#OOCAKnowledge ซึมเศร้าหลังเที่ยวจบมีจริง

ทำความรู้จักกับ Post-vacation blue ที่สายเที่ยวชิลแค่ไหนก็ซึมเศร้าได้เหมือนกัน

.

กลับมาทำงานได้ไม่กี่วัน ความรู้สึกเศร้าๆ ซึมๆ ก็ก่อตัวขึ้นในใจใครหลายคนเพราะตอนเที่ยวมันแสนจะสนุกและสบาย แค่ปล่อยตัวและใจไปกับบรรยากาศดีๆ แต่พอกลับมาสู่โลกความเป็นจริงที่ต้องนั่งทำงานก็เล่นเอารู้สึกแย่เหมือนกันนะ

.

Post-vacation blue คือชื่อเรียกกลุ่มอาการซึมเศร้า วิตกกังวลหรือขาดแรงจูงใจที่จะทำงานหลังจากผ่านวันหยุดพักผ่อนและเป็นอาการระยะสั้นๆ ไม่เกิน 3 อาทิตย์ก็จะรู้สึกดีขึ้น

.

เบื้องหลังของความรู้สึกเหล่านี้มาจากการปรับตัวของร่างกายที่ดึงพลังงานภายในเพื่อรับมือสถานการณ์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เมื่อต้องกลับมาอยู่สถานการณ์เดิมๆ ร่างกายก็ปรับตัวไม่ทันซะแล้ว หรือบ้างก็พูดถึงปรากฏการณ์ The Contrast Effect ที่เกิดจากเราเปรียบเทียบในใจว่าการได้เที่ยวมันดีกว่าการนั่งทำงานทำให้กลายเป็นกับดักทางความคิดที่เมื่อเรากลับไปใช้ชีวิตเดิมๆ ก็รู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาตามที่คิดไว้ทันที

.

ไม่ว่าจะถูกอธิบายด้วยแนวคิดแบบใด แต่ความเศร้าและเบื่อหน่ายที่เรารู้สึกเป็นเรื่องจริงเสมอ วันนี้อูก้าขอยกเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยเยียวยาหัวใจหลังวันหยุดยาวให้กลับมาสดชื่นได้อีกครั้ง

.

1.เปลี่ยนความทรงจำให้จับต้องได้

  1. แทนที่จะให้ประสบการณ์ของการไปเที่ยวเป็นเพียงความทรงจำดีๆ ในหัวใจ เปลี่ยนให้มันเกิดขึ้นจริง เอาสิ่งที่ได้จากมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันไปเลย เช่น ลงเรียนภาษาของประเทศที่เราไปมา หรือลองทำอาหารที่เราประทับใจจากทริปในครั้งนี้

2.ตัวจริงยังไปไม่ได้ ส่งใจไปก่อนละกัน

  1. ถึงตัวเราจะไม่สามารถหนีความจริงที่ว่าเราต้องทำงาน แต่เราสามารถส่งความคิดและใจให้จินตนาการถึงความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้ ลองนึกว่าภาพตอนที่เราได้เห็นวิวสวยๆ อาหารน่ากิน เพียงเท่านี้ก็ปลุกหัวใจที่กำลังเซ็งให้ตื่นได้อีกครั้ง

3.มองคนรอบตัว

  1. ความรู้สึกเศร้าที่ตีตื้นอาจทำให้เราเลือกที่จะตีตัวออกห่างจากคนอื่น ลองหันมาโฟกัสคนที่เรารัก พูดคุยหรือชื่นชมในสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะการเห็นคุณค่ากันและกันจะตามมาด้วยความรู้สึกดีๆ เหมือนที่เราได้เจอในระหว่างการเดินทางนั้นแหละ

.

อูก้าเชื่อว่างานเลี้ยงไม่ได้มีวันเดียวฉันใด วันหยุดก็ไม่ได้มีแค่นี้ฉันนั้น ยังมีวันหยุดอื่นๆ ที่ให้เพื่อนๆ ได้เตรียมตัววางแผนและตั้งตารอคอยเหมือนกัน แต่ถ้าเพื่อนๆ รู้สึกว่าความเศร้าที่มีไม่หายไปไหนสักที การต่อสู้เพียงลำพังอาจเป็นเรื่องยาก ลองหาเพื่อนที่ไว้ใจอย่างอูก้า เพื่อเล่าทุกความรู้สึก คลายความซึมได้เลยนะ

อ้างอิง

Spiegel, J. (2010, March 15). Post-vacation blues. Psychology Today. Retrieved April 13, 2022, from https://bit.ly/3KJVgd8

รู้จักอาการ Post-Vacation Blues เมื่อหยุดยาวฉันสุขล้นปรี่ และเศร้า หลังวันหยุดพักผ่อน มีอาการ วิธีการรักษาอย่างไร. (2022, January 7). กรมสุขภาพจิต, Retrieved April 13, 2022, from https://bit.ly/3uGEHcm

Read More

#OWPKnowledge: The Great Resignation ลาออกครั้งใหญ่ ทำไมต้องตื่นตัว

การเกิดขึ้นของสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดไม่เพียงทำให้การใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปเท่านั้นยังส่งผลให้เกิดปรากฏที่ทำให้องค์กรต้องตื่นตัว อย่าง ‘ปรากฏการณ์การลาออกครั้งใหญ่’ (The Great resignation) ที่พนักงานพร้อมใจกันตบเท้าลาออกจากบริษัทมากเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก

.

จากผลสำรวจของ Microsoft work trend พบว่า 41% ของพนักงานทั่วโลกมีความคิดอยากลาออกจากงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ สถิติในสหรัฐอเมริกาพบว่าในปี 2021 มีสถิติพนักงานลาออกสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 3.95 ล้านคน ในขณะที่ปีอื่น ๆ มากสุดอยู่ 3.5 ล้านคนต่อเดือนเท่านั้น หรือประเทศแถบยุโรปอย่างเยอรมันนีหรืออังกฤษที่พบกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ส่วนประเทศไทยพบว่าสถานการณ์การว่างงานในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเกือบ 70% มาจากการลาออก เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติการลาออกของประเทศอื่นแล้วสำหรับประเทศไทยอาจยังไม่โดดเด่นมากนัก แต่อย่างไรตามตัวเลขการลาออกที่สูงรวมกับการระบาดเป็นระลอก ๆ ภายในประเทศ HR ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

.

ผลการสำรวจในต่างประเทศพบ เหตุผลสำคัญที่ทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกคือ

1. การดูแลพนักงานในช่วงที่มีการระบาดโควิด-19

2.ผลตอบแทนหรือสวัสดิการ

3. ขาดสมดุลชีวิตและงาน (Work-life balance) คล้าย ๆ กับผลสำรวจในประเทศของ JobsDB พบว่าสิ่งสำคัญที่พนักงานมองหาในงานใหม่หลังเกิดโรคระบาดคือผลตอบแทนหรือความมั่นคงมากที่สุด รองลงมาคือเพื่อนร่วมงานที่ดี งานที่มีคุณค่า หัวหน้าที่เอาใจใส่และความสมดุลของชีวิตและการทำงานตามลำดับ แตกต่างกับก่อนหน้าที่จะมีการระบาดที่ยึดความสุขในการใช้ชีวิตของตัวเองเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นช่วงที่สภาพบ้านเมืองและเศรษฐกิจไม่มั่นคง การได้ผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลจึงจูงใจคนให้เลือกทำงานต่อ

.

นอกจากความมั่นคงภายนอกที่ตามหา ภาระงานที่เพิ่มมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานทำให้พนักงานหลายคนตามความมั่นคงภายในใจ จากผลสำรวจในปีที่แล้วของ The Adecco Group พบว่าพนักงานมีแรงจูงใจลดลง พนักงาน 4 ใน 10 คนกำลังเจอกับภาวะหมดไฟ มองไม่เห็นความก้าวหน้าในอาชีพหรือรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร กลายเป็นความเครียดในการทำงานและตัดสินใจลาออกในท้ายที่สุด

.

‘ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่’ คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนแนวคิดการทำงาน การสร้างสมดุลในชีวิตไปจนถึงการกำหนดเป้าหมายในชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม สร้างความท้าทายใหม่ให้กับองค์กรหากยังทำงานในรูปแบบเดิมหรือฝ่าย HR หากยังไม่สามารถมองเห็นในความต้องการใหม่ ๆ ที่พนักงานเหล่านี้มองหา การลาออกของพนักงานอาจกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในอีกไม่ช้า

ข้อมูลอ้างอิง

20 แนวโน้มตลาดงานปี ’64 – ’65 “จ้างงานลดลง-เงินเดือนสำคัญกว่า Work-Life balance-ต้อง Upskill-Reskill” -. (2021, August 5). Brand Buffet. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3MxvAli

.

