คิดได้ในวันที่สายไป จิตวิทยาความรัก

OOCAinsight: กด Undo ตรงไหน? มีทางใดไหมให้แก้ตัว คนๆนี้เพิ่งรู้สึกตัวในวันที่สายไป

ว่ากันว่าความสัมพันธ์ก็เหมือนหนังสือ “อ่านซ้ำเรื่องเดิม ตอนจบก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน” เราจึงเชื่อว่าถ้ามันผิดพลาดไปแล้วคงแก้ไขได้ยาก การทำผิดซ้ำๆ เลยเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยใจสำหรับทั้งสองฝ่าย ต่อให้จะรักกันมากแค่ไหน ถ้าไม่อยากเจ็บแบบเดิมก็ควรเดินหน้าต่อไป ไม่ย้อนกลับมารักกันอีก

.

กด Undo ตรงไหน มีทางใดไหมให้แก้ตัว

คนคนนี้เพิ่งรู้สึกตัวในวันที่สายไป

มารู้ตัววันที่ไม่มี ที่ตรงนี้เงียบเหงาเท่าไร

โอ้..เธอ กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้หรือเปล่า

.

บังเอิญได้ยินเพลง Undo ของ POP PONGKOOL X WONDERFRAME ซึ่งเราไม่เคยฟังมาก่อน ต้องบอกว่าเป็นเพลงที่เชื่อมโยงได้กับทุกคนจริงๆ พูดถึงความอ้างว้างในวันที่คนสำคัญหล่นหายไป ได้แต่นั่งเสียใจและอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขให้ทุกอย่างเหมือนเดิม เข้าข่าย “รู้ตัวเมื่อสาย” ถือเป็นเรื่องที่พบเจอบ่อยในเรื่องความรัก หลายคนกว่าจะเจอจุดที่ความสัมพันธ์ลงตัว ย่อมผ่านความผิดหวัง เจ็บปวด สารพัดเรื่องงี่เง่าที่เราทำไปโดยไม่มีเหตุผล รู้ตัวอีกทีเราก็ตอนที่รักษาคนข้างตัวไว้ไม่ได้แล้ว

.

แค่เสี้ยวนาทีที่ไม่ทันห้ามใจ ปล่อยใจไปให้มันทำผิด

ไม่เคยจะคิดว่ามันจะทำให้เรามีวันสุดท้าย

ผิดที่ฉันที่มันไม่รู้ตัว ว่าตัวเองรักเธอเท่าไร

และได้ทำร้ายเธอไปอย่างนั้น

.

แน่นอนว่าเราอยากทำให้ดีที่สุดในทุกๆ ความสัมพันธ์ รู้สึกรักก็อยากจะรักให้หมดใจ แต่ใช่ว่าเราจะไม่เผลอทำอะไรพลาดไป อะไรที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจมาก่อน แม้จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีหรือเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับบางคน แต่อาจนำไปสู่การเลิกราได้เหมือนกัน บางคนโชคดีอาจจะได้โอกาสแก้ตัว ชดเชยสิ่งที่ทำพลาดไป ในขณะที่บางคนก็ต้องเดินจากกันไปตลอดกาล

.

เรื่องวันนั้นที่ฉันได้ทำพลาดไป เพราะฉันที่ทำให้เธอเสียใจ

ถ้าได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง จะไม่ยอมให้เธอจากไป

บางอย่างกว่าจะรู้ว่าสำคัญก็คือวันที่เราไม่มีสิ่งนั้นแล้ว เพราะความรักไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงาม นอกจากจดจำเรื่องดีๆ บาดแผลที่สร้างให้กันก็ถูกเก็บไว้เหมือนกัน ถ้าเรื่องราวที่ใจเรารู้ตอนจบว่าจะเป็นยังไง เราคงเลือกที่จะปล่อยให้มันผ่านไปดีกว่า ต่อให้ความรักจะยังอยู่แต่สุดท้ายเราอาจทำได้แค่โหยหากันและกัน

.

ถ้าวันนี้เรามีใครให้รัก ให้ดูแล ขอให้รักษาเขาไว้ดีๆ บอกให้เขารู้ตัวว่าเขามีค่าสำหรับเรา เพราะชีวิตจริงมีแต่เดินไปข้างหน้า ไม่มีปุ่ม Undo ให้แก้ไข ความรู้สึกที่เสียไปก็ไม่มีวันเหมือนเดิม

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ ความสัมพันธ์ ดูแลใจตัวเองแล้ว อย่าลืมดูแลใจคนสำคัญด้วยนะ

ฟังเพลง Undo ของ POP PONGKOOL X WONDERFRAME ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=tm2N4gntigI

Read More
Art Therapy ศิลปะบำบัด

OOCAinterview: ART THERAPY ศิลปะทำให้เรา ‘เลือก’ แสดงออกถึงความเป็นตัวเองได้

การวาดภาพด้วยสีชอล์ค ระบายสีด้วยสีน้ำ เป็นสื่อกลางหรือ mediums ที่นิยมใช้เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะสักชิ้น ในศิลปะบำบัดก็เช่นกัน ทั้งสองสิ่งนี้ก็เป็น mediums ที่นิยมใช้ในการเรียนรู้และเข้าใจตนเอง

คุณปัท ปรัชญพร วรนันท์ เจ้าของ Studio Persona เล่าว่าการทำศิลปะบำบัดที่คุณปัทเลือกใช้นั้นคือ Expressive art therapy ซึ่งเป็นกระบวนการศิลปะบำบัดที่ใช้ mediums หลากหลายรูปแบบ ทั้งการวาด ระบายสี การเคลื่อนไหว การเขียน เปล่งเสียง หรือการปั้น

วันนี้อูก้าจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ mediums ที่น่าสนใจกัน

เริ่มต้นที่ ดิน (clay) ซึ่งสามารถทำงานได้ดีกับ sensory expression คนที่มีอารมณ์โกรธหรือคนที่ไม่ค่อยได้แสดงออกถึงความรู้สึก เพราะดินสามารถหยิบ จับ โยน ทุบ ดึงออกมา ปั้น ทำได้หมด สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ มีทั้งความนิ่มและความแข็งในเวลาเดียวกัน ในขณะเดียวกัน การใช้ดินก็มีความท้าทาย เมื่อเราใส่น้ำให้กับดินมากเกินไป สิ่งที่เราต้องเจอคือ มันจะควบคุมได้ยาก แต่ถ้าเกิดเราเรียนรู้ เลือกใช้น้ำที่พอดี เราก็จะคุ้นชินและใช้ดินแบบที่ไม่กลัว ในขณะเดียวกันก็จะมี clay field ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำศิลปะบำบัด การใส่น้ำลงไปในถาดเป็นได้ทั้ง resource และ challenge บางคนความรู้สึกเยอะ ก็จะใช้น้ำเยอะ การที่น้ำเยอะเต็มถาดก็จะหยิบจับอะไรได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ในการบำบัดคือ ในเมื่อมันหยิบจับยาก ทำให้เกิดความไม่ชอบในความรู้สึกนี้ เราจะรับมือกับความรู้สึกและสิ่งเหล่านี้อย่างไร ตัวผู้เข้ารับบริการก็จะเรียนรู้เองว่าสิ่งนี้คือการที่เรามีและสะสมความรู้สึกเอาไว้นะ การแก้ปัญหาก็คือ ถ้ามีน้ำในถาดเยอะ เราก็สามารถเอาผ้ามาซับน้ำออกได้ แล้วมันดีขึ้นไหม ก็ดีขึ้น นี่แหละคือการเปลี่ยนผ่านของความรู้สึกที่ตัวเรา ร่างกายเราทำไม่ได้ แต่เราสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านศิลปะในพื้นที่หนึ่ง

