เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์ ไฮเปอร์เวน โรคเรียกร้องความสนใจ

OOCAknowledge: Hyperventilation Syndrome ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่ร่างกายมันไปเอง

การบ้านเยอะจนเครียด เรียนออนไลน์ก็ไม่รู้เรื่อง

หัวหน้าดุอีกแล้ว งานที่ทำกำลังฆ่าเราอย่างช้า ๆ

คนที่รักกลับกลายเป็นเฉยชา ครอบครัวก็ไม่สนใจ

.

เคยไหมทุกสิ่งที่เข้ามาทำให้เรารู้สึกเครียดจนทนไม่ไหว ?

รู้สึกเครียดและวิตกกังวลกับอะไรบางอย่างจนหายใจไม่ออก เคลื่อนไหวร่างกายไม่ถนัด หายใจเข้าไปเท่าไหร่อากาศก็ไม่ลงปอดเสียที มีอาการหูอื้อ หน้ามืด เวียนหัวเหมือนจะเป็นลม มือเย็นเท้าเย็น บางทีก็เกิดอาการมือจีบ ตัวเกร็งไปหมด และอาการเหล่านี้มักจะมาในช่วงที่คุณรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลมาก ๆ ซ้ำร้ายคนรอบตัวยังไม่เข้าใจ และคิดว่าคุณอาจกำลัง ‘เรียกร้องความสนใจ’ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย นี่เราเป็นอะไรกันแน่นะ ?

.

Hyperventilation Syndrome ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์

สิ่งที่คุณเป็นอยู่ (หรือคนใกล้ตัวของคุณกำลังเป็น) อาจจะเป็นอาการของ ‘Hyperventilation Syndrome’ หรือ ‘ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์’ ซึ่งมีสาเหตุมาจากด้านอารมณ์และจิตใจ ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล รู้สึกกลัว ประหม่า โดยก่อนเกิดอาการพบว่าผู้ป่วยมักประสบภาวะกดดันทางจิตใจ เช่น ปัญหาการเรียน รู้สึกเครียดจากที่ทำงาน ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หรือเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกตื่นกลัว เครียด กังวลมาก ๆ จนทำให้เกิดภาวะ Hyperventilation ขึ้น

.

ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ ประมาณ 20-30 นาทีเท่านั้น พบว่าเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีอาการ ร่างกายจะหายใจเร็ว หอบลึก ทำให้มีออกซิเจนในเลือดมากกว่าปกติ และระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตามมาคือ รู้สึกหายใจลำบาก เหมือนหายใจเท่าไหร่ก็ไม่พอ หัวใจเต้นแรง ใจสั่น รู้สึกหวิว ๆ หน้ามืดและเวียนหัว และเมื่อออกซิเจนในเลือดมากเกินไปฉับพลันก็นำไปสู่ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ทำให้มือเท้าจีบเกร็ง มือเท้าเย็น ชาบริเวณปลายมือปลายเท้า

.

ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่ร่างกายมันไปเอง

ถึงแม้ว่าอาการนี้จะไม่ส่งผลอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็อาจจะรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่สำคัญคือสภาพจิตใจที่อาจจะเหนื่อยล้ากับอาการที่เป็นอยู่ หลายคนที่มีอาการนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นอะไร แถมยังถูกตัดสินด้วยอคติ ว่าเรียกร้องความสนใจบ้างแหละ ทำตัวนางเอกบ้างแหละ

.

อย่างเช่นกรณีของบางมหาวิทยาลัยที่มีการรับน้อง นิสิตนักศึกษาปีหนึ่งที่พึ่งผ่านพ้นวัยมัธยมมาสด ๆ ร้อน ๆ ปรับตัวกับวัฒนธรรมและบรรยากาศใหม่ ๆ ไม่ทัน จนเกิดภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์ หน้ามืด จะเป็นลม มือจีบกันอยู่บ่อยครั้ง หรืออย่างวัยทำงานช่วงที่ต้องเตรียมนำเสนองานกับลูกค้าแล้วรู้สึกเครียด วิตกกังวลมากจนหายใจไม่ทัน แม้กระทั่งในเด็กเล็กเองก็มีอาการนี้ได้เช่นกัน เมื่อรู้สึกขัดใจ ตกใจ เครียดกับสถานการณ์ตรงหน้า จนทำให้เกิดอาการนี้ขึ้น

.

