กังวลอนาคตแบบนี้ต้องไปหาใครดี จิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือหมอดู?

ในช่วงที่หลายคนรู้สึกไม่มั่นคงกับชีวิต ไหนจะสถานการณ์ #โควิด19 ที่เข้ามาสร้างความไม่แน่นอนให้กับอนาคตแบบนี้ ทำให้ผู้คนเป็นกังวลกันมากขึ้นว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเราบ้าง บางคนถึงขั้นเลือกที่จะจัดการกับความกังวลของตัวเองด้วยการหันไปพึ่งสายมูเตลู หรือตัดสินใจไปดูดวงกันเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเรื่องทางจิตวิญญาณอย่างบุญ-บาป นรก-สวรรค์ หรือไสยศาสตร์ ไม่ตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่แล้วก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงนี้ ‘การดูดวง’ หรือ ‘#มูเตลู’ กำลังเป็นกระแสในสังคมเป็นอย่างมาก และกลายเป็นว่าทำให้ผู้คนหันไปพึ่งการดูดวงในการจัดการกับความกังวลเกี่ยวกับชีวิตในอนาคตกันมากขึ้น 🥺

🔮 ทำไมคนเราถึงชอบการดูดวง?

ความแม่นของการดูดวงเป็นตัวตัดสินใจว่าเราพอใจกับคำทำนายหรือไม่ คนที่ชอบดูดวงหลายคนคงมีหมอดูหรือเพจดูดวงในใจที่วัดจากความแม่นยำของหมอดู โดยเหตุการณ์ที่ทำนายดวงได้อย่างแม่นยำสามารถอธิบายได้ตามหลักจิตวิทยาที่เรียกว่า The Barnum-Forer Effect ได้อธิบายไว้ว่า คำทำนายส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วไปที่สามารถใช้ได้กับทุก ๆ คน เช่น การทำนายว่าคุณต้องประหยัดในช่วงโควิด-19 หรือ คุณมีแนวโน้มที่จะได้แฟนหน้าตาดี คำทำนายแบบนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอเหมือนกัน นอกจากนี้การดูดวงโดยถามอายุ วันเกิด จักรราศี หรือการเลือกไพ่ 4 ใบก่อนเปิดดูดวง ทำให้เรารู้สึกว่าคำทำนายเกิดมาเพื่อเราจริง ๆ เพราะดูมีลักษณะเฉพาะตัวตรงกับเรามาก ทำให้เราเชื่อคำทำนายนี้ไปอย่างไม่มีข้อกังขาใด ๆ เลย

นอกจากนี้ คนเราเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตนเองอยากเชื่อจนเกิดเป็นอคติยืนยันความคิดของตนเอง (Confirmation Bias) คือ การที่เราเชื่อแต่ข้อมูลที่ต้องการจะเชื่อโดยไม่พิจารณาถึงข้อมูลอื่น ๆ ความอคติในการคิดแบบนี้ทำให้เราเชื่อมโยงทุกเหตุการณ์เข้ากับการดูดวง เช่น ดูดวงรายวันแล้วพบว่าคนคุยเก่าจะกลับมาหาในช่วงนี้ พอคนคุยเก่าทักมาหาเราจริง ๆ เราก็จะเชื่อมโยงกับคำทำนายที่อ่านมาและรู้สึกว่าเป็นคำทำนายที่ตรงมาก ๆ ทั้งที่คนคุยเก่าอาจจะมีเหตุผลอื่นที่ทักมาหาเราก็ได้ เมื่อเหตุการณ์เป็นจริงตามคำนาย เราก็จะสนใจและจดจำได้เฉพาะเหตุการณ์เหล่านี้ ในขณะที่คำทำนายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เราก็จะไม่ได้ให้ความสำคัญหรือสนใจมัน ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นไปตามคำทำนายอย่างที่คาดหวังไว้ มันจะยิ่งทำให้เราอยากดูดวงมากขึ้น

🔮 อยากรู้อนาคตล่วงหน้า ‘หมอดู’ ช่วยคุณได้ ?

ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ผู้คนต้องคอยหวาดระแวงทั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 และภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่าง #น้ำท่วม แบบนี้ ทำให้เรารู้สึกไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้ และเกิดความกังวลกับอนาคต ไม่รู้ว่าหากก้าวเดินต่อไปแล้วจะต้องพบเจอกับอะไรบ้าง การดูดวงจึงเป็นเหมือนแสงไฟที่ช่วยให้เห็นทางเดินข้างหน้าและเป้าหมายในอนาคต ผู้คนที่ได้ดูดวงได้รับความสบายใจกับการล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ในอนาคต อีกทั้งยังช่วยในการตัดสินใจสำหรับคนที่ยังลังเลกับทางเลือกที่สำคัญของตัวเอง หรือรู้สึกกังวลว่าควรเลือกทางไหนดีได้ด้วย

และการดูดวงสำหรับบางคนก็ยังช่วยเสริมความมั่นใจในตัวเองได้เป็นอย่างมาก เช่น การใส่เสื้อตามสีมงคล เช่น สีน้ำเงินในวันจันทร์ ก็ช่วยลดความเครียดในการทำงานเพราะเชื่อว่าสีน้ำเงินจะช่วยให้เราโชคดีไปทั้งวันได้ หรือว่าจะเป็นเครื่องรางหรือสิ่งของมงคลติดกระเป๋าไว้ระหว่างไปสัมภาษณ์งาน ทำให้เรารู้สึกมั่นใจว่า การสัมภาษณ์ครั้งนี้ต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

💙 อยากจัดการกับความกังวลอนาตคที่คอยรบกวนจิตใจให้ไปหา ‘จิตแพทย์และนักจิตวิทยา’

แม้ว่าการดูดวงจะคลายกังวลให้เราได้บ้าง แต่หลายครั้งการดูดวงอาจทำให้เรากังวลกว่าเดิมหากพบว่าอนาคตเราจะเจอเรื่องร้าย หรือเจอเรื่องที่ไม่เหมือนกับที่หมอดูบอกไว้ ที่สำคัญคือความกังวลและปัญหาที่เราเผชิญไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรู้อนาคตเพียงอย่างเดียว เมื่อนั้นจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้คลายกังวลในเรื่องของอนาคตและผ่านพ้นปัญหาไปได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึกสบายใจและเข้าใจถึงปัญหาที่คอยรบกวนจิตใจของเราอยู่ตลอดเวลา โดยอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและให้อยู่กับปัจจุบันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และช่วยให้เราตัดสินใจเรื่องอนาคตก็ควรตัดสินใจด้วยตัวเองมากกว่าการใช้โชคชะตามากำหนดอนาคตของเรา การไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจึงเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจความคิดและเหตุผลต่าง ๆ ในการเลือกตัดสินใจมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยประเมินและจัดการกับความเครียดหรือความกังวลที่ส่งผลต่อสุขภาพใจด้วย

💊 จิตแพทย์และนักจิตวิทยาช่วยเราให้หายกังวลอนาคตได้อย่างไร?

อย่างที่รู้กันดีว่า จิตแพทย์และนักจิตวิทยามีความเชี่ยวชาญในการจัดการกับปัญหาสุขภาพใจ เช่น ความเครียด ความกังวลอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาว่าจะเลือกใช้ทฤษฎีไหนในการจัดการความรู้สึกเชิงลบเหล่านี้ แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม หรือ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ซึ่งเป็นการบำบัดที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันมาช่วยจัดการกับความเครียดหรือความกังวลของเรา โดยการบำบัดนี้จะช่วยจัดการกับความคิดที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเครียดหรือกังวลผ่านการพูดคุยหรือการใช้ยา ก่อนที่จะช่วยปรับความคิดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเราและจัดการกับความเครียดความกังวลต่าง ๆ ได้

ไม่ว่าจะเป็นการดูดวงหรือการไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ หากทั้งคู่สามารถช่วยให้เราหายกังวลอนาคต มันก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับสุขภาพใจของเราแล้ว แต่เมื่อไรก็ตามที่ความกังวลอนาคตกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากเกินไป เช่น นอนไม่หลับ คิดวนเรื่องเดิมจนคิดเรื่องอื่นไม่ได้ พฤติกรรมการทานอาหารเปลี่ยนไป คนที่เราควรไปหาจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อรับการเยียวยาความเครียดอย่างถูกต้องและทันเวลา

หากคุณกำลังกังวลอนาคตไม่รู้ว่าจะจัดการได้อย่างไร อย่าลืมให้อูก้าเป็นตัวช่วยของคุณนะ เรามีทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ยินดีรับฟังเรื่องราวของคุณตลอด 24 ชม. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ จะอยู่บ้าน ที่ทำงาน กลางสวนสาธารณะหรือที่ไหนก็มาหาเราได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้อูก้ายังมีสารพัดวิธีดูแลใจและสิทธิพิเศษอีกมากมายที่รอให้ทุกคนมาเลือกสรร แอดเลย Line Official 👉🏻 https://lin.ee/6bnyEvy

เรื่องของใจให้เรารับฟังนะ 💙💚

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/Ar2K

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Psychology Today: https://bit.ly/3CPAsfR

Read More

เศรษฐกิจแย่ทีไร เหนื่อยใจคล้ายจะ “อยากตาย”

“จำนวนการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของความทุกข์ทางอารมณ์ที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ” – David Gunnell นักระบาดวิทยาจาก University of Bristol

เรารู้กันดีว่าวิกฤตเศรษฐกิจทำให้คนมีความเครียดในระดับสูง แต่เราอาจนึกไม่ถึงว่าตัวเลขของคนที่ฆ่าตัวตายจะสูงมากขึ้นทุกปี แม้แต่คนที่อยู่รอบตัวเราหรือในโลกออนไลน์ต่างก็พร่ำบ่นถึงสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ และดูเหมือนว่าความเครียดนี้ได้กดทับทุกคนจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิต มีคนมากมายที่หันไปพึ่งพาแอลกอฮอล์หรือตัดสินใจฆ่าตัวตาย

📉 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สุขภาพจิตก็เลยพังสุด ๆ !

