เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์ ไฮเปอร์เวน โรคเรียกร้องความสนใจ

OOCAknowledge: Hyperventilation Syndrome ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่ร่างกายมันไปเอง

การบ้านเยอะจนเครียด เรียนออนไลน์ก็ไม่รู้เรื่อง

หัวหน้าดุอีกแล้ว งานที่ทำกำลังฆ่าเราอย่างช้า ๆ

คนที่รักกลับกลายเป็นเฉยชา ครอบครัวก็ไม่สนใจ

.

เคยไหมทุกสิ่งที่เข้ามาทำให้เรารู้สึกเครียดจนทนไม่ไหว ?

รู้สึกเครียดและวิตกกังวลกับอะไรบางอย่างจนหายใจไม่ออก เคลื่อนไหวร่างกายไม่ถนัด หายใจเข้าไปเท่าไหร่อากาศก็ไม่ลงปอดเสียที มีอาการหูอื้อ หน้ามืด เวียนหัวเหมือนจะเป็นลม มือเย็นเท้าเย็น บางทีก็เกิดอาการมือจีบ ตัวเกร็งไปหมด และอาการเหล่านี้มักจะมาในช่วงที่คุณรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลมาก ๆ ซ้ำร้ายคนรอบตัวยังไม่เข้าใจ และคิดว่าคุณอาจกำลัง ‘เรียกร้องความสนใจ’ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย นี่เราเป็นอะไรกันแน่นะ ?

.

Hyperventilation Syndrome ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์

สิ่งที่คุณเป็นอยู่ (หรือคนใกล้ตัวของคุณกำลังเป็น) อาจจะเป็นอาการของ ‘Hyperventilation Syndrome’ หรือ ‘ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์’ ซึ่งมีสาเหตุมาจากด้านอารมณ์และจิตใจ ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล รู้สึกกลัว ประหม่า โดยก่อนเกิดอาการพบว่าผู้ป่วยมักประสบภาวะกดดันทางจิตใจ เช่น ปัญหาการเรียน รู้สึกเครียดจากที่ทำงาน ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หรือเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกตื่นกลัว เครียด กังวลมาก ๆ จนทำให้เกิดภาวะ Hyperventilation ขึ้น

.

ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ ประมาณ 20-30 นาทีเท่านั้น พบว่าเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีอาการ ร่างกายจะหายใจเร็ว หอบลึก ทำให้มีออกซิเจนในเลือดมากกว่าปกติ และระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตามมาคือ รู้สึกหายใจลำบาก เหมือนหายใจเท่าไหร่ก็ไม่พอ หัวใจเต้นแรง ใจสั่น รู้สึกหวิว ๆ หน้ามืดและเวียนหัว และเมื่อออกซิเจนในเลือดมากเกินไปฉับพลันก็นำไปสู่ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ทำให้มือเท้าจีบเกร็ง มือเท้าเย็น ชาบริเวณปลายมือปลายเท้า

.

ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่ร่างกายมันไปเอง

ถึงแม้ว่าอาการนี้จะไม่ส่งผลอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็อาจจะรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่สำคัญคือสภาพจิตใจที่อาจจะเหนื่อยล้ากับอาการที่เป็นอยู่ หลายคนที่มีอาการนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นอะไร แถมยังถูกตัดสินด้วยอคติ ว่าเรียกร้องความสนใจบ้างแหละ ทำตัวนางเอกบ้างแหละ

.

อย่างเช่นกรณีของบางมหาวิทยาลัยที่มีการรับน้อง นิสิตนักศึกษาปีหนึ่งที่พึ่งผ่านพ้นวัยมัธยมมาสด ๆ ร้อน ๆ ปรับตัวกับวัฒนธรรมและบรรยากาศใหม่ ๆ ไม่ทัน จนเกิดภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์ หน้ามืด จะเป็นลม มือจีบกันอยู่บ่อยครั้ง หรืออย่างวัยทำงานช่วงที่ต้องเตรียมนำเสนองานกับลูกค้าแล้วรู้สึกเครียด วิตกกังวลมากจนหายใจไม่ทัน แม้กระทั่งในเด็กเล็กเองก็มีอาการนี้ได้เช่นกัน เมื่อรู้สึกขัดใจ ตกใจ เครียดกับสถานการณ์ตรงหน้า จนทำให้เกิดอาการนี้ขึ้น

.

น่าเศร้าที่หลายครั้งคนเหล่านี้กลับถูกมองว่าเป็นพวกชอบเรียกร้องความสนใจ หรือ ‘Attention Seeker’ เนื่องจากภาวะนี้เกิดขึ้นจากใจที่โดนกระทบกะทันหัน หรือจากอารมณ์ที่กดดัน บางครั้งใจพยายามควบคุมแล้ว แต่ร่างกายดันตอบสนองออกมาเป็นอาการที่แม้แต่คนที่เป็นบางคนก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็น ซึ่งภาวะนี้หากเป็นหลาย ๆ ครั้ง ร่างกายอาจกระตุ้นให้เกิดอาการขึ้นมาเองได้แม้จะไม่ได้เครียด เช่น บางครั้งแค่ถอนหายใจลึก ๆ ก็เริ่มเกิดอาการหายใจหอบได้จนคล้ายกับแกล้งทำ คนรอบข้างเลยคิดว่าเป็นเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ และทำให้คนที่มีภาวะนี้รู้สึกเครียดและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นจนทำให้อาการแย่กว่าเดิม

.

ถ้าเกิดอาการแบบนี้ ควรทำอย่างไรดี?

1.พยายามควบคุมสติและหายใจให้ช้าลง เพราะอาการที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการหายใจเร็วเป็นหลัก พยายามนับจังหวะหายใจเข้าออก หากควบคุมลมหายใจได้ก็จะทำให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้น

2.คลายเคียด หาทางป้องกันด้วยการเสริมสร้างสุขภาพจิตให้แข็งแรงขึ้น และเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการ

3.ควรพบจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาหรือการใช้ยาช่วยเหลือตามความจำเป็น

.

เพราะร่างกายรู้ดี…สิ่งสำคัญคือการ ‘ดูแลใจ’

นอกจากวิธีการดูแลร่างกายแล้ว การดูแลตัวเองทางใจก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากเราพิจารณาสาเหตุของการเกิด Hyperventilation จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับสภาวะของจิตใจเป็นหลัก โดยเฉพาะความเครียดและความรู้สึกวิตกกังวล สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้คือ “การดูแลใจ” ให้ดี หมั่นตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกตัวเองบ่อย ๆ พูดคุยปรึกษากับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่ไว้ใจ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวล ที่สำคัญคือ “การปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” ที่จะช่วยให้ตัวเราเข้าใจภาวะนี้ได้ดีขึ้น รู้วิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะควบคุมภาวะดังกล่าวได้

.

นอกจากการดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญกับใจก็คือแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง หากเราเป็นคนหนึ่งที่มีอาการนี้หรือมีคนใกล้ตัวประสบปัญหาเหล่านี้ อย่าลืมว่าเขาต้องได้รับการดูแลรักษา ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขา ‘แกล้งทำ’ แต่เป็นเพราะจิตใจกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ดังนั้นเราต้องเข้าใจและรับฟัง รวมถึงเป็นที่พักพิงทางใจในเวลาที่พวกเขาต้องการใครสักคนเคียงข้าง

.

หากคุณจะกำลังเผชิญกับความเครียดและความวิตกกังวลแบบไหน หรือคุณอาจจะกำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือไม่ ทางอูก้ามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาพร้อมช่วยเหลือและรับฟังคุณอยู่เสมอ มาดูแลใจไปด้วยกันนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก :

https://www.manarom.com/blog/Hyperventilation_Syndrome.html

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/pdf/Hyperventivation syndrome.PDF

https://www.pobpad.com/hyperventilation

Read More
คลับเฮ้าส์ โรคซึมเศร้า

Mindfully Dose #5 “สวัสดีซึมเศร้า” ฉันไหวอยู่…แต่ก็รู้สึก

โรคซึมเศร้าเรียกว่าเป็นโรคฮิตเลยก็ว่าได้ ใคร ๆ ก็บอกว่าฉันเครียด ฉัน sensitive ไปจนถึงฉันเป็นซึมเศร้า แต่จริงๆ เรารู้ได้ยังไงว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า หรือเราควรต้องไปหาจิตแพทย์ได้แล้ว เราได้เจาะลึกโรคซึมเศร้าไปพร้อม ๆ กับพญ. ชัชชญา เพียรจงกล จิตแพทย์ทั่วไป จากแอปพลิเคชันอูก้า และแขกรับเชิญสุดพิเศษ คุณอแมนด้า ชาลิสา ออบดัม MUT 2020 ที่จะมาช่วยตอบคำถามเรื่องของสุขภาพจิต

โรคซึมเศร้าคืออะไร ?

คุณหมอ : ขึ้นชื่อว่า “โรค” ก็บ่งบอกว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ส่งผลให้สารสื่อประสาทในสมองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม ไปจนถึงความจำของเราทำงานผิดปกติ กระทบกิจวัตรประจำวัน ทำอะไรต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อได้ ควรได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้ทุเลาลง ซึ่งต่างจากความเศร้าทั่วไปที่หายดีด้วยตัวเองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นอ่อนแอ ไม่สู้ แต่เขากำลังเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา บางคนมีอารมณ์เศร้าจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ สำคัญเลยคือสังเกตตัวเองได้ ทำแบบทดสอบได้ แต่ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อเพื่อปรึกษา ประเมินและวินิจฉัย

จะสังเกตได้อาการของโรคซึมเศร้าได้อย่างไร แล้วรักษาให้หายขาดได้ไหม หรือสามารถหายแล้วกลับมาเป็นอีกได้หรือเปล่า ?

