Nervous breakdown คืออะไร ใช่ “ซึมเศร้า” ที่เรารู้จักหรือเปล่า ?

Nervous Breakdown แปลตรงตัวว่า “อาการทางประสาท” หรือ “อาการทางจิต” เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงช่วงเวลาที่เรามีความทุกข์ทางจิตใจอย่างรุนแรง เป็นช่วงที่เราไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยทางเทคนิคเพราะไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางจิตที่เฉพาะเจาะจง ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ร่างกายและจิตใจไม่สามารถอดทนต่อความเครียดได้ ไปจนถึงกระทบต่อความสุข ความรื่นรมย์ในชีวิต

ในอดีตเมื่อเราเกิดวิกฤตสุขภาพจิตที่คล้ายกับอาการทางจิตหรือทางประสาท คำนี้เคยใช้เพื่ออธิบายถึงอาการเจ็บป่วยทางจิตที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล โรคเครียดเฉียบพลัน ภาวะหมดไฟ ซึ่งอาการทางประสาทนี้ก็แตกต่างไปตามระดับความเครียดและรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เราพบเจอ

แม้ว่า “อาการทางประสาท” จะไม่ถือเป็นคำศัพท์ทางการแพทย์อีกต่อไป แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากใช้คำนี้เพื่อพูดถึงอาการเครียดรุนแรง ภาวะที่ไม่สามารถรับมือกับความท้าทายในชีวิตได้ ดังนั้นสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นอาการทางจิตอาจเป็นเพียงความเจ็บป่วยทางจิตที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง แต่ถูกนำไปเรียกกันแบบผิด ๆ เท่านั้นเอง ซึ่งขอบเขตของอาการทางประสาทไม่ได้มีกำหนดไว้ชัดเจน

อาการที่สังเกตได้ว่าเข้าข่าย Nervous Breakdown

เราอาจพบอาการผิดปกติทั้งทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม สัญญาณของอาการทางประสาทแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เนื่องจากคำนี้ไม่ได้ใช้ในวงการแพทย์อีกต่อไปแล้ว จึงมีการอธิบายอาการผิดปกติทางประสาทโดยใช้อาการต่าง ๆ มากมายมาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็น

  • กลุ่มอาการซึมเศร้า (Depressive symptoms) เช่น การสูญเสียความหวังและความคิดที่จะฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตนเอง
  • ความวิตกกังวลที่มาร่วมกับความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อตึง มือชื้น เวียนศีรษะ ปวดท้อง ตัวสั่น
  • อาการนอนผิดปกติ เช่น นอนไม่หลับ
  • เห็นภาพหลอน
  • อารมณ์แปรปรวน หรือระเบิดอย่างไม่มีสาเหตุ
  • อาการแพนิก (Panic attacks) ซึ่งรวมถึงอาการเจ็บหน้าอก การหลุดออกจากโลกของความเป็นจริง ความกลัวอย่างรุนแรง และอาการหายใจลำบาก
  • ความหวาดระแวง (Paranoia) เช่น เชื่อว่ามีคนเฝ้าดูหรือสะกดรอยตาม
  • การนึกถึงเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ โรคเครียดหลังจากได้รับ บาดแผลที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่าง Post-traumatic stress disorder (PTSD)

ซึ่งก่อนที่จะมีอาการรุนแรง คนที่มีอาการทางประสาทมักถอนตัวจากครอบครัว เพื่อนฝูง และเพื่อนร่วมงาน สัญญาณเบื้องต้นดังกล่าว อาจรวมถึง

  • หลีกเลี่ยงหน้าที่และการมีส่วนร่วมทางสังคม
  • พฤติกรรมการกิน / นอนเปลี่ยนไป
  • ไม่ค่อยดูแลตัวเองหรือรักษาสุขอนามัย
  • ป่วยบ่อย เจ็บปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีปัญหาในการคิด สมาธิ ตัดสินใจ หรือทำงานให้เสร็จ
  • ความรับผิดชอบลดลง ขาดงานหรือไม่มาทำงานเลย
  • เก็บตัวอยู่คนเดียวเป็นระยะเวลานาน
  • เหนื่อยล้า เฉื่อยชา ง่วงตลอดเวลา
  • อาจมีอารมณ์แปรปรวนแบบสุดขั้ว

ต้นตอของอาการทางประสาทนั้นมาจากสาเหตุที่แตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ มีความเครียดเกิดขึ้นและเราประสบกับความล้มเหลวในการรับมือกับความเครียด สำหรับคนที่รับมือกับความเครียดได้ดีและมีวิธีในการจัดการจะประคองตัวเองไว้ได้ก่อนที่จะเข้าสู่วิกฤตสุขภาพจิต ตรงกันข้ามกับผู้ที่รับมือได้ไม่ดีอาจจะสติแตกแม้แต่กับสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย

หลายคนสงสัยว่าอาการทางประสาทนั้นเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้าหรือไม่ ?

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดก็คืออาการทางประสาทนั้น เป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่ทางการแพทย์จะบัญญัติแยกอาการต่าง ๆ ออกมาเป็นแต่ละโรค เหมือนกับการศึกษาอาการป่วยทางกายที่มีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ โดย สำหรับ “โรคซึมเศร้า” (Major depressive disorder : MDD) ในทางการแพทย์นั้นหมายถึง ภาวะซึมและเศร้าที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้าทั่ว ๆ ไป ถือเป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่ง เกิดจาก 2 สาเหตุหลักคือ 1) ปัจจัยทางชีวภาพหรือพันธุกรรม 2) ปัจจัยด้านจิตใจหรือสิ่งแวดล้อม เช่น สารสื่อประสาทในสมองหรือความผันผวนของระดับฮอร์โมน

อาการทางประสาทที่เกิดจากความวิตกกังวลหรืออาการซึมเศร้า

บ่อยครั้งเราพบว่าอาการทางประสาทจะเกิดขึ้นกับคนที่มีความเจ็บป่วยทางจิตแฝงอยู่ แต่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยและไม่ได้รับการรักษา โรควิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด แล้วถ้าอยู่ในขั้นรุนแรงอาจทำให้เกิดอาการทางประสาทได้ ซึ่งโรควิตกกังวลที่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ ภาวะวิตกกังวลทั่วไป ภาวะวิตกกังวลทางสังคม และโรคตื่นตระหนก ลักษณะเด่นคืออาการกังวลมากเกินไปและความรู้สึกวิตกกังวลแทบจะตลอดเวลา จนอาจทำให้เกิดความทุกข์ ความผิดปกติ อาการทางร่างกาย และปัญหาในการคิดตามมา การไม่จัดการความวิตกกังวลและความเครียดมักนำไปสู่อาการทางประสาท

และในส่วนของอาการซึมเศร้าเป็นภาวะสุขภาพจิตที่พบเป็นอันดับต้น ๆ คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะรู้สึกเหนื่อยล้า เศร้าและสิ้นหวังอยู่เสมอ โดยที่ไม่สามารถดึงความสนใจกลับมาเพื่อทำกิจกรรมตามปกติได้ เช่นเดียวกับโรควิตกกังวล ภาวะเช่นนี้ทำให้ใช้ชีวิตประจำวันหรือจดจ่อกับการทำงานได้ลำบาก เมื่อไม่ได้รับการรักษา การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเยียวยาตัวเองหรือการรับมือกับอารมณ์ก็เป็นไปได้ยาก และความเครียดที่เพิ่มขึ้นอาจนำไปสู่อาการทางประสาทได้ง่าย

เป็นซึมเศร้าก็หายได้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

เมื่อเกิดจากภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลจึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและเพื่อจัดการกับภาวะที่เป็นต้นเหตุ การรักษาอย่างต่อเนื่องและการดูแลตนเองจะช่วยให้บุคคลที่วิตกกังวลหรือซึมเศร้าฟื้นตัวเร็วขึ้นจากอาการทางประสาท และยังให้ปรับวิธีคิดให้สอดคล้องกับการเผชิญปัญหาเพื่อช่วยป้องกันในอนาคตได้อีกด้วย

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตสามารถช่วยป้องกันอาการทางประสาทได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของการเกิดได้ด้วย

เนื่องจากอาการทางประสาทอาจเกิดขึ้นได้จากระดับความเครียดที่แตกต่างกัน ทั้งภาวะสุขภาพจิตและความผิดปกติที่เกิดขึ้นร่วมกัน และความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ การวินิจฉัยและการประเมินที่ครอบคลุมจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถือเป็นเรื่องจำเป็นในการจัดเตรียมแผนการรักษาเฉพาะบุคคล รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตสามารถช่วยป้องกันอาการทางประสาทได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความรุนแรงและความถี่ของการเกิดได้ด้วย เริ่มจากการคำนึงถึง 4 ข้อดังต่อไปนี้

  1. การบำบัด การทำงานร่วมกับนักบำบัดโรคอย่างต่อเนื่องสามารถช่วยให้ผู้ป่วยจัดการและลดความเครียด เรียนรู้กลไกการเผชิญปัญหาที่ดีต่อสุขภาพ ดำเนินการตามขั้นตอนสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่จำเป็น การบำบัดแบบกลุ่มอาจช่วยให้ผู้ป่วยแบ่งปันและทำความเข้าใจว่าคนอื่น ๆ ที่เผชิญปัญหาใกล้เคียงกันฟื้นตัวอย่างไร
  2. ยา หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิต เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล การรักษาด้วยยาเพื่อช่วยรักษาอาการต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและความร่วมมือของผู้เข้ารับการรักษาด้วย
  3. เปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ วิธีนี้คือการพิจารณาลึกลงไปถึงต้นตอของความเครียดในชีวิตที่อาจมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นอาการเจ็บป่วยทางใจ บางครั้งอาจหมายถึงการปรับตัว การหางานใหม่ การยุติความสัมพันธ์ หรือการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่
  4. ครอบครัวบำบัดและการศึกษา ไม่ใช่แค่การดูแลตัวเองแต่การบำบัดอาจเกี่ยวข้องกับครอบครัวและคนรอบตัวด้วย เป็นวิธีที่ดีในการให้ความรู้กับคนที่สำคัญที่สุดทางความรู้สึก เพื่อให้พวกเขาเข้าใจอาการเจ็บป่วยทางใจที่เกิดขึ้นและเรียนรู้วิธีที่พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือคุณได้ดีที่สุด

การพบแพทย์เพราะปัญหาทางใจไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะรับมือกับความเครียดในชีวิตบางเรื่องไม่ได้ แต่ถ้าไม่ได้จัดการกับความเครียดอย่างถูกวิธีก็อาจกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน หากเรารู้สึกว่าอารมณ์ความรู้สึกเปลี่ยนไป สังเกตเห็นอาการที่ได้กล่าวไปข้างต้น นอกจากแพทย์จะช่วยรักษาอาการทางร่างกายได้ ยังสามารถแนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ได้อีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเหล่านี้จะช่วยรักษาอาการทางอารมณ์ จิตใจ และพฤติกรรมโดยรวมได้

แล้วในปัจจุบันการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตก็ไม่ใช่เรื่องยาก มีบริการให้คำปรึกษาทางออนไลน์มากมาย สามารถนัดหมายได้ตามวันและเวลาที่สะดวกโดยไม่ต้องเดินทางอย่าง “อูก้าแอปพลิเคชันคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านวีดีโอคอล” #อูก้ามีทางออก #ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์

  • มีผู้เชี่ยวชาญที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี
  • ปรึกษาได้ทุกปัญหาส่วนตัวและอาการของความเครียด
  • สะดวก ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูง
  • มีแบบทดสอบความเครียดเพื่อการประเมินที่เชื่อถือได้
  • แพ็กเกจบริการหลากหลายที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าองค์กร
  • มีการประเมินผลความเครียดเป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นผลได้ชัดเจน
  • มีระบบรายงานความเครียดและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเฉพาะรายบุคคล

นอกจากนี้เรายังสามารถดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอได้ด้วยการ

  • ใช้เทคนิคการผ่อนคลายและควบคุมสติ การบำบัดทางเลือกและการรักษาแบบองค์รวมอาจใช้เพื่อรักษาอาการทางประสาท แต่ทั่วไปเราสามารถทำสมาธิ โยคะ การออกกำลังกาย ฯลฯ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างการเดินไปรอบ ๆ เป็นเวลา 30 นาที
  • เทคนิคการผ่อนคลาย เช่น การกำหนดลมหายใจเข้าออก ฝึกคลายความโกรธ
  • ใส่ใจการนอนหลับให้เป็นปกติ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงทุกคืน
  • หลีกเลี่ยงยาเสพติด แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และสารอื่นๆ ที่สร้างความเครียดให้กับร่างกาย
  • ไปพบแพทย์หรือเข้าร่วมการให้คำปรึกษาเพื่อจัดการกับความเครียด
  • อย่าลืมพักผ่อน ลดระดับความเครียดของคุณด้วยการเว้นจังหวะชีวิตบ้าง อย่างการพักช่วงสั้นๆ จัดระเบียบสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัยและกิจกรรมประจำวันของคุณให้ดีขึ้น

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ประสบกับช่วงเวลาของความเครียด ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ไปจนถึงรู้สึกสิ้นหวังในบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจ หรืออย่างช่วงนี้ที่เราเผชิญกับการแพร่ระบาดที่ร้ายแรง หากปล่อยให้จุดเริ่มต้นของความเจ็บป่วยนี้ลุกลาม เราอาจเข้าสู่อาการดังกล่าวและเข้าสู่ภาวะเจ็บป่วยทางใจ แต่ไม่ต้องกลัวหากมันเกิดขึ้น เพราะเราสามารถรักษาสภาพจิตใจของเราให้กลับมาแข็งแรงได้ ด้วยการเข้ารับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ การรับคำปรึกษา และการรักษาอื่น ๆ เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติเหมือนเดิม

อย่าให้สุขภาพจิตรบกวนใจ ไม่ว่าอาการทางใจจะเล็กหรือใหญ่ก็ใช้บริการดูแลใจกับอูก้าได้ เรายินดีอยู่เคียงข้างและเป็นเพื่อนที่คอยรับฟังเสมอ เพราะการมอบความสุขให้ตัวเองนั้นเป็นเรื่องสำคัญ อูก้าสนับสนุนให้ทุกคนมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงพร้อมเดินต่อไปด้วยกันนะ

