มารู้จักกับ Platonic Love ‘ชาย-หญิง เป็นเพื่อนกันไม่ได้’ จริงหรอ?

“สองคนนี้ตัวติดกันอีกแล้ว เป็นแฟนกันก็บอก”

“พวกแกคบกันอยู่สิท่า”

เสียงแซวขำขันที่ไม่ได้ทำให้คนฟังตลกไปด้วย เมื่อคำว่า “เพื่อน” มักถูกใช้ในการกลบเกลื่อนความสัมพันธ์แสนครุมเครือจนทำให้หลายคนอดจะจินตนาการไม่ได้ว่า ‘จะต้องเป็นอะไรมากกว่านั้น’ ยิ่งเมื่อเรายืนกรานว่า “เป็นแค่เพื่อนกัน” ก็ยิ่งเหมือนราดน้ำมันบนกองไฟ ให้ยิ่งจ้องจับติดคิดหาพิรุธในความสัมพันธ์ เสียงแซวที่ควรจะขำขันจึงกลายเป็นการสร้างบรรยากาศที่อึดอัดหรือกำแพงบางอย่างระหว่างเรากับเพื่อนสนิท บ่อยเข้าก็ทำให้เราไม่สามารถสนิทใจกับเพื่อนคนนั้นได้เหมือนเดิม เพราะไม่อยากถูกคนอื่นเข้าใจผิดคิดไปไกล 😔

หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้นเมื่อเรามีเพื่อนสนิทต่างเพศ คำพูดแฝงค่านิยมบางประการที่ยังฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรม เช่น ‘ผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก’ ‘สนิทกันอย่างนี้เสียตัวไปแล้วสิ’ หรือบางทีหากเรามีเพื่อนเป็น LGBTQ+ ก็มักจะมีเสียงแว่วว่า ‘ระวังโดน…นะ’ มาคอยรบกวนจิตใจอยู่เสมอ สุดท้ายคำพูดเหล่านั้นมักจะนำไปสู่ข่าวลือไม่น่าภิรมย์มากมาย โหมกระพือเกิดเป็นความเสื่อมเสียทั้งเราและเพื่อนสนิท จนหลายคู่กลายเป็นมองหน้ากันไม่ติดไปเลยก็มี

หรือเพราะสังคมนี้ยังไม่รู้จัก “Platonic Love” ? ✨

เมื่อเราพูดถึงคำว่า “ความรัก” คนก็มักจะนึกถึงความรักโรแมนติก การคบหากันเป็นคู่รัก คู่แต่งงาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในสื่อกระแสหลัก แนวความรักโรแมนติก-คอมเมดี (Romantic Comedy) หรือที่เรารู้จักกันว่า ‘รอมคอม’ เป็นแนวทางการสร้างภาพยนตร์ ซีรี่ย์ หรืออนิเมชันที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทำให้เรามักคุ้นชินกับภาพชาย-หญิงต้องคู่กันฉัน ‘คนรัก’ และหลาย ๆ ครั้งความสัมพันธ์เหล่านั้นก็มักจะเริ่มมาจากคำว่า “เพื่อน”

ความจริงแล้วบนโลกนี้ยังมีความรักอีกหลายรูปแบบ มากเสียจนมนุษย์อาจจะตั้งชื่อให้ไม่หมดเสียด้วยซ้ำ และหนึ่งในนั้นคือความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “เพื่อนแท้” หรือ “Platonic Love” มีที่มามาจากชื่อนักปรัชญาชาวกรีก คนเด่นคนดังอย่าง ‘เพลโต’ (Plato) 🌟

‘Platonic Love’ หากแปลให้ตรงตัวแล้วจะหมายถึง “ความรักบริสุทธิ์” ซึ่งความหมายของความรักบริสุทธิ์ในปัจจุบันกับในยุคสมัยของเพลโตอาจจะแตกต่างกันสักหน่อย แต่ส่วนที่สำคัญยังคงอยู่ไม่ไปไหน นั่นคือ “ความรักบริสุทธิ์” เป็นความสัมพันธ์ที่จะดึง ‘ตัวตนที่ดีที่สุด’ ของเราออกมานั่นเอง ก็เหมือนกันกับ “เพื่อนแท้” ที่จะคอยอยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจ คนที่หัวเราะ ร้องไห้ โกรธให้กับเรื่องของเรา เป็นคนที่คอยเตือนเราอย่างจริงใจยามเห็นอันตรายของทางที่เรากำลังจะเลือกเดิน และยังเป็นคนที่จับมือเราไว้ในตอนที่เจ็บปวดจากการตัดสินใจของตัวเอง และแน่นอนว่า “ความรักบริสุทธิ์” นี้ไม่มีเพศ เป็นเพียงความรู้สึกที่คนคนหนึ่งจะสามารถมีให้กับมนุษย์อีกคนหนึ่งได้ก็เท่านั้น

🤔 ความรักบริสุทธิ์…ต้อง “บริสุทธิ์” สักแค่ไหน ?