ต่อมาจะเป็นการเคลื่อนไหว (movement) ซึ่งใช้ความเป็นธรรมชาติของบุคคล อาจไม่ใช่การเต้น แต่เป็นการเคลื่อนไหวเมื่อตัวบุคคลก้าวเข้ามาในโลกของศิลปะ โลกของการบำบัด เช่น ท่านั่ง ไหล่ยก เท้ายกไหม กำลังอยู่ในขั้น freeze หรือเปล่า รวมถึงการชวนมาหายใจ ชวนมาขยับตัว หรือถ้าบุคคลรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็สามารถวางข้อศอกลงบนโต๊ะได้นะ มันจะรู้สึกมั่นคงกว่าหรือเปล่า ต่อมาก็จะชวนเขามาค้นหาความรู้สึกของตัวบุคคลผ่านการเคลื่อนไหว อาจกลับมาเชื่อมโยงกับความรู้สึกเจ็บปวด หรือบาดแผลบางอย่างที่มีภายในร่างกายแต่เขาไม่เคยรับรู้ถึงสิ่งนั้น ซึ่งการรับรู้นี่เองเป็นขั้นตอนแรกๆ ของการเยียวยาเพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้งาน craft การทำ collage (เป็นงานศิลปะที่เกิดจากการรวมกันของรูปหลายๆ รูป) การบำบัดในถาดทราย (sand tray therapy) การนำตุ๊กตารูปปั้นสัตว์มาจัดเรียง การทำหน้ากาก หรือเพียงนำเศษผ้ามาทำกล่อง ทำตุ๊กตา ก็จะทำให้เขารู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันโอเคนะ สำหรับความรู้สึกต่างๆ ที่เขามี

ศิลปะมีประโยชน์ตรงที่มีความหลากหลาย เป็นทางเลือกให้กับบุคคล

หลายๆ ครั้งเรามักคิดว่าชีวิตเราไม่มีทางเลือก แต่พื้นที่ของศิลปะบำบัดเปิดโอกาสให้เราได้มีทางเลือกในการทำสิ่งต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อแสดงออกถึงการเป็นตัวเองได้

หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังอึดอัดและไม่ชอบกับสิ่งที่เป็นอยู่ อยากได้คนมารับฟัง อยากให้คนมาเข้าใจเรา อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังเสมอนะ ❤️

Read More
ศิลปะบำบัด ไม่ยึดติด

OOCAinterview: ART THERAPY การไม่ยึดติด ทำให้เราได้เรียนรู้มากกว่าที่คิด

หลังจากที่เพื่อนๆ ได้ทำความรู้จักกับศิลปะบำบัดไปบ้างแล้ว ก่อนจะปิดท้ายสำหรับธีมศิลปะบำบัดของเรา อูก้าชวน คุณปัท เจ้าของ Studio Persona มาพูดคุยกันถึงเรื่องสุดท้าย ซึ่งเป็นคำถามที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินหรือได้ตอบกันว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่ของคุณคืออะไร” เรามาอ่านกันดีกว่าว่าในมุมของนักศิลปะบำบัดคนหนึ่ง คุณปัทมองว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต

“การได้รับรู้ว่าตัวเองจะเปลี่ยนไป” คือประโยคแรกที่คุณปัทบอกกับเรา

ไม่ยึดติดกับตัวเองทั้งในด้านอาชีพ พื้นที่ ตัวตนของเรา การได้รับรู้ว่าตัวเราจะเปลี่ยนไป มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ของว่าเราได้รับอิสรภาพ ซึ่งสำหรับคุณปัทมองว่าสิ่งนี้เองสำคัญกับตัวเองมาก เพราะอิสรภาพทำให้ได้เจอคนที่หลากหลาย จึงอยากขอบคุณชีวิตที่ได้เจอทุกคนที่ทำให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ ประสบการณ์

เราเรียนรู้อะไรมากมายจากผู้คนที่ผ่านเข้ามาให้เราได้เจอ ถ้าเรายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็จะหยุดตัวเองอยู่แค่นั้น แต่พอไม่ยึดติด คุณปัทมองว่าเราได้เรียนรู้อะไรในทุกๆ วันได้มากขึ้น การเรียนรู้ทั้งจากตัวเอง จากผู้อื่น สังคม โลกใบนี้ ทุกอย่างมันสดใหม่และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงตัวเราเองมันก็เปลี่ยนแปลงตลอด

ทำให้การที่เรารู้ตัวว่าสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงตลอด ทุกๆ วันเราไม่เหมือนเดิม สิ่งรอบข้างก็ไม่เหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้จึงสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ของคุณปัทมากๆ

วันหนึ่งเราจะเข้าใจโลกและธรรมดาของชีวิตมากขึ้นว่า สักวันหนึ่งเราก็คงต้องสูญเสียอะไรบางสิ่งบางอย่างไปจากชีวิต ทั้งครอบครัว เพื่อน คนรอบข้าง หรือสัตว์เลี้ยง สิ่งของที่เรารัก ซึ่งการที่คุณปัทไม่ยึดติดกับบทบาทใดบทบาทหนึ่งนี่เอง ทำให้ตัวเองเหมือนเชื่อมโยงกับทุกคนและธรรมชาติ เรารู้บางอย่าง เข้าใจบางอย่าง แต่เราไม่ได้รู้ทุกๆ อย่าง เราเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งบนโลกใบนี้เหมือนกัน ไม่ได้รู้สึกว่าเราเก่งกว่าใคร หรือเป็นที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา ทั้งยังได้เรียนรู้จากบุคคลที่มาทำศิลปะบำบัดซึ่งก็มีความหลากหลายมากๆ หรือแม้กระทั่งตัวศิลปะเอง ทั้งผู้คนและศิลปะจึงเหมือนเป็นครูผู้สอนวิชาชีวิตให้กับเรา

