จะไปสุดที่ตรงไหน? 3 เหตุผล ทำไมทาง ‘เฟื่อน’ ไม่ยอมสิ้นสุดสักที

“ดันไปชอบเขา” “แต่เขาก็ดันให้เราเป็นเพื่อน” “แล้วเราก็ยอม!” สี่หนุ่มชนแก้วเบียร์กลางงานแต่งงานเป็นฉากในหนัง “Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน” ที่หลายคนประทับใจ

ถ้าหากเพื่อน ๆ เป็นคนหนึ่งที่อยากไปร่วมวงชนแก้วเพราะไม่อยากเป็นแค่เพื่อน แสดงว่าสถานการณ์ตอนนี้ก็คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นเดียวกัน แตกต่างที่ในชีวิตจริงเราไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันจะไปสิ้นสุดตรงไหนหรือเมื่อไหร่ หรือจะแย่ยิ่งไปกว่านั้น หากการกระทำของเธอคนนั้นดันสวนทางกับคำว่าเพื่อนจนตอนนี้ทุกอย่างดูสับสน เมื่อคำว่า ‘เพื่อน’ ถูกเลื่อนระดับเป็น ‘เฟื่อน’ จะกลับตัวก็ไม่ได้เดินต่อไปก็ไม่ถึง แค่ได้ยินก็กระอักกระอ่วนแล้วใช่ไหม หลังดูภาพยนตร์จบแล้ว สงสัยกันไหมว่าทำไมคนบางคนถึงใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อหนีจากมัน

วันนี้อูก้ามีคำอธิบายเชิงจิตวิทยาถึง 3 เหตุผลสั้น ๆ ว่าทำไมการออกจากสถานะ ‘เฟื่อน’ ถึงได้ยากเย็นเหลือเกิน

คำว่าเฟรนด์โซน (Friend zone) โดยทั่วไปจะหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ต้องการความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับคนที่มองอีกฝ่าย “แค่เพื่อน” ตัวอย่างเช่น ตอนที่คุยกับเธอคนนั้นเป็นปี แต่จุดจบกลับได้เพื่อน ได้พี่น้องเพิ่มมาซะงั้น หรือแอดวานซ์กว่านั้น หากอีกฝ่ายรับรู้ถึงความต้องการของเรา แต่ดันตีมึน ไม่ยอมทั้งตกลงหรือปฏิเสธ กลับทำตัวครึ่ง ๆ กลาง ๆ เล่นกับหัวใจ เป็นที่มาของคำว่า ‘เฟื่อน’ ในบทความนี้นั่นเอง

#เหตุผลแรก 1️⃣ เกี่ยวข้องกับทฤษฎีความขัดแย้งทางความคิด หรือ Cognitive dissonance ซึ่งอธิบายถึงเหตุการณ์ที่บุคคลหนึ่งพยายามลดข้อขัดแย้งภายในจิตใจจากสถานการณ์ที่ขัดต่อ

ความเชื่อของตัวเอง เช่นเดียวกับตอนที่เรากำลังอยู่ในสถานะเฟื่อน เรามักหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่บางครั้งอีกฝ่ายอาจไม่ได้คิดอะไรเลย แต่การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอคนนั้นก็ทำให้เราเพ้อฝันไปไกลได้ และถ้าเรายังหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่แบบนั้น ก็ไม่มีวันที่เราจะเดินออกมาได้เลยแม้เขาจะชัดเจนมากกับสถานะ “แค่เพื่อน” แล้วก็ตาม

#เหตุผลข้อที่สอง 2️⃣ สาเหตุที่ไม่สามารถออกจากสถานะเฟื่อนได้สักทีอาจไม่ใช่เพราะเธอคนนั้น แต่เป็นเพราะเพื่อน ๆ กำลังเสพติด ‘โดปามีน’ สารแห่งความสุขที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อเรากำลังไขว่คว้าอะไรบางอย่าง โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่าเราไม่จำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายก็ทำให้โดปามีนหลั่งออกมาได้แล้ว และจะยิ่งหลั่งมากขึ้นหากเราไม่รู้ผลลัพธ์ของจุดหมายปลายทาง เรียกได้ว่าเพื่อน ๆ อาจกำลังเสพติดความสุขที่เกิดจากการพยายามชนะใจเธอคนนั้น เพราะเมื่อไหร่ที่โดปามีนเหล่านี้หมดลงจะส่งผลด้านลบต่ออารมณ์ได้