คุณหมอ : ลักษณะคือมีอารมณ์เศร้าเบื่อ เป็นทั้งวัน ติดต่อกันเกินสองสัปดาห์ มีความคิดลบมากขึ้น ส่วนใหญ่หากตรวจพบแล้วก็ทานยา พันธุกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดโรคนี้ แต่พบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ 80-90% มาจากสิ่งรอบตัว ความเครียดมากกว่า โรคซึมเศร้าหายได้แต่ต้องอาศัยหลายๆ อย่าง อาจจะกลับมาเป็นใหม่หรือเป็นต่อเนื่องก็ได้เหมือนกัน บางคนหายไปสองสามปีแล้วเป็นอีก บางคนก็หายไปสิบปีละกลับมาเป็นอีก ครั้งแรกอาจจะทานยาต่อ 6-9 เดือนหลังจากหายเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ถ้าเป็นซ้ำ ต่อไปอาจจะเรื้อรัง ทำให้ต้องรักษาหรือทานยานานกว่าเดิม สิ่งกระตุ้นคือความเครียด คนรอบข้าง การงาน การเงินหรือสิ่งแวดล้อม จริงๆแล้วปัจจัยเสี่ยงก็มาจากเรื่องใกล้ตัวคนไข้

Eating Disorder คืออะไร ?

คุณหมอ : Eating Disorder เกิดกับการรับรู้ของเราที่มักจะกังวลเรื่องรูปร่างเป็นพิเศษ มีความเชื่อผิดๆ ทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติไป เช่น อยากผอมมากๆ ไม่อยากทานอาหาร ไปจนถึงล้วงคอ บางเคสของคนที่เป็น ED พบโรคซึมเศร้าร่วมด้วยบ่อยมาก เพราะเราอยู่กับความทุกข์ใจมาเป็นเวลานาน

คุณอแมนด้า : เคยมีประสบการณ์ถูก body shaming ทำให้อยากลดน้ำหนัก เริ่มเข้ายิม มองอาหารเป็นศัตรู แล้วน้ำหนักก็ลดลงอย่างน่ากลัว แต่เรารู้สึกว่าลดเท่าไหร่ก็ไม่พอ มองในกระดูกที่โผล่ออกมายังไม่มากพอ มีอาการล้วงคอ ทานแล้วรู้สึกผิด เหมือนต่อสู้กับตัวเองตลอด ใจนึงก็บอกว่าต้องทาน แต่อีกใจก็อยากผอม ตอนนั้นคนรอบตัวสังเกตเห็นทำให้เรารู้สึกตัว เพื่อนถามว่า เราต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม ? ตอนนั้นเราก็บอกว่าเราโอเค เหมือนลึกๆเรารู้ว่าเราไม่เหมือนเดิมแต่เราไม่อยากหาย เพราะถ้าหายเราจะไม่ผอมอย่างที่เราตั้ง goal ไว้

เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างไร ? โรค ED สามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม ?

คุณอแมนด้า : ตอนนั้นเรากลับมาที่เมืองไทย ครอบครัวคอยให้กำลังใจเรา ไม่เคยใช้คำพูดที่ต่อว่าให้เราไปรักษาเลย เราก็เริ่มคิดได้ว่าคนรอบตัวรักเราขนาดนี้ เราต้องดูแลตัวเอง เราต้องหาย ใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะกลับมากินอาหารได้ปกติ เหมือนเราต้องสร้าง relationship กับอาหารใหม่ทุกครั้งที่เราตักข้าวเข้าปาก เราต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเองตลอดเวลา แต่กำลังใจสำคัญมากๆ

คุณหมอ : โรคทางจิตเวชมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เราอาจรู้สึกหายขาดอยู่ช่วงเวลานึง แต่อาการก็อาจจะกลับมาได้ตลอดถ้ามีอะไรเข้ามากระทบ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเอง หมั่นสังเกต อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและคนรอบข้างก็อาจจะคอยช่วยเหลือด้วย

ในประเทศไทยคิดว่าคนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมากน้อยแค่ไหน รวมถึงโรคซึมเศร้าด้วย ?

คุณอแมนด้า : โรคซึมเศร้าเป็นคำที่เราได้ยินบ่อย แต่คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจความหมาย ส่วนตัวเราไม่เคยเป็นโรคซึมเศร้า แต่จากประสบการณ์ของเรา ก็คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก สุขภาพจิตเป็นเรื่องกว้างมาก บางทีคนก็พูดไปในเชิงล้อเล่น

คุณหมอ : ปัจจุบันหมอรู้สึกว่าคนกล้าเข้ามาหามากขึ้น จำนวนคนมาโรงพยาบาลก็เยอะขึ้น หรือแม้แต่ในแอปฯ อูก้าก็ด้วย คิดว่าคนเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้ว จริงๆ สื่อมีส่วนช่วยในการสร้างความตระหนักมากเหมือนกัน

ในมุมของคนที่อยู่ท่ามกลางสื่อ เป็นจุดสนใจ มีความเครียดหรือรู้สึกกดดันมากกว่าคนทั่วไปไหม ?

คุณอแมนด้า : จริงๆ ด้ามองว่าทุกคนมีความเสี่ยงเท่ากัน เพราะทุกคนต่างต้องเจอแรงกดดัน อยากให้เอาแรงกดดันมาทำให้เป็นเรื่อง positive เราจะดูว่าหน้าที่ของเราความผิดชอบของเราคืออะไร ด้ามีสองวิธีด้วยกัน อย่างแรกโฟกัสที่เป้าหมาย เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร อย่างที่สองหา support system ที่ดี คนรอบข้างที่รักและเป็นกำลังใจให้เรา

ในฐานะคนใกล้ชิดคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เราจะทำอย่างไร ? พฤติกรรมหรือคำพูดอะไรที่เราต้องระวังเป็นพิเศษ ?

คุณหมอ : ก่อนอื่นเราต้องพยายามทำความเข้าใจว่า เขากำลังคิดอะไร รู้สึกอะไรอยู่ แล้วก็รับฟังเขาอย่างไม่ตัดสิน อยู่ข้างๆ และเป็นกำลังใจให้เขา ส่วนคำพูดและการกระทำสำคัญที่ “เจตนา” ความตั้งใจและความหวังดีของเราจะทำให้เขารับรู้ได้ บางคนอาจจะหวังดีแต่พูดไม่เป็น หมอคิดว่าบางคำอาจจะไม่ดี เช่น บอกปัด ให้ไปเข้าวัดฟังธรรม ให้ปลง หรือบอกเขาว่า “เลิกเศร้าได้แล้ว อย่าคิดมาก” บางทีมันเป็นโรค เขาเลิกคิดไม่ได้ “ทำไมไม่หาย” “ทำไมเลิกคิดไม่ได้” จะทำให้เขารู้สึกไม่ดี

อย่างคำว่า “สู้ๆ” ทำไม่ควรใช้ ? เพราะเหมือนให้เขาสู้อยู่ลำพัง รู้สึกโดดเดี่ยว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบางคน สำหรับคำนี้ บางคนก็รู้สึกว่าเพื่อนเป็นห่วง พูดได้ อีกอย่างที่ต้องระวัง คือ เรารู้สึกว่าเราพูดดีแล้ว ให้กำลังใจเต็มที่แล้ว แต่ด้วยโรคทำให้คนเป็นซึมเศร้าตีความไปทางลบได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้พูดอะไรผิดเพียงแต่เขาไม่สามารถมองในทางบวกได้ อาจบอกเขาตรง ๆ ว่าเราเป็นห่วงและอยากให้เขาได้รับความช่วยเหลือ

Q&A

ถาม : ครอบครัวมีคนเป็น depression , anxiety , bipolar ในต่างประเทศการไปหาหมอหรือนักจิตฯ เป็นเรื่องปกติมาก อยากถามว่าในประเทศไทยมีการแยกชัดเจนไหมระหว่างหมอกับนักจิตฯ แล้วจะไปหานักจิตวิทยาที่ไหนดี ?

คุณหมอ : อย่างประเด็นแรกจิตแพทย์ต้องเรียนจบหมอ ต่อเฉพาะทาง จะสามารถจ่ายยาและทำจิตบำบัดได้ แต่ด้วยความที่ภาระงานเยอะ (ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล) ทำให้จิตแพทย์ไม่ค่อยมีเวลาทำจิตบำบัด ส่วนนักจิตวิทยาจะเชี่ยวชาญเรื่องการทำจิตบำบัดในรูปแบบต่าง ๆ ปกติแล้วหมอจะทำงานร่วมกับนักจิตวิทยา อ่านแฟ้มคนไข้จากนักจิตวิทยา มีการประสานงานกัน ทำ conference ร่วมกัน ขึ้นอยู่กับเคสด้วย จริงๆ ถ้าเทียบกับต่างประเทศต้องบอกว่าเราเข้าถึงจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ง่ายกว่ามาก อย่างในแอปฯ อูก้าก็ถือว่ามีจำนวนเยอะมากๆ

ถาม : เราเคยคิดว่าพอเราเศร้าก็หายเศร้าสิ แต่จริงๆเราเข้าใจผิด เราเริ่มมาศึกษาและสนใจเรื่องนี้ มันจะเป็นไปได้ไหมที่จะมี platform ทำให้เรื่องสุขภาพจิตเข้าถึงได้กับทุกคน มีการวางแผนหรือจะทำอะไรในอนาคตได้บ้างเพื่อทุกคนเห็นความสำคัญเรื่องนี้?

