วิธี ปลอบ ใจ คนเป็นโรค ซึม เศร้า

10 สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยฮีลใจคนอื่นได้

10 สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยฮีลใจคนอื่นได้

คนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่าการเยียวยา (heal) จิตใจหรือการทำให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้นเป็นเรื่องยาก บางทีก็ไม่รู้จะพูดอะไร รู้สึกว่าตัวเองปลอบใจคนอื่นไม่เก่ง อูก้าขอแนะนำ ’10 สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยฮีลใจคนอื่นได้’ เพื่อให้เพื่อนๆนำไปใช้ รับรองว่าสกิลการฮีลคนอื่นของเราจะอัพโดยไม่รู้ตัว

1. ฟังให้ถึงใจ

การรับฟังไม่ใช่แค่ได้ยินผ่านหูแล้วตัดสินจากสิ่งที่เรารู้สึก แต่เป็นการมองเข้าไปในใจว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอะไรอยู่ แล้วทำความเข้าใจมุมมองของเขา เหมือนประโยคที่บอกว่า “put yourself in others’ shoes” แค่คนหนึ่งคนที่รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไขก็สามารถฮีลใจได้แล้ว

2. ส่งต่อ positive energy

Nicole Burgess นักจิตวิทยาและไลฟ์โค้ช กล่าวว่า “ความสุขเป็น ‘โรคติดต่อ’ ดังนั้นแสงสว่างภายใน ตัวคุณจะเปล่งประกายสู่ภายนอก คนอื่นจะรู้สึกและสัมผัสได้” ใครๆ ก็ชอบอยู่ใกล้คนที่มองโลกในแง่ดี คิดและพูดแต่สิ่งดีๆ รอยยิ้มที่ส่งให้กันช่วยเติมเต็มวันดีๆ ได้

3. แชร์เพลง ภาพยนตร์ หนังสือ

สิ่งเหล่านี้มักจะมี message บางอย่างที่อยากจะถ่ายทอดและช่วยปลดปล่อยอารมณ์เราให้ไหลไปกับเรื่องราว การฮัมเพลงโปรด การดูหนังแล้วหัวเราะให้สุดเสียงหรือร้องไห้ดังๆ รวมถึงการอยู่เงียบๆ แล้วดำดิ่งไปกับหนังสือดีๆ สักเล่ม อาจเป็นสิ่งที่พาตัวคุณออกจากโลกแห่งชีวิตจริงสักครู่หนึ่ง ทำให้คุณรู้สึกเบาลงกับสถานการณ์ปัจจุบัน

4. Colour Healing

รู้ไหมว่าสีมีผลต่ออารมณ์และสุขภาพของเราและที่สำคัญสีช่วยฮีลใจเราได้ โดยเฉพาะสีฟ้าและสีเขียวจะช่วยให้เรารู้สึกสงบและเย็นลง จะเห็นว่าสีของธรรมชาติคือความสบายตาสบายใจ พากันออกทริปไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ใจได้รีเฟรชบ้าง รับวิตามินดีจากแสงแดดที่จะช่วยเติมเต็มพลัง ซึ่งสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาอาจฮีลใจได้ดีกว่าคำพูดของเราเสียอีก

5. ตะลุยร้านอร่อย

สำหรับคนที่กำลังเศร้า ความอยากอาหารอาจจะลดลง การทานอาหารถูกปากช่วยเพิ่มสารแห่งความสุขได้ ลองชวนเขาไปร้านใหม่ๆ บรรยากาศดีๆ ปัจจุบันมีคาเฟ่น่ารักๆ มากมาย แถมรีวิวร้านอาหารให้ตามอีกเพียบ การฮีลใจด้วยอาหารไม่เพียงอิ่มท้องแต่เราจะอิ่มใจด้วย แต่ถ้าใช้วิธีนี้บ่อยๆ ระวังน้ำหนักขึ้นด้วยนะ

6. สร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ

ความตื่นเต้นช่วยให้ใจที่เหี่ยวเฉาจะพองโตขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะหรือจัด event ใหญ่โต แต่ทำสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ได้คาดคิดมาก่อน เช่น นัดปาร์ตี้เพื่อนสมัยเรียน ให้เสื้อผ้าชุดใหม่ หรือพาเที่ยว one-day trip เป็นต้น การสร้างบรรยากาศช่วยดึงความสนใจและพาตัวเองออกจาก routine เดิมๆ

7. ชื่นชมข้อดี

ผู้ใหญ่มักจะชมเวลาที่เด็กๆทำตัวน่ารัก แต่ทำไมเราถึงอายที่จะชมคนอื่นเมื่อโตขึ้น ใครบอกว่าผู้ใหญ่ไม่ต้องการคำชมหรือกำลังใจดีๆ ถ้าเรามองเห็นข้อดีที่ตัวเขาเองมองไม่เห็นก็ช่วยย้ำเตือนสักหน่อย เพราะคำชมเป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงให้ใจเราในยามที่เหนื่อยล้าให้ต่อสู้กับวันต่อไป

8. Skinship สักหน่อย

การสัมผัสเป็นสิ่งที่ทำให้อบอุ่นใจและช่วยโอบกอดความรู้สึก การตบบ่า จับมือ หรือกอด ไม่ใช่เพียงการสัมผัสทางร่างกายแต่ยังรู้สึกได้ถึงความรักความใส่ใจ ซึ่งเรามักรู้สึกเป็นที่รักเมื่อถูกสัมผัสด้วยความอ่อนโยน การแสดงความรักอาจจะเขินๆ ในตอนแรกแต่ผลลัพธ์นั้นคุ้มค่าแน่นอน

9. นั่งอยู่ข้างๆ เสมอ

อาจจะฟังดูแปลกที่การนั่งเฉยๆ จะช่วยทำให้คนอื่นรู้สึกดียังไง แถมยังเป็นวิธีที่ได้ผลมากๆ อีกด้วย ในเวลาที่เรามีแต่ความคิดแย่ๆ เต็มหัวไปหมด เราไม่ได้ต้องการคำสั่งสอนหรือเสียงบ่นจากคนอื่น เพียงแต่อยากให้มีใครสักคนที่นั่งอยู่ข้างๆ คอยนั่งมองเราทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลโดยไม่ตัดสิน ถ้าเราเป็นคนนั้นให้เขาได้ก็จะดีมากเลยแหละ

10. take your time

คนส่วนใหญ่ที่รู้สึกอึดอัดข้างในเป็นเพราะเขาไม่มีพื้นที่ในการเยียวยาตัวเอง ไม่มีเวลาได้ทบทวนหรือปลดปล่อยอารมณ์ลบๆ ออกมา ขอเพียงพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้เป็นตัวเอง หายใจเต็มปอด การถอยออกมายืนมองอยู่ห่างๆ และแสดงน้ำใจยามเขาร้องขอ เป็นอีกวิธีที่ฮีลคนอื่นได้อย่างที่คนมักจะบอกว่า “เวลาจะเยียวยาทุกอย่างเอง”

