Art Therapy ศิลปะบำบัด

OOCAinterview: ART THERAPY ศิลปะทำให้เรา ‘เลือก’ แสดงออกถึงความเป็นตัวเองได้

การวาดภาพด้วยสีชอล์ค ระบายสีด้วยสีน้ำ เป็นสื่อกลางหรือ mediums ที่นิยมใช้เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะสักชิ้น ในศิลปะบำบัดก็เช่นกัน ทั้งสองสิ่งนี้ก็เป็น mediums ที่นิยมใช้ในการเรียนรู้และเข้าใจตนเอง

คุณปัท ปรัชญพร วรนันท์ เจ้าของ Studio Persona เล่าว่าการทำศิลปะบำบัดที่คุณปัทเลือกใช้นั้นคือ Expressive art therapy ซึ่งเป็นกระบวนการศิลปะบำบัดที่ใช้ mediums หลากหลายรูปแบบ ทั้งการวาด ระบายสี การเคลื่อนไหว การเขียน เปล่งเสียง หรือการปั้น

วันนี้อูก้าจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ mediums ที่น่าสนใจกัน

เริ่มต้นที่ ดิน (clay) ซึ่งสามารถทำงานได้ดีกับ sensory expression คนที่มีอารมณ์โกรธหรือคนที่ไม่ค่อยได้แสดงออกถึงความรู้สึก เพราะดินสามารถหยิบ จับ โยน ทุบ ดึงออกมา ปั้น ทำได้หมด สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้ มีทั้งความนิ่มและความแข็งในเวลาเดียวกัน ในขณะเดียวกัน การใช้ดินก็มีความท้าทาย เมื่อเราใส่น้ำให้กับดินมากเกินไป สิ่งที่เราต้องเจอคือ มันจะควบคุมได้ยาก แต่ถ้าเกิดเราเรียนรู้ เลือกใช้น้ำที่พอดี เราก็จะคุ้นชินและใช้ดินแบบที่ไม่กลัว ในขณะเดียวกันก็จะมี clay field ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำศิลปะบำบัด การใส่น้ำลงไปในถาดเป็นได้ทั้ง resource และ challenge บางคนความรู้สึกเยอะ ก็จะใช้น้ำเยอะ การที่น้ำเยอะเต็มถาดก็จะหยิบจับอะไรได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ในการบำบัดคือ ในเมื่อมันหยิบจับยาก ทำให้เกิดความไม่ชอบในความรู้สึกนี้ เราจะรับมือกับความรู้สึกและสิ่งเหล่านี้อย่างไร ตัวผู้เข้ารับบริการก็จะเรียนรู้เองว่าสิ่งนี้คือการที่เรามีและสะสมความรู้สึกเอาไว้นะ การแก้ปัญหาก็คือ ถ้ามีน้ำในถาดเยอะ เราก็สามารถเอาผ้ามาซับน้ำออกได้ แล้วมันดีขึ้นไหม ก็ดีขึ้น นี่แหละคือการเปลี่ยนผ่านของความรู้สึกที่ตัวเรา ร่างกายเราทำไม่ได้ แต่เราสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านศิลปะในพื้นที่หนึ่ง

ต่อมาจะเป็นการเคลื่อนไหว (movement) ซึ่งใช้ความเป็นธรรมชาติของบุคคล อาจไม่ใช่การเต้น แต่เป็นการเคลื่อนไหวเมื่อตัวบุคคลก้าวเข้ามาในโลกของศิลปะ โลกของการบำบัด เช่น ท่านั่ง ไหล่ยก เท้ายกไหม กำลังอยู่ในขั้น freeze หรือเปล่า รวมถึงการชวนมาหายใจ ชวนมาขยับตัว หรือถ้าบุคคลรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็สามารถวางข้อศอกลงบนโต๊ะได้นะ มันจะรู้สึกมั่นคงกว่าหรือเปล่า ต่อมาก็จะชวนเขามาค้นหาความรู้สึกของตัวบุคคลผ่านการเคลื่อนไหว อาจกลับมาเชื่อมโยงกับความรู้สึกเจ็บปวด หรือบาดแผลบางอย่างที่มีภายในร่างกายแต่เขาไม่เคยรับรู้ถึงสิ่งนั้น ซึ่งการรับรู้นี่เองเป็นขั้นตอนแรกๆ ของการเยียวยาเพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้งาน craft การทำ collage (เป็นงานศิลปะที่เกิดจากการรวมกันของรูปหลายๆ รูป) การบำบัดในถาดทราย (sand tray therapy) การนำตุ๊กตารูปปั้นสัตว์มาจัดเรียง การทำหน้ากาก หรือเพียงนำเศษผ้ามาทำกล่อง ทำตุ๊กตา ก็จะทำให้เขารู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้มันโอเคนะ สำหรับความรู้สึกต่างๆ ที่เขามี