เพราะสุขภาพจิตที่แข็งแรงต้องมาจาก “ความเป็นอยู่ที่ดี” เมื่อเราตระหนักถึงความสามารถของตนเอง ซึ่งสามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตประจำวันได้ และรู้สึกถึงคุณค่าในตนเอง ก็จะทำให้เรามีสติปัญญา (Cognitive) และอารมณ์ (Emotional) ที่ยืดหยุ่น ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างทักษะการเข้าสังคมและการรับมือกับความเครียด ทุนทางจิตใจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเป็นคนที่ดีของครอบครัว ชุมชน และสังคม

อัตราการฆ่าตัวตายจึงมักจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมไม่มั่นคง โดยเฉพาะทางเศรฐกิจ เห็นได้จากงานวิจัยที่เคยพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2550 ในยุโรปและอเมริกาเหนือที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายมากกว่า 10,000 คน และผลการวิจัยในช่วงหลัง ๆ ก็แสดงให้เห็นว่าการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นในปีที่ดัชนีหุ้นตกต่ำอย่างมีนัยสำคัญ

ในทางจิตวิทยา ผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากวิกฤตการณ์ทางการเงินอันเกิดจากการระบาดใหญ่นั้น เป็นความทุกข์ที่เกี่ยวพันกับ “ความยืดหยุ่นทางใจ” ที่เป็นเหมือนบ่อกักเก็บความสุขภายในตัวเรา (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3ol7WPi ) ซึ่งรวมถึงการตั้งเป้าหมายและการเติบโตของคนเรา

ผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจต่อสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุด คือ ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า เพราะเราสัมผัสได้ถึงความไม่ปลอดภัย ความไม่มั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน อนาคตที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวนั้นอาจเลวร้ายเกินไป เพราะเรามองเห็นแต่ความเสี่ยงที่อยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน การเงิน สุขภาพกายและใจของคนในบ้าน และการสนับสนุนทางสังคม รายได้ที่เพียงพอ และต้นทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะทุนทางสังคม ซึ่งก็คือ การที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เราอยู่ ถ้าในชีวิตเรามีแรงสนับสนุนเหล่านี้จากสังคม (Social Support) ก็จะช่วยคลายความกังวลได้ในระดับหนึ่ง

ในทางกลับกัน ความยากจน ปัญหาทางการเงิน และการกีดกันทางสังคมเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบกับปัญหาสุขภาพจิตและความผิดปกติอย่างที่กล่าวไป พฤติกรรมที่พบบ่อยคือการพึ่งพอแอลกอฮอล์หรือยาเสพติด การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบทบาทสำคัญในการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ “ปัญหาความไม่เท่าเทียม” ถือเป็นเรื่องใหญ่ มีงานวิจัยมากมายยืนยันว่า ความไม่เท่าเทียมด้านรายได้และการศึกษาเชื่อมโยงกับอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้น ความเปราะบางในจิตใจของคนเราก็มากขึ้นเช่นกัน ไม่ใช่แค่ในประเทศที่ยากลำบาก แต่สำหรับคนทุกคนที่เผชิญกับความไม่มั่นคงในชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่มนุษย์ต้องการสำหรับการสร้างเกราะป้องกันใจที่แข็งแรง เพราะอัตราการฆ่าตัวตายก็เพิ่มขึ้นแม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว นี่แสดงให้เห็นว่าเส้นทางสู่การสร้างรายได้นั้นไม่มีที่สิ้นสุดและมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนทั่วโลก

💲ยิ่งเศรษฐกิจย่ำแย่ ก็ยิ่งมองข้ามปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้

เรารู้ชัดว่าเศรษฐกิจไม่ดีทำให้คนเครียด แต่จริง ๆ แล้วปัญหาสุขภาพจิตที่คนมากมายกำลังต่อสู้อยู่ก็ทำให้ประเทศสูญเสียกำลังแรงงานไปมากมายเช่นกัน ดังนั้นสุขภาพจิตจึงเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญ การเปลี่ยนจากการสร้างผลผลิตไปสู่สังคมแห่งความรู้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสุขภาพจิตเพื่อความยั่งยืนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สุขภาพจิตของประชากรที่ดีมีส่วนทำให้เกิดผลผลิตและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ สำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากสุขภาพจิตของคนย่ำแย่ ทุกอย่างก็จะหยุดชะงักได้โดยง่าย

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นล้วนเริ่มจากการช่วยเหลือผู้คนในด้านสุขภาพใจเป็นพื้นฐานอย่างการชดเชยให้ประชาชนด้วยสวัสดิการสังคมและนโยบายอื่น ๆ ไม่ว่าจะการสนับสนุนการโอกาสทางการศึกษา การชะลอหนี้ รวมถึงการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ความเชื่อมั่นที่ได้รับจากการรายงานสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการวางแผนชีวิตของประชาชนก็สำคัญ เพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอาจเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรง ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ที่เคยประสบกับความลำบากในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย ไม่ว่าจะด้านการเงิน ที่อยู่อาศัย หรือที่เกี่ยวข้องกับงาน พบว่ามีภาวะตื่นตระหนก ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และการใช้สารเสพติดที่เป็นปัญหามากกว่าคนทั่วไป

Miriam Forbes, PhD, นักวิจัยอาวุโสด้านจิตวิทยาที่ Center for Emotional Health ที่ Macquarie University กล่าวว่า “การระบาดใหญ่ของ COVID-19 กำลังส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วต่อเศรษฐกิจ โดยบ่งชี้ว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งทั่วโลก การที่หลายคนตกงาน ประสบปัญหาทางการเงินและความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในสภาพปัจจุบัน ชี้ให้เห็นชัดเลยว่าประสบการณ์เลวร้ายทั้งหมดนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อ “การเสื่อมถอยของสุขภาพจิตในระยะยาว” ซึ่งสามารถเกิดการสะสมและยืดเยื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เราอาจเสียกำลังคนที่เป็นแรงงานสำคัญ เพราะต้องให้เวลาคนเหล่านี้ในการฟื้นฟูสุขภาพใจให้กลับมาแข็งแรง

รู้แบบนี้แล้วอย่ารอช้ากับปัญหาความเครียดที่กวนใจ ดูแลสุขภาพจิตตั้งแต่วันนี้กับอูก้า พูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้เลย ด้วยบริการแบบออนไลน์ที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราพร้อมเป็นเพื่อนใจคอยดูแลคุณ 🙂

#OOCAknowledge

รับแบบทดความความเครียดฟรี ! ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นและสารพัดวิธีดูแลใจตนเองอีกมากมายได้ที่ Line Official 👉🏻https://lin.ee/6bnyEvy.

หรือดาวน์โหลดเลย ได้ทั้ง IOS และ Android 👉🏻 https://ooca.page.link/MPyr

อ้างอิงจาก

https://www.apa.org/news/apa/2020/financial-crisis-covid-19

https://theconversation.com/bad-economic-news-increases-suicide-rates-new-research-117228

Read More

Self-harm ไม่ใช่อยากตายแต่ “ความเจ็บ” ช่วยตอกย้ำ “การมีอยู่”

ทุก ๆ นาทีมีการทำร้ายตัวเองหรือการฆ่าตัวตาย เกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งในโลกนี้ ความรู้สึกอะไรที่ผลักให้คนหนึ่งคนไปยืนอยู่ปลายทาง ? บางทีอาจเป็นความรู้สึกวิตก ซึมเศร้า ความหวาดกลัว หรือแม้แต่ความรู้สึกท่วมท้นที่รบกวนใจจนอยากหาทางระบายออก เขาอาจแค่ต้องการหาทางรับมือกับความคิดความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ไม่มีทางใดจะแก้ไขก็เป็นได้

การทำร้ายตัวเองคืออะไร ?

อธิบายง่าย ๆ การทำร้ายตัวเอง หมายถึงพฤติกรรมใด ๆ ก็ตามที่ใครบางคนทำแล้วก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเอง เป็นวิธีที่คน ๆ นั้นรู้สึกว่ามันช่วยรับมือกับความคิดและความรู้สึกที่ยากลำบากหรือน่าวิตกได้ มีตั้งแต่พฤติกรรมที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บเล็กน้อยไปจนถึงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงอย่างการฆ่าตัวตาย (suicide)

และถึงแม้ว่าการทำร้ายตัวเอง (self-harm) จะเกิดขึ้นบ่อย อย่างในยุโรปมีการสำรวจพบว่ามากกว่า 10-20% ของคนวัยหนุ่ยสาวเคยมีประสบการณ์ทำร้ายตัวเองหรือกำลังทำอยู่ แต่ปัญหาสุขภาพจิตก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อคติที่สั่งสมมาทำให้หลายคนยังเชื่อว่าโรคทางจิตเวชไม่มีอยู่จริง บางอาการเป็นเพียงการแสดงออกเพื่อเรียกร้องความสนใจ ไม่ว่าเหตุผลเบื้องหลังของการตัดสินใจทำร้ายตัวเองคืออะไร เราก็ไม่ควรมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย หากอยากให้ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ทำร้ายตัวเองเพราะ “ความเจ็บ” ช่วยตอกย้ำ “การมีอยู่”

แต่ละคนก็มีสิ่งที่ทำให้เครียดและกังวลแตกต่างกันไป บางคนสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองหรือรู้สึกดีเพียงแค่การพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว ในขณะที่คนอื่นอาจพบว่าปัญหาเหล่านี้เป็นก้อนหินทิ่มแทงใจตลอดเวลา ยิ่งถ้าไม่ได้แสดงอารมณ์และพูดถึงสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ โกรธหรือไม่พอใจ ความรู้สึกลบอาจก่อตัวขึ้นจนเราทนไม่ไหว จึงหันมาใช้ร่างกายเพื่อแสดงความคิดและความรู้สึกที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ เมื่อรู้สึกเจ็บก็แปลว่ายังหายใจ แต่เมื่อได้ทำร้ายตัวเองกลับพบว่าความรู้สึกทุกข์มีมากกว่าเดิม เราก็จะรู้สึกอยากทำร้ายตัวเองมากขึ้นไปอีก