คุณอิ๊กตอบ : คนไทยส่วนใหญ่กังวลเรื่อง stigma การถูกอคติว่าเป็น “โรคจิต” กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวด้วย คำถามนี้คือเหตุผลที่เราก่อตั้งอูก้าขึ้นมาเลย เราเองก็เป็นคนที่ป่วยเหมือนกันตั้งแต่อายุ 15 แต่กว่าจะกล้ายอมรับและไปหาหมอต้องใช้เวลานานเกือบสิบปี โรงพยาบาลทั่วไปเองก็มีความลำบากในการรักษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็มีน้อย เราเลยอยากจะเปลี่ยนแปลงให้เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญที่พูดถึงได้ อยากให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาที่ไหนก็ได้ที่เขารู้สึกปลอดภัย อูก้าอยากช่วยทำลายกำแพงตรงนี้ คิดว่าทุกคนสามารถแบ่งเบากันได้ ช่วยกันได้ ลุกขึ้นมาช่วยสนับสนุน นอกจากนี้เราก็มีโครงการ wall of sharing ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย มุ่งเน้นช่วยนักศึกษาให้ได้พบจิตแพทย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถาบันใดๆ นักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยสามารถใช้บริการได้

คุณหมอ : platform ที่เพิ่มขึ้นมาช่วยได้มาก เพราะมีคนไข้ที่ไม่กล้าเดินไปหาหมอใช้บริการค่อนข้างเยอะเลย ทำให้เขามีพื้นที่จัดการความเครียด เพราะบางคนไม่ได้เป็นซึมเศร้า แต่หาทางจัดการความเครียดไม่ได้ ต้องการความช่วยเหลือ อย่างการพบจิตแพทย์ต่างประเทศก็ยากมาก ทำให้การหาหมออนไลน์ช่วยได้มากเลย เพราะการไปโรงพยาบาลอาจจะต้องบอกว่าจำนวนหมอกับคนไข้ไม่ค่อยสัมพันธ์กัน

ถาม : เราป่วยเป็นไบโพลาร์ ช่วงที่ดาวน์มากแบบติดเตียง ควรดึงอารมณ์ตัวเองกลับมายังไงดี ?

คุณหมอ : อย่างแรกคือ สังเกตอารมณ์เราให้บ่อยมากขึ้น ลองให้คะแนน 1-10 เมื่อรู้ว่าดาวน์มากขึ้น ให้พยายามกลับมาอยู่กับปัจจุบัน หาอะไรช่วยเบี่ยงเบนเรา แม้เราจะเบื่อหน่ายจนไม่อยากทำ แต่ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองดิ่งลงไป หรือหาใครสักคนคุยด้วย อยู่ข้างๆ เพื่อดึงความสนใจ อย่าปล่อยให้เราดาวน์มากๆ แล้วค่อยเบี่ยงเบน ต้องดึงตัวเองตั้งแต่ระดับต้นๆ เข้าใจว่าอาจจะยาก แต่ต้องฝึกเรื่อยๆ

ถาม : เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MDD และ PTSD อยากทราบว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะดีขึ้นหรือกลับมาเป็นเหมือนเดิม ?

คุณหมอ : ปกติจะเน้นการพูดคุยทำจิตบำบัดและใช้ยาร่วมด้วย จิตแพทย์และนักจิตฯ สามารถช่วยได้ค่ะ อาจจะกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส ถ้าเป็นสองโรคร่วมกันอาจใช้เวลานานขึ้นในการรักษา แต่ถ้ารักษาอย่างต่อเนื่องสามารถหายได้แน่นอน

ถาม : มีโรคทางจิตเวช แต่อยากประกอบอาชีพทางจิตวิทยา สามารถทำได้ไหม ?

คุณหมอ : ไม่ได้มีข้อห้าม สามารถเรียนเพื่อเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้ แต่ข้อควรระวังคือใจเราต้องพร้อม เพราะในการทำงานหรือว่าให้คำปรึกษา เราอาจจะซึมซับอารมณ์ความรู้สึกของคนไข้มา ด้วยความ sensitive หรือรู้สึกเปราะบาง ซึ่งทำให้ใจเราไม่พร้อมที่จะรับปัญหาหนักๆ แต่ถ้ารักษาให้หายดีน่าจะพร้อมมากขึ้น จะทำให้เราแยกแยะอารมณ์ได้

ถาม : โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) มีอาการ เช่น กังวลว่าลืมปิดแก็ส ขับรถกลับไปดู ห้ามความคิดไม่ได้ แต่ไม่กล้าไปพบหมอเพราะกลัวมีประวัติ เลยใช้วิธีอ่านหนังสือ ศึกษาและพยายามดูแลตัวเอง

คุณหมอ : สำหรับคนที่กำลังฟังอยู่ ถ้ามีอาการคล้ายกัน แนะนำทำพฤติกรรมบำบัดและทานยา ควรรีบไปพบจิตแพทย์รักษา อย่าปล่อยไว้แล้วคิดว่าไม่เป็นอะไร ถ้ารักษาอย่างเหมาะสมจะหายเร็วขึ้น

ถาม : เวลาที่เราได้เจอคนหรือได้ยินคนพูดเรื่องไปโรงพยาบาล พบจิตแพทย์ เป็นโรคนี้อยู่ เราควร ตอบสนองยังไงถึงจะเหมาะสม ? แล้วเวลาเพื่อนไม่สบายใจ ถ้าเรารับฟังไม่ไหวจะบอกให้เพื่อนไปหาจิตแพทย์ยังไงดี ?

คุณหมอ : หลักๆ คือ รับฟัง แสดงความเห็นอกเห็นใจได้ แต่ไม่มากเกินไป คิดกลับว่าถ้าเป็นตัวเรา เราอยากได้กำลังใจประมาณไหนที่จะทำให้รู้สึกดี เราก็ทำกับเพื่อนแบบนั้น ส่วนเพื่อนเราอาจจะบอกว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ ถ้าเรามีอารมณ์ร่วมมากไปก็อาจจะทุกข์ไปด้วย ลองถอยออกมานิดนึง ถ้าเขาต่อต้านการไปหาหมอก็อาจจะบังคับได้ยาก แต่เราช่วยเขาได้เท่าที่เราไหว เต็มที่แล้ว ไม่ต้องรู้สึกผิด

ถาม : เราเป็น PTSD มา 4-5 ปี แล้ว ปลายปีที่ผ่านมาแม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ แล้วต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน ทั้งวัน เรารู้ว่าเราเป็น trigger ของแม่ ถ้าเขารู้สึกว่าเราไม่รักก็จะน้อยใจรุนแรง จะทำยังไงให้เป็นผู้ฟังที่ดีแต่ไม่ให้เราดาวน์ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ?

คุณหมอ : อยากให้บอกแม่ว่าจริงๆ เรารู้สึกยังไง ปรับที่ “การสื่อสาร” แน่นอนว่ารักและเป็นห่วง หมอรู้สึกว่าแม่คงน้อยใจเหมือนกัน แล้วอยากให้กลับมาดูแลจิตใจตัวเองด้วย พยายามเลี่ยงออกมาเวลาที่มีอารมณ์กันทั้งคู่ เราจะได้ไม่แสดงอารมณ์ออกไป แม่ก็จะได้ไม่เสียใจ

Read More
ทำยังไงเวลาเจอคนฆ่าตัวตายในอินเทอร์เน็ต?

OOCAKnowledge ทำยังไงเวลาเจอคนฆ่าตัวตายใน อินเทอร์เน็ต?

“หลังจากโพสต์นี้เราไม่อยู่แล้วนะ”

เป็นประโยคที่ไม่มีใครอยากเห็นในหน้าโซเชียลมีเดียของเราเลย แต่บางครั้งเรื่องที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ตลอด แล้วเมื่อเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ควรทำอะไร และอะไรควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้การ #ยื่นมือไปช่วย ครั้งนี้ไม่เป็นการไปผลักให้ผู้ที่มีความเสี่ยงดำดิ่งลงไปมากกว่าเดิม

#สิ่งที่ควรทำ

  • ประเมินความเสี่ยงของผู้มีความเสี่ยง

เริ่มจากการถามคำถาม เช่น อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ อยู่กับใคร ใกล้ตัวมีของมีคมหรือเปล่า เพื่อเราจะได้รู้ว่าผู้โพสต์กำลังตกอยู่ในอันตรายขนาดไหน หากเขาบอกว่าอยู่ห้องกับเพื่อนแล้วเราสามารถติดต่อเพื่อนของเขาได้ก็จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดน้อยลงไปหนึ่งระดับ แต่หากเขาว่าเขาอยู่บนดาดฟ้าคนเดียวความเสี่ยงก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นและต้องมีการลงมือทำอะไรสักอย่างทันที

  • คุยกับเขาผ่านช่องทางส่วนตัว

ถึงโพสต์ของเขาอยู่ในโหมดสาธารณะ แม้ว่าสถานการณ์จะเร่งรีบ เราควรเกลี้ยกล่อมเขาให้มาคุยกับเราในช่องทางส่วนตัว เหตุผลเพราะว่าการคุยในช่องทางสาธารณะมีผลเสียคืออาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลเมื่อผู้โพสต์รู้ตัวว่าอาจมีเรื่องบางเรื่องที่เขาระบายออกมาให้เราฟังแต่ไม่ได้อยากให้คนอื่น ๆ รู้ ซึ่งความวิตกกังวลมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้สถานการณ์แย่ลงได้

