eating disorder

OOCAknowledge : Eating Disorders (ED) เรากำลังทำร้ายตัวเองด้วย การกินอยู่หรือเปล่า ?

สังคมที่ให้คุณค่ากับความสวยงามหรือมีค่านิยมเกี่ยวกับการมีรูปร่างผอมบางแล้วกำหนดว่านั่นคือมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) และการมีความดึงดูดใจทางร่างกาย ทำให้หลายคนต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองหรือภาพลักษณ์ทางร่างกาย (Body Image) ให้เข้ากับสิ่งที่คนอื่นบอกว่า “สวย ดูดี” และถ้าเรามีปัญหาในการรับรู้ Body Image เช่น มองตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกไม่ดี เปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วไม่ชอบตัวเอง ก็อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจได้

.

Body Dysmorphia หรือภาวะทางจิตที่ไม่สามารถหยุดคิดได้ว่าร่างกายตัวเองมีความผิดปกติทางรูปลักษณ์ต่าง ๆ เลยส่งผลไปถึงภาวะการกินผิดปกติ โดยต้นตอของปัญหามีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ความนับถือตนเอง (Self-Esteem) สภาพแวดล้อม (Environment) จินตนาการ (Imagination) ฯลฯ และถูกกระตุ้นด้วยสิ่งที่คนอื่นคาดหวังหรือพร่ำบอกเรา ยิ่งปัจจุบันเรามี Influencer มากมายบนโลกออนไลน์ เราเสพสื่อและแชร์ตัวตนให้คนอื่นเห็นมากขึ้น ความนิยมของภาพ full-body shots ได้รับความนิยม เราเปรียบเทียบตัวเองกับคนดังแล้วมีความสุขกับการเห็นยอดไลค์ยอดแชร์ รวมถึงหลาย ๆ คนก็สามารถสร้างรายได้จากการใช้ภาพลักษณ์หรือสร้างจุดเด่นของตัวเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสังคมเราถึงให้คุณค่ากับรูปร่างหน้าตามากขึ้นเรื่อย ๆ

.

Eating Disorders (ED) โรคความผิดปกติด้านการกิน ลักษณะคือหมกมุ่นและกังวลกับน้ำหนักตัว (preoccupation with weight) จนส่งผลต่อพฤติกรรมการกินและพฤติกรรมอื่น ๆ รบกวนการใช้ชีวิตหรือการทำงานอย่างมาก พบมากในกลุ่มผู้หญิงวัยรุ่น 90% ของคนที่เป็น ED เป็นกลุ่มคนมีฐานะ (Upper Social Class) เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งมักรู้สึกอยากผอม (Drive for thinness) คือคนที่มองว่าผอม = สวย หรือกลัวอ้วน (Fear of Fat) คือการที่เราเชื่อมโยงความอ้วนกับความรู้สึกเชิงลบ นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศก็เสี่ยงที่จะเป็น ED เนื่องจากรู้สึกไม่ดีกับร่างกายตัวเอง

.

ซึ่ง ED ประกอบด้วย

Anorexia Nervosa ภาวะไร้ความอยากอาหาร เริ่มจากนิสัยเข้มงวดกับการกิน จนกลายเป็นพยายามอดอาหาร เกิน 50% ของคนเป็นโรคนี้มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

Bulimia Nervosa ภาวะความอยากอาหารมากผิดปกติ หลังจากกินไปแล้วจะรู้สึกผิดเลยพยายามเอาออก โดยการล้วงคอ อาเจียน เป็นต้น

Binge-eating Disorder ภาวะกินอาหารปริมาณมากจนผิดปกติ ควบคุมตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน ไม่สนใจจะลดน้ำหนัก

Eating Disorder Not Otherwise Specified (EDNOS) ระบุไม่ได้ ไม่ใช่ทั้ง 3 แบบข้างต้น

.

ในส่วนของวิธีรักษา มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับอาการและควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ยกตัวอย่าง เช่น

1. Drug Treatment เช่น ยาต้านเศร้า เพื่อช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเคมีในปริมาณที่สมดุล

2. การแก้ปัญหาบุคลิกภาพ (Personailty Theory) ด้วยการบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavioral Therapy)

3. Family Therapy เนื่องจากคนที่มีพฤติกรรมการกินปกติส่วนใหญ่มักมีปัญหาด้านครอบครัว ทำให้หมกมุ่นกับตัวเอง ครอบครัวจึงสำคัญมาก

โดยปกติคนที่เป็น ED มักไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ต้องอาศัยการสังเกตและช่วยเหลือจากคนรอบข้างอย่างมาก หากไม่แน่ใจว่าความเครียดของเรากำลังทำร้ายร่างกายทางอ้อมหรือเปล่า อาจลองสังเกตว่าน้ำหนักตัวเราขึ้นลงผิดปกติไหม มีพฤติกรรมการกินเปลี่ยนไปมากหรือเปล่า ถ้ารู้สึกว่าร่างกายมีความผิดปกติ ไม่มีความสุขหรือหมกมุ่นกับรูปร่างหน้าตาจนเกินไป และอาการดังกล่าวไม่ดีขึ้น สามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาของอูก้าได้เสมอนะคะ เพราะทุกปัญหาสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.psychiatry.org/patients-families/eating-disorders/what-are-eating-disordershttps://www.psychiatry.org/patients-families/eating-disorders/what-are-eating-disorders

https://www.nhs.uk/conditions/eating-disorders/

Read More
อาถรรพ์ 7 ปี จิตวิทยาความรัก

OOCAknowledge : อาถรรพ์ 7 ปีมีจริงไหม ? จิตวิทยาบอกได้ว่าทำไม รักเรามาถึงทางตัน

เลข 7 นี้เหมือนมีอาถรรพ์ ว่ากันว่าหลายๆ อย่างถ้าเข้าสู่ปีที่ 7 ก็จะเกิดอุปสรรคบางอย่าง จนเกิดเป็นคำว่า “อาถรรพ์ 7 ปี” หรือ Seven Year Itch จริงๆ แล้วต้นตอของปัญหาคืออะไรกันแน่ ทำไมสิ่งที่เราทำหรือแม้แต่ความรู้สึกถึงมีวันหมดอายุ ? มันเกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่ ?

.

ต้องบอกว่าสาเหตุหลักเลยคือ “ภาวะเหนื่อยล้าต่อความสุนทรีย์” (aesthetic fatigue) ง่ายๆ เลย “เราเบื่อหน่าย” กับความสัมพันธ์นี้ กับสิ่งที่ทำเป็นประจำ คนที่เจอทุกวัน ปัญหาที่เข้ามา ต่อให้รู้สึกดีต่อกันมากเท่าไหร่ ก็หลีกเลี่ยงความรู้สึกแย่ๆ ไม่ได้อยู่ดี ข้อดีที่เคยมองเห็น กลับกลายเป็นรับรู้ข้อเสียมากขึ้น สุดท้ายถ้าความคาดหวังที่มีต่ออีกฝ่ายไม่สอดคล้องกับสิ่งที่อีกฝ่ายเป็นจริงๆ ทั้งสองคนก็จะไปคนละทางและจบลงด้วยการเลิกรา

.

