#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

“หมดไฟจนหมดใจ” ให้อูก้าดูแลใจเมื่อคุณ Burnout

เครียดกับงานจน ‘หมดไฟ’ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะภาวะเครียดเรื้อรังจนทำให้รู้สึกหมดไฟ (และหมดใจ) ในการทำงาน หรือที่เรียกกันว่า ‘Burnout Syndrome’ นั้นมีอยู่จริง และยังสำคัญในระดับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโรคใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นถ้าพนักงานของคุณบ่นว่าเขารู้สึก ‘หมดไฟ’ นั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องดูแลใจของพนักงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้วล่ะ

อาการของ ‘Burnout Syndrome’ หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน อาจจะแสดงออกมาในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์ หมดพลัง ไม่อยากทำอะไร เบื่อหน่ายกับการมาทำงาน รู้สึกขาดความเชื่อมั่น มีทัศนคติทางลบต่อการทำงาน ขาดความสุขเวลาทำงาน จนส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เหินห่างกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้ามากขึ้น

เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ พบจิตแพทย์

ซึ่งภาวะหมดไฟในการทำงานนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาระงานที่หนัก ปริมาณงานที่มากเกินไป ต้องทำงานที่ไม่ถนัด เวลาทำงานจำกัด รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงาน รู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ ไม่มีใครให้คำปรึกษา ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอหรือมีสภาพจิตใจที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถส่งผลให้เกิดโรคนี้ได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือโรค ‘Burnout Syndrome’ นี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจจะมีโอกาสพัฒนาไปเป็นความเสี่ยงของ ‘โรคซึมเศร้า’ ได้

และอาการหมดไฟนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นแค่กับคนรุ่นใหม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับไหน จะหนุ่มสาววัยทำงาน พนักงานยุคบูมเมอร์ หรือแม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูง ต่างก็เกิดภาวะ Burnout กันได้ทั้งนั้น ดังนั้นถ้ารู้สึกหมดไฟแต่ปรึกษาใครก็ไม่ได้ หันไปทางไหนก็เจอแต่คน Burnout ก็ถึงตาของเรา ‘อูก้า’ ที่จะมาช่วยเหลือคุณ!

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่เป็นมากกว่าแค่การรับฟัง เพราะเราจะช่วยคุณหาทางออกไปด้วยกันกับผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถ เรามีทั้งนักจิตวิทยาที่จะคอยให้คำปรึกษาและบำบัดใจ จนไปถึงจิตแพทย์ที่มีประสบการณ์ดูแลใจพนักงานที่ Burnout มาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าปัญหาจะซับซ้อนแค่ไหน ทีมของเราพร้อมเป็นแรงสนับสนุนให้คุณได้เสมอ!

นอกจากนี้คุณยังเลือกรับบริการของเราได้ทุกที่ เลือกเวลาปรึกษาเองได้ตลอด ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลหรือรอคิวนาน ๆ ก็สามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างเต็มที่ เป็นส่วนตัว ผ่านคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือก็ได้ ที่สำคัญพนักงานของคุณยังสามารถเลือกจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเองได้อีกด้วยนะ

เพราะบางครั้งการพูดคุยปรึกษากันในที่ทำงานอาจช่วยพนักงานได้เพียงชั่วคราว ถ้าอยากให้พนักงานไม่ต้องเจอกับปัญหา Burnout หรือความเครียดในที่ทำงาน ลองให้อูก้าช่วยดูแลสุขภาพใจของพนักงานได้ นอกจากจะได้รับการบริการจากนักจิตวิทยาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว องค์กรยังได้รับการรายงานผลที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อให้แก้ไขได้ตรงจุดอย่างทันท่วงที นอกจากนี้เราสามารถดูแลได้ตั้งแต่ขั้นประเมิน ปรึกษา บำบัด และหาทางออกร่วมกันให้กับทุกปัญหา คุณสามารถมั่นใจได้ว่า อูก้าจะเป็นส่วนช่วยให้พนักงานของเรามีแบ็คอัพทางใจที่จะไม่มีวันทิ้งให้เขาหรือเธอต้องเจอกับปัญหา Burnout อย่างแน่นอน!

หากสนใจสามารถทัก  inbox เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ หรือติดต่อให้ข้อมูล ชื่อ เบอร์โทร ชื่อบริษัทและอีเมลกับเรา สำหรับการลงทะเบียนเพื่อใช้งานได้ทันที เรื่องของใจให้อูก้าช่วยรับฟังนะคะ ❤️

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/burnoutblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth
#สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.bangkokhospital.com/content/burnout-syndrome

paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details/บทความ-สุขภาพจิต/เครียดเกินไป-ระวัง-BURNOUT-SYNDROME-ภาวะหมดไฟในการทำงาน

Read More
คลับเฮ้าส์ ปรึกษาจิตแพทย์ เครียดเรื่องงาน

Mindfully @work #5 “นิสัยขี้เกรงใจแบบไทยๆ ส่งผลอย่างไรกับการทำงาน”

จาก Clubhouse Mindfully @work #6 “นิสัยขี้เกรงใจแบบไทยๆ ส่งผลอย่างไรกับการทำงาน” by ooca และครูเคท นักจิตวิทยาการปรึกษา

.

เคยรู้สึกไหมว่านิสัยหรือวัฒนธรรมบางอย่างของคนไทยนั้นไม่เอื้อในสังคมการทำงาน โดยเฉพาะนิสัยขี้เกรงใจที่ทำให้พนักงานต้องเหนื่อยล้า กดดัน อึดอัด เป็น Yes person กับทุกเรื่อง สุดท้ายพอเก็บสะสมไว้นานๆ แล้วไม่ได้หาทางระบาย ปลายทางคือพนักงานเลือกที่จะลาออก ซึ่งอูก้าได้เชิญครูเคท ดร. เนตรปรียา ชุมไชโย นักจิตวิทยาการปรึกษา เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาองค์กร ความสัมพันธ์และครอบครัว มาช่วยไขคำตอบให้เราแล้ว

เพราะอะไรเราถึงให้ความสำคัญกับ “นิสัยเกรงใจ” ?

ครูเคท : ก่อนอื่นต้องบอกว่า ‘เกรงใจ’ เป็นลักษณะพิเศษของคนไทย ที่หาคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ยาก ตีความหมายได้สองอย่าง คือ 1) เพราะเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถูกสอนมาว่าอย่าทำให้ใครเดือดร้อน ทำให้พยายามเข้าใจคนอื่นเสมอ 2) เป็นความกลัว แต่เราใช้คำว่า ‘เกรงใจ’ แทนเพราะฟังดูเป็นด้านบวก ซึ่งความเกรงใจเป็นเรื่องที่ดี ถามตัวเองก่อนว่าเราเกรงใจเพราะกลัวไปล้ำเส้นคนอื่น อย่างการจะไหว้วานใครให้คิดถึงอีกฝ่าย หรือว่าเรากำลังกลัวอะไร ? จริงๆ เรากลัวว่าคนอื่นจะไม่ยอมรับเรา กลัวถูกนินทาหรือเปล่า ?

