พูดคนเดียว selftalk สุขภาพจิต พบจิตแพทย์ เครียด

ฉันไม่ได้เพี้ยน แค่ชอบพูดคนเดียวอยู่บ่อย ๆ

“ฉันพูดคนเดียวบ่อย ๆ แปลกหรือเปล่านะ ?”

อยู่หน้ากระจกแล้วอดคุยกับตัวเองไม่ได้ หรือแม้แต่เพื่อนข้าง ๆ บางทีก็เห็นว่าเราชอบนั่งพึมพำอะไรไม่รู้คนเดียว นี่เราเป็นแบบนี้คนเดียวหรือคนอื่นก็เป็นเหมือนกัน

.

ถ้าสังเกตดีๆ คนเรามักพูดคนเดียวตลอดเวลา ต่อให้ไม่ได้เปล่งเสียงออกมา แต่ในใจเราก็คุยกับตัวเอง ซึ่งเรียกว่า ‘Self-talk’ นักจิตวิทยาการปรึกษาของอูก้า คุณกอบุญ เกล้าตะกาญจน์ได้อธิบายว่า “การคุยกับตัวเอง (Self-talk) คือ เสียงภายในหรือการพูดคุยด้วยตนเอง เป็นการรวมกันของความคิดที่มีสติ ความเชื่อและอคติที่ไม่รู้สึกตัวเข้าด้วยกัน เป็นวิธีที่สมองตีความและประมวลผลประสบการณ์” แค่เรามองข้ามไปว่าการนึกในใจ การคิดอะไรไร้สาระก็เป็นการสื่อสารกับตัวเองรูปแบบหนึ่ง เพียงเพราะเราไม่รู้ตัว บางคน Self-talk แบบเปล่งเสียงออกมาจนคนรอบข้างเห็นว่าเรามีนิสัยชอบพูดคนเดียว แต่ถ้ามองในแง่ดีอาจเป็นการช่วยฝึกทักษะการปฏิสัมพันธ์ ช่วยสร้างจินตนาการและทำให้เราได้ฝึกสะท้อนความคิดตัวเองออกมา

.

สิ่งที่สำคัญกว่าคือเนื้อหาของสิ่งที่เราพูดถึงต่างหาก ถ้าทบทวนเราอาจได้เห็นว่าเรามองตัวเองอย่างไร คิดเป็นบวกหรือลบมากกว่ากัน เช่น เราพูดให้กำลังใจตัวเอง “วันนี้งานออกมาดีจัง” หรือเรากล่าวโทษตัวเองบ่อยๆ “ไม่ได้เรื่องเลย ทำไมแค่นี้ถึงทำพลาด” บางทีเราก็พูดกับตัวเองเพื่อเตือนสติ อย่างการพูดทวนย้ำ ๆ ว่าวันนี้ต้องส่งงานอะไรบ้าง แม้แต่การพูดกับสัตว์ สิ่งของ หรือการทำเสียงแปลก ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด

.

อาการพูดคนเดียวเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขและต้องเฝ้าระวังหรือเปล่า ?

#คำตอบจากนักจิตวิทยาของอูก้า

คุณกอบุญ เกล้าตะกาญจน์ นักจิตวิทยาการปรึกษาจากแอปฯ อูก้า บอกกับเราว่า การ ‘พูดคนเดียว’ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร เพราะการพูดคุยเกี่ยวกับตัวเองของเราสามารถทำให้เกิดกำลังใจ หรือมองโลกในแง่ลบเพื่อเอาชนะตัวเองได้ Self-talk จะเป็นประโยชน์เมื่อพูดในเชิงบวก ผ่อนคลายความกลัวและเสริมสร้างความมั่นใจ

สรุปแล้วอาการพูดคนเดียวเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชหรือไม่ ?

ในแต่ละวันไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้คนต่างก็มีส่วนร่วมในการพูดคุยกับตนเอง ความคิดของเรามีผลกระทบที่ส่งผลต่ออารมณ์ แรงจูงใจและความสำเร็จที่อาจเกิดขึ้น น่าเสียดายที่ธรรมชาติของมนุษย์มักจะพูดในแง่ลบกับตัวเองรวมถึงการตอกย้ำตัวเอง เช่น “ฉันทำอะไรก็ไม่ถูก” หรือ“ ฉันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”

.

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการพูดถึงตัวเองส่วนใหญ่ของมนุษย์เป็นไปในเชิงลบ ดังนั้นจึงอาจบั่นทอนจิตใจมากกว่าที่จะพัฒนาตัวเรา ความคิดเชิงลบสร้างความรู้สึกโกรธเคือง หงุดหงิด สิ้นหวังและผิดหวัง นำไปสู่อาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งการพูดคนเดียวหากอยู่ในระดับที่พอดีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามากเกินไปก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและแก้ไข เพราะข้อดีของนิสัยพูดคนเดียวที่เป็นคำพูดเชิงบวกคือ เป็นเพื่อนคลายเครียดให้กับตนเอง บ่งบอกว่าเรามีสติและตระหนักรู้ (Self-awareness) จะได้ตรียมความพร้อมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า ที่สำคัญเป็นสัญญาณให้เราสำรวจและคลี่คลายความรู้สึกสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจ

.

ลองสังเกตสิ่งที่เราพูดคุยหรือคิดเกี่ยวกับตนเอง ฝึก Self-talk ด้วยวิธีการใหม่ ๆ เรียนรู้วิธีระบุคำพูดเชิงลบและเชิงบวก และฝึกทักษะการเปลี่ยนมุมมองความคิดเป็นการพูดในเชิงบวกด้วยตนเอง เมื่อมีการพูดถึงตนเองในแง่ลบ ให้เราฝึกฝนปฏิกิริยาตอบสนองใหม่ ๆ และพยายามเปลี่ยนสถานการณ์นั้นดู

.

จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการฝึกฝนทำให้เกิดทักษะการควบคุมตนเองได้โดยด้วยการพูดคุยกับตนเองในเชิงบวก อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการคุยกับตัวเองแง่ลบมากเกินไปจนรู้สึกจัดการไม่ได้ ความคิดเราทำร้ายตัวเองจนยากจะควบคุม แนะนำให้เข้ารับบริการปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

.

#OOCAissue

.

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/selftalkblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca..
.

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth#สุขภาพจิต#เครียด#ซึมเศร้า#พบจิตแพทย์

Read More
อาการเครียด พบจิตแพทย์

“เครียด” เกินไปพบจิตแพทย์ที่ไหนดี ?

‘เครียด’ คำสั้น ๆ แต่เอฟเฟกต์ต่อใจช่างรุนแรง เชื่อว่าเราทุกคนคงไม่มีใครอยากเครียด แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อทุกวันที่ต้องใช้ชีวิต เราต่างก็เลี่ยงไม่ได้ที่อาจจะต้องเจอกับปัญหาหรือสถานการณ์บางอย่างที่มากระทบกับใจให้เราต้องเครียด และเมื่อเรายิ่งเครียดมากเท่าไหร่ นานวันเข้าสุขภาพกายและใจเราก็จะได้รับผลกระทบมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

.

บางคนเครียดแล้วไม่แสดงออก บางคนเครียดแต่เก็บไว้ข้างใน บางคนเครียดแต่ไม่อยากบอก แต่ไม่ว่าจะเครียดแบบไหน ก็ส่งผลต่อสุขภาพใจและกายของเราทั้งนั้น เราเองเคยรู้จักกับเพื่อนในสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง เธอเป็นคนที่ดูภายนอกแล้วช่างเป็นคนที่สดใส ร่าเริง แต่อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนคนนี้กลับต้องเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากเครียดมากเกินไปโดยไม่รู้ตัวจนร่างกายส่งสัญญาณเตือน

.

ตอนที่ทุกคนไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาล สีหน้าและแววตาของเพื่อนบ่งบอกชัดเจนว่าร่างกายและจิตใจรับกับความเครียดนี้ไม่ไหวแล้ว คนรอบตัวต่างก็รู้สึกตกใจที่เพื่อนเครียดจนป่วยหนัก ซึ่งเขาก็ได้ยอมรับกับทุกคนว่า “รู้ว่าตัวเองเครียด แต่ไม่อยากบอกใคร” และที่สำคัญก็ไม่รู้ว่าความเครียดที่มีอยู่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายได้ถึงเพียงนี้ ตั้งแต่นั้นมาเวลาเพื่อนคนนี้เครียด ร่างกายก็ไม่เหมือนเดิม โดยมักจะมีอาการผื่นแดงขึ้นตามตัว หรืออาการของลมพิษอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นแล้วความเครียดถึงแม้จะเกิดขึ้นที่ใจ แต่มันกลับส่งผลไปที่กายได้เช่นกัน และที่น่ากลัวคือถ้าหากเราเครียดสะสม ร่างกายของเราก็อาจจะเกิดการ ‘จดจำ’ ความเครียดนั้นไว้ ครั้งต่อไปที่มีเรื่องเครียดเราจะสะสมความรู้สึกนั้นไปเรื่อย ๆ จนพัฒนากลายไปเป็นโรคที่ต้องใช้เวลารักษากันอย่างยาวนาน กระทบทั้งสุขภาพและกระทบค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวเพิ่มขึ้นไปอีก

.

“ความเครียดไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป”

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านอาจจะรู้สึกกลัวการเครียดขึ้นมา แต่เราขอบอกเลยว่าปกติแล้วความเครียดนั้น หากอยู่ในระดับที่ ‘พอดี’ ก็จะให้ประโยชน์มากกว่าผลเสีย เพราะความเครียดจะช่วยให้เรามีแรงกระตุ้น มีแรงจูงใจที่จะดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จได้ ถ้าขาดความเครียดไป เราก็อาจจะกลายเป็นคนเฉื่อยชา ไม่มีแรงกระตุ้นใด ๆ

.

ยกตัวอย่างความเครียดที่พอดี เช่น เราอาจจะกำลังได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่งมาเมื่อเดือนที่แล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราอาจจะสนใจมันบ้าง วอกแวกไปทำอย่างอื่นบ้าง จนระยะเวลาใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ใจของเราที่เคยเริงร่าก็เริ่มกังวล เครียด และเครียดขึ้นเป็นเท่าตัว จนในคืนวันสุดท้ายก่อนที่จะส่งงาน ไม่รู้ว่าพลังมันมาจากไหน จู่ ๆ เราก็สามารถทำงานนั้นได้สำเร็จทันเวลาพอดี นี่คือความเครียดที่ช่วยกระตุ้นคุณให้มีพลังปั่นงานได้ทันท่วงที

.

หรือในสถานการณ์คับขัน อย่างเช่นในหนังผีที่มีฉากลุ้นระทึก ไล่ล่ากัน ทำไมเหล่าตัวละครถึงวิ่งหนีได้ทัน ? นั่นก็เป็นเพราะว่าหากคนเราอยู่ในสถานะตึงเครียด ร่างกายจึงเตรียมพร้อมด้วยการสั่งให้สู้ หรือ หนี และเมื่อเกิดความเครียดมากขึ้น ร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่น หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้นเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เหงื่อออก เพราะมีการเผาผลาญอาหารมากขึ้น อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมที่จะออกจากสถานการณ์อันตรายได้นั่นเอง

.

ดังนั้นแล้วอาการเครียดที่เกิดขึ้นบ้างจึงถือเป็นเรื่องปกติ ใคร ๆ ก็สามารถมีความเครียดได้ แต่เครียดถึงขั้นไหนล่ะที่จะทำให้เรารู้ว่าต้องไปหาจิตแพทย์แล้ว ? คำตอบในเบื้องต้นคือ ลองสังเกตดูว่าอาการเครียดนั้นเป็นนานหรือหนักกว่าที่คนส่วนใหญ่เป็นหรือไม่ ? และที่สำคัญคือความเครียดที่เกิดขึ้นนั้น ‘หนัก’ จนถึงขั้นกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราหรือเปล่า ? เพราะโดยทั่วไปแล้วความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ควรที่จะกระทบกับ 3 ด้านในชีวิต ได้แก่

  1. การมีสุขภาพกายและใจที่ดี
  2. การรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง
  3. ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง

หาก 3 ด้านในชีวิตของเราได้รับผลกระทบเมื่อไหร่ ก็อาจจะเป็นสัญญาณที่ว่าเราเครียดมากเกินไปจนต้องไปหาจิตแพทย์แล้วล่ะ

.

“สัญญาณเตือนว่าถึงเวลาพบจิตแพทย์”

ที่จริงแล้วการพบจิตแพทย์ ไม่จำเป็นต้องรอสัญญาณเตือน คุณสามารถติดต่อพบจิตแพทย์หรือพูดคุยกับนักจิตวิทยาได้เสมอ แต่หากคุณกำลังอยากเช็กตัวเองอีกสักครั้งว่าเราเครียดมากไปจนต้องมองหาจิตแพทย์แล้วหรือเปล่า ลองสำรวจตัวเองดูว่ากำลังมีอาการดังต่อไปนี้อยู่กี่ข้อ

  1. รู้สึกทุกข์ใจ ซึมเศร้าตลอดเวลา
  2. เครียดมาก เครียดตลอดเวลา เครียดจนกระทบกับชีวิต
  3. รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ่อย ๆ
  4. ไม่มีสมาธิในการทำงาน หลงลืมบ่อย
  5. มีความคิดทำร้ายตนเอง
  6. คิดหมกมุ่นเรื่องในอดีตบ่อย ๆ คิดหลายเรื่องจนเครียด คิดฟุ้งซ่าน
  7. เริ่มปล่อยตัว ไม่อยากพบปะผู้คน
  8. นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไปจนผิดปกติ
  9. เบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารมากเกินไปจนผิดปกติ
  10. ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบไม่ยั้งคิด
  11. ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่มากจนผิดปกติ

อาการเหล่านี้อาจจะเป็นเพียงไม่กี่สัญญาณของความเครียดที่เกิดขึ้นมากเกินไป หรือเป็นสัญญาณที่เตือนว่าถึงเวลาจะต้องไปพบจิตแพทย์โดยด่วน อย่างไรก็ตามคุณไม่จำเป็นจะต้องรอให้เกิดอาการครบทั้งหมดนี้ หรืออาจจะมีอาการที่ไม่ตรงกันกับที่เรายกตัวอย่างมาข้างต้นก็ได้ หากรู้สึกไม่สบายใจ กังวล อึดอัด สับสน ขอให้คุณไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นการดีที่สุด

.

“การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติธรรมดา ขอเพียงแค่เปิดใจ”

ป่วยกายยังไปพบแพทย์ได้ แล้วทำไมป่วยใจเราถึงไม่ไปหาจิตแพทย์ ? เพราะการพบจิตแพทย์ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นโรคจิตหรือผิดปกติ แต่มันคือ “การที่เราเอาปัญหาใจไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล” เพราะจิตแพทย์สามารถหาวิธีช่วยให้คุณบอกความเจ็บป่วยในใจได้ และจิตแพทย์ยังเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าจะต้องดูแลคุณอย่างไร การพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถึงแม้ว่าเราอาจจะเห็นภาพจิตแพทย์และสถานพยาบาลตามสื่อที่ดูทะมึน ดูเศร้า ทุกข์ตรม หดหู่ เต็มไปด้วยน้ำตา แต่ขอบอกเลยว่าในความเป็นจริงนั้นต่างกันลิบลับ

.

อย่างเช่นในต่างประเทศ การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติมากเหมือนเราเป็นไข้หวัดไปหาหมอ สามารถไปพบจิตแพทย์ที่สถานพยาบาลหรือจะนัดพบส่วนตัวก็ได้ บางครอบครัวยังมีจิตแพทย์ประจำครอบครัวทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่ มีการแยกจิตแพทย์กันเพื่อให้แต่ละคนได้รับการดูแลอย่างถูกต้องมากที่สุด แม้จะเป็นเด็กก็พบจิตแพทย์ได้ อย่างที่บอกว่าเหมือนกับการที่เราไปตรวจสุขภาพกายกับแพทย์ทั่วไป หัวใจก็ต้องการจิตแพทย์ช่วยตรวจสุขภาพให้เช่นกัน

.

ถึงอย่างนั้น บางคนก็อาจจะกังวลถึงสายตาของคนรอบข้างที่มองมา ถ้ารู้ว่าเรากำลังจะไปพบจิตแพทย์ กลัวว่าเขาจะมองเราเปลี่ยนไป กลัวว่าเราจะกลายเป็นคนแปลกแยก สติไม่ดี เราขอยืนยันกับคุณเลยว่า “การพบจิตแพทย์ก็คือแพทย์ที่ดูแลจิตใจของเรา มันคือเรื่องปกติ” ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าใครจะมองว่าไม่ดี คุณเองต่างหากที่น่าชื่นชมว่าใส่ใจและดูแลหัวใจตัวเองได้ดีมาก และหากคุณกังวลว่าข้อมูลของคุณจะไม่เป็นความลับ ข้อมูลจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้กล่าวไว้ว่า ‘ข้อมูลของคนไข้เป็นความลับที่เปิดเผยไม่ได้หากไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของประวัติ และข้อมูลดังกล่าวก็ไม่ได้เชื่อมต่อกับที่ใด’ ดังนั้นจึงสบายใจได้ว่าการพบจิตแพทย์ของคุณจะเป็นความลับอย่างแน่นอน

.