เหตุการณ์ในชีวิตเป็นอีกสิ่งสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการทำร้ายตัวเอง เช่น สภาพแวดล้อม ครอบครัว โรงเรียนหรือปัญหาหลายด้านที่รุมเร้า นั่นแสดงให้เห็นว่าบางคนมีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเองมากกว่าคนอื่นเพราะสิ่งที่กดดันเขา นอกจากนี้ปัญหาด้านสุขภาพจิตก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นำไปสู่การทำร้ายตัวเองได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ ความนับถือตนเองต่ำ (low self-esteem) ฯลฯ

หลายคนทำร้ายตัวเองเพื่อ “ขจัดความโกรธ และความเจ็บปวด” ที่เกิดจากแรงกดดันในชีวิต เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรและไม่รู้สึกว่าตัวเองมีทางเลือกอื่นอีก

มีคนที่เจ็บปวดจริงในโลกอีกใบและมีบางคนที่ไม่เคยสัมผัสความมืดมนนั้น

บางคนบอกว่าการทำร้ายตัวเองก็เป็นเหมือน “วงจร” ที่เข้ามาแล้วหาทางออกได้ยาก มักจะเริ่มต้นเพื่อบรรเทาแรงกดดันจากความคิดและความรู้สึกที่ทับถมใจเรา เมื่อทำไปแล้วรู้สึกว่าสิ่งนี้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางอารมณ์ของเราได้ชั่วครั้งชั่วคราวก็ยังดี สิ่งสำคัญคือหลายคนไม่ทันรู้ตัวว่ามันไม่ใช่ทางออกที่จะพาเราออกจากโลกที่เจ็บปวดได้จริง ถ้าเราไม่ได้ตระหนักถึงการมีอยู่ของตัวเองในปัจจุบันมากพอ การใช้เหตุผลพื้นฐานก็จะหายไปด้วย และถ้าเราทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึกผิด ความละอาย รู้สึกไม่มีคุณค่า กลายเป็นกล่าวโทษตัวเองที่เราไม่รักตัวเองให้มากพอ

สิ่งสำคัญคือความรู้สึกลบที่เรากำลังเผชิญอยู่ ใช่ว่าจะคงอยู่ตลอดไป

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวออกมาบอกว่าเรากำลังทำร้ายตัวเอง โดยเฉพาะการพูดถึงต้นตอของปัญหา เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคนที่จะปิดบังมุมที่เราเปราะบาง การขอความช่วยเหลือจึงเป็นเรื่องยากมาก แต่เป็นก็ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการดึงความรู้สึกตัวเองกลับมา

😢 เราสามารถคุยกับใครได้บ้างในเวลาที่อารมณ์ของเราดำดิ่งลง

ตามหาพื้นที่สบายใจของตัวเองและจัดสรรเวลาเพื่อใส่ใจความรู้สึกบ้าง การฝ่าฟันทุกอย่างในชีวิตอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่การรู้จังหวะที่ควรก้าวเดินนั้นจะทำให้ใจเรามั่นคงในทุกขณะ ที่ขาดไม่ได้คือแรงสนับสนุนจากคนรอบข้างที่จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและสามารถฟื้นฟูความรู้สึกให้กลับมาดีเหมือนเดิม

บางกรณีการพูดคุยกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์หรือใช้ยาในการรักษาตามขั้นตอนเป็นเรื่องจำเป็น สิ่งสำคัญคือการเปิดใจพูดคุยถึงปัญหา การเรียนรู้วิธีรับมือกับสิ่งที่เข้ามา ถ้าจัดการกับปัญหา ความเครียดหรืออารมณ์ความรู้สึกได้อย่างถูกวิธี เราจะตัดวงจรการทำร้ายตัวเองได้ผลในระยะยาวมากกว่า

อีกวิธีคือการใช้ ‘เทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจ’ เป็นกลยุทธ์ที่มีประโยชน์มากในการลดหรือหยุดการทำร้ายตนเอง เช่น การฝึกลมหายใจ การเขียนบรรยายความรู้สึก การชกตีหมอนเพื่อระบายอารมณ์ ฟังเพลงที่ชอบ ออกไปเดินเล่น ฯลฯ เทคนิคเหล่านี้ช่วยปลดปล่อยความกดดันทางอารมณ์ที่เรารู้สึกได้โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองเจ็บปวด

ลองทบทวนวิธีแก้ปัญหาที่เราใช้เมื่อเกิดความรู้สึกด้านลบ เราแก้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเราจมอยู่กับห้วงความคิดนั้นเป็นเวลานาน ? เราติดอยู่กับอดีตและกังวลกับอนาคตมากกว่าการอยู่กับปัจจุบันหรือเปล่า ? อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อใดก็ตามที่เราต้องการ การพูดถึงความรู้สึกไม่ใช่ตัวตัดสินความอ่อนแอ แต่มันแสดงให้เห็นว่าเรากำลังพยายามดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเองให้ดีขึ้น

การพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการบอกเล่าความกังวลใจให้ใครสักคนรับฟัง ไม่ว่าปัญหาเรื่องอะไรคงจะดีไม่น้อยถ้ามีใครยืนอยู่ข้างเราโดยไม่ตัดสิน ไม่กล่าวโทษในสิ่งที่เราคิดหรือทำลงไป อูก้าพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/AVCv⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.youtube.com/watch?v=iaYaN4b–Ow

https://www.mentalhealth.org.uk/publications/truth-about-self-harm

Read More

Retail Therapy เมื่อ “ช็อปปิ้งฮีลใจ” กลับกลายเป็นความเครียด

“โปร 9.9 เอามาอย่างละหนึ่ง”

“ลดแลกแจกแถมเยอะขนาดนี้ ก็ซื้อไปเลยสิคะ” 💳💶

ในช่วงที่ต้องอยู่แต่ในบ้านเพราะสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้ หลายคนแทบจะเสียเงินไปกับการกดสั่งซื้อของออนไลน์กันเป็นว่าเล่น นั่งทำงานอยู่สักพักก็ต้องหยิบโทรศัพท์มากดเข้าแอปฯ ช็อปปิ้งออนไลน์แล้ว หรือโฆษณามาคั่นระหว่างตอนเล่นโซเชียลมีเดียก็ขอกดเข้าไปดูสักหน่อย รู้ตัวอีกทีตัดบัตรซื้อของไปเรียบร้อย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสั่งซื้อของออนไลน์ทำให้เรามีแพชชั่นในการใช้ชีวิตเพื่อรอของมาส่งที่บ้าน แถมยังช่วยเติมเต็มความสุขในช่วงเวลาอันแสนน่าเบื่อหน่ายให้กับเราไม่น้อย สุดท้ายพอเครียดทีไร เลยต้องใช้เงินแก้ปัญหาด้วยการ ซื้อ ซื้อ และก็ซื้อทุกที

💵 ทำไมแค่กดสั่งซื้อของออนไลน์ก็ฮีลใจได้แล้ว ?

เรามักจะได้ยินว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่พอเราใช้จ่ายเงินไปกับของที่อยากได้ก็กลับสร้างความสุขให้กับเราเป็นหลายเท่า ยิ่งช่วงที่ออกจากบ้านไม่ได้แบบนี้ด้วยแล้ว เราก็ยิ่งใช้จ่ายเงินไปกับการสั่งซื้อของออนไลน์ไม่หยุดไม่หย่อน เนื่องจากสถานการณ์ในช่วงนี้ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทำอะไรที่ต้องการได้ การสั่งซื้อของออนไลน์จึงเป็นเหมือนตัวช่วยที่มาทดแทนความสุขที่หายไปให้กับชีวิตของเรา เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้เหมือนเดิม

Scott Bea นักจิตวิทยาคลินิกจาก Cleveland Clinic ชี้ให้เห็นถึงหลักการของการ ‘ช็อปปิ้งบำบัด’ ว่า เมื่อเรารู้สึกว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ต้องการ การได้รับสิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริงจะช่วยให้รู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จส่วนตัวในเชิงบวก (Positive Personal Achievement) ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนจึงเลือกใช้การสั่งซื้อของออนไลน์มากระตุ้นความรู้สึกในเชิงบวก เช่น ความสุข ความตื่นเต้น และเพิ่มมิติในการใช้ชีวิตให้มีสีสันมากยิ่งขึ้นในช่วงสถานการณ์แบบนี้

😣 แต่พอซื้อไปซื้อมากลายเป็นว่าเครียดกว่าเดิมซะงั้น

ในขณะที่การสั่งซื้อของออนไลน์ช่วยให้คลายเครียดหรือรู้สึกดีได้ก็จริง แต่มันก็ช่วยได้แค่ชั่วขณะเท่านั้น เพราะการได้ซื้อของที่ต้องการไม่ใช่รูปแบบของการบำบัดที่แท้จริง ดีไม่ดีเราอาจจะเครียดมากกว่าเดิมเนื่องจากใช้จ่ายเงินไปกับการสั่งซื้อของออนไลน์มากเกินไปจนเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ ยิ่งต้องคิดหน้าคิดหลังเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินเป็นอย่างมาก การสั่งซื้อของออนไลน์จึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความเครียดได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจเพื่อช่วยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านี้

📝 ถ้าการช็อปปิ้งกลายเป็นปัญหา ลองมาเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเขียนกัน!