#เหตุผลข้อสุดท้าย 3️⃣ แท้จริงแล้ว เพื่อน ๆ อาจกำลัง ‘คลั่งรัก’ หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Limerence ซึ่งเป็นภาวะผิดปกติทางจิต (Mental disorder) ชนิดหนึ่งอันเกิดจากสารสื่อประสาทที่มีมากกว่าคนทั่วไป ภาวะคลั่งรักนี้จะทำให้เรา หลงใหลใครอีกคนมากเป็นพิเศษจนส่งผลถึงการดำเนินชีวิต และการคิดจะหยุดรักเธอคนนั้นอาจทำให้เราเจ็บปวดมากจนรับไม่ไหว

นี่เป็นเพียงแค่เหตุผลทางจิตวิทยาเล็กน้อยเท่านั้น สถานการณ์ในชีวิตจริงอาจยังมีความซับซ้อนแตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าเหตุผลของแต่ละคนจะเป็นอะไร และไม่ว่าเพื่อน ๆ จะเลือกเดินออกมาจากเฟรนด์โซนหรือไม่ การรู้เท่าทันความรู้สึกของตัวเองจะช่วยให้เพื่อน ๆ สามารถตัดสินใจขั้นต่อไปได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การอยู่ในเฟรนด์โซนอาจเป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากและเจ็บปวดซึ่งอาจนำไปสู่ความรู้สึกถูกปฏิเสธ ขาดคุณสมบัติ และเจ็บปวด ในบางกรณีอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์นี้ ต้องการดูแลสุขภาพจิต หรือต้องการระบาย น้องอูก้าพร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อน ๆ เสมอนะคะ

ooca platform ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ ที่ช่วยให้เพื่อน ๆ สามารถพูดคุยปัญหาคาใจกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ผ่าน video call โดยเข้าใช้งานได้อย่างเป็นส่วนตัวและปลอดภัย ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

อ้างอิง :The Psychological Reasons Why It’s Hard To Escape The Friend-Zone

Read More

Positive วันละนิด จิตแจ่มใส… จิตวิทยากฎแรงดึงดูด ยิ่งคิดบวกชีวิตยิ่งดี

กฎแรงดึงดูด (Law of Attraction)  ไม่ใช่เรื่องใหม่ แถมยังแนวคิดที่ได้รับการกล่าวถึงในระดับสากล โดยหลักการของกฎคือ ถ้าหากเราเชื่อในสิ่งที่ดี คิดในสิ่งที่ดี เรื่องดี ๆ จะดึงดูดเข้ามาในชีวิตเรา และในทางตรงกันข้ามหากความคิดของเราเป็นเชิงลบจะได้ผลลัพธ์ในเชิงลบตามมา

พอลองทำความเข้าใจกฎไปแล้วเรากลับรู้สึกว่า เอ้ะ… มันพอจะมีอะไรมาอธิบายหลักการและเหตุผลของมันได้หรือเปล่า ซึ่งพอเรานำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับคุณฉันท์ธนิตถ์ สิมะวรางกูร นักจิตวิทยาการปรึกษาจากแอปพลิเคชันอูก้า ได้ให้คำตอบกับเราไว้ว่า

“ถ้าเราไปอ่านในเอกสารพวก Neuroscience (ประสาทวิทยาศาสตร์) มันจะชัดเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง โดยนักวิทยาศาสตร์ทางด้านสมองจะพูดว่า คลื่นสมองของมนุษย์มีลักษณะเป็นคลื่นไฟฟ้า มีสนามแม่เหล็ก ซึ่งมันเป็นพลังงานทั้งหมด แต่ว่าตาของมนุษย์มองไม่เห็น”

“กฎแรงดึงดูด มันมีอยู่จริงในระบบของพลังงาน ทำไมคนเราถึงพูดว่าคิดแบบนี้สิแล้วมันจะเรียกสิ่งนี้มา จริง ๆ แล้วมันคือการทำงานของคลื่นสมองของเรา ถ้าเกิดเราไปศึกษาในเอกสารเกี่ยวกับคลื่นพลังงานของมนุษย์ในระดับอารมณ์ เราจะเห็นเลยว่ามนุษย์มีความถี่ของคลื่นอารมณ์แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ถึงเป็นคำตอบว่าทำไมกฎแรงดึงดูดถึงมีอยู่จริง…”

จากข้อมูลทำให้เห็นว่ากฎแรงดึงดูด ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง และคำว่าความสุขสร้างได้ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลในงานวิจัยเรื่อง Optimism and its impact on mental and physical well-being พบว่า คนที่มองโลกในแง่ดี จะเป็นคนที่มีสุขภาพดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ทั้งยังมีโอกาสในการประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้มีความคิดที่มุ่งหาความสำเร็จมากกว่าจะหันมองหาความล้มเหลวในชีวิต