การไม่ยึดติดกับการเป็นนักบำบัด ทำให้คุณปัทสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้น รวมถึงสิ่งที่คุณปัทชอบมากที่สุดคือ การเป็น “ครู” เพราะนักเรียนมอบอะไรให้กับคุณปัทมากมาย แง่มุมความคิดหรืออะไรต่างๆ บทบาทหรือสเตตัสที่มี คุณปัทจะไม่ยึดติด บางวันอาจเป็นครู บางวันเป็นนักบำบัด บางวันเป็นนักเรียน บางวันเป็นแค่ลูกสาวของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นการไม่ยึดติดนี่แหละ คือสิ่งสำคัญในชีวิต

“การไม่ยึดติด ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นกว่าที่ตัวเราคิด”

มีอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ การที่เราไม่รู้แต่ขณะเดียวกันเราก็สามารถเรียนรู้จากมันได้จะทำให้เราไม่ทุกข์ สุดท้ายจึงนำมาสู่ความสมดุลของชีวิต

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนรู้สึกไม่สบายใจ อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังเสมอนะ ❤️

Read More
ศิลปะบำบัด art therapy

OOCAinterview: ART THERAPY ขอบเขตของเรานั้นสำคัญอย่างไร

วันนี้เราชวนคุณปัท เจ้าของ Studio Persona มาคุยกันเรื่องการรู้จักตัวเอง ซึ่งสามารถเป็นได้หลายอย่าง ทั้งการรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา รู้จักความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในชีวิตของเรา รู้ว่าเราต้องการอะไร แล้วจริงๆ เรากำลังเผชิญกับอะไร รู้ว่าเรามี support อะไรบ้างในชีวิต ซึ่งอาจเป็นครอบครัว เพื่อน คนรัก การนอน การปฏิเสธ นอกจากนี้การรู้จักตัวเองก็คือขอบเขตด้วย ซึ่งคุณปัทได้ย้ำว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อูก้าจะพาทุกๆ คนมารู้จักคำว่าขอบเขตในความหมายของคุณปัทกัน

ขอบเขตในความหมายของคุณปัท คือประสบการณ์ในการรับรู้ เช่น รับรู้ว่าไม่ปลอดภัย ไม่ถูกต้อง รับรู้ว่าเราต้องปฏิเสธ หรือมี action บางอย่างเพื่อให้ตนเองปลอดภัยมากขึ้น นอกจากขอบเขตทางร่างกายแล้ว ขอบเขตของจิตใจมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ทั้งนี้ขอบเขต อาจหมายถึงความพอดีในการพักผ่อน หรือมีระยะห่างจากงาน หรือความรับผิดชอบที่ถาโถมเข้ามา ขอบเขตที่เราสร้างเพื่อให้ทั้งกายและใจของเราได้พัก ได้ฟื้นฟู และยังสร้างสมดุลให้กับบุคคลได้ด้วย

นอกจากนี้ขอบเขตคือการอนุญาตให้ตนเองได้เล่า สะท้อน ระบายความรู้สึกในใจที่มีความหมายกับใครสักคนที่ไว้ใจได้ และไม่ตัดสินเรา เพื่อที่ขอบเขตจะได้สร้างประสบการณ์ที่ปลอดภัยทั้งกายและใจให้กับตัวเรา

การรับรู้ความรู้สึกว่าตอนนี้เราเหนื่อย เราล้า ไม่ไหวแล้ว ขณะที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นก็เป็นขอบเขตที่ตัวเราสามารถทราบได้เอง เช่น ในการทำ free writing ที่จะมีความต่อเนื่องในการเขียน เมื่อเรารับรู้ว่ามือล้า เราเลือกที่จะหยุดพักสักครู่ แล้วกลับไปเขียนต่อ นั่นก็เป็นการขอบเขตที่เรากำหนดเองได้เหมือนกัน ซึ่งยังคงไว้ถึงความต่อเนื่องของกระบวนการ

ดังนั้นไม่ว่าเราจะเลือกทำอะไร ถ้าเรารู้ลิมิต รู้ขอบเขตความสามารถทั้งกายและใจของเรา มันคงไม่ยากเลยที่เราจะพบความสบายใจและสุขมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

สามารถตามอ่านคอนเทนต์ในหัวข้อศิลปะบำบัดที่ผ่านมาได้ที่ ใส่ลิงก์โพสต์/blogสองอันที่แล้ว

หากใครกำลังทุกข์ใจ รู้สึกว่าขอบเขตที่เรามีมันกำหนดเองไม่ได้ เราอยากให้คุณสูดหายใจลึกๆ แล้วลองมาคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca กันนะ
อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังทุกคนเสมอนะ 😊

Read More
ชอบคิดเรื่องเก่าๆ

OOCAissues : ทำไมถึงชอบคิดเรื่องเก่าๆให้ตัวเองเจ็บปวดบ่อยๆ

เคยเป็นกันไหม ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ดี ๆ เรื่องในอดีตที่ทำให้เจ็บปวดก็ถาโถมเข้ามา จากที่อารมณ์ดี ๆ วันนั้นก็จะหยุดคิดถึงเรื่องอดีตไม่ได้จนดาวน์ไปทั้งวันเลย ถ้าเคยเป็นล่ะก็ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยนะ เราเองก็เป็นบ่อย ๆ เราเลยแอบไปถามนักจิตวิทยาในระบบของอูก้ามาเพื่อไขข้อสงสัยของทุกคน แถมได้คำตอบมาด้วยว่าจะแก้ไขมันยังไง

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

สมองของเราอาจมีความทรงจำที่คั่งค้างอยู่ข้างใน คล้ายปัญหาที่ไม่ได้รับการคลี่คลายจนรู้สึกฝังใจกับอดีตที่เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้น และคิดว่าอดีต ‘ควร’ จะเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่มีส่งผลต่ออารมณ์สูง เช่น การถูกบูลลี่ หรือการถูกปฏิเสธ

ซึ่งการคิดถึงเรื่องในอดีตเหล่านี้ซ้ำไปมาโดยมากสะท้อนว่าจิตใจของเรากำลังพยายามหาคำตอบ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จนกว่าจะทำความเข้าใจความหมายใหม่ของประสบการณ์นั้นได้ก่อนจึงหยุดคิด ในระหว่างนั้นการตกอยู่กับอดีตนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต การคิดเรื่องเก่า ๆ มากเกินไปสามารถดักจับสมองให้อยู่ในวงจรแห่งความทุกข์ความกังวลเรื้อรัง รู้สึกไม่อาจมูฟออนได้เพราะเราไม่มีคำตอบให้กับอดีต ซี่งส่งผลให้วิตกกังวล และทำให้ซึมเศร้าได้

แล้วเราจะแก้ยังไงดี?