หากการสั่งซื้อของออนไลน์กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาและความเครียดให้กับเรามากกว่าเดิม จะดีกว่าไหมถ้าเราลองเปลี่ยนเป้าหมายในการสร้างความสุขด้วยกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ หรือแม้แต่การเขียนระบายความในใจเองก็เป็นวิธีฮีลใจที่ดีไม่แพ้กับการสั่งซื้อออนไลน์เหมือนกัน

และการเขียนแทนการช็อปปิ้งเองก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการช่วยฮีลใจของเราได้มากเลยทีเดียว เนื่องจากการเขียนช่วยให้เข้าใจถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้มากขึ้น ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองกำลังเครียดก็แค่เขียนลงไปบนกระดาษแทนการกดสั่งซื้อของออนไลน์ เพียงแค่เราเขียนเท่าที่ใจเราต้องการและเขียนให้เราเข้าใจตัวเองมากที่สุด ก็ช่วยให้เห็นภาพของปัญหาที่รบกวนใจได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเงินจนต้องมานั่งเครียดกับรายจ่ายที่สูญเสียไปอีกด้วย หรือแม้แต่การเขียนรายการของที่อยากได้ลงไปบนกระดาษ ก็ช่วยให้จัดลำดับความสำคัญได้ว่าควรซื้อหรือไม่ซื้ออะไรได้บ้าง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วกระซิบบอกมาซะดีๆ 9.9 นี้หมดไปกันเท่าไหร่? 😂

หากใครที่กำลังเครียดหรือต้องการตัวช่วยในการจัดการกับความเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากการใช้จ่ายเงิน หรือความกังวลในเรื่องการจัดการเงินก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจของอูก้าช่วยคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม เพียงแค่ติดต่อและเข้ามาพูดคุยกับเรา จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราพร้อมที่จะช่วยดูแลใจของคุณเสมอ 😊💙

ติดตามสารพัดวิธีดูแลสุขภาพใจ รวมถึงข่าวสารและโปรโมชั่นดี ๆ อีกมากมายได้ที่ 👉🏻 https://lin.ee/6bnyEvy

________________________________⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/fpD6⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Cleveland Clinic: https://cle.clinic/3kBjF8K

better help: https://bit.ly/3BkhJZ4

Read More

แค่เป็น “ผู้หญิง” ก็ผิดแล้ว Femicide ฆาตกรรมที่เกิดจาก “เพศ” เป็นเหตุ

ความเท่าเทียมทางเพศถูกนำมาโต้แย้งบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง หลายคนรู้สึกว่าปัญหาการกดขี่ทางเพศไม่เคยหมดไป บ้างถูกบิดเบือนและนำเสนอในแง่โรแมนติก บ้างกลายเป็นตลกร้ายล้อเลียนกันในสังคม แม้จะมีการเรียกร้องและขับเคลื่อนไปทั่วทุกมุมโลก แต่ความรุนแรงทางเพศกลับกลายเป็นอคติที่หยั่งรากลึกในใจมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า บางส่วนมองว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่คนบางกลุ่มเรียกร้องจนเกินพอดี

ใครจะรู้ว่าเพศโดยกำเนิดอย่างการเป็น “ชาย” หรือ “หญิง” ก็สามารถจุดชนวนความเกลียดชังในใจได้แล้ว

วันนี้เราอยากเล่าถึงที่มาที่ไปของ Femicide …การฆาตกรรมที่เกิดจาก “เพศ” เป็นเหตุ

มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยถูกกีดกันในแง่ของการใช้ชีวิตเนื่องจากเพศ ความรุนแรงต่อผู้หญิงประกอบด้วยการกระทำที่หลากหลาย ตั้งแต่การล่วงละเมิดทางวาจาและการล่วงละเมิดทางอารมณ์รูปแบบอื่น ๆ ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางร่างกายหรือทางเพศในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงถูกฆาตกรรมเพียงเพราะพวกเขาเกิดเป็นผู้หญิง จึงเป็นที่มาของ “Femicide” นั่นเอง

Femicide เป็นการตอบสนองต่อความรู้สึกเกลียด ดูถูก ดูแคลนเพศหญิง โดยฆาตกรมักเป็นเพศชายที่เชื่อว่า “ผู้หญิงเป็นทรัพย์สินที่สามารถครอบครองได้” คำที่ปรากฏให้เห็นตลอดคือ ‘honour’ เมื่อได้แสดงอำนาจเหนือกว่า ทำให้ผู้หญิงอยู่ใต้บังคับบัญชาได้ก็รู้สึกภูมิใจ มีเกียรติ แรงจูงใจของ Femicide ต้องมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เชื่อมโยงกับเพศ หากเป็นการฆ่าตัวตายหรือถูกฆ่าโดยคนเพศเดียวกันไม่นับว่าเป็น Femicide

นอกจาก ‘วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่’ งานวิจัยกล่าวว่าอีกปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือแนวปฏิบัติทางวัฒนธรรมในเรื่อง ‘สินสอดทองหมั้น’ ที่อินเดียมีผู้หญิงที่แต่งงานใหม่ถูกฆ่าตายเพราะจำนวนสินสอดทองหมั้นไม่เพียงพอ ซึ่งมีจำนวนผู้หญิงที่เสียชีวิตมากถึง 7600 คนในปี 2549  ภายหลังคาดการณ์ว่าผู้หญิงที่แต่งงานใหม่มากถึง 25,000 คนถูกฆ่าหรือพิการในแต่ละปีเพราะสินสอดทองหมั้น นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงที่เสียชีวิตจากไฟไหม้มากถึง 163,000 รายเพราะความรุนแรงในครอบครัว

Femicide ส่วนใหญ่มาจากผู้หญิงที่ติดอยู่ในบ่วงของความสัมพันธ์ที่รุนแรง Toxic Relationship และกระทำโดยคนรักทั้งในอดีตและปัจจุบัน หรือแม้แต่การข่มเหงจากคนแปลกหน้าหรือคนรู้จัก ท้ายที่สุดพฤติกรรมทารุณทั้งหลายมักเกิดขึ้นซ้ำ ๆ รูปแบบของการละเมิด เช่น การทำร้ายร่างกาย, ความรุนแรงในครอบครัว, การข่มขืน, ความรุนแรงทางจิตใจ, การขัดขวางอิสระของผู้หญิง, การค้าบริการทางเพศ, การทำให้เสียโฉม ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมี Non-intimate Femicide หรือ Femicide ที่เกิดจากคนที่ไม่สนิทสนม แต่ก็มีต้นตอมาจากเพศเช่นกัน ยกตัวอย่างการ Femicide จากข่าวดังที่ประเทศเกาหลีกรณีผู้ชายคนหนึ่งทะเลาะกับคนรักของตัวเอง เมื่อเห็นผู้หญิงแปลกหน้าเดินผ่านมาจึงเข้าไปทำร้ายเพื่อระบายอารมณ์ หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่นที่ฆาตกรชายได้สัมภาษณ์ว่าแรงจูงใจในการฆ่าเหยื่อเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นดูมีความสุขมากเกินไป

นี่อาจเรียกได้ว่า “อาชญากรรมความเกลียดชังทางเพศ”

การยุติ Femicide มักถูกสั่นคลอนด้วยภาพมายาและกรอบความคิดที่เลวร้าย การสนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อนุญาตให้ก่ออาชญากรรมประเภทนี้เป็นสิ่งสำคัญ หลายประเทศหันมาปลุกจิตสำนึกในแง่ของอาชญากรรมทางเพศให้กับสาธารณชน ใช้การอ้างอิงเครื่องมือสิทธิมนุษยชนและการปกป้องสิทธิสตรี

แต่เรายังต้องการกฎหมายที่คุ้มครองได้จริง รวมถึงสิ่งที่จะช่วยยืนยันได้ว่า ‘honour’ นั้นไม่มีอยู่จริง เราควรช่วยกันสร้างความตระหนักรู้และตอบสนองที่เหมาะสมต่อความคิดที่บิดเบือนว่าเพศใดเพศหนึ่งมีอำนาจสิทธิ์ขาด เพราะไม่มีใครควรถูกทำร้ายหรือฆาตกรรมจากสถานะทางเพศเป็นเหตุ

ดร. เจน มังก์ตัน สมิธ จาก University of Gloucestershire ได้ศึกษาคดีฆาตกรรมผู้หญิงจำนวนมากในอังกฤษ ในการสังหาร 372 ครั้งมีจุดสังเกตที่เชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ที่ใครคนหนึ่งจะฆ่าคนรักของตัวเอง คือ พฤติกรรมที่ชอบควบคุมบงการ เขาเสนอรูปแบบ 8 ขั้นตอนที่ช่วยในการระบุ “ลำดับเวลาฆาตกรรม” สิ่งนี้จะทำให้เหยื่อถูกช่วยชีวิตได้ทัน (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://bbc.in/3kMwP2Z)

Femicide ไม่เพียงแต่ร้ายแรงที่สุดจากความรุนแรงที่เกิดในคู่รัก แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและยาวนานต่อสภาพแวดล้อมของผู้หญิง อย่างเช่น ผู้หญิงที่ตกอยู่ใน Toxic Relationship เป็นเวลานานอาจมีปัญหาสุขภาพตามมามากมาย เด็กหลายคนสูญเสียแม่ในคดีฆาตกรรมที่เกิดจากพ่อ และกลายเป็นปัญหาในการปรับตัวหรือสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนใหม่ ๆ

เราต่างรู้ดีว่า ‘การฆาตกรรม’ เป็นเรื่องผิด แต่เมื่อ Femicide เกิดกับตัวเองหรือคนใกล้ตัว หลายคนกลับปล่อยผ่านและยอมรับ ราวกับความเท่าเทียมทางเพศ ปัญหาการล่วงละเมิดและความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงนั้นเป็นเรื่องที่แตะต้องไม่ได้ นักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยามีบทบาทอย่างมากในการช่วยเยียวยาสุขภาพใจของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงที่ถูกทำร้ายหรือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากผู้ใหญ่

นี่อาจเป็นเสียงเล็ก ๆ ที่อยากพูดถึงประเด็นละเอียดอ่อนที่ให้เกิดได้กับทุก ๆ เพศ เราไม่อยากให้ใครต้องเจอกับการเลือกปฏิบัติ การใช้ความรุนแรงอย่างที่แล้วมา ไม่ว่าจะเพศไหน สถานะอะไร เราไม่ควรขัดแย้งกันเพื่อความเหนือกว่า แต่อยากให้มองถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์แล้วทำลายกำแพงและอคติเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับ ‘มนุษย์ทุกคน’

หากต้องการใครสักคนที่เคียงข้างและรับฟังทุกเรื่องราว อย่าลืมว่าอูก้าเป็นแอปพลิเคชันที่มีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาเป็นเสมือนเพื่อนรู้ใจอยู่ใกล้ ๆ คุณ จะที่ไหน เมื่อไร เรื่องอะไร ให้อูก้าช่วยแบ่งเบาภาระทางใจให้คุณนะ 💙

________________________________⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/4Xjb
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

WHO : https://bit.ly/3gUmcd1

BBC : https://bbc.in/3kMwP2Z

สารานุกรม titanica : https://bit.ly/3jFtPWN

Read More

Passion หมดไปเพราะใจที่หมดแรงในยุคโควิด

อยู่บ้านมานาน จนไม่อยากออกไปไหน

มีแผนจะเรียนต่อ…ก็ไม่รู้ต้องรออีกนานไหม

ธุรกิจที่วางไว้ เริ่มตอนนี้คงมีแต่พัง

แม้แต่งานที่เราเคยชอบมาก ๆ ทุกวันนี้เหลือแค่นั่งประชุมออนไลน์ทุกวี่ทุกวัน

.