ศิลปะมีประโยชน์ตรงที่มีความหลากหลาย เป็นทางเลือกให้กับบุคคล

หลายๆ ครั้งเรามักคิดว่าชีวิตเราไม่มีทางเลือก แต่พื้นที่ของศิลปะบำบัดเปิดโอกาสให้เราได้มีทางเลือกในการทำสิ่งต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อแสดงออกถึงการเป็นตัวเองได้

หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังอึดอัดและไม่ชอบกับสิ่งที่เป็นอยู่ อยากได้คนมารับฟัง อยากให้คนมาเข้าใจเรา อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังเสมอนะ ❤️

Read More
ศิลปะบำบัด ไม่ยึดติด

OOCAinterview: ART THERAPY การไม่ยึดติด ทำให้เราได้เรียนรู้มากกว่าที่คิด

หลังจากที่เพื่อนๆ ได้ทำความรู้จักกับศิลปะบำบัดไปบ้างแล้ว ก่อนจะปิดท้ายสำหรับธีมศิลปะบำบัดของเรา อูก้าชวน คุณปัท เจ้าของ Studio Persona มาพูดคุยกันถึงเรื่องสุดท้าย ซึ่งเป็นคำถามที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินหรือได้ตอบกันว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่ของคุณคืออะไร” เรามาอ่านกันดีกว่าว่าในมุมของนักศิลปะบำบัดคนหนึ่ง คุณปัทมองว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต

“การได้รับรู้ว่าตัวเองจะเปลี่ยนไป” คือประโยคแรกที่คุณปัทบอกกับเรา

ไม่ยึดติดกับตัวเองทั้งในด้านอาชีพ พื้นที่ ตัวตนของเรา การได้รับรู้ว่าตัวเราจะเปลี่ยนไป มันเป็นความรู้สึกลึกๆ ของว่าเราได้รับอิสรภาพ ซึ่งสำหรับคุณปัทมองว่าสิ่งนี้เองสำคัญกับตัวเองมาก เพราะอิสรภาพทำให้ได้เจอคนที่หลากหลาย จึงอยากขอบคุณชีวิตที่ได้เจอทุกคนที่ทำให้ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ ประสบการณ์

เราเรียนรู้อะไรมากมายจากผู้คนที่ผ่านเข้ามาให้เราได้เจอ ถ้าเรายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็จะหยุดตัวเองอยู่แค่นั้น แต่พอไม่ยึดติด คุณปัทมองว่าเราได้เรียนรู้อะไรในทุกๆ วันได้มากขึ้น การเรียนรู้ทั้งจากตัวเอง จากผู้อื่น สังคม โลกใบนี้ ทุกอย่างมันสดใหม่และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงตัวเราเองมันก็เปลี่ยนแปลงตลอด

ทำให้การที่เรารู้ตัวว่าสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงตลอด ทุกๆ วันเราไม่เหมือนเดิม สิ่งรอบข้างก็ไม่เหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้จึงสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ของคุณปัทมากๆ

วันหนึ่งเราจะเข้าใจโลกและธรรมดาของชีวิตมากขึ้นว่า สักวันหนึ่งเราก็คงต้องสูญเสียอะไรบางสิ่งบางอย่างไปจากชีวิต ทั้งครอบครัว เพื่อน คนรอบข้าง หรือสัตว์เลี้ยง สิ่งของที่เรารัก ซึ่งการที่คุณปัทไม่ยึดติดกับบทบาทใดบทบาทหนึ่งนี่เอง ทำให้ตัวเองเหมือนเชื่อมโยงกับทุกคนและธรรมชาติ เรารู้บางอย่าง เข้าใจบางอย่าง แต่เราไม่ได้รู้ทุกๆ อย่าง เราเป็นคนธรรมดาๆ คนหนึ่งบนโลกใบนี้เหมือนกัน ไม่ได้รู้สึกว่าเราเก่งกว่าใคร หรือเป็นที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งมันทำให้เราสามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา ทั้งยังได้เรียนรู้จากบุคคลที่มาทำศิลปะบำบัดซึ่งก็มีความหลากหลายมากๆ หรือแม้กระทั่งตัวศิลปะเอง ทั้งผู้คนและศิลปะจึงเหมือนเป็นครูผู้สอนวิชาชีวิตให้กับเรา

