จิตวิทยาและซีรีย์

OOCAinsights Bravo, My Life! ขอบคุณชีวิตของฉันที่มันไม่ สมบูรณ์แบบ

ฝีมือของผู้กำกับชินวอนโฮและเพลง Bravo, My Life ของซีรี่ย์เกาหลี 슬기로운 감빵생활 หรือ prison playbook (2017) เป็นความเข้ากันที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจเราได้อย่างลงตัว ซีรี่ย์ได้เล่าถึงชีวิตของ “คิมแจฮยอก” นักเบสบอลที่กำลังรุ่งสุดๆ ในลีกอาชีพ ชีวิตของเขากลับพลิกผันในคืนเดียวเพราะช่วยชีวิตน้องสาวจากอันตรายแต่ตัวเองกลับถูกส่งเข้าคุกอย่างไม่เป็นธรรม เขาต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย แถมยังเป็นมุมมืดของสังคมอีก

.

ที่เรือนจำเขาได้พบกับอีจุนโฮ เพื่อนซี้วัยเด็กที่ปัจุบันทำงานเป็นผู้คุม นอกจากนี้ยังมีนักโทษสารพัดคดีแวะเวียนมาอยู่ห้องขังเดียวกัน ซ้ำร้ายยังเจอพวกคนเลวในคราบคนดีที่คอยใช้อำนาจบีบบังคับให้เขาทำนู่นทำนี่ เรียกได้ว่ามรสุมพัดเข้าชีวิตคิมแจฮยอกเต็มๆ

.

ความน่าสนใจอยู่ที่ความ “มองโลกในแง่ดี” สุดๆ ของแจฮยอกที่ทำเอาคนรอบข้างถึงกับเอ่ยปากถามว่านาย “ทำไมถึงยังยิ้มได้” นี่นาย “ใสซื่อ” หรือ “โง่” กันแน่ เพราะนอกจากเบสบอลแล้วเขาก็ไม่ประสากับอะไรเลย แถมยังเชื่องช้าและยอมคน แต่ใครจะรู้ว่าท่าทางที่เป็นมิตรและดูเหมือนจะปรับตัวเข้ากับคุกได้ดีมากๆ นั้น เขาทั้งอึดอัดและเจ็บปวด

.

ในคุกเขาต้องเจ็บตัวนับครั้งไม่ถ้วนจนเกือบเล่นกีฬาไม่ได้อีก เมื่อถึงจุดที่เขาอยากยอมแพ้ แจฮยอกระบายออกมาว่า “ผมไม่ใช่นกฟีนิกซ์หรือฮีโร่หรอก ผมมันแค่คนดวงซวย ชีวิตใครน่าสมเพชหรือแย่กว่าผมก็บอกมา” ใครจะรู้ว่าเขาเคยเป็นมะเร็งตอนวัยรุ่น ฝีมือก็ธรรมดาจนไม่มีทีมไหนต้องการตัวเขาเลย พอชีวิตเริ่มจะดีกลับต้องผ่าตัดหัวไหล่อีก

.

“ผมอยากยอมแพ้วันนึงเป็นร้อยครั้ง แต่จะยอมแพ้ได้ยังไง นอกจากเบสบอล…ผมก็ไม่เก่งอะไรเลย” นั่นคือความคิดที่ผลักดันเขามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นนักกีฬาชื่อดัง “ผมคิดว่าในที่สุดชีวิตผมก็มีวันดีๆกับเขาบ้าง แต่คนโชคร้ายมันก็โชคร้ายอยู่อย่างนั้น ทำไมผมกลายเป็นฆาตกรล่ะ ผมทำอะไรผิดนักหนา ทำไมผมถึงโชคร้ายอยู่คนเดียว”

.

เพราะคดีความที่คิดว่าจะสั้นกลับถูกยืดออกไปเพราะฝ่ายโจทก์บาดเจ็บสาหัส เขาจึงถูกเพิ่มโทษ นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาอยากหันหลังให้เบสบอลจริงๆ แต่หลังจากผ่านบททดสอบชีวิตมากมาย สุดท้ายแจฮยอกเลือกทางที่ยากลำบากที่สุดแล้วพยายามทำให้มันเป็นไปได้ เรียกว่าที่สุดของ “ความอดทน” และเราจะได้เห็นว่า hard work pays off หน้าตาเป็นยังไง

.

ไม่ใช่แค่แจฮยอกที่พยายามอย่างสุดตัวเพื่อให้อยู่รอดในคุก คนรอบตัวที่คอยช่วยเขาล้วนสำคัญ แจฮยอกสอนให้เรารู้ว่า “ความเชื่อใจ” เปลี่ยนแปลงคนได้จริงๆ นักโทษที่ถูกมองว่าเหลือขอ ไม่เป็นที่ต้อนรับของสังคมนอกคุก แจฮยอกกลับเชื่อใจและให้เกียรติพวกเขาเสมอ

.

เราไม่เคยรู้ว่าสถานที่น่ากลัวอย่างคุกจะอบอุ่นได้ถึงขนาดนี้ แท้จริงแล้วอาจไม่มีที่ไหนในโลกที่เป็นสีขาวหรือสีดำทั้งหมด แม้แต่เรือนจำที่น่ากลัว ยังมีคนที่เป็นแสงสว่างและมีจิตใจงดงาม ขณะเดียวกันโลกที่เราคุ้นเคยก็ยังมีคนที่จิตใจโหดร้ายเหมือนกัน ถ้าไม่มัวแต่โทษโชคชะตา ทางเดินจะปรากฏให้เห็น

.

ต้องบอกเลยว่าทุกครั้งที่เราเศร้าหรือรู้สึกอยากยอมแพ้กับอะไรก็ตาม เรามักจะเปิด prison playbook ดู ถ้าได้เห็นความพยายามและความอดทนของแจฮยอกแล้วละก็ เราจะมีความกล้าและบอกตัวเองว่า “อดทนอีกนิดนะ เราทำได้ดีมากแล้ว” หรือต่อให้มันไม่เป็นอย่างที่หวังเราก็จะยังก้าวต่อไป

.

วันพรุ่งนี้ท้องฟ้าอาจมืดมนเหมือนเดิม

และอาจมีความลำบากรอฉันอยู่

บนโลกกว้างใหญ่ใบนี้

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังก้าวต่อไป

เพราะไม่ว่าเลือกทางไหน มันจะมีทางให้เราเดินเสมอ

.

Bravo Bravo My Life ชีวิตของฉัน

มีเพียงความกล้าหาญเท่านั้น ที่ทำให้คุณเดินต่อไปได้

ทำได้ดีมากเลยนะ ชีวิตของฉัน

เดินไปสู่อนาคตที่สดใสของเรา

(เนื้อเพลง Bravo, My Life OST.Prison playbook)

.