ทำไมอะไร ๆ ในชีวิตถึงต้องมาสะดุดถึงสองปีเพราะโควิด ? นี่คงเป็นคำถามที่เราอดบ่นกับตัวเองและคนรอบข้างไม่ได้ จากที่พยายามไม่เครียดเพราะไม่ใช่แค่เราที่ได้รับผลกระทบจากโควิด บอกตัวเองว่าตัวอยู่กับมันให้ได้ แต่สุดท้าย passion ที่มี หรือไฟในใจที่อยากพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าก็มอดลงไปทุกวัน

อย่างแรกคือโควิดทำให้เราเหนื่อยล้าทางอารมณ์เพราะการใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้แต่กิจกรรมที่เราเคยทำเพื่อการผ่อนคลายยังทำไม่ได้ จะคิดจะทำอะไรก็ไม่สดใสเหมือนก่อน ทั้งหมดหวัง หมด passion กว่าจะรวบรวมพลังใจได้แต่ละครั้งนั้นยากเย็น จากการประเมินสุขภาพจิตประชาชนในช่วงการระบาดโควิด-19 ในแง่ของการทำงานหลายคนรู้สึกว่าความสามารถของตัวเองลดลง ขาดความรู้สึกประสบความสำเร็จ ความสัมพันธ์ในที่ทำงานก็แย่ลงด้วย ความเครียดที่รุมเร้าทุกวันเลยทำให้เราหมดไฟและหมดใจได้ง่าย ๆ

Passion หมดหรือเพราะเราพยายามไม่มากพอ ?

ขอบอกเลยว่าไม่ใช่ ! โดยปกติแล้ว passion ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เรามีตลอดเวลาอยู่แล้ว ในยามที่เราถูกขับเคลื่อนด้วย passion แน่นอนว่าเราทั้งไฟแรง มุ่งมั่น เหมือนจะแผ่พลังบวกออกมาได้ไม่รู้จบ ต่อให้เรื่องที่เจอจะท้าทายแค่ไหน เราก็ยังมีกำลังใจที่จะฝ่าฟันเพราะเรามี passion กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะรู้ว่าคนเราไม่ได้มี passion ตลอด 365 วัน แล้วก็ไม่ได้เรื่องจำเป็นถึงขั้นต้องกดดันตัวเองให้มี passion ที่สำคัญเราไม่ควรเครียดเพียงเพราะตัวเองไม่มี passion เหมือนคนอื่น ๆ ด้วย

เชื่อเถอะว่าทุกคนต่างเคยผ่านช่วงเวลาที่ passion ค่อย ๆ ลดลงหรือบางคนอาจ passion ตกฮวบเหมือนกราฟที่ทิ้งดิ่งในชั่วพริบตา แค่การตื่นมาเจอเช้าวันใหม่ ฝืนตัวเองให้ลุกไปทำอะไร ๆ ที่เคยชอบยังยาก นั่นไม่ถือเป็นเรื่องผิดแปลกอะไร เพราะ passion ในแต่ละคน ในแต่ละช่วงเวลาก็แปรเปลี่ยนได้ตามสิ่งแวดล้อมที่พบเจอ แล้วในช่วงโควิดแบบนี้ก็อาจเป็นภาวะที่เครียดและวิตกที่สุดแล้วที่หลาย ๆ คนเคยพบเจอมา passion เลยถูกดับไม่ต่างอะไรกับการสาดน้ำเย็นไปที่เทียนไขเล่มหนึ่ง

การมองหา passion ในสิ่งที่ทำ อาจได้ผลกว่าการลงมือทำเพราะ passion

เป็นธรรมดาที่เราเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจ เลือกทำงานในองค์กรที่ชอบ หรืออยากออกไปใช้ชีวิตในแบบที่ฝัน เราจึงมีจุดโฟกัสว่า “passion จะเป็นตัวนำทางไปหาความสุข” แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างในชีวิตคือเหรียญสองด้าน มีทั้งส่วนดีและไม่ดี แม้จะมีด้านที่ชอบมากหน่อย แต่ก็ยังมีเศษเสี้ยวของความไม่ชอบให้ได้ต่อสู้ และไม่ใช่ทุกครั้งที่เราจะปฏิเสธสิ่งที่ไม่ตรงกับ passion หรือความต้องการของตัวเองได้ กลายเป็นความเครียดที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่พยายามกด passion ของเราให้จมลง วิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่การไขว่คว้าหา passion แต่เป็นการดีลกับความเครียดที่เข้ามาอย่างถูกวิธีต่างหาก

ต้นตอของความเครียดหลัก ๆ ในช่วงโควิดคือเราใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการไม่ได้

ใคร ๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันถึงสถานการณ์โควิดว่า “ไม่ให้เครียดคงไม่ไหว…อย่าได้เอ่ยถึง passion เลย เพราะหมดไปนานแล้ว” ดังนั้นอย่าเพิ่งกดดันตัวเองว่าต้องทำตาม passion ให้ได้ ต้องมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ทุกวันนี้เราอาจต้องลดความคาดหวังที่มีต่อตัวเองลงและรักษาคุณค่าที่มีไว้ให้ยาวนานที่สุด การทำได้หรือไม่ได้ ไม่สำคัญเท่าเรารับรู้คุณค่าของสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งสิ่งที่กำลังทำอยู่และตัวเราเองที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ แต่จะบอกตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน here and now ท่ามกลางโควิดเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าเหลือเกิน

ไม่เป็นไรนะ เพราะ #อูก้ามีทางออก บริการปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาออนไลน์ที่จะเป็นตัวช่วยสำคัญในยุคโควิดแบบนี้ แค่ออกจากบ้านยังยาก การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตคงไม่ง่ายเหมือนกัน ปัจจุบันช่องทางออนไลน์จึงเป็นทางเลือกใหม่ให้คุณดูแลสุขภาพใจให้แข็งแรง ไม่ต้องเดินทางไม่ต้องเสียเวลารอคิว เพราะ “อูก้าแอปพลิเคชันคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล” เข้าใจคุณยิ่งกว่าใคร

🌟 คุยได้ทุกปัญหาส่วนตัวและอาการของความเครียด หมด passion หมดไฟ ฯลฯ

🌟 มีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่มีการรับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี

🌟 แค่มีอินเทอร์เน็ตก็ปรึกษาได้ในวันและเวลาที่คุณสะดวก

🌟 สะดวก ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูง

🌟 มีแบบทดสอบความเครียดเพื่อการประเมินที่เชื่อถือได้

นอกจากนี้เรายังมีแพ็กเกจบริการหลากหลายที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับลูกค้าองค์กรอีกด้วย ทั้งการประเมินผลความเครียดเป็นตัวเลขเพื่อให้เห็นผลได้ชัดเจน หรือระบบรายงานความเครียดและการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเฉพาะรายบุคคล การปรึกษาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวและการมองหาทางออกก็ไม่ใช่เรื่องผิด อย่ามองข้ามเรื่องปัญหาสุขภาพใจที่เป็นสาเหตุหลักของสุขภาพกายมากมาย

พลังใจที่ดีจะทำให้เราเริ่มต้นสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ได้เสมอ แน่นอนว่าสุขภาพใจที่ไม่พร้อมและความเครียดที่ถาโถมจะเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้ passion แสดงศักยภาพออกมา เริ่มต้นจากการถามตัวเองว่า เราสามารถทำอะไรได้บ้าง ? สิ่งที่เราอยากทำคืออะไรและในช่วงโควิดมีขั้นตอนไหนที่เราลงมือได้จริง ? ถ้าสิ่งที่ตั้งใจต้องเปลี่ยนแผนไปเราจะสามารถสร้างคุณค่าในสิ่งอื่นแทนได้หรือไม่ ?

สุดท้ายคุณค่าที่เราค้นพบไม่ได้มาจากชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วย passion แต่คือการมองชีวิตในแบบที่เป็นและใช้ชีวิตของเราสร้าง passion ใหม่ขึ้นมา หากเผชิญกับความเครียดในยุคโควิด เราแค่ต้องตระหนักรู้ว่าเรากำลังถูกมันเล่นงาน หาต้นตอและจัดการความเครียดนั้นด้วยความเข้าใจ อูก้าขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและพื้นที่ปลอดภัยในคุณได้พักผ่อนและฟื้นฟูใจอีกครั้ง

อย่าลืมว่าคุณสำคัญสำหรับตัวเองเสมอและวันนี้แค่คุณพยายาม คุณก็เก่งมากแล้ว !

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/SY8n
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/885500

https://www.salika.co/2020/09/02/how-to-deal-with-lack-of-passion/

Read More

ใจเจ็บเพราะออกไปไหนไม่ได้ อยากชวนเพื่อน ๆ มาฟื้นใจตัวเองด้วยการเขียน

“กักตัวอยู่บ้านยาว ๆ จนใจห่อเหี่ยว มาฮีลใจด้วยการเขียนกัน!” ❤

ตั้งแต่โควิด-19 ระลอกใหม่ระบาดจนยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนก็แทบจะไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก อยู่แต่บ้านโดยไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าจะเป็นอย่างไร หลายคนขาดแพชชั่นในการใช้ชีวิตไปไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายลงสักที ด้วยเหตุนี้เอง อูก้าเลยอยากชวนทุกคนมาเล่าเรื่องราวของตัวเองเพื่อระบายความในใจผ่านการเขียนกัน

ทำไมต้องเป็นการเขียน ?