การไม่ยึดติดกับการเป็นนักบำบัด ทำให้คุณปัทสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้หลากหลายขึ้น รวมถึงสิ่งที่คุณปัทชอบมากที่สุดคือ การเป็น “ครู” เพราะนักเรียนมอบอะไรให้กับคุณปัทมากมาย แง่มุมความคิดหรืออะไรต่างๆ บทบาทหรือสเตตัสที่มี คุณปัทจะไม่ยึดติด บางวันอาจเป็นครู บางวันเป็นนักบำบัด บางวันเป็นนักเรียน บางวันเป็นแค่ลูกสาวของคุณพ่อคุณแม่ ดังนั้นการไม่ยึดติดนี่แหละ คือสิ่งสำคัญในชีวิต

“การไม่ยึดติด ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นกว่าที่ตัวเราคิด”

มีอะไรอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ การที่เราไม่รู้แต่ขณะเดียวกันเราก็สามารถเรียนรู้จากมันได้จะทำให้เราไม่ทุกข์ สุดท้ายจึงนำมาสู่ความสมดุลของชีวิต

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนรู้สึกไม่สบายใจ อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังเสมอนะ ❤️

Read More
ศิลปะบำบัด art therapy

OOCAinterview: ART THERAPY ขอบเขตของเรานั้นสำคัญอย่างไร

วันนี้เราชวนคุณปัท เจ้าของ Studio Persona มาคุยกันเรื่องการรู้จักตัวเอง ซึ่งสามารถเป็นได้หลายอย่าง ทั้งการรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา รู้จักความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในชีวิตของเรา รู้ว่าเราต้องการอะไร แล้วจริงๆ เรากำลังเผชิญกับอะไร รู้ว่าเรามี support อะไรบ้างในชีวิต ซึ่งอาจเป็นครอบครัว เพื่อน คนรัก การนอน การปฏิเสธ นอกจากนี้การรู้จักตัวเองก็คือขอบเขตด้วย ซึ่งคุณปัทได้ย้ำว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อูก้าจะพาทุกๆ คนมารู้จักคำว่าขอบเขตในความหมายของคุณปัทกัน

ขอบเขตในความหมายของคุณปัท คือประสบการณ์ในการรับรู้ เช่น รับรู้ว่าไม่ปลอดภัย ไม่ถูกต้อง รับรู้ว่าเราต้องปฏิเสธ หรือมี action บางอย่างเพื่อให้ตนเองปลอดภัยมากขึ้น นอกจากขอบเขตทางร่างกายแล้ว ขอบเขตของจิตใจมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ทั้งนี้ขอบเขต อาจหมายถึงความพอดีในการพักผ่อน หรือมีระยะห่างจากงาน หรือความรับผิดชอบที่ถาโถมเข้ามา ขอบเขตที่เราสร้างเพื่อให้ทั้งกายและใจของเราได้พัก ได้ฟื้นฟู และยังสร้างสมดุลให้กับบุคคลได้ด้วย

นอกจากนี้ขอบเขตคือการอนุญาตให้ตนเองได้เล่า สะท้อน ระบายความรู้สึกในใจที่มีความหมายกับใครสักคนที่ไว้ใจได้ และไม่ตัดสินเรา เพื่อที่ขอบเขตจะได้สร้างประสบการณ์ที่ปลอดภัยทั้งกายและใจให้กับตัวเรา

การรับรู้ความรู้สึกว่าตอนนี้เราเหนื่อย เราล้า ไม่ไหวแล้ว ขณะที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั่นก็เป็นขอบเขตที่ตัวเราสามารถทราบได้เอง เช่น ในการทำ free writing ที่จะมีความต่อเนื่องในการเขียน เมื่อเรารับรู้ว่ามือล้า เราเลือกที่จะหยุดพักสักครู่ แล้วกลับไปเขียนต่อ นั่นก็เป็นการขอบเขตที่เรากำหนดเองได้เหมือนกัน ซึ่งยังคงไว้ถึงความต่อเนื่องของกระบวนการ

ดังนั้นไม่ว่าเราจะเลือกทำอะไร ถ้าเรารู้ลิมิต รู้ขอบเขตความสามารถทั้งกายและใจของเรา มันคงไม่ยากเลยที่เราจะพบความสบายใจและสุขมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

สามารถตามอ่านคอนเทนต์ในหัวข้อศิลปะบำบัดที่ผ่านมาได้ที่ ใส่ลิงก์โพสต์/blogสองอันที่แล้ว

