โควิด เครียด ฆ่าตัวตาย

เมื่อโควิดทำให้คนคิด..ฆ่าตัวตาย สัญญาณอันตรายที่ต้องระวัง!

สถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 นำมาซึ่งความรู้สึกวิตกกังวลและความรู้สึกสิ้นหวังของใครหลาย ๆ คน จนทำให้เราได้ยินข่าวเศร้าของคนที่ตัดสินใจ “ฆ่าตัวตาย” จากสถานการณ์อันน่าหดหู่ใจที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งเหตุผลในการเลือกจากไปก็มีความเชื่อมโยงกับ “โควิด” ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง หวาดกลัวที่จะป่วยหรือจะกลายเป็นภาระของคนรอบข้าง ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโควิดไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงร่างกาย แต่ส่งผลกระทบต่อจิตใจในระดับที่ทำให้หลายชีวิตต้องจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

“ความเครียดพุ่งสูง ยอดฆ่าตัวตายเพิ่ม สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง”

ย้อนไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เห็นข่าวของการฆ่าตัวตายที่มีเหตุผลเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิดอยู่หลายครั้ง ซึ่งสิ่งที่น่าเศร้าคือโควิดทำให้เกิดความเครียดที่พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง จนทำให้หลายคนเกิดความเครียดสะสม และเมื่อรู้สึกว่าไม่เห็นทางออกใด ๆ การฆ่าตัวตายจึงกลายมาเป็นทางออก

ซึ่งปัญหาอัตราการฆ่าตัวตายในช่วงสถานการณ์โควิดนั้นเกิดขึ้นทั่วโลก และตัวเลขกำลังไต่ระดับขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ จุดเริ่มต้นของปัญหานี้หลัก ๆ มาจากความเครียดที่พัฒนาไปเป็นความกังวล ความสิ้นหวัง และความรู้สึกแตกสลายจากการที่โควิดพรากเอาทั้งหน้าที่การงาน ครอบครัว และชีวิตความเป็นอยู่ให้เปลี่ยนไปตลอดกาล นับว่าเป็นอีกวิกฤตหนึ่งที่เราควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังมีตัวเลขอัตราการฆ่าตัวตายในปีหลัง ๆ สูงขึ้นเช่นกัน

“ยิ่งโควิดระบาดยาวนาน คนที่ได้รับผลกระทบและเสี่ยงฆ่าตัวตายยิ่งขยาย”

โดยอธิบดีกรมสุขภาพจิต พญ.พรรณพิมล วิปุลากร เคยให้ข้อมูลการติดตามอัตราการฆ่าตัวตายของคนไทยกับทางไทยรัฐออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ไว้ว่า คนไทยมีอัตราการฆ่าตัวตายที่ค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้น โดยในปี 2563 มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงถึง 7.3 คนต่อแสนประชากร โดยกลุ่มเสี่ยงที่ฆ่าตัวตายมีปัจจัยมาจากกลุ่มผู้มีปัญหาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด กลุ่มผู้เจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีปัญหาสุขภาพจิต หรือมีภาวะซึมเศร้า และกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ

ซึ่งในช่วงปี 2563 กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และเป็นกลุ่มที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้เราอาจจะเรียกได้ว่า “ยิ่งโควิดยาว ยิ่งทำให้กลุ่มขยาย” เพราะคนกลุ่มนี้คือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หลายคนกลายเป็นคนว่างงาน หลายคนสถานะการเงินไม่ดีอยู่แล้วก็ยิ่งโดนเหยียบซ้ำไปใหญ่ สุดท้ายก็กลายเป็นหนึ่งคนที่เลือกการฆ่าตัวตายเป็นคำตอบให้ตัวเอง

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคนรอบข้างอาจคิด ‘ฆ่าตัวตาย'”

ในสถานการณ์โควิดแบบนี้ การสังเกตสัญญาณอันตรายสู่การฆ่าตัวตายจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก โดยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึงสัญญาณของการฆ่าตัวตายที่สามารถสังเกตได้ เช่น

🙅🏻‍♂️ เริ่มแยกตัวออกจากสังคม อยู่โดดเดี่ยว

🤐 ไม่พูดกับใคร ไม่ติดต่อกับใคร

😩 มีอาการนอนไม่หลับเป็นเวลานาน

😰 หน้าตาเศร้าหมอง อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา

🤯 มีความวิตกกังวลถึงสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่สามารถปล่อยวางได้

😭 ชอบพูดว่าอยากตายหรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือบางครั้งก็โพสต์ข้อความสั่งเสีย

😤 บางรายอาจจะมีอารมณ์ที่แปรปรวน เช่น จากที่เคยเศร้ามานาน ก็กลายเป็นสบายใจอย่างผิดหูผิดตา

“คนใกล้ชิดช่วยได้ เป็นที่พักใจให้เบื้องต้น”

สัญญาณการฆ่าตัวตายเหล่านี้ หากญาติพี่น้องหรือคนสนิทพบเจอจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้นหากเราพบสัญญาณการคิดฆ่าตัวตายจากคนใกล้ตัว เราอาจจะให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ดังนี้

  1. แสดงความเต็มใจช่วยเหลือ

สิ่งแรกที่เราสามารถทำได้คือการแสดงความเต็มใจช่วยเหลือ เพราะสิ่งหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้คนอยากฆ่าตัวตายตัดสินใจทำให้สำเร็จ ก็คือความรู้สึกเป็นภาระต่อคนรอบข้าง หลายคนที่ฆ่าตัวตายคิดว่าสิ่งนี้จะช่วยจบปัญหาให้กับเขาและคนรอบข้างได้ ย่ิงในสถานการณ์โควิดความรู้สึกสิ้นหวังก็ยิ่งสูงขึ้น ปัญหาอันเนื่องมาจากโควิดก็มากขึ้น ทำให้คนอยากฆ่าตัวตายอาจจะมีมากขึ้นตามไปด้วย

  1. ตั้งใจรับฟัง

ถ้าเราเจอกับสถานการณ์คนใกล้ตัวอยากฆ่าตัวตายแล้วไม่รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร ให้เราตั้งใจรับฟัง สนใจกับสิ่งที่เขาพูดอย่างจริงจังโดยไม่ตัดสินไปว่าปัญหานั้นเล็กหรือใหญ่ หลาย ๆ คนที่เผชิญกับสถานการณ์ที่คนใกล้ตัวคิดอยากฆ่าตัวตายอาจจะไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่คุณทำได้ก็คือ “การฟัง” ให้อีกฝ่ายได้ระบายปัญหาโดยมีเรารับฟังอย่างจริงใจ

  1. ถามให้เล่า ชวนสะท้อนความคิด

ใช้วิธีการทวนคำพูดของพวกเขา เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจรับฟัง ตั้งใจรับรู้ความรู้สึกและพยายามที่จะเข้าใจเขา พยายามให้เขาพูดเล่าเรื่องราว ความรู้สึกคับข้องใจที่เกิดขึ้นว่าเพราะอะไรที่ทำให้เขาอยากฆ่าตัวตาย สิ่งใดที่ป้องกันไม่ให้เขาฆ่าตัวตาย

4. ภาษากายนั้นสำคัญ

แสดงความเห็นอกเห็นใจผ่านทั้งสีหน้าและภาษากายว่าเราตั้งใจฟังเขาจริง ๆ ไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน ไม่พูดปัดความรู้สึกของคนที่อยากฆ่าตัวตายว่าเป็นเรื่องที่เล็กน้อย

5. ระวังคำพูดท่ีใช้

เช่น “ดูสิว่าคนนั้นยังผ่านไปได้” ซึ่งจะกลายเป็นการตัดสินว่าคนที่อยากฆ่าตัวตายไม่เข้มแข็งพอ “อย่าไปคิดมากเลย” ซึ่งกลายเป็นว่าเขาผิดใช่ไหมที่คิดมากไปจนอยากฆ่าตัวตาย ให้โอกาสเขาได้ระบายความทุกข์ ที่ทำให้เขาได้ปลดปล่อยความคิดอยากฆ่าตัวตายออกมา และทำให้รู้สึกว่ายังมีคนรับฟังและเคียงข้างเขา

“ช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว ต้องติดต่อแหล่งช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพื่อป้องกันและยับยั้งการฆ่าตัวตายสำเร็จ”

วิธีการ 5 ข้อที่เราแนะนำเป็นเป็นเพียงสิ่งที่เราสามารถทำเองได้เพื่อยับยั้งการฆ่าตัวตายเบื้องต้น แต่อีกสิ่งที่สำคัญคือการติดต่อหาแหล่งช่วยเหลืออย่างจริงจัง เพราะความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นและจะหายไปเองได้ตลอด ซึ่งเราสามารถช่วยเหลือต่อไปได้ดังนี้

1. พาไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายทุกรายต้องได้รับการตรวจประเมินสภาพจิต เพราะอาจจะเกิดจากการป่วยเป็นโรคจิตเวชบางประการ เช่น โรคซึมเศร้า ไบโพล่าร์ ซึ่งต้องได้รับการบำบัดรักษาและดูแลอย่างต่อเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญ

2. กระตุ้นให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญอาจจะแนะนำให้คนใกล้ตัวชวนผู้ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบางอย่างให้ดียิ่งขึ้น เช่น ชักชวนให้ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ได้ติดต่อสื่อสารกับผู้คน เน้นการดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น

3. ติดตามการรักษา

หลังจากที่ได้พบแพทย์และได้รับยาหรือวิธีการบำบัดมา คนใกล้ชิดก็ควรจะช่วยตรวจสอบว่าเขาได้ทำตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ หากอาการไม่ดีขึ้นต้องรีบแจ้งแพทย์ทันที

“ไม่ได้มีความคิดอยากฆ่าตัวตายก็พบจิตแพทย์ได้”

รู้ไหมว่า คนทั่วไปก็สามารถเข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์ได้ด้วยเช่นกัน เพราะการเข้าพบจิตแพทย์ช่วยให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้นได้ ทำให้เรามีความเข้าใจใจตนเองมากขึ้น ผ่านการพูดคุยกับจิตแพทย์ที่จะทำหน้าที่สะท้อนความรู้สึกของเรา ทำให้เรามองเห็นตัวเอง ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น

ซึ่งการยอมรับตัวเอง นับว่าเป็นด่านแรกของการแก้ไขปัญหา และยังทำให้คนรอบข้างเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น การยอมรับตัวเองของคนที่คิดฆ่าตัวตายก็จะนำไปสู่การบำบัดและรักษาที่จะทำให้อาการบรรเทาลง ถึงแม้ว่าความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายอาจจะไม่ได้หายไปในทันทีทันใด แต่ก็อาจจะทำให้รู้สึกทุกข์ทรมานน้อยลง เพราะได้ผู้รับฟังที่เชี่ยวชาญในการดูแลใจคอยอยู่เคียงข้าง

ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ยากลำบากนี้ หากคุณ หรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นอีกคนที่รู้สึกทุกข์ใจจนเคยคิดอยากฆ่าตัวตาย อูก้าขอจับมือคุณไว้แน่น ๆ และขอโอบกอดให้กำลังใจ คุณสามารถติดต่อเรามาได้เสมอ อูก้าและทีมนักจิตวิทยาแลทีมจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมรับฟังคุณจากหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทำให้ใจของคุณหนักแค่ไหน ให้เราได้ช่วยคุณบรรเทาความรู้สึกตรงนี้ลงนะคะ คุณมีเราเคียงข้างเสมอ


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/sccovid19blog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์ #COVID19

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.moph.go.th/index.php/news/read/222

https://www.cigna.co.th/health-wellness/tip/jigsawforgoodlife-ep4

https://www.hfocus.org/content/2019/09/17809

https://www.thairath.co.th/news/society/2025792

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1134

https://www.facebook.com/740509479323038/posts/3345507885489838/

Read More
extrovert ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

Extrovert ขอพักใจ “ฉันเองก็เหนื่อยได้ ร้องไห้เป็น”

หลังจากพูดในมุมของ Introvert กันไปแล้ว วันนี้อูก้าขอส่งเสียงแทนใจชาว Extrovert ท่ีดูจะแฮปปี้กับการมี activity รอบตัว แต่ใครเลยจะรู้ว่า Extrovert ก็มีมุมส่วนตัวไว้พักใจในวันที่เหนื่อยล้าเหมือนกัน อาจเพราะความร่าเริงและเข้ากับคนอื่นได้ดี ปรับตัวเก่ง ทำให้ภาพจำของเหล่า Extrovert คือคนที่เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ด้วยสีหน้าร่าเริง

ลึก ๆ แล้วเราเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่เคยเป็นทุกข์หรือเสียน้ำตาเลย เพียงแต่ความคิดของ Extrovert ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก มักจะแสดงออกตรง ๆ (เป็นส่วนใหญ่) จึงทำให้มีทักษะในการเข้าสังคมสูง เหมาะจะเป็นผู้นำและจุดรวมความสนใจ ลักษณะเด่น ๆ ที่กล่าวมา อาจจะไม่ได้มีใน Extrovert ทุกคน แต่ก็เป็นสิ่งที่คนภายนอกคาดหวังเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ จนคิดว่าพวกเขาต้องทำทุกอย่างได้ดีและกระตือรือร้นอยู่เสมอ

หรือมนุษย์ยึดติดกับการจัดกลุ่มคนเป็นประเภทต่าง ๆ มากเกินไป ทั้งที่เราอาจไม่จำเป็นต้องนิยาม

เพราะสุดท้ายแล้วคนเราก็คือเหรียญสองด้าน มีทั้งความ Introvert และ Extrovert อยู่ในตัว ถ้าเราติดภาพว่าคน Extrovert มีอะไรจะต้องแสดงออก เป็นคนเปิดเผย แก้ปัญหาเก่ง แล้ววันหนึ่งหากเขาไม่เป็นแบบนั้น ความเข้าใจของเราอาจถูกบิดเบือนจากอคติก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นเราเคยเห็นเพื่อนที่จับไมค์ร้องเพลง ทำให้เวลาปาร์ตี้ทุกคนจะร้องเรียกให้คน ๆ นี้ขึ้นเวทีตลอด แต่วันหนึ่งเขาอาจจะไม่พร้อมหรือไม่สบายใจที่จะร้องเพลง หลายคนกลับแปลกใจ สับสนที่เพื่อนปฏิเสธและอยากจะนั่งอยู่เฉย ๆ

หากทบทวนดูแล้ว ทำไมทุกคนต้องมองว่าสิ่งที่เกิดเป็นเรื่อง “แปลก” ทั้งที่อาจจะเป็นคนรอบข้างเองก็ได้ที่ไปยึดติดว่าทุกงานรื่นเริงคน ๆ นี้จะต้องขึ้นมาแสดงอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ใช่เขาที่เปลี่ยนไปหรือไม่เป็นตัวเอง เพียงแต่นั่นคืออีกด้านหนึ่งของเขาหรือเป็นวิธีที่เขาเลือกรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ต่างหาก ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบปักธงว่า Extrovert ต้องเฮฮา อยู่ในงานสังคมตลอดเวลา Extrovert บางคนก็ชอบเป็นผู้ตามและรับฟังได้ดี พวกเขาสามารถใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้เหมือนกัน

แล้วในวันที่เสียใจ เหนื่อยล้า พวกเขาเป็นอย่างไร ?