เขียนความคิดของเราลงในสมุดบันทึก

ลองทำทุกคืนก่อนนอนหรือสิ่งแรกในตอนเช้า เพื่อทำสมองให้ว่างโดยทิ้งทุกสิ่งที่อยู่ในใจของเราลงบนหน้ากระดาษ บางครั้งอาจช่วยบรรเทาได้

ฝึกสมองให้มองอีกด้านของเรื่องแย่ ๆ

เราสามารถฝึกความคิดของเราให้มองชีวิตจากมุมมองที่ต่างออกไปได้เพื่อเอาชนะความคิด เรียกว่าการปรับโครงสร้างความรู้ความเข้าใจ เช่น จากที่เคยคิดว่า “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งนี้เกิดขึ้น” เป็น “ฉันจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก” หรือเปลี่ยน “ฉันเคยล้มเหลวกับความรัก” เป็น ฉันจะทำขั้นตอนใดได้บ้างเพื่อเพิ่มมิตรภาพที่ลึกซึ้งและค้นหาคนใหม่”

ฝึกใจให้เปลี่ยนความสนใจจากเรื่องอดีตมาสู่ปัจจุบัน

เมื่อเริ่มสังเกตเห็นนิสัยที่คิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เรื่องเก่าให้เจ็บปวด แล้วเริ่มรู้ว่าสมองเรากำลังอยู่ในโหมดนี้ ลองรีบหันเหความสนใจของตัวเองและเปลี่ยนความสนใจของคุณไปยังสิ่งอื่นที่ต้องใช้โฟกัสเพื่อออกจากโหมดนี้ให้เร็วที่สุด

#จากทีมงานอูก้า

ฟังจากนักจิตวิทยากันไปแล้ว ทีมอูก้าก็อยากมาแบ่งปันความเห็นของเราด้วยอีกเสียง

ในระหว่างที่เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการหยุดคิดถึงเรื่องในอดีตแย่ ๆ อยู่ตามคำแนะนำข้างบน เราคิดว่าไหน ๆ เรื่องพวกนั้นก็กลับมาแล้ว เราก็สามารถถือโอกาสที่จะคิดถึงมันในมุมมองของคนที่ผ่านมันมาแล้วกันดีกว่า ใช่ มันอาจเป็นเรื่องที่ฉันอยากกลับไปแก้ แต่ถึงคิดให้ตายฉันก็ไม่ใช่นักเวทย์ที่ย้อนเวลาไปเปลี่ยนอะไรได้นี่ หรือมันอาจเป็นเรื่องทีคนคนนั้นทำกับเราไว้เจ็บมากจนคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีทางลืมได้ ก็อยากจะบอกว่าอย่าลืมชมตัวเองบ่อย ๆ ที่ผ่านมันมาได้จนเรื่องแย่ ๆ มันกลายเป็นอดีตไปได้นะ 😊

การคิดถึงเรื่องในอดีตแม้เรื่องที่เราไม่ชอบไม่ใช่เรื่องแย่เลย เพียงเราต้องรู้ทันความคิดและรู้ว่าคิดถึงมันเท่าไหนถึงเป็นประโยชน์ และตั้งสติให้รู้ตัวว่าฉันจะต้องหยุดคิดถึงมัน เพราะอดีตก็คืออดีต และคนที่เก่งที่สุดคือฉันในปัจจุบันที่ผ่านมันมาได้แล้ว และหากตอนนี้ยังผ่านมันไปไม่ได้ อูก้าขอเสนอตัวเป็นผู้ช่วยที่จะคอยพยุงทุกคนให้เดินก้าวข้ามอดีตไปด้วยกันนะ <3

Read More
เหงา กักตัว

OOCAissue: Stay-at-home Isolation อยู่คนเดียวนาน ๆ ทำให้เรารู้สึกไม่มีค่าหรือเปล่า?

หลังจากเราใช้เวลาทำงานอยู่คนเดียวมาเกือบปี ในใจก็มีความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันหนักหนามากกว่าที่เราเคยเป็นมาทั้งชีวิต เรารู้สึกถึงความ “ไม่ดีพอ” ในตัวเอง ความรู้สึกว่าเรายังทำงานไม่มากพอ เราเสียเวลาไปกับการเล่นมือถือบนที่นอน แทนที่จะเอาไปอ่านหนังสือที่ค้างไว้ และความคิดอีกมากมายที่เข้ามาช่วงที่เราไม่ได้ทำอะไร เราเลยตั้งคำถามว่า “อยู่คนเดียวนาน ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าหรือเปล่า” ไปถามนักจิตวิทยาของอูก้า คุณกอบุญ เกล้าตะกาญจน์ หรือพี่พลีส แล้วเราก็ได้ฟังคำตอบที่น่าสนใจแล้วยังได้คำแนะนำดี ๆ จากเขามากมายเลย

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

“การ Stay-at-home Isolation คนเดียวนาน ๆ เชื่อมโยงกับเรื่องการมองตัวเองด้อยค่าจริง ๆ “

ตามรายงานภาวะสังคมไทยปี 2563 โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า “ความเครียด ภาวะหมดไฟ ภาวะซึมเศร้าและความคิดทำร้ายตัวเองของคนไทยเพิ่มขึ้น เพราะพยายามต่อสู้กับความยากลำบากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าหมดไฟ ทั้งด้านอารมณ์และจิตใจ  ด้านมองความสามารถในการทำงานลดลง รู้สึกไม่สำเร็จ และด้านการมองความสัมพันธ์ในที่ทำงานในทางลบ ระแวงง่ายขึ้น รู้สึกเหินห่างจากคนอื่น”

.

ซึ่งยิ่งเราเจอเรื่องแบบนี้ไปอย่างไม่รู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้อีกนานเท่าไร บวกกับความรู้สึกไม่แน่นอนทั้งจากการงาน สถานะทางสังคม และสุขภาพ ความสามารถในการเห็นคุณค่าในตัวเองของเราจะลดลงไปด้วย นี่ยังไม่รวมกับสถิติการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงภาวะการกินอาหารที่ไม่ปกติ เช่น การกินอาหารมากขึ้นเพราะมนุษย์จำนวนมากใช้การกินเป็นวิธีลดความไม่สบายใจ ความกังวล ว้าเหว่และเบื่อหน่าย ทำให้เรารู้สึกไม่โอเคกับรูปร่างของตัวเอง ส่งผลต่อความมั่นใจและการมองที่เรามองตัวเองว่ามีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า

.

ทุกอย่างที่กล่าวไปข้างต้นจะทวีคูณขึ้นเมื่อเราเอา Social Media เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมการ ในแง่หนึ่งมันเป็นช่องทางเดียวที่เราสามารถเข้าถึงคนรอบตัวในชีวิตของเราได้ แต่ในทางขณะเดียวกัน เมื่อเราเห็นเพื่อนของเรา รุ่นพี่ของเรา รุ่นน้องของเรา หรือใครก็ตามที่เราติดตามกำลังมี “ชีวิตที่ดีกว่าเรา” เราจะเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับพวกเขา “ทำไมเขาทำแบบนั้นได้ทั้ง ๆ ที่เขาอายุน้อยกว่าเราตั้งเยอะ ตอนนั้นฉันทำอะไรอยู่” หรือ “ทำไมฉันไม่หน้าตาดีแบบเขาบ้างนะ” ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกับเราอย่างเช่น “ฉันอยากไปอยู่ในประเทศของเขาคนนั้นบ้างจังเลย”

.