ความรักเป็นความรู้สึกงดงาม และตัวมันเองไม่มีเส้นแบ่งหรือเกณฑ์ตายตัวที่จะมาบอกว่ารู้สึกอย่างนี้สิเรียกว่ารักแบบเพื่อน ความรู้สึกแบบนี้คือรักแบบครอบครัว เพราะสุดท้ายแล้วคนหนึ่งคนอาจจะเป็นได้ทั้งเพื่อน คนรัก และครอบครัวเลยก็ได้

แม้ว่าความรู้สึกจะวัดค่าไม่ได้ว่ามากหรือน้อยเพียงใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระดับของความรู้สึกมักจะขึ้นอยู่กับ “การกระทำ” หรือพฤติกรรมที่คนสองคนตอบโต้กัน การกระทำใดการกระทำหนึ่ง เช่น การหึงหวง การดูแลแบบถึงเนื้อถึงตัวจนเกินไป การลูบหัวที่มักจะทำให้ใครหลายคนต้องใจสั่น อาจทำให้เกิดความรู้สึก ‘มากกว่าเพื่อน’ เข้ามาแทรกกลางความสัมพันธ์นั้นก็ได้ เราจึงมักจะเห็นการพัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนไปเป็นคนรักอยู่บ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “เพื่อน” จะจบลงที่คำว่า “คนรัก” เสมอไป ทุกความสัมพันธ์มี “ขอบเขต” (Bounderies) ที่คนในความสัมพันธ์ยอมรับได้และไม่ได้อยู่เสมอ การล้ำเส้นขอบเขตที่ถูกวางไว้โดยที่อีกฝ่ายไม่พร้อมหรือไม่เต็มใจอาจจะนำมาสู่ตอนจบของความสัมพันธ์อย่างน่าเสียดาย หลายคนเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของเส้นแบ่งนี้ดี จึงเลือกที่จะไม่ทำการกระทำบางอย่างที่เสี่ยงให้เกิดบรรยากาศที่เปลี่ยนไปในความสัมพันธ์

แม้ความสัมพันธ์จะมีขอบเขตที่ชัดเจน แต่ความรู้สึกก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ทำให้หลายคนหลุดเข้าไปติดอยู่ใน ‘Friend Zone’ โดยที่ไม่รู้ตัว ถึงอย่างนั้นความสบายใจของทั้งสองฝ่ายในความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นคงอยู่ เดินหน้าต่อ หรือจบลง การพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อกำหนดขอบเขตและเคารพการตัดสินใจของกันและกันจึงจำเป็นกว่าสิ่งอื่นใด

หากเพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังสับสนกับความรู้สึกที่มีอยู่หรือกำลังทรมานจากความสัมพันธ์ที่แสนครุมเครือจนเดินต่อไปไม่ได้สักที รวมถึงคนที่กำลังเผชิญกับเสียงและสายตาจากคนรอบข้างที่คอยทิ่มแทงให้ใจบอบช้ำ อูก้าจะคอยอยู่ตรงนี้ เป็นเพื่อนอีกหนึ่งคนที่จะคอยรับฟังความสับสนและเจ็บปวดที่เข้ามาทำให้ใจของทุกคนหนักอึ้ง สามารถติดต่อมาหาเราได้เสมอเลยนะ 💚

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/platonicloveblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิง

https://www.verywellmind.com/what-is-a-platonic-relationship-5185281

https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-empowerment-diary/201802/the-secret-platonic-relationships

https://thematter.co/science-tech/can-men-and-women-be-just-friends/6582

https://www.regain.us/advice/general/the-definition-of-a-platonic-relationship-and-what-the-opposite-is/