น่าเศร้าที่หลายครั้งคนเหล่านี้กลับถูกมองว่าเป็นพวกชอบเรียกร้องความสนใจ หรือ ‘Attention Seeker’ เนื่องจากภาวะนี้เกิดขึ้นจากใจที่โดนกระทบกะทันหัน หรือจากอารมณ์ที่กดดัน บางครั้งใจพยายามควบคุมแล้ว แต่ร่างกายดันตอบสนองออกมาเป็นอาการที่แม้แต่คนที่เป็นบางคนก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็น ซึ่งภาวะนี้หากเป็นหลาย ๆ ครั้ง ร่างกายอาจกระตุ้นให้เกิดอาการขึ้นมาเองได้แม้จะไม่ได้เครียด เช่น บางครั้งแค่ถอนหายใจลึก ๆ ก็เริ่มเกิดอาการหายใจหอบได้จนคล้ายกับแกล้งทำ คนรอบข้างเลยคิดว่าเป็นเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ และทำให้คนที่มีภาวะนี้รู้สึกเครียดและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นจนทำให้อาการแย่กว่าเดิม

.

ถ้าเกิดอาการแบบนี้ ควรทำอย่างไรดี?

1.พยายามควบคุมสติและหายใจให้ช้าลง เพราะอาการที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการหายใจเร็วเป็นหลัก พยายามนับจังหวะหายใจเข้าออก หากควบคุมลมหายใจได้ก็จะทำให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้น

2.คลายเคียด หาทางป้องกันด้วยการเสริมสร้างสุขภาพจิตให้แข็งแรงขึ้น และเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการ

3.ควรพบจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาหรือการใช้ยาช่วยเหลือตามความจำเป็น

.

เพราะร่างกายรู้ดี…สิ่งสำคัญคือการ ‘ดูแลใจ’

นอกจากวิธีการดูแลร่างกายแล้ว การดูแลตัวเองทางใจก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากเราพิจารณาสาเหตุของการเกิด Hyperventilation จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับสภาวะของจิตใจเป็นหลัก โดยเฉพาะความเครียดและความรู้สึกวิตกกังวล สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้คือ “การดูแลใจ” ให้ดี หมั่นตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกตัวเองบ่อย ๆ พูดคุยปรึกษากับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่ไว้ใจ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวล ที่สำคัญคือ “การปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” ที่จะช่วยให้ตัวเราเข้าใจภาวะนี้ได้ดีขึ้น รู้วิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะควบคุมภาวะดังกล่าวได้

.

นอกจากการดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญกับใจก็คือแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง หากเราเป็นคนหนึ่งที่มีอาการนี้หรือมีคนใกล้ตัวประสบปัญหาเหล่านี้ อย่าลืมว่าเขาต้องได้รับการดูแลรักษา ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขา ‘แกล้งทำ’ แต่เป็นเพราะจิตใจกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ดังนั้นเราต้องเข้าใจและรับฟัง รวมถึงเป็นที่พักพิงทางใจในเวลาที่พวกเขาต้องการใครสักคนเคียงข้าง

.

หากคุณจะกำลังเผชิญกับความเครียดและความวิตกกังวลแบบไหน หรือคุณอาจจะกำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือไม่ ทางอูก้ามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาพร้อมช่วยเหลือและรับฟังคุณอยู่เสมอ มาดูแลใจไปด้วยกันนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก :

https://www.manarom.com/blog/Hyperventilation_Syndrome.html

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/pdf/Hyperventivation syndrome.PDF

https://www.pobpad.com/hyperventilation

Read More
เหนื่อยกับชีวิต จิตวิทยา

OOCAstory : เหนื่อยที่แปลว่าเหนื่อยจริงๆ

“เราเหนื่อย เหนื่อยที่เป็นแบบนี้”

บางทีความเหนื่อยมันก็มาในรูปแบบของการที่ไม่รู้ว่า เราเหนื่อยเพราะอะไร แค่รู้สึกและสัมผัสได้ว่าตัวเราไม่ไหวแล้ว ไม่ชอบที่เป็นแบบนี้ แล้วมันแบบไหนกันล่ะ ? บางทีเราก็ตอบตัวเองไม่ได้..