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/U781

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.manarom.com/blog/depression_disorder.html

https://www.medicalnewstoday.com/articles/321018#when-to-see-a-doctor

https://www.healthline.com/health/mental-health/nervous-breakdown#symptoms

https://www.bridgestorecovery.com/nervous-breakdown/types-nervous-breakdowns/

Read More

บริการดูแลใจกับอูก้า ! ของขวัญแด่ฉันคนเก่ง

“เพราะการรักตัวเองถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุด”

เราอาจไม่เคยสังเกตว่าทุกเหตุการณ์ในชีวิต ไม่ว่าเรื่องเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์ การหย่าร้าง การจากลา การเจ็บป่วย สามารถนำความเครียดและความทุกข์มาสู่ใจได้แบบง่าย ๆ แม้กระทั่งความเครียดในชีวิตประจำวันที่เราคิดว่าตัวเองรับมือได้ แต่ในที่สุดก็สามารถถูกครอบงำโดยไม่รู้ตัว เผลอปล่อยความรู้สึกให้ดำดิ่งสู่โลกที่มืดมนไม่เห็นทางออก ทำให้ชีวิตของเราเสียสมดุลและส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ

การศึกษาทางจิตวิทยามากมายแสดงให้เห็นว่าจิตใจและร่างกายของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น เมื่อสุขภาพจิตของเราแย่ลง สุขภาพร่างกายของเราก็ถูกกระทบไปด้วย และหากสุขภาพร่างกายอ่อนแอลง เราก็จะรู้สึก “แย่” ทางจิตใจ เพียงเท่านี้ก็รู้ได้แล้วว่าความคิดและความรู้สึกเราสำคัญต่อการเสริมสร้างสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่ง “ทัศนคติเชิงบวก” เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีได้

เราสามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตในทุก ๆ วันได้โดยการสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ซึ่งจะช่วยให้ปรับตัวเข้ากับความเครียดและฟื้นตัวจากช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตได้ ความยืดหยุ่นไม่ใช่สิ่งที่เราเกิดมาแล้วก็มีเองโดยธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา คนที่มีความยืดหยุ่นจะมีความเป็นอยู่ที่ดีทางอารมณ์ ความสัมพันธ์ที่ดี (Healthy Relationship) และการมองโลกในแง่ดี สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพและการมีอายุยืน

เพราะร่างกายไม่เคยโกหก อย่าลืมฟังสิ่งร่างกายกำลังบอกคุณ

ยกตัวอย่างเช่น เราเกิดมีอาการปวดหัวตึงเครียด ร่างกายอาจกำลังบอกว่าเราต้องการความช่วยเหลือในการจัดการกับสิ่งที่อยู่ในใจ แต่เราก็พบว่ามันยากหากต้องรับมือกับทุกความรู้สึกที่เข้ามา หรือต้องหาทางดีลกับอะไรที่ซับซ้อนเพียงลำพัง แล้วเราจะเริ่มดูแลสุขภาพใจได้อย่างไร ?

ลองเปิดใจให้นักจิตวิทยาเข้ามาเป็นตัวช่วยในชีวิตประจำวันของคุณดูสิ

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์สามารถช่วยรับมือกับความท้าทายและความเครียดที่ต้องเผชิญทุกวันด้วยการหารักษาความสมดุลทางใจไปพร้อม ๆ กับคุณ ปัจจุบันการใช้บริการด้านสุขภาพใจถือเป็นเรื่องปกติ การขอความช่วยเหลือหรือแสวงหาพื้นที่สบายใจไว้พูดคุยไม่ใช่เรื่องน่าอาย การรับบริการดูแลสุขภาพใจด้วยการปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยามีส่วนช่วยในการรักษาสมดุลชีวิตมากกว่าที่หลายคนอาจจะคิดถึง ไม่ว่าจะเป็น

💚 สร้างความมั่นใจให้เราสามารถเผชิญกับความท้าทายในชีวิต

💚 ช่วยให้เราจัดการกับความคิดและความรู้สึกที่ยากลำบากที่อาจรบกวนการทำงานและการใช้ชีวิต

💚 พัฒนาทักษะการสื่อสารและการแก้ปัญหาอันเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสัมพันธ์กับคนรอบตัว

💚 แนะนำวิธีจัดการความเครียดที่เหมาะสมกับตนเอง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและมุมมองเชิงบวก

💚 สร้างเสริมความสามารถในการจัดการความรู้สึกที่รุนแรง ความคิดเชิงลบ และพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตราย

เริ่มต้นรักตัวเองทำได้ไม่ยากเพียงแค่เปิดใจลองพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อให้เราได้เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิม “อูก้าแอปพลิเคชันคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านวีดีโอคอล” เป็นอีกหนึ่งของขวัญที่คุณสามารถมอบให้ตัวเองได้ เพราะทุกปัญหาใจไม่ควรถูกมองข้าม #ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่ต้องกลัวถูกตัดสิน สามารถพูดคุยได้ทุกที่ทุกเวลาที่คุณต้องการ เพราะอูก้ามีบริการมากมายเพื่อดูแลใจของทุกคน ไม่ว่าจะเป็น..

💙 ผู้เชี่ยวชาญที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี

💙 ปรึกษาได้ทุกปัญหาส่วนตัวและอาการของความเครียด

💙 สะดวก ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูง

💙 แบบทดสอบความเครียดเพื่อการประเมินที่เชื่อถือได้

💙 แพ็กเกจบริการหลากหลายที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าองค์กร

💙 มีการประเมินผลความเครียดเป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นผลได้ชัดเจน

💙 มีระบบรายงานความเครียดและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเฉพาะรายบุคคล

รู้อย่างนี้แล้ว อย่ารอช้าที่จะหันมา “รักตัวเอง”

เพื่อสุขภาพกายและใจ…มาเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยด้วยการปรึกษานักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เสมอ ดาวน์โหลดเลย 👉🏻 https://ooca.page.link/TE5S

นอกจากนี้อูก้ายังมีสารพัดวิธีฮีลใจ ที่มาพร้อมโปรโมชั่นดี ๆ อีกมากมาย ติดตามเพื่อรับสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ Line Official 👉🏻 https://lin.ee/6bnyEvy

Read More

“เครียดสะสม” เมื่อสังคมไทยทำลายสุขภาพจิตมากเกินไป!

ในสถานการณ์โควิด-19 ที่คงอยู่มายาวนานร่วมเกือบสองปีแบบนี้เชื่อว่าหลายคนก็คงเครียดกันไม่น้อย ไหนจะยังมีข่าวสารต่าง ๆ ที่สร้างความหดหู่ตลอดเวลาอีก บางครั้งเราเองก็ไม่รู้ว่าความเครียดที่ตัวเองกำลังเจออยู่กลายเป็นความ ‘เครียดสะสม’ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพใจโดยไม่รู้ตัว

แน่นอนว่าความเครียดสะสมนั้น ย่อมเป็นผลให้เกิดความหมดไฟในการทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งความหมดไฟนี้เองก็อาจนำไปสู่การเกิดอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมมากมาย เช่น การพยายามหลีกเลี่ยงการคิดเรื่องโควิด-19 หรือความรู้สึกเบื่อหน่ายในการทำงาน รวมไปถึงอาการของภาวะซึมเศร้าได้ [รับสาระเกี่ยวกับความเครียดสะสมเพิ่มเติมได้ที่: https://bit.ly/3zClJTz ]

นอกจากนี้ การสำรวจในสหรัฐอเมริกาหลายแห่งได้ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ต่อสุขภาพจิต โดยผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าทุกเดือนที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากได้รายงานว่าโควิด-19 ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของพวกเขาเป็นอย่างมาก

ยิ่งยอดติดเชื้อพุ่งสูงขึ้น เราก็ยิ่งเครียดสะสมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เมื่อเราเห็นยอดผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการติดตามข่าวรายวัน จนไม่มีวี่แววว่าจะควบคุมได้เลย แน่นอนว่าเราก็อาจจะเกิดความรู้สึกหวาดระแวงว่าคนรอบข้างจะเป็นผู้ติดเชื้อไหม หรือแม้แต่กังวลว่าตัวเองอาจติดเชื้อแล้วก็ได้แค่ไม่แสดงอาการ ซึ่งความกลัวเหล่านี้เองก็ย่อมทำให้เกิดความวิตกกังวลมากขึ้น บางครั้งก็อาจนำไปสู่ความเครียดได้ และเมื่อเครียดมาก ๆ ก็อาจเป็นผลให้เกิดความเครียดสะสมได้ด้วย

งานวิจัยใน International Journal of Environmental Research and Public Health (2021) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความกลัวต่อเชื้อโควิด-19 เพื่อพิสูจน์ว่าความกลัวเหล่านี้ส่งผลต่อความเครียดได้หรือไม่ โดยงานวิจัยนี้ก็แสดงให้เห็นว่า ความกลัวต่อเชื้อโควิด-19 ทำให้เกิด ‘ความเครียดสะสม’ ได้จริงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนในสถานการณ์โควิด-19 เองก็เป็นผลให้เกิดความเครียดสะสมได้เหมือนกัน เพราะการที่ไม่รู้ว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้จะคลี่คลายลงตอนไหน และจะกลับมาสู่สภาวะปกติได้เมื่อไหร่ สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ดีไม่ดีก็อาจนำไปสู่ความเครียดสะสมได้ แม้ว่าเราปฏิบัติตามมาตราการของภาครัฐอย่างเคร่งครัด แต่การแพร่ระบาดครั้งนี้ก็ยังไม่มี่วี่แววว่าจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้นี้

ความเป็นอยู่ของประเทศในระยะยาว ก็ทำให้เราเครียดสะสมได้เหมือนกัน

ต้องยอมรับว่าความเป็นอยู่ในประเทศไทยตอนนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเครียดสะสมเป็นอย่างมาก เราจะเห็นได้ว่าผู้คนไม่ได้รับความต้องการขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมีเพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอด เพราะการทำงานของรัฐที่แทบจะไม่มีการสร้างระบบและพัฒนานโยบายที่เอื้อต่อสุขภาวะของผู้คนในสังคม

และยิ่งในช่วงการระแพร่ระบาดของโควิด-19 แบบนี้ หลายคนเองก็ขาดแคลนด้านปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค หรือแม้แต่ความความมั่นคงปลอดภัยเองที่เราเห็นตามข่าวสารในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็น ภัยพิบัติน้ำท่วมในจังหวัดต่าง ๆ หรือยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เองก็ตาม ถ้ายิ่งเราต้องเจอข่าวสารรายวันที่ผู้คนไม่ได้รับความเป็นอยู่ที่ดีจากรัฐ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายคนจะเครียดสะสมกันมากขึ้น

งานวิจัยใน Psychology, Health & Medicine (2021) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและความเป็นอยู่ที่ดีในช่วงโควิด-19 ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นอยู่ที่ดีช่วยให้ผู้คนมีความวิตกกังวลลดลงและสามารถจัดการกับความเครียดสะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เราจะเห็นได้ว่าความเป็นอยู่ที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับสุขภาพกาย ใจ สังคม และปัญญา โดยความเป็นอยู่เองก็ช่วยให้สังคมเข้าใจสุขภาพในความหมายกว้างขวางขึ้นว่า สุขภาพดีไม่จำกัดเฉพาะแค่เรื่องสุขภาพทางกายอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้น ถ้าหากความเป็นอยู่ไม่ดี ก็ย่อมทำให้เกิดความเครียดสะสมจนนำไปสู่การบั่นทอนสุขภาพใจให้พังไม่เป็นท่า

การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ด้วยตัวเองก็เป็นตัวช่วยในการคลายเครียดที่ดี

ความเครียดสะสมมักจะเกิดจากการที่เรามีเรื่องที่เครียดมาก ๆ มาผสมปนเปกันไปหมดจนไม่สามารถคลี่คลายได้ มันก็เหมือนการถือของหลาย ๆ อย่างในมือของเรา แน่นอนว่าเราไม่สามารถถือของได้ทั้งหมดภายในสองมือนี้ได้ ถ้าหากเราลองวางของลงบนพื้นลงทั้งหมด และลองจัดการหยิบไปทีละอย่างก็ช่วยให้จัดการกับของต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ความเครียดสะสมของเราก็เหมือนกัน หากเราลองคลายเครียดด้วยการสำรวจตัวเองจากการบำบัดความคิดและพฤติกรรมเพื่อให้เข้าใจความคิด ความรู้สึก และปัญหาที่รบกวนใจเรามากขึ้น

“การบำบัดความคิดและพฤติกรรม” คืออะไร?

การบำบัดความคิดและพฤติกรรม หรือ Cognitive Behavior Therapy (CBT) ดั้งเดิมแล้วเป็นศาสตร์ที่ใช้กับโรคซึมเศร้า แต่ปัจจุบันนี้สามารถบำบัดกับภาวะอารมณ์ต่าง ๆ รวมไปถึงความเครียดเองก็ตาม โดยมีกระบวนการที่ปรับความคิด หรือการรู้คิดของเราให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวกมากขึ้น และก็ยังมีการปรับพฤติกรรมบางอย่างที่ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม

แล้วเราสามารถใช้การบำบัดความคิดและพฤติกรรมด้วยตัวเองได้ไหม?