หลายคนคงยังไม่รู้ว่าการเขียนช่วยฮีลใจจากความเครียดหรือปัญหาที่รบกวนใจของเราได้ เพราะการเขียนสามารถนำเอาความคิดและความรู้สึกต่อปัญหาต่าง ๆ มาเรียบเรียงแล้วระบายความในใจออกมาเป็นรูปธรรมได้ เราจึงเห็นภาพของปัญหาที่รบกวนใจได้อย่างชัดเจน และเข้าใจถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้มากขึ้น ผ่านการเขียนนั่นเอง

💙 แค่เขียนก็ช่วยฮีลใจของเราได้

เวลาที่เรากำลังเจอกับปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตมากมาย ความคิดในหัวเรามักจะเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงเหมือนเชือกที่ไม่สามารถคลี่ปมออกมาได้โดยง่าย หากเราค่อย ๆ แก้ปมไปทีละจุดด้วยการเขียนเรื่องราวของตัวเองลงบนกระดาษเพื่อจัดระเบียบความคิดให้เป็นระบบ เราจะเห็นได้ทันทีเลยว่าตอนนี้เรากำลังคิดหรือรู้สึกอะไร?  และสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงคืออะไร? เพราะการเขียนช่วยให้เราได้เรียนรู้ในการเข้าใจตัวเองผ่านการสะท้อนเนื้อความและความรู้สึกลงบนกระดาษโดยไม่ถูกตัดสินใด ๆ

James Pennebaker นักจิตวิทยาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสติน ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการเขียนแสดงออกทางอารมณ์เป็นจำนวนมากเพื่อพิสูจน์ว่าการเขียนสามารถบำบัดรักษาความเครียดและบาดแผลทางใจได้ และงานวิจัยของเขาก็แสดงให้เห็นว่า “การเขียนตามอารมณ์ของตัวเอง” สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของสุขภาพกายและอารมณ์ได้จริงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

ในหลายทฤษฎีจิตบำบัดเองก็มักจะนำเทคนิคการเขียนไปใช้ในการบำบัดคนไข้ เพราะแค่การพูดคุยเพียงอย่างเดียวไม่พอให้พวกเขาเห็นถึงสาเหตุปัญหาของตัวเองได้อย่างชัดเจน นักจิตบำบัดจึงได้ใช้การเขียนเข้ามาช่วยในการบำบัดรักษาเพื่อให้พวกเขาหลุดพ้นจากวังวนแห่งความคิดที่ผุดขึ้นในใจ และสามารถจัดการกับเรื่องราวที่ซับซ้อนให้เป็นระเบียบมากขึ้นผ่านกระดาษหนึ่งแผ่นได้

บางเรื่องที่ยากจะพูดออกมาเราสามารถพูดได้โดยผ่านการเขียน

แม้ว่าเราจะมีเรื่องที่อยากระบายความในใจกับใครสักคนมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราอยากจะเล่าให้ใครฟังก็ได้ เพราะบางเรื่องเราเองก็อยากเลือกที่จะเก็บไว้คนเดียว เนื่องจากเรามักจะไม่ค่อยได้เรียนรู้ให้พูดในสิ่งที่กำลังคิดหรือรู้สึกอยู่ออกมาให้ผู้อื่นฟัง ทุกครั้งที่อยากระบายความในใจให้คนอื่นฟัง เราจะเกิดความรู้สึกไม่สบายใจและไม่ปลอดภัยทันที เพราะกลัวการถูกตัดสินว่าความคิดของเราเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสำหรับคนอื่น หรือกลัวการโดนลดทอนคุณค่าว่าปัญหาของเราไม่ได้สำคัญอะไรเพราะใคร ๆ ก็เป็นกัน

จะดีกว่าไหมถ้าหากเราลองระบายความในใจด้วยการเขียนแทนการพูดในสิ่งที่กำลังคิดหรือรู้สึกอยู่โดยไม่ต้องกลัวการถูกตีตราตัดสินจากคนอื่น เพราะเราได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการระบายความในใจด้วยการเขียนลงบนกระดาษไว้แล้ว แน่นอนว่าไม่มีทางที่เรื่องราวของเราจะหลุดออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ได้ เมื่อเราอยากปลดปล่อยอารมณ์และความรู้สึกไม่ว่าจะเป็นทั้งดีหรือไม่ดีก็ตาม เราก็สามารถเขียนระบายความในใจตามความต้องการได้อย่างเต็มที่และไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร

🤔 แล้วต้องเขียนอย่างไรถึงฮีลใจเราได้ ?

📝 เขียนเท่าที่ใจเราต้องการ

เราอาจจะเจอปัญหาตอนที่เริ่มเขียนระบายความในใจว่าต้องเขียนอย่างไรดี ซึ่งวิธีง่าย ๆ เลยคือคิดอะไรอยู่ก็เขียนลงไปเลย และให้ความรู้สึกนำพาความคิดของเราไป เมื่อความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวก็ให้จับความรู้สึกเอาไว้แล้วเขียนลงไปบนกระดาษทันที ต่อให้คิดอะไรไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ก็เขียนลงไปว่า ‘ไม่รู้จะเขียนอะไร’ ได้เหมือนกัน

📝 เขียนให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น

หากเรามีความคิดอะไรผุดขึ้นมาในหัวก็เขียนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และไม่จำเป็นต้องเขียนให้ภาษาสวยงาม ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ หรือสะกดคำถูกต้องทุกตัว ปล่อยให้ความคิดเหล่านั้นไหลเรื่อย ๆ และไม่ต้องกลัวว่าเราจะเขียนไม่สวยงามหรือไม่น่าอ่าน เพราะว่าจุดประสงค์ของการเขียนคือการระบายความในใจออกมา เพื่อเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเขียนระบายความในใจลงบนกระดาษเปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัยให้เราสามารถระบายความรู้สึกต่าง ๆ ได้ เพราะการเขียนเป็นเหมือนการเรียบเรียงความคิดและความรู้สึกที่ถูกสะท้อนออกมาให้เราได้เห็นผ่านตัวอักษร ถึงแม้ว่าการได้ระบายความรู้สึกต่าง ๆ ออกมาผ่านการเขียนไม่ได้ทำให้ปัญหาที่รบกวนใจหายไปในทันที แต่แน่นอนว่ามันก็ช่วยให้เรารู้ถึงการจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจที่ดีขึ้น

อูก้าขอเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณได้ระบายความในใจไม่ว่าจะเป็นปัญหาใด หากคุณต้องการเพื่อนที่พูดคุยระบายความในใจสามารถทักอูก้ามาได้เลย จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราพร้อมรับฟังคุณเสมอ 😃💙

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/ztiK
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก:

HBR: https://bit.ly/3fTBoqx

Harvard Health: https://bit.ly/3yHlN4F

Read More

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่กับการดูแลสุขภาพจิตใจในยุคโควิด!

‘ลูกคนแรก’ มักเป็นข่าวดีที่ใครหลายคนอยากได้ยิน แต่สำหรับหลายคนอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่หลายคู่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตครั้งใหญ่ และยิ่งสุขภาพจิตเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยด้วยแล้ว คุณแม่มือใหม่และคุณพ่อป้ายแดงยิ่งต้องทำการบ้านและใส่ใจเรื่องสุขภาพจิตให้มาก เพื่อสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับลูกรัก

ปัญหาสุขภาพจิตใจที่คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญ

หนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่อาจจะรู้จักกันอยู่แล้วคือ “baby blues” หรือ “ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” หารู้ไม่ว่าสุขภาพจิตใจอาจได้รับผลกระทบตั้งแต่ ‘เริ่มตั้งครรภ์’ จนเกิดเป็น “ภาวะซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์” และในสังคมนี้มีคุณแม่มือใหม่จำนวนมากที่ต้องเผชิญหน้ากับภาวะซึมเศร้าทั้งระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตร จากสถิติของ The American Congress of Obstetricians and Gynecologists ( AGOG ) เผยให้เห็นว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จำนวน 1 ใน 4 มีโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพจิตดังกล่าว

แน่นอนว่าไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะต้องเผชิญหน้ากับภาวะดังกล่าวทุกคน แต่หากไม่รู้เท่าทันปัญหาสุขภาพจิตและปล่อยปละละเลยจนไม่ได้รับการรักษาเยียวยาหรือดูแลจากผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกวิธี อาจเกิดเป็นปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรังอย่าง โรควิตกกังวล (perinatal anxiety) โรคซึมเศร้า (perinatal depression) โรคย้ำคิดย้ำทำ (perinatal OCD) ไปจนถึงโรคจิต (postpartum psychosis) การดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรงเช่นเดียวกับสุขภาพกายอยู่เสมอจึงเป็นหนึ่งในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตนี้

สาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตในคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่

สาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยเฉพาะกับคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน อิสระที่เคยมีกลับหายไป จะทำอะไรต้องระมัดระวังและคิดเยอะมากกว่าเดิม และสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างฮอร์โมน ไปจนถึงรูปลักษณ์ภายนอก ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน

หากคุณแม่มีโรคประจำตัว ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เคยมีประวัติโรคซึมเศร้าก่อนตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับคนในครอบครัว ถูกทำร้ายหรือตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์ ก็เป็นอีกสาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพจิตในระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตรด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านสังคม เพราะความคาดหวังของสังคมที่ไม่อนุญาตให้คนเป็น ‘พ่อคนแม่คน’ ทำผิดพลาด และอุดมคติของสังคมที่มีต่อ “ความเป็นแม่” กดทับความดีใจของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่จนเกิดเป็นความกังวล ความไม่สบายใจ รู้สึกผิดและเกรงกลัวต่อความผิดพลาด อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะปัจจุบันที่ทุกคนกำลังเผชิญกับวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การมีลูกท่ามกลางความไม่มั่นคงเช่นนี้ยิ่งทำให้คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่รู้สึกกังวลและเครียดมากกว่าเดิมหลายเท่า