ทุกครั้งเลยนะ เวลาเราพูดว่าเหนื่อย เรามักจะถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาแบบที่เราไม่ชอบ และพูดตอบเราว่า “คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน เขาก็สู้ จนบางคนผ่านมันมาได้แล้ว ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ อดทนหน่อยสิ” ตลกดี… เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังสู้กับอะไร อดทนไปเพื่ออะไร แล้วมันจะเป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหนถึงจะผ่านพ้นไปได้

ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไง เราเหนื่อย เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยกับทุกๆ อย่าง กับทุกๆ คน เราไม่อยากออกจากบ้านไปเจอใครด้วยซ้ำ ถ้าการเจอจะทำให้เราได้รับแต่คำพูดลบๆ แบบนั้น ทำไมต้องเอาความรู้สึกของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วย เขาไม่ใช่เรา และเราก็ไม่ใช่เรา มันเทียบกันไม่ได้หรอก

วันหนึ่งเราทนไม่ไหว เราเลยลองไปพบจิตแพทย์ดู เล่าปัญหาที่เราเจอให้คุณหมอฟัง หลายครั้งเราไม่รู้จะพูดอะไร หรือเล่าเรื่องอะไรด้วยซ้ำ มันสับสนไปหมด ไม่รู้ตัวเองมีปัญหาเรื่องอะไร สุดท้าย เราได้ยามาทาน และคุณหมอแนะนำให้ไปพบนักจิตวิทยาเพิ่มเติม เพื่อจะได้พูดคุยปรึกษาในเวลาที่มากยิ่งขึ้น

เราไม่รู้หรอกนะ ว่าอาการที่เรากำลังเป็นมันจะดีขึ้นตอนไหน แต่เราก็แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า ถ้าเรากินยาเป็นประจำ ไปพบคุณหมอและพี่นักจิตวิทยาอยู่เสมอ สักวันหนึ่ง (เร็วๆ นี้แหละ ขอให้กำลังใจตัวเองหน่อย) มันต้องดีขึ้นแน่ๆ

การรับประทานยาสำคัญมากเลยนะ อย่าหยุดยาเองเด็ดขาด ปล่อยให้หน้าที่ตัดสินใจเป็นของคุณหมอเถอะนะเพื่อนๆ ว่าเราจะลดหรือหยุดยาตอนไหนอย่างไร เราเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีอาการข้างต้น รู้สึกเหนื่อย หาคำตอบไม่ได้ ไม่อยากออกไปพบเจอผู้คน เราอยากให้ลองมารับคำปรึกษาจากพี่ๆ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าดูนะ เพราะว่าเรื่องของใจให้เรารับฟัง อูก้าพร้อมช่วยเหลือและดูแลทุกคนเสมอ 😊

Read More
ความรุนแรงในสื่อและละคร

#ข่มขืนผ่านจอพอกันที เพราะความรุนแรงในคู่รัก ไม่โรแมนติกในชีวิตจริง

จาก #ข่มขืนผ่านจอพอกันที ที่บอกให้รู้ว่าสื่อจำนวนมากได้บิดเบือนความรุนแรงทางกาย (Physical Abuse) หรือทางวาจา (Verbal Abuse) ให้กลายเป็นภาพ “ความโรแมนติก” (Romanticize) ที่คุ้นเคยและเห็นในละครไทยมาตั้งแต่จำความได้ อย่างฉากลักพาตัวและข่มขืน ต่อมาก็เพิ่มการถ่ายคลิปหรือข่มขู่เพื่อแบล็กเมลด้วยตามยุคสมัย ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่าจริง ๆ แล้วการกระทำที่เราเห็นหรือกำลังเสพอยู่นั้น เป็นความรักหรืออาชญากรรมกันแน่

.

เราได้ฟังจิตแพทย์ชื่อดังชาวเกาหลียังแจจินและยังแจอุงในรายการหนึ่งพูดถึง “ความรุนแรงในคู่รักที่อาจนำไปสู่การฆาตรกรรม” ว่ากลายเป็นปัญหาสังคมร้ายแรง เพราะในหลาย ๆ ประเทศก็เผชิญกับปัญหาอาชญากรรมทางเพศ แต่ทุกครั้งมักจะเกิดการถกเถียงในโลกโซเชียลถึงความยุติธรรม การตัดสินถูกผิด มีทั้งเสียงเรียกร้องและด่าทอ เช่น การข่มขืน การคุกคาม การแตะเนื้อต้องตัว แต่เมื่อเป็นพระเอกละครทำพฤติกรรมพวกนั้น เรากลับบอกว่านั่นคือ “ความโรแมนติก” แม้แต่เวลานั่งดูเราก็เขินและอินไปกับตัวละคร จนแอบฝันว่าถ้าคนที่เราชอบทำแบบนั้นเราจะรู้สึกยังไงนะ ? หรือความรู้สึกพวกนี้เป็นเพราะเรากำลังถูกบังตาด้วยภาพฝันอยู่

.