ฟังเพลง Bravo, My Life! – Eric Nam ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=ZaTepMIcsqA

.

อูก้าขออยู่เคียงข้างทุกคนที่กำลังเจอกับปัญหา ลองทักมาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอ เราพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหา อย่าเพิ่งท้อนะ

Read More
เกมส์และจิตวิทยา

Disco Elysium ทำให้เราเข้าใจผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ได้อย่างไร?

“ถ้าเราไม่ใช่เขา เราคงไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกยังไง”

เป็นความคิดที่โผล่มาบ่อยครั้งเวลาพยายามทำความเข้าใจผู้มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต ความซับซ้อนของมนุษย์แต่ละคนทำให้ไม่ว่าเราจะรู้เรื่องทฤษฎีมากมายขนาดไหน ในที่สุดต่างคนก็ต่างกันไป แต่ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยี ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่สั่งสมมา และความคิดสร้างสรรค์ ได้นำมาซึ่งช่องใหม่ ๆ ที่เราจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตโดยให้เราได้ไปยืนอยู่ในจุดที่เขายืนอยู่ นั่นคือวิดีโอเกมชื่อ ‘Disco Elysium’ เกมที่โยนเราลงไปสู่สถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งจะเจอได้ เพื่อให้เราได้ทบทวนตัวเองว่าเราจะพาตัวเองหลุดพ้นออกจากมันได้ยังไง

Disco Elysium เป็นวิดีโอเกมสวมบทบาท (Role-play Game หรือ RPG) ที่ยึดมั่นกับคอนเซ็ปต์ดั้งเดิมของเกมประเภทนี้ คือการทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเรากำลังเป็นตัวละครตัวนี้อยู่ โดยเนื้อเรื่องของเกมเกี่ยวกับนักสืบคนหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาในห้องโรงแรมแห่งหนึ่งโดยปราศจากความทรงจำว่าเขาอยู่ที่ไหน มาทำอะไร และแม้กระทั้งว่าเขาเป็นใคร หลังจากหาเบาะแสอยู่สักพักเขาพบว่าตัวเองเป็นนักสืบที่กำลังประสบภาวะหมดไฟ (Burnout) และติดสุรา จนดื่มเหล้าเข้าไปหลังความเครียดเข้าครอบงำจนความทรงจำทั้งหมดของเขาแตกเป็นเสี่ยง

นอกจาก Burnout และโรคติดสุรา ตัวเอกยังมีโรคอย่าง PTSD (Post Traumatic Stress Disorder,) โรคซึมเศร้า และที่สำคัญคือโรคหลายบุคคลิก (Dissociative Identity Disorder) ที่ผู้สร้างเกมออกแบบให้ทุกบุคลิกเป็นตัวละครของมันเองแล้วเถียงกันในหัวทุกครั้งตัวเอกคุยกับใคร

แม้ว่าเกมจะดำเนินเนื้อเรื่องเป็นเกมสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรม ที่เต็มไปด้วยการเมือง เรื่องราวที่สำคัญที่สุดที่เกมพยายามจะเล่าคือ ตัวเอกต้องสืบสวนเรื่องภายในใจของตัวเอง และนี่คือส่วนที่ผู้เล่นจะต้องเข้าไปยืนในที่ที่ตัวเอกยืน ในทุกบทสนทนาตัวหนังสือยาวเหยียด เราได้เรียนรู้ว่าตัวเอกกำลังคิดอะไร และเราต้องตัดสินใจจากความคิดเหล่านั้นเพื่อเลือกว่าเราจะทำยังไงกับความคิดนั้น ๆ ต่อ ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าเรากำลังเป็นตัวเอกอยู่จริง ๆ ด้วยการที่เราได้เลือกแม้กระทั่งว่าเขามีความเห็นทางการเมืองอย่างไร มองว่าสุขภาพจิตของตัวเองเป็นเรื่องแย่หรือมันมีมุมที่ดี และไปจนถึงว่าเขาต้องการจะหายขาดจากโรคต่าง ๆ ที่เขาเป็นหรือไม่ ซึ่งเมื่อเราสามารถรู้สึกได้ว่าตัวเลือกที่เราเลือกมีผลต่อตัวตนของเขา เราก็จะยิ่งเข้าใจเขามากขึ้นไปอีก

หากเราเบนมุมมองของเราออกจากสายตาของคนที่อยากเข้าใจ มาพูดถึงคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต การเล่น Disco Elysium เป็นประสบการณ์ที่บวกกว่าที่คิดมาก ๆ แม้ว่าเกมจะเต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงตัวตน การมีอยู่ และสุขภาพจิต แต่เกมก็พูดถึงเรื่องการเห็นค่าของตัวเองแม้ในสภาวะที่ย่ำแย่ที่สุด ถ้าเราเข้าใจตัวเอกและอยากให้เขาก้าวข้ามผ่านความคิดแย่ ๆ และเรื่องร้าย ๆ ที่เขากำลังเจอ เราก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้ และเมื่อเราดำเนินถึงตอนจบของเกม หนึ่งในข้อคิดที่เราได้มาคือ “ถ้าฉันพาตัวเอกออกจากเรื่องแบบนี้ได้ ฉันก็ต้องพาตัวเองออกจากตรงนี้ได้เหมือนกัน” ซึ่งอูก้าก็เชื่อในตัวทุกคนที่กำลังประสบปัญหาอยู่ว่าจะก้าวข้ามมันไปได้และพร้อมจะเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยกันไปถึงจุดนั้นให้ได้เลย

Read More
จิตวิทยาในหนัง

ซอมบี้ที่มาปลุกความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

ช่วงฮาโลวีนปีนี้ อูก้าอยากพาไปรู้จักกับตัวตนของซอมบี้เกาหลีจากหนังดังอย่าง Train to Busan หรือซีรี่ย์อย่าง Kingdom ที่สร้างกระแสซอมบี้ฟีเวอร์มาแล้ว

.

สิ่งที่ดึงดูดใจให้คนติดตามเรื่องราวของซอมบี้ นอกจากฉากที่ตื่นเต้น ลุ้นระทึกไปกับการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของมนุษย์แล้ว แน่นอนว่าเราอยากรู้ว่าซอมบี้มีหน้าตาอย่างไร ใช้ชีวิตแบบไหน ตัวละครจะรอดหรือไม่ หรือหนังต้องการจะสื่ออะไร รวมถึงนักแสดงนำที่ทำให้น่าติดตาม ที่สำคัญคือผู้กำกับจะถ่ายทอดให้เรารับรู้และอินไปกับเรื่องราวได้อย่างไร เพราะในชีวิตจริงแค่จินตนาการว่ามีซอมบี้ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับคนธรรมดาก็แปลกมากแล้ว

.