ผลกระทบของสุขภาพจิตของพ่อและแม่ต่อลูกน้อย

สุขภาพจิตนอกจากจะกระทบถึงการดำเนินชีวิตของคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่แล้ว ยังสามารถกระทบต่อพัฒนาการของลูกน้อยด้วยเช่นกัน มีงานวิจัยเผยให้เห็นว่าภาวะซึมเศร้าในช่วงหลายเดือนหลังคลอดบุตรส่งผลต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกและพัฒนาการของเด็กทั้งด้านกายภาพ พัฒนาการด้านอารมณ์และสติปัญญาด้วยเช่นกัน

หนึ่งในอาการของปัญหาสุขภาพจิตที่กล่าวไปข้างต้นอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่เกิดพฤติกรรมกังวลจนตีตัวออกห่างจากคนรอบข้าง รวมถึงปล่อยปละละเลยลูกน้อย หรือบางกรณีอาจร้ายแรงกว่านั้นเมื่อสุขภาพจิตดำดิ่งจนก่อให้เกิดเป็นโรคจิต ทำให้เกิดอาการเห็นภาพหลอน หรือหูแว่ว ไปจนถึงความพยายามทำร้ายตนเองหรือลูกของตนด้วยเช่นกัน

วิธีการดูแลสุขภาพจิตใจด้วยตนเอง

สุขภาพจิตก็เหมือนสุขภาพกาย มีวิธีป้องกับ รับมือ และรักษาให้หายได้เช่นเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมและความคิดของตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อเข้ารับการรักษาเยียวยาอย่างทันท่วงที

วิธีการรักษาสุขภาพจิตก็มีแตกต่างกันไป เริ่มจากกิจกรรมทั่วไปที่สามารถทำได้เองที่บ้างอย่างการออกกำลังกาย หรือดูแลสุขภาพภาพกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีการทำจิตบำบัด การพูดคุยปรึกษาปับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นระยะ ในกรณีที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วอาจจะมีการทานยาประกอบกับการทำจิตบำบัดควบคู่กันด้วยก็ได้

การให้กำเนิดอีกหนึ่งชีวิตเป็นเรื่องน่ายินดี ขณะเดียวกันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ การดูแลสุขภาพจิตใจให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ หากกำลังมองหาที่ปรึกษาในการดูแลสุขภาพใจ มาหาอูก้าได้เสมอ เพราะเรามีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่พร้อมรับฟังทุกปัญหาใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ การจัดการความเครียดและอารมณ์ ไปจนถึงพัฒนาการเด็ก เพราะฉะนั้นไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไร เรื่องของใจให้เรารับฟังนะ

________________________________⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/t2FB
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิง:

https://theconversation.com/mental-disorders-are-common-for-new-parents-you-dont-have-to-go-through-it-alone-153243

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29331695/

https://www.healthline.com/health/depression/perinatal-depression#prevention

https://www.mind.org.uk/information-support/types-of-mental-health-problems/postnatal-depression-and-perinatal-mental-health/postnatal-and-antenatal-depression/

Read More

“แน่ใจว่าไม่ได้จัดฉาก?” ปฏิเสธความจริงหรือต่อสู้กับ “ความเชื่อ” ในใจ

“เรื่องโกหกฉันไม่เสียเวลาอ่านหรอก”

“ฉันไม่เถียงกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

“ที่แชร์กันไม่จริงสักอย่าง แหล่งข่าวเชื่อถือไม่ได้”

ถ้าเราเคยมีความคิดทำนองนี้กับข่าวหรือโพสต์อะไรก็ตามที่คนแชร์ต่อหรือถกเถียงกันในสังคม ที่จริงมันอาจเป็นเรื่องดีที่เรารู้จักตั้งคำถามก่อนที่จะหาคำตอบ แต่ถ้าเราปฏิเสธบางสิ่งบางอย่างหรือผลัก ‘ความจริง’ ออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะการ ‘ยอมรับ’ จะทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกเหมือนถูกคุกคามทางใจ การเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราอาจทนไม่ได้นั้น อาจเป็นกลไกทางจิตที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง

เจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ซิกมุนด์ ฟรอยด์ได้เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า ‘กลไกการป้องกันทางจิต’ (Defense mechanism) แต่ไม่ใช่ทุกคนจะปฏิเสธด้วยวิธีแบบที่ฟรอยด์บอก เพราะเราทุกคนต่างมีรูปแบบในการปฏิเสธแตกต่างกันไป ตามความสบายใจหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ซึ่งการปฏิเสธในระยะสั้นมักถูกนำมาใช้บ่อย ๆ เพราะเป็นประโยชน์ในการทำลายความตึงเครียดหรือสถานการณ์ที่รุนแรง เพื่อช่วยไม่ให้ร่างกายเราตกใจและติดหลุมของความทุกข์ในระยะยาว จนเราเคยชินกับการปฏิเสธความจริงซ้ำ ๆ หากติดเป็นนิสัยเราอาจละทิ้งความจริงไปเลย สุดท้ายเราจะเจอกับปัญหาการปรับตัว (Unhealthy adaptive pattern)

หลีกหนีข้อเท็จจริงแม้จะมีหลักฐานมากมาย อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังตัดสินใจว่า

🤔 เมินดีไหม ?

“มองไม่เห็น เท่ากับมันไม่มี” หรือเป็นการปฏิเสธในเชิง “out of sight, out of mind” เมื่อเราไม่พอใจหรือมีอะไรที่รบกวนความรู้สึกก็แค่วางมันไว้ที่เดิม ดันออกไปด้านข้าง หรือจับมันโยนออกจากตัวเราไปซะ เท่านี้ก็แปลว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องยอมรับการมีอยู่ของก้อนความจริงที่เราไม่ต้องการ

🙈 ย่อขนาดความจริงให้เล็กที่สุด

“มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล…ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรือส่งต่อความกังวลให้คนอื่น” การย่อปัญหาให้เล็กที่สุดเกิดขึ้น แปลได้ว่าพวกเขามีคนมีสติพอที่จะรับรู้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แต่มีแนวโน้มที่จะมองข้ามผลกระทบ หรือยอมรับว่ามันเป็นปัญหา เพราะต้องการลดความรุนแรงทางจิตใจ

☹️ ถ่ายโอนความรับผิดชอบ

“รู้ว่ามันเป็นปัญหา แต่ฉันไม่สามารถทำอะไรกับมันได้”

“ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะต้องออกมาดี”

การปฏิเสธประเภทนี้พบได้เมื่อเรายอมรับปัญหาที่มีอยู่ แต่ปฏิเสธบทบาทและความรับผิดชอบในการแก้ไข รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงจังและสิ่งที่เกิดมีข้อเท็จจริงพิสูจน์ แต่ไม่อยากเผชิญกับการถูกตำหนิหรือความเสี่ยงที่จะตามมา

ปัญหาของความคิดเหล่านี้คือปัญหาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและมักจะทับถมขึ้นเรื่อย ๆ อะไรที่เราไม่แก้ไข มนุษย์จะตกหลุมของความเคยชินและทำซ้ำ ในขณะที่การเอาตัวรอดด้วยการหลีกเลี่ยงเหมือนจะง่ายกว่า แต่สุดท้ายการปกป้องใจตัวเองแบบผิด ๆ อาจผลักไสความช่วยเหลือออกไป เมื่อไรที่เราหนีไม่พ้นหรือใช้วิธีปฏิเสธความจริงแบบเดิม ๆ ไม่ได้ เราก็มองหาทางใหม่ไปเรื่อย ๆ จนเราเริ่มแยกแยะความเป็นจริงกับสิ่งที่เป็นเท็จไม่ออก สุดท้ายกลายเป็นวงจรที่นำความทุกข์มาให้ใจเรา

สิ่งที่น่ากังวลคือกลไกป้องกันตัวเองแบบนี้ เชื่อมโยงกับพฤติกรรมอันตราย เช่น การเสพติด การทำร้ายร่างกาย และปัญหาทางใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความนับถือตนเองต่ำ (Low self-esteem) ปัญหาความสัมพันธ์ (Relationship issues) ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality disorders) ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล

🤔 เราต่อสู้กับความจริงหรือต่อสู้กับ “ความเชื่อ” ในใจตัวเอง

การปฏิเสธเป็นรากฐานที่สำคัญของความเป็นจริงทางเลือก (Alternative reality) คือเราเลือกได้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ การให้เหตุผลที่มีแรงจูงใจ การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ความไม่ลงรอยกันทางปัญญา (Cognitive dissonance) การคิดแบบเหมารวม และอคติในการยืนยัน (Confirmation bias) ซึ่งทำให้เราเปิดรับแต่ชุดข้อมูลที่จะมายืนยันความเชื่อของเราเท่านั้น ความชอบไม่ชอบจะทำให้เราเลือกวิธีหาหลักฐานและตีความในแบบที่เราสบายใจ การหลีกเลี่ยงอารมณ์เชิงลบกระตุ้นให้เราปรับสิ่งต่าง ๆ ตามใจตัวเองและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรืออะไรที่ขัดกับใจเรา

👀 ลืมตาเพื่อรับรู้ แม้จะเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

การยอมรับความจริงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ “ความจริง” ไม่ได้ถูกลดทอนคุณค่าจากคนที่ทำลายมันเท่านั้น แต่คนที่ปฏิเสธความจริงด้วยกลไกป้องตนเองก็กำลังเพิกเฉยมันเช่นกัน เพราะนั่นอาจเท่ากับเรากำลังสนับสนุนคนที่พยายามล้มล้าง “ความจริง”

พวกเราไม่มีใครอยากเผชิญความเจ็บปวดทางอารมณ์ ดังนั้นการปฏิเสธความจริงจึงถือเป็นความตั้งใจเริ่มต้นของเรา บางครั้งมันก็คือ “หนทางรอด” อย่างไรก็ตามการเรียนรู้วิธีรับมือและจัดการกับความรู้สึก ปัญหา และสถานการณ์ที่ไม่สบายใจในชีวิต เป็นการถนอมสุขภาพจิตของเราอย่างถูกวิธีมากกว่าและทำให้เราก้าวข้ามการปฏิเสธความจริงแบบผิด ๆ ได้

บางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่จริงอาจตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเชื่อ เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าเราอยากเชื่อในแบบที่ต่างออกไป จะให้ยอมรับทั้งที่ไม่ชอบมันได้อย่างไร ? วิธีที่ง่ายที่สุดอาจเริ่มจากการถามตัวเองว่าถ้าเราไม่ตอบสนองต่อสิ่งนั้น จะมีผลกระทบหรืออันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างมากน้อยเพียงใด ?