อาจเคยได้ยิน “ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรัก” (Triangular theory of love) ของ Sternberg กันอยู่บ้าง เขาบอกว่าความรักมีองค์ประกอบด้วยกัน 3 อย่าง คือ ความใกล้ชิด (Intimacy) ความเสน่หา (Passion) และความผูกพัน (Commitment) ซึ่งความรักสำหรับบางคู่ก็มีครบทั้ง 3 ข้อ แต่บางคู่ก็มีแค่ 1-2 ข้อ หรือเพิ่มลดตามช่วงเวลา ทำให้ความสัมพันธ์นั้นมีขึ้นมีลง

ความรักบทจะยากก็ยาก จะให้นิยามด้วยคำไม่กี่คำคงไม่ได้ ในบทความนี้เราขอมองภาพความรักเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ 1) ความรักแบบโรแมนติก (Romantic Love) คือมีความใกล้ชิดและความสเน่หาอยู่ในนั้น เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ทั้งอ่อนโยนแต่บางครั้งก็รุนแรง ซึ่งความสเน่หาจะจืดจางไปเองตามกาลเวลา แบบที่ 2) ความรักแบบมิตรภาพ (Compassionate Love) หากพัฒนาความใกล้ชิดและความผูกพันต่อกันด้วย ความรักก็จะยืนยาว มีความเข้าใจและห่วงใยในลักษณะครอบครัว พร้อมจะเคียงข้างในเวลาทุกข์และสุข

.

แม้จะบอกว่าอาการคลั่งรักเป็นเรื่องของอารมณ์ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวิทยาศาสตร์ก็มีส่วน สารโดพามีน (Dopamine) ที่มาพร้อมความรักโรแมนติกจะมีอายุประมาณ 1-3 ปี พอเข้าปีที่ 4 โดพามีนและความดึงดูดซึ่งกันและกันจะลดลง งานวิจัยพบว่าหลังจาก 3 ปีแรกของการแต่งงานเป็นเรื่องธรรมดาที่ความรัก ความใกล้ชิดและความพึงพอใจในชีวิตสมรสจะเริ่มลดลงไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่มีก็ตาม อีกทั้งสถิติการหย่าร้างก็ขึ้นสูงสุดในช่วงปีที่ 2-4 คือหลังจาก Honey Moon Period (2 ปีแรก) และอีกทีปีที่ 7 ซึ่งว่ากันว่าความพึงพอใจในชีวิตแต่งงานลดลงมากที่สุด ทั้งนี้ก็มีงานวิจัยโต้เถียงกันมากมายว่าแท้จริงแล้วควรเป็นอาถรรพ์ 4 ปี หรืออาถรรพ์ 5 ปีแทน อย่างไรก็ตาม นี่แหละคือคำตอบว่าทำไมความรักถึงมีวันจางหาย

.

หากสิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดีฮอร์โมนออกซิโทซินและวาโซเพรสซินจะเข้ามาแทนที่โดพามีน ซึ่งจะกระตุ้นให้เราอยากสร้างความผูกพันและอยากดูแลคู่ของเราต่อไป ทำให้อยากใกล้ชิดและแบ่งปันความลึกซึ้งในชีวิตของเรากับคนรัก ใช่ว่าจะโทษแต่ตัวเลขเพียงอย่างเดียวแล้วบอกว่า “รักล่มในปีที่ 7” เป็นเรื่องปกติ เพราะปัญหานั้นได้ทับถมมาตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 6 แล้ว ประกอบกับภาพความสวยงามถูกบีบด้วยโลกความจริงอันโหดร้ายและปัญหาวัยกลางคน (Midlife Crisis) ที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ชีวิตคู่หมดหวัง หลายคนจึงเริ่มหนีจากความทุกข์ตรงหน้าไปตามหารักครั้งใหม่ เพื่อกลับไปจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เพราะอยากสัมผัสความโรแมนติกอีกครั้ง

.

ตราบใดที่เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนและไม่พยายามแก้ปัญหา จะคบเป็นแฟนหรือแต่งงานแล้วก็ย่อมแพ้เลขอาถรรพ์นี้ได้ ทุกๆ ความสัมพันธ์เราต้องคำนึงเสมอว่าความพึงพอใจในชีวิตคู่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตามระยะเวลา ไม่ใช่ว่าความรักในช่วงเริ่มต้นจะคงที่เสมอไป หากไม่ให้ความสำคัญมันก็น้อยลงได้เป็นธรรมดา ทั้งสองฝ่ายจึงต้องช่วยกันประคับประคองและหมั่นสร้างความรักมาคอยเติมเต็มกันและกัน

.

เหมือนกับต้นไม้ที่ต้องรักและเอาใจใส่ ถ้ายังอยากรักษาความสัมพันธ์ไว้เราก็ต้องสื่อสารกับคนรักให้มีประสิทธิภาพ ปรับสมดุลความคาดหวังให้อยู่ในระดับที่เป็นไปได้ นี่จึงเป็นความท้าทายสำหรับคู่รักว่าคุณจะดูแลความรักของตัวเองได้ยาวนานแค่ไหน ? ถ้าต่างฝ่ายต่างปรับเข้าหากัน ไว้ใจกันก็ไม่ยากที่จะเจอความมั่นคงในชีวิตคู่ หากเลือกได้ใครๆ ก็อยากมีรักที่มั่นคงตลอดไป จริงไหม ?

อ้างอิงข้อมูลจาก

หนังสือคู่มือข้างหมอน จิตวิทยาความรัก เขียนโดย เฉิน ซู่ เจวียน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและครอบครัว

Sternberg, Robert J. (2004). “A Triangular Theory of Love”. In Reis, H. T.; Rusbult, C. E. Close Relationships. New York: Psychology Press. p. 258.

https://www.psychologytoday.com/us/blog/meet-catch-and-keep/202002/is-the-7-year-itch-myth-or-reality

https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67522/-blo-womlov-wom-laneng-lan-

https://www.goodtherapy.org/blog/after-the-thrill-is-gone-the-science-of-long-term-love-1205147

Read More
ทฤษฎี ถ่านไฟเก่า จิตวิทยาความรัก

OOCAknowledge: “ทฤษฎีถ่านไฟเก่า” ถ้ายังมีไฟ ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรื้อฟื้น

ในฐานะคนรักบางครั้งความสัมพันธ์ที่จบลงไปแล้ว จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกทุกอย่างจะกลับไปเป็นศูนย์ แม้จะจางหรือเบาบางลงไปมากจนกลายเป็นความทรงจำ เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกที่เราคิดว่าหมดไปกลับหวนมาอีกครั้ง โหยหาและคิดถึงจนทนไม่ไหวที่จะทักทายหรือถ้ามีโอกาสได้วนกลับมาเจอกัน เราก็ยังเลือกตกหลุมรักคนๆเดิม นั่นเป็นเพราะ “คนเก่าเขาทำไว้ดี” หรือเราแค่ยึดติดกับบางอย่างที่หายไป

.

จริงๆ เราสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เหมือนกันนะ การปรับพฤติกรรม (Behavioral Modification) มีเรื่องเกี่ยวกับการวางเงื่อนไข (Conditioning) พฤติกรรมไหนที่เราอยากให้มันเกิดเราก็แค่วางเงื่อนไขมันซะ อยากให้หมาน้ำลายไหลเวลาได้ยินเสียงกระดิ่งเราก็ฝึกมันได้ แค่สั่นกระดิ่งพร้อมให้อาหาร ทำซ้ำๆ จนเคยชิน ต่อมาให้เอาอาหารออก เหลือแค่ได้ยินเสียงกระดิ่งหมาก็น้ำลายไหลโดยอัตโนมัติแล้ว ความรักก็มีบางมุมที่ไม่ต่างจากการวางเงื่อนไข มันมักจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำไปด้วยความรู้สึกคุ้นชิน ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

.