“ความรักทางกายภาพเชิงบังคับ” นับเป็นความรุนแรงทั่วไป มันอันตรายเพราะละคร สื่อ ได้บิดเบือนให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นความโรแมนติก เป็นการกระทำของคนรักกัน เช่น การผลักเข้ากำแพง การจับข้อมือ การแตะเนื้อต้องตัว การจูบแบบกะทันหัน แต่สุดท้ายเรื่องราวก็ลงเอยด้วยความรักที่ลึกซึ้ง ภาพแต่งงาน และการตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ในชีวิตจริงความรุนแรงระหว่างคู่รักหากเกิดขึ้นแนวโน้มก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นและจุดจบคงไม่ได้สวยงามแบบนั้น

.

คนที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรง

คนที่มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ชั่ววูบ มีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นเวลาเมาหรือขาดสติ เช่น คนที่ชกกำแพงเวลาโกรธ ชอบทำลายของ จอดรถแล้วไล่คนรักลงกลางถนน ฯลฯ

คนที่เป็นโรคหวาดระแวง ชอบสงสัยคนอื่น ซึ่งมักจะตีความการกระทำของตัวเอง
ในทางที่ดี อย่าง “ฉันคิดว่ามันคือความรัก” แต่ที่จริงแล้วมันคือความไม่ไว้ใจ หมกหมุ่นและขี้ระแวง ยกตัวอย่างเช่น ชอบโทรหาวันละหลาย ๆ รอบ ชอบถามซ้ำ ๆ ว่า “ทำอะไร อยู่ที่ไหน กับใคร”

.

สัญญานเตือนหรือสิ่งที่มองไม่เห็น คนที่ใช้ความรุนแรงกับคนรัก มักพยายามแยกคนรักออกจากสังคม อย่างการห้ามไม่ให้คนรักไปเที่ยวกับเพื่อน ค่อย ๆ แทรกแซงกิจวัตร “ห้ามไป ห้ามคบ ห้ามติดต่อ” พยายามขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างคนรักกับสังคมภายนอก จนกลายเป็นโลกทั้งใบมีกันอยู่สองคน กว่าจะรู้ว่าตกอยู่ในความรุนแรง หันไปก็ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายที่เราไม่มีใครให้พึ่งพาเลย ราวกับถูกจับขังไว้

.

วิธีแก้เรียกว่า “การเลิกราอย่างปลอดภัย” คือควรตัดขาดทุกช่องทาง เพื่อออกจากความรุนแรงก้าวร้าว หากคนรักมีอารมณ์รุนแรงมาก เราอาจไม่สามารถตัดสัมพันธ์ทันทีได้ แต่ต้องค่อย ๆ เตรียมตัวหาช่องทางที่จะ “หนี” ออกมาจากวงจรนั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าตอนเลิกกันให้เปลี่ยนเบอร์ และถ้าทำได้ให้เปลี่ยนที่อยู่ด้วย เพราะคนที่ใช้ความรุนแรงมักจะหมกมุ่นและหวงแหนคนรัก ความรู้สึกเป็นเจ้าของอาจทำให้เขายึดเหนี่ยวเราไว้ โดยที่กระทำรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เราต้องกล้าที่จะปกป้องตัวเองและตัดบ่วงที่เลวร้ายพวกนี้

.

ที่สำคัญเราอย่าหลอกตัวเองว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงเพราะ “ความรัก” และทุ่มเทของเรา จนปล่อยให้กายและใจถูกทำร้าย ในทางจิตวิทยาพูดกันเสมอว่า คนเราเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีแรงกระตุ้นและทุ่มเทเป็นเวลานานด้วยความมุ่งมั่น “เราเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ ถ้าเขาไม่อยากเปลี่ยน” ดังนั้นเราต้องเปลี่ยน “ความคิด” หรือ “มุมมอง” ของตัวเอง การพยายามเปลี่ยนอีกฝ่าย สุดท้ายก็เหมือนเราทุกข์ใจอยู่คนเดียวกับปัญหาที่แก้ไม่ได้

.