ในปี 2016 หนังเกาหลีเรื่อง Train to Busan ทำรายได้ถล่มทลายด้วยเรื่องราวที่สนุกตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งนอกจากขบวนรถไฟที่ออกจากโซลไปปูซานแล้ว ในหนังก็ไม่ได้ใช้โลเคชั่นอื่นเป็นพิเศษด้วยซ้ำ แต่ทำไมหลังดูจบเราถึงรู้สึกว่าหนังสอนอะไรเรามากมาย

.

เริ่มต้นจากการเดินทางของพ่อกับลูกสาวคู่หนึ่งที่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีนัก แต่เพราะลูกอยากเจอแม่ในวันเกิด พ่อจึงต้องจำใจพาลูกไปปูซานทั้งที่ตัวเองงานยุ่งมากๆ ขณะนั้นคนเกาหลีบางส่วนก็ได้รับรายงานข่าวว่าเกิดเหตุการณ์ซอมบี้บุกเมืองให้รีบอพยพ จุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่การไล่ล่าของเหล่าซอมบี้ แต่เมื่อเหตุเกิดในรถไฟคนจะหนีไปไหนรอด ซึ่งตอนแรกพระเอกของเรื่องก็สนใจแต่ชีวิตตัวเองและลูกสาวเท่านั้น แต่เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงจนไม่สามารถควบคุมจำนวนซอมบี้ได้อีก คนที่เหลือจึงต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองและเพื่อนร่วมทาง

.

ในหลายๆ ซีนของหนังเรื่องนี้แสดงถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ชัดเจนมากๆ ทั้งท่าทีไม่สนใจชีวิตคนอื่นเลย การหนีเอาตัวรอด ปิดประตูโบกี้ใส่คนอื่น ที่น่ากลัวที่สุดคือทางการรู้อยู่แล้วว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น แต่สื่อกลับออกข่าวแค่ผิวเผินเพราะกลัวจะเกิดความวุ่นวายและส่งผลต่อประเทศ จึงไม่ได้บอกให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือแต่อย่างใด

.

เมื่อความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ทุกคนย่อมรักษาชีวิตตัวเองก่อน แต่การผลักคนอื่นไปตายแทนนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เรารอดเช่นกัน มีบางช่วงที่คนในรถไฟเกือบจะเอาชนะซอมบี้ได้ แต่เพราะมีบางคนที่เห็นแก่ตัว ทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตรายซ้ำๆ

.

ในขณะเดียวกันบางคนเลือกที่จะสละชีวิตเพื่อปกป้องคนอื่น แม้อยู่ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขายังหวังให้คนที่เรารักรอด เรารู้สึกบีบหัวใจสุดๆ เมื่อตัวละครพูดถึงครอบครัวที่รออยู่ ถึงจะแสร้งทำเป็นว่าเข้มแข็งและยังไหว แต่ลึกๆ พวกเขาแค่อยากกลับบ้าน อยากรู้สึกปลอดภัยเท่านั้นเอง

.

Kingdom ที่ฉายเมื่อปี 2019-2020 นำเสนอเรื่องซอมบี้ในยุคโชซอนของเกาหลี แม้พล็อตจะต่างจาก Train to Busan ตรงที่เล่าถึงราชวงศ์ที่มีองค์ชายไร้อำนาจอย่างอีชาง พยายามหยุดยั้งโรคระบาดที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ แต่เขากลับต้องต่อสู้กับข้าราชการและอำนาจมืดที่ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชนเลย ซึ่งแก่นของทั้งสองเรื่องมีความคล้ายกันคือเรื่องจิตใจที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์จะนำภัยที่ยิ่งใหญ่มาให้เสมอ

.

ปมปัญหาใน Kingdom คือการบริหารบ้านเมืองในแบบที่แบ่งแยกชนชั้นสูงกับชาวบ้านอย่างชัดเจน เมื่อองค์ชายอีชางได้สืบหาความจริงและพยายามช่วยเหลือประชาชน เขายิ่งพบว่าอำนาจของคนชนชั้นสูงนั้นน่ารังเกียจและสิ้นหวังเพียงใด

.

เราจะยอมจำนนต่ออำนาจหรือไม่? Kingdom นำเสนอภาพพระราชาพ่อของอีชางเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่มีจิตใจอ่อนแอและพ่ายแพ้ต่ออำนาจ เพื่อจะรักษาตำแหน่งของตัวเองเขาจึงยอมถูกกลืนกินจนกลายร่างเป็นผีดิบ

สุดท้ายประชาชนต้องมาแบกรับปัญหาจากการกระหายอำนาจของคนในวังหลวง

.

จุดที่น่าเศร้าคือคนเราหวงแหนอำนาจแม้แต่ยามที่ไม่มีลมหายใจ เช่น แม่ที่ไม่ยอมให้ตัดหัวลูกชายที่ตายแล้วเพราะหมิ่นเกียรติของครอบครัวที่เป็นตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งที่รู้ว่าหากไม่ตัดหัว ผีดิบจะสามารถฟื้นขึ้นมาทำร้ายคนอื่นได้อีก อีกฉากที่ทำเราหดหู่ไม่น้อยคือชาวบ้านอดอยากจนถึงขั้นต้องนำร่างของคนที่ตายมาทำเป็นอาหาร ไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์หรืออะไร แค่การมีชีวิตอยู่ยังเป็นเรื่องยากลำบากเลย

.

ทุกตัวละครผ่านบททดสอบว่าจะเลือกอำนาจหรือความยุติธรรม ซึ่งอีชางก็ได้เลือกที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน แต่ต้องแลกมาซึ่งการถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ อกตัญญูต่อพ่อตัวเอง แถมยังต้องหนีตายนับครั้งไม่ถ้วน

.

ส่วนหนึ่งที่ Kingdom จับใจคนดูได้คือการชิงดีชิงเด่นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ที่น่าสนใจคือทั้งสองเรื่องที่ยกมาเล่าไม่ได้ทำให้เราโฟกัสที่ความน่ากลัวของซอมบี้เลย หลังจากอินไปกับเรื่องราวแล้ว เรากลับรู้สึกว่าซอมบี้ไม่ได้คุกคามมนุษย์ แต่ช่วยกระตุ้นให้เรามองเห็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มันน่ากลัวกว่าซอมบี้หลายเท่าต่างหาก

.

ด้านมืดในใจคนเราจะถูกดึงออกมาในสถานการณ์ที่บีบคั้น เมื่อคนเห็นแก่ตัวมาอยู่รวมกันความเปราะบางจะอาจเปลี่ยนการตัดสินใจของเราได้ ตัวตนที่เราสร้างมาและสิ่งแวดล้อมนี่แหละ ที่ช่วยกำหนดทิศทางที่เราจะเลือกเดินต่อไป

.