หลายคนอาจจะคิดว่าการบำบัดความคิดและพฤติกรรมต้องเข้ารับการบำบัดกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ความจริงแล้วเราสามารถทำได้ด้วยตัวเองแบบพื้นฐาน โดยการเขียนลงบนกระดาษเพื่อสำรวจความคิด ความรู้สึกหรือปัญหาที่กำลังรบกวนใจของเราว่ามีอะไรบ้าง? พอเราเห็นถึงปัญหาแล้วก็มาดูต่อว่าเราสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ด้วยวิธีไหนได้บ้าง? และลองเขียนตัวเลือกในการจัดการความเครียดสะสมของเรา เช่น ฟังเพลง วาดรูป หรือแม้แต่ขอคำปรึกษาจากเพื่อนก็ยังได้ แล้วลองทำดูว่าสิ่งที่เราเขียนลงไปบนกระดาษนี้ พอเราทำไปแล้วมันได้ผลสำหรับเราหรือไม่ ถ้าทำแล้วยังไม่ได้ผลหรือว่าไม่ช่วยให้เราคลายเครียดเลย ก็แค่ตัดออกไปและลองทำวิธีอื่นดูไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอวิธีการจัดการที่ใช่สำหรับเรา

แม้ว่าความเครียดจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทุกคน แต่พอเราเครียดสะสมมากเข้าก็อาจทำให้สุขภาพใจพังไม่เป็นท่าได้ และยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ ก็ยิ่งทำให้เราเครียดสะสมจนส่งกระทบทั้งสุขภาพกายและใจได้เป็นอย่างมาก ดังนั้น เมื่อเรารู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับความเครียดสะสมอยู่ก็ควรรีบสำรวจตัวเองว่าปัญหาที่เรากำลังคิดและรู้สึกอยู่เป็นอย่างไร? และมีวิธีไหนที่เราสามารถจัดการกับปัญหาได้บ้าง? ก็ช่วยให้เราคลายเครียดจากความวุ่นวายรอบตัวได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

หากใครที่กำลังมองหาตัวช่วยในการจัดการกับความเครียด อูก้าพร้อมเป็นผู้ช่วยของคุณเสมอ ด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มาพร้อมแบบทดสอบความเครียดให้ทุกคนสามารถสำรวจระดับความเครียดด้วยตนเองได้อย่างไม่เสียค่าใช้จ่าย และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ อย่างจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่พร้อมรับฟังและให้คำปรึกษาทุกทุกปัญหา มั่นใจได้ว่าทุกอย่างจะเป็นความลับ ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ที่ไหนเวลาใดก็มาหาเราได้เสมอ เรื่องของใจให้เรารับฟังนะ 😊💙

รับแบบทดความความเครียดฟรี ! ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นและสารพัดวิธีดูแลใจตนเองอีกมากมายได้ที่ Line Official 👉🏻 https://lin.ee/6bnyEvy

หรือดาวน์โหลดเลย ได้ทั้ง IOS และ Android 👉🏻 https://ooca.page.link/WvEw

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Dymecka, Joanna, Rafał Gerymski, and Anna Machnik-Czerwik. “How does stress affect life satisfaction during the COVID-19 pandemic? Moderated mediation analysis of sense of coherence and fear of coronavirus.” Psychology, Health & Medicine (2021): 1-9.

Koçak, Orhan, Ömer Erdem Koçak, and Mustafa Z. Younis. “The psychological consequences of COVID-19 fear and the moderator effects of individuals’ underlying illness and witnessing infected friends and family.” International journal of environmental research and public health 18.4 (2021): 1836.

Healthline: https://bit.ly/3ynPlU0

The 101.World: https://bit.ly/3gJHN89

Read More

Work From Home นาน ผลาญพลังงานชีวิต จน “ไม่มีสมาธิทำงาน”

ช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกว่าไม่มีสมาธิในการทำงานกันสักเท่าไหร่ จากที่เคยทำงานแค่หนึ่งชั่วโมงก็เสร็จ กลับกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนแค่หาพื้นที่ส่วนตัวอยู่คนเดียวก็ช่วยให้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้นแล้ว แต่พอต้องมาทำงานอยู่บ้านยาว ๆ เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายเป็นว่าสมาธิสั้นลงซะงั้น พองานไม่เดินหน้าไปไหนสักที เราก็ยิ่งกังวลว่างานจะทำเสร็จไหมจนนอนไม่หลับ ต้องลุกขึ้นมาเปิดคอมทำงานต่อจนแทบไม่มีสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว เพราะอะไรกันนะ ?

เพราะ “บ้าน” ทำให้เรากังวล จนไม่มีสมาธิในการทำงาน

โดยปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินตามสัญชาตญานว่าบ้านต้องเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหลังจากที่เลิกงานมาเหนื่อย ๆ แต่โควิด-19 ทำให้หลายคนต้องปรับเปลี่ยนไปทำงานอยู่ที่บ้าน เราจึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการพักผ่อนไปควบคู่ไปกับการทำงานด้วย พอต้องทำงานอยู่ที่บ้านแน่นอนว่าสภาพแวดล้อมภายในบ้านย่อมรบกวนการทำงานจนทำอะไรก็ไม่มีสมาธิ เคยไหมที่เรานั่งทำงานอยู่แล้วเห็นว่า ‘บ้านไม่สะอาด’ จนรู้สึก ‘รกหูรกตา’ เลยต้องลุกขึ้นมาทำความสะอาด เพราะเราต้องคอยมานั่งกังวลเรื่องที่บ้านและยังต้องมากังวลเรื่องงานอีกก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะไม่มีสมาธิในการทำงาน

งานวิจัยใน Emotion Journal (2007) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและประสิทธิภาพในการรู้คิด (Cognition) ได้แสดงให้เห็นว่าคนที่มีความกังวลมักให้ความสนใจกับสิ่งเร้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน เมื่อปริมาณงานของเราทั้งจากที่ทำงานและที่บ้านสูงขึ้น เราจำเป็นต้องใช้สมาธิมากขึ้นตามไปด้วย แต่กลายเป็นว่ามันกลับส่งผลให้เราเกิดความวิตกกังวลมากกว่าเดิม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงหลีกเลี่ยงความวิตกกังวลจากงานตรงหน้าด้วยการให้ความสนใจกับสิ่งเร้ารอบข้างภายในบ้านมากกว่านั่นเอง

และเมื่อภาระงานทั้งจากที่ทำงานและที่บ้านผสมปนเปกันไปหมด เราก็ยิ่งต้องใช้พลังสมองมากเพื่อจัดลำดับความสำคัญว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลังจนเป็นผลให้เกิดอาการสมองล้ามากขึ้น ซึ่งอาการนี้เองก็ส่งผลให้ความคิดของเรายุ่งเหยิง กลายเป็นความวิตกกังวลจนไม่สามารถจดจ่อกับเรื่องต่าง ๆ ได้ทีละอย่าง และสุดท้ายเลยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้น้อยลง ถ้ายิ่งเราต้องทำงานที่ต้องใช้สมาธิหรือซับซ้อนมาก ก็ยิ่งฟุ้งซ่านและไม่สามารถจดจ่อกับมันได้เลย

กังวลจนนอนไม่หลับก็ทำให้ไม่มีสมาธิได้เหมือนกัน

เพราะการอยู่บ้านอย่างที่หลายคนรู้ว่าแทบไม่มีสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเลย ทำให้เราทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็นจนลากยาวไปถึงค่ำกว่าจะเลิกงานได้ หรือแม้แต่ตอนที่นอนหลับอยู่ก็ยังกังวลเรื่องงานจนต้องลุกจากเตียงมาเปิดคอมทำงานต่อให้เสร็จ หลายคนต้องพักผ่อนไม่เพียงพอเพราะต้องทำงานแบบนี้อยู่เป็นประจำจนร่างการอ่อนเพลียจากการหักโหมงาน เมื่อร่างกายของเรารับมือกับมันไม่ไหวก็เป็นผลให้ไม่สามารถจดจ่อกับงานได้นานและทำงานได้ช้าลงกว่าตอนที่ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ

งานวิจัยใน Journal of Health Psychology (2021) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการนอนไม่หลับและการไม่มีสมาธิ แสดงให้เห็นว่าคนที่มีอาการนอนไม่หลับจะมีสมาธิหรือความสามารถในการจดจ่อกับงานและตัดสินใจอย่างถูกต้องได้น้อยลงกว่าเดิม เป็นผลให้เราจดจ่อกับสิ่งเร้ารอบตัวภายในบ้านมากกว่างานที่ต้องทำจนไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

หากเรามีความกังวลอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม สมองของเราจะเต็มไปด้วยอคติและให้ความสนใจกับเรื่องที่กำลังวิตกกังวลมากขึ้น และความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่องนี้เองก็ส่งผลให้นอนไม่หลับได้ หากเราอดนอนมาก ๆ หรือง่วงแต่นอนไม่หลับ ความจำในการทำงานก็ถูกทำลายจนเสื่อมสภาพและความสามารถในการจดจ่อกับงานก็ลดลงเป็นอย่างมาก เพราะอาการเหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นผลให้ไม่มีสมาธิในการทำงานมากขึ้นจนนำไปสู่การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพได้

แค่เปลี่ยนมุมมองก็สามารถรับมือกับการไม่มีสมาธิในการทำงานได้แล้ว

แม้ว่าการอยู่บ้านนาน ๆ จะทำให้เราไม่มีสมาธิในการทำงาน แต่เราก็ยังต้องทำงานอยู่ที่บ้าน จนกว่าวิกฤติครั้งนี้จะผ่านพ้น การพยายามจัดการและรับมือกับปัญหาก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนวัยทำงานหลายคน เราจะได้ไม่ต้องทรมานกับการไม่มีสมาธิทำงานที่บ้านอีกต่อไป

😣 จัดการกับสิ่งเร้าที่รบกวนสมาธิของเราให้ได้มากที่สุด

การถูกขัดจังหวะในการทำงานถือว่าเป็นตัวทำลายสมาธิชั้นดีเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการขัดจังหวะที่สั้นแค่ไหนก็ตาม เพราะเมื่อเรากำลังจดจ่อกับงานไปได้อย่างราบรื่นแต่ดันมีสิ่งเร้ามารบกวนสมาธิจนหลุดออกจากวงจรในการทำงานก็สร้างความน่าหงุดหงิดใจให้กับเราไม่น้อยเลย ถึงแม้ว่ามันเป็นไปได้ยากที่เราจะจัดการกับสิ่งเร้าที่มารบกวนสมาธิของเราไปได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราเริ่มต้นจากปิดการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์ประมาณสามชั่วโมง และลองโฟกัสไปที่งานเพียงอย่างเดียวก็ช่วยกำจัดสิ่งเร้าที่เป็นต้นตอของการรบกวนที่ใหญ่ที่สุดไปได้หนึ่งอย่าง และก็ยังมีเวลาได้จดจ่อกับงานอย่างเต็มที่อีกด้วย

⏰ จัดตารางเวลาให้เหมาะสมกับความเป็นตัวเรา

ตารางเวลาช่วยให้เราสามารถจัดระเบียบความคิดของเราได้ดีว่าตั้งแต่เวลาไหนที่ต้องทำงานหรือถ้าเป็นเวลานี้ควรได้พักผ่อนแล้ว เพราะสมองของเราก็ไม่สามารถทำงานนาน ๆ ได้ตลอดทั้งวันเหมือนกับร่างกายของเรา ถ้าเรามีเวลาพักผ่อนที่ชัดเจน เช่น ภายในหนึ่งวันเรามีเวลาพักผ่อน 3 ครั้ง แบ่งออกเป็น ช่วงเช้า 30 นาที ช่วงพักเที่ยง 1 ชั่วโมง ช่วงบ่ายอีก 30 นาที  หรืออาจจะหาเวลาสร้างความบันเทิงให้กับตัวเองด้วยการฟังเพลงประมาณ 10 นาที มันก็ช่วยลดอาการสมองล้าที่นำไปสู่การไม่มีสมาธิได้ หรือถ้าหากจำเป็นต้องทำงานเกินเวลาที่กำหนดก็อย่าลืมหยุดพักผ่อนหลังจากที่ทำงานเสร็จแล้ว

ในช่วงสถานการณ์แบบนี้เราคงหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ที่น่าเบื่อหน่ายจากการกักตัวอยู่บ้านไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าหากพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจนส่งผลต่อสุขภาพใจของตัวเอง เช่น กังวลจนนอนไม่หลับ หรือกังวลจนไม่มีสมาธิทำงาน มันก็อาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าหรือส่งผลให้ทำลายสุขภาพใจของเราได้ ถ้าหากเราให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็เป็นตัวช่วยอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถกลับมามีความสุขกับทุก ๆ เรื่องได้เหมือนเดิม

หากใครที่กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญมาดูแลใจของคุณ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือคุณทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้คุณกังวลจนนอนไม่หลับ หรือกังวลจนไม่มีสมาธิทำงานก็ตาม เราก็พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพใจของคุณเสมอ 😊💙

[ด่วน🔥] สำหรับผู้ใช้บริการครั้งแรก รับเลยส่วนลดถึง 10%

เพียงกรอกรหัส NEWCOMER289 ในการจองนัดหมายครั้งแรกผ่านแอปฯ ooca

วันนี้-30 กันยายนนี้เท่านั้น ดาวน์โหลดเลย 👉🏻 https://ooca.page.link/x78u

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Eysenck, Michael W., et al. “Anxiety and cognitive performance: attentional control theory.” Emotion 7.2 (2007): 336.

Miller, Christopher B., et al. “Tired and lack focus? Insomnia increases distractibility.” Journal of health psychology 26.6 (2021): 795-804.

BBC: https://bbc.in/2Wwzk13

Forbes: https://bit.ly/3gx6EMg

The Conversation (1): https://bit.ly/3Dh5Q8d

The Conversation (2): https://bit.ly/2Wt0VAj

Read More

เดี๋ยวดาวน์ เดี๋ยวนอยด์ เมื่อไหร่โควิดจะหายไปให้เราได้ใช้ชีวิตปกติซะที ?

เป็นไหม ? รู้สึกนอยด์ ๆ จากการเสพข่าวหรือเห็นในโซเชียลมีเดียว่าสถานการณ์โควิดในต่างประเทศเริ่มดีขึ้น คนประเทศอื่นเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่เรายังต้องอยู่บ้าน work from home ไปไหนไม่ได้ อยากออกไปเที่ยวผ่อนคลาย ทำกิจกรรมและใช้ชีวิตแบบปกติซะที สุดท้ายกลายเป็นรู้สึกดาวน์กับตัวเอง

ไม่ใช่แค่นอยด์เพราะเบื่อ แต่ดูเหมือนเราจะนอยด์กับ “โควิด” สุด ๆ แล้ว

อาการนอยด์หรือหวาดระแวง (Paranoia) เป็นภาวะผิดปกติทางความคิดที่ทำให้เรารู้สึกระแวง สงสัยอย่างไม่มีเหตุผล เกี่ยวข้องกับวิธีคิดที่แปลกหรือผิดปกติ หากเป็นชั่วครั้งชั่วคราวกับเรื่องที่ใคร ๆ ก็นอยด์ อาจไม่นับว่าเป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพ อย่างในช่วงโควิดสังเกตได้ว่าคนรอบตัวต่างก็ “นอยด์” กันไปหมด ไม่ต้องแปลกใจที่เราดาวน์ลง เพราะโควิดทั้งพรากความสุขและสั่นคลอนความปลอดภัยในชีวิตเรา

แต่ถ้าเรานอยด์กับโควิดจนอยู่ในจุดที่ใจเป็นทุกข์ ไม่สามารถควบคุมความคิดตัวเองได้ เราอาจดาวน์จนถึงจุดที่เรารับไม่ไหวอาจนำไปสู่โรคความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหวาดระแวง (Paranoid personality disorder : PPD) เป็นความหวาดระแวงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มักอยู่กับความสงสัย แม้ว่าจะไม่มีเหตุผลให้ต้องสงสัยก็ตาม เช่น คิดว่าคนอื่นไม่ชอบเรา รู้สึกไม่ไว้ใจใคร โดยเชื่อว่าผู้อื่นพยายามดูหมิ่น ทำร้าย หรือข่มขู่พวกเขาอยู่ตลอดเวลา

ด้วยชุดความคิดที่บิดเบือนนี้ทำให้ยากที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง มีปัญหาในการเข้าสังคม ความผิดปกตินี้มักเริ่มต้นในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและดูเหมือนจะพบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อาการนอยด์นั้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึกแต่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวช (mental illness) นับเป็นอาการที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์

อะไรทำให้เกิดความผิดปกติของบุคลิกภาพหวาดระแวง ?