ลองมองไปรอบๆตัวแล้วช่วยฮีลคนรอบข้างด้วยสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้กันนะคะ อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกปัญหาและยินดีจะรับฟัง สามารถติดตามเข้ามาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะคะ

อ้างอิงจาก

https://www.bustle.com/p/13-tried-true-ways-to-give-off-more-positive-energy-that-people-can-actually-sense-74267

https://www.mydomaine.com/heartbroken-friend

https://www.charmsoflight.com/colour-healing

Read More
polyamory คืออะไร

OOCAknowledge: เมื่อรักเดียวเติมช่องว่างในใจไม่พอ มารู้จักความสัมพันธ์แบบ Polyamory กันเถอะ

เชื่อว่าใครๆ ก็อยากพบรักแท้และรักเดียวไปตลอดชีวิต ถ้าจะแต่งงานหรือเลือกคู่ชีวิตก็อยากจะมีทีละคน “รักเดียวใจเดียว” เรียกว่า “Monogamy” ในทางตรงกันข้ามความสัมพันธ์ที่มีมากกว่าสองคนคือ Bigamy หรือ Polygamy แยกเป็นแบบที่มีภรรยาหลายคน (Polygamy) และการที่ผู้หญิงมีสามีหลายคน (Polyandry) ที่เป็นเรื่องปกติสำหรับบางศาสนาหรือบางวัฒนธรรม

.

แต่ในวันนี้เราอยากจะพูดถึงความสัมพันธ์ที่เรียกว่า Polyamory หรือ “ความสัมพันธ์แบบมีคนรักหลายคนพร้อมๆ กัน” อาจจะมากกว่าสอง สาม สี่ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคู่รัก ซึ่งหากถามว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะตกหลุมรักใครหลายคนพร้อมกัน? ก็ต้องบอกว่าเป็นไปได้ แม้จะฟังดูใจร้ายแต่มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้จริงๆ

.

หากจะบอกว่า Polyamory คือความสัมพันธ์แบบนำสมัยก็คงไม่ผิด เพราะในอดีตกาลมนุษย์หลายกลุ่มนิยมการมีภรรยาหรือสามีหลายคนเพื่อเป็นการแสดงอำนาจบารมีหรือเพื่อเป็นการขยายเผ่าพันธุ์ เมื่อถึงจุดที่มนุษย์อยากเปลี่ยนแปลงความล้าหลังไปสู่การมีอารยธรรม เราก็เข้าสู่ค่านิยม “ผัวเดียวเมียเดียว” แสดงถึงภาพสังคมที่เจริญแล้ว แต่มนุษย์เราก็เกิดคำถามอีกว่าการมีรักเดียวเนี่ย เติมเต็มช่องว่างในใจเราได้หรือเปล่า?

.

จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์แบบมีคนรักหลายคน ทำทุกอย่างเหมือนคู่รักทั่วไป รู้สึกรักกันจริงๆ ทั้งนี้การจะพาใครเข้ามาเป็นคนที่สามในความสัมพันธ์ต้องได้รับความยินยอมจากคนรักก่อน จึงดูเหมือนว่า Polyamory นั้นต่างจากการ “นอกใจ” เหมือนจะดีที่มีคนมาช่วยสร้างความแปลกใหม่ ความตื่นเต้น ความโรแมนติก โดยเฉพาะในคู่ที่คบกันมานานจนความสัมพันธ์เริ่มจะนิ่ง

.

แต่จุดอ่อนของ Polyamory นั่นก็คือ “ใจ” อีกนั่นแหละ การจะหาจุดตรงกลางของระหว่างคนรักนั้นเป็นไปได้ยาก ขนาดสองคนยังมีการทะเลาะกันเพื่อหาความจุดที่พอดีของทั้งคู่ แล้วถ้ามีสามคนจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการเปรียบเทียบปริมาณความรักที่ได้รับหรือที่ให้ไป ความหึงหวง ความอิจฉา ความเสียใจเลยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา

.

แล้วระหว่าง Polyamory หรือ Monogamy อะไรดีกว่ากัน ?

จะบอกว่าเราคงตัดสินแทนใครไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณพึงพอใจแบบไหนมากกว่า ไม่ว่าจะความสัมพันธ์กี่คนก็ต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคทั้งนั้น Polyamory ก็เหมือนจะมาปิดจุดอ่อนบางอย่างของ Monogamy ได้ ทำให้เราไม่ได้รู้สึกถูกทรยศหากคนรักไปมีใครหรือพาใครเข้ามา เพราะเราได้สร้างกฎขึ้นมาแล้ว ซึ่งไม่เหมือนกับ Open Relationship ที่เราเปิดโอกาสให้คนรักไปมีความสัมพันธ์กับใครก็ได้แบบไม่มีความรักหรือการผูกมัดอยู่ในนั้น

.

เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินถูกผิดในเรื่องของความรู้สึก ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักตัวเองแค่ไหน แล้วความสัมพันธ์แบบไหนที่มันเหมาะกับเรา เติมเต็มใจเราได้ดีกว่า ถ้าการรักเดียวใจเดียวเป็นสิ่งที่คุณตามหา ก็ไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ของคุณไปเป็นอย่างอื่น

อูก้าขอให้ทุกคนได้เจอกับความรักที่ดี สังเกตง่ายๆ คือเราจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าในความสัมพันธ์ที่ใช่ หากมีความกังวลใจก็เข้ามาพูดคุยกับเราได้นะ เรื่องของใจให้อูก้ารับฟัง

อ้างอิงจาก

https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2018/sep/25/truth-about-polyamory-monogamy-open-relationships

https://themomentum.co/monogamy-vs-polygamy/

https://www.womenshealthmag.com/relationships/a22531210/polyamorous-relationship/

https://adaybulletin.com/know-yuupen-polygamy/48548

Read More
ความรุนแรงในสื่อและละคร

#ข่มขืนผ่านจอพอกันที เพราะความรุนแรงในคู่รัก ไม่โรแมนติกในชีวิตจริง

จาก #ข่มขืนผ่านจอพอกันที ที่บอกให้รู้ว่าสื่อจำนวนมากได้บิดเบือนความรุนแรงทางกาย (Physical Abuse) หรือทางวาจา (Verbal Abuse) ให้กลายเป็นภาพ “ความโรแมนติก” (Romanticize) ที่คุ้นเคยและเห็นในละครไทยมาตั้งแต่จำความได้ อย่างฉากลักพาตัวและข่มขืน ต่อมาก็เพิ่มการถ่ายคลิปหรือข่มขู่เพื่อแบล็กเมลด้วยตามยุคสมัย ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่าจริง ๆ แล้วการกระทำที่เราเห็นหรือกำลังเสพอยู่นั้น เป็นความรักหรืออาชญากรรมกันแน่

.