Read More

ทำไมเราจึงเปิดใจให้เพื่อนใหม่ได้ยาก เมื่อเคยถูกเพื่อนหักหลัง

เคยไหมที่เรารู้สึกว่าอยากลองเปิดใจให้เพื่อนใหม่ดู แต่ก็ไม่กล้าเพราะเคยถูกเพื่อนหักหลังมาก่อนจนไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีกเลย สุดท้ายก็เลือกที่จะสร้างกำแพงและไม่ยอมสนิทกับคนอื่นง่าย ๆ เพราะกลัวตัวเองต้องเจ็บปวดเหมือนที่เคยผ่านมา 💔

ทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก แม้กระทั่งเพื่อนก็ตามล้วนมีความเชื่อใจเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ แต่ถ้าหากว่าความเชื่อใจของเราถูกทำลายลง ไม่ว่าจะด้วยการที่เพื่อนพูดถึงเราในทางที่ไม่ดีลับหลัง การที่เพื่อนเอาความลับที่เราเล่าให้ฟังไปบอกคนอื่น หรือการมีปัญหากับเพื่อนในรูปแบบอื่น ๆ ก็สร้างความเจ็บปวดให้กับเราเป็นอย่างมากจนอาจจะกลายเป็นบาดแผลทางใจเลยก็ว่าได้ พอมีความสัมพันธ์ใหม่เข้ามาแล้วอยากลองเปิดใจให้เพื่อนใหม่สักคนก็ดันกลัวว่าจะลงอีหรอบเดิมซะงั้น เป็นเพราะอะไรกัน ?

เราอาจจะเคยเห็นทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Attachment Theory” กันผ่าน ๆ มาบ้าง โดย Bartholomew และ Horowitz (1991) ได้แบ่งความผูกพันในความสัมพันธ์ออกเป็น 4 แบบ ได้แก่

  • ความผูกพันแบบมั่นคง (Secure Attachment)
  • ความผูกพันแบบหมกมุ่น (Preoccupied Attachment)
  • ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงเชิงปฏิเสธ (Dismissing Avoidant Attachment)
  • ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงเชิงหวาดกลัว (Fearful Avoidant Attachment)

ทฤษฎีทางจิตวิทยานี้อธิบายเหตุผลของคนที่เคยถูกเพื่อนหักหลังแล้วไม่กล้าเปิดใจให้กับเพื่อนใหม่ไว้ว่าอย่างไรบ้าง?

เมื่อต้องเริ่มต้นความสัมพันธ์หรือเปิดใจให้กับเพื่อนใหม่สักคน เราจะเกิดความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงเชิงหวาดกลัว (Fearful Avoidant Attachment) กล่าวคือ เราจะรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเพราะมักจะมองตัวเองและคนอื่นในเชิงลบเสมอ คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ อีกทั้งยังคิดว่าคนอื่นไม่ชอบตัวเอง ไม่น่าไว้วางใจ เข้าหาตัวเองเพื่อผลประโยชน์ และคอยเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตไปในแง่ร้ายเสมอ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับเพื่อนมาก่อน เราเลยเลือกที่จะสร้างกลไกการป้องกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยง จะได้ไม่ต้องมาวิตกกังวลกับความสัมพันธ์ว่าอีกฝ่ายจะทำไม่ดีกับเราเหมือนคนก่อน

ถึงแม้ว่าการหลีกเลี่ยงจะช่วยให้หายวิตกกังวลกับความสัมพันธ์ก็จริง แต่มันก็ทำให้เราเผลอปล่อยโอกาสของตัวเองที่จะรับเพื่อนใหม่เข้ามาในชีวิตและไม่ได้พบเจอกับความสัมพันธ์ใหม่จากเพื่อนใหม่ จนในท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ในระยะยาวได้สักที

เราจะสามารถกลับไปเปิดใจให้เพื่อนใหม่ได้อย่างไร?

อย่างที่รู้กันว่าทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้ ถึงแม้ว่ารอบตัวของเราจะรายล้อมไปด้วยเพื่อนที่ดีแค่ไหน แต่บางครั้งเราก็ต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเพื่อนอยู่ดี เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์แล้วก็ย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ การให้เวลาซึ่งกันและกันจึงมีความสำคัญ เมื่อเราไม่มั่นใจกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ ลองเริ่มเปิดใจให้พวกเขาจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ยังไม่ต้องเป็นส่วนตัวมาก เช่น การพูดคุยกันถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ทั่วไปของกันและกัน พยายามเข้าใจเขาแล้วก็ต้องเข้าใจตัวเองด้วย ค่อย ๆ ทลายกำแพงที่สร้างไว้ลงทีละเล็กทีละน้อย และปล่อยให้เวลาได้พิสูจน์ว่าเราสามารถเปิดใจให้พวกเขาอย่างเต็มที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การเปิดใจให้เพื่อนใหม่จะเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้นหากเรายอมรับและเห็นคุณค่าของตัวเอง ลองพยายามมองตัวเองในด้านดีบ่อย ๆ ปล่อยให้ความเจ็บปวดในอดีตเป็นประสบการณ์ทางความรู้สึกที่สอนให้เราเข้าใจตัวเองหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิม และคิดไว้เสมอว่า “เราดีพอที่จะมีเพื่อนคอยอยู่เคียงข้าง”