“เครียดมาก อยากพบจิตแพทย์ แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนดี”

การพบจิตแพทย์ไม่ได้มีหลักการตายตัวว่าคุณจะต้องเลือกที่ไหน แต่โดยทั่วไปแล้วมีคำแนะนำว่าควรเลือกพบจิตแพทย์ในโรงพยาบาลหรือคลินิกจิตเวชที่คุณสะดวกเดินทางไปพบได้มากกว่า เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นในการรักษากับจิตแพทย์จะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคำนึงถึงการเดินทางที่เราจะสามารถไปพบจิตแพทย์ได้อย่างสะดวกตามนัดหมายจะดีที่สุด

.

สำหรับการพบจิตแพทย์นั้น จะตรวจรักษาผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป หากน้อยกว่านั้นจะต้องเป็นการพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ซึ่งถ้าต้องการนัดจิตแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชน แนะนำให้โทรศัพท์สอบถามกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเพื่อของทราบคิวตรวจของจิตแพทย์และค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม แต่หากเป็นโรงพยาบาลรัฐ ก็จะสามารถพบจิตแพทย์ในเวลาราชการได้ และสามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้ด้วย สามารถตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลและคลินิกจิตแพทย์ทั่วประเทศได้ที่นี่เลย shorturl.at/mstE9

.

“ไม่ว่างไป ไม่อยากเดินทาง ไม่อยากรอคิวนาน แต่อยากเจอจิตแพทย์”

สำหรับคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ไม่อยากไปหาจิตแพทย์ที่โรงพยาบาล ข่าวดีก็คือสมัยนี้เรามีช่องทางในการรับคำปรึกษาเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้นหากคุณรู้สึกเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียดเล็กน้อยเครียดใหญ่โต เครียดเบาเครียดหนักขนาดไหน ก็มีช่องทางรองรับแบบด่วน ๆ ให้คุณได้โทรไประบายความเครียดที่เกิดขึ้นได้เสมอ เช่น บริการของอูก้าที่เราออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสพบนักจิตวิทยาและจิตแพทย์แบบไม่ต้องเดินทางไกล เพราะอูก้าของเราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรอง

.

คุณสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราสะดวกได้ ไม่ต้องรอคิวเหมือนไปพบที่โรงพยาบาลหรือคลินิกจิตเวชทั่วไป ทีมของเราพร้อมให้คำปรึกษาไม่ว่าจะเป็นความเครียดเล็กหรือใหญ่ เครียดเรื่องไหนก็ปรึกษาได้เสมอ เพราะอูก้าคำนึงเสมอว่าปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นถ้าเครียดเกินไปจนรู้สึกว่าไม่ไหว ให้อูก้าช่วยดูแลคุณได้

อย่ารอให้เครียดมากจนสายไป และอย่ารอให้ร่างกายและจิตใจของตัวเองรับไม่ไหว อย่าลืมว่าคุณมีทางเลือกในการระบายความเครียดนั้นออกมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร อูก้า นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยินดีที่จะรับฟังคุณอย่างแน่นอน ขอเพียงให้เราได้ช่วยแบ่งเบาความเครียดของคุณลงบ้าง คุณไม่ได้เดินอยู่คนเดียวบนเส้นทางที่ยากลำบากนี้อย่างแน่นอน ให้พวกเราได้ร่วมเดินทางและแก้ปัญหาไปกับคุณนะ 🙂

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://workpointtoday.com/psychiatrist/

https://www.manarom.com/blog/stress_management.html

https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=29800

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/05142014-1901

https://www.manarom.com/blog/see_psychiatrist.html


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย

🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/blogaboutstress
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth

Read More
วิธีดูแลคนป่วยโรคซึมเศร้า

OOCAissue: How to ดูแลคนรักที่ป่วยใจ ด้วยโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล

โรคทางใจส่งผลต่อความสัมพันธ์หรือไม่ ?

ต้องยอมรับว่าคู่รักหลายคู่เดินมาถึงทางตันเพราะปัญหาสุขภาพใจ ไม่ใช่แค่ภาวะเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าจะกัดกินแต่คนเป็นเท่านั้น คนรักที่อยู่ข้าง ๆ คอยดูแล คอยรับฟังก็ถูกบั่นทอนเช่นกัน เพราะการดูแลใจใครสักคนต้องใช้ทั้งความเข้าใจและพลังเป็นอย่างมาก เมื่อวันเวลาผ่านไปทั้งสองฝ่ายต่างอ่อนแอลง ทำให้ไปถึงจุดที่ไม่สามารถประคับประคองความสัมพันธ์ต่อไปได้ ฝ่ายที่ป่วยใจก็รู้สึกผิด เกิดการโทษตัวเองที่เป็นแบบนี้ ทำให้คนรักเหนื่อยล้า ในขณะที่อีกฝ่ายไม่อยากทอดทิ้งกันไปเวลาที่เขากำลังเปราะบาง แต่ตนเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้คนรักรู้สึกดีขึ้น จึงเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวในความสัมพันธ์

.

แต่ถ้าเรามีความรู้เกี่ยวกับภาวะหรือโรคที่อีกฝ่ายกำลังเป็น รวมถึงเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังรู้สึกและเผชิญอยู่ เราก็อาจดูแลและรักษาความสัมพันธ์นี้เอาไว้ได้

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

#เรียนรู้และเข้าใจคนที่เรารัก ความคาดหวังของเราก็จะลดลง เมื่อเข้าใจก็สามารถช่วยดูแลคนที่คุณรักให้ฟื้นคืนได้ คนรักรู้สึกเศร้า ไร้ค่า สิ้นหวัง  ถอนตัว ภาวะซึมเศร้าอาจทำให้จมกับอารมณ์ความคิดลบ ลดความสนใจสังคมและกิจกรรมที่เคยมีความสุข ในเวลาที่เค้าซึมเศร้า เค้ากังวล ภาวะซึมเศร้าส่งผลให้เขาพูดหรือกระทำบางอย่างที่กล่าวโทษว่าคุณเป็นต้นเหตุ เข้าใจว่าคุณไม่ได้เป็นต้นเหตุทำแฟนซึมเศร้า ดังนั้นอย่าถือสากันและกันเลยนะ

.

#สื่อสารคำถามปลายเปิดและฟังคนรักอย่างใส่ใจ  การนั่งเคียงข้างและรับฟังโดยไม่ตัดสิน คุณสามารถจับมือ โอบกอด และสามารถตอบสนองด้วยคำพูด อาทิ “มีอะไรที่เราสามารถทำได้เพื่อช่วยเธอบ้าง” “เธอมีความสำคัญกับเรานะ” “เราอยู่ตรงนี้เสมอ” และ “เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

.

สำหรับวิธีการดูแลคนรักที่เหมาะสม ทำได้หลายวิธีด้วยกัน

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

#หลีกเลี่ยงการพูดที่เป็นการกดดัน ในรูปประโยค You message เช่น “คุณไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองเลย” “ทำไมเธอไม่รู้จักอดทนบ้าง” ให้ใช้ประโยค I message แทน ที่ไม่ต้อนหรือควบคุมอีกฝ่าย เช่น “ฉันเห็นคุณค่าในตัวเธอและอยากเห็นเธอทำสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ”

.

#รู้สัญญาณเตือนการคิดสั้น เริ่มจากสังเกตเป็น เข้าใจสัญญาณอันตรายและรีบขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันที ได้แก่ หากมีการวางแผน คิดสั้น มีอารมณ์ที่ขึ้นลงรุนแรง บุคลิกภาพเปลี่ยน การถอนตัวออกจากสิ่งที่ชอบทำและผู้คน รู้สึกสิ้นหวังอย่างมาก สำคัญที่สุดคือพยายามอยู่เคียงข้าง เพื่อลดการแยกตัว ลดการตัดสินใจที่เค้าจะทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด

.

#ปรับไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใหม่ๆ มีประโยชน์มากในการฟื้นฟู ลองวางแผนออกกำลังกายร่วมกัน อยู่กับเขาเพื่อลดความเครียด วางแผนรายวันรายสัปดาห์ที่จะไปทำกิจกรรมต่างๆ โดยเริ่มต้นกิจกรรมเล็กๆก่อน เพื่อช่วยให้คนที่คุณรักค่อยๆปรับตัว ที่สำคัญแบ่งเป้าหมายใหญ่ให้เป็นเป้าหมายขนาดเล็ก การทำตามขั้นตอน เพื่อช่วยให้ทำสิ่งต่างๆ สำเร็จได้ง่ายขึ้นในทุกวัน เช่น การลุกขึ้นจากเตียง อาบน้ำ ทานอาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย

.

#สนับสนุนคนรักเข้ารับบริการให้การปรึกษา รับการปรึกษาชีวิตคู่ ถ้าคู่ของคุณยินดีร่วมมือ เพื่อให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของคุณก่อนที่จะยุติไป นักจิตวิทยาสามารถทำให้เห็นมุมมองที่คุณสามารถจัดการด้วยตัวคุณเอง และหลีกเลี่ยงรูปแบบที่มักเกิดปัญหาในความสัมพันธ์หรือในความสัมพันธ์ใหม่ ควรเน้นรับการปรึกษาอย่างต่อเนื่องแทนที่จะวินิจฉัยหรือรักษาด้วยตัวเอง

.

อย่างไรก็ตามใจของคนรักและใจของเราต่างสำคัญด้วยกันทั้งคู่ หมั่นฟังเสียงหัวใจตัวเอง ถ้าวันไหนมันบอกว่าไม่ไหว อย่าลังเลที่จะดูแลรักษา อูก้ามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาพร้อมรับฟังทุกปัญหาและช่วยคุณก้าวข้ามทุกอุปสรรคไปได้ เพราะเราเชื่อว่าทุกความสัมพันธ์แข็งแรงได้

ขอขอบคุณคำแนะนำดีๆ จาก พี่พลีส กอบุญ เกล้าตะกาญจน์ นักจิตวิทยาการปรึกษาของอูก้าด้วยนะคะ

Read More
ชอบคิดเรื่องเก่าๆ

OOCAissues : ทำไมถึงชอบคิดเรื่องเก่าๆให้ตัวเองเจ็บปวดบ่อยๆ

เคยเป็นกันไหม ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ดี ๆ เรื่องในอดีตที่ทำให้เจ็บปวดก็ถาโถมเข้ามา จากที่อารมณ์ดี ๆ วันนั้นก็จะหยุดคิดถึงเรื่องอดีตไม่ได้จนดาวน์ไปทั้งวันเลย ถ้าเคยเป็นล่ะก็ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยนะ เราเองก็เป็นบ่อย ๆ เราเลยแอบไปถามนักจิตวิทยาในระบบของอูก้ามาเพื่อไขข้อสงสัยของทุกคน แถมได้คำตอบมาด้วยว่าจะแก้ไขมันยังไง

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

สมองของเราอาจมีความทรงจำที่คั่งค้างอยู่ข้างใน คล้ายปัญหาที่ไม่ได้รับการคลี่คลายจนรู้สึกฝังใจกับอดีตที่เลวร้ายที่เคยเกิดขึ้น และคิดว่าอดีต ‘ควร’ จะเป็นแบบนั้นแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่มีส่งผลต่ออารมณ์สูง เช่น การถูกบูลลี่ หรือการถูกปฏิเสธ

ซึ่งการคิดถึงเรื่องในอดีตเหล่านี้ซ้ำไปมาโดยมากสะท้อนว่าจิตใจของเรากำลังพยายามหาคำตอบ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จนกว่าจะทำความเข้าใจความหมายใหม่ของประสบการณ์นั้นได้ก่อนจึงหยุดคิด ในระหว่างนั้นการตกอยู่กับอดีตนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต การคิดเรื่องเก่า ๆ มากเกินไปสามารถดักจับสมองให้อยู่ในวงจรแห่งความทุกข์ความกังวลเรื้อรัง รู้สึกไม่อาจมูฟออนได้เพราะเราไม่มีคำตอบให้กับอดีต ซี่งส่งผลให้วิตกกังวล และทำให้ซึมเศร้าได้

แล้วเราจะแก้ยังไงดี?

เขียนความคิดของเราลงในสมุดบันทึก

ลองทำทุกคืนก่อนนอนหรือสิ่งแรกในตอนเช้า เพื่อทำสมองให้ว่างโดยทิ้งทุกสิ่งที่อยู่ในใจของเราลงบนหน้ากระดาษ บางครั้งอาจช่วยบรรเทาได้

ฝึกสมองให้มองอีกด้านของเรื่องแย่ ๆ

เราสามารถฝึกความคิดของเราให้มองชีวิตจากมุมมองที่ต่างออกไปได้เพื่อเอาชนะความคิด เรียกว่าการปรับโครงสร้างความรู้ความเข้าใจ เช่น จากที่เคยคิดว่า “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสิ่งนี้เกิดขึ้น” เป็น “ฉันจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก” หรือเปลี่ยน “ฉันเคยล้มเหลวกับความรัก” เป็น ฉันจะทำขั้นตอนใดได้บ้างเพื่อเพิ่มมิตรภาพที่ลึกซึ้งและค้นหาคนใหม่”

ฝึกใจให้เปลี่ยนความสนใจจากเรื่องอดีตมาสู่ปัจจุบัน

เมื่อเริ่มสังเกตเห็นนิสัยที่คิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เรื่องเก่าให้เจ็บปวด แล้วเริ่มรู้ว่าสมองเรากำลังอยู่ในโหมดนี้ ลองรีบหันเหความสนใจของตัวเองและเปลี่ยนความสนใจของคุณไปยังสิ่งอื่นที่ต้องใช้โฟกัสเพื่อออกจากโหมดนี้ให้เร็วที่สุด

#จากทีมงานอูก้า

ฟังจากนักจิตวิทยากันไปแล้ว ทีมอูก้าก็อยากมาแบ่งปันความเห็นของเราด้วยอีกเสียง

ในระหว่างที่เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการหยุดคิดถึงเรื่องในอดีตแย่ ๆ อยู่ตามคำแนะนำข้างบน เราคิดว่าไหน ๆ เรื่องพวกนั้นก็กลับมาแล้ว เราก็สามารถถือโอกาสที่จะคิดถึงมันในมุมมองของคนที่ผ่านมันมาแล้วกันดีกว่า ใช่ มันอาจเป็นเรื่องที่ฉันอยากกลับไปแก้ แต่ถึงคิดให้ตายฉันก็ไม่ใช่นักเวทย์ที่ย้อนเวลาไปเปลี่ยนอะไรได้นี่ หรือมันอาจเป็นเรื่องทีคนคนนั้นทำกับเราไว้เจ็บมากจนคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีทางลืมได้ ก็อยากจะบอกว่าอย่าลืมชมตัวเองบ่อย ๆ ที่ผ่านมันมาได้จนเรื่องแย่ ๆ มันกลายเป็นอดีตไปได้นะ 😊

การคิดถึงเรื่องในอดีตแม้เรื่องที่เราไม่ชอบไม่ใช่เรื่องแย่เลย เพียงเราต้องรู้ทันความคิดและรู้ว่าคิดถึงมันเท่าไหนถึงเป็นประโยชน์ และตั้งสติให้รู้ตัวว่าฉันจะต้องหยุดคิดถึงมัน เพราะอดีตก็คืออดีต และคนที่เก่งที่สุดคือฉันในปัจจุบันที่ผ่านมันมาได้แล้ว และหากตอนนี้ยังผ่านมันไปไม่ได้ อูก้าขอเสนอตัวเป็นผู้ช่วยที่จะคอยพยุงทุกคนให้เดินก้าวข้ามอดีตไปด้วยกันนะ <3

Read More
เหงา กักตัว

OOCAissue: Stay-at-home Isolation อยู่คนเดียวนาน ๆ ทำให้เรารู้สึกไม่มีค่าหรือเปล่า?

