็นภาระต่อคนรอบข้าง หลายคนที่ฆ่าตัวตายคิดว่าสิ่งนี้จะช่วยจบปัญหาให้กับเขาและคนรอบข้างได้ ย่ิงในสถานการณ์โควิดความรู้สึกสิ้นหวังก็ยิ่งสูงขึ้น ปัญหาอันเนื่องมาจากโควิดก็มากขึ้น ทำให้คนอยากฆ่าตัวตายอาจจะมีมากขึ้นตามไปด้วย

  1. ตั้งใจรับฟัง

ถ้าเราเจอกับสถานการณ์คนใกล้ตัวอยากฆ่าตัวตายแล้วไม่รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร ให้เราตั้งใจรับฟัง สนใจกับสิ่งที่เขาพูดอย่างจริงจังโดยไม่ตัดสินไปว่าปัญหานั้นเล็กหรือใหญ่ หลาย ๆ คนที่เผชิญกับสถานการณ์ที่คนใกล้ตัวคิดอยากฆ่าตัวตายอาจจะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่คุณทำได้ก็คือ “การฟัง” ให้อีกฝ่ายได้ระบายปัญหาโดยมีเรารับฟังอย่างจริงใจ

  1. ถามให้เล่า ชวนสะท้อนความคิด

ใช้วิธีการทวนคำพูดของพวกเขา เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจรับฟัง ตั้งใจรับรู้ความรู้สึกและพยายามที่จะเข้าใจเขา พยายามให้เขาพูดเล่าเรื่องราว ความรู้สึกคับข้องใจที่เกิดขึ้นว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาอยากฆ่าตัวตาย สิ่งใดที่ป้องกันไม่ให้เขาฆ่าตัวตาย

4. ภาษากายนั้นสำคัญ

แสดงความเห็นอกเห็นใจผ่านทั้งสีหน้าและภาษากายว่าเราตั้งใจฟังเขาจริง ๆ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน ไม่พูดปัดความรู้สึกของคนที่อยากฆ่าตัวตายว่าเป็นเรื่องที่เล็กน้อย

5. ระวังคำพูดท่ีใช้

เช่น “ดูสิว่าคนนั้นยังผ่านไปได้” ซึ่งจะกลายเป็นการตัดสินว่าคนที่อยากฆ่าตัวตายไม่เข้มแข็งพอ “อย่าไปคิดมากเลย” ซึ่งกลายเป็นว่าเขาผิดใช่ไหมที่คิดมากไปจนอยากฆ่าตัวตาย ให้โอกาสเขาได้ระบายความทุกข์ ที่ทำให้เขาได้ปลดปล่อยความคิดอยากฆ่าตัวตายออกมา และทำให้รู้สึกว่ายังมีคนรับฟังและเคียงข้างเขา

“ช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ต้องติดต่อแหล่งช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพื่อป้องกันและยับยั้งการฆ่าตัวตายสำเร็จ”

วิธีการ 5 ข้อที่เราแนะนำเป็นเป็นเพียงสิ่งที่เราสามารถทำเองได้เพื่อยับยั้งการฆ่าตัวตายเบื้องต้น แต่อีกสิ่งที่สำคัญคือการติดต่อหาแหล่งช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพราะความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นและจะหายไปเองได้ตลอด ซึ่งเราสามารถช่วยเหลือต่อไปได้ดังนี้

1. พาไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายทุกรายต้องได้รับการตรวจประเมินสภาพจิต เพราะอาจจะเกิดจากการป่วยเป็นโรคจิตเวชบางประการ เช่น โรคซึมเศร้า ไบโพล่าร์ ซึ่งต้องได้รับการบำบัดรักษาและดูแลอย่างต่อเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญ

2. กระตุ้นให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญอาจจะแนะนำให้คนใกล้ตัวชวนผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบางอย่างให้ดียิ่งขึ้น เช่น ชักชวนให้ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ได้ติดต่อสื่อสารกับผู้คน เน้นการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น

3. ติดตามการรักษา

หลังจากที่ได้พบแพทย์และได้รับยาหรือวิธีการบำบัดมา คนใกล้ชิดก็ควรจะช่วยตรวจสอบว่าเขาได้ทำตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบแจ้งแพทย์ทันที

“ไม่ได้มีความคิดอยากฆ่าตัวตายก็พบจิตแพทย์ได้”

รู้ไหมว่า คนทั่วไปก็สามารถเข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์ได้ด้วยเช่นกัน เพราะการเข้าพบจิตแพทย์ช่วยให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้นได้ ทำให้เรามีความเข้าใจใจตนเองมากขึ้น ผ่านการพูดคุยกับจิตแพทย์ที่จะทำหน้าที่สะท้อนความรู้สึกของเรา ทำให้เรามองเห็นตัวเอง ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น

ซึ่งการยอมรับตัวเอง นับว่าเป็นด่านแรกของการแก้ไขปัญหา และยังทำให้คนรอบข้างเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น การยอมรับตัวเองของคนที่คิดฆ่าตัวตายก็จะนำไปสู่การบำบัดและรักษาที่จะทำให้อาการบรรเทาลง ถึงแม้ว่าความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายอาจจะไม่ได้หายไปในทันทีทันใด แต่ก็อาจจะทำให้รู้สึกทุกข์ทรมานน้อยลง เพราะได้ผู้รับฟังที่เชี่ยวชาญในการดูแลใจคอยอยู่เคียงข้าง

ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ยากลำบากนี้ หากคุณ หรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นอีกคนที่รู้สึกทุกข์ใจจนเคยคิดอยากฆ่าตัวตาย อูก้าขอจับมือคุณไว้แน่น ๆ และขอโอบกอดให้กำลังใจ คุณสามารถติดต่อเรามาได้เสมอ อูก้าและทีมนักจิตวิทยาแลทีมจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมรับฟังคุณจากหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำให้ใจของคุณหนักแค่ไหน ให้เราได้ช่วยคุณบรรเทาความรู้สึกตรงนี้ลงนะคะ คุณมีเราเคียงข้างเสมอ


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/sccovid19blog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์ #COVID19

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.moph.go.th/index.php/news/read/222

https://www.cigna.co.th/health-wellness/tip/jigsawforgoodlife-ep4

https://www.hfocus.org/content/2019/09/17809

https://www.thairath.co.th/news/society/2025792

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1134

https://www.facebook.com/740509479323038/posts/3345507885489838/

Read More
  • 1
  • 2