เราได้ฟังจิตแพทย์ชื่อดังชาวเกาหลียังแจจินและยังแจอุงในรายการหนึ่งพูดถึง “ความรุนแรงในคู่รักที่อาจนำไปสู่การฆาตรกรรม” ว่ากลายเป็นปัญหาสังคมร้ายแรง เพราะในหลาย ๆ ประเทศก็เผชิญกับปัญหาอาชญากรรมทางเพศ แต่ทุกครั้งมักจะเกิดการถกเถียงในโลกโซเชียลถึงความยุติธรรม การตัดสินถูกผิด มีทั้งเสียงเรียกร้องและด่าทอ เช่น การข่มขืน การคุกคาม การแตะเนื้อต้องตัว แต่เมื่อเป็นพระเอกละครทำพฤติกรรมพวกนั้น เรากลับบอกว่านั่นคือ “ความโรแมนติก” แม้แต่เวลานั่งดูเราก็เขินและอินไปกับตัวละคร จนแอบฝันว่าถ้าคนที่เราชอบทำแบบนั้นเราจะรู้สึกยังไงนะ ? หรือความรู้สึกพวกนี้เป็นเพราะเรากำลังถูกบังตาด้วยภาพฝันอยู่

.

“ความรักทางกายภาพเชิงบังคับ” นับเป็นความรุนแรงทั่วไป มันอันตรายเพราะละคร สื่อ ได้บิดเบือนให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นความโรแมนติก เป็นการกระทำของคนรักกัน เช่น การผลักเข้ากำแพง การจับข้อมือ การแตะเนื้อต้องตัว การจูบแบบกะทันหัน แต่สุดท้ายเรื่องราวก็ลงเอยด้วยความรักที่ลึกซึ้ง ภาพแต่งงาน และการตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ในชีวิตจริงความรุนแรงระหว่างคู่รักหากเกิดขึ้นแนวโน้มก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นและจุดจบคงไม่ได้สวยงามแบบนั้น

.

คนที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรง

คนที่มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ชั่ววูบ มีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นเวลาเมาหรือขาดสติ เช่น คนที่ชกกำแพงเวลาโกรธ ชอบทำลายของ จอดรถแล้วไล่คนรักลงกลางถนน ฯลฯ

คนที่เป็นโรคหวาดระแวง ชอบสงสัยคนอื่น ซึ่งมักจะตีความการกระทำของตัวเอง
ในทางที่ดี อย่าง “ฉันคิดว่ามันคือความรัก” แต่ที่จริงแล้วมันคือความไม่ไว้ใจ หมกหมุ่นและขี้ระแวง ยกตัวอย่างเช่น ชอบโทรหาวันละหลาย ๆ รอบ ชอบถามซ้ำ ๆ ว่า “ทำอะไร อยู่ที่ไหน กับใคร”

.

สัญญานเตือนหรือสิ่งที่มองไม่เห็น คนที่ใช้ความรุนแรงกับคนรัก มักพยายามแยกคนรักออกจากสังคม อย่างการห้ามไม่ให้คนรักไปเที่ยวกับเพื่อน ค่อย ๆ แทรกแซงกิจวัตร “ห้ามไป ห้ามคบ ห้ามติดต่อ” พยายามขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างคนรักกับสังคมภายนอก จนกลายเป็นโลกทั้งใบมีกันอยู่สองคน กว่าจะรู้ว่าตกอยู่ในความรุนแรง หันไปก็ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายที่เราไม่มีใครให้พึ่งพาเลย ราวกับถูกจับขังไว้

.

วิธีแก้เรียกว่า “การเลิกราอย่างปลอดภัย” คือควรตัดขาดทุกช่องทาง เพื่อออกจากความรุนแรงก้าวร้าว หากคนรักมีอารมณ์รุนแรงมาก เราอาจไม่สามารถตัดสัมพันธ์ทันทีได้ แต่ต้องค่อย ๆ เตรียมตัวหาช่องทางที่จะ “หนี” ออกมาจากวงจรนั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าตอนเลิกกันให้เปลี่ยนเบอร์ และถ้าทำได้ให้เปลี่ยนที่อยู่ด้วย เพราะคนที่ใช้ความรุนแรงมักจะหมกมุ่นและหวงแหนคนรัก ความรู้สึกเป็นเจ้าของอาจทำให้เขายึดเหนี่ยวเราไว้ โดยที่กระทำรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เราต้องกล้าที่จะปกป้องตัวเองและตัดบ่วงที่เลวร้ายพวกนี้

.

ที่สำคัญเราอย่าหลอกตัวเองว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงเพราะ “ความรัก” และทุ่มเทของเรา จนปล่อยให้กายและใจถูกทำร้าย ในทางจิตวิทยาพูดกันเสมอว่า คนเราเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีแรงกระตุ้นและทุ่มเทเป็นเวลานานด้วยความมุ่งมั่น “เราเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ ถ้าเขาไม่อยากเปลี่ยน” ดังนั้นเราต้องเปลี่ยน “ความคิด” หรือ “มุมมอง” ของตัวเอง การพยายามเปลี่ยนอีกฝ่าย สุดท้ายก็เหมือนเราทุกข์ใจอยู่คนเดียวกับปัญหาที่แก้ไม่ได้

.

ถ้าความสัมพันธ์ทำร้ายคุณจนหาทางออกไม่ได้ ไม่ว่าจะทางกายหรือใจ อย่าปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์กับปัญหา ลองปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า แล้วหันกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง เพราะเราเชื่อว่าทุกคนสมควรได้พบความรักที่ดี

ขอบคุณข้อมูลจาก

รายการ Problem Child in House EP.114

Read More
ทำไมถึงถูกทิ้ง จิตวิทยา

OOCAstory: ในความสัมพันธ์ฉันมักถูกทิ้ง ไว้ข้างหลังเสมอ

เคยไหม? รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน

“เป็นฉันอีกแล้วที่ไม่มีใครเลือก”

“ฉันอยู่คนเดียวได้ ไม่มีใคร ฉันก็อยู่ได้”

เราเฝ้าบอกตัวเองซ้ำๆ เวลาที่เห็นคนอื่นเดินจากไป พวกเขามีความสุข ยิ้มแย้ม แม้จะไม่มีเราอยู่ตรงนั้น เป็นอีกครั้งที่เราถูกทิ้งไว้ข้างหลังคนอื่นและยังคงเป็นเราเสมอที่ถูกมองข้ามไป

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพื่อน ฉันมักถูกเลือกเข้ากลุ่มเป็นคนสุดท้าย

ในครอบครัว บางครั้งฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองถูกลืมหรือเปล่า

หรือเรื่องความสัมพันธ์ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีค่าที่ได้อยู่ในความสัมพันธ์นั้น

ภาพที่เราคุ้นตาคือตัวเองที่จมอยู่ที่เดิม ในขณะที่คนอื่นได้รับความสำคัญ แต่ที่ตรงนั้นกลับไม่มีเหลือไว้ให้เราเลยแม้แต่น้อย

บอกตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยแล้วว่าจะไม่เก็บมาใส่ใจ ไม่เอามาคิดมาก แต่ก็ไม่เคยทำใจให้ชินได้เลย “เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า” ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดกับเราเสมอ อาจจะจริงนะ ที่เราทั้งเรียนไม่เก่ง หน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่น จนกลายเป็นว่าเราไม่ชอบตัวเองเลยที่เป็นแบบนี้

เรามีแต่ความสงสัยในตัวเอง แรกๆ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงทิ้งเราไว้ข้างหลัง จะมีใครสักคนไหมที่อยากพาเราเดินไปด้วย เราไม่ดีพอใช่ไหมที่จะได้รับความรักความใส่ใจ ผิดตรงไหนที่เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ตรงนั้นบ้าง ไม่มีใครรู้หรอกว่า “การยอมรับ” สำคัญขนาดไหน จนกว่าวันหนึ่งเราจะได้สัมผัส “การถูกทิ้ง”

แต่ก็ได้คำตอบว่าเราฝากความคาดหวังไว้ที่คนอื่นมากเกินไป เราแค่เป็นตัวเราเองโดยไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แทนที่จะมองภาพคนอื่นเดินไปไกลแล้ว เราน่าจะออกตามหาเส้นทางของตัวเองดูบ้าง ลองหาอะไรที่เราชอบและตามหาความมั่นใจให้เจอ ความสุขที่เปล่งประกายออกมาทางสีหน้าและแววตาต่างหากที่จะทำให้เราโดดเด่น

อย่าเฝ้ามองแต่ที่ที่ไม่เหมาะกับเราเลย แค่หาพื้นที่ของความสบายใจให้เจอก็พอแล้ว พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนที่รักเราและใช้เวลาทุกวินาทีไปกับการรักตัวเอง แม้ความรู้ของคนที่อยู่ข้างหลังจะเจ็บปวดจนยากจะลืม แต่ข้อดีคือคุณจะพยายามใส่ใจทุกๆ คนที่อยู่รอบตัว กลายเป็นความพิเศษในตัวคุณที่ใครๆ ก็รู้สึกขอบคุณ

วันไหนที่รู้สึกไม่สบายใจ โดนตอกย้ำด้วยความรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนไม่ความสุข อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชันของเราได้เลย อูก้ายินดีดูแลจิตใจและรับฟังทุกคนเสมอนะ

Read More
ทำนายความสัมพันธ์ จิตวิทยา

OOCAplay: pick a card ตัวฉันเป็นยังไงเมื่ออยู่ใน ความสัมพันธ์?

ตัวฉันเป็นยังไงกันนะ เมื่ออยู่ในความสัมพันธ์? นิสัยที่คุณเป็นอาจไม่ใช่ตัวตนที่แสดงออกเวลามีความรัก ลองให้ไพ่บอกสิว่าตัวเราเป็นยังไงเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ หลับตาสักห้าวินาทีแล้วใช้ความรู้สึกเลือกไพ่ที่ดึงดูดใจคุณมากที่สุด แล้วเลื่อนไปอ่านคำทำนายได้เลย ขอให้คุณได้ไพ่ที่ตรงใจและได้เจอกับความรักดีๆ นะ

ปล. เล่นเพื่อความสนุกเพราะเราไม่ใช่หมอดู แต่เราอยากให้คุณมีเวลาที่จะเข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านข้อความนี้นะ ถ้าอยากคุยกับใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังคุณ อย่าลืมนึกถึงอูก้าล่ะ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้คุณเสมอ

ใบที่ 1

สำหรับคุณความรักคือสิ่งที่ไม่แน่นอน ทำไมทุกๆครั้งที่มีความรักหรืออยู่ในความสัมพันธ์คุณกลับรู้สึกว่าตัวเองเปราะบางจังเลย เรากลายเป็นคนที่อ่อนแอลงทั้งที่บอกตัวเองแล้วว่า “อย่าคาดหวัง” แต่ใจก็คิดอยู่ดี ไม่เป็นไรนะ ถ้าไม่สามารถจัดการทุกอย่างพร้อมกันได้ คุณแค่เหนื่อยกับหลายๆ เรื่อง ลองแก้ปัญหาทีละอย่าง คุณสามารถประคองมันให้ไปต่อได้แน่นอน หลังจากนี้คุณจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นแล้วมุมมองที่มีต่อเรื่องความรักก็จะเปลี่ยนไปด้วย อดทนอีกนิดนึงนะ อย่าปล่อยมือคนสำคัญในชีวิตเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ใช้ความเชื่อใจที่มีฝ่าฟันไปด้วยกัน

ขอให้ความรักทำให้คุณมีพลังที่จะสู้ต่อ จับมือคนข้างๆให้แน่นๆ เลยนะ

ใบที่ 2

ความรักไม่ยุติธรรมเลยเนอะ ถามตัวเองอีกครั้งว่าเวลามีความรัก เรารักเขามากกว่ารักตัวเองหรือเปล่า ทั้งๆที่ใส่ใจและดีกับเขามากขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เห็นคุณค่าของเราบ้างเลย เหมือนจะแอบน้อยใจแต่ไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ กลัวจะดูงี่เง่าเพราะคุณอยากให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าคุณเป็นคนดีมีเหตุมีผล อย่าลืมนะว่าความรักไม่ใช่รางวัลตอบแทนความดี และคุณค่าที่เรามีก็ไม่ได้หายไปไหน อย่าโทษตัวเองว่าเราไม่ดีพอ รักตัวเองให้มากๆ แล้วลองลุยดูอีกสักตั้ง ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง กอดตัวเองให้แน่นๆ “สิ่งที่เราทำไปมันดีแล้ว” ถ้าสุดท้ายจะต้องเสียใจ อย่างมากก็แค่ร้องไห้แหละเนอะ

ขอให้วันนี้คุณถูกโอบกอดด้วยความรักที่ดีนะ

ใบที่ 3

ไพ่บอกกับคุณว่าเวลามีความรัก คุณค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองจะเป็นทั้งเพื่อนและคนรักที่ดี เพราะคุณทุ่มเทและทำเต็มที่กับความรักเสมอ มีอะไรคุณพร้อมจะอยู่ข้างๆ คนรักและทำเพื่อเขาเท่าที่จะทำได้ จนบางครั้งเมื่อความรักไม่เป็นอย่างที่หวัง จึงไม่แปลกที่คุณจะเสียใจและรู้สึกเฟลกับสิ่งที่ได้พยายามไปทั้งหมด เสียใจได้ถ้ารู้สึกว่าวันนี้เจอกับความรักที่ใจร้าย แต่เชื่อเถอะว่าความรักที่คุณมีจะตอบแทนคุณด้วยสิ่งดีๆ แล้ววันหนึ่งคุณจะได้เจอความรักที่คู่ควรกับคุณ อูก้าเป็นกำลังใจให้อยู่นะ