สำนักงานประกันสังคม. (n.d.). สถานการณ์การว่างงานและการเลิกจ้าง. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/37bZrzx

.

Cook, I. (2021, November 10). Who is driving the great resignation? Harvard Business Review. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3MwS9Gu

.

Joblist. (2021, October 7). Q3 2021 united states job market report. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3tuZ4Hy

.

Microsoft work trend index. (2021, March 22). The next great disruption is hybrid Work—Are we ready? Microsoft. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3IQVqOV

.

The Adecco Group. (2021, October 27). The great resignation การลาออกครั้งใหญ่ของมนุษย์เงินเดือน. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3sPvNIC

.

S. (2022, February 1). Interactive Chart: How Historic Has the Great Resignation Been? SHRM. Retrieved March 6, 2022, from https://bit.ly/3HNvPF1

Read More
เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์ ไฮเปอร์เวน โรคเรียกร้องความสนใจ

OOCAknowledge: Hyperventilation Syndrome ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่ร่างกายมันไปเอง

การบ้านเยอะจนเครียด เรียนออนไลน์ก็ไม่รู้เรื่อง

หัวหน้าดุอีกแล้ว งานที่ทำกำลังฆ่าเราอย่างช้า ๆ

คนที่รักกลับกลายเป็นเฉยชา ครอบครัวก็ไม่สนใจ

.

เคยไหมทุกสิ่งที่เข้ามาทำให้เรารู้สึกเครียดจนทนไม่ไหว ?

รู้สึกเครียดและวิตกกังวลกับอะไรบางอย่างจนหายใจไม่ออก เคลื่อนไหวร่างกายไม่ถนัด หายใจเข้าไปเท่าไหร่อากาศก็ไม่ลงปอดเสียที มีอาการหูอื้อ หน้ามืด เวียนหัวเหมือนจะเป็นลม มือเย็นเท้าเย็น บางทีก็เกิดอาการมือจีบ ตัวเกร็งไปหมด และอาการเหล่านี้มักจะมาในช่วงที่คุณรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลมาก ๆ ซ้ำร้ายคนรอบตัวยังไม่เข้าใจ และคิดว่าคุณอาจกำลัง ‘เรียกร้องความสนใจ’ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย นี่เราเป็นอะไรกันแน่นะ ?

.

Hyperventilation Syndrome ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์

สิ่งที่คุณเป็นอยู่ (หรือคนใกล้ตัวของคุณกำลังเป็น) อาจจะเป็นอาการของ ‘Hyperventilation Syndrome’ หรือ ‘ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์’ ซึ่งมีสาเหตุมาจากด้านอารมณ์และจิตใจ ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล รู้สึกกลัว ประหม่า โดยก่อนเกิดอาการพบว่าผู้ป่วยมักประสบภาวะกดดันทางจิตใจ เช่น ปัญหาการเรียน รู้สึกเครียดจากที่ทำงาน ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หรือเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกตื่นกลัว เครียด กังวลมาก ๆ จนทำให้เกิดภาวะ Hyperventilation ขึ้น

.

ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ ประมาณ 20-30 นาทีเท่านั้น พบว่าเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีอาการ ร่างกายจะหายใจเร็ว หอบลึก ทำให้มีออกซิเจนในเลือดมากกว่าปกติ และระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตามมาคือ รู้สึกหายใจลำบาก เหมือนหายใจเท่าไหร่ก็ไม่พอ หัวใจเต้นแรง ใจสั่น รู้สึกหวิว ๆ หน้ามืดและเวียนหัว และเมื่อออกซิเจนในเลือดมากเกินไปฉับพลันก็นำไปสู่ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ทำให้มือเท้าจีบเกร็ง มือเท้าเย็น ชาบริเวณปลายมือปลายเท้า

.

ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่ร่างกายมันไปเอง

ถึงแม้ว่าอาการนี้จะไม่ส่งผลอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็อาจจะรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่สำคัญคือสภาพจิตใจที่อาจจะเหนื่อยล้ากับอาการที่เป็นอยู่ หลายคนที่มีอาการนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นอะไร แถมยังถูกตัดสินด้วยอคติ ว่าเรียกร้องความสนใจบ้างแหละ ทำตัวนางเอกบ้างแหละ

.

อย่างเช่นกรณีของบางมหาวิทยาลัยที่มีการรับน้อง นิสิตนักศึกษาปีหนึ่งที่พึ่งผ่านพ้นวัยมัธยมมาสด ๆ ร้อน ๆ ปรับตัวกับวัฒนธรรมและบรรยากาศใหม่ ๆ ไม่ทัน จนเกิดภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์ หน้ามืด จะเป็นลม มือจีบกันอยู่บ่อยครั้ง หรืออย่างวัยทำงานช่วงที่ต้องเตรียมนำเสนองานกับลูกค้าแล้วรู้สึกเครียด วิตกกังวลมากจนหายใจไม่ทัน แม้กระทั่งในเด็กเล็กเองก็มีอาการนี้ได้เช่นกัน เมื่อรู้สึกขัดใจ ตกใจ เครียดกับสถานการณ์ตรงหน้า จนทำให้เกิดอาการนี้ขึ้น

.

น่าเศร้าที่หลายครั้งคนเหล่านี้กลับถูกมองว่าเป็นพวกชอบเรียกร้องความสนใจ หรือ ‘Attention Seeker’ เนื่องจากภาวะนี้เกิดขึ้นจากใจที่โดนกระทบกะทันหัน หรือจากอารมณ์ที่กดดัน บางครั้งใจพยายามควบคุมแล้ว แต่ร่างกายดันตอบสนองออกมาเป็นอาการที่แม้แต่คนที่เป็นบางคนก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็น ซึ่งภาวะนี้หากเป็นหลาย ๆ ครั้ง ร่างกายอาจกระตุ้นให้เกิดอาการขึ้นมาเองได้แม้จะไม่ได้เครียด เช่น บางครั้งแค่ถอนหายใจลึก ๆ ก็เริ่มเกิดอาการหายใจหอบได้จนคล้ายกับแกล้งทำ คนรอบข้างเลยคิดว่าเป็นเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ และทำให้คนที่มีภาวะนี้รู้สึกเครียดและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นจนทำให้อาการแย่กว่าเดิม

.

ถ้าเกิดอาการแบบนี้ ควรทำอย่างไรดี?

1.พยายามควบคุมสติและหายใจให้ช้าลง เพราะอาการที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการหายใจเร็วเป็นหลัก พยายามนับจังหวะหายใจเข้าออก หากควบคุมลมหายใจได้ก็จะทำให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้น

2.คลายเคียด หาทางป้องกันด้วยการเสริมสร้างสุขภาพจิตให้แข็งแรงขึ้น และเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการ

3.ควรพบจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาหรือการใช้ยาช่วยเหลือตามความจำเป็น

.

เพราะร่างกายรู้ดี…สิ่งสำคัญคือการ ‘ดูแลใจ’

นอกจากวิธีการดูแลร่างกายแล้ว การดูแลตัวเองทางใจก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากเราพิจารณาสาเหตุของการเกิด Hyperventilation จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับสภาวะของจิตใจเป็นหลัก โดยเฉพาะความเครียดและความรู้สึกวิตกกังวล สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้คือ “การดูแลใจ” ให้ดี หมั่นตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกตัวเองบ่อย ๆ พูดคุยปรึกษากับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่ไว้ใจ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวล ที่สำคัญคือ “การปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” ที่จะช่วยให้ตัวเราเข้าใจภาวะนี้ได้ดีขึ้น รู้วิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะควบคุมภาวะดังกล่าวได้

.

นอกจากการดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญกับใจก็คือแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง หากเราเป็นคนหนึ่งที่มีอาการนี้หรือมีคนใกล้ตัวประสบปัญหาเหล่านี้ อย่าลืมว่าเขาต้องได้รับการดูแลรักษา ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขา ‘แกล้งทำ’ แต่เป็นเพราะจิตใจกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ดังนั้นเราต้องเข้าใจและรับฟัง รวมถึงเป็นที่พักพิงทางใจในเวลาที่พวกเขาต้องการใครสักคนเคียงข้าง

.