แม้จะมีการศึกษามากมายแต่ก็ยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของ PPD แต่อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางชีววิทยาและจิตวิทยาร่วมกัน พบว่าโรค PPD นั้นพบได้บ่อยในผู้ที่มีญาติหรือคนใกล้ชิดเป็นโรคจิตเภท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมระหว่างความผิดปกติทั้งสอง ประสบการณ์ในวัยเด็ก การถูกทอดทิ้ง ละเลยทางความรู้สึก รวมทั้งการบาดเจ็บทางร่างกายหรือทางอารมณ์อาจมีส่วนสำคัญต่อ PPD

จะรู้ได้ยังไงว่าเราแค่รู้สึกนอยด์หรือเสี่ยงต่อการเป็น PPD ?

ลองสังเกตความรู้สึกและความคิดของตัวเอง รวมถึงอาการดังต่อไปนี้ว่าเข้าข่ายหรือไม่

  • สงสัยในความสัมพันธ์ ความเคารพนับถือ หรือความเชื่อใจของผู้อื่น โดยคิดไปว่าผู้อื่นกำลังหลอกใช้หรือหลอกลวง
  • ไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ผู้อื่นรู้ ระแวงเกินกว่าปกติ กลัวว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
  • เป็นผู้ที่ไม่ให้อภัยใครและชอบยึดถือความขุ่นเคือง
  • อ่อนไหวง่าย และขาดความสามารถในการวิเคราะห์วิจารณ์
  • พยายามตีความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดหรือท่าทีของคนอื่นเสมอ ๆ
  • รู้สึกเหมือนถูกโจมตีจากคนอื่น ทั้งที่ไม่มีลักษณะนั้นปรากฏให้เห็น
  • ตอบโต้ด้วยความโกรธและตอบสนองอย่างรวดเร็ว
  • เกิดความสงสัยซ้ำ ๆ โดยไม่มีเหตุผล เช่น คิดว่าคู่รักของตนนอกใจ เพื่อนนินทาลับหลัง
  • มักเย็นชาและเหินห่างในความสัมพันธ์กับผู้อื่น ชอบคนควบคุมและหึงหวง
  • มองไม่เห็นบทบาทของตนในปัญหา เชื่อว่าตนเองถูกต้องเสมอ
  • จัดการอารมณ์ไม่ค่อยได้ ผ่อนคลายไม่เป็น
  • ตั้งตนเป็นศัตรู ดื้อรั้น และชอบโต้แย้ง

หากมีหลายข้อที่ตรงกับตัวเรา อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังมีปัญหาสุขภาพใจ แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์เพื่อทำการประเมินและวินิจฉัย สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ที่เป็นโรค PPD มักไม่แสวงหาการรักษาเพราะไม่ได้มองว่าตนเองมีปัญหา เมื่อต้องเข้ารับการปรึกษา ทำจิตบำบัด วิธีรักษาจะเน้นไปที่การจัดระบบความคิด เพิ่มทักษะการเผชิญหน้าและรับมือกับปัญหาทั่วไป ตลอดจนการเสริมทักษะทางสังคม การสื่อสาร และความภาคภูมิใจในตนเอง เพื่อให้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น

กระบวนการการรักษาต้องอาศัยความไว้วางใจเป็นพื้นฐาน จึงเป็นเรื่องท้าทายที่จะสร้างความเชื่อใจกับคนที่เป็น PPD ส่วนใหญ่การใช้ยาไม่ใช่หัวใจหลักของการรักษาโรคนี้ อย่างไรก็ตามอาจมีการใช้ยาร่วมด้วย หากอาการนั้นรุนแรงมากหรือมีปัญหาทางจิตที่เกี่ยวข้อง เช่น ความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า เช่น ยาต้านเศร้า ยาต้านความวิตกกังวล ยากล่อมประสาท หรือยารักษาโรคจิตเภท

ไม่อยากนอยด์ง่าย นอยด์เก่ง มีวิธีไหนที่เยียวยาใจตัวเองได้บ้าง ?

หากคุณเพียงแค่รู้สึกดาวน์ นอยด์กับสถานการณ์โควิด ท้อแท้กับสิ่งที่เป็นอยู่ อาจเริ่มจากการพูดคุยกับ “อูก้าแอปพลิเคชันคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านวีดีโอคอล” ตัวช่วยที่ทำให้คุณเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่าย ๆ ในยุคโควิด ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลารอคิว เพราะอูก้าพร้อมอยู่กับคุณทุกที่ทุกเวลา แค่มีอินเทอร์เน็ตก็ดูแลใจแบบออนไลน์กันไปเลย #อูก้ามีทางออก #ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ #ปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์

  • คุยได้ทุกปัญหาส่วนตัวและอาการนอยด์ อารมณ์ดาวน์ สิ้นหวังเพราะโควิด หมดไฟ ฯลฯ
  • มีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี
  • นัดปรึกษาได้ในวันและเวลาที่คุณสะดวก
  • สะดวก ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูง
  • มีแบบทดสอบความเครียดเพื่อการประเมินที่เชื่อถือได้

ใครที่รู้สึกว่าตัวเองนอยด์ง่าย หงุดหงิดกับโควิด อยู่คนเดียวแล้วดาวน์บ่อย ๆ ก็ควรหาวิธีรับมือกับอารมณ์ลบที่สามารถทำได้เอง ไม่ว่าจะเป็น

  • เขียนบันทึก ลองสังเกตตัวเองและเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ตัวหนังสือช่วยสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าสิ่งที่เราเขียนมีอารมณ์เป็นบวกหรือลบมากกว่ากัน เริ่มตั้งแต่บันทึกเรื่องทั่วไป สิ่งที่ทำให้หวาดระแวง คิดลบบ่อยแค่ไหน เรามักจะดาวน์ช่วงไหน ทำให้ค้นหาสาเหตุหรือแนวโน้มของการเกิดอาการนอยด์ได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไร มีอะไรที่ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้บ้าง
  • ปรึกษาคนรอบข้าง การพูดคุยกับคนที่ไว้วางใจเพื่อระบายสิ่งที่เราอึดอัดเป็นอีกวิธีที่ดี ไม่ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว ทั้งยังช่วยรักษาความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อนและคนรอบข้างไว้
  • ผ่อนคลายและยืดหยุ่น หากิจกรรมที่ช่วยปรับสมดุลความคิด เช่น ออกกำลัง นั่งสมาธิ งานอดิเรกที่สนใจ เป็นต้น
  • ดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง ใส่ใจพฤติกรรมการนอนหลับ การรับประทานอาหาร มีสติรู้เท่าทันอารมณ์อยู่เสมอ

เชื่อว่าทุกคนอยากพาตัวเองออกจากอารมณ์ดิ่ง อยากให้โควิดหายไป แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนจากสลัดความรู้สึกดาวน์หรือความคิดในแง่ลบออกไป ยิ่งโควิดรุนแรงขึ้นทุกวัน เราอาจนอยด์ทั้งเรื่องสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงกังวลเรื่องอนาคต หน้าที่การงาน บ้างก็ระแวงว่าคนรอบตัวจะติดโควิดหรือเปล่า จนสิ่งเหล่านี้กระทบต่อสุขภาพกายและใจ นอยด์จนไม่อยากเจอกับใคร ยิ่งเห็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระยิ่งรู้สึกหมดหวังกับสิ่งที่เผชิญอยู่ ไร้ซึ่งพลังบวกในชีวิต จนจัดการความรู้สึกดาวน์ไม่ได้สักที

ถ้าโควิดไม่หมดไป แปลว่าเราต้องดาวน์แบบนี้ต่อเรื่อย ๆ หรือเปล่า ?

อย่างแรกให้เรา “ตั้งสติ” แล้วค่อย ๆ พิจารณาถึงสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดาวน์
สิ่งที่กังวลเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและกระทบกับเราโดยตรงหรือไม่ ?
ก้อนความกังวลที่เราคิดเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ?
หรือเป็นอารมณ์ดาวน์เพราะเราคิดเปรียบเทียบกับคนอื่น ?

ไม่ผิดเลยที่เราจะห่วงความปลอดภัยของตัวเอง อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากพัฒนาเติบโตไปข้างหน้า แต่ความคิดที่ฟุ้งซ่านเกินความพอดีหรือห่างไกลจากความเป็นจริงมากเกินไปอาจบิดเบือนการรับรู้ของเราได้ โดยเฉพาะช่วงโควิดที่เราอยู่กับตัวเองค่อนข้างมาก ทำให้ความคิดแตกขยายได้ง่าย ยามที่เราทั้งโดดเดี่ยวทั้งควบคุมความคิดไม่ได้ เป็นอะไรที่อันตรายกับใจอยู่เหมือนกัน

โควิดเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายและคุกคามเรามากก็จริงแต่ไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองหรือรู้สึกผิดที่เราติดอยู่กับที่ นอยด์บ้างดาวน์บ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าลืมหาความสุขให้ชีวิต ยิ้มให้กับเรื่องง่าย ๆ จะได้มีแรงพาตัวเองออกจากอาการนอยด์ที่คอยบั่นทอนจิตใจ เริ่มต้นจัดการกับความรู้สึกดาวน์หรืออารมณ์นอยด์ง่ายที่ฉุดรั้งเรา ด้วยการเป็นเพื่อนกับอูก้า เพราะสุขภาพใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเสมอ

________________________________⠀⠀⠀⠀
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/Y8ep

อ้างอิงจาก

https://www.pobpad.com/หวาดระแวง

https://www.blockdit.com/posts/6034822d845c6b081e27fb84

https://www.webmd.com/mental-health/paranoid-personality-disorder

Read More

“ซึมเศร้า” ควรเป็นก่อนแล้วค่อยไปหาหมอ หรือควรไปหาหมอก่อนจะได้ไม่เป็น?

ในวิกฤติเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงในประเทศไทยจากสถานการณ์โควิด-19 สร้างความไม่แน่นอนให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ทางการเงิน ทางเศรษฐกิจมหภาค และทางการเมือง ฯลฯ ไหนจะมีข่าวด้านลบเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและสื่อโซเชี่ยลมีเดียที่สร้างความหดหู่ให้กับเราไม่เว้นแต่ละวันจนหลายคนวิตกกังวลหรือกลัวว่า หากเจอแต่เรื่องเศร้าแบบนี้ทุกวันแล้วเราจะเป็นซึมเศร้าไหม ถ้าไม่ได้เป็นซึมเศร้าแต่อยากปรึกษาจิตแพทย์ป้องกันไว้ก่อนจะได้ไหม หรือว่าต้องรอให้เป็นซึมเศร้าก่อนถึงต้องไปปรึกษาจิตแพทย์ได้

เมื่อรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างของเรามีแต่พลังงานด้านลบ และเต็มไปด้วยความหดหู่หรือความโศกเศร้ามากเกินไปจนเสี่ยงต่อการเป็นซึมเศร้า เราควรรีบไปปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจป้องกันไว้จะดีที่สุด เพราะซึมเศร้าอาจเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว หากเราปรึกษาจิตแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ช่วยให้ความเสี่ยงต่อการเป็นซึมเศร้าลดลงได้

ไม่ต้องรอให้เป็นซึมเศร้าก่อนก็ปรึกษาจิตแพทย์ได้เพื่อสุขภาพใจที่ดีของเรา

เป็นเรื่องปกติถ้าเราไปหาหมอก่อนที่จะเป็นซึมเศร้า เพราะขนาดการดูแลสุขภาพกายเองก็ยังมีการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อดูว่าร่างกายมีจุดบกพร่องตรงจุดไหน การดูแลสุขภาพใจก็ไม่ต่างกัน หากเราได้เข้ารับการประเมินสุขภาพใจ และได้เทคนิคในการจัดการกับภาวะทางอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะได้รู้ว่าใจของเรายังรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ไหวอยู่ไหม หรือมีภาวะทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันที่ลำบากขึ้นหรือไม่นั่นเอง

เพราะเรื่องของสุขภาพใจไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเหมือนกับสุขภาพกาย ถึงแม้ว่าเราคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเราต้องเจอกับภาระงานที่หนักอึ้งหรือปัญหาชีวิตมากมายที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนก็อาจนำไปสู่ภาวะทางอารมณ์ต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว หากรู้สึกว่าพฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น

🤒 ภาวะทางอารมณ์ไม่คงที่ เช่น เครียดมากกว่าปกติ

🤒 ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างไม่มีสาเหตุ

🤒 ความสนใจในเรื่องต่าง ๆ ของตัวเองลดลงอย่างไม่มีเหตุผล

🤒 ไม่สามารถจัดการกับความสัมพันธ์ได้ หรือมีความขัดแย้งกับคนรอบข้างบ่อยขึ้น

เมื่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากเกินไป การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการหนักจนถึงขั้นป่วยเป็นโรคก็จะช่วยให้สามารถจัดการกับภาวะทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด ความกังวล หรือ ความเศร้าเองที่พอปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะนำไปสู่อาการซึมเศร้าได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างสุขภาพใจให้มีความสุขกับชีวิตเพิ่มมากขึ้นด้วย