  • พาเขาไปหามืออาชีพให้ได้

ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง เพื่อน หรือเจ้าหน้าที่ อย่างหนึ่งที่ต้องรู้คือเราเองเป็นแค่คนธรรมดาที่รู้เรื่องสุขภาพจิตในระดับที่สามารถใช้ดำเนินชีวิตประจำวันได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือการเกลี้ยกล่อมให้ผู้มีความเสี่ยงให้เขายินยอมไปอยู่ในการดูแลของมืออาชีพ และจนกว่าเขาจะยินยอมเราต้องทำให้เขามั่นใจว่าเราจะอยู่ข้าง ๆ เขาไปในทุกขั้นตอน หากเราหรือคนรู้จักอยู่ใกล้เขาแล้วรู้ว่าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดคือที่ไหนก็เข้าไปหาเขาเพื่อพาไปหาหมอเองได้ หรือหากสถานการณ์คับขันจริง ๆ การโทรหาผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ก็เป็นอะไรที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Suicide Prevention เช่น Samaritan Thailand ที่ 02-713-6793 หรือสายด่วนสุขภาพจิตที่ 1323

#สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

เราห้ามตัดสินการกระทำของเขา

การพูดว่า “จะฆ่าตัวตายไม่สงสารพ่อแม่บ้างเหรอ?” หรือ “การจบชีวิตตัวเองผิดศีลข้อที่…” เป็นการตัดสินผู้ที่มีความเสี่ยงที่ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกผิดที่อาจนำไปสู่การจบชีวิตของเขาได้

เราห้ามส่งเสริมผู้มีความเสี่ยงให้ลงมือ

แม้ว่าเราจะเชื่อในเสรีภาพและสิทธิการมีชีวิตอยู่ แต่การตัดสินใจฆ่าตัวตายของคนคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ การพูดว่า “ก็เขาเลือกจะไม่อยู่แล้วจะไปห้ามทำไม” เป็นปัญหาเพราะว่าในการตัดสินใจนั้นเป็นผลจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองในระหว่างนั้นมากกว่าการสมยอม และหากผ่านเวลาที่เขาอยากจบชีวิตที่สุดไปได้ ความอยากหลาย ๆ อย่างของเขาจะหายไปเช่นเดียวกัน

เรื่องสุขภาพจิตและชีวิตเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและหลากหลายมาก ๆ สำหรับแต่ละคน ทุกคนมีความแตกต่างและอาจะมีวิธีเป็นล้านที่เราจะเลือกใช้ก้ไขปัญหาตรงหน้า อูก้าขอสัญญาว่าเราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในการให้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตที่ถูกต้องและเข้าใจง่ายให้กับเพื่อน ๆ ทุกคน และนอกจากนั้นหากใครมีคนที่คิดว่าต้องการการปรึกษาเรื่องสุขภาพจิตโดยด่วนอูก้าก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยเขาได้นะ

อ้างอิง :

https://www.mentalhealth.org.nz/get-help/a-z/resource/55/suicide-supporting-someone-online

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/suicide/in-depth/suicide/art-20044707

https://www.healthline.com/health-news/what-to-do-when-you-encounter-suicidal-posts-online

Read More
โลกของคนซึมเศร้า

OOCAstory: จากเหนื่อย…กลายเป็นซึมเศร้า มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ?

“ไม่รู้เหมือนกัน เราแค่เหนื่อย”

“อืม…ก็เหนื่อยอ่ะ”

“เหนื่อยจริงๆ จะบอกยังไงดีล่ะ”

หลังจากพูดประโยคพวกนี้ซ้ำไปซ้ำมาเวลามีใครถาม หรือแม้แต่ตอบตัวเองว่าที่กำลังรู้สึกอยู่นี้คืออะไร ก็ไม่ใช่ว่าจะได้คำตอบหรอก แค่มองเห็นชัดขึ้นว่าใจเรากำลังบอกตัวเองว่ากำลังแย่แล้วแหละ ความรู้สึกตอนนี้คือไม่ไหวแน่นอน เกลียดจังที่ต้องรู้สึกแบบนี้

.

ทุกครั้งที่มีคนถามแล้วต้องอธิบายก็คิดคำอื่นไม่ค่อยออกนอกจาก “เหนื่อย” แต่มักจะถูกถามกลับว่า “เหนื่อยเพราะอะไร” “ไปทำอะไรมาถึงเหนื่อย” “คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกันแหละ สู้ๆ” และอีกสารพัดคำพูดที่บอกให้อดทนจนกว่ามันจะผ่านไป กลายเป็นเราที่อ่อนแอเกินไป ไม่รู้จักปล่อยวางความรู้สึกลบๆ ที่เกิดขึ้น

.

แล้วสรุปเรากำลังสู้กับใครหรืออดทนกับอะไรอยู่เหรอ สำหรับเรามันไม่ง่ายเลยนะที่จะเอาชนะความคิดร้ายๆ ในหัว เราได้แต่ชื่นชมคนที่เข้มแข็งและหวังว่าเขาจะเลิกเปรียบเทียบเรากับคนอื่นๆ ที่ผ่านปัญหาไปได้ เพราะเราก็ไม่ได้ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ อยากหลุดพ้นจากจุดที่ยืนอยู่เหมือนกัน

.

แต่เวลาที่มีเรื่องเข้ามากระทบใจ ความคิดแรกที่เข้ามาและภาพที่เราเห็นมันดันมืดมากกว่าสว่างนี่สิ พอหมดแรงใจ กายของเราเลยอ่อนล้าตามไปด้วย เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหนื่อยกับทุกอย่างจนไม่อยากเจอใคร ไม่อยากทำอะไร แล้ววันหนึ่งเราก็เดินเข้าไปในโลกซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว

.

โลกที่คนอื่นไม่เข้าใจ เราที่ตัวเล็กมากๆ ในโลกความเป็นจริง ดันตัวใหญ่เมื่ออยู่ในโลกซึมเศร้า เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ได้พบความรู้สึกที่กำลังเผชิญอยู่แต่ไม่เคยได้คำตอบจากที่อื่น ต้องขอบคุณตัวเองนะที่กล้ายอมรับว่าเราดูแลใจตัวเองไม่ไหวและยอมเปิดใจให้คนอื่นช่วย

.

การพูดคุยปรึกษาคนที่ไว้ใจหรือมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลสำคัญมากๆ สำหรับคนที่อยู่ตรงนี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไง เราเหนื่อยกับอะไร บางครั้งอยู่ต่อหน้าจิตแพทย์เราไม่รู้จะพูดอะไรด้วยซ้ำ สับสนกับตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ว่าเราต้องการคือ “ใครสักคนที่รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ตัดสินและไม่มองเราด้วยสายตาตั้งคำถาม”

.

สำหรับคนที่กำลังเหนื่อย ลองให้โอกาสตัวเองได้รักษาใจดูอีกครั้งนะ คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้ มีหลายคนที่พร้อมจะเข้าใจและรับฟังคุณอยู่ เชื่อสิว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ⠀⠀⠀⠀⠀

ถ้าเพื่อนๆ มีอาการข้างต้น รู้สึกเหนื่อย หาคำตอบไม่ได้ ไม่อยากออกไปพบเจอใคร เราอยากให้ลองมารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าดูนะ เราพร้อมดูแลทุกคนอยู่ตรงนี้เสมอ

⠀⠀⠀⠀⠀

Read More
พ่อ แม่ ไม่เชื่อว่าเป็นซึมเศร้า

OOCAstory เมื่อพ่อแม่ไม่ยอมรับว่า “ฉันป่วย”

ครั้งล่าสุดพูดกับพ่อแม่เรื่องปัญหาสุขภาพจิตเขาตอบว่ายังไงกันบ้าง?

“คิดไปเองหรือเปล่า?”

“ต้องไปหาหมอเลยเหรอ? ไปหาหมอแล้วประวัติมันติดตัวนะ”

บางคนเลือกหูทวนลมแล้วเปลี่ยนเรื่อง

บางคนก็ร้องไห้ราวกับว่าโลกทั้งใบของเขาแตกสลายไป

เจอคำตอบแบบนี้เข้าไป เป็นใครก็ไม่กล้าไปพูดเรื่องสุขภาพจิตให้คนในบ้านได้ยิน

เมื่อได้ยินอะไรแบบนี้มันเหมือนผลักให้เราโดดเดี่ยวในการต่อสู้กับโรคทางสุขภาพจิตเลยจริงไหม? เราทุกคนต่างคาดหวังให้บ้านเป็นพื้นที่ที่เรารู้สึกสบายใจที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ครอบครัวฟังได้ แต่ตอนนี้เรากลับรู้สึกไม่อยากพูดเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตเรามากที่สุดหนึ่งเรื่องให้ใครฟังเลย

เราตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่าทำไมผู้ใหญ่มองว่ามันเป็นเรื่องน่าอายขนาดนั้นเวลาพูดว่าเราต้องไปหาจิตแพทย์ คำตอบที่เรานึกได้ก็น่าจะเป็นธรรมชาติของการเรียนรู้เรื่องปัญหาสุขภาพจิตในสมัยของเขายังไม่มีการทำความเข้าใจว่ามันเป็นโรคที่หายได้ผ่านการใช้ยาและการพบแพทย์ ในขณะที่ในสายตาของคนรุ่นเรามองว่าโรคทางสุขภาพจิตไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าการเป็นหวัดแล้วเข้าไปโรงพยาบาลมากเท่าไรเลย ซึ่งความเข้าใจที่แตกต่างกันนี้คือ Mental Illness Literacy ที่แตกต่างกัน โดยความต่างกันนี้เกิดจากสิ่งที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ตอนเด็กและจากการศึกษา

แล้วจะทำยังไงดีถ้าพ่อกับแม่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับเรื่องนี้? ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนก็คือการคุยกันนั่นแหละเพียงแต่การคุยนั้นอาจต้องมีกลวิธีมากกว่าการเดินเข้าไปคุยเฉย ๆ