หากคุณจะกำลังเผชิญกับความเครียดและความวิตกกังวลแบบไหน หรือคุณอาจจะกำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือไม่ ทางอูก้ามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาพร้อมช่วยเหลือและรับฟังคุณอยู่เสมอ มาดูแลใจไปด้วยกันนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก :

https://www.manarom.com/blog/Hyperventilation_Syndrome.html

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/pdf/Hyperventivation syndrome.PDF

https://www.pobpad.com/hyperventilation

Read More
คลับเฮ้าส์ โรคซึมเศร้า

Mindfully Dose #5 “สวัสดีซึมเศร้า” ฉันไหวอยู่…แต่ก็รู้สึก

โรคซึมเศร้าเรียกว่าเป็นโรคฮิตเลยก็ว่าได้ ใคร ๆ ก็บอกว่าฉันเครียด ฉัน sensitive ไปจนถึงฉันเป็นซึมเศร้า แต่จริงๆ เรารู้ได้ยังไงว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า หรือเราควรต้องไปหาจิตแพทย์ได้แล้ว เราได้เจาะลึกโรคซึมเศร้าไปพร้อม ๆ กับพญ. ชัชชญา เพียรจงกล จิตแพทย์ทั่วไป จากแอปพลิเคชันอูก้า และแขกรับเชิญสุดพิเศษ คุณอแมนด้า ชาลิสา ออบดัม MUT 2020 ที่จะมาช่วยตอบคำถามเรื่องของสุขภาพจิต

โรคซึมเศร้าคืออะไร ?

คุณหมอ : ขึ้นชื่อว่า “โรค” ก็บ่งบอกว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ส่งผลให้สารสื่อประสาทในสมองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม ไปจนถึงความจำของเราทำงานผิดปกติ กระทบกิจวัตรประจำวัน ทำอะไรต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อได้ ควรได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้ทุเลาลง ซึ่งต่างจากความเศร้าทั่วไปที่หายดีด้วยตัวเองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นอ่อนแอ ไม่สู้ แต่เขากำลังเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา บางคนมีอารมณ์เศร้าจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ สำคัญเลยคือสังเกตตัวเองได้ ทำแบบทดสอบได้ แต่ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อเพื่อปรึกษา ประเมินและวินิจฉัย

จะสังเกตได้อาการของโรคซึมเศร้าได้อย่างไร แล้วรักษาให้หายขาดได้ไหม หรือสามารถหายแล้วกลับมาเป็นอีกได้หรือเปล่า ?

คุณหมอ : ลักษณะคือมีอารมณ์เศร้าเบื่อ เป็นทั้งวัน ติดต่อกันเกินสองสัปดาห์ มีความคิดลบมากขึ้น ส่วนใหญ่หากตรวจพบแล้วก็ทานยา พันธุกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดโรคนี้ แต่พบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ 80-90% มาจากสิ่งรอบตัว ความเครียดมากกว่า โรคซึมเศร้าหายได้แต่ต้องอาศัยหลายๆ อย่าง อาจจะกลับมาเป็นใหม่หรือเป็นต่อเนื่องก็ได้เหมือนกัน บางคนหายไปสองสามปีแล้วเป็นอีก บางคนก็หายไปสิบปีละกลับมาเป็นอีก ครั้งแรกอาจจะทานยาต่อ 6-9 เดือนหลังจากหายเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ถ้าเป็นซ้ำ ต่อไปอาจจะเรื้อรัง ทำให้ต้องรักษาหรือทานยานานกว่าเดิม สิ่งกระตุ้นคือความเครียด คนรอบข้าง การงาน การเงินหรือสิ่งแวดล้อม จริงๆแล้วปัจจัยเสี่ยงก็มาจากเรื่องใกล้ตัวคนไข้

Eating Disorder คืออะไร ?

คุณหมอ : Eating Disorder เกิดกับการรับรู้ของเราที่มักจะกังวลเรื่องรูปร่างเป็นพิเศษ มีความเชื่อผิดๆ ทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติไป เช่น อยากผอมมากๆ ไม่อยากทานอาหาร ไปจนถึงล้วงคอ บางเคสของคนที่เป็น ED พบโรคซึมเศร้าร่วมด้วยบ่อยมาก เพราะเราอยู่กับความทุกข์ใจมาเป็นเวลานาน

คุณอแมนด้า : เคยมีประสบการณ์ถูก body shaming ทำให้อยากลดน้ำหนัก เริ่มเข้ายิม มองอาหารเป็นศัตรู แล้วน้ำหนักก็ลดลงอย่างน่ากลัว แต่เรารู้สึกว่าลดเท่าไหร่ก็ไม่พอ มองในกระดูกที่โผล่ออกมายังไม่มากพอ มีอาการล้วงคอ ทานแล้วรู้สึกผิด เหมือนต่อสู้กับตัวเองตลอด ใจนึงก็บอกว่าต้องทาน แต่อีกใจก็อยากผอม ตอนนั้นคนรอบตัวสังเกตเห็นทำให้เรารู้สึกตัว เพื่อนถามว่า เราต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม ? ตอนนั้นเราก็บอกว่าเราโอเค เหมือนลึกๆเรารู้ว่าเราไม่เหมือนเดิมแต่เราไม่อยากหาย เพราะถ้าหายเราจะไม่ผอมอย่างที่เราตั้ง goal ไว้

เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างไร ? โรค ED สามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม ?

คุณอแมนด้า : ตอนนั้นเรากลับมาที่เมืองไทย ครอบครัวคอยให้กำลังใจเรา ไม่เคยใช้คำพูดที่ต่อว่าให้เราไปรักษาเลย เราก็เริ่มคิดได้ว่าคนรอบตัวรักเราขนาดนี้ เราต้องดูแลตัวเอง เราต้องหาย ใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะกลับมากินอาหารได้ปกติ เหมือนเราต้องสร้าง relationship กับอาหารใหม่ทุกครั้งที่เราตักข้าวเข้าปาก เราต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเองตลอดเวลา แต่กำลังใจสำคัญมากๆ

คุณหมอ : โรคทางจิตเวชมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เราอาจรู้สึกหายขาดอยู่ช่วงเวลานึง แต่อาการก็อาจจะกลับมาได้ตลอดถ้ามีอะไรเข้ามากระทบ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเอง หมั่นสังเกต อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและคนรอบข้างก็อาจจะคอยช่วยเหลือด้วย

ในประเทศไทยคิดว่าคนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมากน้อยแค่ไหน รวมถึงโรคซึมเศร้าด้วย ?

คุณอแมนด้า : โรคซึมเศร้าเป็นคำที่เราได้ยินบ่อย แต่คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจความหมาย ส่วนตัวเราไม่เคยเป็นโรคซึมเศร้า แต่จากประสบการณ์ของเรา ก็คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก สุขภาพจิตเป็นเรื่องกว้างมาก บางทีคนก็พูดไปในเชิงล้อเล่น

คุณหมอ : ปัจจุบันหมอรู้สึกว่าคนกล้าเข้ามาหามากขึ้น จำนวนคนมาโรงพยาบาลก็เยอะขึ้น หรือแม้แต่ในแอปฯ อูก้าก็ด้วย คิดว่าคนเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้ว จริงๆ สื่อมีส่วนช่วยในการสร้างความตระหนักมากเหมือนกัน

ในมุมของคนที่อยู่ท่ามกลางสื่อ เป็นจุดสนใจ มีความเครียดหรือรู้สึกกดดันมากกว่าคนทั่วไปไหม ?

คุณอแมนด้า : จริงๆ ด้ามองว่าทุกคนมีความเสี่ยงเท่ากัน เพราะทุกคนต่างต้องเจอแรงกดดัน อยากให้เอาแรงกดดันมาทำให้เป็นเรื่อง positive เราจะดูว่าหน้าที่ของเราความผิดชอบของเราคืออะไร ด้ามีสองวิธีด้วยกัน อย่างแรกโฟกัสที่เป้าหมาย เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร อย่างที่สองหา support system ที่ดี คนรอบข้างที่รักและเป็นกำลังใจให้เรา

ในฐานะคนใกล้ชิดคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เราจะทำอย่างไร ? พฤติกรรมหรือคำพูดอะไรที่เราต้องระวังเป็นพิเศษ ?