ด้วยวัฒนธรรมองค์กรหรือสังคมไทย ทำให้มัวแต่เกรงใจกันไปมาจนงานไม่คืบหน้า ควรแก้ยังไงดี ?

ครูเคท : ถ้าเราเห็นความสำคัญของทีมเป็นหลัก นึกถึงงานเป็นสำคัญ เราจะรู้ว่าจัดลำดับความสำคัญอย่างไร ควรแบ่งกันยังไง ถ้าเรางานล้นมือแต่เราไม่อยากรบกวนคนอื่นเลยเพราะเกิดความเกรงใจ นี่คือเราสำนึกในน้ำใจที่มีให้กัน แต่อีกกรณีคือถ้าเรางานล้นมือ แต่ไม่กล้าขอให้คนอื่นช่วยเพราะเรากลัวอีกฝ่ายดูถูกเรา นินทา มองเราไม่ดี กลัวคนอื่นรำคาญ นั่นแปลว่าเรามองตัวเองด้อยกว่า เราเลยใช้คำว่าเกรงใจ

อีกกรณีคือเกรงใจจนไม่กล้าปฏิเสธ ทำให้ต้องลำบากใจในการทำงาน เช่น ไม่กล้าบอกว่าไม่ชอบ ไม่อยากทำ ไม่กล้าบอกว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เพราะคำว่า ‘เกรงใจ’

ครูเคท : เวลาที่ไม่กล้าพูดไม่กล้าถามให้ยึดหลักสามข้อไว้ ในการพูดสิ่งที่เราคิด เพื่อฝึกทักษะการสื่อสาร 1) ผิดกฎหมายไหม 2) ผิดศีลธรรมอันดีงามหรือเปล่า 3) มีใครเดือดร้อนไหม สำคัญที่สุดคือเมื่อมีปัญหาอย่ากลัว

.

เราต้องรู้ว่าทุกคนทำงานหนักแต่บางเรื่องถ้าไม่พูดอาจกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม หัวหน้ามีหน้าที่การวางระบบงาน ช่วยแก้ปัญหา หาวิธีอันชาญฉลาดเพื่อให้ได้งานแต่ไม่ใช่ทำให้ ถ้าลูกน้องงานโหลดหัวหน้าต้องช่วยจัดการให้ได้ปริมาณงานที่ต้องการแต่ลูกน้องไม่รู้สึกแบกภาระจนเกินไป เช่น จัดเวร จัดระบบ ใช้เทคโนโลยี tools ต่างๆ อาจลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น แต่ปกติเราไม่ค่อยทบทวนว่าอะไรทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ด้วยความเคยชินที่ทำกันมา

เมื่อเราปฏิเสธหรือไม่ทำตาม กลายเป็นเราใจร้าย ไม่มีน้ำใจ ทำให้เรารู้สึกผิด เป็นทุกข์ จะทำยังไงดี ?

ครูเคท : จริงๆ ‘เกรงใจ’ คือนึกถึงคนอื่นเป็นหลัก แต่ ‘ความกลัว’ คือ เรานึกถึงตัวเองเป็นหลัก อีกอย่างที่เราคิดว่าความเกรงใจ แต่จริงๆ คือ ‘ไม่กล้าถาม’ เพราะเรากลัวเขาจะหาว่าเราไม่เข้าใจ คนที่ขี้เกรงใจมาก ๆ ต้องเข้าใจความคิดตัวเองก่อนว่ามีรากฐานมาจากอะไร เช่น มองว่าตัวเองด้อย ไม่เก่งพอ แนวโน้มจะไปทางกลัว แต่ถ้ามองเรื่องทำงานเป็นทีม สร้างงาน จะไปไหว้วานใคร อาจเป็นการมองด้วยความเกรงใจ

สำหรับใครที่มีความเครียด กดดันกับปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องงาน เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือแม้แต่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วอยากพูดคุยกับครูเคท นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์จากแอปพลิเคชันอูก้า สามารถนัดเข้ามาพูดคุยได้เสมอ เพราะสุขภาพใจของพนักงานเป็นเรื่องสำคัญ แล้วพบกับใหม่กับ Clubhouse ของอูก้าสัปดาห์หน้า ฝากติดตามด้วยน้า


ช่วง Q & A

ถาม : ในขณะที่เวลาเราอยู่กับชาวต่างชาติ เขาก็มองว่าคนไทยขี้เกรงใจเกินไป ไม่ค่อยพูด ดูเราไม่ active หรือเปล่า ?

ครูเคท : คนไทยชอบคิดว่าภาษาเราสู้เขาไม่ได้ เพราะเราไปมองว่าภาษาสำคัญที่สุด ทำให้เราขาดความมั่นใจ แต่จริงๆ ประสบการณ์หรือความสามารถของเรานั้นมีนับไม่ถ้วน ลักษณะเด่นของเราคือ ‘ความละเอียดอ่อน’ ในการทำงาน แต่ติดที่เรา low self-efficiency คือไม่ได้เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองเท่าที่ควร การทำงานกับคนที่ assertive หรือสังคมต่างชาติ เราควรรู้จักตัวเองให้ดีโดยไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น เรามีทักษะอะไร เราชอบอะไร แล้วนำสิ่งนั้นไปต่อยอด ถ้าเราเริ่มเห็นพัฒนาการตัวเองเราจะมีกำลังใจ แต่ถ้าเราดูถูกตัวเองก็จะหมดความมั่นใจ

ถาม : มักได้รับมอบหมายงานที่ไม่อยากทำอยู่เสมอ เช่น งานส่วนกลาง งานที่คนอื่นไม่อยากทำ งานตกค้าง แต่เราอยากทำอะไรที่มีประโยชน์หรือต่อยอดได้มากกว่า

ครูเคท : เราไม่เห็นความสามารถของตัวเองอย่างที่ทุกคนเห็น เราเข้าใจว่างานนี้ให้คนอื่นทำก็ได้ แต่การที่ได้รับมอบหมาย อยากให้มองว่าผู้บริหารเขาเห็นความเป็นไปได้ของเรา เลยให้เราทำเพื่อนำมาต่อยอด การที่เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเราต้องเข้าใจว่าหัวหน้าเห็นภาพเป็นแบบไหน เราเชื่อว่าทุกความคิดมีประโยชน์

ถาม : ทำงานอยู่ต่างประเทศ แล้วมีเพื่อนร่วมงานเป็นไบโพลาร์ เราทำงานแทนเขาตลอดเวลาเขาหยุดงาน แต่ถ้าเราทำพลาดเขาจะต่อว่า เหมือนเขาไม่ appreciate ในสิ่งเราทำเลย

ครูเคท :  ปัญหาส่วนตัวเขาค่อนข้างหนัก ถ้าเราต้องดีลด้วยอาจจะต้องหาทางให้เขาระบายความเครียดออกมาบ้าง ต้องเข้าใจว่าที่เขาเก็บตัวเพราะเขาไม่ได้ภูมิใจกับ background เท่าไหร่ เราอาสาช่วยคนอื่นอาจจะดีใจ แต่กรณีที่เขาเป็น toxic people ต่อว่าหรือโทษเวลาเราทำผิดพลาด ให้เราถอยออกมา เพราะเขาค่อนข้างมีอารมณ์ขึ้นลงและตีกรอบชัดเจน ถ้าใครทำงานด้วยวิธีที่แตกต่างออกไปเขาจะมีอารมณ์ทันที ลึกๆ เขาก็กังวล หวาดระแวง เราอาจรอให้เขามาขอความช่วยเหลือก่อน เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าเราเข้าไปยุ่งกับชีวิตเขา อาจจะเปลี่ยนเป็นให้กำลังใจ ถามไถ่แทน หรือถามตรงๆ เลยว่า ‘จะให้ฉันทำอะไร ?’ ‘จะให้ฉันช่วยตรงไหน ?’