ขอให้วันนี้ได้เจอกับความรักดีๆ ที่คุณคู่ควร

ใบที่ 4

เวลามีความรัก รู้สึกไม่ค่อยเป็นตัวเองใช่ไหม เพราะเราพยายามจะเป็นทุกอย่างให้เขา อยากให้เขาสบายใจที่มีเราอยู่ แต่บางทีเราอาจจะฝืนตัวเองเกินไป เวลาอยู่ในความสัมพันธ์ไม่ต้องเข้มแข็งขนาดนั้นก็ได้ ความรักคือการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ต่อให้เราแสดงด้านที่อ่อนแอออกมาก็ไม่ได้แปลว่าเรางี่เง่าเอาแต่ใจหรอกนะ คนข้างๆ เขาคงอยากให้เราเปิดใจถึงความรู้สึกลึกๆ พูดและบอกปัญหาให้เขารู้บ้าง เพราะมันคือการช่วยให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าต่อไปได้ เป็นตัวเองให้มากที่สุดแล้วขอให้ภูมิใจเมื่อได้เจอคนที่รักในแบบที่คุณเป็น

ขอให้ความรักอยู่รอบตัวคุณและไม่หายไปไหน

Read More
Skinship คืออะไร วิธีเติมกำลังใจ

OOCAstory : Skinship สักหน่อย แทนการให้กำลังใจ

“เหนื่อยหรือเปล่า? เธอเป็นอะไรมั้ย? มีอะไรเล่าให้ฟังได้นะ เราเป็นกำลังใจให้”

คำพูดเหล่านี้คงเป็นเหมือนยาดี ๆ ที่ช่วยรักษาให้กับคนที่กำลังท้อแท้และขาดกำลังใจ ในวันที่เขาต้องเจอกับเรื่องผิดหวังมากมาย การพูดแสดงถึงความเป็นห่วงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้มากแล้วนะ

วันที่เราอยู่ไกลกัน เราก็ยังพิมพ์ให้กำลังใจกันได้ผ่านตัวอักษรเป็นข้อความ และในวันที่เราอยู่ข้างกัน เราก็สามารถปลอบโยนเขาด้วยคำพูดดี ๆ ได้อย่างเต็มที่ หลากหลายวิธีที่เราสามารถแสดงถึงกำลังใจและความรู้สึกเป็นห่วงให้กับเขา แต่รู้หรือเปล่า ยังมีอีกวิธีที่สามารถส่งผ่านความรู้สึกจากเราไปหาเขาได้โดยตรงเลยนะ นั่นคือการ “skinship” ไงล่ะ

ในการสื่อสารความรู้สึกที่เรามีออกมาให้คนรอบข้างได้รับรู้ นอกจากจะใช้การพูดและการพิมพ์เป็นข้อความแล้ว การสัมผัสร่างกายก็เป็นอวัจนภาษาที่สามารถสื่อสารได้เป็นอย่างดี เคยหรือเปล่าที่เราเผลอไปสัมผัสตัวคนที่เราแอบปลื้มแล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันที หรือจะเป็นตอนที่เรากอดกับใครสักคนแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ สิ่งนี้แหละที่แสดงให้เห็นถึงพลังและความรู้สึกของการ skinship ถ้าเราเจอคนรอบข้างที่ต้องการกำลังใจอยู่ ลองใช้วิธีนี้แทนการให้กำลังใจเขาดูนะ

สำหรับบางคน การสื่อสารความรู้สึกด้วยการสัมผัสร่างกายก็เป็นอะไรที่เคอะเขินเกินกว่าจะทำได้ง่าย ๆ ใช่ไหม เป็นเรื่องปกติที่จะมีปัจจัยอื่นเข้ามาทำให้เราไม่กล้า skinship กับใคร เช่น ไม่กล้าเพราะคิดว่ายังไม่สนิทกันมากพอ หรืออาจจะเพราะว่าเราเป็นผู้ชาย และอาจเพราะแสดงสิ่งเหล่านี้ไม่บ่อย แต่รู้หรือเปล่า ว่าการ skinship แทนการให้กำลังใจก็มีหลากหลายวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละคนออกไป สำหรับผู้ชาย การใช้แขนโอบไหล่เพื่อนของเรา ตบบ่าเบา ๆ สักหน่อย ก็ถือเป็นการให้กำลังใจที่ดูเข้ากับเราดีนะ และสำหรับผู้หญิงทุกคน การเอามือของเราไปจับมือเพื่อนพร้อมทั้งพูดให้กำลังใจ ก็เป็นภาพที่ดูจริงใจและน่ารักมาก ๆ เลย หรือใครที่คนในครอบครัวของเรากำลังเศร้า การเข้าไปกอดหรือหอมแก้มกันเล็กน้อยก็ช่วยเติมเต็มกำลังใจให้เขาได้เป็นอย่างดีทีเดียว

เห็นไหม ไม่ว่าเราจะเป็นใครหรือสถานะไหน เราก็สามารถหาวิธีให้กำลังใจคนรอบข้างของเราด้วยการ skinship ได้ เพราะทั้งหมดแล้วก็เป็นเรื่องของความรู้สึกที่ดีทั้งนั้นเลย โอบเพื่อนบ้างหรือลองจับมือกันบ้าง กอดแฟนของเราเอาไว้ และหอมแก้มคุณพ่อคุณแม่สักครั้ง เพราะพวกเขาต้องการสิ่งนี้ และรับรองว่าพวกเขาจะต้องได้รับกำลังใจจากเราอย่างแน่นอน

อย่าอายไปเลยนะ ลอง skinship ดูสักหน่อย เพราะกำลังใจเล็กน้อยจากเรา อาจมีความหมายที่ยิ่งใหญ่กับใจของเขาก็ได้ และใครที่กำลังเจอปัญหาอยู่ อูก้าก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุก ๆ คน ถ้าอยากได้คำแนะนำจากเราก็สามารถทักมาหาเรา หรือปรึกษากับจิตแพทย์ผ่านแอปพลิเคชั่น OOCA ได้เลย เราคอยรับฟังทุกคนเสมอ 🙂

Read More
ของขวัญจับฉลากสิ้นปี ซื้ออะไรดี

OOCAstory: จับฉลากสิ้นปีคือการสุ่มของ หรือสุ่มความรู้สึก

เวลาหันมองไปรอบๆ บ้านแล้วมองเห็นสิ่งของที่ไม่เคยได้ใช้เลยบ้างไหม อาจจะมีตุ๊กตาที่วางจนฝุ่นจับ ปฏิทินที่ยังไม่ทันได้ใช้ก็หมดปีแล้ว หรือสารพัดแก้วน้ำที่เก็บไว้ตามมุมตู้ นึกๆ ดูแล้วสิ่งของหลายอย่างที่เราไม่ได้ใช้นั้นได้มาจากงานเลี้ยงปีใหม่ที่เราจับฉลากมาหรือได้รับเป็นของขวัญหรือเปล่า