เมื่อมาถึงประเด็นแฟนเก่า หรือถ่านไฟเก่าเนี่ยก็เชื่อมโยงกับพฤติกรรมที่เคยได้รับการเสริมแรง (Reinforcement) เช่น เคยทำอาหารให้แฟน แล้วเขาชมว่าอร่อยมาก ถ้าเรามีความสุขกับคำชมนั้น เราก็จะอยากทำอาหารให้เขากินบ่อยๆ เรียกว่า “คำชม” คือการเสริมแรง แต่เมื่อไหร่ที่เราเลิกเสริมแรงพฤติกรรมทำอาหาร ก็คือเราหยุดยั้ง (Extinction) หรือถอนตัวเสริมแรงออก คล้ายๆ กับการเพิกเฉย (ignore)

.

เหมือนเวลาเราทำอาหารแต่ไม่มีคนชมอีกแล้วเพราะเราเลิกรากับแฟนไป ไม่มีคนตอบสนองสิ่งที่เราทำเราก็จะหยุดทำอาหารไปเองหรือค่อยๆ ลดลง ผลข้างเคียงของการหยุดยั้งคือพฤติกรรมนั้นอาจหายไปเลย แต่จะค่อยๆ กลับมาดีขึ้นตามระยะเวลา วันหนึ่งต่อให้ไม่มีตัวเสริมแรงนั้นแล้วก็ไม่มีผลอะไรกับใจเราแล้ว อย่างไรก็ตามทางจิตวิทยาว่ากันว่าการหยุดยั้ง (Extinction) เป็นเรื่องอันตราย อย่าใช้ในการปรับพฤติกรรมโดยไม่จำเป็น สิ่งที่จะช่วยได้คือต้องสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ

.

แต่ถ้าวันหนึ่งตัวเสริมแรงนั้นกลับมาจะเกิดอะไรขึ้น ? เราก็เข้าสู่ “การฟื้นกลับหรือการกลับสู่สภาพเดิม (Spontaneous Recovery)” ยังไงล่ะ หรือบางคนก็เรียกว่า “ทฤษฎีถ่านไฟเก่า”

.

ทำไมสำหรับบางคนถ่านไฟเก่าถึงน่ากลัว

อาจเพราะว่ามันจุดติดง่ายหรือเปล่า? ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดีๆที่หลงเหลืออยู่หรือคำถามที่ยังค้างคาอยู่ในใจ แต่เพราะว่าสมองของเราถูกวางเงื่อนไขเหมือนกับสถานการณ์ที่เราเจอคนรักเก่าเลย บางอย่างหรือความรู้สึกที่ดับหรือการหยุดยั้ง (Extinction) ไปแล้ว เมื่อเว้นระยะไปสักพักหนึ่ง เราจึงคิดว่ามันจบแล้วจริงๆ แต่แล้ววันหนึ่งเราดันเผลอไปเจอตัวกระตุ้น (ในที่นี้อาจจะหมายถึงแฟนเก่า สิ่งของหรือสถานที่ที่เคยไป) ก็จะเกิดความรู้สึกเดิม ทำให้เราตอบสนองแบบเดิมโดยอัตโนมัติ เช่น ใจเต้นแรง มีความสุข คิดถึงโมเมนต์ที่เคยมีร่วมกัน

.

น่าเศร้าที่ต้องยอมรับว่า หากความสัมพันธ์ในอดีตมีอะไรบางอย่างที่เติมเต็มเราแล้วปัจจุบันเราก็ยังโหยหาสิ่งนั้น ใจเราจะยิ่งถูกกระตุ้นให้ต้องการมันมากขึ้น ดังนั้นเขาถึงบอกว่าถ้าใจไม่แข็งพออย่ากลับไปเจอหน้าแฟนเก่าหรือติดต่อกันเลย เมื่อเราเข้าใจที่มาที่ไป ก็จะตอบคำถามได้ว่า “ทำไมหลายความสัมพันธ์อาจถูกสั่นคลอนด้วย ‘แฟนเก่า’ หรือ ‘ความทรงจำเก่าๆ’ ?” มันอาจไม่ใช่ความรัก แต่เราแค่ต้องการในสิ่งที่เคยได้รับ ไม่แปลกถ้าคนรักในปัจจุบันจะน้อยใจหรือหึงหวงเวลาหัวข้อหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับคนรักเก่าโผล่เข้ามาในบทสนทนา เพราะการรู้สึกถูกเปรียบเทียบตลอดเวลามันโหดร้ายยังไงล่ะ

.

ถ้าถ่านไฟเก่ามีพลังขนาดนี้ คำถามคือถ้าอย่างนั้นเราต้องอยู่กับความระแวงไปตลอดเลยเหรอ อยากจะบอกว่าไม่เสมอไป อยากให้ทุกคนโฟกัสและทำเต็มที่กับปัจจุบัน ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องช่วยกันสร้างช่วยกันเติมเต็ม เพราะเราแค่อยากเป็นคนสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ของตัวเอง มีคนจำนวนมากที่เขาสามารถ move on ได้จริงๆ และเรื่องในอดีตก็ไม่ได้มีผลอะไรกับปัจจุบันเลย

.

หากความรักต้องจบลงจะโทษถ่านไฟเก่าอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ถ้าคนสองคนไม่ได้พยายามในความสัมพันธ์ในระดับที่เท่าๆกัน ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ยากทั้งนั้น ถ้าใครยังติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ค้างคาใจ ลองให้อูก้าเป็นที่ปรึกษาปัญหาความรักของคุณดูนะ

อ้างอิงจาก

https://www.verywellmind.com/what-is-extinction-2795176

https://www.verywellmind.com/spontaneous-recovery-2795884

https://fiveable.me/ap-psych/unit-4/classical-conditioning/study-guide/QGn54mzLKcXn3LKcabkL

Read More
polyamory คืออะไร

OOCAknowledge: เมื่อรักเดียวเติมช่องว่างในใจไม่พอ มารู้จักความสัมพันธ์แบบ Polyamory กันเถอะ

เชื่อว่าใครๆ ก็อยากพบรักแท้และรักเดียวไปตลอดชีวิต ถ้าจะแต่งงานหรือเลือกคู่ชีวิตก็อยากจะมีทีละคน “รักเดียวใจเดียว” เรียกว่า “Monogamy” ในทางตรงกันข้ามความสัมพันธ์ที่มีมากกว่าสองคนคือ Bigamy หรือ Polygamy แยกเป็นแบบที่มีภรรยาหลายคน (Polygamy) และการที่ผู้หญิงมีสามีหลายคน (Polyandry) ที่เป็นเรื่องปกติสำหรับบางศาสนาหรือบางวัฒนธรรม

.

แต่ในวันนี้เราอยากจะพูดถึงความสัมพันธ์ที่เรียกว่า Polyamory หรือ “ความสัมพันธ์แบบมีคนรักหลายคนพร้อมๆ กัน” อาจจะมากกว่าสอง สาม สี่ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของคู่รัก ซึ่งหากถามว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะตกหลุมรักใครหลายคนพร้อมกัน? ก็ต้องบอกว่าเป็นไปได้ แม้จะฟังดูใจร้ายแต่มันเป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้จริงๆ

.

หากจะบอกว่า Polyamory คือความสัมพันธ์แบบนำสมัยก็คงไม่ผิด เพราะในอดีตกาลมนุษย์หลายกลุ่มนิยมการมีภรรยาหรือสามีหลายคนเพื่อเป็นการแสดงอำนาจบารมีหรือเพื่อเป็นการขยายเผ่าพันธุ์ เมื่อถึงจุดที่มนุษย์อยากเปลี่ยนแปลงความล้าหลังไปสู่การมีอารยธรรม เราก็เข้าสู่ค่านิยม “ผัวเดียวเมียเดียว” แสดงถึงภาพสังคมที่เจริญแล้ว แต่มนุษย์เราก็เกิดคำถามอีกว่าการมีรักเดียวเนี่ย เติมเต็มช่องว่างในใจเราได้หรือเปล่า?

.