เป็นซึมเศร้าแล้วก็ต้องรีบปรึกษาจิตแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้อาการหนักไปมากกว่านี้

แน่นอนว่าเมื่อรู้สึกเจ็บป่วยกายก็ต้องไปหาหมอเพื่อรักษาให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ใจของเราก็เช่นกัน เมื่อเจ็บป่วยใจก็ต้องได้รับการรักษาจากหมอเพื่อให้ใจกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนกับร่างกาย ถ้าหากเรารู้ตัวว่าการเจ็บป่วยที่เรากำลังเผชิญอยู่ส่งผลให้การใช้ชีวิตของเราลำบากมากขึ้นจนไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์และเข้ารับการรักษาสุขภาพใจทันที เพราะถ้าปล่อยให้ป่วยใจนานก็ยิ่งเยียวยาใจได้ยาก เราจึงต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อบรรเทาอาการซึมเศร้าไม่ให้เป็นหนักไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม การไปหาหมอหลังเป็นซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่าเราละเลยกับการดูแลสุขภาพใจของตัวเองแต่อย่างใด บางครั้งเราต้องมีภาระทำงานที่ต้องจัดการค่อนข้างมากหรือยุ่งอยู่กับการใช้ชีวิตจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ซึ่งจุดนี้เองทำให้เราเกิดเครียดหรือวิตกกังวลจนไม่ทันได้สังเกตตัวเอง พอมารู้ตัวอีกทีก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่เหมือนแต่ก่อนแล้ว เมื่อเรารู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่กับซึมเศร้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าปล่อยให้อาการซึมเศร้าคุกคามจนเรื้อรัง แต่ควรรีบไปปรึกษาจิตแพทย์และเข้ารับการรักษาสุขภาพใจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือไปหาหมอก่อนก็ควรได้รับการปรึกษาจิตแพทย์ทั้งคู่

มันไม่มีผิดไม่มีถูกว่าควรเป็นซึมเศร้าก่อนถึงไปหาหมอ หรือควรไปหาหมอก่อนที่จะเป็นซึมเศร้า เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราเลือกแบบไหน แต่ถ้าปลายทางของเรา คือ การปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการดูแลสุขภาพใจแล้ว หากมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือในการเริ่มต้นดูแลสุขภาพใจของเราก็เป็นเรื่องง่ายที่จะจัดการกับปัญหาในชีวิตและภาวะซึมเศร้าที่รบกวนใจอยู่ตลอดเวลาออกไปได้ ถ้าเราตระหนักถึงความสำคัญของการปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาให้มากขึ้น และคิดว่าเสมอการป่วยใจเป็นเรื่องปกติที่ควรจะได้รับการรักษาไม่ต่างกับป่วยกาย ก็ช่วยให้เราผ่านพ้นจากการเป็นซึมเศร้าและสามารถกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง

อย่าลืมว่า ‘ใจ’ ของเราเองควรได้รับการดูแลเหมือนกับร่างกายเสมอ หากคุณยังไม่รู้ว่าจะต้องไปปรึกษาจิตแพทย์ ที่ไหนให้อูก้าเป็นตัวช่วยของคุณ เพราะเรามีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี รับรองได้ว่าสุขภาพใจของคุณได้รับการดูแลที่ดีอย่างแน่นอน 🥰💙

________________________________⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/7erU
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

อ้างอิงข้อมูลจาก:

APA: https://bit.ly/3lgcHrV

verywellmind: https://bit.ly/2VpLDeA

HelpGuide: https://bit.ly/3BThh54

THE STANDARD: https://bit.ly/3BYF2Zy

THAI PUBLICA: https://bit.ly/37cblWQ

Read More

Remote Working ก็ต้องดูแลใจแบบ Home Caring กันไปเลย

จากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่รุนแรงขึ้นทุกที ธุรกิจมากมายปรับตัวหรือล้มเหลวในชั่วข้ามคืน ชีวิตการทำงานก็ไม่เคยเหมือนเดิม เราปรับความคิด ปรับการใช้ชีวิตและเรียนรู้มิติใหม่ของการทำงานที่ไม่ต้องเข้าไปนั่งยาว ๆ แปดชั่วโมงในออฟฟิศ จากสัปดาห์ก็นานเป็นเดือนเป็นปีกับการ Work from home หรือ Work from everywhere โดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางเราจะลงตัวกับการทำงานรูปแบบไหนกันแน่


มีหลายสิ่งที่ผู้นำธุรกิจต้องพิจารณานอกเหนือไปจากเรื่องงาน หรือการจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสำหรับการทำงานทางไกล ก็คือเรื่องส่วนตัวของและสภาพจิตใจของพนักงาน หลายคนมีความเครียดจากการอยู่บ้านนาน ๆ ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ภาระที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบถึงนิสัย ทัศนคติ ไปจนถึงสุขภาพของพนักงาน ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าเราจะไม่กลับไปเป็น “ปกติ” เราจะกลับไปสู่ “ความปกติใหม่” (New Normal) แต่นั่นก็ไม่ได้ยืนยันว่าสุขภาพจิตของพนักงานจะโอเคกับเรื่องนี้


😥 สภาพจิตใจของพนักงานที่ถูกทำลาย
บางคนชอบการทำงานแบบ Remote Working ทั้งตื่นเต้นและรู้สึกสบายในช่วงแรกเริ่ม (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/36MUCcr ) แต่เพราะโควิดไม่ได้เบาบางลง การเสพข่าว การดูแลครอบครัว การทำงาน ไปจนถึงการอยู่กับความไม่มั่นคงปลอดภัยเป็นเวลานาน สิ่งที่ฝังอยู่ในความยากลำบากของการล็อกดาวน์ คือ ความอ่อนไหวของพนักงาน การเปลี่ยนผ่านจากที่ทำงานไปเป็นที่บ้านทำให้พนักงานต้องต่อสู้กับอุปสรรคทางอารมณ์ เพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้เจอหน้ากันอาจมีความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาก การติดต่อลูกค้าทำได้ยากขึ้น พนักงานต้องสร้างสายสัมพันธ์ในสังคมใหม่ ทั้งกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า แล้วยังต้องรับมือกับภาระจุกจิกที่บ้านในเวลางานด้วย


💞 ความเอาใจใส่ต้องเชื่อมต่อกับชีวิตประจำวันของพนักงาน
มีผลการสำรวจพนักงานยืนยันว่า สิ่งที่ยากสำหรับพวกเขาไม่ใช่การทำงานทางไกล แต่คือการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร ในช่วงที่ยากลำบากแบบนี้ความเป็นผู้นำและการเอาใจใส่จากระยะไกลอาจทำได้ยาก ซึ่งถ้าดูตามความเป็นจริง ผู้นำมักคิดถึงแนวคิด WFH เพื่อให้องค์กรไปรอดและพนักงานทำงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเป็นอันดับแรก ทำให้พนักงานเหมือนถูกบังคับให้ต้องค้นหาวิธีใหม่ ๆ ในการทำงานและการติดต่อกันตลอดเวลา
บางครั้งอาจลืมไปว่าพวกเขาไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอหรือไม่ได้รับการดูแลจิตใจที่เหมาะสมเท่าไรในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ การถามไถ่ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรอาจไม่เพียงพอ องค์กรควรรับมือกับความเครียดสะสม อารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวลและสุขภาพจิตที่เสื่อมถอยของพนักงานด้วย


🏡 นำการดูแลสุขภาพใจมาไว้ที่บ้าน

#อูก้ามีทางออก #ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ #ปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์

การเตรียมบริการดูแลสุขภาพใจให้พนักงานเป็นอีกสิ่งที่องค์กรสามารถสนับสนุนพนักงานได้ ความเครียด กังวล กดดัน ไปจนถึงซึมเศร้า เหนื่อยล้า หมดไฟ ทุกปัญหาใจสำหรับพนักงานในองค์กร อูก้า “แอปพลิเคชันคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านวีดีโอคอล” พร้อมดูแลพนักงานคนสำคัญของคุณ


แล้วเราจะดูแลสุขภาพใจที่บ้านได้ไหม ถ้าออกไปไหนไม่สะดวก ? บอกเลยว่าในยุคที่เราทั้ง WFH ทั้งต้อง Social Distancing ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง เพราะสามารถ Home Caring ได้ด้วยอูก้า ! พนักงานจะอยู่ไกลแค่ไหน ? เหนื่อยเพราะอะไร ? บริการของเราก็รองรับให้คุณสามารถปรึกษาได้ทุกที่ทุกเวลา จะ WFH หรือ Social Distancing อยู่ก็ทำได้ ไม่ต้องเดินทางมาปรึกษาถึงโรงพยาบาล เพราะจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้ามากกว่า 90 ท่านก็สามารถเป็นเพื่อนคอยรับฟังคุณได้ การันตีความพึงพอใจจากพนักงานที่เคยดูแลใจกับอูก้า เพราะเรา
✅ ปรึกษาได้ทุกปัญหาในองค์กรหรือปัญหาส่วนตัว
✅ สะดวก ประหยัดเวลา ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูง
✅ มีแบบทดสอบความเครียดเพื่อการประเมินที่เชื่อถือได้
✅ ประเมินผลความเครียดเป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นผลได้ชัดเจน
✅ มีระบบรายงานความเครียดและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเฉพาะรายบุคคล
✅ แพ็กเกจบริการหลากหลายที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับองค์กรของคุณ

การแยกตัวจากสังคมนาน ๆ สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย อาจกระทบกับจิตใจพนักงานอย่างรุนแรง เป็นหน้าที่ขององค์กรที่ต้องทำให้พนักงานรู้สึกสบายใจและปลอดภัยที่ได้ทำงานร่วมกับคุณ ไม่ว่าจะเรื่องรายได้ สิทธิประโยชน์ สวัสดิการหรือความเอาใจใส่ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพนักงานในตอนนี้


สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ซีอีโอและหัวหน้างานต้องตระหนักว่าเวลานี้อาจเป็นเรื่องยากสำหรับพนักงาน เราจำเป็นต้องอดทนและเอาใจใส่พนักงานมากเป็นพิเศษ อย่าลืมให้เวลากับพนักงานในการปรับตัวและปรับใจให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานหรือกฎใหม่ ๆ ที่องค์กรสร้างขึ้น ให้ข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นแก่พวกเขา ไม่ใช่แค่เพื่อความแข็งแรงทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความผ่อนคลายทางจิตใจด้วย 😊

เพราะสุขภาพจิตใจในวัยทำงานเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องดูแล อย่าลืมนึกถึงอูก้า เพื่อนรู้ใจเคียงข้างพนักงานคนสำคัญ 🙂

————————————————

เพราะพนักงานควรได้รับการ “ดูแลใจ” ไม่ต่างกัน
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/2JJd
🏙 ให้องค์กรของท่านมีบริการดูแลใจพนักงาน > https://www.ooca.co/corporate

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง


อ้างอิงจาก
Openlandscape : https://bit.ly/3kPshJ2
Forbes : https://bit.ly/3zGOCi8

Read More

ทำยังไง ? เมื่อบ้านไม่เคยเป็นเซฟโซน และครอบครัวไม่เคยเซฟใจ

วันที่เหนื่อยล้าเราก็อยากพาตัวเองกลับบ้าน เพราะมีครอบครัวที่พร้อมจะเป็นเซฟโซน (Safe zone) ให้เราพึ่งพิงแต่สำหรับใครอีกหลายคน ที่ที่เรียกว่า “บ้าน” อาจไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบนั้น และ “ครอบครัว” อาจฟังดูหนักแน่นเพียงแค่ชื่อ แต่กลับเปราะบางทางความรู้สึก เพราะนอกจากจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยแล้ว ยังทำให้รู้สึกเครียด กดดันและสับสนยิ่งกว่าเดิม 😥

เซฟโซนที่หายไป …

การจะสร้างบ้านให้เป็นเซฟโซนสำหรับคนในครอบครัว ต้องเริ่มจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน หากเรารู้สึกเหมือนมีช่องว่างกับครอบครัว ขัดแย้งในการแสดงความคิดเห็น โยนคำพูดร้าย ๆ ใส่กัน ไปจนถึงลดทอนความมั่นใจกัน “มีแต่ติ ไม่เคยชม” นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวรู้สึกไม่ปลอดภัยกับบรรยากาศตึงเครียดในบ้าน เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นนาน ๆ การทำร้ายทางอารมณ์นี้จะกลายเป็นความเครียดกดทับใจ 💢

ความหนักอึ้งในใจเป็นสัญญาณว่านี่คือรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) บางครอบครัวอาจหลีกเลี่ยงการปะทะ ขณะที่บางคนกลับใช้วิธีโต้ตอบรุนแรง จนเครียดและอ่อนล้าไปทั้งกายใจกับคำว่า “ครอบครัว”

💥 เพราะ “ความรุนแรง” ในครอบครัว ไม่ใช่แค่บาดแผลที่มองเห็นด้วยตา 💥

มีงานวิจัยยืนยันว่าธรรมชาติของมนุษย์เราจะพยายามกักเก็บ “ความก้าวร้าว” ไว้ภายใน แต่เลือกปลดปล่อยออกมากับครอบครัว ราวกับเป็นเรื่อง “ปกติ” เช่น การแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ชักสีหน้า พูดจาประชดประชัน เป็นต้น และน่าเป็นห่วงที่ทุกคนไม่รู้ว่า สิ่งที่ทำนับเป็นความรุนแรงทางใจ รวมถึงกำลังกัดเซาะความสัมพันธ์ในครอบครับให้เกิดรอยร้าวทีละเล็กละน้อย

พฤติกรรมที่เป็นพิษเหล่านี้เองที่เปลี่ยนเซฟโซนให้กลายเป็นพื้นที่ไม่สบายใจ แม้จะมีสมาชิกเพียงคนเดียวที่เป็นพิษแต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำลายภาพรวมของครอบครัว เพราะพฤติกรรมของหนึ่งส่งผลกระทบต่อการสร้างบุคลิกภาพหรือลักษณะตัวตนของคนรอบข้างด้วย

ในวันที่เราติดหลุมปัญหา (struggle) รู้สึกเครียด หรือสับสนกับการค้นหาอัตลักษณ์ (Identity) และการรับรู้คุณค่าในตนเอง (Self-esteem) เราจะเอาชนะปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยการแรงสนับสนุนทั้งด้านอารมณ์ (Emotional support) และทางสังคม (Social support) จากคนที่รักเรา ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงครอบครัวเป็นอันดับแรก แต่ถ้าเรารับรู้แล้วว่าครอบครัวไม่ใช้พื้นที่ตรงนั้นสำหรับเราล่ะ ? เราจะรู้สึกว่าแตกสลายแค่ไหน ?