ต้องบอกว่าเหมือนคนทั่วไปที่ต้องใช้เวลา ไม่มีวิธีตายตัวว่า Introvert ทุกข์ใจแล้วจะเก็บตัว ส่วน Extrovert ต้องอยากออกไปเจอผู้คน มีคนอยู่ด้วยเวลาเสียใจ ทุกคนคือมนุษย์ธรรมดาที่เสียใจได้ ร้องไห้เป็น แล้วทำไมเราถึงมองว่าถ้า Extrovert ร้องไห้มันดูเป็นเรื่องใหญ่และหนักหนากว่า ทั้งที่เราต่างมีมุมอ่อนแอกันทั้งนั้น ไม่ผิดเลยถ้าเราอยากรับมือกับความเสียใจด้วยการอยู่คนเดียว ปลดปล่อยอารมณ์หรือร้องไห้ดัง ๆในวันที่เหนื่อยล้าเราก็แค่เลือกสิ่งที่เราทำแล้วสบายใจ หรือหาทางออกให้ตัวเองในแบบที่เราโอเคที่สุด ซึ่งการอยู่กับตัวเองอาจจะดูเหมือนทำได้ง่าย แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่หลายคนต้องเรียนรู้ วันนี้เราจึงมีเทคนิคเล็กน้อยมาฝากกัน เพื่อช่วยในการปรับตัวและหาจุดสมดุลของใจให้ตัวเอง ได้แก่

🧐 ตั้งเป้าหมายที่อยู่บนความเป็นจริง

✍🏻 จัดลำดับของชีวิต มีเวลาให้สิ่งที่ชอบ

🤔 หมั่นสำรวจอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง

🤗 ขจัดความคิดลบที่เข้ามา หลีกเลี่ยงความ ‘ไม่ดี’

💪🏻 พักผ่อน ออกกำลังกาย ห้ามลืมนะ !

🥰 ใช้เวลาเพื่อรู้จักตัวเองมากขึ้นและยอมรับในสิ่งที่เป็น

🎁 ให้รางวัลตัวเองบ้าง

💙 หาสมดุลให้ใจ ใช้ทั้งอารมณ์และเหตุผลไปด้วยกัน

ธรรมชาติของคนหนึ่งคน ประกอบขึ้นจากหลายสิ่งหลายอย่าง ประสบการณ์ ทัศนคติ วิธีการมองโลก ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุขและสบายใจ ลองฝึกให้ตัวเองสามารถหาจุดกึ่งกลางของชีวิต เพื่อให้สุขภาพใจเราแข็งแรงอยู่เสมอ

หากใครมีเรื่องรบกวนใจ อยากเทขยะในใจทิ้งไปบ้าง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ให้อูก้าเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการดูแลความรู้สึก สามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้ตลอดเวลา สะดวกทุกที่เพียงแค่มีอูก้าไว้เป็นเพื่อนคุย เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAstory

———————————————————–
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/etvblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

อ้างอิงจาก

https://faithandbacon.com/living-with-yourself/

Read More
introvert ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

แปลกตรงไหนที่ Introvert จะโหยหาคนอื่นบ้าง?

“เป็น introvert หรอ แบบนี้ก็ชอบอยู่คนเดียวหน่ะสิ”

มนุษย์เราชอบการแบ่งพรรคจัดกลุ่มมาแต่ไหนแต่ไร ใช้สารพัดวิธีในการรวมคนที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน ตามเชื้อชาติบ้าง ศาสนาบ้าง ความชอบบ้าง ปัจจุบันเราก็นิยมการทำแบบทดสอบ MBTI เพื่อบอกว่าคนนี้นิสัยพื้นฐานเป็นแบบนี้เหมาะกับอาชีพอะไร ใครเข้ากับใครได้บ้าง จนเกิดคำถามยอดฮิตว่า “คุณเป็น introvert หรือ extrovert ?”

.

อธิบายง่าย ๆ ลักษณะ introvert จะรักสันโดษ ชอบความสงบ แสดงออกในแบบพอดี มักจะคิดก่อนทำ ชาร์จพลังด้วยการอยู่คนเดียวหรือการทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้เกลียดการเข้าสังคมหรือขี้อาย เพียงแต่สบายใจกับการคิดและอยู่กับตัวเอง คน introvert นั้นใส่ใจคนรอบตัวและอ่อนไหวลึกซึ้ง ตรงกันข้ามคนที่เป็น extrovert นั้นกล้าแสดงออก เติมพลังด้วยการพบปะผู้คน ชอบเข้าสังคมและเป็นมิตร

.

ดูเผิน ๆ จึงคิดว่าการเป็นเพื่อนกับคน introvert น่าจะยากกว่าเพราะนิยามของคนทั้งสองประเภทดูเหมือนจะเป็นขั้วตรงข้าม หลายคนเลยปักใจเชื่อแบบสุดโต่งกว่า introvert เป็นคนเก็บตัว เย็นชา ไม่สนใจใคร ส่วน extrovert เป็นสายปาร์ตี้ เพื่อนเยอะ ต่อมาก็มีการพูดถึง ambivert ที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนสองประเภทอีก ก่อนอื่นเราอยากให้คุณทำลายอคติและความเชื่อเกี่ยวกับนิยามของ introvert และ extrovert ไปก่อน

.

เพราะเราสามารถเป็นแบบไหนก็ได้และบุคลิกภาพของเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

.

“ฉันเป็น introvert แต่ทำไม work from home นาน ๆ แล้วอยากออกไปเจอเพื่อนจัง” รู้ตัวอีกที เราก็เป็นฝ่ายโทรชวนเพื่อนออกไปกินข้าวก่อน หาเรื่องออกนอกบ้าน ไปเดินห้างฯ หรือทำอะไรก็ได้ที่ได้เจอผู้คน ถ้าเราคิดแบบนี้หรือเราจะเปลี่ยนไปเป็น extrovert หรอ ?

จะบอกว่าไม่ใช่…ลองนึกภาพมือถือที่ชาร์จแบตทิ้งไว้นาน ๆ เต็มแล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้นไม่ถอดปลั๊ก สุดท้ายกลายเป็นเครื่องร้อน ส่งผลเสียมากกว่าดี คนอยู่บ้านนาน ๆ ก็แบบนั้นแหละ สุดท้ายก็ต้องออกไปเจอ พูดคุยกับผู้คนบ้างนาน ๆ ครั้ง แต่หากถามว่าจะกลายเป็น extrovert เลยไหม ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น

.

จากที่เคยคิดว่า introvert ต้องชอบอยู่คนเดียวตลอดเวลา ปลีกวิเวก โลกส่วนตัวสูงเท่ากำแพงเมืองจีนก็ไม่เสมอไป ต่อให้เราจะหวงพื้นที่ส่วนตัวแค่ไหน แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวนานไปก็ไม่แปลกเลยที่เราจะโหยหาผู้คนเหมือนกัน เพียงแต่วิธีปฏิสัมพันธ์หรือรูปแบบการเข้าสังคมอาจไม่เหมือนกับ extrovert รวมถึงระดับความ introvert อาจทำให้บางคนเคยชินกับการอยู่คนเดียวนาน ๆ ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แต่พวกเขาไม่ได้เกลียดผู้คน กลับกัน extrovert ก็ใช่ว่าจะชอบเรียกร้องความสนใจหรืออยู่ท่ามกลางผู้คนได้ตลอดเวลา ด้วยไลฟ์สไตล์ ช่วงวัย และปัจจัยอื่น ๆ ก็มีส่งผลต่อบุคลิกภาพเช่นกัน สุดท้ายเราก็ต้องหาสมดุลชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง

.

เพราะมนุษย์นั้นมีหลากหลายแง่มุมในตัวเอง บุคลิกภาพก็แตกต่างกัน นิสัยแบบนี้นิด อารมณ์แบบนั้นหน่อยฉะนั้นเราไม่ควรตีกรอบว่างานสังสรรค์จะชวนแต่เพื่อนที่เป็น extrovert เพราะพวก introvert ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว หรือถ้ามีปัญหาอยากปรึกษาเพื่อน ควรเลือกคนที่เป็น introvert มากกว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ introvert คือหลายคนเชื่อว่า introvert มักวิตกกังวล แปลกแยกเวลาเข้าสังคม ไปจนถึงมีปัญหาในเชิงบุคลิกภาพ แต่ที่จริง introvert ก็คือคนทั่วไปที่เดินสวนกับเรานี่แหละ บางคนอาจเป็นคนพูดเก่ง เป็นมิตรด้วยซ้ำ

.

ไม่ว่าจะ introvert หรือ extrovert เราต่างต้องการที่พึ่งทางใจ (emotional support) และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ทุกคนมีความรู้สึกเหงา แม้แต่คนที่อยู่ท่ามกลางสปอร์ตไลท์ มีเพื่อนมากมายก็ยังเหงาได้ introvert อาจจะมีส่วนร่วมโดยการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมแต่ไม่ได้ต้องการทำอะไรมาก พวกเขาก็รู้สึกเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ และมีความสุขแล้ว สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ระดับลึกมากกว่า การพบปะเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ และมีบทสนทนาที่ลึกซึ้งก็เพียงพอที่จะช่วยให้หายเหงาได้แล้ว

.

การโหยหาผู้คนไม่ได้มีข้อจำกัด ไม่มีใครถูกหรือผิด ทุกคนต่างมีอารมณ์ความรู้สึก ถ้าหากสบายใจที่จะอยู่คนเดียวเราก็แค่ใช้เวลาเพียงลำพัง แต่ถ้าเมื่อไหร่อยากออกไปเจอผู้คนก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ไม่ต้องรู้สึกหนักใจหรือไปยึดติดกับคำพูดคนอื่นให้มากมาย “ความสุข” ควรมาจากตัวเราที่เลือกให้ตัวเอง

จะบุคลิกแบบไหน เราก็มีความเหงา ความเครียดด้วยกันทั้งนั้น หากคุณต้องการใครสักคนคอยรับฟังและเป็นที่พึ่งพิงทางใจ ให้อูก้าช่วยคุณได้ เราพร้อมบริการทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอูก้าหรือเข้าเว็บไซต์ของเรา ก็พบจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เลย

#OOCAstory

————————————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/itvblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More
เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

ภาระทางใจของความเป็นผู้ใหญ่ “เรื่องแบบฉันนี้บอกใครไม่ได้”

“เราเหนื่อยไม่เป็นไร แต่ครอบครัวห้ามลำบาก” นี่เป็นสิ่งที่ผู้เป็น “หัวหน้าครอบครัว” คิดไว้เสมอ โดยเฉพาะเวลาแบบนี้มากกว่าครั้งไหน ๆ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เหลือแค่เราที่ต้องปรับตัวตามมันให้ทัน

.

แม่เราเป็นผู้จัดการธุรกิจที่บ้านทั้งหมด 2 ธุรกิจ ซึ่งกำลังค่อย ๆ กลายเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนยุคนี้อีกแล้ว ยิ่งเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ในสภาพที่มันเป็นอยู่ ทุกสัปดาห์เป็นการต่อสู้ที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ไม่ว่าจะจากยอดขาย ทั้งจากลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยที่ลดลงเรื่อย ๆ และการต้องคิดหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อการปรับตัวระยะยาว ซึ่งยังไม่รวมกับการต้องดูแลคนงานอีกหลายชีวิตในโรงงานอีกด้วย ไหนจะต้องดูแลลูก ๆ ที่ยังเพิ่งเป็นเด็กจบใหม่ ยังหางานทำไม่ได้ และแมวอีกสามตัว

.