คุณหมอ : ก่อนอื่นเราต้องพยายามทำความเข้าใจว่า เขากำลังคิดอะไร รู้สึกอะไรอยู่ แล้วก็รับฟังเขาอย่างไม่ตัดสิน อยู่ข้างๆ และเป็นกำลังใจให้เขา ส่วนคำพูดและการกระทำสำคัญที่ “เจตนา” ความตั้งใจและความหวังดีของเราจะทำให้เขารับรู้ได้ บางคนอาจจะหวังดีแต่พูดไม่เป็น หมอคิดว่าบางคำอาจจะไม่ดี เช่น บอกปัด ให้ไปเข้าวัดฟังธรรม ให้ปลง หรือบอกเขาว่า “เลิกเศร้าได้แล้ว อย่าคิดมาก” บางทีมันเป็นโรค เขาเลิกคิดไม่ได้ “ทำไมไม่หาย” “ทำไมเลิกคิดไม่ได้” จะทำให้เขารู้สึกไม่ดี

อย่างคำว่า “สู้ๆ” ทำไม่ควรใช้ ? เพราะเหมือนให้เขาสู้อยู่ลำพัง รู้สึกโดดเดี่ยว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบางคน สำหรับคำนี้ บางคนก็รู้สึกว่าเพื่อนเป็นห่วง พูดได้ อีกอย่างที่ต้องระวัง คือ เรารู้สึกว่าเราพูดดีแล้ว ให้กำลังใจเต็มที่แล้ว แต่ด้วยโรคทำให้คนเป็นซึมเศร้าตีความไปทางลบได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้พูดอะไรผิดเพียงแต่เขาไม่สามารถมองในทางบวกได้ อาจบอกเขาตรง ๆ ว่าเราเป็นห่วงและอยากให้เขาได้รับความช่วยเหลือ

Q&A

ถาม : ครอบครัวมีคนเป็น depression , anxiety , bipolar ในต่างประเทศการไปหาหมอหรือนักจิตฯ เป็นเรื่องปกติมาก อยากถามว่าในประเทศไทยมีการแยกชัดเจนไหมระหว่างหมอกับนักจิตฯ แล้วจะไปหานักจิตวิทยาที่ไหนดี ?

คุณหมอ : อย่างประเด็นแรกจิตแพทย์ต้องเรียนจบหมอ ต่อเฉพาะทาง จะสามารถจ่ายยาและทำจิตบำบัดได้ แต่ด้วยความที่ภาระงานเยอะ (ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล) ทำให้จิตแพทย์ไม่ค่อยมีเวลาทำจิตบำบัด ส่วนนักจิตวิทยาจะเชี่ยวชาญเรื่องการทำจิตบำบัดในรูปแบบต่าง ๆ ปกติแล้วหมอจะทำงานร่วมกับนักจิตวิทยา อ่านแฟ้มคนไข้จากนักจิตวิทยา มีการประสานงานกัน ทำ conference ร่วมกัน ขึ้นอยู่กับเคสด้วย จริงๆ ถ้าเทียบกับต่างประเทศต้องบอกว่าเราเข้าถึงจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ง่ายกว่ามาก อย่างในแอปฯ อูก้าก็ถือว่ามีจำนวนเยอะมากๆ

ถาม : เราเคยคิดว่าพอเราเศร้าก็หายเศร้าสิ แต่จริงๆเราเข้าใจผิด เราเริ่มมาศึกษาและสนใจเรื่องนี้ มันจะเป็นไปได้ไหมที่จะมี platform ทำให้เรื่องสุขภาพจิตเข้าถึงได้กับทุกคน มีการวางแผนหรือจะทำอะไรในอนาคตได้บ้างเพื่อทุกคนเห็นความสำคัญเรื่องนี้?

คุณอิ๊กตอบ : คนไทยส่วนใหญ่กังวลเรื่อง stigma การถูกอคติว่าเป็น “โรคจิต” กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวด้วย คำถามนี้คือเหตุผลที่เราก่อตั้งอูก้าขึ้นมาเลย เราเองก็เป็นคนที่ป่วยเหมือนกันตั้งแต่อายุ 15 แต่กว่าจะกล้ายอมรับและไปหาหมอต้องใช้เวลานานเกือบสิบปี โรงพยาบาลทั่วไปเองก็มีความลำบากในการรักษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็มีน้อย เราเลยอยากจะเปลี่ยนแปลงให้เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญที่พูดถึงได้ อยากให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาที่ไหนก็ได้ที่เขารู้สึกปลอดภัย อูก้าอยากช่วยทำลายกำแพงตรงนี้ คิดว่าทุกคนสามารถแบ่งเบากันได้ ช่วยกันได้ ลุกขึ้นมาช่วยสนับสนุน นอกจากนี้เราก็มีโครงการ wall of sharing ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย มุ่งเน้นช่วยนักศึกษาให้ได้พบจิตแพทย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถาบันใดๆ นักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยสามารถใช้บริการได้

คุณหมอ : platform ที่เพิ่มขึ้นมาช่วยได้มาก เพราะมีคนไข้ที่ไม่กล้าเดินไปหาหมอใช้บริการค่อนข้างเยอะเลย ทำให้เขามีพื้นที่จัดการความเครียด เพราะบางคนไม่ได้เป็นซึมเศร้า แต่หาทางจัดการความเครียดไม่ได้ ต้องการความช่วยเหลือ อย่างการพบจิตแพทย์ต่างประเทศก็ยากมาก ทำให้การหาหมออนไลน์ช่วยได้มากเลย เพราะการไปโรงพยาบาลอาจจะต้องบอกว่าจำนวนหมอกับคนไข้ไม่ค่อยสัมพันธ์กัน

ถาม : เราป่วยเป็นไบโพลาร์ ช่วงที่ดาวน์มากแบบติดเตียง ควรดึงอารมณ์ตัวเองกลับมายังไงดี ?

คุณหมอ : อย่างแรกคือ สังเกตอารมณ์เราให้บ่อยมากขึ้น ลองให้คะแนน 1-10 เมื่อรู้ว่าดาวน์มากขึ้น ให้พยายามกลับมาอยู่กับปัจจุบัน หาอะไรช่วยเบี่ยงเบนเรา แม้เราจะเบื่อหน่ายจนไม่อยากทำ แต่ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองดิ่งลงไป หรือหาใครสักคนคุยด้วย อยู่ข้างๆ เพื่อดึงความสนใจ อย่าปล่อยให้เราดาวน์มากๆ แล้วค่อยเบี่ยงเบน ต้องดึงตัวเองตั้งแต่ระดับต้นๆ เข้าใจว่าอาจจะยาก แต่ต้องฝึกเรื่อยๆ

ถาม : เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MDD และ PTSD อยากทราบว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะดีขึ้นหรือกลับมาเป็นเหมือนเดิม ?

คุณหมอ : ปกติจะเน้นการพูดคุยทำจิตบำบัดและใช้ยาร่วมด้วย จิตแพทย์และนักจิตฯ สามารถช่วยได้ค่ะ อาจจะกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส ถ้าเป็นสองโรคร่วมกันอาจใช้เวลานานขึ้นในการรักษา แต่ถ้ารักษาอย่างต่อเนื่องสามารถหายได้แน่นอน

ถาม : มีโรคทางจิตเวช แต่อยากประกอบอาชีพทางจิตวิทยา สามารถทำได้ไหม ?

คุณหมอ : ไม่ได้มีข้อห้าม สามารถเรียนเพื่อเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้ แต่ข้อควรระวังคือใจเราต้องพร้อม เพราะในการทำงานหรือว่าให้คำปรึกษา เราอาจจะซึมซับอารมณ์ความรู้สึกของคนไข้มา ด้วยความ sensitive หรือรู้สึกเปราะบาง ซึ่งทำให้ใจเราไม่พร้อมที่จะรับปัญหาหนักๆ แต่ถ้ารักษาให้หายดีน่าจะพร้อมมากขึ้น จะทำให้เราแยกแยะอารมณ์ได้

ถาม : โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) มีอาการ เช่น กังวลว่าลืมปิดแก็ส ขับรถกลับไปดู ห้ามความคิดไม่ได้ แต่ไม่กล้าไปพบหมอเพราะกลัวมีประวัติ เลยใช้วิธีอ่านหนังสือ ศึกษาและพยายามดูแลตัวเอง

คุณหมอ : สำหรับคนที่กำลังฟังอยู่ ถ้ามีอาการคล้ายกัน แนะนำทำพฤติกรรมบำบัดและทานยา ควรรีบไปพบจิตแพทย์รักษา อย่าปล่อยไว้แล้วคิดว่าไม่เป็นอะไร ถ้ารักษาอย่างเหมาะสมจะหายเร็วขึ้น

ถาม : เวลาที่เราได้เจอคนหรือได้ยินคนพูดเรื่องไปโรงพยาบาล พบจิตแพทย์ เป็นโรคนี้อยู่ เราควร ตอบสนองยังไงถึงจะเหมาะสม ? แล้วเวลาเพื่อนไม่สบายใจ ถ้าเรารับฟังไม่ไหวจะบอกให้เพื่อนไปหาจิตแพทย์ยังไงดี ?