อย่างแรกคือเรื่อง คุยเมื่อไร เรื่องการคุยกับพ่อแม่แล้วเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกันนั้นมีอยู่สองสามอย่างที่เราต้องทำ คือเราต้องปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก การพยายามเคลียร์กันเลยเมื่อทั้งสองฝั่งมีความไม่เห็นด้วยกันทั้งคู่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเพราะตอนนี้สิ่งที่เป็นตัวนำบทสนทนาจะเป็นความรู้สึก การทิ้งเวลาผ่านสักพักคือการปล่อยให้พ่อแม่เก็บข้อมูลใหม่ที่เราเพิ่งให้ไปคิดทบทวน และเราก็เก็บคำพูดของเขาเพื่อมาทำความเข้าใจกับเขาเพื่อคิดว่าเมื่อเรากลับไปคุยกับเขาเราต้องอธิบายในแง่มุมไหนถึงดีที่สุด

แล้วจะคุยยังไงดี? หลังจากทั้งสองฝั่งใจเย็นลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเราต้องคิดว่าจะเริ่มคุยเรื่องนี้อีกครั้งยังไงไม่ให้ซ้ำรอยเดิม เราคิดวิธีที่สร้างสรรค์ ๆ มาอย่าง เช่น เริ่มบทสนทนาจากการเขียนโน๊ตถึงกันถ้าไม่กล้าพูดตรง ๆ วิธีนี้อาจเป็นวิธีที่ดีสำหรับคนที่มีเสียงดุหรือหน้าดุเพื่อเริ่มบทสนทนาให้นุ่มนวลมากขึ้น หรือบทสนทนาอาจเกิดขึ้นได้จากการเปิดหนังที่มีเรื่องสุขภาพจิตดูด้วยกันเพื่อเริ่มบทสนทนาก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย โดยเฉพาะหนังที่ตัวเอกมีปัญหาสุขภาพจิต เพราะตัวหนังมักมีการสร้างให้เราเข้าใจตัวละครแต่แรก และเมื่อพ่อแม่เข้าใจตัวละคร เมื่อเราคุยกับเขาเขาก็จะเข้าใจเราได้ง่ายขึ้น

ในประสบการณ์ตรงของเรา ครั้งหนึ่งหลังจากไม่ได้คุยกันเรื่องสุขภาพจิตนาน แม่เราเข้ามาหาเราด้วยเรื่องนี้เอง แต่ด้วยท่าทีที่นิ่งและไม่ตกใจเท่าคราวที่แล้ว หลังจากนั้นเขาจึงถามด้วยน้ำเสียงที่อยากจะเข้าใจว่าสิ่งที่เรากำลังผ่านอยู่นั้นเป็นยังไงและเขาทำอะไรได้บ้าง แม้ว่าในคำพูดอาจมีความเข้าใจผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยการค่อย ๆ อธิบายให้กันและกันฟัง เพราะเหมือนกับที่ค่านิยมของยุคก่อนบดบังความเข้าใจเขาต่อสุขภาพจิต ความผิดหวังของเราก็บังเราไม่ให้เห็นความเป็นห่วงของเขาด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นสำหรับพ่อแม่ที่กำลังพยายามเข้าใจลูก ๆ ในเรื่องสุขภาพจิต เราอยากบอกว่าแม้ว่าการทำความเข้าใจคนที่เกิดกันคนละยุคสมัยในเรื่องที่ไม่คุ้นเคยอาจเป็นเรื่องยาก แต่เราเชื่อว่าหากทั้งสองฝั่งค่อย ๆ ฟังและทำความเข้าใจการเข้าใจกันนั้นอยู่ไม่ห่างไกลเลย ส่วนลูก ๆ เองก็ต้องไม่ลืมที่จะให้เวลาพ่อแม่ที่จะทำความเข้าใจเรื่องที่ใหม่มาก ๆ สำหรับพวกเขาด้วย และถ้ายังไม่รู้ว่าเริ่มปรับตัวเข้าหากันยังไงอูก้าจะอยู่ตรงนี้คอยเป็นคนให้คำปรึกษาได้เสมอเลย

Read More
ทำร้ายตัวเองแล้วผิดไหม

OOCAknowledge : Self-harm อย่าตัดสินใครเพียงเพราะเขาทำร้ายตัวเอง

ความรุนแรง (Violence) เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทางกายเพื่อทำร้าย ทำให้เจ็บปวด เสียหายหรือพยายามฆ่าตัวตาย องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่า การทำร้ายตัวเอง (Self-harm) นับเป็น “ความรุนแรง” รูปแบบหนึ่ง แต่ The UK National Institute for Clinical Excellence คิดว่า การทำร้ายตัวเองเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีการวางแผน ไม่ต้องมีเจตนาหรือที่มาที่ไป นอกจากนี้ยังรวมถึงพฤติกรรมอดอาหาร ใช้สารเสพติด ทรมาณร่างกาย ฯลฯ จึงยากที่จะบอกว่าการทำร้ายตัวเองนับเป็นความรุนแรงหรือไม่

เมื่อเราคิดถึง “ความรุนแรง” ภาพที่ผุดขึ้นมาคือ การต่อสู้ ทะเลาะวิวาท สงคราม การทารุณกรรมหรือการล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นการทำร้ายตัวเองและการฆ่าตัวตายจึงไม่เหมือนความรุนแรงอื่นๆ เพราะคนทั่วไปมองว่าเกิดจากสิ่งที่เราเลือกเองได้ (Freedom of choice)

บ่อยครั้ง Self-harm ถูกนำมาใช้ในการประท้วงทางการเมืองหรือการแสดงความศรัทธาทางศาสนา เพื่อแสดงถึงจุดยืน ความมีเกียรติ เรียกร้องสิทธิ โต้ตอบแต่อาจลืมไปว่าการทำรุนแรงกับตัวเองอาจส่งผลที่ร้ายแรงยิ่งกว่า คนที่มองอยู่ข้างนอกอาจเกิดคำถามและรู้สึกไม่เห็นด้วยจนกลายเป็นต่อต้าน ถือว่าเป็นการสร้างอคติยิ่งขึ้นไปอีก

จากข่าวที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายหนึ่งทำร้ายตัวเองระหว่างการอภิปราย ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงในวงกว้าง นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ได้แสดงความคิดเห็นว่า
“การประท้วง ควรจะประท้วงด้วยการแสดงเหตุผล การอารยะขัดขืนมีหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตามอย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู การใช้วาจาที่ทำให้อีกฝ่ายดูไม่ดีจะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความรุนแรงตามมาได้” แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนแสดงจุดยืนผ่านการทำร้ายตัวเองและเกิดการโต้ตอบกันระหว่างผู้ประท้วงและรัฐบาล

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2534 กลุ่มคนงานได้ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้เปลี่ยนกฎหมายลาคลอดจาก 60 วันเป็น 90 วัน เนื่องจากผู้หญิงต้องเสียสุขภาพและบางรายยังเสียโอกาสในการทำงานอีกด้วย ซึ่งในระยะแรกรัฐบาลขอทดลองใช้ก่อน หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไปกว่า 2 ปีจนเกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้ง การชุมนุมรุนแรงยิ่งขึ้น มีทั้งการอดอาหาร กรีดเลือดประท้วงบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ในที่สุดรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้แก้กฎหมายลาคลอด

อีกเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ประเทศฝรั่งเศสได้เกิดการประท้วงด้วย “เสื้อกั๊กสีเหลือง” ต่อต้านนโยบายขึ้นภาษีน้ำมันของรัฐบาล ซึ่งก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายเอมานูเอล มาครงได้ประกาศว่าจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นลำดับแรกๆ ทำให้ออกมาตรการหลายอย่างที่สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชน เริ่มแรกนายมาครงสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง ใช้แก็สน้ำตาและจับกุมผู้ประท้วง ประชาชนจึงตอบโต้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดนายกฯก็เป็นฝ่ายยอมล่าถอยและยกเลิกการขึ้นภาษี แต่การประท้วงดำเนินต่อไปและได้มีการเรียกร้องในประเด็นอื่นอีก เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ ลดภาษีต่างๆ จนถึงตอนนี้ประชาชนส่วนหนึ่งยังยืนยันให้นายมาครงลาออกจากตำแหน่ง

ไม่มีใครรู้ว่าการใช้ความรุนแรงจะส่งผลเช่นไรหรือวิธีใดเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด บางครั้งความรุนแรงอาจทำให้เราได้สิ่งที่ต้องการ แต่บางครั้งความรุนแรงก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นทางออก จึงไม่สามารถบอกหรือตัดสินได้ว่าทางที่คนอื่นเลือกนั้น “ถูก” หรือ “ผิด”

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลคือความชินชาต่อการใช้ความรุนแรงมากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่จะมองว่า “ไม่ใช่เรื่องของเขาที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น” ซึ่งหากเราเพิกเฉยต่อ “ชีวิต” นั่นถือเป็นความคิดที่อันตราย

แน่นอนว่า Self-harm เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตและอาจนำไปสู่อาการป่วยใจในภายหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตจะต้องแสดงพฤติกรรมที่รุนแรงกับตัวเองและคนอื่น ซึ่งหากขาดความรู้ความเข้าใจเราอาจเหมารวมและตัดสินผู้อื่นแบบผิดๆได้

นั่นเป็นเพราะว่าความเจ็บปวดที่เกิดจากการทำร้ายตัวเองช่วยให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์บางอย่างได้ เมื่อเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยอื่นๆได้ “ตัวเรา” จึงเป็นเพียงตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่

ไม่ว่าคนที่ทำร้ายตัวเองจะทำลงไปเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม เราไม่มีทางรู้คำตอบเกี่ยวกับทุกเรื่องราวในชีวิตของเขา สิ่งที่เราควรใส่ใจคือเขากำลังส่งสัญญาณอะไร ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร แล้วเราสามารถแก้ไขหรือช่วยเหลืออะไรได้หรือไม่?