Train to Busan และ Kingdom ให้ข้อคิดกับเราว่าการที่คนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้ ต้องมีทั้งความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและเสียสละ ที่สำคัญถ้าเรารู้จักตัวเองดีแล้ว เราจะรู้ว่าต้องปฏิบัติกับคนอื่นอย่างไรและให้คุณค่าความเป็นมนุษย์กับทุกๆ คนอย่างเท่าเทียม

.

อูก้าอยากให้ทุกคนโอบกอดทั้งด้านที่ดีและไม่ดีของตัวเองไว้ ค่อยๆ รู้จักตัวเองไปพร้อมๆกับเรานะ อูก้ายินดีรับฟังและอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ลองทักมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้นะคะ

Read More
ไม่สบายใจหาคนรับฟัง จิตวิทยา

OOCAinsight: เธอโอเคไหม เก็บอะไรไว้  “ไหนเล่า”

“เราปลอบคนไม่เก่ง แกลองเอาไปฟังล่ะกัน” คืนนั้นเพื่อนส่งเพลง “ไหนเล่า” ของ AUTTA x BLACKSHEEP x MILLI มาให้ (ฟังเพลงเต็มๆ ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=YIgvov0RfK8) ต้องบอกเลยว่าแค่ท่อนแรกที่ได้ฟังก็ทั้งซึ้งทั้งขำเพื่อน อาจจะจนปัญญาที่จะปลอบเราจริงๆ นั่นแหละ แต่สุดท้ายก็ไม่ทิ้งเราไปไหนอยู่ดี

.

“เธอโอเคไหม เก็บอะไรไว้

พร้อมรับฟังถ้าหากไม่ไหว

ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นอะไร

ขอบคุณที่เชื่อใจและเล่าให้ฟัง”

.

บางครั้งเราไม่รู้เลยว่าการปลอบใจคนๆ หนึ่งต้องพูดอะไรบ้าง รู้แค่ว่าถ้าปล่อยให้นั่งคิดอยู่คนเดียว จมอยู่กับวงจรความเศร้า เขาอาจจะเป็นบ้าตายเหมือนท่อนหนึ่งในเพลงที่บอกว่า

.

“ทุกความรู้สึกแย่ๆ บางครั้งเกินแก้จนอาจจะเก็บกด”

.

ถ้าแบกเอาไว้นานเกินไปพื้นที่ในใจคงถูกทับถมด้วยความรู้สึกลบเต็มไปหมด แต่ถ้าเราทำความเข้าใจกับคำว่า “ชีวิต” เราจะพบว่าบางทีมันก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ หนึ่งอาจจะไม่ได้ไปสองแล้วต่อด้วยสาม เราต้องทำเหมือนคนอื่น หรือทุกวันจะต้องมีความสุขเท่านั้น เพราะชีวิตมันสามารถพลิกแพลงเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น

.

แล้วถ้าวันไหนที่มีเรื่องไม่สบายใจ การที่เธอเล่าให้เราฟัง ไม่ใช่แค่เธอได้ระบายนะ แต่เราเองก็รู้สึก “ขอบคุณ” ที่ไว้ใจจะเล่าให้เราฟังเหมือนกัน ไม่รู้หรอกว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่เก็บไว้คงมีแต่จะบั่นทอนจิตใจ เพราะงั้นเราเลยอยากบอกว่าถ้าอยากเล่าหรือพร้อมจะบอกตอนไหน ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เฟลแค่ไหนก็บอกได้เสมอ

.

เพลงนี้กำลังบอกให้เราหันกลับมาแคร์ใจตัวเองในวันที่ไม่ไหว ยังมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างเราเสมอ เป็นธรรมดาชีวิตเราต้องมีทั้งวันที่ดีและร้าย ต่อให้วันนี้จะเสียใจแต่มันเป็นเพียงเรื่องที่ผ่านเข้ามาแล้ววันหนึ่งจะผ่านไป แต่ถ้าเราละเลยไม่ดูแลใจตัวเองให้ดี ความเศร้าคงจะไม่หายไปไหนแถมปัญหาก็จะยังติดอยู่ในใจเราต่อไป

.

ถ้าเหนื่อยมากลองหาที่พักใจ หันไปรอบๆ ตัวแล้วพึ่งพาคนข้างกายบ้าง เชื่อเถอะว่าการเล่าให้ใครสักคนฟังช่วยเยียวยาใจเราได้ ถ้าผ่านเวลาร้ายๆ ไปได้แล้วก็หันไปขอบคุณเขาสักนิด เพราะ “การรับฟัง” มันยิ่งใหญ่พอจะเรียกว่า “ความรัก” ได้เลยนะ

.

คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเล่าปัญหาให้ใครสักคนฟัง เพราะต้องอาศัยทั้งความสนิท ความไว้ใจและเชื่อใจ ถ้าวันนี้ยังไม่รู้จะบอกใคร นึกถึงอูก้าก็ได้นะ เรายินดีรับฟังทุกคนเสมอ เพราะเรื่องของใจเราพร้อมจะช่วยดูแล

Read More
อาเรียนนา กรานเด

OOCAinsight: Ariana Grande เมื่อชีวิตโยนทุกอย่างใส่เธอ

“When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there” ชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราหันกลับมารักตัวเองและพร้อมจะเผชิญกับทุกอย่างที่พุ่งเข้ามา

หลังจากอัลบั้มล่าสุด Positions ที่เต็มไปด้วยความเซ็กซี่และมั่นใจ เราก็เกือบจะลืมไปเลยว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน Arianna Grande เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวดมา

หากเริ่มนับเราต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2017 ในช่วงทัวร์อัลบั้ม Dangerous Women เกิดเหตุก่อการร้ายที่ Manchester Arena หลังจากคอนเสิร์ตของป๊อปสตาร์สาวที่คร่าชีวิตคนจำนวน 22 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน เป็นเหตุให้เธอเกิดอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งเธอพูดกับนิตยสาร British Vogue ในปีถัดมา “มันยากมากเลยที่ฉันจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะผู้คนมากมายเหลือเกินได้สูญเสียอย่างใหญ่หลวงในเหตุการณ์นี้…ฉันไม่รู้จะพูดถึงมันยังไงโดยไม่ร้องไห้ได้เลย”

ในบทสัมภาษณ์เดียวกันเธอก็พูดถึงเรื่องสุขภาพจิตของเธอในเรื่องการทำงาน นั่นคือเธอเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) เธอเล่าว่ามันเกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากทัวร์คอนเสิร์ตจบลง เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากหยุดพักและเธอจะทำงานต่อทันที ซึ่งสำหรับแฟนๆ นี่ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไรหลังจากดูตารางการออกเพลงที่สม่ำเสมอของเธอทุกๆ ปี