แล้วทำยังไงดีเมื่อเราประสบปัญหานี้ ?

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

ความโดดเดี่ยวอาจกลายเป็นความเครียด ข้อเสนอแนะรักษาใจในขณะอยู่บ้านและทำงานที่บ้าน

  1. ติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ ผ่านทางโทรศัพท์ อีเมล หรือโซเชียลมีเดียบ้าง
  2. เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Covid-19 และพูดคุยกับผู้อื่น การทําความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องการป้องกัน Covid-19 ช่วยลดความวิตกกังวลได้
  3. หากเป็นไปได้ให้ทำกิจวัตรประจําวันตามปกติเช่น การกิน การนอน การทำงาน การพักผ่อน การออกกําลังกาย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดความเครียดและภาวะซึมเศร้า
  4. จากประสบการณ์และวิธีการที่คุณรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลําบากในอดีต ทำให้ตระหนักได้ว่าการแยกตัวจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนัก และไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิด
  5. การทำงานที่บ้านและได้ใช้เวลาอยู่บ้าน เป็นโอกาสที่จะทํากิจกรรม ทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากความเบื่อหน่ายกังวล

#คำตอบจากทีมงานของอูก้า

คุณค่าในตัวเองนั้นไม่สามารถวัดได้จากการเอาความสำเร็จของเราไปเทียบกับความสำเร็จของคนอื่น ฉะนั้นไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าคนนั้นคนนี้ดีกว่าเราขนาดไหน อูก้าอยากให้ทุกคนทดลองปรับมุมมองเป็น “ข้อดีของฉันคืออะไร” แล้วตามหาสิ่งนั้นจนกว่าจะพบหรือใช้เวลาค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา ให้จุดเด่นในตัวเองของทุกคนเปล่งประกายออกมา

.

คุณค่าในตัวเองของเราเมื่อไม่ต้องเอาไปเทียบกับคนอื่นนั้น มันจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนก็ได้ เริ่มได้จาก “วันนี้ฉันทำงานเสร็จไปตั้งสองอย่างแล้ว” ไปจนถึง “วันนี้ฉันอ่านหนังสือจบตั้งหนึ่งบท เยอะกว่าที่อ่านเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอีก” คนเดียวที่เรารู้แน่ ๆ ว่าชีวิตเขาดี ไม่ดียังไงคือตัวเราเอง ฉะนั้นไม่ต้องเอาความสำเร็จของใครมาเป็นหมุดหมายที่ต้องไปให้ถึงเลย

.

แล้วคุณกำลังประสบปัญหาแบบนี้อยู่เหมือนกันหรือเปล่า ? ถ้าใช่ล่ะก็ มาเล่าให้อูก้าฟังได้เสมอเลย เรามีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมรับฟังและคอยอยู่เคียงข้างคุณนะ

Read More
การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

OOCAstory: ฉันอยากให้เธอสบายใจกับการมีชีวิตอยู่

ฉันอยากให้เธอสบายใจกับการมีชีวิตอยู่

ใครก็ตามที่ผ่านมาอ่านเรื่องนี้ เราหมายความตามชื่อเรื่องจริงๆนะ

ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร แย่แค่ไหน อย่างน้อยที่สุด อยากให้สบายใจกับการมีชีวิตอยู่

“ทำไมสิ่งที่เราทำดูเหมือนจะผิดไปหมดเลย” นี่คือประโยคที่เราถามเพื่อนทางโทรศัพท์

หลังจากร้องไห้มาสามชั่วโมงกับความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ จนอยากจะหายไป

เราเล่าเรื่องทุกอย่างให้เพื่อนสนิทฟัง ทั้งความอึดอัดเรื่องงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์และอนาคต

คำพูดทำร้ายใจที่เราเจอมาทำเอาตั้งหลักแทบไม่อยู่…ก็ไม่อยู่จริงๆ แหละ

เมื่อสิ่งที่ทุ่มเทมากๆ มันทลายไปตรงหน้า เรารู้สึกเหมือนชีวิตเราไม่เหลืออะไรเลย

คนเรามีความใส่ใจไม่เท่ากัน เรื่องที่ให้ความสำคัญมากน้อยก็ต่างกัน

สำหรับบางคนคือครอบครัว บางคนคืองาน บางคนคือความรัก

สิ่งใดหรือใครที่เราคาดหวังมาก ย่อมเสียใจมากและทำให้เจ็บปวด

เพื่อนบอกกับเราว่าอย่างอื่นพังแล้ว ให้มันแล้วไป

เพราะอะไร เราไม่ดียังไง ทำผิดพลาดตรงไหน คือคำถามที่เราใช้ตอกย้ำตัวเอง

ถ้าเราทุ่มไปร้อย แต่ได้กลับมาไม่ครบ เราจะมัวเสียดายส่วนที่มันหายไป

หรือจะโฟกัสในสิ่งที่ยังอยู่กับเรา โอบกอดสิ่งที่ดีกับเราเอาไว้ให้นาน

“อย่างน้อยเราอยากให้แกสบายใจกับการมีชีวิตอยู่”

ในโลกนี้ไม่ควรมีใครต้องลำบากใจกับการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง

แต่น่าแปลกที่เรามักรู้สึกอยากหายไปและเฝ้าโทษตัวเองในทุกๆ เรื่องที่มันเกิด

หลังจากผ่านความเสียใจเรื่องครอบครัวมา

ตอนนี้เพื่อนเรากลายเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ “ความสุข” มากๆ

ไม่มีใครรู้อนาคต อะไรที่ปล่อยได้ให้รีบปล่อย

เพราะชีวิตเราก็สำคัญ ทำไมไม่ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุขล่ะ

สุดท้าย…ไม่ใช่เรื่องผิดถ้าเราจะทำเพื่อตัวเองก่อนคนอื่นบ้าง

และขอบคุณเพื่อนมากที่พูดประโยคนี้กับเรา ทำให้เราสบายใจกับการมีชีวิตอยู่

อูก้าอยากเป็นคนหนึ่งที่ช่วยรับฟังเรื่องราวของคุณและเป็นกำลังใจให้คุณ ทุกปัญหาเรายินดีจะรับฟังเสมอ สามารถติดตามเข้ามาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะคะ

Read More
ซีรี่ย์เน็ทฟลิกและจิตวิทยา Bridgerton

OOCAinsight: “ถ้าไม่ได้แต่งงาน ฉันก็ไม่มีค่าอะไรเลย” Bridgerton กับยุคที่ผู้หญิงห้ามขึ้นคาน