ถาม : เรามองว่าบางอย่างเราไม่ต้องใช้เวลากับมัน อยากให้แบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน

ครูเคท : การทำงานจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้มันจะเกิดจากการที่เราเห็นภาพว่าจากข้างบน ข้างๆ และข้างล่าง อาจต้องถามตัวเองก่อนว่าเพราะเรามองจากมุมเดียวหรือเปล่า เราต้องเข้าใจคนทุก ๆ เลเวลก่อนถึงจะเปลี่ยนแปลงได้ เราขาดการสื่อสารกันในองค์กรหรือเปล่า อย่าให้งานติดตัวเรา ต่อไปให้พัฒนาระบบเพื่อที่จะให้คนอื่นมาแทนที่เราได้ การจะเติบโตในหน้าที่การได้คือการสร้างระบบให้คนรุ่นต่อไป แล้วเราจะได้ไปทำอย่างอื่นต่อในอนาคต

ถาม : ทำงานระดับผู้จัดการอยู่บริษัทแห่งหนึ่ง รู้สึกเกรงใจลูกน้องด้วยวัยที่ไม่ได้ต่างกันมาก ไม่กล้ามอบหมายงานเพราะกลัวเขามองเราเป็นหัวหน้าที่ไม่ดี สุดท้ายเลยรับมาทำเอง

ครูเคท : ในการทำงานเราต้องเข้าใจหมวกที่เราใส่ เราคือคนที่วางระบบการทำงาน คอยแก้ปัญหาให้ลูกน้อง อีกบทบาทคือ facilitator ช่วยให้เขาทำงานได้สะดวก เราเผลอเอาตัวเองไปเทียบกับคนอื่น หัวหน้ากับลูกน้องมี job description ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าใครเก่งกว่าใคร เวลางานเราเป็นมืออาชีพ นอกเวลางานเราเป็นพี่น้องกันได้ ทิ้งหัวโขนไปซะ หรือแม้แต่ให้ลูกน้องสอนงานเป็นบางครั้งก็ได้ในสิ่งที่เราไม่รู้

ถาม : แต่ก่อนเป็น perfectionism มาก แล้วค่อนข้างหงุดหงิดคนที่ทำงานช้า จนเจอ feedback ที่ไม่ดีจากรอบข้าง เลยพยายามเปลี่ยน mindset ตัวเองให้ผ่อนคลาย แต่ก็ยังกลัว feedback รอบข้างมากๆ เราแคร์คำพูดคนอื่นไปหมด

ครูเคท : ถามก่อนว่า ‘เราดุเพราะอะไร ?’ ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นเราถึงดุคนอื่น คุณถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว 4 ประการ กลัวทำไม่เสร็จ กลัวทำผิด กลัวงานออกมาไม่ดี กลัวคนอื่นประเมินว่าเราไม่ดี แต่ไม่รู้ตัว สัญชาตญาณเลยทำให้เรากระแทกอารมณ์ใส่คนอื่นโดยไม่รู้ตัว ที่ตอนนี้เรารู้สึกว่าเราดีขึ้นจริง ๆ ข้างในเรายังกลัวเหมือนเดิม แค่เราถอดใจไม่ไหว้วานลูกน้อง แล้วเอางานมาทำเอง

คำแนะนำจากครูเคท

ครูเคท : วิธีแก้ไขความกลัวและวิตกกังวลที่ได้ผล ไม่ใช่บอก “ช่างมัน” แต่คือการมองความกลัวนั้นให้ชัด แล้วบอกว่า “it’s not that bad” แล้วถ้ากลัวเราก็ต้องปลอบใจตัวเอง อยากให้มองว่าปัญหามีไว้ให้แก้ และฉันสามารถแก้ได้ทุกปัญหา ทุกครั้งที่แก้ได้เราจะฉลาดขึ้น เราได้เรียนรู้ ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นก็ได้ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง ลองมองเป็นการเรียนรู้เพื่อเติบโตแทน

Read More
จิตวิทยา เป็นเป็ดแปลว่าไม่เก่ง ตัวเองไม่เก่ง

OOCAstory: สะสมความธรรมดา เพื่อจะเป็น “เป็ด” ที่แข็งแกร่ง

“เพราะเป็ดไม่เคยได้คะแนนเต็ม แต่เป็ดยังเพิ่มคะแนนได้” ล้มแล้วก็ลองได้อีก จะเป็นไรไหม ถ้าวันหนึ่งเราพบว่าตัวเองเป็นมนุษย์เป็ด? ที่ต้องยอมรับว่าเราเป็นแค่ “เป็ดตัวหนึ่ง” ที่ไม่ว่าจะทำอะไร ทั้งการเรียน ดนตรี กีฬา งานอดิเรก ทำงาน ฯลฯ แม้ฉันจะทำได้ไม่แย่ แต่ก็ไม่เคยโดดเด่นกว่าใคร

เคยสงสัยในความสามารถของตัวเองไหม หรือตั้งคำถามกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นว่าเพราะโชคช่วยหรือใครช่วย? เพราะไม่ว่าจะมองยังไง เราก็ไม่เห็นจะพิเศษอะไรเลย ไม่โดดเด่น ทำอะไรก็ไม่สุดสักทาง หรือฉันจะเก่งไม่จริง

ทั้งที่เราวาดภาพในหัวไว้ว่า “ฉันต้องเก่ง ต้องดี ต้องมีความสามารถ ต้องเป็นที่ยอมรับ” ความคาดหวังที่สูงเกินไปนี้อาจจะทำให้เราโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ จนมองข้ามสิ่งดีๆ ที่เรามี ไม่คู่ควรกับอะไรดีๆหรอก กลายเป็นประเมินตัวเองตลอดเวลาจนทำให้เราไม่อาจมีความสุขกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้เลย

ซึ่งความรู้สึกนี้สอดคล้องกับ Imposter Syndrome เป็นอาการที่จะเกิดความสงสัยในตัวเอง กังวลในเรื่องความสามารถและความสำเร็จ รู้สึกว่าเราไม่คู่ควรกับอะไรดีๆ หรอก ขาดความมั่นใจและบั่นทอนความรู้สึก กลัวคนรอบข้างจะรู้ว่าเราไม่เก่งเท่าที่เขาคิดไว้ ไม่อยากให้คนอื่นผิดหวังกับความสามารถของเรา สุดท้ายก็ไม่รู้หรอกว่าเราคิดไปเองว่าเราไม่เก่งหรือเราเป็นแบบนั้นจริงๆ