‘โดดเดี่ยวและว่างเปล่า’ เมื่อมองไปในบ้านไม่เห็นเซฟโซน

และยิ่งแตกสลายมากขึ้น ในวันที่ครอบครัวไม่เซฟใจกัน 😢

เราเครียดและเป็นทุกข์เมื่อถูกคุกคามพื้นที่ปลอดภัย โดนทำร้ายจิตใจจากคนนอกบ้านก็ว่าหนักแล้ว แต่ยิ่งเจ็บมากขึ้นไปอีกเมื่อครอบครัวหรือคนใกล้ตัวทำร้ายเรา Anita Vangelisti ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสตินกล่าวว่า “ความเจ็บปวดคืออาการบาดเจ็บทางอารมณ์ซึ่งอาจเกิดจากการสื่อสาร และการทำร้ายจิตใจในครอบครัว (Family hurt) นั้นเจ็บปวดเป็นพิเศษด้วยเหตุผลบางอย่าง” หลัก ๆ เลย คือ

  1. ความเชื่อที่ว่า “ครอบครัว” รักเราโดยไม่มีเงื่อนไข

คนส่วนใหญ่มีความเชื่อที่ยึดถือมานานว่าสมาชิกในครอบครัวคือคนที่จะข้างเรา (Be there) อย่างไม่มีเงื่อนไข เรียกว่าสายใยในครอบครัวได้สร้างความผูกพันตั้งแต่เราเกิดมาโดยปริยาย เมื่อสิ่งที่เข้ามากระทบใจมีสาเหตุมาจากการกระทำหรือคำพูดของคนในครอบครัว ความรู้สึกเราจึงเหมือนถูกดึงขึ้นดึงลงไปด้วย แม้คนอื่นจะทำร้ายเราในลักษณะเดียวกันแต่เราจะรู้สึกว่าบาดแผลจากครอบครัวนั้นรุนแรงกว่ามาก

  1. ความทรงจำในบ้านถูกนำมาใช้ทำร้ายกัน

สมาชิกในครอบครัวที่ใช้เวลาร่วมกันหลายเดือนหลายปี บางคนก็เทียบเท่าอายุปัจจุบัน เราต่างมีเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องน่าอาย ตลกขบขันในวัยเด็ก ประวัติที่ผิดพลาด จุดด้อยที่อยากปกปิดและอีกมากมาย ใครจะรู้ว่าคนในครอบครัวจะล้อเลียนในเรื่องที่เราไม่ชอบซ้ำ ๆ ตอกย้ำบาดแผลเดิมอยู่บ่อย ๆ ยิ่งคิดจะลบก็ยิ่งเครียด กลายเป็นคนในครอบครัวนั่นเองที่ข้ามเส้นมาภายใต้คำอ้างว่า “ไม่เห็นเป็นไร คนในครอบครัวทั้งนั้น”

  1. ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจ ?

สมาชิกในครอบครัวมักจะพึ่งพาอาศัยกันในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการสนับสนุน คำแนะนำและการเงิน แถมคนในบ้านยังมีแนวโน้มที่จะลงทุนทางอารมณ์ (Emotionally invested) ซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเวลาที่เราระเบิดอารมณ์ฟูมฟาย เราคาดหวังว่าคนในครอบครัวจะเป็นเซฟโซนเหมือนที่เราโอบกอดพวกเขา ในใจเผลอคิดไปว่าถ้าเราทำบางสิ่งจะได้รับการตอบสนองบางอย่างกลับมา จนกลายเป็นวังวนที่ทำให้เครียดและเจ็บปวดมากกว่าความสัมพันธ์แบบอื่น ๆ

  1. เจ็บแค่ไหนก็ยังวนเวียน

ถ้าใครทำให้เราเจ็บเราก็พร้อมจะถอยห่าง ยิ่งถ้าขยับความสัมพันธ์เข้ามาเป็นเพื่อนหรือคนรักก็ยิ่งตัดยาก แล้วแบบนี้เราจะผลักครอบครัวออกไปได้ไกลแค่ไหนในวันที่พวกเขาทำให้เราเจ็บ ? ห่างเหินชั่วคราวสุดท้ายก็เหมือนวนกลับมาสู่บาดแผลเดิม เรื่องเดิม ๆ ก็ขุดมาตอกย้ำกันอีก ทำให้เราเหนื่อย เครียด หรือโมโหจนแทบบ้า แล้วเราก็ได้แต่บอกตัวเองให้กลั้นใจลืมมันไป ทั้งที่ใจเราไม่เคยจะชิน

🏡 ‘เซฟโซน’ ไม่ใช่แค่พื้นที่ แต่คือความรู้สึกที่ต้องสร้างไปด้วยกัน

ในหลายครอบครัวการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” หรือเซฟโซนสำหรับสมาชิกทุกคนในบ้านอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย ไม่ว่าสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนจะมีบทบาทไหน ปัญหาเรื่องพฤติกรรม ความไว้วางใจ และความใส่ใจก็เกิดได้กับทุกครอบครัว

Courtney Pullen ให้คำแนะนำในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของครอบครัวว่า “ความเป็นครอบครัวคือการมองเห็นความสำคัญในการรักษารูปแบบและบรรทัดฐานของบ้านไว้ ครอบครัวต้องใช้เวลาและพลังอย่างมากในการลงทุนเพื่อทำความฝันและความต้องการของคนในบ้านให้ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับที่ครอบครัวทำในการสร้างค่านิยมและตั้งเป้าหมายร่วมกัน”

Roy Kozupsky ทนายความด้านธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงในนิวยอร์กบอกว่า “ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จไม่เพียงแต่รักษาความมั่นคงและแบบแผนของพวกเขาได้ แต่ยังมีหลายสิ่งที่เหมือนกัน คือ ความรู้สึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายของครอบครัว และความรู้สึกร่วมกันต่อความมั่นคงของครอบครัวและวิธีปฏิบัติตัวต่อคนอื่น ๆ”

ถึงบาดแผลจะไม่หายไป แต่เยียวยาได้ด้วยความรู้สึก

แม้การสร้างเซฟโซนในพื้นที่ที่เคยแตกสลายจะเป็นเรื่องยาก แต่สมาชิกในบ้านสามารถช่วยขจัดสิ่งที่เป็นพิษได้ เริ่มต้นจากวิธีดังต่อไปนี้

  1. รับทราบปัญหาร่วมกัน

อย่าลืมมาว่าเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรู้สึกปลอดภัยในบ้านของเราเอง การปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใดก็ตามย่อมมีอุปสรรค มีสิ่งที่เราไม่ชอบ มีคนที่ทำให้เราทุกข์ จนกลายเป็นความเครียดที่เกิดย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ สิ่งสำคัญคือเราต้องตระหนักถึงสถานการณ์ในบ้าน ความไม่ปกติต่าง ๆ ปัญหาที่เรามองเห็นและไม่เห็น อะไรที่อันตรายต่อความรู้สึก ต้นตอของความเครียด หากไม่ได้มองปัญหาให้ชัดเจน การจะหาทางแก้ไขหรือสร้างเซฟโซนก็คงเป็นเรื่องยากอยู่ดี

  1. จัดการสิ่งที่เป็นพิษ

เริ่มจัดการกับสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่ปลอดภัยหรือที่กระตุ้นอารมณ์ลบ ๆ อย่างจริงจัง เราอาจรู้สึกหงุดหงิด เครียด โกรธ หรือเหนื่อยล้าในเวลาที่ต่อสู้กับอะไรสักอย่าง เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกกลัว ละอาย หรือกังวลว่าคนอื่นจะมีท่าทีอย่างไรเมื่อเราบอกถึงปัญหาในครอบครัว แต่หัวใจของเราที่แบกความเจ็บปวดจะไม่มีวันหายถ้าเราไม่แก้ไขมัน

  1. คุยกับใครสักคน

เราเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่เจ็บได้ร้องไห้เป็น ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านทำให้เราเครียด ความสัมพันธ์แย่จนเกินรับไว้ ลองรวบรวมความกล้าบอกใครสักคนที่ไว้ใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราอาจอยากพูดออกไปว่าเราเกลียดคนที่เราเรียกว่า “ครอบครัว” และอาจมีคนมากมายที่ไม่เข้าใจจุดนี้ แต่การพูดคุยและปล่อยภาระในใจก็ช่วยเราได้มาก เพียงแค่เราต้องเลือกคนที่จะมาเป็นเซฟโซนให้ใจเราดูบ้างสักคนเท่านั้นก็พอ

  1. รับการช่วยเหลือจากมืออาชีพ

ไม่ผิดเลยถ้าบางอย่างในชีวิตนั้นอยู่เหนือการควบคุมของเรา การเอาความสำเร็จหรือล้มเหลวไปผูกกับปมปัญหาในชีวิต มีแต่ทำให้เครียด เครียด แล้วก็เครียด ! รู้ตัวอีกที สุขภาพจิตก็ถดถอยไปมาก นั่นเป็นจุดที่เราต้องจริงจังกับการหันกลับมาเป็นเซฟโซนให้ตัวเอง สิ่งที่อูก้าย้ำอยู่เสมอ คือ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่พร้อมช่วยเรารับมือกับสถานการณ์และจัดการกับอารมณ์ ซึ่งในปัจจุบันมีช่องทางมากมายในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพใจทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

“ใจเราต้องมีเซฟโซนเป็นของตัวเอง”

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเป็นเซฟโซนได้ และนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรือความโชคร้ายของใคร เพราะสุขภาพใจของทุกคนในครอบครัวและตัวเราสำคัญมาก เพราะปัญหาครอบครัวนั้นซับซ้อนและเป็นปัญหาต้น ๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดสะสม วิตกกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ เราจึงต้องให้นักจิตวิทยาและจิตแพทย์เข้ามาช่วยดูแล

#อูก้ามีทางออก #จิตแพทย์ออนไลน์ #ปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีไว้คอยดูแลใจทุกคนมากกว่า 90 ท่าน สามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล รองรับทั้ง iOS และ Android สะดวกทุกที่ทุกเวลา ทั้งเป็นส่วนตัวและไม่ต้องเดินทาง เลือกผู้เชี่ยวชาญและเลือกช่วงเวลาที่ต้องการได้ตามใจคุณ

ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจและพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณเสมอ อย่าลืมนะว่าเราสามารถปกป้องตัวเองได้เท่าที่เราต้องการ เริ่มจากการสร้างเซฟโซนในใจเพื่อตัวเราเองกันเถอะ

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/58uT
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://au.reachout.com/articles/what-to-do-when-your-home-is-no-longer-a-safe-place

https://www.denverpost.com/2016/03/11/bruce-deboskey-creating-a-safe-zone-with-family-philanthropy/

https://www.psychologytoday.com/us/blog/silencing-your-inner-bully/202002/the-source-toxic-family-relations

https://www.psychologytoday.com/us/blog/conscious-communication/201703/why-family-hurt-is-so-painful

Read More

‘ท้อแล้วท้ออีก’ สิ้นหวังกับชีวิตจนไม่รู้จะไปต่อยังไงในยุคโควิด

“คนอื่นอยู่ได้เราก็ต้องอยู่ได้” แม้จะบอกว่าในสถานการณ์โควิดแบบนี้ใครๆ ก็รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังด้วยกันทั้งนั้น แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อความทุกข์ของคนเรามีขนาดไม่เท่ากัน ความท้อแท้ในวัยเรียน ความเครียดของคนทำงาน และความสิ้นหวังของคนที่สูญเสียต่างก็ทำให้เราประคับประคองชีวิตให้ไปต่อได้ยากเหลือเกิน

‘ความเข้มแข็ง’ ที่ถูกพรากไปพร้อม ๆ กับการมีอยู่ของ ‘โควิด’

เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกเครียด กังวลและโดดเดี่ยว ถึงเราจะรู้ดีว่านี่เป็นมาตรการสำคัญและจำเป็นที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าการแพร่ระบาดของโควิดจะยืดเยื้อเกือบสองปีและยังต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ต่อให้โควิดหมดไปการฟื้นฟูสิ่งต่าง ๆ ให้กลับมาสู่สภาพเดิมก็ใช้เวลาไม่น้อย

แล้วเราจะต้องสิ้นหวังเพราะโควิดไปอีกนานแค่ไหน ?