คุณหมอ : หลักๆ คือ รับฟัง แสดงความเห็นอกเห็นใจได้ แต่ไม่มากเกินไป คิดกลับว่าถ้าเป็นตัวเรา เราอยากได้กำลังใจประมาณไหนที่จะทำให้รู้สึกดี เราก็ทำกับเพื่อนแบบนั้น ส่วนเพื่อนเราอาจจะบอกว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ ถ้าเรามีอารมณ์ร่วมมากไปก็อาจจะทุกข์ไปด้วย ลองถอยออกมานิดนึง ถ้าเขาต่อต้านการไปหาหมอก็อาจจะบังคับได้ยาก แต่เราช่วยเขาได้เท่าที่เราไหว เต็มที่แล้ว ไม่ต้องรู้สึกผิด

ถาม : เราเป็น PTSD มา 4-5 ปี แล้ว ปลายปีที่ผ่านมาแม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ แล้วต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน ทั้งวัน เรารู้ว่าเราเป็น trigger ของแม่ ถ้าเขารู้สึกว่าเราไม่รักก็จะน้อยใจรุนแรง จะทำยังไงให้เป็นผู้ฟังที่ดีแต่ไม่ให้เราดาวน์ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ?

คุณหมอ : อยากให้บอกแม่ว่าจริงๆ เรารู้สึกยังไง ปรับที่ “การสื่อสาร” แน่นอนว่ารักและเป็นห่วง หมอรู้สึกว่าแม่คงน้อยใจเหมือนกัน แล้วอยากให้กลับมาดูแลจิตใจตัวเองด้วย พยายามเลี่ยงออกมาเวลาที่มีอารมณ์กันทั้งคู่ เราจะได้ไม่แสดงอารมณ์ออกไป แม่ก็จะได้ไม่เสียใจ

Read More
ทำยังไงเวลาเจอคนฆ่าตัวตายในอินเทอร์เน็ต?

OOCAKnowledge ทำยังไงเวลาเจอคนฆ่าตัวตายใน อินเทอร์เน็ต?

“หลังจากโพสต์นี้เราไม่อยู่แล้วนะ”

เป็นประโยคที่ไม่มีใครอยากเห็นในหน้าโซเชียลมีเดียของเราเลย แต่บางครั้งเรื่องที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ตลอด แล้วเมื่อเราเจอเหตุการณ์แบบนี้ควรทำอะไร และอะไรควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้การ #ยื่นมือไปช่วย ครั้งนี้ไม่เป็นการไปผลักให้ผู้ที่มีความเสี่ยงดำดิ่งลงไปมากกว่าเดิม

#สิ่งที่ควรทำ

  • ประเมินความเสี่ยงของผู้มีความเสี่ยง

เริ่มจากการถามคำถาม เช่น อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ อยู่กับใคร ใกล้ตัวมีของมีคมหรือเปล่า เพื่อเราจะได้รู้ว่าผู้โพสต์กำลังตกอยู่ในอันตรายขนาดไหน หากเขาบอกว่าอยู่ห้องกับเพื่อนแล้วเราสามารถติดต่อเพื่อนของเขาได้ก็จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดน้อยลงไปหนึ่งระดับ แต่หากเขาว่าเขาอยู่บนดาดฟ้าคนเดียวความเสี่ยงก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นและต้องมีการลงมือทำอะไรสักอย่างทันที

  • คุยกับเขาผ่านช่องทางส่วนตัว

ถึงโพสต์ของเขาอยู่ในโหมดสาธารณะ แม้ว่าสถานการณ์จะเร่งรีบ เราควรเกลี้ยกล่อมเขาให้มาคุยกับเราในช่องทางส่วนตัว เหตุผลเพราะว่าการคุยในช่องทางสาธารณะมีผลเสียคืออาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลเมื่อผู้โพสต์รู้ตัวว่าอาจมีเรื่องบางเรื่องที่เขาระบายออกมาให้เราฟังแต่ไม่ได้อยากให้คนอื่น ๆ รู้ ซึ่งความวิตกกังวลมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้สถานการณ์แย่ลงได้

  • พาเขาไปหามืออาชีพให้ได้

ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง เพื่อน หรือเจ้าหน้าที่ อย่างหนึ่งที่ต้องรู้คือเราเองเป็นแค่คนธรรมดาที่รู้เรื่องสุขภาพจิตในระดับที่สามารถใช้ดำเนินชีวิตประจำวันได้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือการเกลี้ยกล่อมให้ผู้มีความเสี่ยงให้เขายินยอมไปอยู่ในการดูแลของมืออาชีพ และจนกว่าเขาจะยินยอมเราต้องทำให้เขามั่นใจว่าเราจะอยู่ข้าง ๆ เขาไปในทุกขั้นตอน หากเราหรือคนรู้จักอยู่ใกล้เขาแล้วรู้ว่าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดคือที่ไหนก็เข้าไปหาเขาเพื่อพาไปหาหมอเองได้ หรือหากสถานการณ์คับขันจริง ๆ การโทรหาผู้เชี่ยวชาญหรือเจ้าหน้าที่ก็เป็นอะไรที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Suicide Prevention เช่น Samaritan Thailand ที่ 02-713-6793 หรือสายด่วนสุขภาพจิตที่ 1323

#สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

เราห้ามตัดสินการกระทำของเขา

การพูดว่า “จะฆ่าตัวตายไม่สงสารพ่อแม่บ้างเหรอ?” หรือ “การจบชีวิตตัวเองผิดศีลข้อที่…” เป็นการตัดสินผู้ที่มีความเสี่ยงที่ไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกผิดที่อาจนำไปสู่การจบชีวิตของเขาได้

เราห้ามส่งเสริมผู้มีความเสี่ยงให้ลงมือ

แม้ว่าเราจะเชื่อในเสรีภาพและสิทธิการมีชีวิตอยู่ แต่การตัดสินใจฆ่าตัวตายของคนคนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ การพูดว่า “ก็เขาเลือกจะไม่อยู่แล้วจะไปห้ามทำไม” เป็นปัญหาเพราะว่าในการตัดสินใจนั้นเป็นผลจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองในระหว่างนั้นมากกว่าการสมยอม และหากผ่านเวลาที่เขาอยากจบชีวิตที่สุดไปได้ ความอยากหลาย ๆ อย่างของเขาจะหายไปเช่นเดียวกัน

เรื่องสุขภาพจิตและชีวิตเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและหลากหลายมาก ๆ สำหรับแต่ละคน ทุกคนมีความแตกต่างและอาจะมีวิธีเป็นล้านที่เราจะเลือกใช้ก้ไขปัญหาตรงหน้า อูก้าขอสัญญาว่าเราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในการให้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตที่ถูกต้องและเข้าใจง่ายให้กับเพื่อน ๆ ทุกคน และนอกจากนั้นหากใครมีคนที่คิดว่าต้องการการปรึกษาเรื่องสุขภาพจิตโดยด่วนอูก้าก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยเขาได้นะ

อ้างอิง :

https://www.mentalhealth.org.nz/get-help/a-z/resource/55/suicide-supporting-someone-online

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/suicide/in-depth/suicide/art-20044707

https://www.healthline.com/health-news/what-to-do-when-you-encounter-suicidal-posts-online

Read More
โลกของคนซึมเศร้า

OOCAstory: จากเหนื่อย…กลายเป็นซึมเศร้า มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ?

“ไม่รู้เหมือนกัน เราแค่เหนื่อย”

“อืม…ก็เหนื่อยอ่ะ”

“เหนื่อยจริงๆ จะบอกยังไงดีล่ะ”

หลังจากพูดประโยคพวกนี้ซ้ำไปซ้ำมาเวลามีใครถาม หรือแม้แต่ตอบตัวเองว่าที่กำลังรู้สึกอยู่นี้คืออะไร ก็ไม่ใช่ว่าจะได้คำตอบหรอก แค่มองเห็นชัดขึ้นว่าใจเรากำลังบอกตัวเองว่ากำลังแย่แล้วแหละ ความรู้สึกตอนนี้คือไม่ไหวแน่นอน เกลียดจังที่ต้องรู้สึกแบบนี้

.

ทุกครั้งที่มีคนถามแล้วต้องอธิบายก็คิดคำอื่นไม่ค่อยออกนอกจาก “เหนื่อย” แต่มักจะถูกถามกลับว่า “เหนื่อยเพราะอะไร” “ไปทำอะไรมาถึงเหนื่อย” “คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกันแหละ สู้ๆ” และอีกสารพัดคำพูดที่บอกให้อดทนจนกว่ามันจะผ่านไป กลายเป็นเราที่อ่อนแอเกินไป ไม่รู้จักปล่อยวางความรู้สึกลบๆ ที่เกิดขึ้น

.

แล้วสรุปเรากำลังสู้กับใครหรืออดทนกับอะไรอยู่เหรอ สำหรับเรามันไม่ง่ายเลยนะที่จะเอาชนะความคิดร้ายๆ ในหัว เราได้แต่ชื่นชมคนที่เข้มแข็งและหวังว่าเขาจะเลิกเปรียบเทียบเรากับคนอื่นๆ ที่ผ่านปัญหาไปได้ เพราะเราก็ไม่ได้ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ อยากหลุดพ้นจากจุดที่ยืนอยู่เหมือนกัน

.