ความเจ็บปวดจะเกิดขึ้นทำให้เราไม่พอใจที่เป็นเป็ด เพราะไม่อยากเคว้งคว้าง สับสน ไร้ตัวตน ยิ่งเปรียบเทียบกับคนในวัยเดียวกันหรือเห็นคนที่เขาเชี่ยวชาญในบางเรื่องมากๆ เราเองก็อยากจะเติมเต็มตัวเองด้วย “ความสมบูรณ์แบบ” เช่นกัน

มันอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้นะ ไอ้ความสมบูรณ์แบบที่ว่านั้น เพียงแค่เพราะเราอยากจะพุ่งไปข้างหน้า ก้าวขึ้นไปอยู่บนจุดที่สูงขึ้น เราเลยต้องเค้นพลังออกมาเพื่อจะบินให้ได้ แค่เพราะสังคมบอกว่าคนที่มีเป้าหมายคือคนที่เก่งหรือมีความอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่ง

ลองเอาความหลากหลายในตัวมาปะติดปะต่อกันดูดีไหม ดีซะอีกที่ไม่ต้องเลือกว่าจะชอบอะไรแค่อย่างเดียว หยิบจับอะไรเป็ดก็มีความสุขได้ เรียกว่าอยู่รอดในโลกกว้างน่าจะดี ต่อให้ถูกมองข้ามแต่ความธรรมดาจะทำให้เป็ดไม่ตกยุคและอยู่รอดเสมอ

บอกตัวเองว่า “เพราะเป็นเป็ดเลยเรียนรู้ได้ทุกวัน เป็ดยังเก่งได้อีก” พยายามสะสมสิ่งที่ทำได้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะแข็งแกร่งในแบบเป็ดๆ

อย่าลืมว่าความชอบและความสามารถเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด เรายังตามหามันได้ตลอดชีวิต เราอยากเห็นทุกคนรักตัวเองไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหน อูก้าขอให้กำลังใจทุกๆคนที่กำลังเดินในเส้นทางของตัวเอง เรายินดีรับฟังเรื่องราวของคุณเสมอ สามารถพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะ

อ้างอิงจาก

https://www.verywellmind.com/imposter-syndrome-and-social…

Read More
เหนื่อยมาทั้งปี ให้รางวัลตัวเอง

Reward yourself เหนื่อยมาทั้งปี ถึงเวลาให้รางวัลตัวเองแล้วแหละ

การให้รางวัลตัวเองไม่มีคำว่าสายเกินไป ส่งท้ายปีนี้ถึงเวลาที่คุณจะขอบคุณตัวเองแล้ว ลองนำ tips ที่เราให้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณได้ หวังว่าทุกคนจะมีช่วงเวลาดีๆ นะ

1. โทรคุยหรือวิดีโอคอลกับใครสักคน แบบ Non-stop

นึกถึงคนที่คุณอยากคุยแล้วลองโทรไปหาเขาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว อัปเดตเรื่องราวชีวิตของกันและกันแบบไม่ต้องกำหนดเวลาว่าจะคุยกันกี่ชั่วโมง เชื่อเถอะว่าจะเป็นฟีลลิ่งดีๆ จนเผลอคุยกันยาวข้ามคืน

2. shopping ของที่อยากได้

ต่อให้มีของที่อยากได้อยู่ในใจ แต่การตัดสินใจซื้อโดยไม่วางแผนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนๆ ก็มาถึงเดือนสุดท้ายของปีแล้ว ถ้าคุณรู้สึกว่ายังมีของที่อยากได้และซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน เราอยากให้คุณใช้เงินเพื่อความสุขบ้าง อย่างน้อยก็เป็นการให้รางวัลตัวเองที่ทำงานหนักมาตลอด

3. ดินเนอร์มื้อพิเศษหรือลอง Food Tour

จัดหนักๆ ให้ตัวเองสักมื้อคงไม่เป็นไร เลือกร้านอาหารที่คุณอยากไปมากที่สุด จะถูกจะแพงไม่สำคัญ ขอแค่เป็นมื้อที่คุณพอใจ การได้สั่งอาหารแบบไม่อั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะกินไม่หมด เพราะนี่เป็นม้ือที่เราจะสั่งทุกอย่างที่อยากกิน เวลาไม่ต้องดูราคาอาหารก็รู้สึกฟินแบบบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ แล้วถ้าไปกับคนพิเศษหรือกลุ่มเพื่อนซี้จะยิ่งดีสุดๆ ไปเลย

4. มาส์กหน้าแล้วนอนดูหนังทั้งคืน

relax แบบง่ายๆ ที่แทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรแต่กลับทำให้รู้สึกรักตัวเองมากๆ เหมือนเราได้ให้เวลากับตัวเองเพลิดเพลินกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ดีกว่าการทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวคุณ ไล่หาหนังที่ชอบใน Netflix ดูการ์ตูน จิบไวน์หรือจะเปิดเพลงคลอพร้อมกับดูแลตัวเองไปด้วย รับรองว่าคุณจะสบายใจในพื้นที่ส่วนตัวแล้วหัวเราะหรือร้องไห้ไปกับหนังเรื่องโปรด

5. เปลี่ยนสไตล์

ลองเข้าร้านทำผม เปลี่ยนสีเปลี่ยนทรง หรือซื้อเสื้อผ้าแนวใหม่ที่คุณไม่เคยซื้อดูไหม สร้างความแปลกใหม่ด้วยการรีเฟรชตัวเอง ฉีกกรอบเดิมๆ ที่คุณเป็น ไม่ใช่แบบเดิมมันไม่ดีนะ แต่คุณอาจจะได้เห็นตัวเองในมุมใหม่ๆ อย่างน้อยความสุขในการแต่งตัวของคุณก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ลองปลดปล่อยตัวเองแล้วเอ็นจอยกับมันให้มากขึ้นนะ

6. ซื้อดอกไม้หรือต้นไม้ให้ตัวเอง

ปกติถ้าไม่ใช่เทศกาลหรือวันสำคัญๆ เราคงไม่ซื้อดอกไม้ โดยเฉพาะซื้อให้ตัวเอง ใครบอกว่าเราต้องรอรับดอกไม้จากคนอื่น เราอาจรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องเดินเข้าไปเลือกดอกไม้หรือต้นไม้ แต่การเปลี่ยนบรรยากาศด้วยสีธรรมชาติๆ จะทำให้อารมณ์เราดีขึ้น ยิ่งช่วงโควิดหลายคนนิยมหันมาปลูกต้นไม้ซื้อกระถางทางออนไลน์ พอปลูกแล้วแค่ได้มองก็รู้สึกเหมือนความรักอบอวลไปทั่วบ้าน ช่วยให้ใจเย็นลงและคลายเครียดด้วยนะ

7. เล่นเกมข้ามวัน

ถึงเวลาโยนภาระทุกอย่างทิ้งไป แล้วหันมาเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนกันเถอะ เลือกวันเหมาะๆ ที่คุณเคลียร์งานให้เสร็จแล้วนัดเพื่อนในแก๊งหรือจะลุยเดี่ยวก็ไม่ว่ากัน บอกเลยว่าเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับใครหลายคนที่ต้องห้ามใจไม่ให้เล่นเกมด้วยเหตุผลต่างๆ วันนี้เป็นวันของคุณแล้ว!