ถ้าความสัมพันธ์ทำร้ายคุณจนหาทางออกไม่ได้ ไม่ว่าจะทางกายหรือใจ อย่าปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์กับปัญหา ลองปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า แล้วหันกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง เพราะเราเชื่อว่าทุกคนสมควรได้พบความรักที่ดี

ขอบคุณข้อมูลจาก

รายการ Problem Child in House EP.114

Read More
ทำไมคนรอบข้างไม่เข้าใจเรา

OOCAstory ทำไมเราถึงไม่อ่อนโยน กับเขาให้มากกว่านี้

“ฉันเริ่มคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นมองฉันแล้วก็เริ่มกลัว ฉันสู้ด้วยตัวเอง ขนาดฉันบอกออกไปว่ากำลังต่อสู้ดิ้นรนอยู่ แต่กลับไม่มีใครฟังเลย ฉันยื่นมือออกมาขอความช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่มีใคร…สักคนที่จะมาช่วยฉัน นั่นคือตอนที่ข้างในฉันแตกเป็นเสี่ยงๆ” บทสัมภาษณ์ของซอลลี่ที่เล่าถึงความเจ็ปปวดจากการถูกบูลลี่มาเป็นระยะเวลาหลายปี

พูดถึง “การฆ่าตัวตาย” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศเกาหลีใต้สูญเสียคนในวงการไปหลายคน สำหรับคนที่เติบโตมาพร้อมกับกระแส kpop ฟีเวอร์ต้องรู้จักจงฮยอน วง SHINee , คูฮารา วง KARA และซอลลี่ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีคนอื่นๆ อีก เช่น โซจิน ศิลปินฝึกหัดของ DSP Entertainment นักแสดงตลกพัคจีซอน

ท่ามกลาง spotlight ที่สวยงาม พวกเขาถูกประเมินคุณค่าแทบจะตลอดเวลา ทั้งเรื่องหน้าตา ความสามารถ นิสัย การแสดงออก เรียกได้ว่ามีคนจับตามองทุกฝีก้าว ต่อให้มีแฟนคลับมากมาย แต่หากทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย คุณก็อาจจะถูกตำหนิจากชาวเน็ตเกาหลี (เรียกว่า เนติเซน) หรือ “แอนตี้แฟน” ได้ เมื่อไรก็ตามที่กระแสตกลง ค่ายจะกดดันศิลปินอย่างมากและคุณอาจถูกลอยแพได้ง่ายๆ

เมื่อความเจ็บปวดรุมเร้าอาการป่วยทางใจจึงเกิดขึ้น เช่น โรคซึมเศร้า โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล โรคบูลิเมีย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันที่คนดังจำนวนมากที่ออกมาเปิดเผยถึงสุขภาพใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น IU , ซูจี , แทยอน SNSD , ฮยอนอา , G-dragon Bigbang , มินะ TWICE , คังแดเนียล และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้ามองภายนอกพวกเราไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขาทุกข์ทรมาณขนาดไหน เพราะพวกเขาต่างยิ้มแย้มและทำงานอย่างต่อเนื่อง

Cyber-bullying ที่เกาหลีน่ากลัวขนาดไหน

เนติเซนส่วนหนึ่งเชื่อว่าการจะเป็นคนดังต้องทนรับกับความคิดเห็นได้ทุกแบบ “คุณจะดังได้ยังไง ถ้ามีจิตใจที่อ่อนแอขนาดนั้น คุณต้องแสดงต่อหน้าผู้คนตั้งมากมาย”

ทำไมเราถึงต้องทดสอบความแข็งแรงของจิตใจคนอื่นด้วยล่ะ จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องพูดจาร้ายๆ กับใครสักคนเพียงเพราะเราคิดว่าอีกฝ่ายควรได้รับมัน “เวลาที่ได้รับข้อความ ฉันไม่รู้อารมณ์ของพวกคุณมันเลยน่ากลัว ถ้าอ่อนโยนกับฉันอีกสักหน่อยก็คงดีนะ” นี่คือสิ่งที่ซอลลี่เคยพูดขณะไลฟ์คุยกับแฟนๆ