หลังจากเราใช้เวลาทำงานอยู่คนเดียวมาเกือบปี ในใจก็มีความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันหนักหนามากกว่าที่เราเคยเป็นมาทั้งชีวิต เรารู้สึกถึงความ “ไม่ดีพอ” ในตัวเอง ความรู้สึกว่าเรายังทำงานไม่มากพอ เราเสียเวลาไปกับการเล่นมือถือบนที่นอน แทนที่จะเอาไปอ่านหนังสือที่ค้างไว้ และความคิดอีกมากมายที่เข้ามาช่วงที่เราไม่ได้ทำอะไร เราเลยตั้งคำถามว่า “อยู่คนเดียวนาน ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าหรือเปล่า” ไปถามนักจิตวิทยาของอูก้า คุณกอบุญ เกล้าตะกาญจน์ หรือพี่พลีส แล้วเราก็ได้ฟังคำตอบที่น่าสนใจแล้วยังได้คำแนะนำดี ๆ จากเขามากมายเลย

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

“การ Stay-at-home Isolation คนเดียวนาน ๆ เชื่อมโยงกับเรื่องการมองตัวเองด้อยค่าจริง ๆ “

ตามรายงานภาวะสังคมไทยปี 2563 โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า “ความเครียด ภาวะหมดไฟ ภาวะซึมเศร้าและความคิดทำร้ายตัวเองของคนไทยเพิ่มขึ้น เพราะพยายามต่อสู้กับความยากลำบากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าหมดไฟ ทั้งด้านอารมณ์และจิตใจ  ด้านมองความสามารถในการทำงานลดลง รู้สึกไม่สำเร็จ และด้านการมองความสัมพันธ์ในที่ทำงานในทางลบ ระแวงง่ายขึ้น รู้สึกเหินห่างจากคนอื่น”

.

ซึ่งยิ่งเราเจอเรื่องแบบนี้ไปอย่างไม่รู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้อีกนานเท่าไร บวกกับความรู้สึกไม่แน่นอนทั้งจากการงาน สถานะทางสังคม และสุขภาพ ความสามารถในการเห็นคุณค่าในตัวเองของเราจะลดลงไปด้วย นี่ยังไม่รวมกับสถิติการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงภาวะการกินอาหารที่ไม่ปกติ เช่น การกินอาหารมากขึ้นเพราะมนุษย์จำนวนมากใช้การกินเป็นวิธีลดความไม่สบายใจ ความกังวล ว้าเหว่และเบื่อหน่าย ทำให้เรารู้สึกไม่โอเคกับรูปร่างของตัวเอง ส่งผลต่อความมั่นใจและการมองที่เรามองตัวเองว่ามีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า

.

ทุกอย่างที่กล่าวไปข้างต้นจะทวีคูณขึ้นเมื่อเราเอา Social Media เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสมการ ในแง่หนึ่งมันเป็นช่องทางเดียวที่เราสามารถเข้าถึงคนรอบตัวในชีวิตของเราได้ แต่ในทางขณะเดียวกัน เมื่อเราเห็นเพื่อนของเรา รุ่นพี่ของเรา รุ่นน้องของเรา หรือใครก็ตามที่เราติดตามกำลังมี “ชีวิตที่ดีกว่าเรา” เราจะเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับพวกเขา “ทำไมเขาทำแบบนั้นได้ทั้ง ๆ ที่เขาอายุน้อยกว่าเราตั้งเยอะ ตอนนั้นฉันทำอะไรอยู่” หรือ “ทำไมฉันไม่หน้าตาดีแบบเขาบ้างนะ” ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกับเราอย่างเช่น “ฉันอยากไปอยู่ในประเทศของเขาคนนั้นบ้างจังเลย”

.

แล้วทำยังไงดีเมื่อเราประสบปัญหานี้ ?

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

ความโดดเดี่ยวอาจกลายเป็นความเครียด ข้อเสนอแนะรักษาใจในขณะอยู่บ้านและทำงานที่บ้าน

  1. ติดต่อกับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ ผ่านทางโทรศัพท์ อีเมล หรือโซเชียลมีเดียบ้าง
  2. เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Covid-19 และพูดคุยกับผู้อื่น การทําความเข้าใจอย่างถูกต้องในเรื่องการป้องกัน Covid-19 ช่วยลดความวิตกกังวลได้
  3. หากเป็นไปได้ให้ทำกิจวัตรประจําวันตามปกติเช่น การกิน การนอน การทำงาน การพักผ่อน การออกกําลังกาย ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดความเครียดและภาวะซึมเศร้า
  4. จากประสบการณ์และวิธีการที่คุณรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลําบากในอดีต ทำให้ตระหนักได้ว่าการแยกตัวจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนัก และไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิด
  5. การทำงานที่บ้านและได้ใช้เวลาอยู่บ้าน เป็นโอกาสที่จะทํากิจกรรม ทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากความเบื่อหน่ายกังวล

#คำตอบจากทีมงานของอูก้า

คุณค่าในตัวเองนั้นไม่สามารถวัดได้จากการเอาความสำเร็จของเราไปเทียบกับความสำเร็จของคนอื่น ฉะนั้นไม่ว่าเราจะรู้สึกว่าคนนั้นคนนี้ดีกว่าเราขนาดไหน อูก้าอยากให้ทุกคนทดลองปรับมุมมองเป็น “ข้อดีของฉันคืออะไร” แล้วตามหาสิ่งนั้นจนกว่าจะพบหรือใช้เวลาค่อยๆ สร้างมันขึ้นมา ให้จุดเด่นในตัวเองของทุกคนเปล่งประกายออกมา

.

คุณค่าในตัวเองของเราเมื่อไม่ต้องเอาไปเทียบกับคนอื่นนั้น มันจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนก็ได้ เริ่มได้จาก “วันนี้ฉันทำงานเสร็จไปตั้งสองอย่างแล้ว” ไปจนถึง “วันนี้ฉันอ่านหนังสือจบตั้งหนึ่งบท เยอะกว่าที่อ่านเมื่ออาทิตย์ที่แล้วอีก” คนเดียวที่เรารู้แน่ ๆ ว่าชีวิตเขาดี ไม่ดียังไงคือตัวเราเอง ฉะนั้นไม่ต้องเอาความสำเร็จของใครมาเป็นหมุดหมายที่ต้องไปให้ถึงเลย

.

แล้วคุณกำลังประสบปัญหาแบบนี้อยู่เหมือนกันหรือเปล่า ? ถ้าใช่ล่ะก็ มาเล่าให้อูก้าฟังได้เสมอเลย เรามีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมรับฟังและคอยอยู่เคียงข้างคุณนะ

Read More
ความรุนแรงในสื่อและละคร

#ข่มขืนผ่านจอพอกันที เพราะความรุนแรงในคู่รัก ไม่โรแมนติกในชีวิตจริง

จาก #ข่มขืนผ่านจอพอกันที ที่บอกให้รู้ว่าสื่อจำนวนมากได้บิดเบือนความรุนแรงทางกาย (Physical Abuse) หรือทางวาจา (Verbal Abuse) ให้กลายเป็นภาพ “ความโรแมนติก” (Romanticize) ที่คุ้นเคยและเห็นในละครไทยมาตั้งแต่จำความได้ อย่างฉากลักพาตัวและข่มขืน ต่อมาก็เพิ่มการถ่ายคลิปหรือข่มขู่เพื่อแบล็กเมลด้วยตามยุคสมัย ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่าจริง ๆ แล้วการกระทำที่เราเห็นหรือกำลังเสพอยู่นั้น เป็นความรักหรืออาชญากรรมกันแน่

.

เราได้ฟังจิตแพทย์ชื่อดังชาวเกาหลียังแจจินและยังแจอุงในรายการหนึ่งพูดถึง “ความรุนแรงในคู่รักที่อาจนำไปสู่การฆาตรกรรม” ว่ากลายเป็นปัญหาสังคมร้ายแรง เพราะในหลาย ๆ ประเทศก็เผชิญกับปัญหาอาชญากรรมทางเพศ แต่ทุกครั้งมักจะเกิดการถกเถียงในโลกโซเชียลถึงความยุติธรรม การตัดสินถูกผิด มีทั้งเสียงเรียกร้องและด่าทอ เช่น การข่มขืน การคุกคาม การแตะเนื้อต้องตัว แต่เมื่อเป็นพระเอกละครทำพฤติกรรมพวกนั้น เรากลับบอกว่านั่นคือ “ความโรแมนติก” แม้แต่เวลานั่งดูเราก็เขินและอินไปกับตัวละคร จนแอบฝันว่าถ้าคนที่เราชอบทำแบบนั้นเราจะรู้สึกยังไงนะ ? หรือความรู้สึกพวกนี้เป็นเพราะเรากำลังถูกบังตาด้วยภาพฝันอยู่

.

