#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

“หมดไฟจนหมดใจ” ให้อูก้าดูแลใจเมื่อคุณ Burnout

เครียดกับงานจน ‘หมดไฟ’ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะภาวะเครียดเรื้อรังจนทำให้รู้สึกหมดไฟ (และหมดใจ) ในการทำงาน หรือที่เรียกกันว่า ‘Burnout Syndrome’ นั้นมีอยู่จริง และยังสำคัญในระดับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโรคใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นถ้าพนักงานของคุณบ่นว่าเขารู้สึก ‘หมดไฟ’ นั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องดูแลใจของพนักงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้วล่ะ

อาการของ ‘Burnout Syndrome’ หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน อาจจะแสดงออกมาในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์ หมดพลัง ไม่อยากทำอะไร เบื่อหน่ายกับการมาทำงาน รู้สึกขาดความเชื่อมั่น มีทัศนคติทางลบต่อการทำงาน ขาดความสุขเวลาทำงาน จนส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เหินห่างกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้ามากขึ้น

เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ พบจิตแพทย์

ซึ่งภาวะหมดไฟในการทำงานนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาระงานที่หนัก ปริมาณงานที่มากเกินไป ต้องทำงานที่ไม่ถนัด เวลาทำงานจำกัด รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงาน รู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ ไม่มีใครให้คำปรึกษา ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอหรือมีสภาพจิตใจที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถส่งผลให้เกิดโรคนี้ได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือโรค ‘Burnout Syndrome’ นี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจจะมีโอกาสพัฒนาไปเป็นความเสี่ยงของ ‘โรคซึมเศร้า’ ได้

และอาการหมดไฟนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นแค่กับคนรุ่นใหม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับไหน จะหนุ่มสาววัยทำงาน พนักงานยุคบูมเมอร์ หรือแม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูง ต่างก็เกิดภาวะ Burnout กันได้ทั้งนั้น ดังนั้นถ้ารู้สึกหมดไฟแต่ปรึกษาใครก็ไม่ได้ หันไปทางไหนก็เจอแต่คน Burnout ก็ถึงตาของเรา ‘อูก้า’ ที่จะมาช่วยเหลือคุณ!

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่เป็นมากกว่าแค่การรับฟัง เพราะเราจะช่วยคุณหาทางออกไปด้วยกันกับผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถ เรามีทั้งนักจิตวิทยาที่จะคอยให้คำปรึกษาและบำบัดใจ จนไปถึงจิตแพทย์ที่มีประสบการณ์ดูแลใจพนักงานที่ Burnout มาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าปัญหาจะซับซ้อนแค่ไหน ทีมของเราพร้อมเป็นแรงสนับสนุนให้คุณได้เสมอ!

นอกจากนี้คุณยังเลือกรับบริการของเราได้ทุกที่ เลือกเวลาปรึกษาเองได้ตลอด ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลหรือรอคิวนาน ๆ ก็สามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างเต็มที่ เป็นส่วนตัว ผ่านคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือก็ได้ ที่สำคัญพนักงานของคุณยังสามารถเลือกจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเองได้อีกด้วยนะ

เพราะบางครั้งการพูดคุยปรึกษากันในที่ทำงานอาจช่วยพนักงานได้เพียงชั่วคราว ถ้าอยากให้พนักงานไม่ต้องเจอกับปัญหา Burnout หรือความเครียดในที่ทำงาน ลองให้อูก้าช่วยดูแลสุขภาพใจของพนักงานได้ นอกจากจะได้รับการบริการจากนักจิตวิทยาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว องค์กรยังได้รับการรายงานผลที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อให้แก้ไขได้ตรงจุดอย่างทันท่วงที นอกจากนี้เราสามารถดูแลได้ตั้งแต่ขั้นประเมิน ปรึกษา บำบัด และหาทางออกร่วมกันให้กับทุกปัญหา คุณสามารถมั่นใจได้ว่า อูก้าจะเป็นส่วนช่วยให้พนักงานของเรามีแบ็คอัพทางใจที่จะไม่มีวันทิ้งให้เขาหรือเธอต้องเจอกับปัญหา Burnout อย่างแน่นอน!