เพราะฉะนั้นหากเรากำลังตามหาสิ่งดี ๆ ตามหลักของกฎแรงดึงดูด เราอาจเริ่มจากความคิด โดยมองหาจุดโฟกัสของชีวิต ตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ โดยมีความเชื่อว่าเราจะพิชิตมันได้ การหาโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตพร้อมพลังงานบวกที่บอกกับตัวเองว่าเราสามารถทำมันได้ จะทำให้เราพาตัวเองไปเจอกับสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น มากกว่าปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย นอกจากนี้คุณฉันท์ธนิตถ์ ยังบอกกับเราอีกว่า

“ให้ทำความเข้าใจระบบการทำงานของสมองมนุษย์ว่า สมองของเราจะเก็บข้อมูลไปประมวลกับชุดประสบการณ์ และชุดการเรียนรู้ ที่เรามีอยู่ในตัวเองตั้งแต่เด็กจนโต ถ้าหากเราเก็บข้อมูลในเชิงบวกมันจะเข้าไปช่วยสร้างความคิดในเชิงบวกให้เรานำมารับมือต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดกับเราได้”

สิ่งเหล่านี้บอกกับเราชัดเจนว่า ตัวเราเองคือแกนกลางของการสร้างพลังงาน ดังนั้นเมื่อเข้าใจแล้วสิ่งที่เราทำได้คือเราควรเลือกรับสิ่งที่ดีเพื่อตัวเราเอง ซึ่งส่วนนั้นช่างตรงกับหลักของกฎแรงดึงดูดไม่ผิดเพี้ยน…. แต่ ชีวิตของเรามีบางครั้งที่อาจต้องเผชิญกับวิกฤตทำนำพาพลังงานในด้านลบเข้า ถึงเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้แต่เราสามารถจัดการได้ไม่ยากโดยทำตามคำแนะนำ 5 ข้อ ดังนี้

1)  ปั่นพลังงานตนเองให้เป็นพลังงานเชิงบวก ให้มีทัศนคติในเชิงบวกให้ได้ แต่หากเรารู้ตัวเองว่าไม่ไหวไม่จำเป็นต้องพยายามเพียงแค่พาตัวเองมาอยู่ในจุดความรู้สึกที่เป็นกลางได้ ถือว่าเพียงพอ

2)  มองโลกอย่างตรงไปตรงมา แม้จะเป็นเรื่องในเชิงลบให้เผชิญหน้าแล้วใช้ความเมตตาและความรักในการทำความเข้าใจ

3)  คุยกับใจตัวเอง… ในเวลากำลังรู้สึกไม่มีความสุข กำลังไม่พึงพอใจในเรื่องไหน เมื่อรับรู้แล้วให้ให้อภัยกับตัวเอง

4) พาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดี การเลือกสังคม หรือชุมชนที่ดีเพื่อตัวเราเอง หากไม่สามารถดึงพลังงานในเชิงบวกจากตัวเองได้ การมีเพื่อนที่ดี อยู่ในสังคมที่ดีจะช่วยเติมพลังงานบวกให้เราได้

5)  หาต้นแบบหรือไอดอลในการใช้ชีวิต สิ่งนี้จะช่วยให้เราพาตัวเองมองหาโอกาสและพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ

ชีวิตของเราจะดีหรือร้ายเรามีคำตอบให้ตัวเองได้นั้นคือเรื่องจริง ด้วยกระบวนการของสมองที่จะช่วยสร้างพลังที่ดีนั่นเอง ดังนั้นสำหรับใครกำลังมีคำถามว่าเมื่อไหร่เราจะพบกับสิ่งดี ๆ ล่ะก็ อาจจะลองนำคำแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูได้ และเมื่อเรามีความเชื่ออย่างมั่นคงว่า สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นกับตัวเราแล้วในอนาคตต่อไป “กฎแรงดึงดูด” จะพาความสุขมาให้เราได้แบบไม่ต้องถามหาความสุขจากใครแน่นอน

อูก้าเป็นกำลังใจเพื่อนๆเสมอนะ!

– แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

อ้างอิง

https://www.verywellmind.com/understanding-and-using-the-law-of-attraction-3144808#citation-2

https://clinical-practice-and-epidemiology-in-mental-health.com/VOLUME/6/PAGE/25/FULLTEXT/

https://www.forbes.com/sites/forbescoachescouncil/2020/10/13/the-mystery-and-science-behind-the-law-of-attraction/?sh=321b19171a55

Read More