บางคนต้องกักตัวหลายครั้ง พนักงานก็เปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน นักเรียนต้องนั่งเรียนออนไลน์ เด็กจบใหม่ท้อแท้กับการหางาน ในขณะที่อีกหลายชีวิตตกงานอย่างสิ้นหวัง หรือแม้แต่คนที่กำลังต่อสู้กับสถานการณ์โควิด สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความรู้สึกราวกับถูกทอดทิ้ง และเมื่ออยู่อย่างสิ้นหวังก็นำไปสู่การขาดความรู้สึกสนใจ (loss of interest) สูญเสียความตั้งใจ (loss of attention) ได้

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 1,700 คน ในหัวข้อ “สภาพจิตใจของคนไทยในยุค โควิด-19” จากสวนดุสิตโพล ระบุว่า 75.35 % รู้สึกเครียดและวิตกกังวล อันดับสองคือรู้สึกแย่และสิ้นหวัง 72.95 % โดยการแพร่ระบาดของโควิดระลอกล่าสุดทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ นอกจากนี้เกือบ 90 % รู้สึกสิ้นหวังกับการทำมาหากินเพราะสภาพเศรษฐกิจ ซึ่ง 3 ใน 4 อยากให้เร่งการฉีดวัคซีน อีก 60.52 % ต้องการให้ภาครัฐและเอกชนช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและ 41.97 % บอกว่ากำลังพยายามอดทนและแก้ปัญหาเพื่อให้อยู่ได้

ท้อแท้กับการหาเลี้ยงปากท้อง จนรู้สึกสิ้นหวังไม่อยากมีชีวิตอยู่

สิ่งที่น่ากังวลคือ มีประชาชน 3.79 % ที่รู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้ “รู้สึกท้อแท้ที่สุด/เกินจะรับมือได้” อาจดูเหมือนไม่มาก แต่หากเทียบดูประชาชน 4 จาก 100 คน กำลังสิ้นหวังจนไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ที่สำคัญหากเราทำการสำรวจมากขึ้น จำนวนตัวเลขของคนที่รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังก็จะยิ่งมีให้เห็นเพิ่มขึ้นด้วย

สถานการณ์โควิดทำให้เกิดการฆ่าตัวตายรายวันเพราะรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต หากย้อนกลับไปสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งก็เคยมีสถิติการฆ่าตัวตายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน มองเผิน ๆ อาจดูเหมือนโควิดเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ในชีวิต แต่เบื้องลึกเราล้วนมีภาระมากมายในใจที่แบกรับอยู่ ไม่ว่าจะการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพ ฯลฯ เมื่อโควิดเข้ามาจะกลายเป็นความเครียดกังวลที่ถาโถม

ความรู้สึกสิ้นหวังต้องระวังมากกว่าที่คิด ผู้ที่มีแนวโน้มจะทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายมีสิ่งที่เราสังเกตได้คือ

  • รู้สึกทุกข์ทรมานจนยากจะทนต่อไปได้ (suffer)
  • ท้อแท้ผิดหวังกับสิ่งต่าง ๆ (disappoint)
  • รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า (worthless)
  • ไม่มีใครช่วยเหลือ (helpless)
  • รู้สึกสิ้นหวังหมดหนทาง (hopeless)

“ไม่ใช่แค่เราที่ลำบาก” นี่คือคำปลอบใจที่เราอยากได้รับจริงเหรอ ? ใครจะเข้าใจว่าก้อนความสิ้นหวังตรงหน้ามีขนาดใหญ่กว่าที่คิด จริงอยู่ที่โควิดทำให้ทุกคนต้องปรับ แต่ระยะเวลาที่นานร่วมปีย่อมไม่ใช่ภาวะปกติที่ใจเราจะรับไหว เราต่างเครียดกังวลกับการใช้ชีวิตประจำวัน แม้แต่พื้นที่ของความสุขก็ถูกจำกัด พลังใจลดลงสวนทางกับความท้อแท้ที่มากขึ้น เราคงบอกตัวเองให้เดินหน้าได้ยากลำบาก การเยียวยาจิตใจอย่างถูกวิธีจึงสำคัญมาก

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ช่วยได้อย่างไร ?

เมื่อรู้สึกเครียด ท้อแท้ สิ้นหวัง หรือมีความคิดในเชิงลบอย่างมาก ควรรีบหาทางรับมือกับอารมณ์ความรู้สึกที่เข้ามา ซึ่งการเข้ารับบริการปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนจิตใจได้อย่างดี เพราะสุขภาพใจก็เหมือนสุขภาพกายที่ไม่ควรถูกมองข้าม หากไม่เคยโยนขยะในใจทิ้งไป วันหนึ่งสิ่งที่สั่งสมอยู่ภายในอาจกดทับจนเรารับมือไม่ไหว

ไม่ต้องกังวลกับการกำจัดภาระที่หนักอึ้ง เพราะ #อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพใจทางออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์กว่า 90 ท่าน ที่ผ่านการคัดสรรมาโดยเฉพาะ ใช้การพูดคุยปรึกษาในรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวกทุกที่ทุกเวลา ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัว สามารถเลือกผู้เชี่ยวชาญและเลือกช่วงเวลาที่อยากพูดคุยได้โดยไม่ต้องรอคิว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้าก็ยินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจของทุกคน

ซึ่งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้านั้น สามารถให้คำปรึกษาได้ในทุก ๆ ด้าน ยกตัวอย่างเช่น

  • ภาวะซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล หดหู่
  • ความรัก ความสัมพันธ์
  • ความเครียดในองค์กร
  • ภาวะหมดไฟ หางาน เลิกจ้าง
  • ปัญหาการปรับตัว
  • ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์
  • โรคทางจิตเวชต่าง ๆ

ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่โควิดเริ่มแพร่ระบาด สถิติการเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพใจเพิ่มมากขึ้น อาจดูเหมือนน่ากังวล แต่แท้จริงแล้วถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นหมายถึงมีการตระหนักรู้ถึงความเครียดที่เกิดขึ้นและเรากำลังพยายามจะแก้ไขมัน เพราะอาการซึมเศร้าอาจนำไปสู่ความคิดแง่ร้าย แต่ถ้าเราตระหนักว่าโควิดเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับทุกคนและรับรู้ความซึมเศร้าที่เกิดขึ้น

แทนที่จะอารมณ์เสียหรือกล่าวโทษตัวเอง สุดท้ายแม้จะไม่พอใจแต่เราก็จะยอมรับความจริงได้ เมื่อรู้ตัวว่าความเครียดและอาการซึมเศร้าเกิดกับเราแล้ว การรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร หากแต่เป็นทางออกในการจัดการชุดความคิดแง่ลบให้เรา โดยการวางแผนและดำเนินกิจวัตรประจำวันที่เป็นวิถีใหม่ เน้นที่ความยืดหยุ่นเป็นหลัก คือสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม

4 วิธีสร้างเกราะป้องกันให้ใจในวันที่ท้อแท้สิ้นหวัง

  1. มองหาตัวช่วยสนับสนุน

อย่ากังวลเกินไปเมื่อต้องมองหาตัวช่วย บางครั้งเราติดอยู่กับความคิดที่ว่า “ฉันต้องพึ่งพาตนเองให้ได้” หรือคนไทยมักจะถูกสอนให้ “ยืนด้วยลำแข้ง” โดยลืมไปว่าเราเป็นมนุษย์ที่สามารถเจ็บปวดได้ ร้องไห้เป็น และสามารถท้อแท้สิ้นหวังได้เช่นกัน แต่เราก็สามารถก้าวผ่านความรู้สึกเหล่านี้ไปได้ หากมีทรัพยากรทางใจที่ดี ในที่นี้อาจจะเพื่อน ครอบครัว หรือสิ่งรอบตัวที่ให้ความสุขกับเรา ทำให้เราปล่อยวางความทุกข์ลงได้ หรือลำบากใจในการปรึกษาคนรู้จักก็สามารถเลือกปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเราเครียดกังวลสูงอาจต้องใช้การบำบัดเพื่อช่วยบรรเทาความรู้สึกสิ้นหวังและร่วมกันหาหนทางเพื่อใช้ชีวิตต่อไป

  1. เปิดรับการเปลี่ยนแปลง

ฟังดูเหมือนเราได้ยินประโยคนี้มานับพันครั้ง แต่เราทำได้จริงหรือไม่ ? การออกจาก comfort zone อาจไม่ง่ายขนาดนั้นและเป็นอะไรที่หลายคนรู้สึกกลัวที่จะก้าวออกมา (fear of stepping out) สิ่งที่แย่ที่สุดคือวันหนึ่ง comfort zone ของเราอาจหายไป เหมือนเช่นวันนี้ที่โควิดอาจพรากบางอย่างไปจากเรา บางครั้งเราต้องยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป แม้จะทำใจได้ยากแต่ความสิ้นหวังนี้ก็ไม่ได้คงอยู่ถาวรเช่นกัน “ทุก ๆ อย่างจะดีขึ้น”

การมอบความหวังเล็ก ๆ ให้ตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เราแค่อ่อนโยนกับตัวเองที่กำลังเหนื่อยล้าและท้อแท้ ไม่จำเป็นเพิ่มความกดดันให้ชีวิตสิ้นหวังลงไปมากกว่าเดิม อนุญาตให้ตัวเองได้มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงและผ่อนคลายดูบ้าง

  1. ความทรงจำดี ๆ มีคุณค่า

เราได้ยินแต่คนบอกให้โฟกัสอยู่กับปัจจุบัน แต่อย่าลืมว่าช่วงเวลาดี ๆ ในชีวิตก็ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจที่สิ้นหวังได้เหมือนกัน เชื่อว่าโควิดคงไม่ใช่สถานการณ์เดียวที่ทำให้เราท้อแท้สิ้นหวังหรือประสบกับความรู้สึกด้านลบ เพราะฉะนั้นอะไรที่เคยช่วยให้เราผ่านมาได้หรือเป้าหมายอะไรพาเราเดินต่อ นี่ไม่ใช่การยึดติดกับอดีตจนละเลย เพียงแต่อย่าหลงลืมตัวเองในอดีตไปจนหมด เพราะเราสามารถหยุดพักและถอยหลังได้เมื่อเราต้องการ เมื่อเริ่มมีความหวังอีกครั้งก็ค่อย ๆ เดินหน้าใหม่

ให้เราใช้สิ่งต่าง ๆ มาเสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเองอีกครั้ง แม้ในวันที่เลวร้าย ข้อดีของเราก็ยังอยู่ เรายังมีคุณค่าไม่เปลี่ยนแปลง แค่สถานการณ์อาจจะไม่เอื้อให้ถูกมองเห็น ลองให้เวลากับตัวเองเพื่อหาว่าสร้างความหวังในชีวิตขึ้นอีกครั้ง

  1. ย่อขนาดของเป้าหมาย

ใจเราไม่ได้แข็งแกร่งทุกวัน ในเวลาที่เราท้อแท้สิ้นหวัง ขนาดของใจก็อาจเล็กลงไปด้วย เป้าหมายที่เคยวางไว้อาจไปไม่ถึง ทำให้เรารู้สึกท้อแท้มากกว่าเดิม เมื่อเราต้องต่อสู้กับเวลาและการทำงานของจิตใจ ให้เราปรับขนาดและระยะเวลาของเป้าหมายให้พอดีกับภาวะของใจในขณะนั้น การวางขั้นตอนสั้น ๆ ทำเป้าหมายเล็ก ๆ สำเร็จในแต่ละวัน ถือเป็นกำลังใจชั้นดีที่จะช่วยให้เรามีความหวังอีกครั้ง ความสำเร็จที่ได้สัมผัสไม่สำคัญว่าเล็กหรือใหญ่ แต่อย่างน้อยเราได้สร้างโอกาสใหม่ ๆ และผลักดันตัวเองให้เดินต่อไปข้างหน้า

อย่างที่เรารู้ว่า ‘ความสิ้นหวัง’ ก็เป็นเหมือนหลุมลึก เมื่อตกลงไปก็ยากที่จะขึ้นมาได้ ต้องใช้พลังกายและพลังใจอย่างมาก ระหว่างที่พยายาม ‘ความรู้สึกท้อแท้’ ก็อาจเกิดขึ้นเป็นระยะ วนเวียนซ้ำๆ ในใจของเรา จึงไม่ใช่แค่บอกตัวเองให้มีความหวัง แล้วมันจะเกิดขึ้นทันที่ แต่เป็นเกราะที่เราต้องสร้างให้ตัวเองโดยเฉพาะช่วงที่โควิดกำลังแพร่ระบาดอยู่

ภูมิคุ้มกันทางใจสร้างได้ด้วยการเติบโตจากภายใน เมื่อเราไม่ยอมแพ้ความท้อแท้ในใจก็จะเบาบางลง การมีสติในการใช้ชีวิตจะช่วยให้เรารักษาสมดุลของใจไว้ ไม่ก้าวเข้าไปในหลุมของความสิ้นหวัง แต่ถ้าหากเหนื่อยล้าท้อแท้ใจ อย่าลืมให้อูก้าช่วยดูแลสุขภาพใจของคุณ

.________________________________

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/m95x
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://siamrath.co.th/n/248678

https://psychcentral.com/blog/3-ways-to-cultivate-hope#1

https://wellness.chula.ac.th/?q=th/content/ดูแลใจในช่วง-covid-19-สิ้นหวังอย่างไรให้มีหวัง

http://164.115.42.194/e_doc/views/uploads/5cf7930fad074-820449b051214e4506acd7b594ebb06c-509.pdf

Read More

จบใหม่แต่ไร้งาน เมื่อที่ว่าง…ไม่ใช่ของฉัน

เรียนมาหลายปี พอถึงวันที่ได้เป็นบัณฑิตป้ายแดงแทนที่จะดีใจ กลับต้องมานั่งกลุ้มกับการหางานที่ชอบ องค์กรที่ใช่ ไป ๆ มา ๆ เครียดยิ่งกว่าตอนเรียน จากที่จบใหม่ไฟแรงก็ค่อย ๆ ถูกสภาพเศรษฐกิจในยุคนี้กดทับ จำยอมต้องอยู่ในสภาวะคนตกงานตั้งแต่ยังไม่ออกเดิน คิดแล้วก็เหนื่อยจนไม่มีใจจะไปหางานที่ไหนอีก แล้วแบบนี้เด็กจบใหม่จะทำยังไง เมื่อต้องแบกรักความคาดหวังของตัวเองและครอบครัว ในวันที่การหางานเป็นไปได้ยากเหลือเกิน

เพิ่งจบใหม่แต่ไร้งาน ? หรือตรงนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับเด็กจบใหม่ 😥

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแล้วระลอกเล่าทำให้กระทบการจ้างงานในหลายภาคส่วน ทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คนที่มีงานทำก็กลายเป็นตกงาน เด็กจบใหม่ต้องหางานไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2563 เด็กจบใหม่ แรงงานอายุน้อยและมีการศึกษาสูงเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาการว่างงานมากที่สุดถึงร้อยละ 3.15 ข้อมูลของปี 2564 จากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่ามีคนว่างงานมากถึง 760,000 คน

“อนาคตของเด็กเจนเนอเรชัน Z น่าเป็นห่วงอย่างมาก” ศูนย์วิจัย Pew และมูลนิธิการแก้ปัญหาการว่างงานกังวลเกี่ยวกับเด็กจบใหม่เพราะเป็นช่วงวัยที่ก้ำกึ่งระหว่างเรียนกับทำงาน ยังไม่มีรายได้ที่แน่นอน ประกอบกับการจ้างงานที่ชะลอตัวไปด้วย ถึงแม้จะคาดการณ์ไว้ว่าประเทศไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวภายใน 4-5 ปี แต่การขยายขนาดองค์กรดูจะเป็นภาระที่หนักเกินไป

ตำแหน่งงานจึงไม่เพียงพอกับจำนวนนักศึกษาจบใหม่กว่า 490,000 คนที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน การว่างงานของเด็กจบใหม่นี้ทำให้หลาย ๆ คนขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพช่วงแรกเริ่มของการเข้าสู่โลกของการทำงาน จากผลสำรวจระบุว่าประชาชนในวัย 15-24 ปี กว่าร้อยละ 14% และวัยทำงานเกือบ 20% ต้องเผชิญกับการว่างงานแบบไม่เต็มใจ