หากสนใจสามารถทัก  inbox เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ หรือติดต่อให้ข้อมูล ชื่อ เบอร์โทร ชื่อบริษัทและอีเมลกับเรา สำหรับการลงทะเบียนเพื่อใช้งานได้ทันที เรื่องของใจให้อูก้าช่วยรับฟังนะคะ ❤️

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/burnoutblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth
#สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.bangkokhospital.com/content/burnout-syndrome

paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details/บทความ-สุขภาพจิต/เครียดเกินไป-ระวัง-BURNOUT-SYNDROME-ภาวะหมดไฟในการทำงาน

Read More
จิตวิทยา หนังให้กำลังใจ

OOCAinsights : เธอมีพร้อมทุกอย่างแล้ว เหลือแค่สู้และลงมือทำ

ทุกคนคงจะต้องเคยผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ หรือวันแย่ ๆ กันมาใช่หรือเปล่าคะ แน่นอนว่าวันเหล่านั้นคงทำให้เกิดผลกระทบกับจิตใจของเราไม่มากก็น้อย บางคนก็รับมือไหว แต่ก็มีอีกหลายคนที่ผ่านมันไปไม่ได้และทำให้สภาพจิตใจถดถอยลง หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เราผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปไม่ได้ ก็เพราะว่าเรามองข้ามบางสิ่งที่เรามีอยู่กับตัวเอง สงสัยใช่มั้ยว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร ?

ยกตัวอย่างจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครชื่อ เบบี้ดอล ในภาพยนตร์เรื่อง Sucker Punch เธอลุกขึ้นมาต่อสู้แทนที่จะยอมแพ้ให้กับโชคชะตาอันเลวร้าย และสามารถเอาชนะมันได้ด้วยสิ่งที่เธอมีอยู่กับตัว เราได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยบทพูดในตอนสุดท้ายของเรื่องราว

“Your fight for survival starts right now.

You don’t want to be judged? You won’t be.

You don’t think you’re strong enough? You are.

You’re afraid. Don’t be.

You have all the weapons you need. Now fight!”

“การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดมันเริ่มแล้ว

เธอไม่อยากโดนตัดสินใช่ไหม? เธอไม่โดนแน่

เธอคิดว่าเธอไม่แข็งแกร่งพอเหรอ? เธอแกร่งแน่

เธอหวาดกลัว.. อย่ากลัว

เธอมีอาวุธทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว เธอต้องสู้”

ในบางครั้งที่เราเจอปัญหาและเหตุการณ์ร้าย ๆ มากมาย เราอาจจะลืมไปว่าสุดท้ายแล้ว “ตัวเราเองนี่แหละ ที่จะพาเราผ่านพ้นทุกอย่างไปได้ด้วยสิ่งที่เรามี” เรามีอะไรล่ะ ? เรามีความกล้า เรามีความสามารถ เรามีความเชื่อมั่น และที่สำคัญ เรามีกำลังใจอีกมากมายจากผู้คนรอบตัวที่คอยช่วยเหลือเรา สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือน “อาวุธ” ให้เราต่อสู้กับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต เมื่อเราผ่านมันมาได้เราจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น ขอเพียงแค่เชื่อมั่นอาวุธในมือของตัวเอง แล้วจงสู้

อูก้าขอเป็นกำลังให้กับทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาที่เข้ามาในชีวิต ใครที่อยากได้คำปรึกษาสามารถติดต่อพวกเรามาได้เลย เราพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหาเลยนะ

Read More
ซีรี่ย์เน็ทฟลิกและจิตวิทยา Bridgerton

OOCAinsight: “ถ้าไม่ได้แต่งงาน ฉันก็ไม่มีค่าอะไรเลย” Bridgerton กับยุคที่ผู้หญิงห้ามขึ้นคาน