แล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับการจับฉลากในช่วงสิ้นปี? เคยไม่ชอบของที่จับได้บ้างไหม อย่างเช่นได้ของขวัญที่เราไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร สุดท้ายก็ต้องวางไว้อย่างนั้นหรือยกให้คนอื่นไป แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็อดรู้สึกเซ็งๆ กับการจับฉลากไม่ได้

ช่วงสิ้นปีหลายๆ บริษัทหรือในกลุ่มเพื่อนมักหากิจกรรมทำร่วมกัน ซึ่งการจับฉลากก็เป็นกิจกรรมที่นิยมเล่นกันเพื่อเพิ่มความสนุกในช่วงเทศกาล นำมาซึ่งเสียงหัวเราะและช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี แต่สำหรับบางคนการจับฉลากอาจทำให้เสียความรู้สึกหรือเกิดความลำบากใจตั้งแต่เลือกซื้อของขวัญไปจนถึงไม่ได้เห็นประโยชน์จากกิจกรรมนี้ แต่การให้ของขวัญปีใหม่ถือเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา เพื่อรักษามิตรภาพอันดีและเป็นการแสดงความขอบคุณ ยิ่งเรามีสังคมเพื่อนและสังคมทำงาน ค่าของขวัญก็นับเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย

บางครั้งเราต้องเลือกของที่อยู่ในงบประมาณที่กำหนด หรือเลือกตามหัวข้อที่ให้มา เช่น ของที่พยัญชนะขึ้นต้นด้วย ก.ไก่ ราคา 500 บาท เราก็ต้องไปเดินเลือกหรือตามหาของที่เหมาะสม แถมยังต้องคิดด้วยว่าผู้รับอาจเป็นได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ยิ่งถ้าช่วงอายุกว้างเราอาจจะต้องใส่ใจมากขึ้นว่าเขาจะชอบของที่เราให้ไหม ได้ใช้ประโยชน์หรือเปล่า

บางครั้งอุตส่าห์ตั้งใจเลือกดันซื้อมาซ้ำกับคนอื่นอีก หรือคนที่ได้รับไม่เหมาะกับของชิ้นนั้นเลยก็น่าเสียดาย ทำให้เราต้องไปเดินเลือกเดินหา จนกว่าจะเจอของที่โดนใจทั้งคนให้และคนรับ หลายคนถึงกับลงทุนเพื่อซื้อของที่น่าจะสร้างสีสันให้เป็นที่จดจำในวงปาร์ตี้เลยทีเดียว

เพราะความตั้งใจและเซนส์ในการเลือกของขวัญเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงตัวเราด้วย หลายๆคนจึงให้ความสำคัญกับการจับฉลากมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถ้าเรามีหน้ามีตาหรือตำแหน่ง หากเลือกของไม่ดีอาจทำให้เกิดเสียงนินทาตามมาได้ แต่ยิ่งเราลงทุนลงใจไปกับการจับฉลากมากเท่าไร เราก็อดคาดหวังไม่ได้ว่าเปิดกล่องของขวัญแล้วเราจะได้ของถูกใจเช่นกัน เพราะเราคิดว่ามันเป็นโมเมนต์ที่ทุกคนน่าจะได้มีความสุขกับของขวัญตรงหน้า

อยากให้มองว่าเทศกาลแห่งการให้เราก็ส่งความสุขด้วยความเต็มใจ ความคาดหวังกับสิ่งที่จะได้กลับมาอาจทำให้เราหมดสนุก แม้การจับฉลากอาจไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความพอใจของทุกๆ คน แต่อยากให้มองเป็นอีเว้นท์ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้ชีวิตและช่วยกระชับความสัมพันธ์ เพราะการจับฉลากก็มีไว้เพื่อให้ทุกคนเอ็นจอยกับบรรยากาศเฉลิมฉลองมากขึ้น

โดยส่วนตัวเราชอบการจับฉลากเพราะความพิเศษของเทศกาลคือการได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกดีๆ ที่สำคัญกว่ามูลค่าหรือสิ่งของที่ได้รับอีก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร จากใคร อยากให้เรารับไว้ด้วยหัวใจที่ขอบคุณนะ

อูก้าขอส่งต่อความรู้สึกดีๆ ช่วงส่งท้ายปีแบบนี้ให้ทุกคนมีความสุขและสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา อย่าเก็บความทุกข์ไว้ข้ามปีเลยน้า ถ้ามีอะไรให้เราช่วยแบ่งเบาอูก้าก็ยินดีรับฟังคุณเสมอ สามารถทักมาปรึกษาได้เหมือนเดิมแม้จะเป็นช่วงเทศกาลนะคะ

Read More
ภาษารัก ทำไมแฟนไม่เข้าใจ

OOCAknowledge: 5 LOVE Languagesอยากรู้จังว่าภาษารัก ของเราตรงกันไหม ?

น่าแปลกใจที่คู่รักหลายคู่เลิกรากัน เพื่อนยังเลิกคบกันหรือแม้แต่คนในครอบครัวที่เข้ากันไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่รักกัน แต่สิ่งที่จะทำให้ความสัมพันธ์ไปกันรอดไม่ได้มีแค่ “ความรัก” เท่านั้น แต่ “การสื่อสาร” ที่เป็นหัวใจหลักของความสัมพันธ์ต่างหากที่นำไปสู่ความมั่นคงและความขัดแย้งในเวลาเดียวกัน วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนมารู้จัก “ภาษารัก” ที่จะทำให้คุณเข้าใจคนอื่นมากยิ่งขึ้น

เราต่างมีวิธีสื่อถึงความรู้สึกรักแตกต่างกันออกไป โดยแต่ละคนก็มีภาษารักในแบบของตัวเอง ทั้งการแสดงความรักความเอาใจใส่ต่อผู้อื่น หรือวิธีที่เราต้องการได้รับความรัก ซึ่งการให้และรับนั้นอาจจะเป็นคนละภาษารักก็ได้ หลักๆ ได้กำหนดไว้ “5 ภาษารัก (The Five Love Languages)” ด้วยกัน คือ

1. การใช้คำพูดเพื่อเติมเต็ม (Words of affirmation) เป็นการสื่อสารภาษารักผ่านคำพูด ข้อความ เช่น การบอกรัก ขอบคุณ ขอโทษ การส่งข้อความ เป็นต้น บางคนอาจจะชอบให้บอกว่ารักตรงๆ ในขณะที่บางคนชอบคำชมหรือการพูดอะไรในเชิงบวก หากพูดในเรื่องที่อีกฝ่ายไม่ได้ให้คุณค่าก็ไม่รับว่าเป็นภาษารักที่ตรงกัน