“ความรักทางกายภาพเชิงบังคับ” นับเป็นความรุนแรงทั่วไป มันอันตรายเพราะละคร สื่อ ได้บิดเบือนให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นความโรแมนติก เป็นการกระทำของคนรักกัน เช่น การผลักเข้ากำแพง การจับข้อมือ การแตะเนื้อต้องตัว การจูบแบบกะทันหัน แต่สุดท้ายเรื่องราวก็ลงเอยด้วยความรักที่ลึกซึ้ง ภาพแต่งงาน และการตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่าย ทั้งที่ในชีวิตจริงความรุนแรงระหว่างคู่รักหากเกิดขึ้นแนวโน้มก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นและจุดจบคงไม่ได้สวยงามแบบนั้น

.

คนที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรง

คนที่มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ชั่ววูบ มีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นเวลาเมาหรือขาดสติ เช่น คนที่ชกกำแพงเวลาโกรธ ชอบทำลายของ จอดรถแล้วไล่คนรักลงกลางถนน ฯลฯ

คนที่เป็นโรคหวาดระแวง ชอบสงสัยคนอื่น ซึ่งมักจะตีความการกระทำของตัวเอง
ในทางที่ดี อย่าง “ฉันคิดว่ามันคือความรัก” แต่ที่จริงแล้วมันคือความไม่ไว้ใจ หมกหมุ่นและขี้ระแวง ยกตัวอย่างเช่น ชอบโทรหาวันละหลาย ๆ รอบ ชอบถามซ้ำ ๆ ว่า “ทำอะไร อยู่ที่ไหน กับใคร”

.

สัญญานเตือนหรือสิ่งที่มองไม่เห็น คนที่ใช้ความรุนแรงกับคนรัก มักพยายามแยกคนรักออกจากสังคม อย่างการห้ามไม่ให้คนรักไปเที่ยวกับเพื่อน ค่อย ๆ แทรกแซงกิจวัตร “ห้ามไป ห้ามคบ ห้ามติดต่อ” พยายามขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างคนรักกับสังคมภายนอก จนกลายเป็นโลกทั้งใบมีกันอยู่สองคน กว่าจะรู้ว่าตกอยู่ในความรุนแรง หันไปก็ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตรายที่เราไม่มีใครให้พึ่งพาเลย ราวกับถูกจับขังไว้

.

วิธีแก้เรียกว่า “การเลิกราอย่างปลอดภัย” คือควรตัดขาดทุกช่องทาง เพื่อออกจากความรุนแรงก้าวร้าว หากคนรักมีอารมณ์รุนแรงมาก เราอาจไม่สามารถตัดสัมพันธ์ทันทีได้ แต่ต้องค่อย ๆ เตรียมตัวหาช่องทางที่จะ “หนี” ออกมาจากวงจรนั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าตอนเลิกกันให้เปลี่ยนเบอร์ และถ้าทำได้ให้เปลี่ยนที่อยู่ด้วย เพราะคนที่ใช้ความรุนแรงมักจะหมกมุ่นและหวงแหนคนรัก ความรู้สึกเป็นเจ้าของอาจทำให้เขายึดเหนี่ยวเราไว้ โดยที่กระทำรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เราต้องกล้าที่จะปกป้องตัวเองและตัดบ่วงที่เลวร้ายพวกนี้

.

ที่สำคัญเราอย่าหลอกตัวเองว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงเพราะ “ความรัก” และทุ่มเทของเรา จนปล่อยให้กายและใจถูกทำร้าย ในทางจิตวิทยาพูดกันเสมอว่า คนเราเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีแรงกระตุ้นและทุ่มเทเป็นเวลานานด้วยความมุ่งมั่น “เราเปลี่ยนแปลงใครไม่ได้ ถ้าเขาไม่อยากเปลี่ยน” ดังนั้นเราต้องเปลี่ยน “ความคิด” หรือ “มุมมอง” ของตัวเอง การพยายามเปลี่ยนอีกฝ่าย สุดท้ายก็เหมือนเราทุกข์ใจอยู่คนเดียวกับปัญหาที่แก้ไม่ได้

.

ถ้าความสัมพันธ์ทำร้ายคุณจนหาทางออกไม่ได้ ไม่ว่าจะทางกายหรือใจ อย่าปล่อยให้ตัวเองทนทุกข์กับปัญหา ลองปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า แล้วหันกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้ง เพราะเราเชื่อว่าทุกคนสมควรได้พบความรักที่ดี

ขอบคุณข้อมูลจาก

รายการ Problem Child in House EP.114

Read More
ทำไมเราไม่เก่งเท่าคนอื่น

OOCAissues: อย่าเปรียบเทียบความไม่สบายใจ “ของเขา” กับ “ของใคร”

ในวันที่คนรอบข้างของเราไม่สบายใจ คงจะดีมากถ้ามีใครสักคนคอยรับฟังและให้คำปลอบใจเขา แต่ถ้าคำปลอบใจนั้นคือ “ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย มีคนอื่นที่เจอมาหนักกว่าเธออีกเยอะแยะ เรื่องแค่นี้จิ๊บ ๆ” เขาจะรู้สึกสบายใจขึ้นจริงใช่ไหม หรือนั่นจะทำให้เขาเกิดคำถามขึ้นมาว่า เรื่องของเขามันเล็กน้อยกว่าของคนอื่นจริงหรือ?

อูก้าอยากให้ทุกคนเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่ต้องการกำลังใจให้มากขึ้น และยังมีคำแนะนำดี ๆ จากนักจิตวิทยามาให้เพื่อน ๆ กันด้วย

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

การที่เขาจะรู้สึกดีขึ้น โดยยกตัวอย่าง หรือเปรียบเทียบคนที่กำลังแย่กว่าเขา เพื่อให้เขาสบายใจและรู้สึกดีกับตนเองมากขึ้น เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ดังที่ แอดเลอร์ นักจิตวิทยาชื่อดัง อธิบายว่า วิถีชีวิต (style of life) ของแต่ละคน มีแบบแผนการดำเนินชีวิต และเป็นบุคลิกภาพที่มีรูปแบบเฉพาะตัว ซึ่งไม่มีใครเหมือนคนอื่นเลย ทำให้ไม่สามารถนำชีวิตของแต่ละคนมาเปรียบเทียบกันได้เลย เมื่อเรากำลังพูดถึงแนวทางที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นและปลอบใจด้วยวิธีที่ยั่งยืน เป็นการดีที่เราจะสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งทางใจให้เขาก่อน ทำให้เขามีกำลังใจที่จะเผชิญสิ่งที่เกิดขึ้น ค้นหาปัญหาและสาเหตุว่าคืออะไร ตั้งเป้าหมายและค้นหาแนวทางแก้ปัญหาให้ได้ การปลอบโยนทางใจจะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ช่วยให้เขามีพลัง ช่วยทัดทานความเครียดและความไม่สบายใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น นอกจากนี้การแสดงถึงความเข้าใจซึ่งกันและกันก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยทำให้เขาไม่รู้สึกอ้างว้างอีกต่อไป

#คำตอบจากทีมงานของอูก้า

ในการให้กำลังใจกัน มีหลายวิธีที่จะพูดให้เขารู้สึกดีขึ้นนะ การที่เราบอกกับเขาว่าเรื่องที่เขาเจอเป็นเรื่องที่เล็กน้อยอาจทำให้ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากกว่าเดิม เพราะสำหรับสิ่งที่เขากำลังเจอ อาจเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบกับจิตใจมากแล้วก็ได้ ถึงแม้เราจะหวังดีและไม่อยากให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เจอมันหนักหนาจนผ่านไปไม่ได้ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เขาเข้าใจว่าเราเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยกว่าที่คนอื่นเจอมา เราควรแสดงให้เขาเห็นว่าเราเข้าใจ และพร้อมที่จะให้กำลังใจไม่ว่าเขาจะเจอเรื่องอะไรมาก็ตาม เพื่อให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นจริง ๆ เราอาจจะพูดปลอบโยนว่า “ไม่ว่าเธอจะเจออะไรมา อยากให้รู้ว่าเธอไม่ได้ตัวคนเดียวนะ” หรือ “ฉันเข้าใจและจะรับฟังเธอเสมอ” คำปลอบใจเพียงเท่านี้ ก็สามารถทำให้เขาสบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้ตัวคนเดียว

การที่มีใครสักคนเข้าใจ ก็ถือเป็นเรื่องที่สามารถทำให้ใครหลายคนสบายใจขึ้นมาได้เยอะมาก เพียงแค่เราแสดงออกถึงการให้กำลังใจและความห่วงใยด้วยวิธีที่ดีขึ้น เชื่อว่าเขาต้องรู้สึกดีและผ่านไปได้อย่างแน่นอน