และเมื่อทราบข่าวการจากไปของคนดังเนติเซนได้ออกมาพูดว่า “ผมไม่คิดว่าเธอจะมีช่วงเวลาที่แย่จากคอมเมนต์คุกคามทางเพศ ผมคิดว่าคนดังต้องเข้าใจว่าไม่ได้จะมีแต่คนรักและชื่นชม พวกเขาต้องทนต่อคอมเมนต์แย่ๆ ให้ได้เหมือนกัน เพราะพวกเขาก็ได้สิ่งแลกเปลี่ยนเป็นชีวิตดีๆ ไม่ใช่เหรอ พวกเขามีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ มีรถแพงๆ ขับ แล้วก็มีทุกอย่างที่ดูดี” เรียกได้ว่าคนทั่วไปยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการถูกบูลลี่

การถูกบูลลี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเจ็บปวดให้คนดังมากมาย นอกจากนี้พวกเขายังเติบโตมาในสังคมและระบบฝึกหัดที่เข้มงวด การแบกความฝันและความคาดหวังตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้พวกเขาสะสมความเครียดเอาไว้ กว่าจะเป็นคนดังที่ประสบความสำเร็จ ข้างใจก็ถูกทำลายจนเปราะบางเสียแล้ว

หลังจากต่อสู้มาอย่างยาวนาน พวกเขาได้เลือกที่จะไปอยู่ในที่ที่สงบกว่าเดิม คงโทษพวกเขาไม่ได้ที่ตัดสินใจแบบนั้น ซอลลี่อธิบายถึงความสับสนในใจที่เธอเฝ้าถามตัวเอง “ฉันเป็นใครกัน แล้วฉันทำอะไรผิดนะ ‘อยากจบทุกอย่าง’ นั่นเป็นสิ่งที่เข้ามาให้หัวบ่อยมาก” มันคงจะดีถ้าก่อนหน้านี้หัวใจที่บอบช้ำของพวกเขาได้รับการเยียวยา “ได้โปรดเอ็นดูฉันด้วย ช่วยอ่อนโยนกับฉันหน่อยนะคะทุกคน”

แม้จะยากแต่เชื่อเถอะว่าเราจะอยู่ได้ด้วความเข้าใจ ชูก้าวง BTS เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมวิตกกังวลและอยู่อย่างโดดเดี่ยวตลอดมา และการที่คุณเลือกจะเป็นเพื่อนกับมัน ก็ต้องการทั้งชีวิตในการทำความเข้าใจ”

อย่าลืมว่าเรื่องของ “ชีวิต” ไม่ใช่สิ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันเพื่อความสนุก

ขอมอบบทความนี้ให้ดาวทุกดวงที่ลอยกลับขึ้นไปอยู่บนฟ้าและหวังว่าโลกใบนี้จะอ่อนโยนมากกว่าเดิม

เพราะเราอยากทุกคนรู้สึกสบายใจ หากคุณได้รับความเจ็บปวดจากการถูกบูลลี่หรือมีปัญหาที่อยากเล่าให้เราฟัง อูก้ายินดีเคียงข้างคุณเสมอ สามารถปรึกษาพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้ทั้งทางแอปพลิเคชันและเว็บไซต์เลยนะคะ

Read More
ทำไมต้องเลิกเป็นติ่ง

OOCAissues : ทำไมใครๆ ก็ชอบบอกให้ฉันเลิกเป็น “ติ่ง”

“จะเป็นติ่งไปถึงเมื่อไร” และ “ทำไมถึงทำตัวไม่ค่อยสมกับวัยเลย” เคยถามคำถามนี้กับตัวเองไหม?

ด้วยความที่เราเองก็เป็นติ่งมาหลายปี เลยเริ่มสงสัยเรื่องนี้จากคำถามที่เกิดขึ้นในงาน “ #SAVEMYSELF เอาความสุขของเราคืนมา” ที่อูก้าได้มีโอกาสร่วมงานกับทาง Brandthink เจ้าของเรื่องเล่าว่าตัวเองอยู่ในวัยทำงานและมีความเจริญก้าวหน้าในระดับหนึ่งที่มีงานอดิเรกคือการเป็น “ติ่ง” แต่ด้วยวัยใกล้สามสิบทำให้ครอบครัวและคนรอบข้างตั้งคำถามเกี่ยวกับการเป็น “ติ่ง” แรกๆ เจ้าตัวไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร ออกจะพอใจที่การติ่งทำให้เรามีความสุข แต่ไปๆมาๆ ก็เริ่มคิดแล้วว่าหรือเราโตเกินไปแล้วจริงๆ ควรจะหันมาโฟกัสชีวิตตัวเองให้มากขึ้น หรือแคร์สายตาคนรอบข้างไหมน