ฉากที่สะเทือนใจเรามากๆ คือตอนที่ดาฟนี่คุยกับพี่ชายของเธอว่า “พี่ไม่เข้าใจหรอกว่าผู้หญิงรู้สึกยังไงที่ทั้งชีวิตเราเหลือความสำคัญแค่เพียงช่วงเวลาเดียว หนูถูกเลี้ยงดูมาเพื่อสิ่งนี้ นี่คือสิ่งเดียวที่หนูเป็น หนูไม่มีคุณค่าอย่างอื่นแล้ว ถ้าหนูหาสามีไม่ได้ หนูก็จะไร้ค่า” เป็นฉากพูดคุยธรรมดาๆ ระหว่างพี่น้อง แต่คำพูดของดาฟนี่ที่คุยกับพี่ชายกลับทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจเรามากๆ ทำไมคุณค่าของผู้หญิงถึงอยู่ที่การแต่งงาน

.

ม่านประเพณีที่บดบังคุณค่าที่แท้จริงของผู้หญิง ถูกนำมาสะท้อนผ่าน Bridgerton ซีรีส์จาก netflix ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Julia Quinn กล่าวถึงค่านิยมการออกเรือนได้ครบเครื่องและโรแมนติกมาก แกนหลักของเราอยู่ที่ตัวละคร “ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน” ลูกสาวคนสวยจากพี่น้องทั้งแปดของตระกูลไฮโซแห่งกรุงลอนดอน ทุกสายตาที่จ้องมองมา ราวกับจับผิดชีวิตผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ว่าเธอจะเดินบนเส้นทางที่คู่ควรกับชาติตระกูลหรือไม่ นี่อาจเป็นราคาที่สาวๆ จากวงสังคมชั้นสูงต้องจ่าย เพื่อแลกกับหลักประกันในชีวิต

.

(โปรดระวังมีการสปอยล์เนื้อหาเล็กน้อย)

ในอังกฤษตามธรรมเนียมแล้วแวดวงชนชั้นสูงจะมีการเข้าเฝ้าฯ พระราชินี หญิงสาววัยแรกรุ่นที่เพียบพร้อมทั้งกิริยาและฐานะทางสังคมจะได้เปิดตัวในงานเต้นรำ หรือที่เรียกว่าเดบูตองต์ (Debutante) บรรดาแม่ๆ ของแต่ละตระกูลก็จะพยายามชิงดีชิงเด่นและทำทุกวิถีทางให้ลูกสาวสวยโดดเด่นสะดุดตามากที่สุด เพื่อให้ลูกสาวได้รับการทาบทามจากชายหนุ่มสูงศักดิ์ ลูกสาวบ้านไหนได้แต่งงานออกเรือนจะถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว เรียกว่าแค่แต่งงานกับคนที่เหมาะสมก็เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล

.

ซึ่งในงานเต้นรำปีนี้ก็เป็นหน้าที่ของดาฟนี่ที่ต้องรับบทบาทสำคัญ จากการปลูกฝังเลี้ยงดูให้เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน รวมถึงหน้าตาที่สวยงามไร้ที่ติ ใครๆ ต่างมองว่าเธอเป็นตัวเต็งของสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่น่าจะได้ออกเรือนก่อนใคร แต่แล้วเหตุการณ์ดันไม่เป็นดั่งใจ ทำให้ดาฟนี่เจออุปสรรคในการหาคู่ จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากพระเอกของเรา “ไซม่อน บาสเซ็ต” ท่านดยุกแห่งเฮสติ้งส์ที่ขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้และเป็นที่หมายปองของสาวชั้นสูงทั่วอังกฤษ

.

จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ช่วงต้นเรื่อง เราจะได้เห็นภาพสาวๆ ที่เอาจริงเอาจังกับการหาคู่ครอง และแม่ๆ ที่พยายามดันลูกสาวเต็มที่ เป็นภาพที่ยากจะจินตนาการสำหรับผู้หญิงสมัยใหม่ ว่าทำไมเป้าหมายเดียวในชีวิตเราถึงเป็นการแต่งงานและเป็นแม่คน ต้องรักษาภาพลักษณ์ที่มีคุณค่าสูงส่ง แต่ขณะเดียวกันเมื่อมองมาแล้วก็ควรต้องตาต้องใจผู้อื่นด้วย ทั้งเสื้อผ้าการแต่งกายที่ไม่ได้สะดวกสบายเอาเสียเลย อย่างในเรื่องเราจะเห็นสาวๆ ขยันออกงานสังคมและแวะเวียนไปตัดชุดที่ร้านดังอยู่เป็นประจำ เหล่าคุณแม่มักจะพิถีพิถันเลือกชุดที่สวยที่สุดแพงที่สุดเพื่อให้ลูกสาวตัวเองมีโอกาสมากขึ้นอีกสักนิด

.

สิ่งที่สะท้อนใจเราอย่างมากคือฉากที่ดาฟนี่คุยกับเอโลอีส น้องสาวที่จะเปิดตัวต่อจากเธอ เอโลอีสไม่เข้าใจเลยว่าทำไมดาฟนี่ถึงต้องพยายามแทบเป็นแทบตายกับการหาคู่ขนาดนี้ “ความสำเร็จในการหาคู่ครองของพี่จะส่งผลดีกับพวกเธอทุกคนนะ” ดาฟนี่บอกน้องๆ แม่พร่ำสอนมาตลอดว่าการดูแลครอบครัวคือหน้าที่ เธอจะพบความสุขและความสะดวกสบายเมื่อได้แต่งงาน ดูแลบ้านให้น่าอยู่และมีลูกๆ ที่น่ารัก ตั้งแต่เด็กดาฟนี่จึงไม่เคยมีเป้าหมายอย่างอื่นในชีวิตเลย

.

ส่วนหนึ่งเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ดีในยุคนั้นไม่ได้ทำงาน แต่เป็นหน้าเป็นตาให้สามีแทน หน้าที่หลักคือดูแลบ้านช่องและปูทางให้ลูกๆ อย่างที่แม่ของดาฟนี่ทำ เมื่อผู้เป็นพ่อจากไปหน้าที่ผู้นำครอบครัวก็ตกเป็นของลูกชายคนโตที่มีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญในบ้าน แม้แต่เรื่องคู่ครองของน้องสาว

.

อย่างไรก็ตามเมื่อได้ชมแล้วเราจะเห็นว่าผู้หญิงมีส่วนอย่างมากในการผลักดันครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ ซีรีส์ได้ตอกย้ำให้เราเห็นความปราดเปรื่องของผู้หญิง การเป็นแม่และเป็นเมียที่ดีนั้นเป็นเรื่องยาก ซึ่งบางครั้งเราก็ได้หลงลืมจุดนี้ไป ทำให้คุณค่าของผู้หญิงถูกลดทอนอย่างน่าเสียดาย

.

น่าดีใจที่ทุกวันนี้ค่านิยมเราเปลี่ยนไปมากและเริ่มส่งผลในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงเราไม่ได้เคร่งเครียดกับเรื่องการแต่งงานมีลูกเท่าเมื่อก่อน หรือเรื่องของงานบ้านงานเรือนก็ไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ความเท่าเทียมกันค่อยๆ ฉายชัดขึ้นตามวันเวลา รวมถึงผู้หญิงสามารถที่จะมีอาชีพที่รัก มีโอกาสที่จะเลือกสิ่งดีๆ ให้ตัวเองพอๆ กับผู้ชาย แต่ไม่ว่าค่านิยมหรือประเพณีจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าตัวเราจะเป็นใคร เพศอะไร หรือตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจเสมอคือ “คุณค่าในตัวเราไม่เคยหายไปไหนเลย”

.