ถ้าเราอยู่ในจุดเดียวกันกับเขา เราคิดว่าคงไม่มีทางแบกความรับผิดชอบแบบนี้ไหวแน่นอน แค่การเรียน การทำงาน การดูแลสุขภาพกายและใจไปพร้อม ๆ กันก็เป็นเรื่องยากแล้ว หัวหน้าครอบครัวเขาทำได้ยังไง โดยแทบจะไม่เอ่ยปากบ่นเลย ?

.

จริง ๆ แล้วบ่อยครั้งการเป็นหัวหน้าครอบครัวนี่แหละคือคำตอบ ว่าทำให้คนรุ่นพ่อแม่เราหลาย ๆ คนไม่ค่อยพูดเรื่องภายในใจเลย หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทำให้เขาเลือกที่จะก้มหน้าทำงานหนักต่อไป “ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้สึกถึงความหนักหน่วง เหมือนอย่างที่เรารู้สึก”

.

Tracy Ross นักสังคมสงเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบำบัดคู่รักและครอบครัวกล่าวว่า สำหรับคนรุ่น Baby Boomer มองเรื่องการไปหาจิตแพทย์ว่าเป็นเรื่องที่ควรเก็บไว้เป็นความลับและเป็นเรื่องน่าละอาย “พวกเขาเชื่อมโยงปัญหาทางใจกับการเป็นคนอ่อนแอและความล้มเหลว รวมไปถึงการเป็นจุดด่างพร้อยของครอบครัว เรียกว่าเฟลทั้งชีวิตส่วนตัวไปจนถึงระดับสังคม และจะไม่ไปปรึกษาแพทย์จนกว่าจะไม่มีทางเลือกอื่น”

.

โดยเธอกล่าวอีกว่าคนรุ่นพ่อแม่มักใช้การเข้าสังคมเพื่อกดทับความคิดแง่ลบภายในเอาไว้แทน ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าตั้งแต่มี Covid-19 เข้ามาและเจอกับการกักตัวเป็นระยะๆ วิธีนี้จึงไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป นอกจากนั้นหลาย ๆ คนยังเชื่อว่าการออกไปพบจิตแพทย์เป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง กับการเสียเงินเพื่อไปนั่งคุยกับหมอ ทั้งที่ปัญหาเกิดขึ้นที่เราก็ควรจะจบที่เรา

.

แต่ไม่ได้แปลว่าการคุยเรื่องปัญหาชีวิตของพ่อแม่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงการคุยเพื่อทำลายกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นหลายสิบปีนั้นต้องเริ่มจากคนใกล้ตัวและใช้เวลาในการทำความเข้าใจ เราอาจยกตัวอย่างเคสผู้ใหญ่ที่ไปได้รับคำปรึกษาแล้วดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เข้าหาเขาด้วยความรักความเข้าใจ ให้เขาได้รู้ว่าเรื่องของการดูแลตนเองเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการใส่ใจสุขภาพจิตที่ดีไม่ถือว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเวลา รวมถึงเปิดใจเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้เขาฟัง

.

เพราะคนแต่ละวัยมีความเชื่อและค่านิยมที่แตกต่างกันไป อยากให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่สามารถยอมรับได้หากเข้าใจว่าประสบการณ์และวิธีการมองชีวิตของคนเรานั้นไม่เหมือนกันเลย มันมาจากความเชื่อที่ถูกปลูกฝังโดยไม่รู้ตัว จากรุ่นสู่รุ่น วิวัฒนาการ การเติบโตขึ้น การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ทุกวันนี้ก็ทั่วถึงและครอบคลุมกว่าเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เหลือแค่เราที่ต้องปรับตัวตามมันให้ทัน เช่นเดียวกันกับการดูแลจิตใจของตัวเอง

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนมีความเครียด อยากพูดคุยกับใครสักคน สามารถนัดกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าได้เลย ไม่ว่าจะปัญหาอะไรเราก็พร้อมดูแลใจทุกคนเสมอ ให้อูก้าได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับทุกคนนะ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/adstrblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More
นักจิตวิทยา จิตแพทย์ เครียด ซึมเศร้า

กว่าจะเป็น Providers ของอูก้า เราคัดสรรมาเพื่อคุณ

“ทำไมต้องปรึกษากับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญของอูก้าในเมื่อใคร ๆ ก็ให้คำปรึกษาได้?”

คำตอบก็คือ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องจิตวิทยามาโดยเฉพาะ นอกจากความรู้จะแน่น ทฤษฎีซัพพอร์ตจะเยี่ยม พวกเขายังมีประสบการณ์รับฟังและให้คำปรึกษามาแล้วหลายร้อยเรื่องราว จึงรู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรให้เรามองเห็นทางออกของปัญหา ที่ไม่ใช่แค่การให้ “คำปลอบใจ” หรือ “ชี้ให้ทำ” เหมือนกับที่คนใกล้ตัวเราอาจจะให้มา พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนกับเวลาที่เราป่วยกายยังต้องไปหาหมอ ดังนั้นป่วยใจก็ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ใจได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีไงล่ะ !

#ทีมอูก้าไม่ได้มาเล่นๆ

#อูก้ามีทางออก

รู้ไหมว่านักจิตวิทยาและจิตแพทย์ หรือทีม “Provider” ของเราไม่ได้มาเล่น ๆ แต่เราขอบอกเลยว่ากว่าจะผ่านมาเป็น #ทีมอูก้า ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างเข้มข้น ว่าคุณคือ “คนที่ใช่” ที่จะมาช่วยรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษาได้อย่างดีที่สุด

คนที่ใช่สำหรับทีมอูก้า ก็จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • เป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่มีใบอนุญาตหรือได้รับการรับรองในไทยหรือจากต่างประเทศ
  • มีประสบการณ์ให้คำปรึกษามาแล้วอย่างน้อย 600 ชั่วโมงขึ้นไป
  • ผ่านการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงก่อนที่จะร่วมงานกับอูก้า
  • ผ่านการสัมภาษณ์โดยตรงกับอูก้า เพื่อให้มั่นใจว่าคือคนที่ “ใช่”

นอกจากนี้อูก้ายังเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่มาพร้อมบริการแบบจัดหนัก จัดเต็ม อำนวยความสะดวกให้กับคุณอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น

  • บริการแบบทดสอบความเครียดที่เชื่อถือได้
  • บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตโดยนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • สะดวกเมื่อไหร่ ตอนไหนก็นัดมา คุยได้ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
  • รักษาความลับเพื่อความสบายใจสูงสุดของผู้ใช้บริการ

ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าบริการของอูก้า นอกจากจะอำนวยความสะดวกให้คุณได้ปรึกษาปัญหาคาใจกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ง่าย ๆ ยังมั่นใจได้ว่าผู้ที่จะมารับฟังปัญหาของคุณยังไม่ใช่แค่ใครก็ได้ แต่เป็นคนที่อูก้าคัดสรรมาอย่างเข้มข้น เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การใช้บริการที่ดีที่สุดจากเรา

#มากกว่าคำปลอบใจ

เพราะแม้ว่าจะเป็นเรื่องดีที่มีคน “ปลอบใจ” แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราได้คนรับฟังที่มีประสบการณ์รับฟังเรื่องราวมาแล้วนับร้อยพัน และให้คำปรึกษากับผู้คนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญยังเป็นมากกว่าแค่การฟังคำปลอบใจ แต่เป็นเหมือนคนที่จะช่วยจับมือคุณก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกันอย่างเต็มใจ และที่สำคัญ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กจะใหญ่ จะเป็นเรื่องที่หนักใจมากขนาดไหน แต่ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของอูก้าพร้อมที่จะรับฟังคุณเสมอโดยไม่ตัดสินและพร้อมหาทางออกร่วมกัน

อูก้าให้ความสำคัญกับทุกปัญหาของใจเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การงาน ชีวิตส่วนตัว จะปรึกษาแบบเดี่ยว ๆ หรืออยากจะสมัครให้พนักงานในองค์กรได้ใช้ อูก้าและทีมนักจิตวิทยา พร้อมทั้งจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยินดีรับฟังทุกเรื่องราวเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องไหน ให้โอกาสเราได้ดูแลหัวใจของคุณ 🙂


————————————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/oocapvdblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca


#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

Read More
จิตเภท โรคจิต พบจิตแพทบ์

รู้จักโรคจิตเภทให้มากขึ้น แล้วเลิกใช้คำว่า’โรคจิต’ แบบพร่ำเพรื่อกันเถอะ

ถ้าใครเคยดูซีรี่ย์เรื่อง It’s Okay, that’s Love (2014) คุณอาจจะได้พบความ “ผิดปกติ” ที่อยู่ท่ามกลางสิ่งปกติธรรมดาที่สุด ถือเป็นซีรีส์ที่ถ่ายทอดโรคทางจิตเภทได้อย่างลึกซึ้งและเข้าถึงจิตใจคนทั่วไป เล่าถึงจางแจยอลที่ป่วยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือที่คนชอบเรียกสั้น ๆ ว่า “โรคจิต” ซึ่งหลายคนยังเข้าใจผิดว่า “โรคจิต” คือการทำตัวแปลกแยก บ้า ๆ บอ ๆ บางทีก็ใช้เรียกคนที่ทำพฤติกรรมอนาจาร แต่อาจไม่เคยรู้ที่มาที่ไปของโรคนี้จริง ๆ มาก่อนเลย

ทั้งที่แจยอลมีแม่ที่รักและเอาใจใส่ ประสบความเร็จอย่างมากให้ฐานะนักเขียนชื่อดัง เขาดูมีความสุขและยิ้มแย้มเสมอ แต่กลับมีอดีตที่เจ็บปวดจากความรุนแรงในครอบครัว แจยอลเลือกที่จะใส่ร้ายพี่ชายเพื่อปกป้องแม่ สุดท้ายเขากับแม่ได้ทิ้งอดีตเพื่อเดินหน้าต่อไป ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ของเขาราบรื่นมากจนเหมือนว่าภาพเก่า ๆ ไม่อยู่ในหัวอีกแล้ว โดยเผลอลืมไปว่าตัวเองก็มีมุมที่อ่อนแอ ซึ่งเขาได้มองข้ามบาดแผลพวกนั้นไป

จนวันหนึ่งเขาได้พบกับคังวู แฟนคลับของเขาที่มีชีวิตลำบากเหมือนกับเขาในวัยเด็ก เขาจึงรู้สึกเชื่อมโยงกับเด็กคนนี้และพยายามช่วยเหลือทุกอย่าง จนเริ่มมีอันตรายและกระทบกับการใช้ชีวิต โดยไม่รู้ว่าคังวูคือภาพหลอนที่แจยอลมองเห็นเพราะอาการของโรค ในซีรีส์ได้ผูกชีวิตของแจยอลกับตัวตนคังวูเพื่อให้เราเข้าใจโรคนี้ได้ง่ายขึ้น แต่จริง ๆ แล้วโรคจิตเภทนั้นมีความซับซ้อนพอสมควร ซึ่งเราแบ่งอาการออกได้เป็น 5 ประเภทกว้าง ๆ คือ

  1. อาการหลงเชื่อผิด (Delusions)

เป็นความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้าย ระแวงว่าตนจะถูกวางยาพิษ คิดว่าตนส่งกระแสจิตได้

  1. ความคิดผิดปกติ (Disorganized thinking)

ทำให้คิดแบบเป็นเหตุเป็นผลอย่างต่อเนื่องไม่ได้ จึงมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร คุยกับคนอื่นไม่เข้าใจ ปะติดปะต่อไม่ได้ หรือเปลี่ยนเรื่องโดยไม่มีเหตุผล

  1. ประสาทหลอน (Hallucinations)

คิดหรือเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ความจริงไม่มีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เช่น หูแว่ว เห็นภาพหลอน มีเพื่อนในจินตนาการ

  1. มีพฤติกรรมผิดปกติ (Extremely disorganized or abnormal motor behavior)

มาจากความคิดและความเชื่อที่บิดเบือนจนเกิดพฤติกรรมอันตราย เช่น ทำร้ายคนอื่น ทำท่าทางแปลก ๆ มีอารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ควบคุมไม่ได้ อาจหัวเราะหรือร้องไห้สลับกัน

  1. อาการด้านลบ (Negative symptoms)

คือการขาดในสิ่งที่ควรจะมีในคนทั่วๆ ไป ได้แก่ เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ไม่ทุกข์ร้อน ไม่สนใจตัวเอง อาจอยู่เฉยๆ ได้ทั้งวัน ไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับใคร

จุดเริ่มต้นของความเศร้าในวัยผู้ใหญ่ คือภาพสะท้อนจากชีวิตวัยเด็ก ในตอนแรกแจยอลนั้นรับไม่ได้ที่รู้ว่าคังวูเป็นแค่ภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นมา เขาปฏิเสธการรักษาเพราะเชื่อว่าตนเองไม่ได้ป่วยและเขาเติบโตมาด้วยความรักของแม่ แต่เขากลับลืมไปว่าการได้รับความรักจากใครคนหนึ่งอาจกลายเป็นบาดแผลในใจได้เช่นกัน ซึ่งก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคคืออะไร ? แล้วการเลี้ยงดูส่งผลหรือไม่ ?