หากใครกำลังทุกข์ใจ รู้สึกว่าขอบเขตที่เรามีมันกำหนดเองไม่ได้ เราอยากให้คุณสูดหายใจลึกๆ แล้วลองมาคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca กันนะ
อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังทุกคนเสมอนะ 😊

Read More
วิธีเยียวยาใจ จิตวิทยา

OOCAknowledge : How to take care of your MIND อย่าปล่อยให้หัวใจเราเจ็บ

เมื่อเราใช้หัวใจทำงานทุกวัน แน่นอนว่าก็ต้องมีเหนื่อยล้า อ่อนไหวเป็นธรรมดา อูก้าเลยมีวิธีดูแลใจง่ายๆ มาฝากกัน ประโยชน์ของการดูแลใจตัวเองให้เฮลตี้อยู่เสมอมีมากมาย เพราะนอกจากจะทำให้เราเป็นคนมีพลังงานบวกแล้ว ยังช่วยให้เรารับมือกับความเครียดได้ดี และสามารถเอาชนะช่วงเวลาที่อยากลำบากได้ด้วย ถ้าทำเป็นประจำรับรองว่าใจเราจะได้รับการฟื้นฟูและพักผ่อน เจออะไรก็ไม่หวั่น พร้อมที่จะลุยต่อแน่นอน อยากให้ทุกคนลองเอาไปทำตามดูนะ

1. สำรวจใจตัวเองว่าตอนนี้กำลังรู้สึกอะไร : เป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลยนะที่เราควรจะรู้อารมณ์ของตัวเอง ถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร?” ทบทวนอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ฉันเสียใจ โกรธ หรือน้อยใจกันแน่?” และที่สำคัญคือ “ฉันอยากให้คนรอบข้างทำอะไร?” เตือนตัวเองเสมอว่าการเดาใจเป็นเรื่องยาก การบอกออกไปตรงๆ นั้นง่ายกว่ารอให้อีกฝ่ายลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ

2. ลองไล่เรียงความคิดของตัวเองดู : อาจใช้การเขียนบันทึก ทำเป็นลิสต์ออกมาให้เห็นชัดเจน เมื่อเราเห็นภาพแล้วเราก็จะตอบคำถามที่ว่า “ฉันควรจัดการอารมณ์ตัวเองหรือแสดงออกให้เหมาะสมยังไงดี?”

3. จำกัดปริมาณการเสพข่าวสาร : ข้อนี้ช่วยได้มาก ทุกวันนี้เราเล่นมือถือจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้ว แถม fake news ก็เยอะแยะเต็มไปหมด บางทีเราอินกับเรื่องต่างๆ มากไป จนเกิดอารมณ์ลบๆ ขึ้นในใจตัวเอง ลดการเสพอะไรที่รบกวนใจบ้างก็ถือเป็นการดูแลใจไม่ให้ต้องทำงานหนัก

4. หาเวลาออกไปพบปะคนดีๆ : นัดเจอเพื่อน ใช้เวลากับครอบครัว หรือใครก็ตามที่ฮีลใจเราได้ก็ช่วยให้ใจรู้สึกดีไม่น้อย หลายคนเคยชินกับการอยู่กับตัวเอง คิดอะไรคนเดียว หาคำตอบด้วยตัวเอง จนลืมไปว่ามีใครอีกหลายคนพร้อมจะซัพพอร์ตและรับฟังเราอยู่ เราสามารถพึ่งพิงพวกเขาได้นะ

5. ปลดปล่อยอารมณ์ในใจ : หัวใจก็ไม่ต่างจากร่างกาย เรารับอะไรเข้ามาแล้วก็ต้องขับของเสีย ของไม่มีประโยชน์ออกไป อารมณ์อะไรที่ไม่ healthy ไม่ดีกับใจ ต้องถูกกำจัด! ไม่ว่าจะร้องไห้ ระบาย โวยวาย ก็ย่อมทำได้ เราควรมีช่วงเวลาบ้าๆ ให้ตัวเองได้ปลดปล่อยสิ่งที่มันค้างคาดูบ้าง แล้วใจเราจะเบาขึ้น

6. ทำบางอย่างด้วย passion เต็มร้อย : จะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็ไม่สำคัญ ขอแค่คุณมีแพชชั่นกับสิ่งนั้นเต็มร้อย ลองทุ่มลงไปทั้งใจ แล้วคุณจะรู้สึกดีกับตัวเองเมื่อเห็นมันเป็นรูปเป็นร่าง ไม่จำเป็นต้องได้อะไรกลับมาเป็นรูปธรรมหรือเป็นเงินทอง แต่ความภูมิใจนี่แหละที่ช่วยเติมพลังได้ดีที่สุดเลย