8. หาคลาสเรียนที่น่าสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป, martial arts, ทำอาหาร, ภาษาต่างประเทศ หรืออะไรก็ได้ที่คุณสนใจ ปัจจุบันมีอะไรน่าสนใจมากมายให้เราได้เรียนรู้ สุดท้ายอาจจะพบว่าเรามีทักษะและความสามารถมากกว่าที่เราคิด อย่าเพิ่งกังวลว่าเราต้องเรียนต่อเนื่องหรือจริงจังกับมันมากขนาดไหน อย่าลืมว่าเราเรียนเพื่อผ่อนคลายตัวเอง เลือกในสิ่งที่เราอินแล้วเราจะมีความสุข

9. จัดห้องแล้วนอน

ลองนับดูเล่นๆ สิว่าในปีที่ผ่านมา มีกี่คืนที่เราหลับเต็มอิ่มโดยไม่มีอะไรให้กังวล สำหรับบางคนการจะข่มตาหลับเป็นเรื่องยากมากๆ และมันก็ส่งผลต่อร่างกายเราจริงๆ การทำงานหนักติดต่อกันโดยไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จะทำให้เราอ่อนล้า อยากให้ลุกขึ้นมาจัดพื้นที่ที่นอนหลับสบายที่สุด ไม่ว่าจะแสง อากาศ ที่นอน ลองเปิดแอร์เย็นๆ ห่มผ้านุ่มๆ จะเปิดเพลง จุดเทียนหรือปิดตาด้วยก็ได้ แล้วเข้าสู่การพักผ่อนที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของคุณให้กลับมาแข็งแรง

เราอยากเห็นความเหนื่อยล้าของคุณหายไป อูก้าขอเป็นเพื่อนที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างคุณในทุกโมเมนต์ทั้งดีและร้าย ขอให้วันนี้คุณมีกำลังใจดีๆ ในการเดินไปข้างหน้านะ เรื่องของใจให้เราช่วยรับฟังได้เสมอ

Read More
เด็กจบใหม่ 2021

OOCAstory: ฝันร้ายของเด็กจบใหม่ในโลกหลัง Covid-19

“โลกแตกเลยได้ไหม?” เป็นวลีที่ฮิตมาก ๆ ในหมู่เด็กจบใหม่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

หลังจากโรคโควิด 19 พลิกโฉมโลกปี 2020 ให้ไม่มีอะไรที่คาดเดาได้หรืออาจปิดช่องว่างสำหรับการวางแผนชีวิต การเรียนจบที่เคยเป็นหมุดหมายของทุกคนและแสดงถึงการเริ่มต้นใหม่บนเส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็กลับกลายเป็นเส้นทางที่ไม่แน่นอนอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการหางานที่ยากขึ้นเป็นเท่าตัว เนื่องจากบริษัทจำนวนมากลดอัตราการจ้างพนักงาน หรือแม้จะหางานได้แล้ว ภาพการทำงานในอนาคตก็ยังดูไม่ชัดเจ

สายงานของฉันต้องปรับตัวยังไง ? แล้วสำคัญกว่านั้น ตำแหน่งของฉันจะจำเป็นขนาดไหนในโลกหลังโควิด 19? แล้วนอกจากการทำงาน แผนที่วางไว้ก็พังทลายกันเป็นแถบๆ คือแผนการท่องเที่ยว การปลดปล่อยอิสระที่รอคอยมาตลอดเทอมสุดท้ายที่ต้องฝ่าฟันกับธีสิสจบก็ถูกมาตรการการล็อกดาวน์ทั่วโลกขโมยไป จนต้องร้องออกมาว่า “พอแล้ว โลกแตกเถอะ เหนื่อยกับทุกอย่างเหลือเกิน”

ในงานวิจัยทั่วโลก พบว่าปัจจุบันกรณีปัญหาด้านสุขภาพจิตนั้นพุ่งสูงขึ้นมาก หลังจากเกิดโรคโควิด 19 โดยในบางประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นสามเท่าจากช่วงก่อนโควิดระบาดเลยด้วยซ้ำ โดยส่วนมากโรคที่พุ่งสูงขึ้น ได้แก่ โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล

การยกเรื่องสถิติเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อให้กังวลใจอะไร แต่ทีมของอูก้าอยากสื่อให้เพื่อนๆ ที่กำลังอ่านอยู่เห็นว่าหากคุณกำลังเป็นเด็กจบใหม่ที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพใจในเวลานี้อยู่ เธอไม่ได้อยู่คนเดียวและมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทีมงานของอูก้าเองก็เป็นทีมที่รวบรวมคนจากต่างสถานที่และต่างวัยมาอยู่ด้วยกัน และเราทุกคนก็ต่างเผชิญกับความเจ็บปวดในแบบของตัวเองเพราะปี 2020 เช่นกัน แล้วการนำเรื่องในใจและประสบการณ์ของตัวเองมาแบ่งปันกันนั้นช่วยให้เราอยากผ่านสถานการณ์นี้ไปได้มากกว่าเดิม และให้เราได้เชื่อว่าโลกนี้ยังไม่ต้องแตกก็ได้และมันยังดีพอให้เราสู้ต่อไปด้วยกัน

ระหว่างทางนั้นหากรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ยังมองไม่เห็นเส้นทางที่จะไปต่อ หรือแม้ว่าจะไม่พร้อมเล่าให้ใครฟัง อูก้ายังพร้อมจะคุยกับคุณเสมอนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2770146

https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/69/wr/mm6932a1.htm

https://www.statista.com/statistics/1173432/covid-related-anxiety-depression-us-adults-by-education/

Read More
แรงกดดันของวัยทำงาน เ

Brandthink x OOCA “วัยหนุ่มสาวต้องเจอกับ ความกดดันรูปแบบไหนมากที่สุด”

ในแคมเปญนี้ Ooca ได้มีโอกาสร่วมงานกับ Brandthink ซึ่งหัวใจหลักของงานครั้งนี้ เราได้พูดคุยถึงช่วง Quater Life Crisis ที่หลายๆคนต่างประสบกับความผิดหวัง สับสน หลงทาง แล้วรู้สึกว่าตัวเองช่างเปราะบางเหลือเกิน จึงเกิดคำถามว่า “ในช่วงวัยหนุ่มสาวคุณเจอกับความกดดันรูปแบบไหนมากที่สุด” โดยคำตอบที่ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกมากที่สุดคือ รู้สึกว่า “ตัวเองเก่งไม่จริง / ตัวเองเป็นเป็ด” และรองลงมาคือ “รู้สึกหมดไฟ อยู่ไปวันๆ” ทางอูก้าจึงได้นำสองประเด็นนี้มาขอคำแนะนำจากนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้า เพื่อแบ่งปันกับทุกๆคน