ในที่นี้จะขอพูดถึงความผิดปกติที่ชัดเจนทางด้านร่างกายว่าสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้คน ๆ หนึ่งป่วยเป็นโรคจิตเภทมาจาก

  • กรรมพันธุ์ : อาจได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง มีเครือญาติป่วยด้วยโรคนี้
  • สารเคมีในสมอง : โดพามีน (Dopamine) มีการทำงานมากเกินไป
  • ความผิดปกติในสมอง : ช่องในสมองโตกว่าคนทั่วไป หรือมีเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าน้อย การทำงานของสมองผิดปกติ เป็นต้น

ปัจจัยด้านครอบครัวพบว่าอาจจะมีผลในแง่การกำเริบของโรค โดยเฉพาะการใช้อารมณ์สื่อสารกัน มีการต่อว่ารุนแรง หรือพยายามควบคุมผู้ป่วยมากเกินไป จากการศึกษามากมายเชื่อว่าโรคจิตเภทมีสาเหตุหลายอย่างประกอบกัน ทั้งร่างกายและจิตใจสำคัญทั้งสิ้น ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เป็นโรคจิตเภทจะไม่ทราบว่าตัวเองผิดปกติและยากที่จะยอมรับ เพราะเขาเชื่อในสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน ที่มันเกิดกับเขาว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงและคนอื่นไม่ได้รับรู้สิ่งนั้นด้วย หากเริ่มรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลก็มักจะเลือกบิดเบือนและหลอกตัวเอง ปกปิดอาการ อาจถึงขั้นสูญเสียการควบคุมตัวเองเพราะเชื่อในความไม่จริงนั้นทำให้ยากจะรักษา บางรายเยียวยาตัวเองผิดวิธี เช่น พึ่งพาแอลกอฮอล์/ยาเสพติด แยกตัวจากสังคม ทำร้ายคนอื่น

ซึ่งโรคจิตเภทในแต่ละรายก็มีรายละเอียดแตกต่างกันไป แม้จะเรียกว่าโรคจิตเภทเหมือนกันก็ตาม คำว่า “โรคจิต” จึงเป็นคำเหมารวมง่าย ๆ ที่คนทั่วไปใช้เรียกผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งเราอยากให้เข้าใจคนกลุ่มนี้มากขึ้นและไม่ตีตราคนกลุ่มนี้ท่ีต้องการกำลังใจอย่างมากในการดูแลฟื้นฟูจิตใจ ที่สำคัญคือคนรอบข้างต้องเข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับโรคจิตเภทพอสมควร เพื่อให้ผู้ป่วยได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ต้องบอกว่าการรักษาโรคจิตเภทนั้นค่อนข้างยากและใช้เวลานาน หลัก ๆ ต้องใช้ยารักษา ทำจิตบำบัด อยู่ภายใต้การดูแลแนะนำจากจิตแพทย์ หากรุนแรงควรเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เมื่ออาการทุเลาก็สามารถใช้ชีวิตปกติได้ เพียงแต่ควรมีครอบครัวดูแลใกล้ชิด เผื่อมีอาการกำเริบหรือลืมทานยา จากการศึกษาลักษณะของโรคในระยะยาวพบว่าประมาณ 20-30 % ใช้ชีวิตประจำวันได้แทบจะปกติ อีก 20-30 % ยังมีอาการอยู่บ้างแต่ไม่รุนแรง ในขณะที่ 40-60 % นั้นแสดงอาการอยู่ตลอด ดังนั้นการเข้ารับการรักษาสำคัญมาก

เมื่อได้รับการรักษาแจยอลจึงปลดล็อกในใจได้ สิ่งสำคัญที่เขาเพิ่งเข้าใจในวัยสามสิบตอนปลายคือ เขาลืมที่จะมอบความรักให้ตัวเอง มีประโยคหนึ่งที่ได้แม่นจากเรื่องนี้คือ “ได้รับความรัก ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บปวด”   เราไม่มีทางรู้เลยว่าบาดแผลของแต่ละคนอยู่ตรงไหน ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความเครียดหรืออึดอัดคับข้องใจอยู่กับเรานาน

มาทำความเข้าใจเรื่องของสุขภาพจิตกันใหม่และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รักษาอย่างถูกวิธีกันเถอะ หากใครมีความเครียด รู้สึกไม่สบายใจ อย่าลืมนึกถึงอูก้าที่พร้อมจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณ อูก้ามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญในการปรึกษาปัญหาใจที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องราว ให้เรารับฟังคุณนะ 🙂


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/schizophreniablog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth#สุขภาพจิต#เครียด#ซึมเศร้า#พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.manarom.com/blog/schizophrenia.html

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/schizophrenia/symptoms-causes/syc-20354443

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-0855

Read More
กักตัว โควิด10 ซึมเศร้า

“กักตัว” แต่ “ป่วยใจ” ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์

ต้องกักตัวอยู่บ้านเพราะโควิดใช่ว่าจะสบาย บางคนมองว่าอยู่บ้านก็ดีไม่ติดอะไร แรก ๆ ก็สนุกดีมีหลายอย่างให้ได้ลอง ไม่ว่าจะทำขนม ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ แต่งบ้าน ฯลฯ แต่รู้ไหมว่าการเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเราแบบฉับพลันในหลาย ๆ ด้าน อาจทำให้เรารู้สึกหดหู่ กังวล และซึมเศร้าอยู่ลึก ๆ ก็เป็นได้ ไม่ว่าจะการเรียน การทำงาน ไปจนถึงรูปแบบการใช้ชีวิต กิน เที่ยว นอน ที่ต้องปรับตาม บวกกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในอนาคต อาจกระทบความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ นำไปสู่ความคิดที่ว่า ‘อะไรจะเกิดก็เกิด ฉันเหนื่อยแล้ว’

การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ซึ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2019 ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเราไปอย่างสิ้นเชิงนับเป็นเวลาปีกว่าแล้วที่เราต่อสู้กับสถานการณ์โควิด เนื่องจากเป็นวิกฤติที่สังคมไม่เคยมีมาก่อน จึงมีมาตรการต่าง ๆ มากมาย แต่ละประเทศก็มีข้อกำหนดในการปฏิบัติตัวและเว้นระยะห่างทางสังคมที่ไม่เหมือนกัน สร้างความห่างเหินของผู้คน กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงและการดำรงชีวิตก็ได้รับผลกระทบในทางลบ

ปรับตัวใหม่ แต่ใจเป็นทุกข์

วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ถูกนำมาปรับใช้ในช่วงโควิด ทั้งการทำงานที่บ้าน (work from home) การใช้เทคโนโลยีการสังสรรค์ ล้วนเปลี่ยนรูปแบบแทบทั้งหมด แรกเริ่มเราต่างพยายามปรับตัวตามสถานการณ์เพราะความตระหนักถึงวิกฤติร่วมกัน แม้จะขัดแย้งในใจบ้าง แต่เราก็ได้แต่บอกตัวเองว่าต้องเอาชนะโควิดได้ แต่เมื่อการแพร่ระบาดของโควิดกินเวลานานเกือบสองปีและยังคงดำเนินต่อไป หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะท้อแท้ใจกับแผนการในชีวิต กิจกรรมสำคัญที่ถูกยกเลิกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะที่ทั้งโลกกำลังเผชิญกับความเครียด ซึมเศร้าร่วมกันในการกักตัวเป็นระยะเวลานาน บางคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทุกข์ใจจากสถานการณ์โควิด เผลอคิดไปว่าคุ้นชินกับมันแล้ว แต่กลับรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวตามร่างกาย ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ ไปจนถึงต่อสู้กับสุขภาพใจที่ไม่คงที่ เมื่อปี 2020 สำนักงานบริการสุขภาพ (NHS) ในประเทศอังกฤษได้ทำรายงานด้านสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นอายุระหว่าง 5-16 ปีกว่า 3,000 คน โดยเปรียบเทียบในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา พบว่าปีที่ผ่านมาเด็กมีปัญหาสุขภาพจิตคิดเป็นอัตราส่วน 1 : 6  คน จากเมื่อสามปีก่อนที่เป็น 1 : 9 พวกเขาบอกว่ารู้สึกเครียดจากบรรยากาศในครอบครัว เรื่องรายได้ ที่สำคัญคือรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว และกังวลเพราะสถานการณ์โควิดด้วย

มีผลสำรวจพบว่าสถานการณ์โควิดส่งผลกระทบต่อประเทศยากจนมากที่สุด และยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีมาอยู่ก่อนนั้นเลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้ไม่มั่นคง กลุ่มบัณฑิตจบใหม่หรือวัยทำงานตอนต้น (Gen Z) นอกจากนี้เด็กเล็กไปจนถึงวัยมัธยมก็ได้รับความเครียดเช่นกัน เพราะการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนและการจำกัดพื้นที่ในการเล่น องค์กรการกุศลเพื่อเด็กในสหราชอาณาจักร (NSPCC) เปิดเผยข้อมูลว่าสายด่วนสำหรับเด็กที่ต้องการคำปรึกษามีความต้องการเพิ่มขึ้นเกิน 10% ตั้งแต่การกระบาดครั้งใหญ่ของโควิด เหตุผลหลักคือ เพราะรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่งทางใจ มีการให้บริการเพิ่มมากขึ้น 10% ตั้งแต่การระบาดใหญ่เริ่มต้น อาสาสมัครให้คำปรึกษาได้นิยามว่า “โควิดส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง”

‘โคโรนา บลู’ เมื่อเราหดหู่ ซึมเศร้ากับชีวิตที่ไม่คุ้นเคย

เมื่อทุกคนในสังคมพร่ำบ่นเรื่องความเครียดที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด ความรู้สึกหดหู่ โกรธ เหนื่อยหลายได้กลายเป็นการแผ่ขยายของปัญหาสุขภาพจิต โรคความวิตกกังวลและซึมเศร้าที่เกิดจากความคับข้องใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกวัน ในเรื่องนี้ศาสตราจารย์ Jung Young-Chul จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ที่ Yonsei University ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ได้อธิบายถึงวิธีรับมือกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในยุคโควิดว่า “จากการระบาดของโควิด 19 ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน มีคนบ่นว่าวิตกกังวล ซึมเศร้าและทำอะไรไม่ถูกเป็นจำนวนมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากความเครียด จนเกิดคำใหม่ที่เรียกว่า ‘โคโรนาบลู’ (Corona Blue) หรือ ภาวะซึมเศร้าและหดหู่เนื่องจากการแยกตัวและความห่างเหินทางสังคม แต่กลับกันมันอาจจะแปลกกว่านี้ ถ้าผู้คนไม่รู้สึกหดหู่ใจในช่วงสถานการณ์ผิดปกติที่ดำเนินต่อเนื่องมากหลายเดือน”

ศาสตราจารย์จุงอธิบายว่า Corona Blue เป็น “ปฏิกิริยาตอบสนองปกติต่อสถานการณ์ที่ผิดปกติ”

ถ้าอย่างนั้นเราจะเข้าใจปฏิกิริยาตอบสนองต่อโคโรนา บลูที่ผิดปกตินี้ได้อย่างไร?

เพราะมนุษย์มักประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณมากกว่าการคิดวิเคราะห์อารมณ์ของตนเองอย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสัญชาตญาณนี่แหละที่มีผลต่อการตัดสินใจ จนบางครั้งเรามองข้ามความรู้สึกลึก ๆ ในใจเรา ดังนั้นเราควรเริ่มจากทำความเข้าใจกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า หากมีสาเหตุมาจากสถานการณ์โควิดที่ยืดเยื้อมานานจะแก้ไขอย่างไร

“ความวิตกกังวลเป็นอารมณ์ที่เราพบในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ เป็นสัญญาณที่ทำให้เราตื่นตัวและจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในทางกลับกันเรารู้สึกหดหู่เมื่อถูกบังคับให้ยอมรับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อยอมรับความเป็นจริงไม่ได้ เราอาจประสบกับภาวะซึมเศร้า” ศาสตราจารย์จุงอธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นธรรมดาที่เราจะพยายามต่อสู้ในช่วงแรกของปัญหา แต่เมื่ออยากจะยอมแพ้หลังจากพยายามหลายครั้งเราอาจรู้สึกเศร้าซึม ซึ่งความรู้สึกหดหู่นี้เองกำลังบอกเราว่าอย่าใช้พลังงานไปเปล่า ๆ เพราะอยากเอาชนะสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น โควิด

ปากบอกไหว แต่กายใจไม่โอเค

สัญญาณของภาวะซึมเศร้าสามารถรับรู้ได้ว่าเป็นข้อความที่ส่งมาจากร่างกายของเราที่เตือนให้รออย่างอดทนและรักษาพลังงานของเราไว้ในขณะที่ก็ต้องทำใจยอมรับสถานการณ์โควิด ณ ปัจจุบันไปด้วย อาจเป็นเรื่องยากแต่การรับมือกับอารมณ์ซึมเศร้าและความเบื่อหน่ายช่วงกักตัวคือการทำให้ร่างกายแข็งแรง ปรับความคิด 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ด้วยการ

🥰 มองโลกในแง่บวก
😡 ขจัดความโกรธ
🧐 วางแผนชีวิตใหม่
🤗 ยืดหยุ่นเข้าไว้

เรามักตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า “ฉันต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ?” แต่ใครเลยจะรู้คำตอบ ความรู้สึกสิ้นหวัง สูญเสียความมั่นใจนั้นบั่นทอนกำลังใจของเราอยู่ทุกวัน แต่หากเราไม่รับฟังสัญญาณความเครียดก็คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหมดหนทาง นำไปสู่พฤติกรรมทางลบ เช่น หงุดหงิดง่าย ทะเลาะกัน ละเมิดข้อปฏิบัติ ไม่กักตัว หรือแสดงพฤติกรรมผิดปกติเพื่อระบายความเครียด ในบางกรณีอาจรุนแรงและเป็นอันตราย ควรได้รับการดูแลจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่คนอื่นอาจแสดงออกเป็นภาวะซึมเศร้าหดหู่มากกว่า ซึ่งตรงกันข้ามกับความฉุนเฉียว