แล้วสิ่งใดที่เป็นตัววัดว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบไหน อายุเท่านี้เหมาะกับกิจกรรมอะไรบ้าง แล้วอะไรที่ทำได้ถ้าเป็นวัยรุ่น แต่ห้ามทำถ้าเข้าวัยทำงาน มันสามารถแบ่งแยกกันได้ชัดเจนเลยหรือเปล่า หรืออยู่ที่วิจารณญาณของเราเองและสังคมที่เราอยู่ หากจะบอกว่าคำพูดของคนรอบข้างไม่มีอิทธิพลเลยก็คงจะโกหก เพราะเรายังต้องทำงานต้องเข้าสังคม ในบางอาชีพภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือนั้นสำคัญมาก แต่ถ้าจะให้ความคิดคนอื่นมีน้ำหนักมากกว่าความสุขของเรา คงต้องชั่งใจดูอีกทีว่าผลกระทบมันมากเสียจนเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงความชอบของตัวเองด้วยเหรอ

#คำแนะนำจากทีมงานอูก้า

ถ้าเรารับผิดชอบหน้าที่ได้ดี ไม่ต้องสนใจหรอกว่างานอดิเรกหรือความชอบเราจะทำให้ใครเข้าใจผิด ต่อให้เรากังวลว่าคนอื่นอาจจะตัดสินเราหรือมองเราเปลี่ยนไป แต่อย่าลืมว่ามันเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราได้รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร และใครทำให้เรามีความสุข สิ่งนี้คือเกราะป้องกันเราในวันที่อ่อนแอหรือท้อแท้

บอกตัวเองว่าความสุขไม่ต้องเลือกอายุ ไม่ใช่แค่เรื่องติ่งเท่านั้น แต่ถ้าเราอินกับอะไรมากๆ จนเกิดเป็นความผูกพันอยากให้รักษาสิ่งนั้นไว้ ตราบใดที่เรารับผิดชอบชีวิตตัวเองและดูแลใส่ใจคนรอบข้าง หากเราจะมีกิจกรรมบางอย่างเพิ่มเข้ามาเพื่อให้ตัวเองมีรอยยิ้มมากขึ้นก็ขอจงเก็บมันไว้เป็นพลังใจ

#คำแนะนำจากนักจิตวิทยาของอูก้า

เวลาที่เราได้ฟังคำพูดของครอบครัวหรือคนรอบข้างแล้วทำให้เครียด กดดัน อยากชวนให้ทุกคนเปิดใจและรับรู้ความรู้สึกและความต้องการของคนๆ หนึ่งที่อยากให้คนอื่นเข้าใจมุมมองหรือสิ่งที่เขาชอบมากยิ่งขึ้น เพื่อทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป คำพูดบางคำที่เราไม่ทันระวัง แม้มีเจตนาพูดด้วยความห่วงใย แต่ทำให้ผู้ฟังรับรู้ไปในเชิงถูกตัดสินว่า “ความคิดและตัวตนที่เขาเป็นนั้นไม่ดีไม่โอเค ไม่เหมาะสมกับวัยวุฒิ” จึงอยากให้ผู้พูดตระหนักถึงการพูดคุยในเชิงบวก ยอมรับและไม่ตัดสินตัวตนที่เขาเป็น ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ

1. ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราคงนำบรรทัดฐานของตนเองไปกำหนดหรือนิยามความสุขของคนอื่นไม่ได้ เป็นเรื่องปกติที่คนอื่นจะมีความเห็นที่แตกต่างกับเรา แต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยอมรับและเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง

2. เราคงไม่ไปกำหนดหรือขัดขวางในสิ่งที่เขาเลือก สิ่งที่เขารักซึ่งเหมาะกับตัวเขา แต่ละบุคคลมีสิทธิที่เลือกวิถีชีวิตตนเองตามใจปรารถนา เพราะแต่ละบุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการเลือก ตราบใดที่สิ่งที่เขาเลือกไม่ได้ส่งผลเสียต่อตัวเขาเองและคนอื่น ไม่ได้ขัดต่อหลักกฎหมายและศีลธรรมอันดีแต่อย่างใด ดังนั้นความสัมพันธ์ที่มีสุขภาวะ (Healthy) ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การกำหนดหรือครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