เพราะอูก้าเชื่อว่าทุกๆ คนมีคุณค่าที่ไม่ควรถูกตัดสิน เหมือนชีวิตของดาฟนี่ที่แม้จะเติบโตมาด้วยความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่สุดท้ายเธอได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าเธอมีคุณค่าและดีพอที่จะได้รับความรัก พวกคุณเองก็เหมือนกันนะ ถ้าวันไหนรู้สึกท้อแท้ใจ ลองดูซีรีส์สักเรื่องที่ช่วยส่งพลังให้เราดู แล้วอย่าลืมคิดถึงอูก้า เพื่อนแท้ที่จะคอยดูแลใจคุณนะ

Read More
Empathy การรับฟังผู้อื่น

Empathy กับการรับฟังผู้อื่น

อยากฟังเพื่อนแบบจริงจัง ไม่ใช่ฟังผ่านๆ หูไป อยากให้เพื่อนรู้ว่ายังมีเรานะที่อยู่ตรงนี้เพื่อนรับฟังเธอ เราจะทำอย่างไรได้บ้าง ??

Read More
cover gender fluidity

Gender Fluidity จะเป็นเพศไหน ก็แสดงออกแบบไหนก็ได้

ทำไมผู้ชายห้ามชอบสีชมพู เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็ง กล้าเสี่ยง กล้าลอง ต้องเอาชนะ ต้องประสบความสำเร็จ เราจะอ่อนแอให้ใครเห็นไม่ได้เด็ดขาด ห้ามให้ใครเห็นน้ำตา ทำตัวแมนๆ หน่อยสิ! นี่คือสิ่งที่สังคมเราสั่งสอนกันมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะคนในครอบครัวหรือคุณครูที่โรงเรียน

Read More
cover - self love

Self-Love ไม่มีใครรักเรา ได้มากเท่าเรารักตัวเอง

เวลาได้ช่วยเหลือ ได้ดูแลคนรอบข้าง คุณรู้สึกอย่างไร ?
ร้อยทั้งร้อยก็คงจะ “รู้สึกดี” มีความสุขที่ได้ดูแลคนที่เรารัก เราห่วงใยเขามากก็เลยยิ่งอยาก take care มากขึ้นไปอีก คุณอยากให้เขามีความสุขและสบาย คุณจึงเลือกที่จะรักและทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือเขาอย่างเต็มใจ

Read More
cover - insecure love

ยอมตามเขาตลอดเวลา กลัวเขาจะไม่รักเรา ความสัมพันธ์ของคน Insecure

ถ้าพูดถึงเรื่องเรื่องความรักแล้ว เมื่อใครคนหนึ่งอ่อนแรงลง ก็ย่อมจะต้องมีอีกคนที่มั่นคงกว่า มาประคองความรักนี้ไว้ เพื่อให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้
.
นี่คือหนึ่งในรูปแบบความสัมพันธ์หนึ่งในทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “ความผูกพันแบบมั่นคง (Secure)” หรือ ความสัมพันธ์ที่ใครคนหนึ่งจะรู้สึกสบายใจเมื่อมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เห็นคุณค่าในตนเองและให้ความสำคัญกับการเป็นตัวของตัวเอง
.
แล้วแบบนี้ถ้าในทางกลับกันเราไม่สบายใจกับรักครั้งนี้ จะทำอย่างไรดี? เรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ไม่มั่นคง (Insecure) ในจิตใจ ซึ่งแน่นอนว่าเกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็ก หรือระหว่างการเติบโตมา เจอเรื่องราวที่กระทบกระเทือนจิตใจ
.
รูปแบบความสัมพันธ์ของคน Insecure คือต้องการความรักและอยากให้คนรักตอบแทนเราด้วยสิ่งเดียวกัน บุคคลจะมองหาพื้นที่ปลอดภัยจากคนรัก และกลัวการถูกทอดทิ้ง หลายๆ ครั้งจึงยอมทำตามใจคนรักตลอด เพื่อให้เขารักเราตอบ ไม่กล้าบอกความในใจเพราะกลัวเขาหนีเราไป หรือถ้ามีอะไรที่ผิดพลาด เราจะเริ่มต้นด้วยการโทษตัวเองก่อนเป็นอย่างแรก
.
ทั้งนี้ทั้งนั้น เรากลับมาดูเรื่อง “ความสัมพันธ์” กันก่อนดีกว่า
.