คุณกอบุญ เกล้าตะกาญจน์ นักจิตวิทยาของอูก้าแนะนำว่าเรื่อง “ตัวเองเก่งไม่จริงและตัวเองเป็นเป็ด” นั้น เกี่ยวข้องกับความรู้สึกที่เรามองตัวเองและรู้สึกว่าตนเองไม่เก่งอะไรสักอย่าง ตามทฤษฎีจิตสังคมของอิริคสัน (Erikson’s Psychosocial Theory) บุคลิกภาพของบุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกๆ ช่วงของชีวิต (ตั้งแต่เกิดจนตาย) ขึ้นอยู่กับสังคมที่เราเกี่ยวข้องด้วย ในแต่ละขั้นของพัฒนาการทางบุคลิกภาพอาจจะมีช่วงวิกฤติอยู่ สําหรับการที่เราจะพัฒนาในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะ

“ตัวเองเก่งไม่จริง” เกิดขึ้นจากอะไร?

ในช่วงระยะวัยเรียน (อายุ 6-11 ปี) เด็กเจอกับสังคมในโรงเรียน เริ่มต้นเรียนรู้สิ่งที่จําเป็นสําหรับการเป็นสมาชิกของสังคม เด็กอาจจะได้รับการสั่งสอนทักษะชีวิตด้านต่างๆ เช่น การมีมารยาท การดูแลตนเอง การซ่อมแซมเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น รวมไปถึงการศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆ อีกด้วย ถ้าเด็กเรียนรู้ได้อย่างดีก็จะมีความรู้สึกภูมิใจและหมั่นเพียรมากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเด็กรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถพอที่จะเรื่องพื้นฐานในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคม แต่บุคคลรอบตัวหรือเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันสามารถทําได้ เด็กจะรู้สึกด้อยกว่า ตัวเองเก่งไม่จริงได้

ความคิดว่า “ตัวเองเป็นเป็ด” เกิดจากอะไร?

ในแต่ละขั้นของพัฒนาการทางบุคลิกภาพจะมีความสัมพันธ์กับขั้นถัดไปและส่งผลต่อเนื่องกันไป ถ้าวัยเรียน เราพัฒนาความรู้สึกว่า “ตัวเองเก่งไม่จริง” ย่อมมีผลต่อช่วงวัยต่อมาคือ อาจทำให้เป็นวัยรุ่นที่สับสนและไม่รู้จักตนเองได้  อิริคสันเรียกการเปลี่ยนแปลงในช่วงวิกฤตินี้ว่า “ช่วงวิกฤติของการแสวงหาเอกลักษณ์ (Identity)” ระยะที่เป็นวัยรุ่น (อายุ 12 -17 ปี) ถ้าสามารถรู้จักตนเองหรือแสวงหาเอกลักษณ์ของตนเองได้ ปัญหาช่วงวิกฤติในระยะวัยรุ่นก็จะหมดไป การเข้าใจว่า “ฉันคือใคร” และ “อะไรบ้างที่ตนสามารถจะทําได้หรือทําไม่ได้” จะทำให้เรามีพัฒนาการของความไว้วางใจ (trust) ความเป็นตัวของตัวเอง ความคิดริเริ่มและความขยันหมั่นเพียร วัยรุ่นที่สามารถพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเองได้ก็จะมีปัญหาบุคลิกภาพหรือมีความสับสนเกี่ยวกับตนเองน้อยลง  ลดการพัฒนาความรู้สึกที่ว่า “ตัวเองเก่งไม่จริง” และ “ตัวเองเป็นเป็ด”

แนวทางพัฒนาตัวเองเพื่อลดความกดดันที่เกิดขึ้นคือ ให้ใช้โอกาสในแต่ละช่วงของชีวิต ทั้งวัยเรียน วัยรุ่น และวัยต่างๆ ค้นหาว่าตัวเองเก่งถนัดในเรื่องใดบ้าง โดยคนอื่นๆ สังเกตแนะนำ สำรวจความถนัดตัวเองและอาจลองทำแบบทดสอบความถนัดทางจิตวิทยา เพื่อทำให้รู้จักความถนัดของตัวเองและมุ่งพัฒนาในด้านนั้นจนเก่งขึ้น เกิดเป็นความสำเร็จและความเชี่ยวชาญ ช่วยลดความคิดว่า“ตัวเองเก่งไม่จริง” และ “ตัวเองเป็นเป็ด” ได้

อ้างอิงจาก

ทฤษฎีจิตสังคมของอิริคสัน (Erikson’s Psychosocial Theory)

ดร.รพีพงค์ ยังวราสวัสดิ์ แนะนำว่าเมื่อชีวิตเรารู้สึกว่ากำลังหมดไฟหรือนี่เรากำลังอยู่ไปวันๆ อาจเริ่มจากการ

1. ค้นหาสาเหตุ/ต้นตอที่ทำให้เราหมดไฟ อย่างในช่วง COVID-19 เคสที่เราพบมากคือความเครียด ความกดดันจากการทำงาน

2. เมื่อทราบปัญหาแล้ว เราก็หาทางแก้ไขสิ่งที่ทำให้เราหมดไฟ สมมติว่าสาเหตุอยู่ที่ความกดดันเรื่องงาน เราควรหาวิธีต่อรอง ขอความช่วยเหลือเพื่อให้ความเครียดลดลง

3. เราอาจเลือกทำในสิ่งที่ใกล้เคียงกับกำลังและความสามารถของเรา การทำในสิ่งที่ยากเกินกำลังความสามารถของเรามากจนเกินไปจะมีความเสี่ยงสูงที่ทำให้เราเหนื่อย ท้อและหมดไฟได้

4. ทำชีวิตประจำวันให้มีคุณภาพ ได้แก่ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำสิ่งที่สำคัญในชีวิตให้สมดุล อันไหนที่สำคัญน้อยเราต้องเลือกที่จะตัดทิ้ง การรับสิ่งต่างๆ เข้ามามากเกินไปอาจทำให้เราเครียดเรื้อรัง ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะหมดไฟ

5. ทำกิจกรรมที่บำบัดความเครียด เพราะกิจกรรมที่สนุกเพลิดเพลินทำให้เรา active บางกิจกรรมก็สร้างความสงบให้กับชีวิต ทำให้เราลืมเรื่องเครียดๆ รู้สึกผ่อนคลาย ออกจากอาการหมกมุ่นได้

6. การเห็นคุณค่าในตัวเองสำคัญมาก การทำตัวเองให้มีค่า รู้จักชื่นชม ให้กำลังใจและมองหาข้อดีของตัวเอง พัฒนาข้อเสียและพาตัวเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่สร้างคุณค่าให้กับเรา

7. รู้จักตั้งเป้าหมายเพราะการกำหนดเป้าหมายชัดเจนจะช่วยสร้างพลังใจ ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น

คนที่กำลังเจอภาวะแบบนี้อยู่ ที่สำคัญไม่ว่าตอนนี้คุณจะกำลังเรียน ทำงาน สับสนหรือหมดไฟ

อย่าลืม Save ใจของตัวเองด้วยนะ เพราะอูก้าเชื่อว่าทุกคนสมควรได้รับความสุขเสมอ

.