แต่เวลาที่มีเรื่องเข้ามากระทบใจ ความคิดแรกที่เข้ามาและภาพที่เราเห็นมันดันมืดมากกว่าสว่างนี่สิ พอหมดแรงใจ กายของเราเลยอ่อนล้าตามไปด้วย เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหนื่อยกับทุกอย่างจนไม่อยากเจอใคร ไม่อยากทำอะไร แล้ววันหนึ่งเราก็เดินเข้าไปในโลกซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว

.

โลกที่คนอื่นไม่เข้าใจ เราที่ตัวเล็กมากๆ ในโลกความเป็นจริง ดันตัวใหญ่เมื่ออยู่ในโลกซึมเศร้า เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ได้พบความรู้สึกที่กำลังเผชิญอยู่แต่ไม่เคยได้คำตอบจากที่อื่น ต้องขอบคุณตัวเองนะที่กล้ายอมรับว่าเราดูแลใจตัวเองไม่ไหวและยอมเปิดใจให้คนอื่นช่วย

.

การพูดคุยปรึกษาคนที่ไว้ใจหรือมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลสำคัญมากๆ สำหรับคนที่อยู่ตรงนี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไง เราเหนื่อยกับอะไร บางครั้งอยู่ต่อหน้าจิตแพทย์เราไม่รู้จะพูดอะไรด้วยซ้ำ สับสนกับตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ว่าเราต้องการคือ “ใครสักคนที่รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ตัดสินและไม่มองเราด้วยสายตาตั้งคำถาม”

.

สำหรับคนที่กำลังเหนื่อย ลองให้โอกาสตัวเองได้รักษาใจดูอีกครั้งนะ คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้ มีหลายคนที่พร้อมจะเข้าใจและรับฟังคุณอยู่ เชื่อสิว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ⠀⠀⠀⠀⠀

ถ้าเพื่อนๆ มีอาการข้างต้น รู้สึกเหนื่อย หาคำตอบไม่ได้ ไม่อยากออกไปพบเจอใคร เราอยากให้ลองมารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าดูนะ เราพร้อมดูแลทุกคนอยู่ตรงนี้เสมอ

⠀⠀⠀⠀⠀

Read More
พ่อ แม่ ไม่เชื่อว่าเป็นซึมเศร้า

OOCAstory เมื่อพ่อแม่ไม่ยอมรับว่า “ฉันป่วย”

ครั้งล่าสุดพูดกับพ่อแม่เรื่องปัญหาสุขภาพจิตเขาตอบว่ายังไงกันบ้าง?

“คิดไปเองหรือเปล่า?”

“ต้องไปหาหมอเลยเหรอ? ไปหาหมอแล้วประวัติมันติดตัวนะ”

บางคนเลือกหูทวนลมแล้วเปลี่ยนเรื่อง

บางคนก็ร้องไห้ราวกับว่าโลกทั้งใบของเขาแตกสลายไป

เจอคำตอบแบบนี้เข้าไป เป็นใครก็ไม่กล้าไปพูดเรื่องสุขภาพจิตให้คนในบ้านได้ยิน

เมื่อได้ยินอะไรแบบนี้มันเหมือนผลักให้เราโดดเดี่ยวในการต่อสู้กับโรคทางสุขภาพจิตเลยจริงไหม? เราทุกคนต่างคาดหวังให้บ้านเป็นพื้นที่ที่เรารู้สึกสบายใจที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ครอบครัวฟังได้ แต่ตอนนี้เรากลับรู้สึกไม่อยากพูดเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตเรามากที่สุดหนึ่งเรื่องให้ใครฟังเลย

เราตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่าทำไมผู้ใหญ่มองว่ามันเป็นเรื่องน่าอายขนาดนั้นเวลาพูดว่าเราต้องไปหาจิตแพทย์ คำตอบที่เรานึกได้ก็น่าจะเป็นธรรมชาติของการเรียนรู้เรื่องปัญหาสุขภาพจิตในสมัยของเขายังไม่มีการทำความเข้าใจว่ามันเป็นโรคที่หายได้ผ่านการใช้ยาและการพบแพทย์ ในขณะที่ในสายตาของคนรุ่นเรามองว่าโรคทางสุขภาพจิตไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าการเป็นหวัดแล้วเข้าไปโรงพยาบาลมากเท่าไรเลย ซึ่งความเข้าใจที่แตกต่างกันนี้คือ Mental Illness Literacy ที่แตกต่างกัน โดยความต่างกันนี้เกิดจากสิ่งที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ตอนเด็กและจากการศึกษา

แล้วจะทำยังไงดีถ้าพ่อกับแม่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับเรื่องนี้? ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนก็คือการคุยกันนั่นแหละเพียงแต่การคุยนั้นอาจต้องมีกลวิธีมากกว่าการเดินเข้าไปคุยเฉย ๆ

อย่างแรกคือเรื่อง คุยเมื่อไร เรื่องการคุยกับพ่อแม่แล้วเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกันนั้นมีอยู่สองสามอย่างที่เราต้องทำ คือเราต้องปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก การพยายามเคลียร์กันเลยเมื่อทั้งสองฝั่งมีความไม่เห็นด้วยกันทั้งคู่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเพราะตอนนี้สิ่งที่เป็นตัวนำบทสนทนาจะเป็นความรู้สึก การทิ้งเวลาผ่านสักพักคือการปล่อยให้พ่อแม่เก็บข้อมูลใหม่ที่เราเพิ่งให้ไปคิดทบทวน และเราก็เก็บคำพูดของเขาเพื่อมาทำความเข้าใจกับเขาเพื่อคิดว่าเมื่อเรากลับไปคุยกับเขาเราต้องอธิบายในแง่มุมไหนถึงดีที่สุด

แล้วจะคุยยังไงดี? หลังจากทั้งสองฝั่งใจเย็นลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเราต้องคิดว่าจะเริ่มคุยเรื่องนี้อีกครั้งยังไงไม่ให้ซ้ำรอยเดิม เราคิดวิธีที่สร้างสรรค์ ๆ มาอย่าง เช่น เริ่มบทสนทนาจากการเขียนโน๊ตถึงกันถ้าไม่กล้าพูดตรง ๆ วิธีนี้อาจเป็นวิธีที่ดีสำหรับคนที่มีเสียงดุหรือหน้าดุเพื่อเริ่มบทสนทนาให้นุ่มนวลมากขึ้น หรือบทสนทนาอาจเกิดขึ้นได้จากการเปิดหนังที่มีเรื่องสุขภาพจิตดูด้วยกันเพื่อเริ่มบทสนทนาก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย โดยเฉพาะหนังที่ตัวเอกมีปัญหาสุขภาพจิต เพราะตัวหนังมักมีการสร้างให้เราเข้าใจตัวละครแต่แรก และเมื่อพ่อแม่เข้าใจตัวละคร เมื่อเราคุยกับเขาเขาก็จะเข้าใจเราได้ง่ายขึ้น

ในประสบการณ์ตรงของเรา ครั้งหนึ่งหลังจากไม่ได้คุยกันเรื่องสุขภาพจิตนาน แม่เราเข้ามาหาเราด้วยเรื่องนี้เอง แต่ด้วยท่าทีที่นิ่งและไม่ตกใจเท่าคราวที่แล้ว หลังจากนั้นเขาจึงถามด้วยน้ำเสียงที่อยากจะเข้าใจว่าสิ่งที่เรากำลังผ่านอยู่นั้นเป็นยังไงและเขาทำอะไรได้บ้าง แม้ว่าในคำพูดอาจมีความเข้าใจผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยการค่อย ๆ อธิบายให้กันและกันฟัง เพราะเหมือนกับที่ค่านิยมของยุคก่อนบดบังความเข้าใจเขาต่อสุขภาพจิต ความผิดหวังของเราก็บังเราไม่ให้เห็นความเป็นห่วงของเขาด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นสำหรับพ่อแม่ที่กำลังพยายามเข้าใจลูก ๆ ในเรื่องสุขภาพจิต เราอยากบอกว่าแม้ว่าการทำความเข้าใจคนที่เกิดกันคนละยุคสมัยในเรื่องที่ไม่คุ้นเคยอาจเป็นเรื่องยาก แต่เราเชื่อว่าหากทั้งสองฝั่งค่อย ๆ ฟังและทำความเข้าใจการเข้าใจกันนั้นอยู่ไม่ห่างไกลเลย ส่วนลูก ๆ เองก็ต้องไม่ลืมที่จะให้เวลาพ่อแม่ที่จะทำความเข้าใจเรื่องที่ใหม่มาก ๆ สำหรับพวกเขาด้วย และถ้ายังไม่รู้ว่าเริ่มปรับตัวเข้าหากันยังไงอูก้าจะอยู่ตรงนี้คอยเป็นคนให้คำปรึกษาได้เสมอเลย