ทุกการเดินทางไม่ได้ใช้แค่แรงกาย แต่ใจเรานี่แหละที่จะขับเคลื่อนทุกอย่าง ทุกความตั้งใจ เคล็บลับง่ายๆ แบบนี้คงไม่ยากเกินไป ถ้าเราจะหันกลับมาดูแลใจให้แข็งแรงกันนะ อูก้ายังอยู่ตรงนี้และยินดีช่วยคุณในเรื่องของใจเสมอ ในเวลาที่คุณต้องการใครสักคนอย่าลืมคิดถึงอูก้าเป็นคนแรก

อ้างอิงจาก

https://www.mhanational.org/taking-good-care-yourself

blog.thefabulous.co

Read More
สัตว์เลี้ยงเยียวยาใจเราได้ จิตวิทยา

OOCAknowledge: เหงาๆสิ้นปี ขอบคุณน้องที่ช่วยเยียวยาใจ ของเราด้วยนะ

มีอยู่จริงนะ เพื่อนที่มองตาแล้วรู้ใจ เขาอาจจะไม่ได้มาในรูปแบบคน แต่เป็น “สัตว์เลี้ยง” น่ารักของเรานั่นเอง เคยสังเกตไหมว่าเวลาเราพูดอะไร ทำไมน้องถึงดูเข้าใจเรา อย่างวันที่เราแฮปปี้น้องก็ดูจะคึกมากๆ แต่ในวันที่เราเศร้าน้องก็หงอยไปด้วย ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก เพราะสัตว์เลี้ยงและเจ้าของมีสายสัมพันธ์ต่อกันจริงๆ

งานวิจัยมากมายยืนยันว่าการมีสัตว์เลี้ยงส่งผลดีต่อการเติบโตของคนเรา Professor William Chopik บอกว่า “เมื่อมนุษย์เจอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆในชีวิต ลักษณะบุคลิกภาพอาจจะเปลี่ยนไปด้วย เราพบว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับสุนัขเช่นกันและอยู่ในระดับที่มากจนน่าตกใจ ซึ่งเราคาดหวังว่าบุคลิกของสุนัขจะค่อนข้างคงที่เพราะพวกมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบสัตว์ป่า แต่จริงๆแล้วมันเปลี่ยนไปมากและมีความคล้ายคลึงกับเจ้าของของมัน”

ข้อดีของการมีสัตว์เลี้ยง คือ ช่วยให้สุขภาพหัวใจดีขึ้น ช่วยลดอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและช่วยลดความเครียด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสัตว์เลี้ยงต้องการการออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้เป็นกิจกรรมที่มักทำร่วมกับเจ้าของ ที่สำคัญเลยคือช่วยซัพพอร์ตด้านอารมณ์ ในบางครั้งที่เราไม่อยากติดต่อกับโลกภายนอก สัตว์เลี้ยงทำให้เรารู้สึกว่ายังมีสายสัมพันธ์กับสิ่งอื่นนอกจากตัวเอง

เวลาที่เราล้มลงหรือรู้สึกกังวลกับการเผชิญโลกภายนอก รู้ไหมว่าสัตว์เลี้ยงมีบทบาทอย่างมากในการดึงเรากลับมา มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการที่สุนัขช่วยคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ในต่างประเทศมีสุนัขหลายสายพันธุ์ที่นิยมถูกฝึกให้เป็นสัตว์เลี้ยงบำบัดคอยช่วยดูแลจิตใจ เพราะคนที่ป่วยใจมักหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกและความเจ็บปวดทั้งหลาย สุนัขช่วยทำลายวงจรนั้นได้ด้วยการมอบความเป็นเพื่อนที่ปลอบโยนและความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าของ

การศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและสัตว์เลี้ยงบำบัด ได้ผลสรุปว่าคนที่เป็นซึมเศร้าแต่มีสัตว์เลี้ยงจะมีอาการดีขึ้นและมีอัตราการตอบสนองต่อการรักษาสูงกว่าคนที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง ลึกๆ แล้วคนที่มีปัญหาทางใจอาจต้องการที่พึ่งและคนที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน ซึ่งการอยู่กับสัตว์เลี้ยงสามารถทำให้รู้สึกว่าเป็นตัวเองได้ อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้เจ้าของยังผูกมิตรกับคนอื่นๆ ได้ผ่านความสนใจร่วมกัน อย่างเวลาเจอคนที่เป็นทาสแมวเหมือนกันก็ถือเป็นการหาพื้นที่สบายใจใหม่ๆ และเป็นมุมที่รู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ตรงนั้น