จึงเกิดเป็นความสัมพันธ์แบบมีคนรักหลายคน ทำทุกอย่างเหมือนคู่รักทั่วไป รู้สึกรักกันจริงๆ ทั้งนี้การจะพาใครเข้ามาเป็นคนที่สามในความสัมพันธ์ต้องได้รับความยินยอมจากคนรักก่อน จึงดูเหมือนว่า Polyamory นั้นต่างจากการ “นอกใจ” เหมือนจะดีที่มีคนมาช่วยสร้างความแปลกใหม่ ความตื่นเต้น ความโรแมนติก โดยเฉพาะในคู่ที่คบกันมานานจนความสัมพันธ์เริ่มจะนิ่ง

.

แต่จุดอ่อนของ Polyamory นั่นก็คือ “ใจ” อีกนั่นแหละ การจะหาจุดตรงกลางของระหว่างคนรักนั้นเป็นไปได้ยาก ขนาดสองคนยังมีการทะเลาะกันเพื่อหาความจุดที่พอดีของทั้งคู่ แล้วถ้ามีสามคนจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการเปรียบเทียบปริมาณความรักที่ได้รับหรือที่ให้ไป ความหึงหวง ความอิจฉา ความเสียใจเลยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา

.

แล้วระหว่าง Polyamory หรือ Monogamy อะไรดีกว่ากัน ?

จะบอกว่าเราคงตัดสินแทนใครไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณพึงพอใจแบบไหนมากกว่า ไม่ว่าจะความสัมพันธ์กี่คนก็ต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคทั้งนั้น Polyamory ก็เหมือนจะมาปิดจุดอ่อนบางอย่างของ Monogamy ได้ ทำให้เราไม่ได้รู้สึกถูกทรยศหากคนรักไปมีใครหรือพาใครเข้ามา เพราะเราได้สร้างกฎขึ้นมาแล้ว ซึ่งไม่เหมือนกับ Open Relationship ที่เราเปิดโอกาสให้คนรักไปมีความสัมพันธ์กับใครก็ได้แบบไม่มีความรักหรือการผูกมัดอยู่ในนั้น

.

เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินถูกผิดในเรื่องของความรู้สึก ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักตัวเองแค่ไหน แล้วความสัมพันธ์แบบไหนที่มันเหมาะกับเรา เติมเต็มใจเราได้ดีกว่า ถ้าการรักเดียวใจเดียวเป็นสิ่งที่คุณตามหา ก็ไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ของคุณไปเป็นอย่างอื่น

อูก้าขอให้ทุกคนได้เจอกับความรักที่ดี สังเกตง่ายๆ คือเราจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าในความสัมพันธ์ที่ใช่ หากมีความกังวลใจก็เข้ามาพูดคุยกับเราได้นะ เรื่องของใจให้อูก้ารับฟัง

อ้างอิงจาก

https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2018/sep/25/truth-about-polyamory-monogamy-open-relationships

https://themomentum.co/monogamy-vs-polygamy/

https://www.womenshealthmag.com/relationships/a22531210/polyamorous-relationship/

https://adaybulletin.com/know-yuupen-polygamy/48548

Read More
จิตวิทยา การเป็นตัวของตัวเอง

Compromise อย่างไร ไม่ให้สูญเสียตัวตน

เราได้ยินคำว่า ประนีประนอม (Compromise) บ่อยๆ ในการพูดถึง relationship ซึ่งมักเป็นการสื่อความหมายในเชิงบวกว่าเราจะ “พบกันตรงกลาง” หรือคุยกันเพื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างด้วยสันติวิธี แต่หากเราเลือกที่จะประนีประนอมอยู่ตลอด เราจะสูญเสียตัวตน (Self) และความเชื่อ (Belief) ของเราหรือเปล่า?

.

การประนีประนอมนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดเสมอไป แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ช่วยขจัดความขัดแย้งแต่ก็อาจก่อให้เกิด “ความเครียด” ได้ บางครั้งเราทำเหมือนว่ากำลังประนีประนอม แต่จริงๆ แล้ว เราแค่พยายามจะ “ตัดจบ” ทั้งที่ในใจยังขุ่นเคืองและปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

.

ยกตัวอย่างเช่นเราอยากไปเที่ยวทะเล แต่แฟนอยากไปเที่ยวภูเขา เมื่อถกเถียงจนได้ข้อสรุป สุดท้ายฝ่ายหนึ่งจะได้ในสิ่งที่ต้องการโดยการ “ประนีประนอม” แต่อีกฝ่ายกลับรู้สึก “พ่ายแพ้” ทั้งที่เริ่มแรกทั้งคู่เลือกที่จะประนีประนอมกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แต่ครั้งต่อไปพวกเขาก็จะมีปัญหากับสถานการณ์เดิมๆ และแอบจำไว้ในใจว่าครั้งต่อไปอีกฝ่ายต้องยอมเราบ้าง

.

สิ่งที่ขาดหายไปจากเรื่องนี้คือ “การสื่อสาร” เรามัวแต่จะโฟกัสที่สถานการณ์ตรงหน้า จนลืมใส่ใจความรู้สึกของกันและกัน การประนีประนอมจึงมีอะไรมากกว่าแค่การพูดคุย ก่อนอื่นเราต้องมองให้ทะลุปรุโปร่งว่าตัวตนของทั้งเราและเขาเป็นใคร ต้องการอะไร จะดีลกับอีกฝ่ายอย่างไรจึงจะเหมาะสม แล้วตัดสินใจด้วยความยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย

.

แม้ว่าจะมีเรื่องของขอบเขต การแสดงออก ความชอบธรรมและการให้เกียรติคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเป็นคนที่เรารักและเคารพมากๆ เราจะพบว่าตัวเองเต็มใจที่จะ “ประนีประนอม” โดยไม่รู้สึกถึงขัดแย้งในใจเลย

.

แต่สิ่งที่ยากคือ การประนีประนอมกับตัวเอง เพราะเราต่างมีสิ่งที่ต้องการ มีสิ่งที่เจ็บปวดและมีความจริงรออยู่ข้างหน้า เราอาจยอมให้ตัวเองทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรทำเพราะการประนีประนอมนี่แหละ

.

บางคนเลือกที่จะละทิ้งตัวเองและใช้ชีวิตตามความต้องการของคนรอบข้าง พวกเขาจะเสียเปรียบมากถ้าคนอื่น take advantage จากจุดนี้และลำเส้นจนไม่เหลือพื้นที่ของตัวเองอีกเลย อาจพูดได้ว่าการประนีประนอมมากเกินไปอาจทำให้เราไม่เคารพตัวเองมากพอ ดังนั้นเมื่อเรายอมประนีประนอมด้วยก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เรียกร้องอะไรมากเกินไปจนทำให้เราลำบากใจ

.

เรากำลังซ่อนความต้องการของเราอยู่หรือเปล่า? ถ้าเราเดินต่อไป เราจะหลงในเส้นทางที่คนอื่นสร้างหรือไม่? เมื่อไรก็ตามที่เราเผลอให้การประนีประนอมกับ “คนอื่น” รุกล้ำเข้ามาถึง “ตัวเอง” เราต้องมีสติ รู้ตัวและเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด

.

แทนที่จะเก็บกดความต้องการไว้ เราควรพูดออกมาอย่างเปิดเผยมากกว่าเพื่อป้องกันปัญหาที่ยืดเยื้อ นี่ไม่ใช่การชวนทะเลาะแต่การรับฟังซึ่งกันและกันเป็นหนทางที่ชัดเจนที่สุดในการแก้ไขปัญหา

.