Read More
ทำร้ายตัวเองแล้วผิดไหม

OOCAknowledge : Self-harm อย่าตัดสินใครเพียงเพราะเขาทำร้ายตัวเอง

ความรุนแรง (Violence) เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทางกายเพื่อทำร้าย ทำให้เจ็บปวด เสียหายหรือพยายามฆ่าตัวตาย องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่า การทำร้ายตัวเอง (Self-harm) นับเป็น “ความรุนแรง” รูปแบบหนึ่ง แต่ The UK National Institute for Clinical Excellence คิดว่า การทำร้ายตัวเองเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีการวางแผน ไม่ต้องมีเจตนาหรือที่มาที่ไป นอกจากนี้ยังรวมถึงพฤติกรรมอดอาหาร ใช้สารเสพติด ทรมาณร่างกาย ฯลฯ จึงยากที่จะบอกว่าการทำร้ายตัวเองนับเป็นความรุนแรงหรือไม่

เมื่อเราคิดถึง “ความรุนแรง” ภาพที่ผุดขึ้นมาคือ การต่อสู้ ทะเลาะวิวาท สงคราม การทารุณกรรมหรือการล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นการทำร้ายตัวเองและการฆ่าตัวตายจึงไม่เหมือนความรุนแรงอื่นๆ เพราะคนทั่วไปมองว่าเกิดจากสิ่งที่เราเลือกเองได้ (Freedom of choice)

บ่อยครั้ง Self-harm ถูกนำมาใช้ในการประท้วงทางการเมืองหรือการแสดงความศรัทธาทางศาสนา เพื่อแสดงถึงจุดยืน ความมีเกียรติ เรียกร้องสิทธิ โต้ตอบแต่อาจลืมไปว่าการทำรุนแรงกับตัวเองอาจส่งผลที่ร้ายแรงยิ่งกว่า คนที่มองอยู่ข้างนอกอาจเกิดคำถามและรู้สึกไม่เห็นด้วยจนกลายเป็นต่อต้าน ถือว่าเป็นการสร้างอคติยิ่งขึ้นไปอีก

จากข่าวที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายหนึ่งทำร้ายตัวเองระหว่างการอภิปราย ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงในวงกว้าง นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ได้แสดงความคิดเห็นว่า
“การประท้วง ควรจะประท้วงด้วยการแสดงเหตุผล การอารยะขัดขืนมีหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตามอย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู การใช้วาจาที่ทำให้อีกฝ่ายดูไม่ดีจะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความรุนแรงตามมาได้” แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนแสดงจุดยืนผ่านการทำร้ายตัวเองและเกิดการโต้ตอบกันระหว่างผู้ประท้วงและรัฐบาล

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2534 กลุ่มคนงานได้ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้เปลี่ยนกฎหมายลาคลอดจาก 60 วันเป็น 90 วัน เนื่องจากผู้หญิงต้องเสียสุขภาพและบางรายยังเสียโอกาสในการทำงานอีกด้วย ซึ่งในระยะแรกรัฐบาลขอทดลองใช้ก่อน หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไปกว่า 2 ปีจนเกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้ง การชุมนุมรุนแรงยิ่งขึ้น มีทั้งการอดอาหาร กรีดเลือดประท้วงบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ในที่สุดรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบให้แก้กฎหมายลาคลอด

อีกเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว ประเทศฝรั่งเศสได้เกิดการประท้วงด้วย “เสื้อกั๊กสีเหลือง” ต่อต้านนโยบายขึ้นภาษีน้ำมันของรัฐบาล ซึ่งก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายเอมานูเอล มาครงได้ประกาศว่าจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นลำดับแรกๆ ทำให้ออกมาตรการหลายอย่างที่สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชน เริ่มแรกนายมาครงสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง ใช้แก็สน้ำตาและจับกุมผู้ประท้วง ประชาชนจึงตอบโต้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้ายที่สุดนายกฯก็เป็นฝ่ายยอมล่าถอยและยกเลิกการขึ้นภาษี แต่การประท้วงดำเนินต่อไปและได้มีการเรียกร้องในประเด็นอื่นอีก เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ ลดภาษีต่างๆ จนถึงตอนนี้ประชาชนส่วนหนึ่งยังยืนยันให้นายมาครงลาออกจากตำแหน่ง

ไม่มีใครรู้ว่าการใช้ความรุนแรงจะส่งผลเช่นไรหรือวิธีใดเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุด บางครั้งความรุนแรงอาจทำให้เราได้สิ่งที่ต้องการ แต่บางครั้งความรุนแรงก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นทางออก จึงไม่สามารถบอกหรือตัดสินได้ว่าทางที่คนอื่นเลือกนั้น “ถูก” หรือ “ผิด”

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลคือความชินชาต่อการใช้ความรุนแรงมากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่จะมองว่า “ไม่ใช่เรื่องของเขาที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่น” ซึ่งหากเราเพิกเฉยต่อ “ชีวิต” นั่นถือเป็นความคิดที่อันตราย

แน่นอนว่า Self-harm เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตและอาจนำไปสู่อาการป่วยใจในภายหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตจะต้องแสดงพฤติกรรมที่รุนแรงกับตัวเองและคนอื่น ซึ่งหากขาดความรู้ความเข้าใจเราอาจเหมารวมและตัดสินผู้อื่นแบบผิดๆได้

นั่นเป็นเพราะว่าความเจ็บปวดที่เกิดจากการทำร้ายตัวเองช่วยให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์บางอย่างได้ เมื่อเราไม่สามารถควบคุมปัจจัยอื่นๆได้ “ตัวเรา” จึงเป็นเพียงตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่

ไม่ว่าคนที่ทำร้ายตัวเองจะทำลงไปเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม เราไม่มีทางรู้คำตอบเกี่ยวกับทุกเรื่องราวในชีวิตของเขา สิ่งที่เราควรใส่ใจคือเขากำลังส่งสัญญาณอะไร ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร แล้วเราสามารถแก้ไขหรือช่วยเหลืออะไรได้หรือไม่?

เราจะป้องกันปัญหา Self-harm ได้อย่างไร

1. ไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา

Self-harm คือการแสดงถึงความเจ็บปวดในใจผ่านทางร่างกาย แต่อีกฝ่ายอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่เรารู้สึกอยู่ดี เพราะเรากำลังใช้อารมณ์เป็นตัวนำ สำรวจอารมณ์ความรู้สึกตัวเองว่าตอนนี้เราโกรธ เสียใจ ผิดหวัง หรือต้องการอะไรกันแน่ แล้วพยายามขจัดอารมณ์ลบๆ ออกไปก่อนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

2. สื่อสารให้มากขึ้น

การแก้ปัญหาที่ดีสุดคือการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน ส่วนใหญ่ความขัดแย้งมักเกิดจากการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดการรับฟังอย่างใส่ใจ ลองถอยคนละก้าวแล้วคุยกันด้วยเหตุผลแทนที่จะใช้ความรุนแรง

3. ควบคุมตัวเองทั้งคำพูดและการกระทำ

เมื่อเรารู้สึกว่าสถานการณ์ต่างๆ ควบคุมได้ยาก ร่างกายของเราจึงเป็นสิ่งเดียวที่เราเป็นเจ้าของและพร้อมจะ “เดิมพันด้วยชีวิต” แต่ลองหยุดคิดสักนิด แล้วถามตัวเองว่าเราต้องการทำเช่นนี้จริงๆเหรอ เราอยากจะพูดแบบนั้นออกไปใช่ไหม สุดท้ายเมื่อได้คิดทบทวนแล้วเราอาจพบว่าเราตัดสินใจได้ดีกว่าเดิมมากๆ เลยนะ

4. ยอมรับในความเห็นที่แตกต่าง

ไม่แปลกถ้าเราจะรู้สึกอึดอัดหรือไม่พอใจเมื่อต้องโต้เถียงกับคนอื่น แต่หากเราคิดได้ว่า “มันเป็นไปได้” และความคิดของคนอื่นเป็นสิ่งที่ “เข้าใจได้” เราจะรู้สึกสบายใจมากขึ้นและมองว่ามันไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจะรับมือหรอก

5. บอกตัวเองว่าฉันมีคุณค่า

เบี่ยงเบนตัวเองออกไปจากความคิดร้ายๆ ตรงหน้า หาสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น พยายามผ่อนคลายความตึงเครียดที่เราแบกไว้ แล้วบอกตัวเองว่า “ชีวิตเรามีค่ามากกว่าปัญหานี้ซะอีก”