ป้องกันภาวะซึมเศร้าจากโควิด

ตามที่ศาสตราจารย์จุงกล่าวว่ามีประมาณ 20% ของผู้ที่เป็นโรคโคโรนาบลูที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าในระดับที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาล โดยเริ่มจากอาการนอนไม่หลับติดต่อกันเป็นเดือน หรือน้ำหนักลดลงมากกะทันหัน ที่สำคัญผู้คนประเมิน ‘ความยากลำบาก’ จากสถานการณ์โควิดจากมุมมองส่วนตัวมากเกินไป หรือให้คุณค่ากับมันมากจนกระทบกับใจ กลายเป็นบิดเบือนความเป็นจริง การรับรู้ ความเข้าใจไปโดยปริยาย ทั้งเริ่มคิดแง่ลบเกี่ยวกับตัวเอง ตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถ มองตัวเองไร้ค่า เช่น ‘ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันไม่ดีพอ’ หรือ ‘ที่ธุรกิจไปไม่รอด เพราะฉันไม่มีความสามารถ ทำให้ลูกน้องเดือดร้อน’ ซึ่งอาจลุกลามไปถึงความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่

จากการสำรวจในประเทศญี่ปุ่นช่วงปลายปี 2020 เทียบกับปีก่อนหน้าพบว่า อัตราการฆ่าตัวตายในหมู่ผู้หญิงญี่ปุ่นสูงถึง 897 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 70% ศาสตราจารย์ มิชิโก อูเอดะ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิจัยชั้นนำกล่าวว่า ไม่เคยเห็นตัวเลขที่น่าตกใจขนาดนี้มาก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการแพร่ระบาดของโควิดที่กระทบอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นงานที่ผู้หญิงทำ เช่น การท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอาหาร เป็นต้น ทำให้มั่นคงน้อยกว่า ประกอบกับผู้หญิงยุคใหม่เลือกที่จะเป็นโสดหรือแต่งงานช้าลง จึงรู้สึกกดดันสูงต่อความรับผิดชอบที่มีต่อตัวเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเราโทษตัวเองในสถานการณ์โควิด ทั้งที่จริง ๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครควบคุมได้และไม่ใช่ความผิดของเราเลยแม้แต่น้อย ความคิดนำไปสู่ความเครียดและวิตกกังวลซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อโควิดไม่หายไป ความทุกข์ใจก็ยังอยู่ ดังนั้นเราต้องเริ่มหา ‘มุมมองใหม่’ ดึงตัวเองออกจากการอะไรก็ตามที่ดึงเราเข้าสู่สิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิต ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น

✍🏻 ลองจดบันทึก เป็นการ ‘ทิ้ง’ สิ่งที่รบกวนสมองและระบายความเครียด
⛅ ตากแดดสักหน่อย แสงแดดทุกวันเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดช่วยจัดการกับภาวะซึมเศร้า
😎 ออกไปข้างนอกกันเถอะ เลือกสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่าน ในช่วงที่สถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ลองออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศผ่อนคลาย
🎁 ซื้อ ‘ความสุข’ ให้รางวัลตัวเองเล็กน้อยในการซื้อของที่อยากได้ในงบประมาณที่พอดี
💪🏻 ขยับร่างกายในบ้าน ออกกำลังเบา ๆ ที่ทำได้เอง หรือใช้อุปกรณ์ที่สะดวกสำหรับออกกำลังในบ้าน
🎮 เทคโนโลยีช่วยได้ แอปพลิเคชันหรือเกมในปัจจุบันช่วยให้เราผ่อนคลายได้หลายวิธีเลย
👭🏻 อย่าลืมโลกภายนอก ติดต่อกับเพื่อนและคนรอบตัวเป็นระยะ ช่วยให้ไม่ห่างเหิน
🛀🏻 อาบน้ำทุกวัน ไม่น่าเชื่อว่าการอาบน้ำเป็นประจำและกลิ่นหอม ๆ ของสบู่ ช่วยลดความเศร้าหมองในใจได้
💤 นอนหลับให้เพียงพอ นอนนานไม่สำคัญเท่าหลับได้ดี เพราะการหลับไม่สนิทกระทบสุขภาพกว่าที่คิด (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.ooca.co/2021/04/21/insomnia/)

#อูก้ามีทางออก #จิตแพทย์ออนไลน์ #ปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ช่วยได้อย่างไร ?

เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง วิตกกังวล หรือซึมเศร้าที่รบกวนเราจำเป็นต้องได้รับการดูแล อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณ

จากช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่โควิดเริ่มแพร่ระบาด สถิติการเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพใจเพิ่มมากขึ้น อาจดูเหมือนน่ากังวล แต่แท้จริงแล้วถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นหมายถึงมีการตระหนักรู้ถึงความเครียดที่เกิดขึ้นและเรากำลังพยายามจะแก้ไขมัน เพราะอาการซึมเศร้าอาจนำไปสู่ความคิดแง่ร้าย แต่ถ้าเราตระหนักว่าโควิดเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับทุกคนและรับรู้ความซึมเศร้าที่เกิดขึ้น

แทนที่จะอารมณ์เสียหรือกล่าวโทษตัวเอง สุดท้ายแม้จะไม่พอใจแต่เราก็จะยอมรับความจริงได้ เมื่อรู้ตัวว่าความเครียดและอาการซึมเศร้าเกิดกับเราแล้ว การรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร หากแต่เป็นทางออกในการจัดการชุดความคิดแง่ลบให้เรา โดยการวางแผนและดำเนินกิจวัตรประจำวันที่เป็นวิถีใหม่ เน้นที่ความยืดหยุ่นเป็นหลักคือสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/quarantineblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

.#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth#สุขภาพจิต#เครียด#ซึมเศร้า#พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

Yonsei University : https://bit.ly/3dKlnm8

Healthline : https://bit.ly/3esAY8X

BBC Thai : https://bbc.in/3nnZjkn , https://bbc.in/3eu9gbU

Read More
นอนไม่หลับ เหนื่อย พบจิตแพทย์

“เหนื่อย” แต่ “นอนไม่หลับ” ปรึกษาจิตแพทย์

เบื่อไหมที่นอนกลิ้งไปมา แต่หลับไม่ลง ?

รู้สึกเหนื่อยแทบตาย แต่นอนไม่หลับแทบทุกคืน

ตื่นมาไม่สดชื่น ง่วงซึมทั้งวัน

ใคร ๆ ก็มีอาการเหนื่อยล้า โดยเฉพาะคนที่ใช้แรงกายเยอะ แต่รู้ไหม คำว่า ‘เหนื่อย’ มีความหมายซ่อนอยู่

เมื่อเราเริ่มเหนื่อยล้าหรือพักผ่อนอาจจะไม่เพียงพอ นี่เป็นสัญญาณที่อันตรายกว่าที่คิด เพราะเรากำลังมองข้ามสาเหตุที่แท้จริงของความเหนื่อยอยู่ แล้วกายและใจของเราก็ยิ่งเหนื่อยล้า หม่นหมองเมื่อเราอยากผ่อนคลาย แต่ไม่สามารถทำได้ อย่างการนอนหลับให้สนิท ทำให้ตื่นมารู้สึกไม่สดชื่น เหมือนยังไม่ได้พักผ่อน

ข้อมูลจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยอธิบายว่า ปัญหาการนอนหลับนั้นเป็นเรื่องที่พบบ่อยมาก สูงถึง 30 % ของประชากรทั่วไป ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เลยไม่คิดว่าต้องรักษาหรือพบแพทย์ แต่การนอนไม่หลับสามารถทำให้เรารู้สึกหดหู่ กังวลและเครียด จึงไม่แปลกใจเลยว่าการนอนไม่หลับนั้นส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและใจ

สาเหตุของอาการนอนไม่หลับ

  • ชีวิตประจำวัน ในแง่ของพฤติกรรมที่เราทำทุก ๆ วันส่งผลให้นอนไม่หลับโดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้แต่ก็ปรับได้ยาก เช่น ติดกาแฟ แอลกอฮอล์ การกิน หรือติดโซเชียลมากเกินไป เป็นต้น เพราะบางอย่างทำให้สมองทำงานหนักจนยากที่จะหยุดได้ แม้แต่ตอนกลางคืนที่ควรพักผ่อน
  • สภาพแวดล้อม หลายคนอาจจะมีปัญหาเมื่อต้องนอนแปลกที่ หรือเป็นคนหลับยาก ฉะนั้น อากาศ อุณหภูมิ แสง เสียง ขนาดของห้อง หรือแม้แต่ที่นอนก็ทำให้นอนไม่หลับได้ อาจต้องใส่ใจเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้คุ้นชินและสบายมากที่สุด
  • ปัญหาสุขภาพ เมื่อร่างกายมีบางอย่างผิดปกติ เราอาจรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว หายใจไม่สะดวก มวนท้อง ฯลฯ อาการเจ็บปวดที่รู้สึกได้นี้ อาจรบกวนการนอนของเรา ทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือนอนไม่ได้
  • ด้านจิตใจ ต้องบอกว่าสำคัญมาก ความเหนื่อย ความเครียด วิตกกังวล หรือพลังงานลบต่าง ๆ ที่เข้ามารบกวนจิตใจ ทำให้เราหยุดคิดมากไม่ได้ ยิ่งเราคิดวนเวียนในช่วงกลางคืนอาจจะทำให้เรารู้สึกไร้ค่าท้อแท้ หดหู่ ซึมเศร้าได้ เมื่อสะสมนานไปอาจมีผลต่อสุขภาพจิตของเราได้

ทำไมควรพบจิตแพทย์เมื่อนอนไม่หลับ ?

อย่างที่กล่าวไปว่าอาการนอนไม่หลับ เหนื่อยล้า หากสะสมเป็นเวลานานย่อมส่งผลต่อร่างกาย อารมณ์ ความคิดและสภาพจิตใจ หลายคนที่นอนไม่หลับ จริง ๆ แล้วทั้งเหนื่อย อ่อนล้า ง่วงนอน แต่เมื่อถึงเวลาเข้านอนกลับหยุดความคิดตัวเองไม่ได้ บางครั้งคล้ายกับว่าเรานอนหลับแต่ไม่รู้ทำไมตื่นมาก็ยังเพลียอยู่ตลอดเวลา ปัญหาการนอนหลับ เช่น การนอนไม่หลับเป็นอาการที่พบบ่อยของการเจ็บป่วยทางจิตหลายอย่าง ไม่ว่าจะโรควิตกกังวลภาวะซึมเศร้า โรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้วและโรคสมาธิสั้น (ADHD)

ความสัมพันธ์ระหว่างการนอนไม่หลับและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นแบบสองทิศทาง (bidirectional) ราว ๆ 50% ของผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนอนไม่หลับมีปัญหาสุขภาพจิต ในขณะที่ผู้ใหญ่ 90% ที่เป็นโรคซึมเศร้ามีปัญหาการนอนหลับ ที่สำคัญพฤติกรรมการนอนที่ผิดปกติยังทำให้เราฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยทางจิตได้ช้าลง ตัวอย่างเช่นผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าที่ยังคงมีอาการนอนไม่หลับมักไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัญหาในการนอนหลับด้วย

ลองสังเกตตัวเองว่าเรามีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ ?

  • นอนไม่หลับติดต่อกันมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ นานกว่า 1 เดือน
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด อ่อนไหว
  • รู้สึกเครียด กดดัน
  • รบกวนประสิทธิภาพในการทำงาน สมาธิและความจำ
  • เหนื่อยล้า หมดพลัง

แม้จะมีเพียงไม่กี่ข้อข้างต้น คุณก็สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้แล้ว โดยสามารถเล่าถึงกิจวัตรรวมถึงนิสัยการกิน การนอนเพื่อประกอบการประเมินของจิตแพทย์ได้ ในบางกรณีอาจต้องทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ เช่น ความเครียด มีปัญหาสุขภาพส่วนตัว ระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น

เพราะอาการนอนไม่หลับ รุนแรงกว่าที่คิด

เมื่อเราเหนื่อยล้า เรียนหรือทำงานมาทั้งวัน ช่วงเวลานอนหลับคือพลังแห่งการฟื้นฟู ซ่อมแซมให้ร่างกายได้กลับมาพร้อมใช้งานต่อ แต่หากเรานอนหลับไม่สนิท นอนน้อย หรือนอนไม่หลับเลย สิ่งที่ตามมานอกจากอ่อนเพลีย คือปัญหาสุขภาพกาย มีงานวิจัยมากมายกล่าวว่า อาการนอนไม่หลับ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิดสูง ปัญหาหลอดเลือดหัวใจ และระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมถอยได้ นอกจากนี้ความเครียดหรือความรู้สึกทรมานจากการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้เรารู้สึกหมกมุ่น รู้สึกไม่ดีกับตัวเองได้

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการนอนไม่หลับทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคทางใจได้อย่างไร อย่างไรก็ตามการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการนอนหลับอาจส่งผลต่อความสามารถในการประมวลอารมณ์เชิงลบของเรา ในการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่อดนอนแสดงปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อภาพที่ไม่พึงประสงค์มากกว่าภาพที่น่าพึงพอใจหรือภาพที่มีเนื้อหาทางอารมณ์ที่เป็นกลาง ในขณะที่คนทั่วไปจะมีปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ไม่แตกต่างกันกับรูปภาพทุกประเภท

นอกจากนี้การศึกษาอื่น จากการสแกนสมองพบว่าผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับแสดงให้เห็นว่ามีการทำงานในส่วนประมวลผลอารมณ์มากขึ้นในขณะที่พยายามลดปฏิกิริยาเชิงลบต่อรูปภาพ นั่นแสดงให้เห็นว่าการนอนไม่หลับทำให้ยากที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสมกับอารมณ์เชิงลบ สิ่งนี้อาจทำให้ปัญหาการนอนหลับแย่ลงและทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า หลักฐานบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความเจ็บป่วยทางจิตอาจเกิดจากปัญหาการทำงานภายในสมองที่ทับซ้อนกับนาฬิการ่างกายหรือระบบการนอนหลับ

เหนื่อยล้าทางใจ…อย่าปล่อยไว้นาน

เครียดสะสมระหว่างวัน แต่นอนไม่หลับตอนกลางคืน มาสำรวจใจตัวเองกันสักนิดว่าสาเหตุของอาการเหนื่อยล้านั้น เป็นเรื่องทางกายหรือทางใจ หากเราเครียดสะสมก็จะเป็นต้องแก้ไข

🧐 เราเหนื่อยเพราะอะไร ?
😔 คาดหวังมากเกินไปหรือไม่ ?
😓 เก็บเรื่องไม่สำคัญมาใส่ใจหรือเปล่า ?
🚧 ปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองหรือไม่ ?