เราจะป้องกันปัญหา Self-harm ได้อย่างไร

1. ไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา

Self-harm คือการแสดงถึงความเจ็บปวดในใจผ่านทางร่างกาย แต่อีกฝ่ายอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่เรารู้สึกอยู่ดี เพราะเรากำลังใช้อารมณ์เป็นตัวนำ สำรวจอารมณ์ความรู้สึกตัวเองว่าตอนนี้เราโกรธ เสียใจ ผิดหวัง หรือต้องการอะไรกันแน่ แล้วพยายามขจัดอารมณ์ลบๆ ออกไปก่อนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

2. สื่อสารให้มากขึ้น

การแก้ปัญหาที่ดีสุดคือการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน ส่วนใหญ่ความขัดแย้งมักเกิดจากการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการรับฟังอย่างใส่ใจ ลองถอยคนละก้าวแล้วคุยกันด้วยเหตุผลแทนที่จะใช้ความรุนแรง

3. ควบคุมตัวเองทั้งคำพูดและการกระทำ

เมื่อเรารู้สึกว่าสถานการณ์ต่างๆ ควบคุมได้ยาก ร่างกายของเราจึงเป็นสิ่งเดียวที่เราเป็นเจ้าของและพร้อมจะ “เดิมพันด้วยชีวิต” แต่ลองหยุดคิดสักนิด แล้วถามตัวเองว่าเราต้องการทำเช่นนี้จริงๆเหรอ เราอยากจะพูดแบบนั้นออกไปใช่ไหม สุดท้ายเมื่อได้คิดทบทวนแล้วเราอาจพบว่าเราตัดสินใจได้ดีกว่าเดิมมากๆ เลยนะ

4. ยอมรับในความเห็นที่แตกต่าง

ไม่แปลกถ้าเราจะรู้สึกอึดอัดหรือไม่พอใจเมื่อต้องโต้เถียงกับคนอื่น แต่หากเราคิดได้ว่า “มันเป็นไปได้” และความคิดของคนอื่นเป็นสิ่งที่ “เข้าใจได้” เราจะรู้สึกสบายใจมากขึ้นและมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะรับมือหรอก

5. บอกตัวเองว่าฉันมีคุณค่า

เบี่ยงเบนตัวเองออกไปจากความคิดร้ายๆ ตรงหน้า หาสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น พยายามผ่อนคลายความตึงเครียดที่เราแบกไว้ แล้วบอกตัวเองว่า “ชีวิตเรามีค่ามากกว่าปัญหานี้ซะอีก”

อย่าลืมว่าการทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่แค่ “การเรียกร้องความสนใจ” แต่มีเหตุผลเบื้องหลังเสมอ เราไม่ควรตัดสินหรือตีตราว่าคนที่ทำร้ายตัวเองเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ควรใช้สติ เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพยายามทำความเข้าใจพวกเขา รวมถึงดูแลคนข้างๆ และเสพสื่ออย่างมีวิจารณญาณด้วยนะ

อูก้าพร้อมเป็นเพื่อนที่รับฟังทุกความคิดเห็นโดยไม่มีข้อแม้ ติดต่อมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้นะคะ เพราะทุกคนมีคุณค่าและควรได้รับความใส่ใจ

อ้างอิงจาก

https://workpointtoday.com/successful-protests-history/

https://www.teenvogue.com/story/self-harm-alternatives

https://www.hfocus.org/content/2020/10/20365

https://www.psychologytoday.com/us/articles/200411/cutting-form-protest

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK349101/

Read More
อาเรียนนา กรานเด

OOCAinsight: Ariana Grande เมื่อชีวิตโยนทุกอย่างใส่เธอ

“When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there” ชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราหันกลับมารักตัวเองและพร้อมจะเผชิญกับทุกอย่างที่พุ่งเข้ามา

หลังจากอัลบั้มล่าสุด Positions ที่เต็มไปด้วยความเซ็กซี่และมั่นใจ เราก็เกือบจะลืมไปเลยว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน Arianna Grande เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวดมา

หากเริ่มนับเราต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2017 ในช่วงทัวร์อัลบั้ม Dangerous Women เกิดเหตุก่อการร้ายที่ Manchester Arena หลังจากคอนเสิร์ตของป๊อปสตาร์สาวที่คร่าชีวิตคนจำนวน 22 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน เป็นเหตุให้เธอเกิดอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งเธอพูดกับนิตยสาร British Vogue ในปีถัดมา “มันยากมากเลยที่ฉันจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะผู้คนมากมายเหลือเกินได้สูญเสียอย่างใหญ่หลวงในเหตุการณ์นี้…ฉันไม่รู้จะพูดถึงมันยังไงโดยไม่ร้องไห้ได้เลย”

ในบทสัมภาษณ์เดียวกันเธอก็พูดถึงเรื่องสุขภาพจิตของเธอในเรื่องการทำงาน นั่นคือเธอเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) เธอเล่าว่ามันเกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากทัวร์คอนเสิร์ตจบลง เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากหยุดพักและเธอจะทำงานต่อทันที ซึ่งสำหรับแฟนๆ นี่ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไรหลังจากดูตารางการออกเพลงที่สม่ำเสมอของเธอทุกๆ ปี

อัลบั้ม Sweetener จากปี 2018 เป็นอัลบั้มที่เธอป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเธอสามารถผ่านเรื่องราวแย่ๆ ที่เธอพบเจอผ่านดนตรีที่อบอุ่น “ฉันอยากกอดทุกคนผ่านดนตรีของฉัน” เธออธิบายเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ในบทสัมภาษณ์กับ Apple Music 1 Radio “ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นกว่าที่ฉันเคยเป็นมา และตอนนี้ฉันเริ่มเห็นโลกกลับมาสดใสมากกว่าที่เดิม” เป็นประโยคที่เข้ากันได้ดีกับหน้าปกสีโทนอุ่นและบทเพลงเกี่ยวกับการรักตัวเองและการมอบกำลังให้ผู้คนรอบข้าง

แต่ปี 2018 ก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเสียทีเดียว เพราะหลังจากอัลบั้มประสบความสำเร็จ กลับมีข่าวร้ายว่าแฟนเก่าของเธอ Mac Miller เสียชีวิตลงจากการใช้สารเสพติดเกินขนาด ซึ่งหลายๆ คนโทษว่าเป็นเพราะการเลิกลาที่ทำให้ Mac เป็นแบบนี้ ซึ่งเธอตอบกลับคำกล่าวหาเหล่านั้นว่าการโทษผู้หญิงสำหรับเรื่องที่ผู้ชายไม่สามารถรักษาตัวเองได้นั้นเป็นปัญหาใหญ่ แล้วเธอก็ยังบอกด้วยว่าการจากไปของ Mac ส่งผลต่อเธอมากๆ

“ถ้าให้พูดกันตามตรง ฉันแทบจะจำชีวิตเดือนนั้นของฉันไม่ได้เลย เพราะฉันเมาและเศร้ามากๆ ฉันจำไม่ได้ว่ามันเริ่มยังไง และจบยังไง แต่พอเงยหน้าขึ้นมามองบนกระดานก็เห็นเพลงอยู่บนนั้นเป็น 10 เพลง” ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของอัลบั้มต่อมา “Thank u, next” ซึ่งแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเธอขอบคุณและเรียนรู้จากทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แล้วบอกกับโลกว่าฉันพร้อมแล้วสำหรับทุกอย่างที่กำลังจะเข้ามา

เรื่องราวของ Arianna เป็นเรื่องที่เราชอบย้อนดูทุกครั้งที่รู้สึกสิ้นหวังกับเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ แล้วเตือนใจตัวเองว่าการต้องพาตัวเองออกมาจากความเศร้าและไร้หนทางนั้น แม้จะทำได้เจ็บปวดมากๆ แต่ในวันหนึ่งเราจะทำได้แน่นอนไม่ว่ามันจะยากเย็นขนาดไหน

ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะผ่านไปไม่ได้ อูก้าพร้อมจะเป็นเพื่อนคอยอยู่ข้างๆ คุณเสมอ อย่าลืมนะว่า “When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there”

อ้างอิงจาก

https://www.vogue.co.uk/article/july-cover-vogue-2018

https://www.youtube.com/watch?v=H91O7cyXfMw&ab_channel=AppleMusic

https://www.bbc.com/news/newsbeat-48933931#:~:text=Mac Miller “didn’t deserve,drunk”%2C she told Vogue.&text=She described her grief over,”pretty all-consuming”.

Read More
เพื่อนเป็นซึมเศร้าต้องทำยังไง

OOCAstory “ให้ไปหาไหม?” คำที่ได้ยินเมื่อไรก็อุ่นใจ

ในเวลาที่รู้สึกเศร้าหรืออ่อนแอ อาจมีเผลอทำตัวงี่เง่าให้คนข้างๆ ไปบ้าง แต่จริงๆ เขาอาจแค่ต้องการใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา แล้วเอ่ยถามอย่างจริงใจว่า “ให้ไปหาไหม?”