ในความเป็นจริงการ “พบกันตรงกลาง” หรือ “ยอมถอยคนละก้าว” เป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลและดีกว่าไม่เกิดการตัดสินใจอะไรเลย อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมไม่ควรเข้ามาแทนที่ “ความคิด” และ “ความรู้สึก” ของทั้งสองฝ่าย แต่การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและให้เกียรติกันต่างหากที่เป็นความยุติธรรมที่แท้จริง

.

ถ้าใครกำลังลำบากใจกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่ อูก้ายินดีจะรับฟังและเข้าใจคุณเสมอ สามารถพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ได้ เราพร้อมจะอยู่ตรงนั้นเพื่อคุณนะคะ

อ้างอิงจาก

https://www.relate.org.uk/relationship-help/help-relationships/communication/how-compromise-without-feeling-resentful

และขอบคุณบทความจาก Maxie Mccoy ในหัวข้อ “How to compromise without losing yourself”

Read More
คิดไม่เหมือนกัน คิดต่าง จิตวิทยา

OOCAknowledge ป้า vs เด็ก การปะทะของความคิดต่างและการมี Self-awareness

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าว “ป้าตบเด็ก” กลายเป็นที่พูดถึงอยู่หลายวัน ว่าด้วยเรื่องการใช้อารมณ์ ความรุนแรง เราอยากให้ทุกคนลองทบทวนดูว่าจริงๆ แล้วสาเหตุที่คุณป้าทำพฤติกรรมนั้นเป็นเพราะอะไร เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบหรือเขากำลังคิดอะไรอยู่

ที่ต้องหยิบยกประเด็นนี้มาเล่าเพราะในทุกคนกำลังให้ความสำคัญกับ “ความเห็นต่างทางการเมือง” เราอาจเผลอทำร้ายอื่นโดยไม่รู้ตัว เป็นไปได้ไหมที่เราจะหันหน้ามาพูดคุยกันแล้วทำความเข้าใจคนที่คิดต่างให้มากขึ้น เริ่มต้นที่การตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-awareness)

ก่อนอื่นมองตัวเองให้ดีว่าเราเป็นใคร? และเรามองโลกอย่างไร?

นักจิตวิทยาชื่อ Shelley Duval และ Robert Wicklund’s อธิบายว่า “Self-awareness คือ เมื่อเรารู้จักตัวเองเราจะเข้าใจสิ่งที่ทำ รู้ว่าให้ความสำคัญกับอะไรอยู่ ช่วยให้มีสติและมีความเป็นกลางในตัวเองมากขึ้น”

เวลาที่เราขาด Self-awareness เราอาจจะมองไม่เห็น “อารมณ์” ของตัวเอง กลายเป็นทำทุกอย่างตามความเชื่อ…เชื่อว่าสิ่งนั้นดีและถูกต้องโดยลืมไปว่าคนเราได้พัฒนาความเชื่อ ค่านิยม หรือทัศนคติขึ้นมาจากประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรมองคนอื่นในลักษณะเหมารวมหรือคิดว่าทั้งกลุ่มนั้นจะต้องมีนิสัยหรือทัศนคติที่เหมือนกัน แต่เราจะย้ำเตือนตัวเองได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าตัวเองกำลังคิดหรือทำอะไรอยู่

แล้วจะทำอย่างไรให้เรามี Self-awareness มากขึ้น

– Mindfulness เพราะสติช่วยทำให้เกิดรับรู้ได้ว่าร่างกายและจิตใจของเราเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น

– Take a note สังเกตสิ่งที่เกิดรอบตัวแล้วเขียนบันทึก เป็นการทบทวนความคิดและความรู้สึก เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้วเรารู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร

– Deep-listening การฟังที่ไม่ใช่แค่การได้ยิน เราสามารถเพิ่ม self-awareness ได้ผ่านพูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนอื่นๆ เทคนิคสำคัญคือให้เราโฟกัสที่การฟังและพยายามเข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้ากำลังบอกเราให้ดี

– Share การสอบถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่นบ้าง ทำให้เราได้เปิดกว้างทางความคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ช่วยให้เราออกจาก comfort zone และเลิกยึดติดกับความคิดของตัวเอง

– Reflection ลองย้อนกลับไปหาคำตอบของสิ่งที่เห็นหรือได้ยินอีกครั้ง ช่วยให้เราไม่ตัดสินอะไรแบบผิวเผิน นอกจากได้เรียนรู้แล้วยังถือเป็นการทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา แล้วยังนำไปแบ่งปันให้คนอื่นได้อีกด้วย

ที่สำคัญมากๆ เลยคือ Self-awareness ทำให้เราเข้าใจร่างกาย อารมณ์ ประสบการณ์ ความคิดและความสามารถของตัวเอง ช่วยให้เราอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดีขึ้น รู้ว่าจะต้องจัดการความคิดและอารมณ์อย่างไรต่อไป เราจะคอยมองหาสิ่งดีๆ ที่ทำให้ตัวเองมีความสุข ดังนั้นถึงจะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็อาจแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้หากเราขาด Self-awareness

เป็นไปได้ไหมถ้าคุณป้าจะใช้วิธีอื่นเพื่อทำความเข้าใจกับเด็กนักเรียนอย่างการเข้าไปพูดคุย หรือรอให้ใจเย็นอีกนิด คุณป้าอาจจะเกิด Self-awareness และรับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังไม่พอใจ ควรหลีกเลี่ยงจากสถานการณ์นั้นแทน

นอกจากจะรู้ตัวเองแล้ว เราต้องรับรู้ความเป็นไปของโลกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆ คนที่ต้องยอมรับว่าสังคมกำลังเปลี่ยนแปลงไป เราอาจสูญเสีย “ความเป็นกลาง” ในการมองโลก เมื่อเราเพิกเฉยหรือปิดรับข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเชื่อของเรา การที่เราเลือก “รับ” แค่บางอย่าง เปรียบเหมือนปิดประตูตั้งแต่ด่านแรก ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงเรากับคนอื่นก็ถูกปิดด้วย

อย่าลืมว่าความเชื่อ ค่านิยมและทัศนคติไม่เกี่ยวกับอายุหรือสถานะ “การยอมรับความแตกต่างง่ายกว่าการคาดหวังให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง” โลกของความเป็นจริงคือโลกที่ทุกคนคิดต่าง แต่วิธีสื่อสารและความเข้าใจต่างหากที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้

อูก้ายินดีจะรับฟังทุกมุมมองและเข้าใจในสิ่งที่คุณเชื่อ ไม่ว่าปัญหาจะหนักแค่ไหนเราก็จะผ่านไปได้แน่นอนสามารถทักมาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้นะคะ

อ้างอิง

https://hbr.org/2018/01/what-self-awareness-really-is-and-how-to-cultivate-it

https://positivepsychology.com/self-awareness-matters-how-you-can-be-more-self-aware/

https://www.urbinner.com/post/self-awareness

Read More
เลิกล้อ เลิกบูลลี่ ทุกคนมีค่า มีความพิเศษ

OOCAknowledge: #เลิกเมกฟันกับโรคต่างๆ เพราะทุกความต่างคือความพิเศษ

#เลิกเอาโรคต่างๆ มา make fun ได้แล้ว

“ดูจากหน้าและท่าทางแล้ว เป็นออทิสติกใช่ไหม?”

“ตอบแบบนี้ ปัญญาอ่อนหรือไง?”

“เธอบ้าเปล่าเนี่ย? ประสาท!”

คำพูดพวกนี้เป็นมุกตลกล้อเลียนที่เราได้ยินกันจนชิน บางครั้งก็ถูกนำมาเป็นคำด่า คำต่อว่า โดยที่เราอาจลืมนึกไปว่ามีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดเหล่านี้ ถ้าเลือกได้เชื่อว่าทุกคนอยากเกิดมาเป็นคนปกติ มีร่างกายและสติปัญญาสมบูรณ์พร้อม แล้วถ้าอะไรบางอย่างที่ทำให้เราแตกต่างออกไปถูกนำมาพูดถึงเป็นเรื่องตลกร้าย เราจะรู้สึกอย่างไร?