อย่าลืมว่าการทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่แค่ “การเรียกร้องความสนใจ” แต่มีเหตุผลเบื้องหลังเสมอ เราไม่ควรตัดสินหรือตีตราว่าคนที่ทำร้ายตัวเองเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ควรใช้สติ เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและพยายามทำความเข้าใจพวกเขา รวมถึงดูแลคนข้างๆ และเสพสื่ออย่างมีวิจารณญาณด้วยนะ

อูก้าพร้อมเป็นเพื่อนที่รับฟังทุกความคิดเห็นโดยไม่มีข้อแม้ ติดต่อมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้นะคะ เพราะทุกคนมีคุณค่าและควรได้รับความใส่ใจ

อ้างอิงจาก

https://workpointtoday.com/successful-protests-history/

https://www.teenvogue.com/story/self-harm-alternatives

https://www.hfocus.org/content/2020/10/20365

https://www.psychologytoday.com/us/articles/200411/cutting-form-protest

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK349101/

Read More
อาเรียนนา กรานเด

OOCAinsight: Ariana Grande เมื่อชีวิตโยนทุกอย่างใส่เธอ

“When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there” ชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราหันกลับมารักตัวเองและพร้อมจะเผชิญกับทุกอย่างที่พุ่งเข้ามา

หลังจากอัลบั้มล่าสุด Positions ที่เต็มไปด้วยความเซ็กซี่และมั่นใจ เราก็เกือบจะลืมไปเลยว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน Arianna Grande เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวดมา

หากเริ่มนับเราต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2017 ในช่วงทัวร์อัลบั้ม Dangerous Women เกิดเหตุก่อการร้ายที่ Manchester Arena หลังจากคอนเสิร์ตของป๊อปสตาร์สาวที่คร่าชีวิตคนจำนวน 22 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน เป็นเหตุให้เธอเกิดอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งเธอพูดกับนิตยสาร British Vogue ในปีถัดมา “มันยากมากเลยที่ฉันจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะผู้คนมากมายเหลือเกินได้สูญเสียอย่างใหญ่หลวงในเหตุการณ์นี้…ฉันไม่รู้จะพูดถึงมันยังไงโดยไม่ร้องไห้ได้เลย”

ในบทสัมภาษณ์เดียวกันเธอก็พูดถึงเรื่องสุขภาพจิตของเธอในเรื่องการทำงาน นั่นคือเธอเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) เธอเล่าว่ามันเกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากทัวร์คอนเสิร์ตจบลง เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากหยุดพักและเธอจะทำงานต่อทันที ซึ่งสำหรับแฟนๆ นี่ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไรหลังจากดูตารางการออกเพลงที่สม่ำเสมอของเธอทุกๆ ปี

อัลบั้ม Sweetener จากปี 2018 เป็นอัลบั้มที่เธอป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเธอสามารถผ่านเรื่องราวแย่ๆ ที่เธอพบเจอผ่านดนตรีที่อบอุ่น “ฉันอยากกอดทุกคนผ่านดนตรีของฉัน” เธออธิบายเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ในบทสัมภาษณ์กับ Apple Music 1 Radio “ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นกว่าที่ฉันเคยเป็นมา และตอนนี้ฉันเริ่มเห็นโลกกลับมาสดใสมากกว่าที่เดิม” เป็นประโยคที่เข้ากันได้ดีกับหน้าปกสีโทนอุ่นและบทเพลงเกี่ยวกับการรักตัวเองและการมอบกำลังให้ผู้คนรอบข้าง

แต่ปี 2018 ก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเสียทีเดียว เพราะหลังจากอัลบั้มประสบความสำเร็จ กลับมีข่าวร้ายว่าแฟนเก่าของเธอ Mac Miller เสียชีวิตลงจากการใช้สารเสพติดเกินขนาด ซึ่งหลายๆ คนโทษว่าเป็นเพราะการเลิกลาที่ทำให้ Mac เป็นแบบนี้ ซึ่งเธอตอบกลับคำกล่าวหาเหล่านั้นว่าการโทษผู้หญิงสำหรับเรื่องที่ผู้ชายไม่สามารถรักษาตัวเองได้นั้นเป็นปัญหาใหญ่ แล้วเธอก็ยังบอกด้วยว่าการจากไปของ Mac ส่งผลต่อเธอมากๆ

“ถ้าให้พูดกันตามตรง ฉันแทบจะจำชีวิตเดือนนั้นของฉันไม่ได้เลย เพราะฉันเมาและเศร้ามากๆ ฉันจำไม่ได้ว่ามันเริ่มยังไง และจบยังไง แต่พอเงยหน้าขึ้นมามองบนกระดานก็เห็นเพลงอยู่บนนั้นเป็น 10 เพลง” ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของอัลบั้มต่อมา “Thank u, next” ซึ่งแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเธอขอบคุณและเรียนรู้จากทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แล้วบอกกับโลกว่าฉันพร้อมแล้วสำหรับทุกอย่างที่กำลังจะเข้ามา

เรื่องราวของ Arianna เป็นเรื่องที่เราชอบย้อนดูทุกครั้งที่รู้สึกสิ้นหวังกับเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ แล้วเตือนใจตัวเองว่าการต้องพาตัวเองออกมาจากความเศร้าและไร้หนทางนั้น แม้จะทำได้เจ็บปวดมากๆ แต่ในวันหนึ่งเราจะทำได้แน่นอนไม่ว่ามันจะยากเย็นขนาดไหน

ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะผ่านไปไม่ได้ อูก้าพร้อมจะเป็นเพื่อนคอยอยู่ข้างๆ คุณเสมอ อย่าลืมนะว่า “When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there”

อ้างอิงจาก

https://www.vogue.co.uk/article/july-cover-vogue-2018

https://www.youtube.com/watch?v=H91O7cyXfMw&ab_channel=AppleMusic

https://www.bbc.com/news/newsbeat-48933931#:~:text=Mac Miller “didn’t deserve,drunk”%2C she told Vogue.&text=She described her grief over,”pretty all-consuming”.

Read More
เพื่อนเป็นซึมเศร้าต้องทำยังไง

OOCAstory “ให้ไปหาไหม?” คำที่ได้ยินเมื่อไรก็อุ่นใจ

ในเวลาที่รู้สึกเศร้าหรืออ่อนแอ อาจมีเผลอทำตัวงี่เง่าให้คนข้างๆ ไปบ้าง แต่จริงๆ เขาอาจแค่ต้องการใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา แล้วเอ่ยถามอย่างจริงใจว่า “ให้ไปหาไหม?”

เวลาที่นั่งเหม่อลอยหรือร้องไห้ฟูมฟาย อาจมีเพื่อนหรือคนรอบข้างสังเกตเห็นว่าเรากำลังต้องการกำลังใจอย่างมาก แต่ไม่รู้จะปลอบใจเราได้ยังไง ไม่รู้ว่าไปเจอเรื่องหนักหนาอะไรมาบ้าง แค่สัมผัสได้ว่า “มันเริ่มจะไม่ไหว…” และไม่อยากปล่อยให้อยู่ “คนเดียว”

หลายๆคนเคยเจอสถานการณ์ที่ตัวเองหรือเพื่อนเจอเรื่องพีคๆ แล้วก็มีใครสักคนในกลุ่มก็จะพูดว่า “ให้ไปหาไหม?” แบบที่ไม่รู้ว่าจะมาหาจริงไหม แต่เอาเป็นว่าใจส่งไปก่อนแล้วนะ

ในวันที่เฟลมากๆ การได้ระบายกับคนที่ไว้ใจและรู้สึกไปด้วยกันเป็นโมเมนต์ที่ฮีลใจเราที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก แค่ไปหาแล้วนั่งข้างๆ ก็เพียงพอแล้ว น่าแปลกที่สำหรับบางคนเราพร้อมจะให้เวลาเสมอในยามที่เขาต้องการ มันคงเป็นสัญชาตญาณที่เราอยากจะโอบกอดเขาไว้ในช่วงเวลาที่เลวร้าย

“ให้ไปหาไหม?” คือคำพูดที่บอกว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยวในโลกใบนี้ มันสามารถแทนคำปลอบใจได้มากมาย เพราะความหมายที่อยู่ในนั้นบอกเขาว่าเราพร้อมจะอยู่ข้างเขาจริงๆ

ถ้าอยากปลอบใจใครสักคน ลองถามเขาเบาๆ ด้วยประโยคนี้ดู มันดีมากๆ กับการที่มีใคร be there เพื่อเราและจงเป็นคนนั้นสำหรับคนที่คุณรักด้วยนะ

สำหรับใครที่อยากมีคนอยู่ข้างๆ คอยรับฟังและให้กำลังใจ อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย ตอนนี้เรามีฟีเจอร์ใหม่ด้วยนะ อูก้ายินดีจะดูแลจิตใจอยู่ตรงนี้เสมอ

Read More