Cute couple in a city. Lady in a white dress. Pair sitting on a cafe


John Bowlby จิตแพทย์ชาวอังกฤษ เจ้าของทฤษฏี Attachment theory กล่าวว่า ในวัยเด็ก ความสัมพันธ์นั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เหมือนเป็นสิ่งปลอดภัยสิ่งเดียวที่จะทำให้ดำรงชีวิตต่อไปได้ การตอบสนองจากผู้เลี้ยงดูจะสร้างให้เด็กเกิดความคาดหวังในความสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดู และสุดท้ายจะกลายเป็นความคาดหวังต่อบุคคลที่ผูกพันด้วยอย่างคงทนไปตลอดชีวิต
.
และ Kim Bartholomew ก็ได้พัฒนารูปแบบความผูกพันออกมาได้ 4 แบบ ได้แก่
1. รูปแบบความผูกพันแบบมั่นคง (Secure) บุคคลจะรู้สึกสบายใจเมื่อมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เห็นคุณค่าในตนเองและให้ความสำคัญกับการเป็นตัวของตัวเอง
2. รูปแบบความผูกพันแบบหมกมุ่น (Preoccupied) บุคคลจะมีความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า วิตกกังวลในความสัมพันธ์ และจะพยายามอย่างมากที่จะเข้าหารวมถึงการมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่น และอยากได้การยอมรับจากคนที่ใกล้ชิดด้วย ซึ่งรูปแบบความผูกพันแบบหมกมุ่นนี้แหละ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง ที่เรากำลังพูดถึง
3. รูปแบบความผูกพันแบบหมางเมิน (Dismissing) บุคคลจะปฏิเสธและหลีกเลี่ยงที่จะใกล้ชิดกับผู้อื่น ให้คุณค่ากับความอิสระ และคิดว่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดมันไม่จำเป็น
4. รูปแบบความผูกพันแบบหวาดกลัว (Fearful) บุคคลจะมีการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ หวาดกลัวที่จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเพราะกลัวจะถูกปฏิเสธ มีความวิตกกังวลในความสัมพันธ์อย่างมาก