ที่ผ่านมาเราอาจไม่ทันสังเกตว่าคนที่อยู่เคียงข้างเราในทุกช่วงเวลาก็คือสัตว์เลี้ยงนี่แหละ สำหรับบางคนสัตว์เลี้ยงอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ความท้าทายของเจ้าของคือการเข้าใจถึงขอบเขตระหว่างความต้องการของเราเองและความต้องการของน้องๆ ที่เรารัก ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ต้องรักและดูแลใส่ใจซึ่งกันและกัน หากเห็นคุณค่าของอีกฝ่ายก็จะนำไปสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขมากขึ้นทั้งเราและสัตว์เลี้ยง

ปลายปีอาจเป็นช่วงที่เราเหงาเป็นพิเศษ แต่น้องหมาน้องแมวหรือสัตว์แสนรักก็ยังอยู่ข้างๆ เรา อย่าลืมขอบคุณกันและกันที่ผ่านปีนี้มาได้ กอดตัวเองแล้วอย่าลืมหันไปกอดน้องให้แน่นๆเลยนะ

อูก้าเป็นอีกหนึ่งคนที่พร้อมจะอยู่ข้างๆ และรับฟังคุณ ไม่ว่าจะสุขเศร้าหรือเหงาใจ ทุกปัญหาเรายินดีให้คำปรึกษาเสมอ ทักมาพูดคุยกับพี่ๆ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้นะคะ

อ้างอิงจาก

https://www.rover.com/blog/service-dogs-depression-anxiety/

https://www.psychologytoday.com/us/blog/lets-reconnect/201812/3-ways-your-pet-can-heal-your-mind-and-body

https://www.earth.com/news/dogs-adopt-same-personality-owners/

Read More
Skinship คืออะไร วิธีเติมกำลังใจ

OOCAstory : Skinship สักหน่อย แทนการให้กำลังใจ

“เหนื่อยหรือเปล่า? เธอเป็นอะไรมั้ย? มีอะไรเล่าให้ฟังได้นะ เราเป็นกำลังใจให้”

คำพูดเหล่านี้คงเป็นเหมือนยาดี ๆ ที่ช่วยรักษาให้กับคนที่กำลังท้อแท้และขาดกำลังใจ ในวันที่เขาต้องเจอกับเรื่องผิดหวังมากมาย การพูดแสดงถึงความเป็นห่วงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้มากแล้วนะ

วันที่เราอยู่ไกลกัน เราก็ยังพิมพ์ให้กำลังใจกันได้ผ่านตัวอักษรเป็นข้อความ และในวันที่เราอยู่ข้างกัน เราก็สามารถปลอบโยนเขาด้วยคำพูดดี ๆ ได้อย่างเต็มที่ หลากหลายวิธีที่เราสามารถแสดงถึงกำลังใจและความรู้สึกเป็นห่วงให้กับเขา แต่รู้หรือเปล่า ยังมีอีกวิธีที่สามารถส่งผ่านความรู้สึกจากเราไปหาเขาได้โดยตรงเลยนะ นั่นคือการ “skinship” ไงล่ะ

ในการสื่อสารความรู้สึกที่เรามีออกมาให้คนรอบข้างได้รับรู้ นอกจากจะใช้การพูดและการพิมพ์เป็นข้อความแล้ว การสัมผัสร่างกายก็เป็นอวัจนภาษาที่สามารถสื่อสารได้เป็นอย่างดี เคยหรือเปล่าที่เราเผลอไปสัมผัสตัวคนที่เราแอบปลื้มแล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันที หรือจะเป็นตอนที่เรากอดกับใครสักคนแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ สิ่งนี้แหละที่แสดงให้เห็นถึงพลังและความรู้สึกของการ skinship ถ้าเราเจอคนรอบข้างที่ต้องการกำลังใจอยู่ ลองใช้วิธีนี้แทนการให้กำลังใจเขาดูนะ