ฉากที่สะเทือนใจเรามากๆ คือตอนที่ดาฟนี่คุยกับพี่ชายของเธอว่า “พี่ไม่เข้าใจหรอกว่าผู้หญิงรู้สึกยังไงที่ทั้งชีวิตเราเหลือความสำคัญแค่เพียงช่วงเวลาเดียว หนูถูกเลี้ยงดูมาเพื่อสิ่งนี้ นี่คือสิ่งเดียวที่หนูเป็น หนูไม่มีคุณค่าอย่างอื่นแล้ว ถ้าหนูหาสามีไม่ได้ หนูก็จะไร้ค่า” เป็นฉากพูดคุยธรรมดาๆ ระหว่างพี่น้อง แต่คำพูดของดาฟนี่ที่คุยกับพี่ชายกลับทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจเรามากๆ ทำไมคุณค่าของผู้หญิงถึงอยู่ที่การแต่งงาน

.

ม่านประเพณีที่บดบังคุณค่าที่แท้จริงของผู้หญิง ถูกนำมาสะท้อนผ่าน Bridgerton ซีรีส์จาก netflix ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Julia Quinn กล่าวถึงค่านิยมการออกเรือนได้ครบเครื่องและโรแมนติกมาก แกนหลักของเราอยู่ที่ตัวละคร “ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน” ลูกสาวคนสวยจากพี่น้องทั้งแปดของตระกูลไฮโซแห่งกรุงลอนดอน ทุกสายตาที่จ้องมองมา ราวกับจับผิดชีวิตผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ว่าเธอจะเดินบนเส้นทางที่คู่ควรกับชาติตระกูลหรือไม่ นี่อาจเป็นราคาที่สาวๆ จากวงสังคมชั้นสูงต้องจ่าย เพื่อแลกกับหลักประกันในชีวิต

.

(โปรดระวังมีการสปอยล์เนื้อหาเล็กน้อย)

ในอังกฤษตามธรรมเนียมแล้วแวดวงชนชั้นสูงจะมีการเข้าเฝ้าฯ พระราชินี หญิงสาววัยแรกรุ่นที่เพียบพร้อมทั้งกิริยาและฐานะทางสังคมจะได้เปิดตัวในงานเต้นรำ หรือที่เรียกว่าเดบูตองต์ (Debutante) บรรดาแม่ๆ ของแต่ละตระกูลก็จะพยายามชิงดีชิงเด่นและทำทุกวิถีทางให้ลูกสาวสวยโดดเด่นสะดุดตามากที่สุด เพื่อให้ลูกสาวได้รับการทาบทามจากชายหนุ่มสูงศักดิ์ ลูกสาวบ้านไหนได้แต่งงานออกเรือนจะถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว เรียกว่าแค่แต่งงานกับคนที่เหมาะสมก็เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล

.

ซึ่งในงานเต้นรำปีนี้ก็เป็นหน้าที่ของดาฟนี่ที่ต้องรับบทบาทสำคัญ จากการปลูกฝังเลี้ยงดูให้เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน รวมถึงหน้าตาที่สวยงามไร้ที่ติ ใครๆ ต่างมองว่าเธอเป็นตัวเต็งของสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่น่าจะได้ออกเรือนก่อนใคร แต่แล้วเหตุการณ์ดันไม่เป็นดั่งใจ ทำให้ดาฟนี่เจออุปสรรคในการหาคู่ จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากพระเอกของเรา “ไซม่อน บาสเซ็ต” ท่านดยุกแห่งเฮสติ้งส์ที่ขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้และเป็นที่หมายปองของสาวชั้นสูงทั่วอังกฤษ

.

จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ช่วงต้นเรื่อง เราจะได้เห็นภาพสาวๆ ที่เอาจริงเอาจังกับการหาคู่ครอง และแม่ๆ ที่พยายามดันลูกสาวเต็มที่ เป็นภาพที่ยากจะจินตนาการสำหรับผู้หญิงสมัยใหม่ ว่าทำไมเป้าหมายเดียวในชีวิตเราถึงเป็นการแต่งงานและเป็นแม่คน ต้องรักษาภาพลักษณ์ที่มีคุณค่าสูงส่ง แต่ขณะเดียวกันเมื่อมองมาแล้วก็ควรต้องตาต้องใจผู้อื่นด้วย ทั้งเสื้อผ้าการแต่งกายที่ไม่ได้สะดวกสบายเอาเสียเลย อย่างในเรื่องเราจะเห็นสาวๆ ขยันออกงานสังคมและแวะเวียนไปตัดชุดที่ร้านดังอยู่เป็นประจำ เหล่าคุณแม่มักจะพิถีพิถันเลือกชุดที่สวยที่สุดแพงที่สุดเพื่อให้ลูกสาวตัวเองมีโอกาสมากขึ้นอีกสักนิด

.

สิ่งที่สะท้อนใจเราอย่างมากคือฉากที่ดาฟนี่คุยกับเอโลอีส น้องสาวที่จะเปิดตัวต่อจากเธอ เอโลอีสไม่เข้าใจเลยว่าทำไมดาฟนี่ถึงต้องพยายามแทบเป็นแทบตายกับการหาคู่ขนาดนี้ “ความสำเร็จในการหาคู่ครองของพี่จะส่งผลดีกับพวกเธอทุกคนนะ” ดาฟนี่บอกน้องๆ แม่พร่ำสอนมาตลอดว่าการดูแลครอบครัวคือหน้าที่ เธอจะพบความสุขและความสะดวกสบายเมื่อได้แต่งงาน ดูแลบ้านให้น่าอยู่และมีลูกๆ ที่น่ารัก ตั้งแต่เด็กดาฟนี่จึงไม่เคยมีเป้าหมายอย่างอื่นในชีวิตเลย

.

ส่วนหนึ่งเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ดีในยุคนั้นไม่ได้ทำงาน แต่เป็นหน้าเป็นตาให้สามีแทน หน้าที่หลักคือดูแลบ้านช่องและปูทางให้ลูกๆ อย่างที่แม่ของดาฟนี่ทำ เมื่อผู้เป็นพ่อจากไปหน้าที่ผู้นำครอบครัวก็ตกเป็นของลูกชายคนโตที่มีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญในบ้าน แม้แต่เรื่องคู่ครองของน้องสาว

.

อย่างไรก็ตามเมื่อได้ชมแล้วเราจะเห็นว่าผู้หญิงมีส่วนอย่างมากในการผลักดันครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ ซีรีส์ได้ตอกย้ำให้เราเห็นความปราดเปรื่องของผู้หญิง การเป็นแม่และเป็นเมียที่ดีนั้นเป็นเรื่องยาก ซึ่งบางครั้งเราก็ได้หลงลืมจุดนี้ไป ทำให้คุณค่าของผู้หญิงถูกลดทอนอย่างน่าเสียดาย

.