ไม่ใช่แค่หางาน แต่ทุกอย่างหลับจบใหม่ช่างหดหู่ 👨🏻‍🎓

ภาพความสำเร็จและอาชีพการงานที่มั่นคงที่วาดไว้ทำให้ทุ่มเทเรียนมาตลอดหลายปี แต่ทำไมวันแล้ววันเล่าเราก็ยังไม่เจองานที่ใช่ จนต้องถามตัวเองว่า “ทำไมเป็นเราที่ยังว่างเปล่าอยู่แบบนี้” พ่อแม่เอาแต่ถามว่าเมื่อไหร่จะได้งาน ไม่มีใครเข้าใจว่าเราคาดหวังไว้แค่ไหน เราก็เครียดกับการอยู่บ้านเฉย ๆ เหมือนกัน ทั้งกังวล กดดัน ซึมเศร้า สับสน กลัวไปหมดทุกอย่าง

ภาวะแบบนี้เป็นสิ่งที่เด็กเจ็บใหม่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ เรียกว่าภาวะซึมเศร้าของเด็กจบใหม่ (Post-Graduation Depression หรือ Post-Graduate Blues)  ข้อมูลจาก City Mental Health Alliance  ประเทศอเมริกาพบว่าเกือบครึ่งของบัณฑิตจบใหม่มีสภาวะซึมเศร้าหลังเรียนจบ ดร.เบอร์นาร์ด ลัสกิน (Bernard Luskin) นักจิตบำบัดชาวอเมริกัน เสริมว่าภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลนั้น สามารถเกิดได้ทั้งก่อนและหลังเรียนจบ

Huffington Post พูดถึงความเครียดกังวลของเด็กจบใหม่ว่า “พวกเขามีความกดดันตัวเองสูง รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องหางานทำทันที จนละเลยที่จะให้เวลากับตัวเอง ส่วนหนึ่งเพราะว่าปัญหา ‘เศรษฐกิจ’ และความคาดหวังของ ‘สังคม’ ที่บีบบังคับพวกเขาอยู่” ฉะนั้นการที่พวกเขาหางานไม่ได้ในยุคนี้ก็มีแต่จะทำให้เครียดมากยิ่งขึ้น ไม่รู้ “จะเอายังไงดีกับชีวิต ?” แล้วตอนนี้ทุกอย่างก็ดูมืดมนลงไปอีกเพราะสถานการณ์โควิดที่เหมือนมาหยุดเวลาของเด็กจบใหม่ในยุคนี้

เกิด ‘วิกฤตสองต่อ’ (Double Crises) จากโควิด สู่การมีต่อที่สาม 😰

“คนรุ่นล็อกดาวน์” (lockdown generation) คือนิยามที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เรียกเด็กจบใหม่และกำลังเข้าสู่โลกของการทำงานในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด พวกเขาอาจกลายเป็น “รุ่นที่สาบสูญ” เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ราวกับถูกลืมในตลาดแรงงานเพราะทุกคนมุ่งเน้นที่ปัญหาการตกงาน การรักษาธุรกิจให้ไปต่อ แต่จริง ๆ แล้วกลุ่มเด็กจบใหม่ก็กำลังเครียดและต่อสู้ไม่แพ้กัน มี 3 เรื่องหลัก ๆ ที่เด็กจบใหม่และวัยเริ่มทำงานกังวล ได้แก่ 1) การตกงาน 2) การเรียน การอบรมฝึกงานที่ถูกระงับไป 3) ความยากในการหางานหรือเปลี่ยนงาน

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช กล่าวถึงปรากฏการณ์ ‘วิกฤตสองต่อ’ (Double Crises) คือวิกฤตโควิด-19 ตามด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ หน้าที่ของรัฐฯในการดำเนินการฝ่าวิกฤตสำคัญมาก ทั้งนี้ไทยอาจเจอกับวิกฤตที่สามพ่วงด้วยคือ “การบริหารงานที่ผิดพลาด” เพราะเราไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีพอ แถมยังปล่อยให้เศรษฐกิจซบเซาจนเกินเยียวยา ประชาชนก็ตกงาน ขาดความเชื่อมั่น เครียด ซึมเศร้า เพราะหมดหวังในการใช้ชีวิต

แล้วเด็กจบใหม่กังวลกับอะไร แล้วต้องทำอย่างไรต่อ ? 🤔

จากแบบสอบถามของ JobThai ที่สำรวจความคิดเห็นของเด็กจบใหม่ในยุคนี้ พบว่าความกังวลสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. จะหางานไม่ได้

แทบทุกคนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ เคยประสบปัญหานี้เพราะไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับสายงานไหน หรือมีทักษะอะไรที่นำไปใช้กับงานได้ ตัวเลือกที่มีอยู่ก็ดูจะน้อยนิด เลยยากที่จะหางานได้ตรงกับความต้องการจริง ๆ

  1. เศรษฐกิจไม่ดี ชีวิตเราก็แย่

ภาพรวมของประเทศสั่นคลอนความมั่นคงของคนวัยทำงานได้ ยิ่งจบใหม่ยังไม่มีประสบการณ์การมากนัก ยิ่งอยู่ใกล้คำว่า “หางาน” และ “ตกงาน” ทำให้ต้องใช้ชีวิตแบบพยายามเซฟ ๆ ตัวเองไว้ก่อน

  1. รายได้ไม่เพียงพอ

แม้โควิดจะรุนแรง แต่ค่าครองชีพก็มีแต่จะสูงขึ้น ดูแล้วสวนทางกันเหลือเกิน ทั้งอาหาร ค่าเดินทาง หรือของใช้ทั่วไป ทำให้เด็กจบใหม่รู้สึกเครียด หางานว่ายากแล้วแต่หารายได้ให้เพียงพอที่จะรับผิดชอบตัวเองนั้นยากกว่า ลำพังเงินเดือนเด็กจบใหม่ก็น้อยนิดอยู่แล้ว ถ้าต้องเตะฝุ่นหางานไปยาว ๆ ก็มีแต่เครียด

  1. เจองานไม่ตรงใจ

ใคร ๆ ก็บอกว่า “มีงานดีกว่าไม่มี” แต่ถ้าได้งานไม่ตรงใจฝืนไปก็เสียสุขภาพ สุดท้ายเด็กจบใหม่กลายเป็นกลุ่มที่ต้องต่อสู้กับความเครียดและความอ้างว้างในใจมากที่สุด เพราะเหมือนอยู่ในสถานะที่เลือกอะไรไม่ค่อยได้ ทั้งที่ความชอบ ความต้องการหรือแม้แต่ทางเลือก เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้และทุกคนก็ควรได้รับโอกาสนั้น สุดท้ายจะตกงานหรือมีงานก็อาจประสบกับภาวะซึมเศร้าได้

  1. เข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้

ไม่ว่างานไหน ๆ ก็เจอปัญหาเรื่องคน การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ แต่ละคนก็ใช้เวลามากน้อยแตกต่างกัน เมื่อการทำงานไม่ได้มีแต่เรื่องงาน การปฏิสัมพันธ์กับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของความสุขในการทำงานเลยด้วยซ้ำ หมั่นสังเกตบรรยากาศโดยรอบ อาจพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนในการสมัครงานเลยก็ได้ว่าเรารู้สึกถึงความเข้ากันได้กับที่นี่หรือเปล่า เพื่อช่วยเราในการตัดสินใจ

ที่นั่งน้อยลงแต่คู่แข่งเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรให้องค์กรเตะตาเรซูเม่ของเด็กจบใหม่อย่างเรา หรือรู้สึกว่าเรานี่แหละคือคนที่เขากำลังตามหา ผลสำรวจบอกว่าโดยเฉลี่ยคนหางานจะส่งใบสมัครครั้งละ 16 บริษัท ซึ่งจำนวนมากน้อยไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราต้องใส่ใจทุก ๆ ใบสมัครที่เรายื่นไป แสดงตัวตนให้ชัดเจนและไม่ลืมชูจุดเด่นขององค์กรที่เรายื่นไปด้วย

จากสถิติยังบอกอีกกว่า กว่า 36.2% ไม่เคยได้รับการเรียกสัมภาษณ์งาน และอีก 35.4% ถูกเรียกไปสัมภาษณ์แต่ไม่ผ่าน ซึ่งแบบแรกคือเราต้องปรับที่เอกสารหรือการหางานให้ตรงกับคุณสมบัติของเรา แบบที่สองคือเอกสารเราอาจจะดีแล้ว แต่ติดขัดในขั้นการสื่อสาร การนำเสนอความคิดอย่างเป็นระบบ วัฒนธรรมองค์กร หรือไหวพริบในการตอบคำถาม

วิธีการลดภาวะเครียดและซึมเศร้าของเด็กจบใหม่ที่สำนักข่าว ABS ของประเทศฟิลิปปินส์ ได้แนะนำ คือ “การปล่อยวาง” และ “เตรียมพร้อม” อาจจะฟังดูเหมือนง่ายแต่เรารู้ดีว่าทำได้ยาก อย่างไรก็ตามเราต้องฝึกใจให้มีสติ ท่ามกลางความเครียดทั้งหลาย แล้วเริ่มวางแผนชีวิตให้ตัวเอง

Tips สำหรับเด็กจบใหม่ที่กำลังหางาน 💡

  • อย่าเพิ่งไปโฟกัสว่าเราต้องเจองานที่ถูกใจใช่เลยตั้งแต่งานแรก แม้จะมีสิ่งที่ไม่ตรงใจเราบ้าง แต่อย่างน้อยทุกโอกาสก็แปรเปลี่ยนเป็นประสบการณ์และช่วยพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ให้เราได้
  • เรามีโอกาสใหม่ ๆ เสมอ การไม่ผ่านสัมภาษณ์หรือไม่ได้รับคัดเลือก ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสามารถหรือทักษะไม่ดี แต่อาจยังไม่เจอที่ที่เหมาะสมกับเรา
  • วิเคราะห์เรซูเม่และใบสมัครของตัวเอง เอกสารที่ใช้ต้องมีความโดดเด่น เรามีจุดแข็งอะไรที่น่าสนใจ คุณสมบัติของเราตรงกับ Job Description หรือไม่ คุณสมบัติของเราจึงต้องแตกต่างและตอบโจทย์
  • ไม่หยุดพัฒนาทักษะในช่วงหางาน ยังไม่ได้งานที่ไหนก็สามารถหาอะไรทำไปก่อนได้ ทั้งเรียนออนไลน์ อ่านหนังสือ ฝึกทักษะใหม่ ๆ หรือจะลองหางานชั่วคราว งานพาร์ทไทม์ เพื่อสะสมประสบการณ์ไปก่อนก็ดีเช่นกัน
  • วางแผนชีวิตไว้หลาย ๆ ทาง ตั้งเป้าหมายโดยแบ่งเป็นระยะสั้น กลาง ยาว ถ้าไม่ได้งานจะทำอย่างไร ช่วงที่หางานจะทำอะไรต่อ ถ้าได้งานแล้วจะมองอนาคตไว้ว่ายังไง
  • การตกงานอาจน่ากลัว แต่เป็นประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราอาจได้เจอ ไม่ต้องโทษตัวเองจนเกินไปแต่เรียนรู้ว่าเราจะเอาตัวรอดได้อย่างไรหากต้องเจอกับการตกงานจริง ๆ

จริงอยู่ท่ีการหางานหรือตกงานก่อให้เกิดความเครียดอย่างมาก ยิ่งอยู่กับมันยาวนานเรายิ่งเครียดและซึมเศร้า หลาย ๆ คนรู้สึกไม่ดี สูญเสียความมั่นใจ กล่าวโทษตัวเอง ไปจนถึงรู้สึกผิดกับคนรอบตัว การฝึกคิดเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราอยู่กับสิ่งที่ตัวเองควรจะโฟกัสจริง ๆ มากกว่าคิดฟุ้งซ่านว่า “ทำไมฉันหางานไม่ได้สักที” “ไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่นเลย” หรือ “ฉันไม่ดีตรงไหนทำไมถึงตกงาน”

หากใครรู้สึกเครียด กังวล หรือมีความคิดในเชิงลบอย่างมาก ขอแนะนำให้เข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อดูแลสุขภาพจิตใจให้แข็งแรง จะได้พร้อมรับมือกับการหางาน ในขณะเดียวกันถ้ารู้สึกทุกข์ใจกับงานที่ทำอยู่ก็สามารถพูดคุยได้เช่นกัน อย่าทิ้งให้ตัวเองรู้สึกซึมเศร้าหรือวิตกกังวลนานจนเกินไป ไม่รู้จะเริ่มเข้ารับการช่วยเหลืออย่างไร #อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่พร้อมดูแลสุขภาพใจของทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ใช้รูปแบบของวิดีโอคอล ในการพูดคุย ทั้งสะดวกและมีความเป็นส่วนตัวสูง นัดหมายช่วงเวลาได้ง่าย ๆ ไม่ต้องรอคิว ที่สำคัญทุกอย่างเก็บไว้เป็นความลับเสมอ เรามีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น

🤯 ความเครียดในองค์กร

🥵 ภาวะหมดไฟ หางาน เลิกจ้าง

😰 ปัญหาการปรับตัวในที่ทำงาน

😓 ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์

😥 ซึมเศร้า วิตกกังวล

😭 ความรัก ความสัมพันธ์

เพราะปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ ความเครียด วิตกกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้แต่เราก็ต้องพยายามหาทางอยู่ร่วมกับมันอย่างถูกวิธีด้วย ใจที่พร้อมจะนำเราไปสู่ผลลัพธ์และการรักตัวเองมากกว่าท่ี หากไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้านะคะ 💙

.________________________________

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/kKnn
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.artefactmagazine.com/2019/02/04/graduate-blues/

https://www.bbc.com/thai/thailand-53068272

https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_6332412

https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/125822?

https://bottomlineis.co/Social_Pressure_on_New_Graduates

https://thestandard.co/kittiratt-say-take-4-years-to-recover-from-coronavirus/

https://blog.jobthai.com/career-tips/oh-my-job-podcast-ep-9- เด็กจบใหม่ตอนนี้เป็นยังไง-หางานยากไหมในยุคโควิด

Read More