อูก้าเคยเขียนบทความ “#เลิกเมกฟันกับโรคทางจิตเวช” เพื่อให้ทุกคนเข้าใจมากขึ้นว่าบางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับเรา แต่เป็นปัญหาหรือความทุกข์สำหรับคนอื่น นอกจากโรคที่เราได้ยินชื่อบ่อยๆ เช่น โรคซึมเศร้า ไบโพลาร์ โรควิตกกังวลหรือโรคย้ำคิดย้ำทำ ยังมีอาการป่วยกายและป่วยใจมากมายที่เรายังไม่รู้จักหรือไม่ได้มีความเข้าใจในสิ่งๆ นั้นมากพอ แต่กลับนำไปพูดในทางขบขัน สร้าง joke ในวงสนทนา ทั้งที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น

การถูก make fun ในสิ่งที่เราเป็นนั้นน่าเจ็บปวด ไม่ใช่ไม่ยอมรับว่าเราเป็นอะไร แต่สิ่งที่เรากำลังเผชิญหรือสิ่งที่เราเกิดมาพร้อมๆ กับมัน ไม่ควรกลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจสำหรับใคร ความพิการหรือโรคต่างๆ กลายเป็นคำด่าทอกันตั้งแต่เมื่อไร อะไรที่ไม่ดี ไม่สวยงาม ไม่น่าชอบพอ มักถูกนำมาเปรียบเทียบกับความผิดปกติ

หลายคนชอบบอกว่าเพื่อนที่รสนิยมต่างจากคนอื่นว่า “เขาเพี้ยน เอ๋อ ปัญญาอ่อน”

บ่อยครั้งก็ชอบบอกว่าคนที่พูดไม่รู้เรื่องเป็น “โรคประสาท เป็นบ้า”

เดาเอาเองว่าคนที่เรียกร้องความสนใจเป็น “โรคซึมเศร้าหรือไบโพลาร์”

หรืออย่างล่าสุดที่มีดาราท่านหนึ่งถูกเปรียบเทียบหน้าตาความน่ารักด้วยคำว่า “ออทิสติก”

แล้วจริงๆ เราทราบกันหรือไม่ว่า ออทิสติก (Autistic) มีสาเหตุมาจากอะไร ลักษณะอาการเป็นอย่างไร? ซึ่งออทิสติกจัดอยู่ในกลุ่ม PDD (Pervasive Developmental Disorders) หรือความบกพร่องของพัฒนาการแบบรอบด้าน แสดงอาการอย่างชัดเจนตั้งแต่วัยเด็ก จะมีพัฒนาการทางด้านความสัมพันธ์ทางสังคมและการสื่อสารไม่เป็นไปตามปกติ โดยทั่วไปพวกเขาจะชอบอยู่ในโลกของตัวเองมาก ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่ค่อยสบตา เล่นไม่เหมือนเด็กทั่วไป ชอบทำอะไรซ้ำๆ ขาดความยืดหยุ่น แต่จะสนใจบางอย่างถึงขั้นหมกมุ่นในเรื่องนั้นและด้วยความจริงจังนี้เองสามารถทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่เชี่ยวชาญในบางสิ่งบางอย่างได้

ยกตัวอย่างคุณหมอพัคชีอน (นำแสดงโดยจูวอน) ในเรื่อง Good Doctor (2013) ที่มีภาวะออทิสติกและความอัจฉริยะแฝงอยู่และได้กลายเป็นคนหมอที่ทุกคนรัก เรื่องนี้โด่งดังจนถูกนำไปสร้างต่ออีกในต่างประเทศเพราะซีรี่ส์ได้นำเสนอภาพที่ช่วยสร้างทัศนคติด้านบวกในสังคมให้กับคนที่เป็นออทิสติก นอกจากนี้ในชีวิตจริงก็ยังมีบุคคลเช่น Kim Peek อัจฉริยะด้านความจำที่ได้ฉายาว่า “คิมคอมพิวเตอร์” เขาใช้เวลาประมาณ 8-10 วินาทีในการอ่านหนังสือ 1 หน้าและจดจำเนื้อหาหนังสือที่อ่านได้อย่างละเอียดถึง 12,000 เล่ม นอกจากนี้เขายังคำนวณปฏิทินในใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกคนหนึ่งคือ Stephen Wiltshire อัจฉริยะด้านการวาดภาพ ฉายา “มนุษย์กล้องถ่ายรูป” เขาวาดภาพจากความทรงจำ เขาสามารถวาดภาพกรุงโรมได้จากการนั่งเฮลิคอปเตอร์ชมวิวแค่ 45 นาที โดยเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นแสงหรือเงา วิหาร โคลอสเซียม ถนน ไปจนถึงตึกรามบ้านช่องหลังเล็กๆ

จากตัวอย่างที่เรายกมาจะเห็นได้ว่าพวกเขามีความสามารถที่โดดเด่นและน่าชื่นชม เราจึงไม่อยากให้ทุกคนเหมารวมหรือตีตราว่าคนที่เป็นออทิสติกทุกคนจะเป็นแบบใดแบบหนึ่งหรือมีพัฒนาการที่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและปัจจัยอื่นๆ แต่อยากให้เชื่อว่าเขาเป็นคนที่สามารถพัฒนาได้เหมือนเรานี่แหละ

อย่างที่บอกว่าคนที่เป็นออทิสติกจะมีอาการแตกต่างกันไปสารพัดรูปแบบ เรียกว่าเด็กร้อยคนก็ร้อยแบบ ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว จะนำวิธีสอนแบบเดียวกันไปใช้กับพวกเขายังไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องปรับไปตามลักษณะของแต่ละคน ซึ่งถ้าลองมองดูแล้วก็เหมือนเวลาเราสอนเด็กคนอื่นนั่นแหละ ไม่มีเด็กที่เหมือนกันทุกคนต่างเติบโตในแบบของตัวเอง ฉะนั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการที่เราจะดูแลและใส่ใจเด็กคนหนึ่งเลย การจะเข้าใจพวกเขาอาจไม่ง่าย แต่ถ้าส่งเสริมให้ถูกทางและตั้งใจเลี้ยงดูก็สามารถพัฒนาได้

พอเรามีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นแล้วการจะมองว่าชื่อโรคหรืออาการต่างๆ เป็นมุกตลกก็คงไม่ใช่ น่าดีใจที่ปัจจุบันเราเห็นหลายคนในโลกออนไลน์พยายามช่วยกันหยุดการใช้คำพูดสร้างเรื่องตลกที่ไม่ตลก หันมาระมัดระวังและตักเตือนกันเรื่องการใช้คำพูดบูลลี่กันมากขึ้น เพราะความเคยชินที่สั่งสมมานาน การจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในสังคมกับเรื่องล้อเลียนเสียดสีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยทั้งเวลาและความเข้าใจเป็นตัวตั้ง

สุดท้ายเราหวังว่าเหตุผลและข้อมูลที่เป็นประโยชน์จะช่วยให้การหยิบยกคำๆ หนึ่งไปพูดต่อได้รับการตระหนักและเอาใจใส่มากขึ้น ไม่รู้ไม่เป็นไรแต่เราเริ่มต้นที่จะเรียนรู้ได้ ถ้าเราไม่รู้ความหมายก่อนที่จะใช้มัน ให้ลองศึกษาดูก่อนแล้วจึงทบทวนว่าควรสื่อสารออกไปไหม เพื่อลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างที่รู้ว่าโลกโซเชียลนั้นไปไว อย่าทำร้ายใจใครด้วยความประมาทของเราเลยนะ นอกจากนี้ทุกคนยังสามารถไปตาม #เลิกเมกฟันกับโรคทางจิตเวช ในทวิตเตอร์ได้เลย มีข้อมูลดีๆ ที่คนในสังคมนำมาแบ่งปันกันมากมาย

หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังอึดอัดใจ ไม่มีความสุขกับมุกตลกที่คนอื่น make fun เกี่ยวกับเราหรือคนที่เรารัก อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาของเรา ช่วยกันดูแลจิตใจและข้ามผ่านปัญหาไปพร้อมกับเราได้ อูก้ายินดีรับฟังคุณเสมอนะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://th.rajanukul.go.th/preview-4005.html

https://teen.mthai.com/variety/57036.html

Read More
วิธีเยียวยาใจ จิตวิทยา

OOCAknowledge : How to take care of your MIND อย่าปล่อยให้หัวใจเราเจ็บ

เมื่อเราใช้หัวใจทำงานทุกวัน แน่นอนว่าก็ต้องมีเหนื่อยล้า อ่อนไหวเป็นธรรมดา อูก้าเลยมีวิธีดูแลใจง่ายๆ มาฝากกัน ประโยชน์ของการดูแลใจตัวเองให้เฮลตี้อยู่เสมอมีมากมาย เพราะนอกจากจะทำให้เราเป็นคนมีพลังงานบวกแล้ว ยังช่วยให้เรารับมือกับความเครียดได้ดี และสามารถเอาชนะช่วงเวลาที่อยากลำบากได้ด้วย ถ้าทำเป็นประจำรับรองว่าใจเราจะได้รับการฟื้นฟูและพักผ่อน เจออะไรก็ไม่หวั่น พร้อมที่จะลุยต่อแน่นอน อยากให้ทุกคนลองเอาไปทำตามดูนะ

1. สำรวจใจตัวเองว่าตอนนี้กำลังรู้สึกอะไร : เป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลยนะที่เราควรจะรู้อารมณ์ของตัวเอง ถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกอะไร?” ทบทวนอารมณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ฉันเสียใจ โกรธ หรือน้อยใจกันแน่?” และที่สำคัญคือ “ฉันอยากให้คนรอบข้างทำอะไร?” เตือนตัวเองเสมอว่าการเดาใจเป็นเรื่องยาก การบอกออกไปตรงๆ นั้นง่ายกว่ารอให้อีกฝ่ายลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ

2. ลองไล่เรียงความคิดของตัวเองดู : อาจใช้การเขียนบันทึก ทำเป็นลิสต์ออกมาให้เห็นชัดเจน เมื่อเราเห็นภาพแล้วเราก็จะตอบคำถามที่ว่า “ฉันควรจัดการอารมณ์ตัวเองหรือแสดงออกให้เหมาะสมยังไงดี?”

3. จำกัดปริมาณการเสพข่าวสาร : ข้อนี้ช่วยได้มาก ทุกวันนี้เราเล่นมือถือจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้ว แถม fake news ก็เยอะแยะเต็มไปหมด บางทีเราอินกับเรื่องต่างๆ มากไป จนเกิดอารมณ์ลบๆ ขึ้นในใจตัวเอง ลดการเสพอะไรที่รบกวนใจบ้างก็ถือเป็นการดูแลใจไม่ให้ต้องทำงานหนัก

4. หาเวลาออกไปพบปะคนดีๆ : นัดเจอเพื่อน ใช้เวลากับครอบครัว หรือใครก็ตามที่ฮีลใจเราได้ก็ช่วยให้ใจรู้สึกดีไม่น้อย หลายคนเคยชินกับการอยู่กับตัวเอง คิดอะไรคนเดียว หาคำตอบด้วยตัวเอง จนลืมไปว่ามีใครอีกหลายคนพร้อมจะซัพพอร์ตและรับฟังเราอยู่ เราสามารถพึ่งพิงพวกเขาได้นะ

5. ปลดปล่อยอารมณ์ในใจ : หัวใจก็ไม่ต่างจากร่างกาย เรารับอะไรเข้ามาแล้วก็ต้องขับของเสีย ของไม่มีประโยชน์ออกไป อารมณ์อะไรที่ไม่ healthy ไม่ดีกับใจ ต้องถูกกำจัด! ไม่ว่าจะร้องไห้ ระบาย โวยวาย ก็ย่อมทำได้ เราควรมีช่วงเวลาบ้าๆ ให้ตัวเองได้ปลดปล่อยสิ่งที่มันค้างคาดูบ้าง แล้วใจเราจะเบาขึ้น

6. ทำบางอย่างด้วย passion เต็มร้อย : จะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็ไม่สำคัญ ขอแค่คุณมีแพชชั่นกับสิ่งนั้นเต็มร้อย ลองทุ่มลงไปทั้งใจ แล้วคุณจะรู้สึกดีกับตัวเองเมื่อเห็นมันเป็นรูปเป็นร่าง ไม่จำเป็นต้องได้อะไรกลับมาเป็นรูปธรรมหรือเป็นเงินทอง แต่ความภูมิใจนี่แหละที่ช่วยเติมพลังได้ดีที่สุดเลย

ทุกการเดินทางไม่ได้ใช้แค่แรงกาย แต่ใจเรานี่แหละที่จะขับเคลื่อนทุกอย่าง ทุกความตั้งใจ เคล็บลับง่ายๆ แบบนี้คงไม่ยากเกินไป ถ้าเราจะหันกลับมาดูแลใจให้แข็งแรงกันนะ อูก้ายังอยู่ตรงนี้และยินดีช่วยคุณในเรื่องของใจเสมอ ในเวลาที่คุณต้องการใครสักคนอย่าลืมคิดถึงอูก้าเป็นคนแรก

อ้างอิงจาก

https://www.mhanational.org/taking-good-care-yourself

blog.thefabulous.co

Read More
สัตว์เลี้ยงเยียวยาใจเราได้ จิตวิทยา

OOCAknowledge: เหงาๆสิ้นปี ขอบคุณน้องที่ช่วยเยียวยาใจ ของเราด้วยนะ

มีอยู่จริงนะ เพื่อนที่มองตาแล้วรู้ใจ เขาอาจจะไม่ได้มาในรูปแบบคน แต่เป็น “สัตว์เลี้ยง” น่ารักของเรานั่นเอง เคยสังเกตไหมว่าเวลาเราพูดอะไร ทำไมน้องถึงดูเข้าใจเรา อย่างวันที่เราแฮปปี้น้องก็ดูจะคึกมากๆ แต่ในวันที่เราเศร้าน้องก็หงอยไปด้วย ความรู้สึกที่เชื่อมโยงกันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก เพราะสัตว์เลี้ยงและเจ้าของมีสายสัมพันธ์ต่อกันจริงๆ

งานวิจัยมากมายยืนยันว่าการมีสัตว์เลี้ยงส่งผลดีต่อการเติบโตของคนเรา Professor William Chopik บอกว่า “เมื่อมนุษย์เจอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆในชีวิต ลักษณะบุคลิกภาพอาจจะเปลี่ยนไปด้วย เราพบว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นกับสุนัขเช่นกันและอยู่ในระดับที่มากจนน่าตกใจ ซึ่งเราคาดหวังว่าบุคลิกของสุนัขจะค่อนข้างคงที่เพราะพวกมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบสัตว์ป่า แต่จริงๆแล้วมันเปลี่ยนไปมากและมีความคล้ายคลึงกับเจ้าของของมัน”