น่าดีใจที่ทุกวันนี้ค่านิยมเราเปลี่ยนไปมากและเริ่มส่งผลในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงเราไม่ได้เคร่งเครียดกับเรื่องการแต่งงานมีลูกเท่าเมื่อก่อน หรือเรื่องของงานบ้านงานเรือนก็ไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ความเท่าเทียมกันค่อยๆ ฉายชัดขึ้นตามวันเวลา รวมถึงผู้หญิงสามารถที่จะมีอาชีพที่รัก มีโอกาสที่จะเลือกสิ่งดีๆ ให้ตัวเองพอๆ กับผู้ชาย แต่ไม่ว่าค่านิยมหรือประเพณีจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าตัวเราจะเป็นใคร เพศอะไร หรือตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจเสมอคือ “คุณค่าในตัวเราไม่เคยหายไปไหนเลย”

.

เพราะอูก้าเชื่อว่าทุกๆ คนมีคุณค่าที่ไม่ควรถูกตัดสิน เหมือนชีวิตของดาฟนี่ที่แม้จะเติบโตมาด้วยความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่สุดท้ายเธอได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าเธอมีคุณค่าและดีพอที่จะได้รับความรัก พวกคุณเองก็เหมือนกันนะ ถ้าวันไหนรู้สึกท้อแท้ใจ ลองดูซีรีส์สักเรื่องที่ช่วยส่งพลังให้เราดู แล้วอย่าลืมคิดถึงอูก้า เพื่อนแท้ที่จะคอยดูแลใจคุณนะ

Read More
จิตวิทยา เป็นเป็ดแปลว่าไม่เก่ง ตัวเองไม่เก่ง

OOCAstory: สะสมความธรรมดา เพื่อจะเป็น “เป็ด” ที่แข็งแกร่ง

“เพราะเป็ดไม่เคยได้คะแนนเต็ม แต่เป็ดยังเพิ่มคะแนนได้” ล้มแล้วก็ลองได้อีก จะเป็นไรไหม ถ้าวันหนึ่งเราพบว่าตัวเองเป็นมนุษย์เป็ด? ที่ต้องยอมรับว่าเราเป็นแค่ “เป็ดตัวหนึ่ง” ที่ไม่ว่าจะทำอะไร ทั้งการเรียน ดนตรี กีฬา งานอดิเรก ทำงาน ฯลฯ แม้ฉันจะทำได้ไม่แย่ แต่ก็ไม่เคยโดดเด่นกว่าใคร

เคยสงสัยในความสามารถของตัวเองไหม หรือตั้งคำถามกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นว่าเพราะโชคช่วยหรือใครช่วย? เพราะไม่ว่าจะมองยังไง เราก็ไม่เห็นจะพิเศษอะไรเลย ไม่โดดเด่น ทำอะไรก็ไม่สุดสักทาง หรือฉันจะเก่งไม่จริง

ทั้งที่เราวาดภาพในหัวไว้ว่า “ฉันต้องเก่ง ต้องดี ต้องมีความสามารถ ต้องเป็นที่ยอมรับ” ความคาดหวังที่สูงเกินไปนี้อาจจะทำให้เราโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ จนมองข้ามสิ่งดีๆ ที่เรามี ไม่คู่ควรกับอะไรดีๆหรอก กลายเป็นประเมินตัวเองตลอดเวลาจนทำให้เราไม่อาจมีความสุขกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้เลย

ซึ่งความรู้สึกนี้สอดคล้องกับ Imposter Syndrome เป็นอาการที่จะเกิดความสงสัยในตัวเอง กังวลในเรื่องความสามารถและความสำเร็จ รู้สึกว่าเราไม่คู่ควรกับอะไรดีๆ หรอก ขาดความมั่นใจและบั่นทอนความรู้สึก กลัวคนรอบข้างจะรู้ว่าเราไม่เก่งเท่าที่เขาคิดไว้ ไม่อยากให้คนอื่นผิดหวังกับความสามารถของเรา สุดท้ายก็ไม่รู้หรอกว่าเราคิดไปเองว่าเราไม่เก่งหรือเราเป็นแบบนั้นจริงๆ

ความเจ็บปวดจะเกิดขึ้นทำให้เราไม่พอใจที่เป็นเป็ด เพราะไม่อยากเคว้งคว้าง สับสน ไร้ตัวตน ยิ่งเปรียบเทียบกับคนในวัยเดียวกันหรือเห็นคนที่เขาเชี่ยวชาญในบางเรื่องมากๆ เราเองก็อยากจะเติมเต็มตัวเองด้วย “ความสมบูรณ์แบบ” เช่นกัน

มันอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้นะ ไอ้ความสมบูรณ์แบบที่ว่านั้น เพียงแค่เพราะเราอยากจะพุ่งไปข้างหน้า ก้าวขึ้นไปอยู่บนจุดที่สูงขึ้น เราเลยต้องเค้นพลังออกมาเพื่อจะบินให้ได้ แค่เพราะสังคมบอกว่าคนที่มีเป้าหมายคือคนที่เก่งหรือมีความอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่ง

ลองเอาความหลากหลายในตัวมาปะติดปะต่อกันดูดีไหม ดีซะอีกที่ไม่ต้องเลือกว่าจะชอบอะไรแค่อย่างเดียว หยิบจับอะไรเป็ดก็มีความสุขได้ เรียกว่าอยู่รอดในโลกกว้างน่าจะดี ต่อให้ถูกมองข้ามแต่ความธรรมดาจะทำให้เป็ดไม่ตกยุคและอยู่รอดเสมอ

บอกตัวเองว่า “เพราะเป็นเป็ดเลยเรียนรู้ได้ทุกวัน เป็ดยังเก่งได้อีก” พยายามสะสมสิ่งที่ทำได้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะแข็งแกร่งในแบบเป็ดๆ

อย่าลืมว่าความชอบและความสามารถเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด เรายังตามหามันได้ตลอดชีวิต เราอยากเห็นทุกคนรักตัวเองไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหน อูก้าขอให้กำลังใจทุกๆคนที่กำลังเดินในเส้นทางของตัวเอง เรายินดีรับฟังเรื่องราวของคุณเสมอ สามารถพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะ

อ้างอิงจาก

https://www.verywellmind.com/imposter-syndrome-and-social…

Read More
เหนื่อยมาทั้งปี ให้รางวัลตัวเอง

Reward yourself เหนื่อยมาทั้งปี ถึงเวลาให้รางวัลตัวเองแล้วแหละ

การให้รางวัลตัวเองไม่มีคำว่าสายเกินไป ส่งท้ายปีนี้ถึงเวลาที่คุณจะขอบคุณตัวเองแล้ว ลองนำ tips ที่เราให้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณได้ หวังว่าทุกคนจะมีช่วงเวลาดีๆ นะ