ไม่ว่าจะกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่ หากอยากพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ สามารถนัดวันและเวลาเข้ามาได้เลย เรื่องของใจให้อูก้าช่วยรับฟังเสมอเลยนะ

สามารถติดตามไลฟ์สดย้อนหลังงาน SAVEMYSELFTALK ได้ที่: https://www.facebook.com/watch/?v=199179605067998

#SAVEMYSELFTALK

Read More
ของขวัญจับฉลากสิ้นปี ซื้ออะไรดี

OOCAstory: จับฉลากสิ้นปีคือการสุ่มของ หรือสุ่มความรู้สึก

เวลาหันมองไปรอบๆ บ้านแล้วมองเห็นสิ่งของที่ไม่เคยได้ใช้เลยบ้างไหม อาจจะมีตุ๊กตาที่วางจนฝุ่นจับ ปฏิทินที่ยังไม่ทันได้ใช้ก็หมดปีแล้ว หรือสารพัดแก้วน้ำที่เก็บไว้ตามมุมตู้ นึกๆ ดูแล้วสิ่งของหลายอย่างที่เราไม่ได้ใช้นั้นได้มาจากงานเลี้ยงปีใหม่ที่เราจับฉลากมาหรือได้รับเป็นของขวัญหรือเปล่า

แล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับการจับฉลากในช่วงสิ้นปี? เคยไม่ชอบของที่จับได้บ้างไหม อย่างเช่นได้ของขวัญที่เราไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร สุดท้ายก็ต้องวางไว้อย่างนั้นหรือยกให้คนอื่นไป แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็อดรู้สึกเซ็งๆ กับการจับฉลากไม่ได้

ช่วงสิ้นปีหลายๆ บริษัทหรือในกลุ่มเพื่อนมักหากิจกรรมทำร่วมกัน ซึ่งการจับฉลากก็เป็นกิจกรรมที่นิยมเล่นกันเพื่อเพิ่มความสนุกในช่วงเทศกาล นำมาซึ่งเสียงหัวเราะและช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี แต่สำหรับบางคนการจับฉลากอาจทำให้เสียความรู้สึกหรือเกิดความลำบากใจตั้งแต่เลือกซื้อของขวัญไปจนถึงไม่ได้เห็นประโยชน์จากกิจกรรมนี้ แต่การให้ของขวัญปีใหม่ถือเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา เพื่อรักษามิตรภาพอันดีและเป็นการแสดงความขอบคุณ ยิ่งเรามีสังคมเพื่อนและสังคมทำงาน ค่าของขวัญก็นับเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย

บางครั้งเราต้องเลือกของที่อยู่ในงบประมาณที่กำหนด หรือเลือกตามหัวข้อที่ให้มา เช่น ของที่พยัญชนะขึ้นต้นด้วย ก.ไก่ ราคา 500 บาท เราก็ต้องไปเดินเลือกหรือตามหาของที่เหมาะสม แถมยังต้องคิดด้วยว่าผู้รับอาจเป็นได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ยิ่งถ้าช่วงอายุกว้างเราอาจจะต้องใส่ใจมากขึ้นว่าเขาจะชอบของที่เราให้ไหม ได้ใช้ประโยชน์หรือเปล่า

บางครั้งอุตส่าห์ตั้งใจเลือกดันซื้อมาซ้ำกับคนอื่นอีก หรือคนที่ได้รับไม่เหมาะกับของชิ้นนั้นเลยก็น่าเสียดาย ทำให้เราต้องไปเดินเลือกเดินหา จนกว่าจะเจอของที่โดนใจทั้งคนให้และคนรับ หลายคนถึงกับลงทุนเพื่อซื้อของที่น่าจะสร้างสีสันให้เป็นที่จดจำในวงปาร์ตี้เลยทีเดียว

เพราะความตั้งใจและเซนส์ในการเลือกของขวัญเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงตัวเราด้วย หลายๆคนจึงให้ความสำคัญกับการจับฉลากมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถ้าเรามีหน้ามีตาหรือตำแหน่ง หากเลือกของไม่ดีอาจทำให้เกิดเสียงนินทาตามมาได้ แต่ยิ่งเราลงทุนลงใจไปกับการจับฉลากมากเท่าไร เราก็อดคาดหวังไม่ได้ว่าเปิดกล่องของขวัญแล้วเราจะได้ของถูกใจเช่นกัน เพราะเราคิดว่ามันเป็นโมเมนต์ที่ทุกคนน่าจะได้มีความสุขกับของขวัญตรงหน้า

อยากให้มองว่าเทศกาลแห่งการให้เราก็ส่งความสุขด้วยความเต็มใจ ความคาดหวังกับสิ่งที่จะได้กลับมาอาจทำให้เราหมดสนุก แม้การจับฉลากอาจไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความพอใจของทุกๆ คน แต่อยากให้มองเป็นอีเว้นท์ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้ชีวิตและช่วยกระชับความสัมพันธ์ เพราะการจับฉลากก็มีไว้เพื่อให้ทุกคนเอ็นจอยกับบรรยากาศเฉลิมฉลองมากขึ้น

โดยส่วนตัวเราชอบการจับฉลากเพราะความพิเศษของเทศกาลคือการได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกดีๆ ที่สำคัญกว่ามูลค่าหรือสิ่งของที่ได้รับอีก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร จากใคร อยากให้เรารับไว้ด้วยหัวใจที่ขอบคุณนะ

อูก้าขอส่งต่อความรู้สึกดีๆ ช่วงส่งท้ายปีแบบนี้ให้ทุกคนมีความสุขและสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา อย่าเก็บความทุกข์ไว้ข้ามปีเลยน้า ถ้ามีอะไรให้เราช่วยแบ่งเบาอูก้าก็ยินดีรับฟังคุณเสมอ สามารถทักมาปรึกษาได้เหมือนเดิมแม้จะเป็นช่วงเทศกาลนะคะ

Read More
ทำไมต้องเลิกเป็นติ่ง

OOCAissues : ทำไมใครๆ ก็ชอบบอกให้ฉันเลิกเป็น “ติ่ง”

“จะเป็นติ่งไปถึงเมื่อไร” และ “ทำไมถึงทำตัวไม่ค่อยสมกับวัยเลย” เคยถามคำถามนี้กับตัวเองไหม?