เมื่อถามตัวเองแล้วให้เราสำรวจหาทางออก ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแต่ละทาง แล้วลงมือแก้ไขไปทีละเล็กละน้อย ไม่ต้องกดดันตัวเองมากจนเกินไป กลับมาดูแลใจเราเอง ไม่จำเป็นว่าเราต้องมีโรคทางจิตเวชหรืออาการป่วยร้ายแรง แต่เหนื่อยล้า นอนไม่หลับก็สามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เช่นกัน

นอนไม่หลับเกี่ยวกับโรคทางใจได้หรือเปล่า ?

สำหรับผู้ที่ป่วยใจหรือกำลังเผชิญความเจ็บป่วยทางจิตอยู่ หากรักษาอย่างถูกวิธีก็มีแนวโน้มที่ปัญหาการนอนหลับจะดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีความเครียดหรือความเจ็บป่วยทางใจเพียงเล็กน้อยอยู่แล้ว การวิจัยกำลังมุ่งเน้นไปที่ว่าการรักษาอาการนอนไม่หลับจะช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตสำหรับผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตหรือไม่รวมทั้งภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล

มีงานวิจัยที่แสดงว่าทั้งการใช้ยาและการรักษาภาวะนอนไม่หลับด้วยการบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา จะทำให้อาการของสุขภาพใจดีขึ้น ดังนั้นความเจ็บป่วยทางจิตส่วนหนึ่งสามารถป้องกันได้โดยการรักษาอาการนอนไม่หลับ การทดลองวิจัยล่าสุดของออสเตรเลียกับผู้เข้าร่วม 1,149 คนชี้ให้เห็นว่าการรักษาอาการนอนไม่หลับช่วยลดอาการซึมเศร้าได้

แต่การนอนไม่หลับมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังหากยังคงไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงหรือรักษาที่ปัญหาต้นทาง ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า 51% ของบุคคลที่รักษาภาวะซึมเศร้าได้สำเร็จหรือมีการรับประทานยายังคงประสบกับอาการนอนไม่หลับ ดังนั้นหากคุณมีอาการนอนไม่หลับให้ลองปรึกษาแพทย์ หากได้การประเมินเบื้องต้นอาจมีการแนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา พวกเขาสามารถประเมินได้ว่าอาการนอนไม่หลับและปัญหาสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกันอย่างไรในแต่ละกรณีและปรับการรักษาให้เหมาะสม

จากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้แนะนำเทคนิคที่ช่วยทำให้การนอนหลับดีขึ้น (sleep hygiene) ได้แก่

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน วันละประมาณ 30 นาที หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น ทั้งนี้ไม่ควรออกกำลังกายใกล้เวลานอนมากเกินไป ควรเว้นช่วงเพื่อให้ไม่ร่างกายตื่นตัว
  2. พยายามอย่างีบหลับตอนกลางวัน จริงอยู่ที่งานวิจัยบอกว่าการงีบเล็กน้อยช่วยชาร์จพลังได้ แต่หากเรารู้ว่าเราหลับยากในตอนกลางคืนให้พยายามอดทนแล้วให้ถึงเวลาเข้านอนจะดีกว่า
  3. หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและงดสูบบุหรี่ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์ทุกชนิด นอกจากทำให้การนอนหลังแย่ลงยังส่งผลต่อระบบหายใจได้ด้วย
  4. การทานอาหาร อย่าให้ท้องอิ่มเกินไป ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนไม่ควรทานอาหาร เพื่อให้ระบบย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มื้อเย็นอาจจะทานอะไรเบา ๆ หรือจิบนมอุ่น ๆ ซักแก้ว
  5. ลดกิจกรรมที่กระตุ้นจิตใจ การคิดเรื่องงาน คุยเรื่องเครียด ดูหนังผี หรือเล่นเกมตื่นเต้น ล้วนทำให้เราตื่นตัว อยากคิด อยากทำต่อ เมื่อเราไม่รู้สึกผ่อนคลายก็นอนหลับได้ไม่สนิท
  6. ลดหรืองดการเล่นโซเชียลมีเดีย หรือการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่รบกวนคลื่นสมอง เช่น มือถือ ไอแพด คอมพิวเตอร์ ฯลฯ การเสพข่าวในอินเทอร์เน็ตก็ทำให้สมองและอารมณ์ถูกกระตุ้นเช่นกัน ควรพักสิ่งที่กล่าวมาก่อนเวลานอน 1-2 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นได้ก็จะดีมาก เมื่ออยู่บนที่นอนควรหยุดทำนิสัยที่เคยชิน เช่น เลื่อนโทรศัพท์ เช็คข่าว หรือคิดเรื่อยเปื่อย
  7. ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม กำจัดทุกอย่างที่รบกวนการนอนและทำให้ห้องนอนเป็นพื้นที่สบายใจที่สุด อย่างที่บอกว่าหมอน ผ้าห่ม แสง สี เสียง อุณหภูมิ ปรับให้พอดีกับรสนิยมของคุณมากที่สุด รวมถึงท่านอนก็เช่นกัน
  8. หากพยายามแล้วแต่นอนไม่หลับ อย่าโมโหหรือฝืนตัวเอง ลองทำกิจกรรมเบา ๆ อย่างอ่านหนังสือ ฟังเพลง asmr ถ้าเริ่มง่วงค่อยกลับไปนอนต่อ
  9. ตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน ไม่ว่าจะนอนมากหรือน้อย ควรฝึกให้ร่างกายและสมองได้เรียนรู้ แล้วเราจะเข้าสู่สมดุลของวงจรการหลับ-ตื่นได้ง่ายขึ้น ทำต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

#อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณ เรามีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น

🤯 ความเครียดในองค์กร
😔 ภาวะหมดไฟ เหนื่อยล้า
🤦🏻 ปัญหาครอบครัว
😤 ปัญหาด้านอารมณ์
💔 ความรัก ความสัมพันธ์
👶 พัฒนาการ การเลี้ยงดูบุตร
😰 ซึมเศร้า โรคทางจิตเวช
🤢 พฤติกรรมการกิน การนอนหลับ ยาเสพติด
🗯️ ฯลฯ

การปรับพฤติกรรมช่วยให้อาการนอนไม่หลับดีขึ้น โดยต้องมีวินัยและทำต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือน และจะยั่งยืนถ้าทำได้เกิน 6 เดือน ซึ่งจะช่วยให้เราหลับได้ด้วยตัวเอง บางรายแพทย์อาจแนะนำให้ทานยาช่วย แต่หากเป็นไปได้อยากให้หลีกเลี่ยงการพึ่งยานอนหลับติดต่อกันนาน ๆ ให้เน้นที่การปรับกิจวัตรและวงจรชีวิตให้ทำงานสอดคล้องกัน เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีในระยะยาว เพราะปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้อาการเหนื่อยล้า นอนไม่หลับกลายเป็นสุขภาพที่กดทับใจ หากไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/insomniabd
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ >> https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://theconversation.com/explainer-whats-the-link-between-insomnia-and-mental-illness-49597

https://www.psychiatrictimes.com/view/does-insomnia-predict-onset-mental-illness

https://www.sleepfoundation.org/mental-health

https://www.paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details/บทความ-สุขภาพจิต/อยากนอน-แต่นอนไม่หลับ-ใช่อาการป่วยทางจิตหรือไม่-

http://www.honghongworld.com/post06067371003649

https://www.facebook.com/ThaiPsychiatricAssociation/posts/729393903831295/

Read More
นักจิตวิทยา พบจิตแพทย์ เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ สุขภาพจิต

นักจิตวิทยา คือใคร ?

ต้องบอกว่าปัจจุบันอาชีพนักจิตวิทยาได้รับความสนใจมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่านักจิตวิทยาคือใครกันแน่ ใช่ดูดวง อ่านใจหรือเปล่า ? วันนี้อูก้าเลยอยากพาทุกคนมารู้จักกับนักจิตวิทยาให้มากขึ้นว่าจริง ๆ แล้วนักจิตวิทยาต้องเรียนอะไร มีสาขาใดบ้าง แตกต่างกันอย่างไรและเมื่อจบแล้วจะประกอบอาชีพอะไรต่อไป รวมถึงอธิบายด้วยว่าในระบบของอูก้านั้นเรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านใดบ้าง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและสามารถเลือกคุยกับนักจิตวิทยาที่ตรงใจคุณได้ ทั้งนี้นักจิตวิทยาต่างจากจิตแพทย์ตรงที่ไม่ได้เรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิต ทำให้ขอบเขตการรักษานั้นแตกต่างกัน โดยนักจิตวิทยาจะต้องศึกษาต่อจิตวิทยาในระดับปริญญาโทสาขาที่เกี่ยวข้อง ผ่านกระบวนการฝึกฝนมาอย่างดีและมีการเก็บชั่วโมงให้คำปรึกษาเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถทำหน้าที่นี้ได้

รู้ไหมว่า “นักจิตวิทยา” เรียนอะไรบ้าง ?

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “จิตวิทยา” เป็นศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความเชื่อหรือเรื่องงมงายอย่างที่เข้าใจกัน Psychology มีรากศัพท์มาจากคำว่า Psyche (จิตใจ) + logos (วิชา) หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ กระบวนความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คนชอบถามว่า “เรียนไปรักษาคนบ้าหรอ ?” หรือ “ถ้าเรียนจิตวิทยาก็ต้องอ่านใจคนได้สิ” ขอบอกเลยว่าจิตวิทยาคือการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสมอง พัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ทั้งสังคม ร่างกาย การเรียนรู้ สติปัญญา ตั้งแต่มนุษย์อยู่ในครรภ์จนถึงสิ้นอายุขัย เรียกว่าเข้าใจการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน ในเรื่องของอารมณ์ พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประสบการณ์ชีวิต พื้นฐานครอบครัวที่ทุกคนแตกต่างกัน พูดง่าย ๆ คือเรียนเพื่อเข้าใจ “ความเป็นมนุษย์” และช่วยเหลือในจุดที่เกิดปัญหาให้ชีวิตสามารถเดินต่อไปได้

.

ซึ่งหากจะเรียกตัวเองว่า “นักจิตวิทยา” (Psychologists) ก็จะต้องเรียนมาทางด้านจิตวิทยาคลินิก หรือไม่ก็จิตวิทยาการปรึกษาเท่านั้น ในจิตวิทยาสาขาอื่น ยังไม่ได้ว่าเป็นนักจิตวิทยาเต็มตัว ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาฝึกฝนให้คำปรึกษาเป็นจำนวนหลายร้อยเคส กว่าจะสามารถทำงานได้จริง เนื่องจากเป็นการทำงานกับชีวิตและจิตใจ ต้องระมัดระวังให้ความสำคัญกับทุก ๆ ขั้นตอนในกระบวนการปรึกษา

จิตวิทยามีกี่สาขา แตกต่างกันอย่างไร ?