2. การสัมผัส (Physical touch) สายชอบความอบอุ่นต้องมาทางนี้ เราต่างรู้ดีว่าเวลามีสกินชิพ ร่างกายเรามักจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราก็ชินกับการสัมผัสจากครอบครัวตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เราจึงรู้สึกเหมือนได้รับความรักเวลาที่ใครสักคนกอดเรา หรือสัมผัสเราด้วยความอ่อนโยน บางครั้งไม่ได้พูดอะไรมากมาย แค่แตะเบาๆที่ไหล่หรืออ้อมกอดที่จริงใจก็เพียงพอแล้ว

3. การใช้เวลาร่วมกัน (Quality time) คือการทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน ทำให้เกิดความเข้าใจในรสนิยม อุปนิสัยและตัวตนของกันและกันมากขึ้น โดยพยายามไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวนเวลาที่ได้อยู่กับคนที่รัก ทั้งการพูดคุยกัน ดูทีวีด้วยกัน ทำอาหารหรือแม้แต่นั่งอ่านหนังสือข้างๆ กันก็นับเป็นช่วงเวลาคุณภาพได้แล้ว

4. การดูแลเอาใจใส่ (Acts of service) ความรักที่แสดงออกด้วยการกระทำ ใครที่เป็นสายพูดน้อยแต่ชอบอะไรที่เป็นรูปธรรมคงชอบภาษารักข้อนี้ ไม่ว่าจะเป็นทำอาหารให้ ช่วยขับรถไปส่ง คอยอยู่เป็นเพื่อน เรียกว่าเป็นความรักที่ใช้ทั้งความคิด ความใส่ใจและการลงมือทำจริง เพื่อให้คนรักมีความสุขที่สุด

5. การให้และได้รับของขวัญ (Receiving gifts) ภาพคุ้นตาในหนังโรแมนติก ไม่แปลกอะไรถ้าเราจะอยากมอบสิ่งดีๆ ให้คนที่เรารักเพื่อสื่อถือความในใจของเรา ถ้าเราไม่เก่งที่จะพูดหรือแสดงออก การให้ของขวัญก็เป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มความสัมพันธ์ได้ ไม่จำเป็นว่าต้องมีราคาแพง สิ่งที่มีความหมายสำหรับทั้งคู่ย่อมสำคัญกว่า บางคนอาจจะบอกว่าความรู้สึกสำคัญกว่าวัตถุ แต่ถ้าคู่รักของคุณชอบภาษารักแบบนี้ ก็คงต้องมองหาของขวัญให้เขาบ้างแล้วล่ะ

ลองสำรวจตัวเองดูสิว่าเราชอบที่จะแสดงความรักแบบไหนและอยากได้รับความรักในลักษณะไหน เมื่อเข้าใจตัวเองแล้วอย่าลืมสังเกตคนรอบข้างด้วย จะได้เข้าใจภาษารักของกันและกันความขึ้น เท่านี้ก็สามารถสื่อสารได้อย่างเข้าใจ บอกได้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร อยากให้อีกฝ่ายแสดงออกอย่างไร เพื่อลดความขัดแย้งในสัมพันธ์ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนตามหาภาษารักที่ตรงกันเจอน้า

ถ้าไม่แน่ใจว่าทำไมความสัมพันธ์ของเราไม่เข้าใจกันซะที ลองมาตามหาภาษารักของคุณไปพร้อมๆ กับอูก้าได้นะ ติดต่อเข้ามาพูดคุยกับเราได้เลย อูก้ายินดีรับฟังและเป็นผู้ช่วยดูแลใจคุณเสมอ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://cratedwithlove.com/blog/five-love-languages-and-what-they-mean/

https://www.5lovelanguages.com/5-love-languages/

Read More
โดนบอกเลิกต้องทำไง

OOCAinsight: โดนบอกเลิกช่วงเทศกาล เจ็บนี้ไม่มีลืม

ใครๆ ต่างก็แฮปปี้ที่มีคนรักอยู่ข้างๆ ในวันพิเศษ เหมือนเพื่อนเราเคยสัญญากับแฟนว่าจะฉลองและแลกของขวัญกันในวันคริสมาสต์ หลังจากไปดินเนอร์และเดินเล่นกันแล้ว ทั้งสองหยิบของขวัญมาแลกกัน แต่เพื่อนเรากลับได้รับของขวัญพร้อมคำขอโทษและคำบอกเลิก วันที่น่าจะเฉลิมฉลองอย่างมีความสุขที่สุดกลับกลายเป็นวันที่ต้องเสียน้ำตา

และทุกๆ ปี เมื่อวนมาถึงวันคริสมาสต์ เพื่อนเราเกลียดวันนี้ที่สุดเลย

ทั้งที่เราอยากให้วันสำคัญเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

แล้วเราจะเลือกจดจำวันนั้นไว้เป็นภาพสุขหรือความเจ็บปวดดีล่ะ…

เพราะวันมีความหมายกับความสัมพันธ์ คนเรามักเลือกสารภาพรักหรือฉลองกับแฟนในช่วงเทศกาลอย่างวันวาเลนไทน์ คริสมาสต์หรือแม้แต่วันเกิดเพื่อให้เป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำ หลายๆ คู่จึงมีวันครบรอบหรือวันพิเศษเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันบางคนอาจเสียน้ำตาหรืออกหักในวันนี้ แล้วหลังจากนั้นเขาจะมีภาพจำเกี่ยวกับวันๆ นั้นยังไงนะ

ไม่ใช่ความผิดของ “วัน” หรอก และไม่อยากให้โทษว่าเป็นความผิดของใคร

แต่เหตุการณ์ที่ฝังใจต่างหากที่ทำให้เราผูกติดความเศร้าเสียใจไว้ที่วันๆ หนึ่ง

ซึ่งก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงลำบากใจเหมือนกัน ที่ต้องพยายามรักษาสัญญาที่ให้ไว้

แต่ลึกๆ กลับรู้ว่าความสัมพันธ์ไม่สามารถไปต่อได้ การยื้อเวลาต่อไปอาจทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายยิ่งกว่า

เราไม่รู้หรอกว่าวันที่หลายๆ คนมีความสุข มันอาจเป็นวันที่เลวร้ายและเจ็บปวดสำหรับใครบางคนก็ได้ บางคนไม่ชอบวันเกิดของตัวเองด้วยซ้ำ ภาพงานปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เพลงดังๆ และงานฉลองอีกมากมาย น่าจะมีความหมายต่อใจและมีความทรงจำดีๆ ให้นึกถึง แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม

ลองจินตนาการดูว่ามันจะรู้สึกแย่แค่ไหนที่ทุกวันปีใหม่ เราต้องนึกถึงแฟนเก่าที่บอกเลิกเราโดยไม่มีทันได้ตั้งตัว มองไปเห็นสถานที่เดิมๆ ได้ยินเพลงปีใหม่หรือบรรยากาศที่ชวนให้คิดถึงเรื่องวันนั้น มันคงแย่มากๆ เลยนะที่ต้องมีภาพของการเลิกราลอยวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนฝันร้ายหน้าหนาวอะไรทำนองนั้น