ด้วยความที่เราเองก็เป็นติ่งมาหลายปี เลยเริ่มสงสัยเรื่องนี้จากคำถามที่เกิดขึ้นในงาน “ #SAVEMYSELF เอาความสุขของเราคืนมา” ที่อูก้าได้มีโอกาสร่วมงานกับทาง Brandthink เจ้าของเรื่องเล่าว่าตัวเองอยู่ในวัยทำงานและมีความเจริญก้าวหน้าในระดับหนึ่งที่มีงานอดิเรกคือการเป็น “ติ่ง” แต่ด้วยวัยใกล้สามสิบทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างตั้งคำถามเกี่ยวกับการเป็น “ติ่ง” แรกๆ เจ้าตัวไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร ออกจะพอใจที่การติ่งทำให้เรามีความสุข แต่ไปๆมาๆ ก็เริ่มคิดแล้วว่าหรือเราโตเกินไปแล้วจริงๆ ควรจะหันมาโฟกัสชีวิตตัวเองให้มากขึ้น หรือแคร์สายตาคนรอบข้างไหมน

แล้วสิ่งใดที่เป็นตัววัดว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบไหน อายุเท่านี้เหมาะกับกิจกรรมอะไรบ้าง แล้วอะไรที่ทำได้ถ้าเป็นวัยรุ่น แต่ห้ามทำถ้าเข้าวัยทำงาน มันสามารถแบ่งแยกกันได้ชัดเจนเลยหรือเปล่า หรืออยู่ที่วิจารณญาณของเราเองและสังคมที่เราอยู่ หากจะบอกว่าคำพูดของคนรอบข้างไม่มีอิทธิพลเลยก็คงจะโกหก เพราะเรายังต้องทำงานต้องเข้าสังคม ในบางอาชีพภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือนั้นสำคัญมาก แต่ถ้าจะให้ความคิดคนอื่นมีน้ำหนักมากกว่าความสุขของเรา คงต้องชั่งใจดูอีกทีว่าผลกระทบมันมากเสียจนเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงความชอบของตัวเองด้วยเหรอ

#คำแนะนำจากทีมงานอูก้า

ถ้าเรารับผิดชอบหน้าที่ได้ดี ไม่ต้องสนใจหรอกว่างานอดิเรกหรือความชอบเราจะทำให้ใครเข้าใจผิด ต่อให้เรากังวลว่าคนอื่นอาจจะตัดสินเราหรือมองเราเปลี่ยนไป แต่อย่าลืมว่ามันเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราได้รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร และใครทำให้เรามีความสุข สิ่งนี้คือเกราะป้องกันเราในวันที่อ่อนแอหรือท้อแท้

บอกตัวเองว่าความสุขไม่ต้องเลือกอายุ ไม่ใช่แค่เรื่องติ่งเท่านั้น แต่ถ้าเราอินกับอะไรมากๆ จนเกิดเป็นความผูกพันอยากให้รักษาสิ่งนั้นไว้ ตราบใดที่เรารับผิดชอบชีวิตตัวเองและดูแลใส่ใจคนรอบข้าง หากเราจะมีกิจกรรมบางอย่างเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ตัวเองมีรอยยิ้มมากขึ้นก็ขอจงเก็บมันไว้เป็นพลังใจ

#คำแนะนำจากนักจิตวิทยาของอูก้า

เวลาที่เราได้ฟังคำพูดของครอบครัวหรือคนรอบข้างแล้วทำให้เครียด กดดัน อยากชวนให้ทุกคนเปิดใจและรับรู้ความรู้สึกและความต้องการของคนๆ หนึ่งที่อยากให้คนอื่นเข้าใจมุมมองหรือสิ่งที่เขาชอบมากยิ่งขึ้น เพื่อทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป คำพูดบางคำที่เราไม่ทันระวัง แม้มีเจตนาพูดด้วยความห่วงใย แต่ทำให้ผู้ฟังรับรู้ไปในเชิงถูกตัดสินว่า “ความคิดและตัวตนที่เขาเป็นนั้นไม่ดีไม่โอเค ไม่เหมาะสมกับวัยวุฒิ” จึงอยากให้ผู้พูดตระหนักถึงการพูดคุยในเชิงบวก ยอมรับและไม่ตัดสินตัวตนที่เขาเป็น ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

1. ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราคงนำบรรทัดฐานของตนเองไปกำหนดหรือนิยามความสุขของคนอื่นไม่ได้ เป็นเรื่องปกติที่คนอื่นจะมีความเห็นที่แตกต่างกับเรา แต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยอมรับและเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง

2. เราคงไม่ไปกำหนดหรือขัดขวางในสิ่งที่เขาเลือก สิ่งที่เขารักซึ่งเหมาะกับตัวเขา แต่ละบุคคลมีสิทธิที่เลือกวิถีชีวิตตนเองตามใจปรารถนา เพราะแต่ละบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการเลือก ตราบใดที่สิ่งที่เขาเลือกไม่ได้ส่งผลเสียต่อตัวเขาเองและคนอื่น ไม่ได้ขัดต่อหลักกฎหมายและศีลธรรมอันดีแต่อย่างใด ดังนั้นความสัมพันธ์ที่มีสุขภาวะ (Healthy) ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การกำหนดหรือครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

3. คนรอบข้างเองก็ไม่ควรไปเดือดเนื้อร้อนใจเป็นห่วง หรือกำหนดวิถีชีวิตของคนอื่นนั้นมากจนเกินไป เพราะทุกคนต่างก็สามารถดูแลและรับผิดชอบในสิ่งที่ได้เลือกแล้ว

สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนสำรวจตัวเองและตระหนักรู้อยู่เสมอว่า คำพูดหรือการแสดงออกของเรามีผลทำให้คนใกล้ตัวรู้สึกเครียดไม่สบายใจหรือไม่ เพราะความหวังดีที่มีต่อคนอื่นมักเป็นไปตามความคาดหวังของเราทั้งสิ้น ซึ่งอาจทำให้คนที่เรารักไม่มีความสุขได้เหมือนกัน

อาจพูดได้ว่า “การติ่ง” ไม่ใช่แค่ความรู้สึกชื่นชอบธรรมดา แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนบางคนหรือสิ่งของบางอย่างมีคุณค่าต่อจิตใจอย่างที่ไม่มีคำบรรยาย แล้วถ้าการติ่งคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเราไว้ เป็นพลังใจที่ทำให้เรามีแรงสู้ในทุกๆวัน เราควรจะทะนุถนอมความรู้สึกที่มีค่านี้ไว้มากกว่า เพราะถ้าวันหนึ่งความสุขในชีวิตเกิดขาดหายไป การเป็นติ่งก็ทำให้เรารู้ว่า “ยังมีสิ่งดีๆ คนดีๆ ที่ช่วยหล่อเลี้ยงใจเราอยู่”

โดยส่วนตัวเราคิดว่าทางออกอาจไม่ใช่การเลิกติ่ง ถ้าเรารู้ว่าสิ่งไหนที่ทำแล้วเป็นความสุข อูก้าอยากให้ทุกคนกอดมันเอาไว้ให้แน่นๆ เลยนะ แล้วถ้ารู้สึกไม่สบายใจเรามาช่วยกันหาทางดีลกับความทุกข์นั้นกันดีกว่า เรื่องของใจให้อูก้าช่วยรับฟังได้เสมอ สามารถนัดมาปรึกษาได้ตลอดนะคะ

Read More
  • 1
  • 2