ถ้าใครที่กำลังไม่สบายใจอยู่ อูก้าพร้อมที่จะรับฟังทุกคนเสมอ หรือถ้าอยากได้ที่ปรึกษาและคำแนะนำดี ๆ ก็สามารถโหลดแอป OOCA เพื่อคุยกับจิตแพทย์ของเราได้เลย เราเป็นกำลังใจให้นะ

Read More
โรคจิตเวช โดนล้อ โดนแกล้ง

OOCAissue : เลิกเมกฟัน กับโรคทางจิตเวช

บางทีเราก็เหนื่อยมากๆ เลยนะ เวลามีคนมาบอกว่า “เป็นซึมเศร้า เป็นแพนิก แตะไม่ได้เลยสินะ เป็นคนอ่อนแอเหรอ” เราก็ไม่ได้อยากเป็นนักหรอก ถ้าเลือกได้จริงๆ เราก็ไม่อยากป่วยเหมือนกัน อย่าเอาสิ่งที่เรากำลังเผชิญมาล้อเลียนเป็นเรื่องตลกได้ไหม

ทุกโรคทางจิตเวชเลย ไม่ใช่แค่ซึมเศร้า แพนิก ไบโพลาร์ วิตกกังวล หรือ OCD แต่ยังมีอีกหลายๆ โรค หลายๆ อาการที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งนี้ แล้วชอบเอามันมาทำให้ตลก ทำให้ดูน่าขำขัน แต่ขอโทษนะ เราไม่ได้ขำไปกับพวกคุณด้วย

เราพยายามที่จะรักษาตัวเองให้หาย ทำตัวเองให้เข้มแข็ง แต่พวกคุณกลับมา make fun สิ่งที่เราเป็น ทำเหมือนอาการเหล่านี้เป็นเรื่องล้อเล่น ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพื่อนๆ หลายคนชอบบอกว่า “อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เป็นไบโพลาร์เหรอ” “ย้ำคิดย้ำทำอยู่นั่น หรือจะเป็น OCD” จิตใจพวกคุณทำด้วยอะไร ไม่เห็นอกเห็นใจกันหน่อยเหรอ แค่นี้เราก็รู้สึกแย่จะตายแล้วนะ ถ้าจะไล่ไปหาหมอ เราไปมาหมดแล้ว ก็กำลังรักษาอยู่นี่ไง

เอาจริงๆ เราเพิ่งไปเจอสิ่งที่น่าสนใจมา ในทวิตเตอร์มีการพูดถึงเรื่องนี้ รวมถึงให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและอาการทางจิตเวช ใน #เลิกเมกฟันกับโรคทางจิตเวช ถ้าใครว่างๆ ลองไปอ่านกันดูได้นะ เรารู้สึกดีใจมากๆ ที่มีคนหันมาสนใจ และเพิ่มความเข้าใจให้กับบุคคลเท่าไปที่เขาอาจเผลอเล่นมุกตลกเหล่านี้ไป เหมือนเป็นสังคมย่อมๆ ในโลกทวิตเตอร์เลยล่ะ รวมถึงมีคนมากมายมาร่วมแชร์ประสบการณ์ ถาม-ตอบในหลายๆ เรื่อง ถ้าใครสนใจ สามารถไปตาม #เลิกเมกฟันกับโรคทางจิตเวช ในทวิตเตอร์ได้เลยนะ

เป็นเรื่องที่ดีนะ การที่หลายๆ คนออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมุกตลกที่ไม่ตลกพวกนี้มากขึ้น เพราะหลายๆ อย่างกลายเป็นความเคยชินของคนไทยไปแล้ว ว่ามันสามารถเอามาเล่น มาพูดกันได้ตามปกติ ทั้งๆ ที่มันไม่ปกติ และไม่มีใครที่ไหนเขาทำกันหรอกนะ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงอาจเริ่มจากจุดเล็กๆ แบบนี้ แต่เราเชื่อว่าท้ายที่สุด คนส่วนใหญ่คงจะได้รับความเข้าใจกันมากขึ้นและไม่หยิบเรื่องโรคทางจิตเวชมาทำให้ตลกแล้วล่ะ เพื่อนๆ คนไหนเจอคนรอบตัวยังเล่นมุกเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ ลองใช้เหตุผลและข้อเท็จจริงคุยและให้ความรู้ความเข้าใจกับเขาดูนะ

หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังอึดอัดใจ ไม่สบายใจกับมุกตลกที่คนมาล้อเลียนหรือ make fun กับเรา อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย อูก้าจะยินดีดูแลจิตใจและรับฟังเสมอนะ ❤️

Read More
ทำแท้งบาปไหม

OOCAissue: บาปไหม ถ้าฉันเลือกที่จะทำแท้ง

หลายคนเชื่อว่า ‘การทำแท้ง’ นั้นเป็นบาป โดยเฉพาะสังคมไทยที่นับถือศาสนาพุทธ แต่ฉันไม่พร้อมจะเป็นแม่คน ฉันอาจจะต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตถ้าเลือกที่จะทำแท้ง แล้วใครจะช่วยฉันทางออกเรื่องนี้ได้บ้าง เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ดูเลวร้ายไปซะหมด อย่าถกเถียงถึงความถูกผิดกับอีกเลย มาช่วยกันเยียวยาและให้คำแนะนำที่เหมาะสมแก่คนที่กำลังเผชิญปัญหาเหล่านี้เถอะนะ เพราะพวกเขาต้องการกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปมากๆ

เมื่อวันก่อนครม.มีมติเห็นชอบให้แก้กฎหมายเรื่อง “การทำแท้ง” โดยระบุว่าหากอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์สามารถทำแท้งได้ ซึ่งคำนึงถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 27 และ 28 ที่กล่าวถึงเรื่องความเสมอภาค การได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และได้แก้ไขโทษสำหรับผู้ที่ทำแท้งให้เบาลง นอกจากนี้ยังแก้ไขให้ครอบคลุมกรณีจำเป็นที่สมควรอนุญาตให้ทำแท้งได้ เช่น การตั้งครรภ์นั้นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจของผู้ตั้งครรภ์ กรณีที่ทารกมีความเสี่ยงที่จะผิดปกติหรือพิการ หรือการตั้งครรภ์เกิดจากการล่วงละเมิด เป็นต้น

หลายคนมองว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้หญิงจะสามารถปกป้องสิทธิในร่างกายของตัวเองได้ อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาในสังคมที่จะตามมาจากการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมได้อีกมาก เช่น การเลี้ยงดู การศึกษา การเงิน คุณภาพชีวิต ฯลฯ แม้จะมีผู้ที่เห็นด้วยกับเรื่องนี้จำนวนมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำแท้งในสังคมไทยนั้น ถูกตีตรามาอย่างยาวนานว่าเป็นการทำ “บาป” ร้ายแรง

จริงอยู่ที่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเกิดมา ดังนั้นการพรากชีวิตที่บริสุทธิ์ไปจึงถูกมองว่าไร้มนุษยธรรม บางคนถึงขั้นด่าทอและขอให้ผู้ที่ทำได้รับกฎแห่งกรรมเข้าสักวัน แต่คนที่ลำบากใจที่สุดก็คือคนที่ต้องตัดสินใจเลือกว่าจะทำแท้งหรือไม่ รวมถึงต้องดีลกับความรู้สึกผิดที่ติดค้างในใจและพยายามใช้ชีวิตต่อไปให้ได้

เรามีคำแนะนำสำหรับคนที่กำลังสับสนว่าการทำแท้งนั้นบาปหรือไม่และจะเข้าใจคนที่ตัดสินใจทำแท้งได้อย่างไร

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

หากเจตนาของการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย เป็นเพราะต้องการช่วยคนที่มีความทุกข์ ถ้าแพทย์ไม่ทำแท้งให้เขาอาจจะไปให้หมอเถื่อนซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต อีกประเด็นคือถ้าการตั้งครรภ์นั้นเกิดจากเหตุอะไรบางอย่าง ทำให้ผู้ตั้งครรภ์ไม่พร้อมจะเลี้ยงดูให้เติบโตอย่างมีคุณภาพจริงๆ จะส่งผลดีหรือผลเสียต่อชีวิตเด็กที่เกิดมา? เป็นการทำบุญหรือบาปกับเด็กที่เกิดมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่พร้อม?