อัลบั้ม Sweetener จากปี 2018 เป็นอัลบั้มที่เธอป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเธอสามารถผ่านเรื่องราวแย่ๆ ที่เธอพบเจอผ่านดนตรีที่อบอุ่น “ฉันอยากกอดทุกคนผ่านดนตรีของฉัน” เธออธิบายเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ในบทสัมภาษณ์กับ Apple Music 1 Radio “ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นกว่าที่ฉันเคยเป็นมา และตอนนี้ฉันเริ่มเห็นโลกกลับมาสดใสมากกว่าที่เดิม” เป็นประโยคที่เข้ากันได้ดีกับหน้าปกสีโทนอุ่นและบทเพลงเกี่ยวกับการรักตัวเองและการมอบกำลังให้ผู้คนรอบข้าง

แต่ปี 2018 ก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเสียทีเดียว เพราะหลังจากอัลบั้มประสบความสำเร็จ กลับมีข่าวร้ายว่าแฟนเก่าของเธอ Mac Miller เสียชีวิตลงจากการใช้สารเสพติดเกินขนาด ซึ่งหลายๆ คนโทษว่าเป็นเพราะการเลิกลาที่ทำให้ Mac เป็นแบบนี้ ซึ่งเธอตอบกลับคำกล่าวหาเหล่านั้นว่าการโทษผู้หญิงสำหรับเรื่องที่ผู้ชายไม่สามารถรักษาตัวเองได้นั้นเป็นปัญหาใหญ่ แล้วเธอก็ยังบอกด้วยว่าการจากไปของ Mac ส่งผลต่อเธอมากๆ

“ถ้าให้พูดกันตามตรง ฉันแทบจะจำชีวิตเดือนนั้นของฉันไม่ได้เลย เพราะฉันเมาและเศร้ามากๆ ฉันจำไม่ได้ว่ามันเริ่มยังไง และจบยังไง แต่พอเงยหน้าขึ้นมามองบนกระดานก็เห็นเพลงอยู่บนนั้นเป็น 10 เพลง” ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของอัลบั้มต่อมา “Thank u, next” ซึ่งแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเธอขอบคุณและเรียนรู้จากทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แล้วบอกกับโลกว่าฉันพร้อมแล้วสำหรับทุกอย่างที่กำลังจะเข้ามา

เรื่องราวของ Arianna เป็นเรื่องที่เราชอบย้อนดูทุกครั้งที่รู้สึกสิ้นหวังกับเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ แล้วเตือนใจตัวเองว่าการต้องพาตัวเองออกมาจากความเศร้าและไร้หนทางนั้น แม้จะทำได้เจ็บปวดมากๆ แต่ในวันหนึ่งเราจะทำได้แน่นอนไม่ว่ามันจะยากเย็นขนาดไหน

ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะผ่านไปไม่ได้ อูก้าพร้อมจะเป็นเพื่อนคอยอยู่ข้างๆ คุณเสมอ อย่าลืมนะว่า “When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there”

อ้างอิงจาก

https://www.vogue.co.uk/article/july-cover-vogue-2018

https://www.youtube.com/watch?v=H91O7cyXfMw&ab_channel=AppleMusic

https://www.bbc.com/news/newsbeat-48933931#:~:text=Mac Miller “didn’t deserve,drunk”%2C she told Vogue.&text=She described her grief over,”pretty all-consuming”.

Read More
โดนบอกเลิกต้องทำไง

OOCAinsight: โดนบอกเลิกช่วงเทศกาล เจ็บนี้ไม่มีลืม

ใครๆ ต่างก็แฮปปี้ที่มีคนรักอยู่ข้างๆ ในวันพิเศษ เหมือนเพื่อนเราเคยสัญญากับแฟนว่าจะฉลองและแลกของขวัญกันในวันคริสมาสต์ หลังจากไปดินเนอร์และเดินเล่นกันแล้ว ทั้งสองหยิบของขวัญมาแลกกัน แต่เพื่อนเรากลับได้รับของขวัญพร้อมคำขอโทษและคำบอกเลิก วันที่น่าจะเฉลิมฉลองอย่างมีความสุขที่สุดกลับกลายเป็นวันที่ต้องเสียน้ำตา

และทุกๆ ปี เมื่อวนมาถึงวันคริสมาสต์ เพื่อนเราเกลียดวันนี้ที่สุดเลย

ทั้งที่เราอยากให้วันสำคัญเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

แล้วเราจะเลือกจดจำวันนั้นไว้เป็นภาพสุขหรือความเจ็บปวดดีล่ะ…

เพราะวันมีความหมายกับความสัมพันธ์ คนเรามักเลือกสารภาพรักหรือฉลองกับแฟนในช่วงเทศกาลอย่างวันวาเลนไทน์ คริสมาสต์หรือแม้แต่วันเกิดเพื่อให้เป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำ หลายๆ คู่จึงมีวันครบรอบหรือวันพิเศษเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันบางคนอาจเสียน้ำตาหรืออกหักในวันนี้ แล้วหลังจากนั้นเขาจะมีภาพจำเกี่ยวกับวันๆ นั้นยังไงนะ

ไม่ใช่ความผิดของ “วัน” หรอก และไม่อยากให้โทษว่าเป็นความผิดของใคร

แต่เหตุการณ์ที่ฝังใจต่างหากที่ทำให้เราผูกติดความเศร้าเสียใจไว้ที่วันๆ หนึ่ง

ซึ่งก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงลำบากใจเหมือนกัน ที่ต้องพยายามรักษาสัญญาที่ให้ไว้

แต่ลึกๆ กลับรู้ว่าความสัมพันธ์ไม่สามารถไปต่อได้ การยื้อเวลาต่อไปอาจทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายยิ่งกว่า

เราไม่รู้หรอกว่าวันที่หลายๆ คนมีความสุข มันอาจเป็นวันที่เลวร้ายและเจ็บปวดสำหรับใครบางคนก็ได้ บางคนไม่ชอบวันเกิดของตัวเองด้วยซ้ำ ภาพงานปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เพลงดังๆ และงานฉลองอีกมากมาย น่าจะมีความหมายต่อใจและมีความทรงจำดีๆ ให้นึกถึง แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม

ลองจินตนาการดูว่ามันจะรู้สึกแย่แค่ไหนที่ทุกวันปีใหม่ เราต้องนึกถึงแฟนเก่าที่บอกเลิกเราโดยไม่มีทันได้ตั้งตัว มองไปเห็นสถานที่เดิมๆ ได้ยินเพลงปีใหม่หรือบรรยากาศที่ชวนให้คิดถึงเรื่องวันนั้น มันคงแย่มากๆ เลยนะที่ต้องมีภาพของการเลิกราลอยวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนฝันร้ายหน้าหนาวอะไรทำนองนั้น

