Depression

เราจมอยู่กับความเศร้าตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่ถึงจะเดินหน้าต่อไปได้ ?
.

หลายๆ คนคงจะเคยได้ยินชื่อของ ภาวะความเครียดหลังผ่านเหตุสะเทือนใจ (Post-Traumatic Stress Disorder : PTSD) ซึ่งเป็นอาการความเครียดที่บุคคลมีหลังจากผ่านเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ กระทบกระเทือนจิตใจ หรือวิกฤตที่รุนแรงของชีวิต เช่น บุคคลสำคัญที่ใกล้ชิดเสียชีวิต ทหารผ่านศึก การถูกคุกคามทางเพศ แล้วมีผลต่อภาวะจิตใจ ทัศนคติ การปรับตัวของชีวิตในสังคม อาการที่มักพบร่วมด้วยคือซึมเศร้า มีการใช้สารเสพติด หรือมีปัญหาด้านความสัมพันธ์

เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยมีความรู้สึกที่ว่า ทำไมเราถึงได้ทำอะไรผิดพลาดบ่อยครั้ง แล้วก็หาสาเหตุไม่ได้ หรือเมื่อมีสิ่งที่ผิดพลาด ไม่ปกติเกิดขึ้นกับเหตุการณ์หรือบุคคลอื่น เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า มันเป็นความผิดของเราเอง หลายครั้งที่พยายามทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเพื่อตัวเองหรือคนอื่น เราไม่สามารถเอาความคิดที่ว่า เรามันดีไม่พอ เก่งไม่พอ ออกจากหัวได้เลย

เคยสงสัยกันไหมว่า เราต้องมีอาการอย่างไร เป็นแค่ไหน ถึงควรจะไปพบจิตแพทย์ วันนี้อูก้าอยากชวนเพื่อนๆ กลับมาสังเกตตัวเองว่า เรายังไหวอยู่มั้ย หรือเราต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือเปล่า

ในสังคมปัจจุบันการแข่งขันที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนเราต้องพยายามทำให้ตนเองพัฒนาและเอาชนะคนอื่นอยู่เสมอ สิ่งนี้เองทำให้หลายคนกดดันตัวเองและอยากทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ รู้สึกว่าตัวเองจะล้มเหลวไม่ได้ ทุกอย่างต้องเพอร์เฟค เมื่อเราคาดหวังกับความสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ได้กลับมามันไม่ใช่ เราจะเริ่มกังวล รู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอ คอยโทษตัวเอง เราเรียกอาการนี้ว่า Atelophobia (โรคกลัวตัวเองดีไม่พอ) หรืออาการกลัวความไม่สมบูรณ์แบบ

“ฉันเห็นเธออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ นะวันนี้ เมื่อเช้ายังหน้าตาสดใส ยิ้มแป้นอยู่เลย ตกบ่ายมาทำไมดูหงอยๆ ซึมๆ เธอเป็นไบโพลาร์หรือเปล่าเนี่ย” เชื่อว่าหลายๆ คนเคยได้ยินประโยคนี้จากคนรอบข้าง หรืออย่างน้อยๆ ก็จากละครกันมาบ้าง ทำให้หลายๆ คนที่ได้ยิน มีความเชื่อว่าโรคไบโพลาร์นั้นจะมีอาการเหมือนกับในละคร และพูดกันติดปาก
.
แน่นอนว่าไบโพลาร์ไม่ใช่การที่อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ชีวิตดีไม่กี่ชั่วโมงก็พลิกมาเป็นซึมเหงาๆ หรือว่าร้ายเหวี่ยงวีน แต่ในความจริงแล้ว ไบโพลาร์มันมีระยะเวลาที่เป็นแต่ละช่วงที่นานกว่านั้น และอาการก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสียทีเดียวด้วย

พ่อแม่เผลอรังแกฉัน
.

หมอเพิ่งเห็นข่าวจากเว็บไซต์หนึ่งว่ามีเด็กเลือกคณะที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย จาก TCAS ปรากฏว่าถูกเปลี่ยนคณะโดยไม่ทันตั้งตัว​ โดยแม่เป็นคนเลือกคณะที่เด็กไม่ชอบให้ พอเห็นข่าวแล้วหมอรู้สึกสงสารเด็กจับใจ เพราะหมอมีประสบการณ์ตรงที่พบเพื่อน​ รุ่นน้อง​ นักศึกษา​ และคนไข้มากมายที่ต้องเรียนคณะที่ตนเองไม่ได้เลือกและไม่ได้ชอบ แล้วต้องฝืนเรียนจนจบ เพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ แต่ตนเองก็เกิดความเครียดจนเป็นโรคซึมเศร้า เสียโอกาสในชีวิตไปนานหลายปีในการค้นหาตัวเองเพื่อเลือกอาชีพใหม่

เป็นที่ทราบกันดีว่าในวัยเด็กนั้นเด็กหลายคนอาจจะมีปมจากการถูกกลั่นแกล้ง​ รวมทั้งการถูกทารุณ​กรรมทางร่างกายและจิตใจ​ ไม่ว่าเหตุจะเป็นจากรูปร่างหน้าตาที่แตกต่าง เช่น​ น้ำหนัก​ สีผิว​ ความสูง​ หน้าตา หรือมีปัญหาทางพัฒนาการ​ ปัญหาการเรียน​ เช่นซนสมาธิสั้น​ ปัญหาการเรียนรู้ช้าในบางวิชา

“แค่นี้เองแก”
“เห้ยอย่าคิดมากดิ”
“เราเคยเจอหนักกว่านี้อีก”
“คนอื่นลำบากกว่าแกตั้งเยอะ”
.
คาดว่าบางคนต้องเคยได้ยินคำเหล่านี้ผ่านๆบ้าง โดยเฉพาะเวลาระบายเรื่องที่กำลังเครียดหรือไม่สบายใจให้คนอื่นฟัง ซึ่งคนที่ตอบคำเหล่านี้ อาจจะตั้งใจให้กำลังใจเราจริงๆนะ เขาอาจจะหวังดีให้ลองมองในอีกมุมนึง ให้เราฮึบและสู้กับปัญหา แต่ทำไมนะ ทำไมสำหรับบางคนอาจจะฟังแล้วรู้สึกเศร้ากว่าเดิม เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่พอได้รับคำปลอบใจเหล่านี้แล้วเจ็บกว่าเดิม

“ ต่อให้ร้องไห้ฟูมฟายและเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ก็ยังไม่รู้สึกแย่เท่าความว่างเปล่านี้เลย”
.
ใครบางคนอ่านแค่ฟังคำว่า “ว่างเปล่า” ก็เข้าใจเป็นอย่างดี ความรู้สึกที่ไม่เศร้าไม่รู้สึกใยดีกับเรื่องเลวร้ายที่กำลังเข้ามา ในขณะเดียวกันก็ #ไร้ความสุข ไม่รู้สึกยินดีกับพลังด้านบวกที่อยู่รอบตัว หัวใจของเราว่างเปล่าไม่รู้สึกถึงอะไรเลยนั้น จนเหมือน #เราไม่มีตัวตนอยู่จริง มีแค่กายแต่ไม่มีจิตใจ… เป็นภาวะเสี่ยงทางใจที่มีชื่อเรียกว่า “Anhedonia”