ในเรื่องบุญบาปนั้น ท่านพุทธทาสเคยกล่าวว่า “เป็นทัศนคติความเชื่อส่วนบุคคล จะให้คิดเหมือนกันหมดคงไม่ได้ แม้แต่ท่านพุทธทาสภิกขุยังบอกว่า ถ้าทำแท้งเพื่อช่วยให้พ้นทุกข์ไม่นับเป็นบาป มันอยู่ที่ ‘เจตนา’ ดังนั้นอยากให้สังคมเปิดใจและไม่ตัดสินผู้ที่ประสบปัญหาด้วยมุมมองเพียงด้านเดียว เพราะเราเป็นคนที่มองจากข้างนอกและไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนพ่อแม่และครอบครัวของคนที่ประสบเรื่องนี้โดยตรง

#คำตอบจากทีมงานอูก้า

หากเลือกได้คงไม่มีใครอยากท้องในขณะที่ตัวเองก็ไม่มั่นใจว่าจะเลี้ยงดูอีกหนึ่งชีวิตให้มีคุณภาพได้ หรืออยากทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างการทำแท้ง แม้หลายคนจะบอกว่าการทำแท้งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เมื่อปัญหาได้เกิดขึ้นแล้วก็ควรจะมีทางเลือกหรือทางแก้ไขที่เหมาะสมให้ผู้ที่ประสบปัญหาด้วย ส่วนการรณรงค์เรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันเพื่อลดปัญหาเหล่านี้ ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวข้องย่อมได้รับผลกระทบทางใจอย่างแน่นอน

ความเครียด ความกังวลและความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องเยียวยาและช่วยเหลือ ที่สำคัญคือการให้โอกาสคนที่เจอปัญหาได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติในสังคมเป็นหน้าที่ของทุกคน การตีตราหรือตัดสินคนอื่นจากทัศนคติหรือค่านิยมส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ โดยเฉพาะประเด็นที่อ่อนไหวเช่นนี้ ลองเปิดใจมองในมุมอื่นๆ เราอาจจะเข้าใจปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ว่ามันหนักหนาแค่ไหน แล้วเราจะช่วยโอบกอดพวกเขาแทนการซ้ำเติมได้หรือไม่

ไม่มีใครอยากทำผิดพลาดหรืออยู่ในจุดที่ต้องเลือกระหว่างความเป็นความตาย ขอเพียงช่วยรับฟังโดยไม่ตัดสิน แล้วให้โอกาสพวกเขาได้มีความสุขกับเส้นทางชีวิตที่เขาเลือกดีกว่า

อูก้ายินดีรับฟังทุกปัญหาและช่วยคุณหาคำตอบให้ชีวิต สามารถพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราพร้อมจะอยู่เคียงข้างและรับฟังคุณ

อ้างอิงจาก

https://twitter.com/rsathaiorg/status/1233270925497257984

https://www.lovecarestation.com/การทำแท้ง-ท่านพุทธทาส/

Read More
ทำไมคนอื่นไม่เข้าใจเรา

OOCAissue : Bad Talker ไม่มีใครเข้าใจคุณ เพราะสื่อสารผิดวิธี

บางครั้งเมื่อถ่ายทอดความคิดหรือพูดถึงสิ่งที่หลงใหล เรามักจะปล่อยให้สมองทำงานไปเรื่อยๆ และพูดไปด้วยคิดไปด้วย เราสื่อสารเพื่อให้คนอื่นรับฟังแต่หากพูดเร็วเกินไปหรือใช้โทนเสียงผิดอาจกลายเป็นอุปสรรค

.

เมื่ออยู่ระหว่างการพูดคุย โต้แย้งหรือถกเถียง เราอาจรู้สึกเหมือนกำลังแข่งขันกับอีกฝ่ายและรู้สึกว่าไม่มีใครตั้งใจฟังจริงๆ พวกเขาจึงเริ่มพูดให้เร็วและดังขึ้น ซึ่งนิสัยการพูดที่เปลี่ยนไปอาจเป็นสัญญาณของความเครียด เมื่อร่างกายของคุณรู้สึกกดดันอย่างมากจังหวะในร่างกายทั้งหมดของคุณจะเร็วขึ้นรวมถึงการพูดด้วย

.

สื่อสารผิดวิธีเกิดส่งผลเสียอย่างไรบ้าง?

1. ความประทับใจติดลบ

มุมที่เป็นอันตรายที่สุดของการพูดเร็วเกินไปคือทำให้เกิดความประทับใจที่ไม่ดีได้ บางครั้งเราอาจคิดว่าการพูดเร็ว ทำให้ดูมั่นใจและเก่ง หากเราพยายามนำเสนอบางอย่างด้วยจังหวะและโทนเสียงที่เร้าอารมณ์เกินไปอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกบังคับ ทั้งที่คุณอาจจะเตรียมสิ่งดีๆ มานำเสนอ แต่ท่าทีที่แสดงออกกลับสื่อถึงความก้าวร้าว ไม่ใส่ใจผู้ฟัง อีกแง่หนึ่งอาจถูกมองว่าพูดเร็วเนื่องจากกังวลหรือขาดความมั่นใจ รีบพูดเพราะไม่รู้จะพูดอะไร ลองสังเกตดูว่าผู้นำที่ประสบความสำเร็จมักจะสื่อสารชัดเจน มีจังหวะและโทนเสียงที่จับใจคนฟัง

2. ทำให้ผู้ฟังเสียสมาธิ

การพูดเร็วเกินไปและเสียงที่ดังอาจทำให้คนฟังเสียสมาธิ เพราะนอกจากจะสร้างความระคายหูแล้วยังทำให้รำคาญใจ ยิ่งไปกว่านั้นคนที่พูดดังมักจะหัวเราะเสียงดังอีกด้วย สิ่งเหล่านี้อาจทำให้สิ่งที่ต้องการสื่อส่งไปไม่ถึง ผู้ฟังก็เหนื่อยที่จะตามบทสนทนาที่ดำเนินอยู่ฝ่ายเดียว สุดท้ายอาจแค่พยักหน้าเหมือนเข้าใจในสิ่งที่คุณพูด แต่จริงๆ พวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมแล้ว

3. เข้าใจไม่ตรงกัน

ไม่ใช่แค่ข้อความที่สำคัญ แต่น้ำเสียงและจังหวะสามารถเปลี่ยนความหมายของสิ่งที่สื่อได้เลย ในการพูดคุยไม่ควรมีใครต้องเอ่ยว่า “ขอโทษนะ แต่เราฟังไม่ออก ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหม” เพราะมันแสดงว่าความน่าเชื่อถือของผู้พูดลดลงแล้ว แถมเรื่องที่เล่ายังตีความได้ยากเกินกว่าจะเข้าใจในครั้งเดียว

ทำอย่างไรไม่ให้พูดเร็วเกินไป

– รู้จักเว้นจังหวะเป็นระยะ พูดช้าลงเมื่อพูดถึงประเด็นสำคัญ เน้นบางคำช้าๆ ชัดๆ

– จดโน้ตย่อสำหรับประเด็นที่จะพูด

– สื่อสารกับผู้ฟัง ทั้งภาษาพูดและภาษากาย

– กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน

– ใช้พลังของการฝึกฝน พูดซ้ำๆ จนได้จังหวะและโทนเสียงที่เหมาะสม

ทั้งนี้การพูดเร็วก็มีข้อดีและเหมาะสำหรับบางประเด็นหรือบางอาชีพ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการโน้มน้ามใจให้คนอื่นเห็นด้วย แต่ต้องให้ผู้ฟังมีเวลามากพอจะคิดตามและทบทวน นอกจากนี้ผู้ฟังเองก็ต้องฟังอย่างใส่ใจ (Active Listening) คือไม่ใช่รับฟังแต่ข้อความเท่านั้น แต่ต้องดูสีหน้า ท่าทางและความรู้สึกที่ผู้พูดซ่อนอยู่ด้วย แล้วพยายามทำความเข้าใจโดยปราศจากอคติ

การจะโน้มน้าวคนอื่นด้วยคำพูดเราต้องมีวาทศิลป์ที่จะถ่ายทอดความคิดของเราออกมา ด้วยจังหวะและน้ำเสียงที่พอดี การสื่อสารจึงจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ คุณไม่จำเป็นต้องกังวลกับการพูดอีกต่อไป ขอเพียงคุณพร้อมที่จะพูดคุยกับเรา พี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเรายินดีรับฟังคุณเสมอ ตอนนี้เรามีฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจรอคุณอยู่ด้วยนะ

อ้างอิงจาก

https://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4129448/Fast-talkers-AREN-T-effective-communicators.html

https://www.americanexpress.com/en-us/business/trends-and-insights/articles/slow-down-why-speaking-too-fast-can-hurt-your-message/

https://www.throughlinegroup.com/2014/03/17/slow-down-how-to-stop-being-a-fast-talker/

Read More