เวลาที่นั่งเหม่อลอยหรือร้องไห้ฟูมฟาย อาจมีเพื่อนหรือคนรอบข้างสังเกตเห็นว่าเรากำลังต้องการกำลังใจอย่างมาก แต่ไม่รู้จะปลอบใจเราได้ยังไง ไม่รู้ว่าไปเจอเรื่องหนักหนาอะไรมาบ้าง แค่สัมผัสได้ว่า “มันเริ่มจะไม่ไหว…” และไม่อยากปล่อยให้อยู่ “คนเดียว”

หลายๆคนเคยเจอสถานการณ์ที่ตัวเองหรือเพื่อนเจอเรื่องพีคๆ แล้วก็มีใครสักคนในกลุ่มก็จะพูดว่า “ให้ไปหาไหม?” แบบที่ไม่รู้ว่าจะมาหาจริงไหม แต่เอาเป็นว่าใจส่งไปก่อนแล้วนะ

ในวันที่เฟลมากๆ การได้ระบายกับคนที่ไว้ใจและรู้สึกไปด้วยกันเป็นโมเมนต์ที่ฮีลใจเราที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก แค่ไปหาแล้วนั่งข้างๆ ก็เพียงพอแล้ว น่าแปลกที่สำหรับบางคนเราพร้อมจะให้เวลาเสมอในยามที่เขาต้องการ มันคงเป็นสัญชาตญาณที่เราอยากจะโอบกอดเขาไว้ในช่วงเวลาที่เลวร้าย

“ให้ไปหาไหม?” คือคำพูดที่บอกว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยวในโลกใบนี้ มันสามารถแทนคำปลอบใจได้มากมาย เพราะความหมายที่อยู่ในนั้นบอกเขาว่าเราพร้อมจะอยู่ข้างเขาจริงๆ

ถ้าอยากปลอบใจใครสักคน ลองถามเขาเบาๆ ด้วยประโยคนี้ดู มันดีมากๆ กับการที่มีใคร be there เพื่อเราและจงเป็นคนนั้นสำหรับคนที่คุณรักด้วยนะ

สำหรับใครที่อยากมีคนอยู่ข้างๆ คอยรับฟังและให้กำลังใจ อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย ตอนนี้เรามีฟีเจอร์ใหม่ด้วยนะ อูก้ายินดีจะดูแลจิตใจอยู่ตรงนี้เสมอ

Read More
ทำไมคนรอบข้างไม่เข้าใจเรา

OOCAstory ทำไมเราถึงไม่อ่อนโยน กับเขาให้มากกว่านี้

“ฉันเริ่มคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นมองฉันแล้วก็เริ่มกลัว ฉันสู้ด้วยตัวเอง ขนาดฉันบอกออกไปว่ากำลังต่อสู้ดิ้นรนอยู่ แต่กลับไม่มีใครฟังเลย ฉันยื่นมือออกมาขอความช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่มีใคร…สักคนที่จะมาช่วยฉัน นั่นคือตอนที่ข้างในฉันแตกเป็นเสี่ยงๆ” บทสัมภาษณ์ของซอลลี่ที่เล่าถึงความเจ็ปปวดจากการถูกบูลลี่มาเป็นระยะเวลาหลายปี

พูดถึง “การฆ่าตัวตาย” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศเกาหลีใต้สูญเสียคนในวงการไปหลายคน สำหรับคนที่เติบโตมาพร้อมกับกระแส kpop ฟีเวอร์ต้องรู้จักจงฮยอน วง SHINee , คูฮารา วง KARA และซอลลี่ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีคนอื่นๆ อีก เช่น โซจิน ศิลปินฝึกหัดของ DSP Entertainment นักแสดงตลกพัคจีซอน

ท่ามกลาง spotlight ที่สวยงาม พวกเขาถูกประเมินคุณค่าแทบจะตลอดเวลา ทั้งเรื่องหน้าตา ความสามารถ นิสัย การแสดงออก เรียกได้ว่ามีคนจับตามองทุกฝีก้าว ต่อให้มีแฟนคลับมากมาย แต่หากทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย คุณก็อาจจะถูกตำหนิจากชาวเน็ตเกาหลี (เรียกว่า เนติเซน) หรือ “แอนตี้แฟน” ได้ เมื่อไรก็ตามที่กระแสตกลง ค่ายจะกดดันศิลปินอย่างมากและคุณอาจถูกลอยแพได้ง่ายๆ

เมื่อความเจ็บปวดรุมเร้าอาการป่วยทางใจจึงเกิดขึ้น เช่น โรคซึมเศร้า โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล โรคบูลิเมีย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันที่คนดังจำนวนมากที่ออกมาเปิดเผยถึงสุขภาพใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น IU , ซูจี , แทยอน SNSD , ฮยอนอา , G-dragon Bigbang , มินะ TWICE , คังแดเนียล และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้ามองภายนอกพวกเราไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขาทุกข์ทรมาณขนาดไหน เพราะพวกเขาต่างยิ้มแย้มและทำงานอย่างต่อเนื่อง

Cyber-bullying ที่เกาหลีน่ากลัวขนาดไหน

เนติเซนส่วนหนึ่งเชื่อว่าการจะเป็นคนดังต้องทนรับกับความคิดเห็นได้ทุกแบบ “คุณจะดังได้ยังไง ถ้ามีจิตใจที่อ่อนแอขนาดนั้น คุณต้องแสดงต่อหน้าผู้คนตั้งมากมาย”

ทำไมเราถึงต้องทดสอบความแข็งแรงของจิตใจคนอื่นด้วยล่ะ จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องพูดจาร้ายๆ กับใครสักคนเพียงเพราะเราคิดว่าอีกฝ่ายควรได้รับมัน “เวลาที่ได้รับข้อความ ฉันไม่รู้อารมณ์ของพวกคุณมันเลยน่ากลัว ถ้าอ่อนโยนกับฉันอีกสักหน่อยก็คงดีนะ” นี่คือสิ่งที่ซอลลี่เคยพูดขณะไลฟ์คุยกับแฟนๆ

และเมื่อทราบข่าวการจากไปของคนดังเนติเซนได้ออกมาพูดว่า “ผมไม่คิดว่าเธอจะมีช่วงเวลาที่แย่จากคอมเมนต์คุกคามทางเพศ ผมคิดว่าคนดังต้องเข้าใจว่าไม่ได้จะมีแต่คนรักและชื่นชม พวกเขาต้องทนต่อคอมเมนต์แย่ๆ ให้ได้เหมือนกัน เพราะพวกเขาก็ได้สิ่งแลกเปลี่ยนเป็นชีวิตดีๆ ไม่ใช่เหรอ พวกเขามีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ มีรถแพงๆ ขับ แล้วก็มีทุกอย่างที่ดูดี” เรียกได้ว่าคนทั่วไปยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการถูกบูลลี่

การถูกบูลลี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเจ็บปวดให้คนดังมากมาย นอกจากนี้พวกเขายังเติบโตมาในสังคมและระบบฝึกหัดที่เข้มงวด การแบกความฝันและความคาดหวังตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้พวกเขาสะสมความเครียดเอาไว้ กว่าจะเป็นคนดังที่ประสบความสำเร็จ ข้างใจก็ถูกทำลายจนเปราะบางเสียแล้ว

หลังจากต่อสู้มาอย่างยาวนาน พวกเขาได้เลือกที่จะไปอยู่ในที่ที่สงบกว่าเดิม คงโทษพวกเขาไม่ได้ที่ตัดสินใจแบบนั้น ซอลลี่อธิบายถึงความสับสนในใจที่เธอเฝ้าถามตัวเอง “ฉันเป็นใครกัน แล้วฉันทำอะไรผิดนะ ‘อยากจบทุกอย่าง’ นั่นเป็นสิ่งที่เข้ามาให้หัวบ่อยมาก” มันคงจะดีถ้าก่อนหน้านี้หัวใจที่บอบช้ำของพวกเขาได้รับการเยียวยา “ได้โปรดเอ็นดูฉันด้วย ช่วยอ่อนโยนกับฉันหน่อยนะคะทุกคน”

แม้จะยากแต่เชื่อเถอะว่าเราจะอยู่ได้ด้วความเข้าใจ ชูก้าวง BTS เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมวิตกกังวลและอยู่อย่างโดดเดี่ยวตลอดมา และการที่คุณเลือกจะเป็นเพื่อนกับมัน ก็ต้องการทั้งชีวิตในการทำความเข้าใจ”

อย่าลืมว่าเรื่องของ “ชีวิต” ไม่ใช่สิ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันเพื่อความสนุก

ขอมอบบทความนี้ให้ดาวทุกดวงที่ลอยกลับขึ้นไปอยู่บนฟ้าและหวังว่าโลกใบนี้จะอ่อนโยนมากกว่าเดิม

เพราะเราอยากทุกคนรู้สึกสบายใจ หากคุณได้รับความเจ็บปวดจากการถูกบูลลี่หรือมีปัญหาที่อยากเล่าให้เราฟัง อูก้ายินดีเคียงข้างคุณเสมอ สามารถปรึกษาพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้ทั้งทางแอปพลิเคชันและเว็บไซต์เลยนะคะ

Read More
Iron girl นักกีฬาโดนบูลลี่

OOCAstory ด้านมืดของระบบที่กดทับ และจบชีวิต Iron Girl

“ถามจริงเถอะ รูปร่างแบบนี้เธอแปลงเพศมาหรือไง” หรือ “เธอเป็นกระเทยหรือเปล่า” ถ้อยคำดูถูกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องเจอแทบทุกวัน ในสภาพสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) และเคร่งครัดเรื่องระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง (Seniorism) อย่างประเทศเกาหลีใต้ ด้วยความฝันที่จะคว้าเหรียญทอง นักกีฬาต้องเผชิญความเครียดจากการฝึกซ้อมและการถูกบูลลี่อย่างรุนแรง มันคุ้มค่าหรือไม่กับความสำเร็จที่ได้มา

.