ในวันนี้ที่เราใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าที่เคย แต่ข้อมูลข่าวสารกับล้นหลามจนรับไม่ไหว ถ้าจิตใจของคุณกำลังเหนื่อยล้าหรือต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่รบกวนใจ ลองเริ่มต้นด้วยการถ่ายเทภาระทางใจมาให้อูก้า เพื่อนรู้ใจที่พร้อมดูแลคุณทุกที่ทุกเวลากับบริการปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาออนไลน์ เรายินดีรับฟังทุกปัญหาและหาทางออกร่วมกันกับคุณ เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกละเลย 💙💚

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/v1W7
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.psychalive.org/denial-the-danger-in-rejecting-reality/

https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/adult-health/in-depth/denial/art-20047926

https://www.betterhelp.com/advice/general/what-is-denial-psychology-how-to-address-it/

Read More

มารู้จักกับ Platonic Love ‘ชาย-หญิง เป็นเพื่อนกันไม่ได้’ จริงหรอ?

“สองคนนี้ตัวติดกันอีกแล้ว เป็นแฟนกันก็บอก”

“พวกแกคบกันอยู่สิท่า”

เสียงแซวขำขันที่ไม่ได้ทำให้คนฟังตลกไปด้วย เมื่อคำว่า “เพื่อน” มักถูกใช้ในการกลบเกลื่อนความสัมพันธ์แสนครุมเครือจนทำให้หลายคนอดจะจินตนาการไม่ได้ว่า ‘จะต้องเป็นอะไรมากกว่านั้น’ ยิ่งเมื่อเรายืนกรานว่า “เป็นแค่เพื่อนกัน” ก็ยิ่งเหมือนราดน้ำมันบนกองไฟ ให้ยิ่งจ้องจับติดคิดหาพิรุธในความสัมพันธ์ เสียงแซวที่ควรจะขำขันจึงกลายเป็นการสร้างบรรยากาศที่อึดอัดหรือกำแพงบางอย่างระหว่างเรากับเพื่อนสนิท บ่อยเข้าก็ทำให้เราไม่สามารถสนิทใจกับเพื่อนคนนั้นได้เหมือนเดิม เพราะไม่อยากถูกคนอื่นเข้าใจผิดคิดไปไกล 😔

หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้นเมื่อเรามีเพื่อนสนิทต่างเพศ คำพูดแฝงค่านิยมบางประการที่ยังฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรม เช่น ‘ผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก’ ‘สนิทกันอย่างนี้เสียตัวไปแล้วสิ’ หรือบางทีหากเรามีเพื่อนเป็น LGBTQ+ ก็มักจะมีเสียงแว่วว่า ‘ระวังโดน…นะ’ มาคอยรบกวนจิตใจอยู่เสมอ สุดท้ายคำพูดเหล่านั้นมักจะนำไปสู่ข่าวลือไม่น่าภิรมย์มากมาย โหมกระพือเกิดเป็นความเสื่อมเสียทั้งเราและเพื่อนสนิท จนหลายคู่กลายเป็นมองหน้ากันไม่ติดไปเลยก็มี

หรือเพราะสังคมนี้ยังไม่รู้จัก “Platonic Love” ? ✨

เมื่อเราพูดถึงคำว่า “ความรัก” คนก็มักจะนึกถึงความรักโรแมนติก การคบหากันเป็นคู่รัก คู่แต่งงาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในสื่อกระแสหลัก แนวความรักโรแมนติก-คอมเมดี (Romantic Comedy) หรือที่เรารู้จักกันว่า ‘รอมคอม’ เป็นแนวทางการสร้างภาพยนตร์ ซีรี่ย์ หรืออนิเมชันที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทำให้เรามักคุ้นชินกับภาพชาย-หญิงต้องคู่กันฉัน ‘คนรัก’ และหลาย ๆ ครั้งความสัมพันธ์เหล่านั้นก็มักจะเริ่มมาจากคำว่า “เพื่อน”

ความจริงแล้วบนโลกนี้ยังมีความรักอีกหลายรูปแบบ มากเสียจนมนุษย์อาจจะตั้งชื่อให้ไม่หมดเสียด้วยซ้ำ และหนึ่งในนั้นคือความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “เพื่อนแท้” หรือ “Platonic Love” มีที่มามาจากชื่อนักปรัชญาชาวกรีก คนเด่นคนดังอย่าง ‘เพลโต’ (Plato) 🌟

‘Platonic Love’ หากแปลให้ตรงตัวแล้วจะหมายถึง “ความรักบริสุทธิ์” ซึ่งความหมายของความรักบริสุทธิ์ในปัจจุบันกับในยุคสมัยของเพลโตอาจจะแตกต่างกันสักหน่อย แต่ส่วนที่สำคัญยังคงอยู่ไม่ไปไหน นั่นคือ “ความรักบริสุทธิ์” เป็นความสัมพันธ์ที่จะดึง ‘ตัวตนที่ดีที่สุด’ ของเราออกมานั่นเอง ก็เหมือนกันกับ “เพื่อนแท้” ที่จะคอยอยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจ คนที่หัวเราะ ร้องไห้ โกรธให้กับเรื่องของเรา เป็นคนที่คอยเตือนเราอย่างจริงใจยามเห็นอันตรายของทางที่เรากำลังจะเลือกเดิน และยังเป็นคนที่จับมือเราไว้ในตอนที่เจ็บปวดจากการตัดสินใจของตัวเอง และแน่นอนว่า “ความรักบริสุทธิ์” นี้ไม่มีเพศ เป็นเพียงความรู้สึกที่คนคนหนึ่งจะสามารถมีให้กับมนุษย์อีกคนหนึ่งได้ก็เท่านั้น

🤔 ความรักบริสุทธิ์…ต้อง “บริสุทธิ์” สักแค่ไหน ?

ความรักเป็นความรู้สึกงดงาม และตัวมันเองไม่มีเส้นแบ่งหรือเกณฑ์ตายตัวที่จะมาบอกว่ารู้สึกอย่างนี้สิเรียกว่ารักแบบเพื่อน ความรู้สึกแบบนี้คือรักแบบครอบครัว เพราะสุดท้ายแล้วคนหนึ่งคนอาจจะเป็นได้ทั้งเพื่อน คนรัก และครอบครัวเลยก็ได้

แม้ว่าความรู้สึกจะวัดค่าไม่ได้ว่ามากหรือน้อยเพียงใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระดับของความรู้สึกมักจะขึ้นอยู่กับ “การกระทำ” หรือพฤติกรรมที่คนสองคนตอบโต้กัน การกระทำใดการกระทำหนึ่ง เช่น การหึงหวง การดูแลแบบถึงเนื้อถึงตัวจนเกินไป การลูบหัวที่มักจะทำให้ใครหลายคนต้องใจสั่น อาจทำให้เกิดความรู้สึก ‘มากกว่าเพื่อน’ เข้ามาแทรกกลางความสัมพันธ์นั้นก็ได้ เราจึงมักจะเห็นการพัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนไปเป็นคนรักอยู่บ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “เพื่อน” จะจบลงที่คำว่า “คนรัก” เสมอไป ทุกความสัมพันธ์มี “ขอบเขต” (Bounderies) ที่คนในความสัมพันธ์ยอมรับได้และไม่ได้อยู่เสมอ การล้ำเส้นขอบเขตที่ถูกวางไว้โดยที่อีกฝ่ายไม่พร้อมหรือไม่เต็มใจอาจจะนำมาสู่ตอนจบของความสัมพันธ์อย่างน่าเสียดาย หลายคนเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของเส้นแบ่งนี้ดี จึงเลือกที่จะไม่ทำการกระทำบางอย่างที่เสี่ยงให้เกิดบรรยากาศที่เปลี่ยนไปในความสัมพันธ์

แม้ความสัมพันธ์จะมีขอบเขตที่ชัดเจน แต่ความรู้สึกก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ทำให้หลายคนหลุดเข้าไปติดอยู่ใน ‘Friend Zone’ โดยที่ไม่รู้ตัว ถึงอย่างนั้นความสบายใจของทั้งสองฝ่ายในความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นคงอยู่ เดินหน้าต่อ หรือจบลง การพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อกำหนดขอบเขตและเคารพการตัดสินใจของกันและกันจึงจำเป็นกว่าสิ่งอื่นใด

หากเพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังสับสนกับความรู้สึกที่มีอยู่หรือกำลังทรมานจากความสัมพันธ์ที่แสนครุมเครือจนเดินต่อไปไม่ได้สักที รวมถึงคนที่กำลังเผชิญกับเสียงและสายตาจากคนรอบข้างที่คอยทิ่มแทงให้ใจบอบช้ำ อูก้าจะคอยอยู่ตรงนี้ เป็นเพื่อนอีกหนึ่งคนที่จะคอยรับฟังความสับสนและเจ็บปวดที่เข้ามาทำให้ใจของทุกคนหนักอึ้ง สามารถติดต่อมาหาเราได้เสมอเลยนะ 💚

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/platonicloveblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิง

https://www.verywellmind.com/what-is-a-platonic-relationship-5185281

https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-empowerment-diary/201802/the-secret-platonic-relationships

https://thematter.co/science-tech/can-men-and-women-be-just-friends/6582

https://www.regain.us/advice/general/the-definition-of-a-platonic-relationship-and-what-the-opposite-is/

Read More