Couple having an argument at the cafe


.
อย่างที่เกริ่นไปในตอนต้นว่า เมื่อใครคนหนึ่งอ่อนแรงลงในความสัมพันธ์ ก็ย่อมจะต้องมีอีกคนที่มั่นคงกว่า มาประคองความรักเอาไว้ เพื่อให้เดินหน้าไปต่อได้ แต่ปัญหาที่เกิดคือ คนที่ Insecure อาจจะเผลอทำให้คน Secure เริ่มไม่มั่นคงได้ ไม่ได้การซะแล้วแบบนี้!
.
• สร้าง Self-esteem ให้กับตัวเอง เพราะงานวิจัยต่างๆ บอกว่า คนที่ Insecure มักจะมีการเห็นคุณค่าในตนเองที่ต่ำ วิธีเพิ่ม Self-esteem ง่ายๆ อูก้าเคยนำเสนอไปบ้างแล้ว ลองมาอ่านโพสต์นี้กันดูนะ (มาเพิ่ม Self-Esteem กันเถอะ)
.
• ดูแลตัวเองให้ดี ทำให้ตัวเองมีสุขภาพทั้งกายและใจที่ดี ดูแลและใส่ใจความต้องการของตนเอง ไม่ใช่ว่าเราจะดูแลแต่คนรักแล้วไม่สนใจตัวเอง ทำให้ตัวเองดึงดูดและน่าสนใจโดยการหากิจกรรมอื่นๆ ทำ นอกจากการตามติดคนรักไปตลอด ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง กับกิจกรรมที่อยากทำ
.
• เชื่อมั่นในตัวเอง ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์แบบ Secure จะต้องเชื่อมั่น เชื่อใจในตัวคนรัก แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือเชื่อในตัวเราเอง รู้ว่าลึกๆ ความต้องการของตัวเองคืออะไร ไม่ลืมว่าเราเป็นใคร เชื่อมั่นในความรู้สึกที่ตัวเองมี อย่าหนีหรือเก็บมันไว้
.
• ให้อิสระกับคนรักบ้าง เราไม่จำเป็นจะต้องตามคนรักไปทุกๆ ที่ ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ แต่ละคนย่อมมีชีวิตและสังคมของตัวเอง เราเองก็เช่นกัน การที่เราปล่อยคนรักไปพบปะเพื่อนฝูง ไม่ได้แปลว่าเขาจะไปมีคนอื่นจนทำให้เราคิดมาก เขาไม่ได้ทำร้ายจิตใจเรา อย่าให้ความคิดลบๆ มาอยู่เหนือความจริงเลยนะ
.
• อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ถ้าเรารู้สึกว่าใช้เวลาในโซเชียลมีเดียมากเกินไปแล้ว พยายามตามส่องดูคนรักเก่าของแฟน หรือเพื่อนๆ ที่เขาไปสังสรรค์ด้วยมากเกินไป จะทำให้เราวิตกกังวลมากขึ้นจนกระทบจิตใจเรา คุณคือคนที่ดีในแบบของตัวคุณเอง ไม่ต้องไปเทียบกับคนเก่าๆ หรือเพื่อนๆ ของเขาหรอกนะ
.
หากใครยังมีความรู้สึกกังวลในความสัมพันธ์ เครียด วิตกกับสิ่งต่างๆ รอบตัวจนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เราอยากลองให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca นะ อูก้ายินดีที่จะรับฟังทุกคนเสมอ

Read More
cover - growth mindset

Growth Mindset พัฒนาได้นะ

“เรารู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง รู้สึกว่าทำไมเราไม่เป็นอย่างคนอื่นเขา หรือจริงๆ เราก็คงทำได้แค่นี้แหละ คนอื่นเขาน่าจะฉลาดมากกว่าเรา เขาถึงทำได้ดีกว่า ดังนั้นเราจะเลิกทำอะไรที่รู้ว่าเราไม่เก่งแล้ว เพราะถ้าทำไม่ดี คงไม่มีใครยอมรับเราแน่ๆ”

Read More
cover guilty

ทำไมเรารู้สึกผิดตลอดเวลา โดยไม่มีสาเหตุ

เชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะเคยมีความรู้สึกที่ว่า ทำไมเราถึงได้ทำอะไรผิดพลาดบ่อยครั้ง แล้วก็หาสาเหตุไม่ได้ หรือเมื่อมีสิ่งที่ผิดพลาด ไม่ปกติเกิดขึ้นกับเหตุการณ์หรือบุคคลอื่น เราจะเป็นคนแรกที่บอกว่า มันเป็นความผิดของเราเอง หลายครั้งที่พยายามทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเพื่อตัวเองหรือคนอื่น เราไม่สามารถเอาความคิดที่ว่า เรามันดีไม่พอ เก่งไม่พอ ออกจากหัวได้เลย

Read More
cover - see doctor

สัญญาณเตือนที่บอกว่า คุณควรพบจิตแพทย์

เคยสงสัยกันไหมว่า เราต้องมีอาการอย่างไร เป็นแค่ไหน ถึงควรจะไปพบจิตแพทย์ วันนี้อูก้าอยากชวนเพื่อนๆ กลับมาสังเกตตัวเองว่า เรายังไหวอยู่มั้ย หรือเราต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือเปล่า

Read More