สำหรับบางคน การสื่อสารความรู้สึกด้วยการสัมผัสร่างกายก็เป็นอะไรที่เคอะเขินเกินกว่าจะทำได้ง่าย ๆ ใช่ไหม เป็นเรื่องปกติที่จะมีปัจจัยอื่นเข้ามาทำให้เราไม่กล้า skinship กับใคร เช่น ไม่กล้าเพราะคิดว่ายังไม่สนิทกันมากพอ หรืออาจจะเพราะว่าเราเป็นผู้ชาย และอาจเพราะแสดงสิ่งเหล่านี้ไม่บ่อย แต่รู้หรือเปล่า ว่าการ skinship แทนการให้กำลังใจก็มีหลากหลายวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละคนออกไป สำหรับผู้ชาย การใช้แขนโอบไหล่เพื่อนของเรา ตบบ่าเบา ๆ สักหน่อย ก็ถือเป็นการให้กำลังใจที่ดูเข้ากับเราดีนะ และสำหรับผู้หญิงทุกคน การเอามือของเราไปจับมือเพื่อนพร้อมทั้งพูดให้กำลังใจ ก็เป็นภาพที่ดูจริงใจและน่ารักมาก ๆ เลย หรือใครที่คนในครอบครัวของเรากำลังเศร้า การเข้าไปกอดหรือหอมแก้มกันเล็กน้อยก็ช่วยเติมเต็มกำลังใจให้เขาได้เป็นอย่างดีทีเดียว

เห็นไหม ไม่ว่าเราจะเป็นใครหรือสถานะไหน เราก็สามารถหาวิธีให้กำลังใจคนรอบข้างของเราด้วยการ skinship ได้ เพราะทั้งหมดแล้วก็เป็นเรื่องของความรู้สึกที่ดีทั้งนั้นเลย โอบเพื่อนบ้างหรือลองจับมือกันบ้าง กอดแฟนของเราเอาไว้ และหอมแก้มคุณพ่อคุณแม่สักครั้ง เพราะพวกเขาต้องการสิ่งนี้ และรับรองว่าพวกเขาจะต้องได้รับกำลังใจจากเราอย่างแน่นอน

อย่าอายไปเลยนะ ลอง skinship ดูสักหน่อย เพราะกำลังใจเล็กน้อยจากเรา อาจมีความหมายที่ยิ่งใหญ่กับใจของเขาก็ได้ และใครที่กำลังเจอปัญหาอยู่ อูก้าก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุก ๆ คน ถ้าอยากได้คำแนะนำจากเราก็สามารถทักมาหาเรา หรือปรึกษากับจิตแพทย์ผ่านแอปพลิเคชั่น OOCA ได้เลย เราคอยรับฟังทุกคนเสมอ 🙂

Read More
คลิปหมา คลิปแมว ประโยชน์ของสัตว์เลี้ยง

OOCAknowledge: Pet Therapy คลิปหมาแมวที่ดูทั้งวัน ก็ยังดีต่อใจ

ในอินเทอร์เน็ตไม่ได้มีแต่เรื่องราวหนักๆที่ทำให้เราปวดหัวเท่านั้น แต่มุมที่เราสบายใจก็มีไม่น้อยนั่นคือมุมของสัตว์น่ารักๆ ที่ดูไปยิ้มไป จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร รู้ตัวอีกทีก็อดเอามือไถดูรูปดูคลิปไปเรื่อยๆ อยู่หลายนาที ซึ่งต้องบอกว่าการดูเนื้อหาเบาๆ อบอุ่นใจแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่มันมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่นะ

เราอาจไม่เคยคิดมาก่อนว่าเวลาที่เราเลื่อนดูข่าวหรือไถ New Feeds สมองของเรากำลังถูกครอบงำอยู่ ซึ่งมีการศึกษามากมายที่ยืนยันว่าโซเชียลมีเดียหลายรูปแบบสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียด แม้จะเป็นเนื้อหาทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับชีวิตเราโดยตรงก็ตาม American Psychological Association (APA) เปิดเผยว่าหลายคนคิดว่าการโพสต์ข้อความทางการเมืองและบทสนทนาในโลกออนไลน์เป็นสาเหตุสำคัญของความเครียดในชีวิต ยิ่งไปกว่านั้น “การเปรียบเทียบทางสังคม” ที่เราเห็นบ่อยๆ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น พอนานๆ ไปเราก็ซึมซับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นดูถูกตัวเอง ขาดความมั่นใจและเป็นสาเหตุหลักของความเครียด

ข้อมูลจาก University of Leeds และ Western Australia Tourism บอกว่าการดูคลิปและภาพสัตว์น่ารัก อย่างลูกแมว ลูกสุนัข ลูกกอริลล่า เป็นเวลา 30 นาที ส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวลได้ ซึ่งหลายคนชอบคลิปวิดีโอมากกว่าภาพนิ่ง โดยเฉพาะการเห็นสัตว์มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์