คงมีแค่เวลาที่จะเยียวยาใจเราได้ พอผ่านไปสักพักเราอาจรู้สึกดีขึ้น หรืออาจมีความทรงจำใหม่ๆ มาช่วยทดแทนช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดนั้นได้ แต่เราเชื่อนะว่าความเศร้าคงสอนอะไรเราบ้างแหละ อย่างน้อยก็เตือนเราว่าอย่าไปสร้างความทรงจำที่เจ็บปวดแบบนี้ให้ใคร

สุดท้ายนี้ อูก้าอยากจะบอกว่าคนบางคนเขาอาจจะผ่านเข้ามา เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะรักตัวเองมากขึ้น แม้ในวันที่มันเลวร้ายก็อยากให้มองหาสิ่งดีๆ เล็กๆ ที่อยู่ในนั้นจนเจอ

ขอให้วันนี้คุณถูกโอบกอดด้วยความรักและมิตรภาพดีๆ นะ

หากอยากระบายให้ใครสักคนฟัง ลองมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าให้สบายใจขึ้นได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับใจให้เราช่วยรับฟังได้เสมอ เพราะอูก้าอยากเข้าใจคุณนะ

Read More
ทำตามความฝัน อิแทวอนคลาส

OOCAinsights ฉันไม่เสียใจเพราะได้ใช้ชีวิต อย่างที่ตัวเองเชื่อ

“ผมเห็นเพื่อนถูกทำร้าย ครูก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอครับ ผมห้ามแต่เขาไม่ฟัง ผมก็เลยต่อยเขา ผมรับผิดที่ต่อยเพื่อน แต่ผมไม่เสียใจเลยสักนิด” จากเหตุการณ์ที่พัคแซรอยเข้าไปช่วยเพื่อนที่ถูกบูลลี่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทุกอย่าง คำพูดที่หนักแน่นในวันนั้นได้ทำให้เขาได้ค้นพบเส้นทางที่ใช่สำหรับตัวเอง

Itaewon Class (2020) ซีรี่ย์ที่จุดประกายให้คนลุกขึ้นมาสู้กับโชคชะตา ด้วยคาแรกเตอร์ของ “พัคแซรอย” ที่ชัดเจนในความคิดและซื่อตรงต่อการกระทำ ไม่ว่าชีวิตจะเจอกับอะไรเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนไป หลายคนนับถือเขาเป็น role model เพราะความเชื่อมั่นและยุติธรรมของพัคแซรอยเป็นสิ่งที่คนทั่วไปชื่นชมแต่ยากที่จะเป็นได้

พัคแซรอยเพิ่งย้ายโรงเรียนมาให้ก็เกิดเรื่องทะเลาะวิวาท ในห้องเรียนมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งถูกแกล้งจากชางกึนวอน ลูกชายของเศรษฐีระดับประเทศที่มีอิทธิพลมาก ทุกคนในห้องทำเหมือนว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเลย แม้แต่ครูเองก็ทำเป็นมองไม่เห็นและไม่กล้าแม้แต่จะเรียกชื่อชางกึนวอนด้วยซ้ำ

นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น…เขาไม่สามารถทนเห็นคนถูกรังแกแบบนี้ได้ จึงเดินเข้าไปห้าม แต่เหตุการณ์กลับบานปลายจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน แซรอยถูกครูเรียกไปกดดันให้ขอโทษกึนวอน เมื่อไม่ยอมทำ โรงเรียนเลยตัดสินว่าเขาใช้ความรุนแรง ครูเรียกพ่อของทั้งสองคนมาพบ ท่าทีของครูแสดงออกชัดเจนว่าเกรงใจพ่อของกึนวอนขนาดไหน แถมเขายังเป็นเจ้านายของพ่อแซรอยด้วย “ฉันอยากให้เธอคุกเข่าขอโทษลูกชายฉัน” พ่อของกึนวอนยื่นข้อเสนอ เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนและปกป้องหน้าที่การงานของพ่อตัวเอง แซรอยเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่น

“ถ้าเราทำความผิด เราต้องได้รับการลงโทษ นั่นคือสิ่งที่พ่อผมสอนมา แต่พ่อก็สอนผมด้วยว่า เราต้องใช้ชีวิตตามที่เราเชื่อ … มันผิดที่เขารังแกเพื่อนในชั้น ทั้งๆ ที่ครูก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอครับ ผมคงขอโทษเขาไม่ได้ เพราะว่าผมไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด” แม้แซรอยจะรู้ดีว่าโลกภายนอกนั้นเลวร้ายและอำนาจเป็นสิ่งที่น่ากลัว อะไรที่ทำให้แซรอยเชื่อว่าจะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้

“ผมไม่อยากเชื่อว่าเจ้าเด็กนี่จะเป็นลูกผม … แต่เขาเท่จริงๆ” พ่อของแซรอยกล่าวทั้งรอยยิ้มและน้ำตา “เขาทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้องและรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ ผมก็คงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว” สิ่งที่พ่อพูดเท่ากับว่าพ่อยอมทิ้งหน้าที่การงานเพื่อปกป้อง “ความเชื่อ” ของแซรอย

“พ่อสอนแกให้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองเชื่อ วันนี้พ่อได้เห็นว่าแกใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ แกไม่รู้หรอกว่าพ่อภูมิใจในตัวแกขนาดไหน … ขอให้ใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อไปนะ” พ่อสอนแซรอยว่าเขาไม่ควรใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา แต่เขาภูมิใจมากที่ลูกชายยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง แม้แต่พ่อเองยังไม่รู้เลยว่าเขาจะกล้าหาญเท่าแซรอยหรือเปล่า

ชีวิตของแซรอยคงไม่เหมือนเดิม ถ้าวันนั้นพ่อบังคับให้เขาคุกเข่าลงไป แต่พ่อกลับเลือกที่จะเชื่อใจเขาแทน ภาพที่พ่อยอมรับเขาด้วยหัวใจทั้งหมด จะอยู่กับแซรอยไปตลอดและเป็นเหมือนคำสัญญาระหว่างเขากับพ่อว่าจะใช้ชีวิตให้ดี ให้สมกับที่พ่อเชื่อในตัวเขา หลายคนบอกว่าแซรอยมีทักษะทางสังคมบกพร่อง ความเถรตรงของเขาทำให้เข้ากับคนอื่นได้ยาก บางครั้งดูเหมือนไม่ยืดหยุ่น ดื้อรั้น และต่อต้าน

ในหลายๆ ครั้งคนรอบข้างพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ผิดให้กลายเป็นถูก เพียงเพราะอยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่น ไม่อยากแตกต่างจนดูเหมือนนอกคอก แต่แซรอยก็ยังยืนยันว่า “ผิด” คือ “ผิด” และเขาจะทำในสิ่งที่ “ถูก” เท่านั้น เราคิดว่าที่แซรอยก้าวผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยใจที่ซื่อตรงเพราะคำพูดของพ่อในวันที่พาเขาเดินออกจากโรงเรียน

ขอแค่ใครสักคนที่เชื่อใจและสนับสนุนเราอย่างไม่มีเงื่อนไข เราจะเป็นเราที่เปล่งประกายได้อย่างพัคแซรอย ส่วนหนึ่งที่เขาสามารถวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงเพราะเขารู้ว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวในโลกใบนี้

อูก้ายินดีที่จะรับฟังและคอยสนับสนุนคุณเสมอ สามารถทักมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้หากคุณกำลังมองหาเพื่อนที่เข้าใจอย่าลืมให้อูก้าช่วยดูแลนะคะ

Read More
เราจะแอบรักใครสักคนได้นานแค่ไหน

OOCAinsights คนเราจะแอบรักใครสักคนได้นานแค่ไหน ?