อย่างที่บอกว่าเราศึกษาเกี่ยวกับ “มนุษย์” ฉะนั้นคงไม่เกินจริงถ้าจะบอกว่าจิตวิทยาอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้สังเกต ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ มหาวิทยาลัยก็มีการเปิดสอนวิชาจิตวิทยา แต่หากก่อตั้งเป็น “คณะจิตวิทยา” จะมีเพียงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งสาขาก็มีเยอะมาก ๆ ยิ่งถ้าเป็นต่างประเทศจะมีสาขาที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย วันนี้เราคัดมาบางส่วน เช่น

  1. จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ทฤษฎีและหลักการทั่วไปทางจิตวิทยา ความรู้พื้นฐาน พัฒนาการของมนุษย์และที่มาของจิตวิทยา
  2. จิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychology) เป็นการศึกษาโดยการนำหลักจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยโรคและรักษาปัญหาทางจิต เช่น ปัญหาพฤติกรรม การใช้ความรุนแรง การก่ออาชญากรรม การติดยาเสพติด เป็นต้น โดยจะพยายามค้นหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมหรือความผิดปกติทางจิตว่ามีสาเหตุมาจากอะไร
  3. จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (Industrial Psychology) ปรับใช้หลักทางจิตวิทยากับโลกของการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน แก้ไขปัญหาในองค์กร ตลอดจนดูแล อบรม พัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำความรู้ทางจิตวิทยามาใช้ในการดำเนินการคัดเลือก พัฒนา บุคลากร วางแผนการบริหาร ฯลฯ โดยเน้น “ทรัพยากรมนุษย์” เป็นสำคัญ
  4. จิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychology) ส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้รับคำปรึกษาได้ทำความเข้าใจปัญหาในเชิงลึก รวมกับมองหาทางออกร่วมกัน สาขานี้จะศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ซึ่งทำงานเป็นกระบวนการ มีขั้นตอนและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี จนสามารถเป็นผู้ให้คำปรึกษาได้ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ของผู้มาปรึกษา จะไม่แทรกแซงการตัดสินใจหรือบังคับ เน้นการรักษาความลับและไม่สร้างสัมพันธ์อื่นนอกจากให้คำปรึกษาเท่านั้น
  5. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เน้นศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ทุกลำดับตั้งแต่เกิดจนจบวงจรชีวิต ทั้งด้านพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม เมื่อเข้าใจแล้วจึงสามารถส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาได้อย่างสมวัย อาจมุ่งเน้นไปที่การเติบโตเด็กและวัยรุ่น เป็นสาขาที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษเพราะทุกประสบการณ์คือการหล่อหลอมตัวตน นอกจากนี้ยังมีสาขาย่อยอีก เช่น จิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาวัยรุ่น เป็นต้น
  6. จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) มุ่งเข้าใจพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ การตอบสนองและการตัดสินใจของมนุษย์ เช่น การรับรู้ การตอบสนองระหว่างบุคคล อิทธิพลของบุคคลที่มีต่อผู้อื่น ฯลฯ ปกติมักเป็นเรื่องที่เราเห็นทั่วไป อย่างการซื้อของ การทำความรู้จักคนใหม่ ๆ เราจะทำความเข้าใจคนอื่นได้ผ่านการสังเกตอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการกระทำของมนุษย์
  7. จิตวิทยาการแนะแนว เป็นการให้คำปรึกษาเชิงแนะแนวการศึกษา อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน “ครู” ลองนึกภาพครูแนะนำที่รับฟังและช่วยแนะนำเรื่องเส้นทางชีวิตให้นักเรียน เช่น การแนะแนวเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ สนับสนุนความสามารถ ความชื่นชอบ รวมถึงเข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ให้ความช่วยเหลือ พัฒนาและส่งเสริมเด็กอย่างเต็มศักยภาพ
  8. จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสอน โดยนำหลักทางจิตวิทยาและความเข้าใจเรื่องพัฒนาการมนุษย์มาช่วยในการหาวิธีส่งเสริมประสิทธิภาพทางการเรียนรู้

นอกจากนี้ยังมีจิตวิทยาชุมชน จิตวิทยาครอบครัว อาชญาวิทยา นิติจิตวิทยา และสาขาอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา ซึ่งการเรียนจิตวิทยาสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ครูแนะแนว นักกระตุ้นพัฒนาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าเราศึกษาต่อหรือลงลึกในด้านไหน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

pyschologynet.blogspot.com

https://campus.campus-star.com/variety/70291.html

psy.slc.ac.th

ในระบบอูก้า เรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านใดบ้าง ?

เรามีทั้งนักจิตวิทยาที่เป็นนักจิตวิทยาคลินิกและนักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาครอบครัว หรือจะมาขอคำปรึกษาเรื่องปัญหาพฤติกรรมเด็ก การดูแลบุตร พัฒนาการและพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่น เด็กที่มีความต้องการพิเศษ การเลี้ยงดูลูกเชิงบวกและมีความสุขในแต่ละช่วงวัย การปรับพฤติกรรมในเด็กและวัยรุ่น การให้คำปรึกษาพ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู นักเรียน ความเครียดในโรงเรียน ปัญหาครอบครัวและความสัมพันธ์ การดูแลผู้สูงอายุ

ไม่ว่าจะปัญหาความรัก  การปรับตัวกับคนรอบข้าง ความคิดทางลบ ความรู้สึกไร้คุณค่า ความรู้สึกสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ชีวิตไม่มีความสุข ความรู้สึกสิ้นหวัง การค้นหาความหมายของชีวิต โดยเราเน้นการจัดการอารมณ์ การตระหนักรู้และเข้าใจตนเอง การเห็นคุณค่าในตัวเอง โดยนักจิตวิทยาหลายท่านชำนาญในการประยุกต์จิตวิทยาเชิงบวกเพื่อช่วยในการปรึกษา

ยิ่งไปกว่านั้นเรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องความเครียดวัยทำงาน ภาวะหมดไฟ การค้นหาตัวตน เป้าหมายและฟื้นฟูสภาพจิตใจก็สามารพูดคุยได้เช่นกัน อูก้ามีผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับมุมมองความคิด การทำจิตวิทยาบำบัด ไปจนถึงการปรึกษาเกี่ยวกับอาการเสพติด ปัญหาสุขภาพจิตเชิงลึก การกินอิ่มนอนหลับ ความเครียดที่เข้ามากระทบ อูก้าพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณเข้ามาปรึกษาได้ทุกเรื่อง นอกจากนี้ในระบบเรายังมีจิตแพทย์อีกหลายท่านที่พร้อมดูแลทุกปัญหาใจ ไม่ต้องกังวลและกลัวการถูกตัดสิน เพราะทุกคนพร้อมที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวและรับฟังคุณโดยไม่มีเงื่อนไข

แล้วเราจะเลือกพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ดีนะ ?

จิตแพทย์จะเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยทางจิต อาจใช้การตรวจร่างกายร่วมด้วย วิธีทำการรักษา อาจใช้การบำบัดด้วยการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม รวมกับการสั่งจ่ายยา ใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุ้น และประเมินอาการของโรค ในขณะที่นักจิตวิทยาได้รับการฝึกจนเป็นนักจิตวิทยาคลินิกหรือนักจิตวิทยาการปรึกษา เน้นให้คำปรึกษาหรือบำบัดด้วยการพูดคุย เยียวยาจิตใจ แต่ไม่สามารถสั่งจ่ายยาหรือวินิจฉัยอาการทางการแพทย์ได้

.

แม้จะมีจุดที่ต่างกันอยู่บ้าง แต่จริง ๆ เราไม่ได้จำกัดว่าปัญหานี้ต้องคุยกับจิตแพทย์ หรือการระบายความรู้สึกต้องปรึกษานักจิตวิทยา ในเบื้องต้นการพูดคุยครั้งแรกสามารถเลือกคุยกับใครก็ได้ที่ท่านสนใจ อาจดูจากประวัติหรือหัวข้อที่เชี่ยวชาญ เช่น หากคุณกำลังทุกข์ใจเรื่องงานก็สามารถเรื่องนักจิตวิทยาการปรึกษาที่เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาในองค์กรได้ หรือสับสนเรื่องความรักประกอบกับมีภาวะซึมเศร้าอาจจะเลือกพูดคุยกับจิตแพทย์ได้เช่นกัน โดยนักจิตวิทยาเน้นที่กระบวนการให้คำปรึกษา ปรับมุมมอง ทัศนคติ รวมถึงวิธีที่เราแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นและมีความสุขมากขึ้น

#OOCAknowledge..

——————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/aboutpsychologistblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth

Read More
เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ พบจิตแพทย์

อาการของโรคซึมเศร้าเป็นยังไง ต้องหาหมอที่ไหน ?

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี แต่หลายคนก็ยังไม่รู้จักว่าโรคซึมเศร้าจริง ๆ อาการเป็นอย่างไร ต้องรักษาด้วยวิธีไหน หลายคนเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่ทันรู้ตัว หรืออาจไม่ทันสังเกตว่ามีคนใกล้ชิดกำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้าอยู่ ทำให้เข้าสู่กระบวนการรักษาล่าช้ากว่าที่ควร เมื่อรู้ตัวแล้วผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลายคนใช้เวลาค่อนข้างนานในการยอมรับและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า อาจเพราะไม่ใช่อาการป่วยกายทั่ว ๆ ไป เป็นเรื่องธรรมดาทที่จะรู้สึกกลัว กังวลและสับสนกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่

.ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์

โรคซึมเศร้าคืออะไร ?

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าคือเรื่องความรู้ความเข้าใจ คนทั่วไปเริ่มได้ยินชื่อบ่อย ๆ ก็ช่วงสิบปีหลังมานี้ที่มีข่าวศิลปินหรือบุคคลมีชื่อเสียงเสียชีวิตด้วยโรคซึมเศร้า แต่จริง ๆ แล้วมีการศึกษาค้นคว้าเรื่องโรคซึมเศร้ามาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ชื่อโรคก็บ่งบอกอาการเบื้องต้นได้ว่าทั้ง “ซึม” และ “เศร้า” ฟังดูเหมือนเป็นอารมณ์ความรู้สึกธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ในโรคซึมเศร้านั้นต่างออกไปเพราะภาวะซึมเศร้านี้ไม่ได้หายไปง่าย ๆ แต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่คงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง คล้ายกับป่วยเป็นโรคอื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการรักษา ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

.

พญ. ชัชชญา เพียรจงกล จิตแพทย์ทั่วไปจากแอปพลิเคชันอูก้าได้อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “โรค” เป็นคำที่บ่งบอกว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ส่งผลให้สารสื่อประสาทในสมองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม ไปจนถึงความจำของเราทำงานผิดปกติ ส่งผลกระทบกิจวัตรประจำวัน ทำอะไรต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อได้ และเมื่อเราเป็นโรคใดโรคหนึ่งก็ควรที่จะได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้ทุเลาลง ซึ่งโรคซึมเศร้านั้นต่างจากความเศร้าทั่วไปที่หายดีด้วยตัวเองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นจิตใจอ่อนแอ ไม่รู้จักสู้ แต่เขากำลังเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา บางคนมีอารมณ์เศร้าจนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ ดังนั้นต้องหมั่นสังเกตอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นให้ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ จิตแพทย์เพื่อปรึกษา ประเมินและวินิจฉัย

.

โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร ?

โรคซึมเศร้าเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน  หลัก ๆ มีอยู่ 3 ด้าน คือ

  1. กรรมพันธุ์ หากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามีพ่อแม่ หรือบุคคลในครอบครัวเคยมีประวัติทางจิตเวชก็มีแนวโน้มหรือความเสี่ยงมากกว่าบุคคลทั่วไป แต่ไม่ใช่ทุกกรณี
  2. สารเคมีในสมอง โรคซึมเศร้าถือเป็นโรคที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ พบว่าสารเคมีในสมองของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นสารเซโรโทนิน (serotonin) ที่เป็นสารสื่อประสาท ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมอารมณ์และความรู้สึก ส่งผลต่อความหิว ความง่วง ช่วยให้เรานอนหลับได้ดี เมื่อสารเซโรโทนินลดต่ำลงก็จะส่งผลต่อความรู้สึกในแง่ลบ ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีระดับเซโรโทนินน้อยกว่าคนปกติ
  3. ปัจจัยแวดล้อม หลายคนอาจเกิดจากปัจจัยรอบตัวที่มากระตุ้น เหตุการณ์ในชีวิตที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรง เช่น ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ตกงาน หย่าร้าง ฯลฯ เมื่อประกอบกับลักษณะนิสัยพื้นฐานที่มองโลกในแง่ลบ ชอบโทษตัวเอง คิดมาก ขาดความมั่นใจหรือไม่มีใครให้พึ่งพิง เมื่อเจอปัญหาแล้วไม่สามารถปรับความคิด ปรับการใช้ชีวิตได้ก็มีส่วนทำให้เสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น

การป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอาจมาจากทั้ง 3 ปัจจัยประกอบกันก็ได้ หรือมีด้านใดด้านหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้ามากเป็นพิเศษ แต่ด้านที่พบบ่อยที่สุดคือปัจจัยแวดล้อม ซึ่งแต่ละคนก็มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไป จึงยากที่จะฟันธงสาเหตุของการเกิดโรค เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยกระบวนการรักษาที่เหมาะสมและความร่วมมือจากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าในการค้นหาและค่อย ๆ บรรเทาให้ทุเลา โดยจิตแพทย์จะดูจากอาการที่ปรากฏในผู้ป่วยแต่ละคน

.

สัญญาณบ่งบอกอาการของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า ?

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคืออารมณ์ความรู้สึก ความคิดที่เป็นไปในแง่ลบ ไปจนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมือนเดิม ลักษณะคือมีอารมณ์เศร้าเบื่อตลอดทั้งวัน เป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินสองสัปดาห์ มีความคิดลบมากขึ้น ส่วนใหญ่หากตรวจพบแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการรักษา พบว่ากว่า 80-90% ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากสิ่งรอบตัว ความเครียด ความกดดัน ส่วนใหญ่ต้องรับประทานยา ในบางกรณีพันธุกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดโรคนี้ แต่พบได้น้อยมาก โรคทางจิตเวชมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เราอาจรู้สึกหายขาดอยู่ช่วงเวลานึง แต่อาการก็อาจจะกลับมาได้ตลอดถ้ามีอะไรเข้ามากระทบ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเอง หมั่นสังเกต อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและคนรอบข้างก็อาจจะคอยช่วยเหลือด้วย

.