1. โทรคุยหรือวิดีโอคอลกับใครสักคน แบบ Non-stop

นึกถึงคนที่คุณอยากคุยแล้วลองโทรไปหาเขาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว อัปเดตเรื่องราวชีวิตของกันและกันแบบไม่ต้องกำหนดเวลาว่าจะคุยกันกี่ชั่วโมง เชื่อเถอะว่าจะเป็นฟีลลิ่งดีๆ จนเผลอคุยกันยาวข้ามคืน

2. shopping ของที่อยากได้

ต่อให้มีของที่อยากได้อยู่ในใจ แต่การตัดสินใจซื้อโดยไม่วางแผนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนๆ ก็มาถึงเดือนสุดท้ายของปีแล้ว ถ้าคุณรู้สึกว่ายังมีของที่อยากได้และซื้อได้โดยไม่เดือดร้อน เราอยากให้คุณใช้เงินเพื่อความสุขบ้าง อย่างน้อยก็เป็นการให้รางวัลตัวเองที่ทำงานหนักมาตลอด

3. ดินเนอร์มื้อพิเศษหรือลอง Food Tour

จัดหนักๆ ให้ตัวเองสักมื้อคงไม่เป็นไร เลือกร้านอาหารที่คุณอยากไปมากที่สุด จะถูกจะแพงไม่สำคัญ ขอแค่เป็นมื้อที่คุณพอใจ การได้สั่งอาหารแบบไม่อั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะกินไม่หมด เพราะนี่เป็นม้ือที่เราจะสั่งทุกอย่างที่อยากกิน เวลาไม่ต้องดูราคาอาหารก็รู้สึกฟินแบบบอกไม่ถูกเหมือนกันนะ แล้วถ้าไปกับคนพิเศษหรือกลุ่มเพื่อนซี้จะยิ่งดีสุดๆ ไปเลย

4. มาส์กหน้าแล้วนอนดูหนังทั้งคืน

relax แบบง่ายๆ ที่แทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรแต่กลับทำให้รู้สึกรักตัวเองมากๆ เหมือนเราได้ให้เวลากับตัวเองเพลิดเพลินกับความสุขเล็กๆ น้อยๆ ดีกว่าการทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวคุณ ไล่หาหนังที่ชอบใน Netflix ดูการ์ตูน จิบไวน์หรือจะเปิดเพลงคลอพร้อมกับดูแลตัวเองไปด้วย รับรองว่าคุณจะสบายใจในพื้นที่ส่วนตัวแล้วหัวเราะหรือร้องไห้ไปกับหนังเรื่องโปรด

5. เปลี่ยนสไตล์

ลองเข้าร้านทำผม เปลี่ยนสีเปลี่ยนทรง หรือซื้อเสื้อผ้าแนวใหม่ที่คุณไม่เคยซื้อดูไหม สร้างความแปลกใหม่ด้วยการรีเฟรชตัวเอง ฉีกกรอบเดิมๆ ที่คุณเป็น ไม่ใช่แบบเดิมมันไม่ดีนะ แต่คุณอาจจะได้เห็นตัวเองในมุมใหม่ๆ อย่างน้อยความสุขในการแต่งตัวของคุณก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ลองปลดปล่อยตัวเองแล้วเอ็นจอยกับมันให้มากขึ้นนะ

6. ซื้อดอกไม้หรือต้นไม้ให้ตัวเอง

ปกติถ้าไม่ใช่เทศกาลหรือวันสำคัญๆ เราคงไม่ซื้อดอกไม้ โดยเฉพาะซื้อให้ตัวเอง ใครบอกว่าเราต้องรอรับดอกไม้จากคนอื่น เราอาจรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องเดินเข้าไปเลือกดอกไม้หรือต้นไม้ แต่การเปลี่ยนบรรยากาศด้วยสีธรรมชาติๆ จะทำให้อารมณ์เราดีขึ้น ยิ่งช่วงโควิดหลายคนนิยมหันมาปลูกต้นไม้ซื้อกระถางทางออนไลน์ พอปลูกแล้วแค่ได้มองก็รู้สึกเหมือนความรักอบอวลไปทั่วบ้าน ช่วยให้ใจเย็นลงและคลายเครียดด้วยนะ

7. เล่นเกมข้ามวัน

ถึงเวลาโยนภาระทุกอย่างทิ้งไป แล้วหันมาเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนกันเถอะ เลือกวันเหมาะๆ ที่คุณเคลียร์งานให้เสร็จแล้วนัดเพื่อนในแก๊งหรือจะลุยเดี่ยวก็ไม่ว่ากัน บอกเลยว่าเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับใครหลายคนที่ต้องห้ามใจไม่ให้เล่นเกมด้วยเหตุผลต่างๆ วันนี้เป็นวันของคุณแล้ว!

8. หาคลาสเรียนที่น่าสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป, martial arts, ทำอาหาร, ภาษาต่างประเทศ หรืออะไรก็ได้ที่คุณสนใจ ปัจจุบันมีอะไรน่าสนใจมากมายให้เราได้เรียนรู้ สุดท้ายอาจจะพบว่าเรามีทักษะและความสามารถมากกว่าที่เราคิด อย่าเพิ่งกังวลว่าเราต้องเรียนต่อเนื่องหรือจริงจังกับมันมากขนาดไหน อย่าลืมว่าเราเรียนเพื่อผ่อนคลายตัวเอง เลือกในสิ่งที่เราอินแล้วเราจะมีความสุข

9. จัดห้องแล้วนอน

ลองนับดูเล่นๆ สิว่าในปีที่ผ่านมา มีกี่คืนที่เราหลับเต็มอิ่มโดยไม่มีอะไรให้กังวล สำหรับบางคนการจะข่มตาหลับเป็นเรื่องยากมากๆ และมันก็ส่งผลต่อร่างกายเราจริงๆ การทำงานหนักติดต่อกันโดยไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่จะทำให้เราอ่อนล้า อยากให้ลุกขึ้นมาจัดพื้นที่ที่นอนหลับสบายที่สุด ไม่ว่าจะแสง อากาศ ที่นอน ลองเปิดแอร์เย็นๆ ห่มผ้านุ่มๆ จะเปิดเพลง จุดเทียนหรือปิดตาด้วยก็ได้ แล้วเข้าสู่การพักผ่อนที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของคุณให้กลับมาแข็งแรง

เราอยากเห็นความเหนื่อยล้าของคุณหายไป อูก้าขอเป็นเพื่อนที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างคุณในทุกโมเมนต์ทั้งดีและร้าย ขอให้วันนี้คุณมีกำลังใจดีๆ ในการเดินไปข้างหน้านะ เรื่องของใจให้เราช่วยรับฟังได้เสมอ

Read More