คงมีแค่เวลาที่จะเยียวยาใจเราได้ พอผ่านไปสักพักเราอาจรู้สึกดีขึ้น หรืออาจมีความทรงจำใหม่ๆ มาช่วยทดแทนช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดนั้นได้ แต่เราเชื่อนะว่าความเศร้าคงสอนอะไรเราบ้างแหละ อย่างน้อยก็เตือนเราว่าอย่าไปสร้างความทรงจำที่เจ็บปวดแบบนี้ให้ใคร

สุดท้ายนี้ อูก้าอยากจะบอกว่าคนบางคนเขาอาจจะผ่านเข้ามา เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะรักตัวเองมากขึ้น แม้ในวันที่มันเลวร้ายก็อยากให้มองหาสิ่งดีๆ เล็กๆ ที่อยู่ในนั้นจนเจอ

ขอให้วันนี้คุณถูกโอบกอดด้วยความรักและมิตรภาพดีๆ นะ

หากอยากระบายให้ใครสักคนฟัง ลองมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าให้สบายใจขึ้นได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับใจให้เราช่วยรับฟังได้เสมอ เพราะอูก้าอยากเข้าใจคุณนะ

Read More
เราจะแอบรักใครสักคนได้นานแค่ไหน

OOCAinsights คนเราจะแอบรักใครสักคนได้นานแค่ไหน ?

คนเราจะแอบรักใครสักคนได้นานแค่ไหน ?

“มีใครกำลังเป็นแบบเดียวกับฉันไหม มีใครในใจที่แอบรักจนวันนี้

มีเพียงคนเดียวและเป็นเขาอยู่ทุกที แต่ก็ยังไม่เคยจะกล้าพูดออกไป”

พล็อตคลาสสิกของหนังรักต้องมีสถานการณ์ “แอบรัก” ที่ลงเอยด้วยการสมหวังหรือผิดหวัง ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับคนดูได้ดี เพราะชีวิตจริงเราต่างเคยแอบชอบแอบรู้สึกดีกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวหรือคนไกลตัว ความรู้สึกหวานปนขมที่แฝงอยู่ในนั้นกลายเป็นความทรงจำในเวลาต่อมา

บางคนเชื่อว่าการ “แอบรัก” เป็นรูปแบบความรักที่บริสุทธิ์ แค่ได้เจอหน้า เห็นรอยยิ้มก็มีความสุขแล้ว แต่จริงๆ แล้วความรู้สึกที่ถูกเก็บไว้อาจกลายเป็นความเจ็บปวดในที่สุด เมื่อเราหยุดความรู้สึกตัวเองไม่ได้เราคงต้องเลือกว่าจะหยุดหรือไปต่อ แต่สถานะแอบรักไม่เคยมีอะไรแน่นอน หลายคนเลยเอาชนะความกลัวไม่ได้ กลัวที่สุดคือกลัวทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป ถ้าถูกปฏิเสธแล้วต้องเจ็บ เรายอมอยู่ในสถานะสุขปนเศร้าแบบนี้ยังจะดีกว่า

“มีคำพูดนับร้อยในใจที่ต้องการจะบอก

แต่พอได้เจอกับเธอ ก็เป็นอย่างเดิมเสมอ

ไม่รู้ฉันต้องทำตัวแบบไหน อยากรู้ทำไมเป็นอย่างนี้”

ทั้งที่รู้แบบนี้แล้วทำไมเราถึงแอบรักคนๆ นึงได้อย่างไม่รู้จบ บางคนแอบรักเขามาเป็นสิบๆ ปี กว่าจะตัดใจอย่างจริงจังก็คือวันที่อีกฝ่ายมีแฟนเป็นตัวเป็นตนหรือแต่งงานไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนเราถูกสร้างความ Romanticize มาจากเพลง หนัง ละคร จนเราเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความรักที่จะคงอยู่ตลอดไป เพราะภาพของการทุ่มเทให้ความรัก มันตราตรึงใจและฝังอยู่ในความทรงจำ เราถึงรู้สึกว่าความรักควรจะเป็นแบบนั้น

อะไรที่เป็นความเจ็บปวดหรือเป็นความรู้สึกทางลบ สื่อก็สามารถทำให้มันกลายเป็นความสวยงามได้ด้วยตอนจบแบบ happy ending กลายเป็นความทุกข์ทรมานที่ผ่านมาเป็นเพียงบททดสอบของความรักเท่านั้นเอง ซึ่งคนที่แอบรักอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เราต้องเจ็บปวดกันบ้าง เพื่อให้ได้รับความรักที่มีค่า

“คนเราจะต้องนั่งรอใครสักคนไปอีกนานแค่ไหน

แล้วฉันต้องรักเธอข้างเดียวถึงเมื่อไร ก็ไม่รู้ทำไมฉันถึงต้องเป็นแบบนี้”

แล้วอาการแอบรักมีวันหมดอายุไหม? บางคนชอบที่จะอยู่ในสถานะแอบรักมากกว่าที่จะมีความสัมพันธ์แบบคนรักจริงๆ เพราะเราชอบความรู้สึกที่มันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายมันอาจเป็นความผูกพัน ความมั่นคงทางใจสำหรับเรา ทำให้แอบชอบเขาได้ถึง 5 ปี 10 ปี โดยไม่ได้คิดจะมองคนอื่น แต่ถ้าเราเริ่มมองมันอย่างจริงจังแล้วพบว่าเป็นไปไม่ได้ ความรู้สึกแอบรักคงเบาบางลงและเมื่อวันเวลาผ่านไปเราอาจหยุดรักคนๆ หนึ่งได้ แต่แน่นอนว่าเราไม่มีทางลืมในช่วงหนึ่งเราเคยรู้สึกกับเขายังไง

จุดที่ใจบอกเราว่าต้องไปต่อ… ไม่มีใครบอกให้เราหยุดความรู้สึกนี้ได้ นอกจากเราจะปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่างออกไป ถามตัวเองให้แน่ใจว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความรัก ความทรงจำ หรือความค้างคา

ความรักไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการบอกรัก แต่คือการที่เราตอบตัวเองได้ว่าเราต้องการอะไรจาก “ความรู้สึกที่มีต่อคนๆนี้” สุดท้ายอาจจะฟังดูใจร้าย แต่คำตอบของคำถามที่ว่า “คนเราจะแอบรักใครสักคนได้นานแค่ไหน ?” มันก็ขึ้นอยู่กับใจเราจะบอกตัวเองให้พอเมื่อไร

“เพิ่งได้รู้ความอดทนฉันมีมากมายแบบนี้ แต่ดันใช้มันไปให้ใครที่ไม่เคยมองมา…”

ฟังเพลงได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=gDTDFz0PL78

ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ อยากบอกให้ใครสักคนรับรู้ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าพร้อมรับฟังคุณทุกที่ทุกเวลา สามารถปรึกษาเราได้ทุกเรื่องเลยนะ

Read More