3. คนรอบข้างเองก็ไม่ควรไปเดือดเนื้อร้อนใจเป็นห่วง หรือกำหนดวิถีชีวิตของคนอื่นนั้นมากจนเกินไป เพราะทุกคนต่างก็สามารถดูแลและรับผิดชอบในสิ่งที่ได้เลือกแล้ว

สุดท้ายนี้อยากให้ทุกคนสำรวจตัวเองและตระหนักรู้อยู่เสมอว่า คำพูดหรือการแสดงออกของเรามีผลทำให้คนใกล้ตัวรู้สึกเครียดไม่สบายใจหรือไม่ เพราะความหวังดีที่มีต่อคนอื่นมักเป็นไปตามความคาดหวังของเราทั้งสิ้น ซึ่งอาจทำให้คนที่เรารักไม่มีความสุขได้เหมือนกัน

อาจพูดได้ว่า “การติ่ง” ไม่ใช่แค่ความรู้สึกชื่นชอบธรรมดา แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนบางคนหรือสิ่งของบางอย่างมีคุณค่าต่อจิตใจอย่างที่ไม่มีคำบรรยาย แล้วถ้าการติ่งคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเราไว้ เป็นพลังใจที่ทำให้เรามีแรงสู้ในทุกๆวัน เราควรจะทะนุถนอมความรู้สึกที่มีค่านี้ไว้มากกว่า เพราะถ้าวันหนึ่งความสุขในชีวิตเกิดขาดหายไป การเป็นติ่งก็ทำให้เรารู้ว่า “ยังมีสิ่งดีๆ คนดีๆ ที่ช่วยหล่อเลี้ยงใจเราอยู่”

โดยส่วนตัวเราคิดว่าทางออกอาจไม่ใช่การเลิกติ่ง ถ้าเรารู้ว่าสิ่งไหนที่ทำแล้วเป็นความสุข อูก้าอยากให้ทุกคนกอดมันเอาไว้ให้แน่นๆ เลยนะ แล้วถ้ารู้สึกไม่สบายใจเรามาช่วยกันหาทางดีลกับความทุกข์นั้นกันดีกว่า เรื่องของใจให้อูก้าช่วยรับฟังได้เสมอ สามารถนัดมาปรึกษาได้ตลอดนะคะ

Read More
เราแค่อยากจะหายไปเฉยๆ

เราแค่อยากจะหายไปเฉยๆ

แปดโมงเช้า เราตื่นมานานแล้ว แต่ไม่อยากลุกออกจากที่นอน มองเพดานด้วยความว่างเปล่า

เราอยากกลับไปนอนให้หลับนะ แต่มีเรื่องมากมายที่คิดในหัว หนึ่งในความคิดนั้นคือ เราอยากจะหายไป

Read More
Empathy การรับฟังผู้อื่น

Empathy กับการรับฟังผู้อื่น

อยากฟังเพื่อนแบบจริงจัง ไม่ใช่ฟังผ่านๆ หูไป อยากให้เพื่อนรู้ว่ายังมีเรานะที่อยู่ตรงนี้เพื่อนรับฟังเธอ เราจะทำอย่างไรได้บ้าง ??

Read More
cover education

เรื่องของใจกับการศึกษาไทย

“ผมว่าบรรยากาศของห้องเรียนเนี่ยมันบอกอะไรเราเยอะ เกี่ยวกับบรรยากาศของวัฒนธรรมของประเทศภาพรวม”

– คุณไอติม พริษฐ์

หลายๆ คนอาจจะได้ดู #MindTalk ในตอนของ คุณไอติม พริษฐ์ กันไปบ้างแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าวงการการศึกษานั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาประเทศของเราได้ หากเกิดปัญหาขึ้น แน่นอนว่าต้องกระทบทั้งตัวนักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียน ครู รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นักเรียนคือผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะถือว่าเป็นวัยเริ่มต้นของการเรียนรู้ ได้ออกมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงครั้งแรก คือ ที่โรงเรียน ถ้าระบบการศึกษาดี เด็กๆ ก็จะสามารถโตไปอย่างมีคุณภาพได้

Read More