คนเราจะแอบรักใครสักคนได้นานแค่ไหน ?

“มีใครกำลังเป็นแบบเดียวกับฉันไหม มีใครในใจที่แอบรักจนวันนี้

มีเพียงคนเดียวและเป็นเขาอยู่ทุกที แต่ก็ยังไม่เคยจะกล้าพูดออกไป”

พล็อตคลาสสิกของหนังรักต้องมีสถานการณ์ “แอบรัก” ที่ลงเอยด้วยการสมหวังหรือผิดหวัง ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับคนดูได้ดี เพราะชีวิตจริงเราต่างเคยแอบชอบแอบรู้สึกดีกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวหรือคนไกลตัว ความรู้สึกหวานปนขมที่แฝงอยู่ในนั้นกลายเป็นความทรงจำในเวลาต่อมา

บางคนเชื่อว่าการ “แอบรัก” เป็นรูปแบบความรักที่บริสุทธิ์ แค่ได้เจอหน้า เห็นรอยยิ้มก็มีความสุขแล้ว แต่จริงๆ แล้วความรู้สึกที่ถูกเก็บไว้อาจกลายเป็นความเจ็บปวดในที่สุด เมื่อเราหยุดความรู้สึกตัวเองไม่ได้เราคงต้องเลือกว่าจะหยุดหรือไปต่อ แต่สถานะแอบรักไม่เคยมีอะไรแน่นอน หลายคนเลยเอาชนะความกลัวไม่ได้ กลัวที่สุดคือกลัวทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป ถ้าถูกปฏิเสธแล้วต้องเจ็บ เรายอมอยู่ในสถานะสุขปนเศร้าแบบนี้ยังจะดีกว่า

“มีคำพูดนับร้อยในใจที่ต้องการจะบอก

แต่พอได้เจอกับเธอ ก็เป็นอย่างเดิมเสมอ

ไม่รู้ฉันต้องทำตัวแบบไหน อยากรู้ทำไมเป็นอย่างนี้”

ทั้งที่รู้แบบนี้แล้วทำไมเราถึงแอบรักคนๆ นึงได้อย่างไม่รู้จบ บางคนแอบรักเขามาเป็นสิบๆ ปี กว่าจะตัดใจอย่างจริงจังก็คือวันที่อีกฝ่ายมีแฟนเป็นตัวเป็นตนหรือแต่งงานไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนเราถูกสร้างความ Romanticize มาจากเพลง หนัง ละคร จนเราเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความรักที่จะคงอยู่ตลอดไป เพราะภาพของการทุ่มเทให้ความรัก มันตราตรึงใจและฝังอยู่ในความทรงจำ เราถึงรู้สึกว่าความรักควรจะเป็นแบบนั้น

อะไรที่เป็นความเจ็บปวดหรือเป็นความรู้สึกทางลบ สื่อก็สามารถทำให้มันกลายเป็นความสวยงามได้ด้วยตอนจบแบบ happy ending กลายเป็นความทุกข์ทรมานที่ผ่านมาเป็นเพียงบททดสอบของความรักเท่านั้นเอง ซึ่งคนที่แอบรักอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เราต้องเจ็บปวดกันบ้าง เพื่อให้ได้รับความรักที่มีค่า

“คนเราจะต้องนั่งรอใครสักคนไปอีกนานแค่ไหน

แล้วฉันต้องรักเธอข้างเดียวถึงเมื่อไร ก็ไม่รู้ทำไมฉันถึงต้องเป็นแบบนี้”

แล้วอาการแอบรักมีวันหมดอายุไหม? บางคนชอบที่จะอยู่ในสถานะแอบรักมากกว่าที่จะมีความสัมพันธ์แบบคนรักจริงๆ เพราะเราชอบความรู้สึกที่มันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายมันอาจเป็นความผูกพัน ความมั่นคงทางใจสำหรับเรา ทำให้แอบชอบเขาได้ถึง 5 ปี 10 ปี โดยไม่ได้คิดจะมองคนอื่น แต่ถ้าเราเริ่มมองมันอย่างจริงจังแล้วพบว่าเป็นไปไม่ได้ ความรู้สึกแอบรักคงเบาบางลงและเมื่อวันเวลาผ่านไปเราอาจหยุดรักคนๆ หนึ่งได้ แต่แน่นอนว่าเราไม่มีทางลืมในช่วงหนึ่งเราเคยรู้สึกกับเขายังไง

จุดที่ใจบอกเราว่าต้องไปต่อ… ไม่มีใครบอกให้เราหยุดความรู้สึกนี้ได้ นอกจากเราจะปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่างออกไป ถามตัวเองให้แน่ใจว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความรัก ความทรงจำ หรือความค้างคา

ความรักไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการบอกรัก แต่คือการที่เราตอบตัวเองได้ว่าเราต้องการอะไรจาก “ความรู้สึกที่มีต่อคนๆนี้” สุดท้ายอาจจะฟังดูใจร้าย แต่คำตอบของคำถามที่ว่า “คนเราจะแอบรักใครสักคนได้นานแค่ไหน ?” มันก็ขึ้นอยู่กับใจเราจะบอกตัวเองให้พอเมื่อไร

“เพิ่งได้รู้ความอดทนฉันมีมากมายแบบนี้ แต่ดันใช้มันไปให้ใครที่ไม่เคยมองมา…”

ฟังเพลงได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=gDTDFz0PL78

ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ อยากบอกให้ใครสักคนรับรู้ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าพร้อมรับฟังคุณทุกที่ทุกเวลา สามารถปรึกษาเราได้ทุกเรื่องเลยนะ

Read More
เริ่มต้นใหม่กับคนเดิมได้ไหม

OOCAinsight: ได้ไหม? ถ้าอยากเริ่มต้นใหม่กับคนเดิม

“อยากเริ่มต้นใหม่กับคนเดิม ขอได้ไหมขอเริ่มต้นใหม่ เพราะฉันไม่พร้อมรักใคร นอกจากเธอ”

เคยเจอความสัมพันธ์ที่มูฟออนเป็นวงกลมไหม? ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ มีความรักครั้งไหนที่เราอยากขอโอกาสอีกสักครั้งไหม หรืออยากกลับไปแก้ไขให้มัน “ใช่” หรือเปล่า?