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าเบื้องต้นที่เราสามารถสังเกตตัวเองได้ คือ เราต้องมีอาการดังต่อไปนี้ 5 ข้อหรือมากกว่า ทั้งนี้เราไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเอง ไม่ว่าโรคทางกายหรือใจใด ๆ ก็ตาม หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนรอบตัวเข้าข่ายโรคซึมเศร้าควรพบแพทย์เพื่อทำการประเมินอย่างถูกต้อง

  • มีอารมณ์ซึมเศร้าตลอดเวลา (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดร่วมด้วย)
  • ความสนใจหรือความสนุกในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลงอย่างมาก
  • น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารผิดปกติ
  • นอนไม่หลับ หรืออาจจะหลับมากไป
  • กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
  • อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง (low energy)
  • รู้สึกตนเองไร้ค่า
  • ไม่ค่อยมีสมาธิ ใจลอย ไม่สามารถจดจ่อได้ หรือรู้สึกลังเล ตัดสินใจได้ยาก
  • มีความคิดเรื่องการตาย อยากทำร้ายตัวเองหรืออยากตาย

จากอาการที่กล่าวมาต้องมีอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ และอาการเหล่านี้ต่อเป็นติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ไม่ใช่อาการที่เป็น ๆ หาย ๆ หากยังมีบางวันที่รู้สึกมีความสุข สนุกสนานอาจจะไม่ใช่โรคซึมเศร้า แต่ไม่ว่าจะเครียดหรือทุกข์ใจเรื่องอะไรก็ตาม ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ได้เช่นกัน

.ซึมเศร้า สุขภาพจิต พบจิตแพทย์

วิธีรักษาใจให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าหายได้แต่ต้องอาศัยหลายๆ อย่าง อาจจะกลับมาเป็นใหม่หรือเป็นต่อเนื่องก็ได้เหมือนกัน บางคนหายไปสองสามปีแล้วเป็นอีก บางคนรักษาหายไปสิบปีละกลับมาเป็นอีก ครั้งแรกที่ตรวจพบโรคซึมเศร้าอาจจะทานยาต้องรับประทานยาต่อเนื่อง 6-9 เดือน หลังจากหายเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หากโรคซึมเศร้ากำเริบอีกครั้งต่อไปอาจจะเรื้อรัง ทำให้ต้องรักษาหรือทานยานานกว่าเดิม สิ่งกระตุ้นหลัก ๆ คือความเครียด คนรอบข้าง การงาน การเงินหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจัยเสี่ยงก็มาจากเรื่องใกล้ตัวที่เกิดกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

.

ในประเทศไทยคิดว่าคนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมากน้อยแค่ไหน รวมถึงโรคซึมเศร้าด้วย ?

โรคซึมเศร้าเป็นคำที่ทุกคนได้ยินบ่อย แต่คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจความหมาย สุขภาพจิตเป็นเรื่องกว้างมากและมีรายละเอียดที่อธิบายด้วยทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ บางทีคนก็พูดไปในเชิงล้อเล่น ใช้โรคทางจิตเวชในการด่าทอ อาจเป็นเพราะขาดความรู้ความเข้าใจ พญ. ชัชชญายังได้เล่าอีกว่าจำนวนผู้ที่มารักษาในโรงพยาบาลเยอะขึ้นและรู้สึกว่าสังคมเปิดรับในเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้นด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีสื่อและการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ทำให้คนรู้จักโรคซึมเศร้าและเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพใจ

.

ปัจจุบันสถิติผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทยอยู่ที่ราว ๆ 1,500,000 คน ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุว่าปี 2563 มียอดการโทรปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 อยู่ที่ประมาณ 700,000 คน แต่ในปี 2564 เพียงเดือนเดียวกลับมียอดสูงถึง 180,000 คน หลักจากที่ได้เห็นข้อมูลจาก www.worldpopulationreview.com เป็นเรื่องน่าตกใจที่ประเทศเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนที่มีจำนวนประชากรฆ่าตัวตายสูงสุดและสูงเป็นอันดับที่ 32 ของโลก

.

เพราะสาเหตุหลักมาจากความคิดที่ทำร้ายใจ ก่อนอื่นต้องพยายามทำความเข้าใจผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าว่า ‘เขากำลังคิดอะไร รู้สึกอะไรอยู่’ แล้วก็รับฟังเขาอย่างไม่ตัดสิน อยู่ข้างๆ และเป็นกำลังใจให้เขา ในฐานะครอบครัว เพื่อน คนรักหรือคนใกล้ชิดอาจรู้สึกว่ายากที่จะปลอบใจหรือทำให้ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าจะทางคำพูดและการกระทำ จริง ๆ แล้วสิ่งที่สำคัญคือ ‘เจตนา’ ของผู้ช่วยเหลือ ความตั้งใจและความหวังดีจะทำให้ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารับรู้ได้ เพียงแต่ทุกอย่างต้องใช้ความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน การเข้าไปนั่งอยู่ในใจและมองในมุมเดียวกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจทำให้เราหาสาเหตุของปัญหาเจอและสามารถช่วยเหลือเขาได้ตรงจุด บางคนอยากดูแลและหวังดีกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าแต่ใช้คำพูดผิดวิธี เผลอบอกปัด หรือเราแนะนำว่าให้ไปเข้าวัดฟังธรรม ให้ปลง หรือบอกเขาว่า ‘เลิกเศร้าได้แล้ว อย่าคิดมาก’ โรคซึมเศร้าก็เป็นโรคหนึ่ง ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าเลิกคิดไม่ได้ อย่าเพิ่งรีบถามว่า ‘ทำไมไม่หายซะที’ ‘ทำไมยอมแพ้ง่ายจัง’ คำพูดที่สื่อว่าเราไม่เข้าใจหรือมองปัญหาของเขาเป็นเรื่องเล็กจะทำให้ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกไม่ดีและไม่อยากจะเปิดใจเล่าปัญหาให้เราฟังอีก

.

‘สู้ ๆ อย่าอ่อนแอสิ’

อย่าบอกให้ใครต้องต่อสู้เพียงลำพัง บางคนอาจจะโอเคกับคำนี้ รับรู้ในความห่วงใย แต่หลายคนก็รู้สึกโดดเดี่ยว สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการสื่อสารกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าคือ บางครั้งเราให้กำลังใจเขาดีแล้ว แต่ด้วยโรคซึมเศร้า ทำให้เขาตีความไปในทางลบได้ ซึ่งเราก็ไม่ต้องโทษตัวเองถ้าเราได้พยายามอย่างดีแล้ว อาจใช้การสื่อสารตรง ๆ ว่าเราเป็นห่วงและอยากให้เขาได้รับความช่วยเหลือ เพราะผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าลึก ๆ แล้วมักรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า อาจสิ้นหวังและท้อแท้ใจได้ง่าย ๆ ดังนั้นต้องได้รับการช่วยเหลือ รักษาและดูแลจิตใจ เมื่ออาการของโรคดีขึ้น พวกเขาจะมีมุมมองที่เปลี่ยนไป สามารถมองโลกในแง่ดีเหมือนคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน

.

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

  1. การออกกำลังกายและออกไปเจอแสดงแดด เพราะการได้เคลื่อนไหวช่วยให้จิตใจกลับมาแจ่มใสและคลายความเศร้าได้ นอกจากนี้การออกกำลังแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง เดิน ว่ายน้ำ จะช่วยให้เรื่องอาการนอนไม่หลับ ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายและปรับสมดุล เมื่อร่างกายแข็งแรง ฮอร์โมนหมุนเวียนเป็นปกติ จิตใจก็ดีไปด้วย
  2. ทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้จะฟังดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่อาหารเพื่อสุขภาพช่วยได้จริง ๆ อาหารประเภทไข่ นม แซลมอน ถั่ว เต้าหู้ ธัญพืชต่าง ๆ มีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก อย่างที่กล่าวไปว่าเป็นสารจำเป็นสำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า อาหารจึงนับเป็นตัวช่วยที่ไม่ควรมองข้าม
  3. เลือกทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ปลูกต้นไม้ ไปเดินห้างกับเพื่อน การทำอาหาร หรือแม้แต่การมีสัตว์เลี้ยง อะไรก็ได้ที่จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดี ๆ แม้บางครั้งเราอาจจะอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากทำอะไร แต่หากพยายามอีกนิด พาตัวเองกลับเข้าสู่บรรยากาศที่เป็นมิตรรอบตัว เราอาจจัดการความรู้สึกด้านลบได้ง่ายขึ้น
  4. อย่าตั้งเป้าหมายหรือตัดสินใจทำอะไรที่ยากเกินไป อารมณ์ด้านลบอาจทำให้คนที่กำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้ารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวอยู่ตลอด ทำอะไรก็ไม่ดี ฉะนั้นลองกำหนดเวลาให้บางช่วงเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจ การบังคับตัวเองให้ใช้แรงใช้สมองมากไป อาจทำให้เรายิ่งรู้สึกแย่กับตัวเอง ขอแค่ไม่ลืมว่าความรู้สึกดาวน์แบบนี้ไม่ได้คงอยู่ถาวร จะมีวันที่เรารู้สึกดีขึ้นแน่ ๆ
  5. อย่าตัดสินใจเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตในขณะสภาพจิตใจไม่มั่นคง อย่างที่บอกว่าอาจเป็นช่วยที่เราหม่นหมองเป็นพิเศษ แต่เราต่างรู้ดีว่าหากหายจากอาการซึมเศร้า เราก็คือคนที่สามารถทำและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ไม่แพ้ใคร เพียงแต่สภาพจิตใจที่ไม่พร้อมอาจทำให้เราไม่สามารถคิดอย่างมีสติได้ ดังนั้นเรื่องสำคัญ ๆ เช่น การลาออกจากงาน การหย่าร้าง ปัญหาครอบครัว ฯลฯ ในช่วงที่โรคซึมเศร้ากำลังบดบังสายตาของเรา ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดความผิดพลาด ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าย่อมโทษตัวเองแน่นอน ทางที่ดีควรขอคำแนะนำจากคนที่เราไว้ใจ หรือพยายามยืดการตัดสินใจออกไปก่อน
  6. พยายามจัดลำดับความสำคัญ อย่างที่บอกว่าภาวะซึมเศร้าอาจทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างนั้นยากไปหมด รุมเร้าจนเราทำอะไรไม่ถูก แค่จะเริ่มต้นก็รู้สึกท้อแท้แล้ว ดังนั้นการมองปัญหาโดยไม่แยกแยะจะทำให้เกิดความสับสน ไม่อยากทำอะไร ลองจัดเรียงความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ ย่อยเป้าหมายใหญ่ให้เล็กลง เมื่อตระหนักรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เราจะจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น และพอทำสำเร็จไปทีละอย่างเราก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เป็นการเรียกความมั่นใจกลับมา

.

ในการรักษาโรคซึมเศร้าทางการแพทย์

เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้อง จะเริ่มตั้งแต่การให้คำปรึกษา การพูดคุยถึงปัญหาแล้วช่วยกันแก้ไข เปลี่ยนความคิดและวิธีมองปัญหาในมุมใหม่ เน้นการปรับตัวและหาแนวทางดูแลจิตใจให้แข็งแรง เมื่อมีปัญหาเข้ามากระทบผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะสามารถเยียวยาจิตใจได้อย่างไร ในแต่ละรายก็มีสิ่งยึดเหนี่ยวแตกต่างกันไป แต่การพยายามหาสิ่งที่ผ่อนคลายอารมณ์และความเครียดให้เจอเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้เราขจัดอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นลบในใจได้ นอกจากนี้ยังมีการให้ยาคลายกังวลหรือยาแก้ซึมเศร้าร่วมด้วยในบางราย ตามที่แพทย์ประเมินและเห็นสมควรว่าต้องรับประทานยาเพื่อช่วยปรับสารเคมีในร่างกาย

เมื่อผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกดีขึ้น จากที่ร้องไห้บ่อย ๆ มีอาการซึมเศร้า ท้อแท้ หมดพลังอยู่ตลอด ก็จะกลับมาเหมือนปกติและสนุกสนานกับชีวิตได้อีกครั้ง แต่โรคซึมเศร้าก็ไม่ได้ต่างจากโรคทางกายหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เพราะไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม ยิ่งป่วยนานยิ่งรักษายาก หากทิ้งไว้นานยิ่งใช้เวลานานในการฟื้นฟู ถ้ารีบพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ อาการก็ดีขึ้นได้เร็ว จากสถิติพบว่า ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าเกิน 80% อาการดีขึ้นจนถึงขั้นหายเป็นปกติเมื่อได้รับการรักษาร่วมกับรับประทานยา แต่หากไม่ได้รับการรักษามีเพียง 20% ที่ดีขึ้น (ในกรณีที่อาการซึมเศร้าไม่รุนแรง) แต่หากซึมเศร้ารุนแรงก็เป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะฟื้นฟูใจด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีความซับซ้อนอีกหลายอย่างเช่น โรคซึมเศร้าสามารถเป็นร่วมกับโรคทางจิตอื่น ๆ ได้ ดังนั้นหากเรามีความเครียด ไม่สบายใจ หรือมีปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขแล้วรู้สึกว่าเราไม่สามารถก้าวผ่านสิ่งนั้นไปได้ อย่าชะล่าใจหรือปล่อยให้ก้อนหินกินพื้นที่ในใจเรา อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ปัจจุบันเรามีช่องทางมากมายให้คุณเข้าถึงบริการด้านสุขภาพใจได้โดยไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรอง โดยทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว อูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.sanook.com/health/23529/

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/article/ระบบนิเวศบำบัดที่ดี-ภูมิคุ้มกัน-‘ภาวะเครียด-โรคซึมเศร้า’-ชั้นดี

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017

—————————————————————-

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/stresssignalblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

.

OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
  • 1
  • 2