มีงานวิจัยที่บอกว่าการรับชมเนื้อหาประเภท “fluffy” หรือที่เปรียบเหมือนน้องฟูฟ่องเนี่ย ช่วยทำให้อารมณ์ดีและลดความเครียดได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพในความสัมพันธ์ของเราได้ด้วย สอดคล้องกับที่ James McNulty จาก Florida State University พบว่า การใช้ภาพถ่ายสัตว์ที่น่ารักช่วยเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตสมรสได้ โดยนักวิจัยได้สอบถามคู่รัก 144 คู่ที่แต่งงานกันมาไม่ถึง 5 ปี และให้คู่รักแต่ละกลุ่มดูภาพต่างๆ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ คู่รักในกลุ่มทดลองที่เห็นรูปภาพคู่สมรสฉายพร้อมกับรูปภาพสัตว์น่ารัก มีการตอบสนองเชิงบวกต่อคู่สมรสและยังแสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจต่อการแต่งงานและการปรับปรุงในระดับที่สูงกว่ากลุ่มอื่น

วิดีโอเชิงบวกเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นอารมณ์ด้านดีที่มีผลมากๆ พบว่ามีประสิทธิภาพกว่าดนตรีและเทคนิคอื่นๆ การศึกษาของนักวิจัยชาวญี่ปุ่น Hiroshi Nittono พบว่าผู้เข้าร่วมที่ดูภาพลูกสุนัข วิดีโอ Grumpy Cat หรือดูกล้องแพนด้าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ทักษะและสมาธิ เพราะการดูวิดีโอสัตว์ช่วยให้โฟกัสของเราแคบลง จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น

การเพลิดเพลินกับคลิปน้องๆ เป็นรางวัลสำหรับตัวเราเอง ไม่ใช่เรื่องเสียเวลาหรือไร้สาระ หากเทียบกับเวลาที่เราใช้บนโลกออนไลน์ทั้งหมด อย่าลังเลที่จะดูเพื่อปรับอารมณ์และลดความเครียดให้ตัวเอง เพราะคลิปหมาแมวยังช่วยในเรื่องของสมาธิและช่วยให้เรายืดหยุ่นมากขึ้นด้วย

ลองหาคลิปหมาแมวหรือสัตว์อื่นๆ ที่คุณชอบมาดู เพื่อเยียวยากันนะ ไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายแค่ใช้เวลาว่างของคุณเพลิดเพลินไปกับสิ่งสวยงามและอ่อนโยน รับรองว่าดีต่อใจแน่นอน

อูก้าหวังว่าทุกคนได้ชาร์จพลังใจเพื่อสู้ต่อไปนะ ถ้าอยากพูดคุยกับเราสามารถนัดปรึกษากับจิตแพทย์และนักจิตยาได้เลย เราพร้อมรับฟังคุณเสมอ

อ้างอิงจาก

https://www.rover.com/blog/service-dogs-depression-anxiety/

https://edition.cnn.com/2020/09/27/us/watching-cute-animals-study-scn-trnd/index.html

https://www.washingtonpost.com/lifestyle/wellness/cute-funny-animal-video-pandemic/2020/06/26/d253d9ae-b712-11ea-a8da-693df3d7674a_story.html

https://www.verywellmind.com/stress-relieving-benefits-of-watching-cute-animal-videos-4150074

Read More
cover นักจิตวิทยา

นักจิตวิทยาคลินิก และ นักจิตวิทยาการปรึกษา ต่างกันอย่างไร

หลายๆ คนอาจมีความสงสัยกันว่า นักจิตวิทยาในประเทศไทย บางครั้งก็เรียกนักจิตวิทยาคลินิก บางทีก็เรียกนักจิตวิทยาการปรึกษา มันเหมือนกัน หรือว่าต่างกันอย่างไร วันนี้อูก้าจะมาช่วยไขข้อข้องใจนั้นให้เพื่อนๆ กัน

Read More
cover - mindfulness

Mindfulness แค่มีสติก็ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้

วันนี้เราพาเพื่อนๆ มารู้จัก Mindfulness หรือ “สติ” ที่เป็นการรับรู้ต่อประสบการณ์และกระบวนการต่างๆ ของจิตที่เกิดขึ้นในสภาวะปัจจุบันขณะ โดยไม่ได้ปนกับประสบการณ์เก่า ความกังวลถึงอนาคต หรืออยู่ในสภาวะหลุดลอย สติจะนำบุคคลออกจากสภาวะหลุดลอย ซึ่งคือ ความคิดที่เป็นอัตโนมัติ การตอบสนองโดยอัตโนมัติ และแบบแผนของพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ สามารถย่อยให้เข้าใจง่ายๆ คือ Mindfulness มีหลักพื้นฐาน ได้แก่ การฝึกกำกับความสนใจ และฝึกสังเกตพฤติกรรมของตนเอง

Read More
  • 1
  • 2