เพราะความรักไม่ได้จบที่คำว่า “จากลา” หรือ “เลิกกัน” เสมอไป บางคนเมื่อได้รู้จักแล้วจะตัดยังไงก็ไม่ขาด การที่เขาหายไปจากชีวิตเราจึงเป็นเรื่องน่าเศร้า โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เราไม่ได้อยากให้มัน “จบ” แต่เป็นเพราะวันนั้นเราไม่ทันได้คิดว่าต้องเสียเขาไปจริงๆ เวลาที่ความสัมพันธ์เปราะบางลง คำพูดจะมีน้ำหนักมากขึ้นและทำให้เจ็บปวดกว่าเดิม สุดท้ายคำพูดที่ไม่ตรงกับหัวใจอาจกลายเป็นความเสียใจในวันนี้

“ที่บอกเลิกวันนั้น ฉันไม่ได้ตั้งใจ

ที่ตอนนั้น ฉันพลั้งพูดไป เพราะใจร้อน

ที่บอกเลิกวันนั้น รู้ไหมฉันเสียใจ”

“เลิกกันเลยไหมล่ะ”

คนพูดไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่ถ้าใครได้ยินก็เสียใจมากเหมือนกันนะ ประโยคที่เหมือนว่าไม่แคร์กันอีกต่อไปแล้ว จะไปไหนก็ไป ไม่ว่าจะเผลอพูดไปเพราะน้อยใจ เสียใจ ประชดหรือโกรธ อยากให้อีกฝ่ายง้อ รู้สึกผิดหรือปรับปรุงตัว แต่ความหมายมันไม่ใช่อะไรอื่นเลย นอกจาก “ฉันไม่ต้องการเธอแล้ว”

“ถ้าเบื่อกัน อยากเลิกก็ได้นะ” ที่พูดออกไปเพราะไม่คิดว่าเขาจะเดินจากไปจริงๆ เพราะต่อให้บอกเลิกกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยไปไหน เราเลยรู้สึกเหมือนเขาจะอยู่ตรงนี้เสมอ

แต่ไม่มีใครทนอยู่ในที่ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าได้ตลอดไปหรอกนะ เขาอาจไม่ได้ไปตั้งแต่ครั้งแรกที่เราพูดเป็นเพราะความรักความอดทน จนวันที่แผลเดิมถูกตอกย้ำซ้ำๆ เขาอาจจะตัดสินใจในครั้งที่สิบก็ได้ สุดท้ายถ้าไม่แคร์ใจกันเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงเลือกที่จะเดินออกไปจากความสัมพันธ์ที่มันบั่นทอนนี้

“ฉันผิดไปแล้ว ตอนนั้นที่พูดอะไรไม่ทันคิด

จะขอแก้ตัวก็คงไม่มีสิทธิ์ มันก็ถูกแล้วใช่ไหม ที่ต้องคร่ำครวญแบบนี้”

มาวันนี้เลยเป็นฝ่ายต้องนั่งเสียใจ ได้แต่โทษตัวเองว่าเป็นความผิดของเราที่ใช้อารมณ์มากไป สิ่งที่ทำพลาดไปแล้วจะขอย้อนกลับไปแก้ไขก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็อาจจะรั้งเขาไว้ไม่ได้ ทำได้แค่จินตนาการว่าถ้ามีโอกาสอีกครั้งจะทำให้ดีกว่าเดิม จะรักษาเขาไว้ให้ดี

“ฉันเข้าใจแล้ว ว่าฉันนั้นรักเธอมากกว่าที่คิด

ถ้าขอคืนดีไม่รู้ว่ามีสิทธิ์ อยู่ไหมต้องทำอย่างไร ให้เธอคนเดิมกลับมา”

หากมันต้องจบลงไปด้วยคำบอกเลิกที่มาจากอารมณ์ชั่ววูบคงเป็นปัญหาค้างคาใจ

เพราะถ้าไม่เผลอพูดไปแบบนั้น วันนี้เราคงยังรักกันอยู่ใช่ไหม?

แล้วถ้าเราสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายจิตใจเธอด้วยคำพูดแย่ๆ อีก เธอจะกลับมาได้ไหม เพราะเราอยากเริ่มต้นใหม่กับคนเดิมอีกครั้ง แต่ยังพอจะมีโอกาสบ้างไหมก็ขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองคนรู้สึกว่าต้องการกันและกันอยู่ไหม

“เธอรู้ไหม ที่ฉันยังไม่รักใคร

ที่จริงแล้ว ฉันนั้นพร้อมเริ่มต้นใหม่

แต่ฉันอยากเริ่มต้นใหม่กับคนเดิม”

อย่างไรก็ตามเราไม่ใช่คนเดียวที่เป็นฝ่ายตัดสินใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์นี้ จริงอยู่ที่เขาอาจจะรับรู้ว่าเราเสียใจขนาดไหนและยังรักเขาอยู่เหมือนเดิม แต่ท้ายที่สุดเราอาจพบว่าเขาเดินไปไกลเกินกว่าจะย้อนกลับมาแล้ว ในขณะที่เรายังนั่งโทษตัวเองอยู่กับสิ่งที่พูดไปวันนั้นและวันนี้กลายเป็นเราที่เจ็บปวดอยู่ที่เดิม

ทำทุกๆวันให้ดีที่สุด จะได้ไม่เสียใจ เราขอให้ทุกคนได้เจอกับความรักที่คู่ควรและโอบกอดมันไว้ให้นานเท่าที่จะทำได้ เรื่องของใจให้เรารับฟัง สามารถทักมาหาอูก้าได้เสมอเลยน้า

ขอบคุณแรงบันดาลใจจากเพลง “อยากเริ่มต้นใหม่กับคนเดิม”

สามารถฟังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=IS6Z61ht2P8

Read More
cover ฝันถึงแฟนเก่า

การฝันถึงแฟนเก่า หมายถึงอะไรในเชิงจิตวิทยา

วันนี้อูก้าอยากชวนเพื่อนๆ มาฟังและวิเคราะห์เพลง #ฝันถึงแฟนเก่า เพลงใหม่จากวงดนตรีป็อปร็อกอย่าง THREE MAN DOWN ที่บอกเล่าเรื่องราวของคนที่ฝันถึงแฟนเก่า โดยที่ยังลืมเขาไม่ได้สักที https://youtu.be/3O_Hxdtoyac

Read More