ชเวซุกฮยอนว่าที่นักกีฬาโอลิมปิกวัย 22 ปีตัดสินใจฆ่าตัวตายหลังจากถูกบูลลี่มานานกว่า 4 ปี ตอน 11 ขวบ เธอลงแข่งไตรกีฬาเยาวชนแห่งชาติและคว้าเหรียญทองมาได้จนได้ฉายาว่า “Iron Girl” เธอเล่าว่า ตัวเองฝันไว้ว่าอยากลงแข่งไตรกีฬาชิงแชมป์โลกและดูแลครอบครัวที่มีฐานะยากจนให้สุขสบาย

.

หากอยากติดทีมชาตินักกีฬาต้องเข้าไปอยู่ในสังกัดของสโมสรใหญ่ๆ ที่มีอุปกรณ์ ตารางซ้อมและเงินทุนที่พร้อม ซุกฮยอนจึงเข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของกวางจู ซิตี้ฮอลล์ ที่มีนักไตรกีฬาหญิงเจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2010 อย่างจางยุนยองอยู่ด้วย

.

ซุกฮยอนที่เป็นความหวังใหม่ในวัย 19 ปีกับตัวเต็งวัย 28 ปีที่พยายามรักษาตำแหน่งอย่างยุนยอง ท่ามกลางคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นทุกวันแต่ทางเลือกกลับน้อยลง ยิ่งในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ การสร้างชื่อเสียงให้ประเทศก็เหมือนมีใบเบิกทางดีๆ นี่เอง แน่นอนว่ารุ่นพี่ใช้วิธีกดซุกฮยอนเอาไว้ด้วย “การบูลลี่” อย่างรุนแรงทั้งทางร่างกายและคำพูด บางครั้งก็ตบหัว ต่อย ผลัก เรียกคนอื่นให้มาร่วมวงด้วยและทุกคนก็ดูสนุกกับทำแบบนี้

.

สุดท้ายซุกฮยอนเลือกที่จะบอกโค้ช คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่โค้ชทำคือเรียกทั้งสองคนมาแล้วให้ซุกฮยอนคุกเข่าขอโทษรุ่นพี่ หลังจากนั้นโค้ชก็บูลลี่เธอด้วย ทั้งตบตี ด่าทอ บังคับให้เธอกินอาหารจนอาเจียน ซุกฮยอนรู้สึกโดดเดี่ยวมาก แม้จะมีคนเห็นใจเธออยู่บ้างแต่ไม่มีใครกล้าพอจะยื่นมือมาช่วยเธอเลย

.

จิตใจที่บอบช้ำทำให้ฟอร์มตกอย่างน่าใจหาย ซึ่งเป็นช่วงที่ยุนยองกวาดเหรียญแทบทุกรายการทั้งในและนอกประเทศ จนขึ้นเป็นเบอร์ต้นๆ ของสโมสรเลยทีเดียว หลังจากพักไป 1 ปี ซุกฮยอนรวบรวมความกล้าเพื่อกลับมาแต่วัฒนธรรมการซ้อมที่เข้มงวดแต่ไหนแต่ไร นักกีฬามีหน้าที่ทำตามคำสั่งของโค้ชและระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่เข้มงวดมาก ทำให้เธอติดอยู่ในวังวนเดิมๆ

.

ไม่ใช่แค่ยุนยองและโค้ช แต่รอบนี้ยังมีแพทย์ประจำทีมอย่างอันจูยุน และนักกีฬาชายคิมโดฮวานที่บูลลี่เธอด้วย นอกจากร่างกายที่โดนเตะตีสารพัด โค้ชและหมอยังบอกว่า ซุกฮยอนเป็นโรคทางจิตและชอบทำตัวมีปัญหา เมื่อเสียกำลังกายและใจในการฝึกซ้อม เธอค่อยๆ ห่างไกลจากการติดทีมชาติ ซุกฮยอนตัดสินใจส่งเรื่องไปแจ้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งสมาคมไตรกีฬาของเกาหลีใต้ สถานีตำรวจกวางจู เพื่อที่จะหยุดความรุนแรงทั้งหมดนี้ แต่เรื่องกลับเงียบหายไป ซ้ำตำรวจยังบอกว่าเธอไม่มีความอดทนมากพอ การซ้อมกีฬาก็เหนื่อยแบบนี้แหละ

.

ซุกฮยอนเริ่มรวบรวมหลักฐาน ทั้งภาพ คลิปที่เธอโดนทำร้ายสารพัด เธอบันทึกลงไดอารี่ว่า “ฉันอยากตาย จะโดนรถชน โดนโจรเอามีดแทงหรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น ฉันไม่อยากอยู่ในโลกนี้แล้ว” เรื่องราวเลวร้ายลงจนวันหนึ่ง โค้ชเรียกแม่ของเธอมาและบังคับให้แม่ตบหน้าลูกตัวเอง โค้ชขู่ว่าจะไล่ออกจากสโมสรถ้าแม่ไม่ทำ จนซุกฮยอนต้องบอกให้แม่ตบเธอ สุดท้ายสองแม่ลูกได้แต่กอดกันร้องไห้

.

ในที่สุดซุกฮยอนตัดสินใจลาออกจากกวางจู ซิตี้ฮอลล์ แต่ด้วยทัศนคติที่คนเกาหลีเชื่อว่านักกีฬาต้องอดทน ทำให้เธอหมดหวังที่จะติดทีมชาติ มองย้อนกลับไปเธอเคยเป็นดาวรุ่งในวงการกีฬา มีทั้งความฝันและความหวัง รวมถึงอยู่ในช่วงวัยที่กำลังเปล่งประกายที่สุด แต่ความกลัวทำให้เธอไม่มีแรงจะพัฒนาตัวเองอีกแล้ว

สายตาที่ทุกคนตัดสินเธอ ทำให้ซุกฮยอนสับสนว่าการบูลลี่นั้นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอหรือ ?

.

การจากไปของซุกฮยอนทำให้เรื่องราวถูกเปิดเผย แต่โค้ชก็ไม่ได้รู้สึกผิดและยังส่งข้อความไปย้ำกับคนในสโมสรว่า “ซุกฮยอนไม่สามารถเอาชนะปัญหาได้เอง อย่าบอกคนนอกเด็ดขาดว่ามันเกิดอะไรขึ้นในทีม” ด้วยความระแวงว่าตัวเองอาจเป็นเหยี่อเช่นเดียวกับซุกฮยอน คนในทีมจึงเริ่มออกมาพูดเรื่องนี้ จนสังคมเริ่มถกเถียงกันในวงกว้าง

.

ประธานาธิบดีมุนแจอินได้ออกมาพูดถึงประเด็นนี้ว่า ความรุนแรงและฝึกซ้อมอย่างโหดร้ายต้องไม่เกิดขึ้นอีก มันน่าเศร้าที่ทุกคนรับรู้แต่ปล่อยผ่าน หน่วยงานรัฐก็ไม่ทำอะไรเลยทั้งที่มีเรื่องร้องเรียนมานานแล้ว มุนแจอินสั่งให้สืบสวนทันที ซึ่งหลักฐานที่ซุกฮยอนรวบรวมไว้นั้นชัดเจนทุกอย่าง ทำให้โค้ชและยุนยองถูกคณะกรรมการโอลิมปิกเกาหลีใต้และสมาคมไตรกีฬาแห่งชาติ สั่งแบนตลอดชีวิต คนอื่นๆ ถูกตัดสินโทษไปตามสมควร ที่น่าตกใจกว่านั้นคืออันจูยุนเป็นแพทย์ปลอมที่ไม่มีใบประกอบด้วยซ้ำ

.

การฝึกซ้อมด้วยวิธีล้าหลังแบบนี้ยังคงมีอยู่เพราะที่ผ่านมาผลงานเป็นที่น่าพอใจและจับต้องได้ เหมือนเป็นการตอกย้ำความเชื่อที่ผิดๆ ความเครียดและการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวันเหมือนผลักให้คนเข้าใกล้ปากเหวขึ้นทุกที แน่นอนว่าทุกคนอยากดี อยากเก่ง อยากเป็นที่จดจำ แต่บางคนกลับโดดเดี่ยวและรู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้องการของใครเลย

.

การสูญเสียแต่ละครั้งมักมีเรื่องราวซ่อนอยู่ คนที่เจ็บป่วยทางใจมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะวัยรุ่นที่เป็นความหวังของประเทศ หลายๆ คนอยากมีชีวิตหรือเติบโตไปเป็นคนดังในเกาหลีใต้ แต่ใครจะรู้ว่าภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้น ทิ้งเบื้องหลังที่แสนเจ็บปวดไว้มากมายขนาดไหน

.

แล้วตัวเราเป็นใครในเรื่องนี้ เป็นคนลงมือ เป็นคนต่อต้าน เป็นคนซ้ำเติมผู้ที่ถูกกระทำ หรือเป็นคนที่ชี้นิ้วหาคนผิด หรือเราเป็นแค่ bystanders ที่รับรู้ แต่ไม่ลงมือทำอะไรเลย เรื่องราวอาจไม่บานปลายขนานี้ หากมีใครสักคนช่วยรับฟังและปกป้องเธอ

.

เรามาทำความเข้าใจกับปัญหาการบูลลี่ให้มากขึ้นเถอะนะ อูก้าอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนมองเห็นคุณค่าของตัวเองและกล้าที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ คุณสามารถพูดคุยนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ของอูก้าได้เสมอนะคะ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

อ้างอิงจาก

https://www.facebook.com/jingjungfootball/photos/a.1763433500538559/2566322330249668/

Read More