ข้อดีของการมีสัตว์เลี้ยง คือ ช่วยให้สุขภาพหัวใจดีขึ้น ช่วยลดอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและช่วยลดความเครียด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสัตว์เลี้ยงต้องการการออกกำลังกายเป็นประจำ ทำให้เป็นกิจกรรมที่มักทำร่วมกับเจ้าของ ที่สำคัญเลยคือช่วยซัพพอร์ตด้านอารมณ์ ในบางครั้งที่เราไม่อยากติดต่อกับโลกภายนอก สัตว์เลี้ยงทำให้เรารู้สึกว่ายังมีสายสัมพันธ์กับสิ่งอื่นนอกจากตัวเอง

เวลาที่เราล้มลงหรือรู้สึกกังวลกับการเผชิญโลกภายนอก รู้ไหมว่าสัตว์เลี้ยงมีบทบาทอย่างมากในการดึงเรากลับมา มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับการที่สุนัขช่วยคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ในต่างประเทศมีสุนัขหลายสายพันธุ์ที่นิยมถูกฝึกให้เป็นสัตว์เลี้ยงบำบัดคอยช่วยดูแลจิตใจ เพราะคนที่ป่วยใจมักหลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกและความเจ็บปวดทั้งหลาย สุนัขช่วยทำลายวงจรนั้นได้ด้วยการมอบความเป็นเพื่อนที่ปลอบโยนและความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าของ

การศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและสัตว์เลี้ยงบำบัด ได้ผลสรุปว่าคนที่เป็นซึมเศร้าแต่มีสัตว์เลี้ยงจะมีอาการดีขึ้นและมีอัตราการตอบสนองต่อการรักษาสูงกว่าคนที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง ลึกๆ แล้วคนที่มีปัญหาทางใจอาจต้องการที่พึ่งและคนที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน ซึ่งการอยู่กับสัตว์เลี้ยงสามารถทำให้รู้สึกว่าเป็นตัวเองได้ อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนได้รับความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข นอกจากนี้เจ้าของยังผูกมิตรกับคนอื่นๆ ได้ผ่านความสนใจร่วมกัน อย่างเวลาเจอคนที่เป็นทาสแมวเหมือนกันก็ถือเป็นการหาพื้นที่สบายใจใหม่ๆ และเป็นมุมที่รู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ตรงนั้น

ที่ผ่านมาเราอาจไม่ทันสังเกตว่าคนที่อยู่เคียงข้างเราในทุกช่วงเวลาก็คือสัตว์เลี้ยงนี่แหละ สำหรับบางคนสัตว์เลี้ยงอาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ความท้าทายของเจ้าของคือการเข้าใจถึงขอบเขตระหว่างความต้องการของเราเองและความต้องการของน้องๆ ที่เรารัก ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่ต้องรักและดูแลใส่ใจซึ่งกันและกัน หากเห็นคุณค่าของอีกฝ่ายก็จะนำไปสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขมากขึ้นทั้งเราและสัตว์เลี้ยง

ปลายปีอาจเป็นช่วงที่เราเหงาเป็นพิเศษ แต่น้องหมาน้องแมวหรือสัตว์แสนรักก็ยังอยู่ข้างๆ เรา อย่าลืมขอบคุณกันและกันที่ผ่านปีนี้มาได้ กอดตัวเองแล้วอย่าลืมหันไปกอดน้องให้แน่นๆเลยนะ

อูก้าเป็นอีกหนึ่งคนที่พร้อมจะอยู่ข้างๆ และรับฟังคุณ ไม่ว่าจะสุขเศร้าหรือเหงาใจ ทุกปัญหาเรายินดีให้คำปรึกษาเสมอ ทักมาพูดคุยกับพี่ๆ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้นะคะ

อ้างอิงจาก

https://www.rover.com/blog/service-dogs-depression-anxiety/

https://www.psychologytoday.com/us/blog/lets-reconnect/201812/3-ways-your-pet-can-heal-your-mind-and-body

https://www.earth.com/news/dogs-adopt-same-personality-owners/

Read More
PTSD คืออะไร

OOCAknowledge: PTSD ฝันร้ายจากเหตุการณ์รุนแรง

PTSD ฝันร้ายจากเหตุการณ์รุนแรง

ช่วงนี้เหตุการณ์บ้านเมืองที่ดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ภาพที่นำเสนอตามสื่อโซเชียลอาจทำให้เราได้รับผลกระทบทางใจ เครียด หวาดกลัวไปจนถึงมีภาวะซึมเศร้า แม้เวลาจะผ่านไปแล้วแต่เรายังรู้สึกเหมือนติดอยู่ในนั้น คล้ายภาพที่ฉายวนซ้ำๆ #โดยที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้เลย

ความรุนแรงที่เข้ามากระทบใจแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นสงคราม เหตุจลาจลภัยพิบัติ ถูกทำร้าย ประสบอุบัติเหตุ หรือแม้แต่สูญเสียคนรัก #ความรู้สึกหวาดกลัวและความทรงจำที่ตามหลอกหลอน อาจทำให้เกิดโรคทางใจได้ นั่นคือโรค “Post Traumatic Stress Disorder” (PTSD) โดยระยะเริ่มต้นเรียกว่า “Acute Stress Disorder” (ASD) หรือโรคเครียดเฉียบพลัน

ที่เราต้องสนใจ PTSD ก็เพราะโรคนี้พบมากในคนที่เจอกับเหตุการณ์กระทบใจมากๆ เช่น เห็นคนถูกทำร้าย คุมขังหรือเห็นคนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา ซึ่งเป็นความรุนแรงที่เกินกว่าจะรับได้ ไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์โดยตรงและโดยอ้อมก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรค PTSD ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่ออารมณ์และการใช้ชีวิตทั่วไป

ภาพ flash back ที่วนกลับมาเหมือนฝันร้าย มีอาการเห็นภาพหลอน วิตกกังวล ตื่นกลัว อาจแสดงออกทางร่างกาย เช่น มือสั่น หน้ามืด หัวใจเต้นเร็ว ทำให้ไม่มีความสุข มองโลกในแง่ร้าย รู้สึกแปลกแยก พยายามหลีกเลี่ยงเหตุการณ์หรือสิ่งเร้าบางอย่างที่เชื่อมโยงหรือสื่อถึงเหตุการณ์นั้น

ดังนั้นเราต้องคอยสังเกตตัวเองด้วยนะว่าใจเรายังไหวหรือเปล่า หากเสพข่าวจนเกิดความเครียด นอนไม่หลับ จิตตก เราต้องมีวิธีผ่อนคลายและพาตัวเองออกจากความรู้สึกเหล่านั้น

คนข้างๆ มีส่วนช่วยอย่างมากให้การพาคนที่เจอเหตุการณ์เลวร้ายออกไปจากความรู้สึกที่ถูกบั่นทอน โดยโอบกอดเขาไว้ด้วยการกระทำและคำพูดที่เข้าใจ อย่าโกรธหรือเสียใจหากเขาไม่สามารถลืมภาพที่เหมือนฝันร้ายนั้น แต่พยายามช่วยให้เขารับมือและอยู่กับมันได้

เพียงบอกกับเขาว่า…

เธอเก่งมากที่รับมือกับมันมาได้

เราจะอยู่ตรงนี้และคอยรับฟังนะ

อย่าโทษตัวเองเลยนะ เธอทำดีที่สุดแล้ว

อูก้าอยากให้กำลังใจทุกคนที่ผ่านพ้นจากเหตุการณ์ร้ายๆ มาได้ การมีอยู่ของคุณเป็นเรื่องที่ดีที่สุด #ได้โปรดอย่ารู้สึกโทษตัวเองที่สูญเสียใครคนอื่นไป อูก้าจะอยู่ข้างคุณๆ เสมอ

Read More