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่และต่อสู้กับความกลัวของตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน เราก็จะขอเป็นเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างและรับฟังทุกปัญหาของคุณเสมอ 💙

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/34yM
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Social Pro: https://bit.ly/3yllmfN

Social Pro: https://bit.ly/36arP1h

Simply Psychology: https://bit.ly/3heIFlG

Psychology Today: https://bit.ly/2UiIVqW

PSYCHOLOGIST WORLD: https://bit.ly/2V8r4n5

Read More

‘Binge Eating’ กินไม่หยุด น้ำหนักก็ฉุดไม่อยู่ นี่เราแค่หิวหรือกำลังป่วย ?

ทำไมหิวอีกแล้ว ดึก ๆ ต้องลุกมาเปิดตู้เย็นตลอด 😂

วันนี้ยังไม่ได้กินชานมไข่มุกรู้สึกหงุดหงิดเหมือนต้องการน้ำตาล

ทำไมน้ำหนักเพิ่มขึ้นเยอะกว่าปกติ นี่ไม่ใช่แค่โลฯ สองโลฯ แล้ว

มีแต่คนทักว่าอ้วนขึ้นจนนอยด์ แต่กลับหยุดกินไม่ได้เลย 😥

นี่เราหิว เราเครียด หรือเรากำลังป่วยเป็นโรคกันแน่ ?

เราเคยพูดถึงโรคความผิดปกติด้านการกิน หรือ Eating Disorders (ED) กันไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีลักษณะคือหมกมุ่นและกังวลกับน้ำหนักตัว จนส่งผลต่อพฤติกรรมการกินและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก อาจรู้สึกอยากผอม (Drive for thinness) หรือกลัวอ้วน (Fear of Fat) คือการที่เราเชื่อมโยงความอ้วนกับความรู้สึกเชิงลบ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

🥯 Anorexia Nervosa ภาวะไร้ความอยากอาหาร หรือคนที่เข้มงวดกับการกินจนกลายเป็นอดอาหาร

🥯 Bulimia Nervosa ภาวะความอยากอาหารมากผิดปกติ แต่มักรู้สึกผิดหลังจากกินไปเลยพยายามเอาออก

🥯 Binge eating Disorder ภาวะกินอาหารปริมาณมากจนผิดปกติ ควบคุมตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน ไม่สนใจจะลดน้ำหนัก

🥯 Eating Disorder Not Otherwise Specified (EDNOS) ระบุไม่ได้

เราคุ้นเคยกับ Anorexia และ Bulimia แต่ใครจะรู้ว่าทุกวันนี้มีคนจำนวนมากกำลังเป็นโรค Binge eating disorder โรงพยาบาลรามาธิบดีได้อธิบายอาการของโรคนี้ว่าเป็นโรคที่มีการรับประทานอาหารเป็นปริมาณมาก ๆ ผิดปกติ ซ้ำ ๆ หลายครั้งโดยควบคุมไม่ได้และไม่มีการใช้พฤติกรรมลดน้ำหนักทดแทนเลย อย่างการล้วงคอ อดอาหาร ใช้ยา หรือ ออกกําลังกายอย่างหนัก ต่างจากที่พบในโรค Bulimia nervosa หรือ Anorexia nervosa

ที่สำคัญคือผู้ที่มีอาการมักจะมีพฤติกรรมกินอาหารปริมาณมากทั้งที่ไม่หิว เพราะยากที่จะระบุว่าตนเองหิวหรืออิ่ม ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็วในระยะเวลาสั้น ๆ  และอาจอ้วนตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนใหญ่พบร่วมกับภาวะอ้วน (obesity) และภาวะน้ำหนักเกิน (over weight) โดยพบว่าผู้ที่เป็น Binge eating จะมีน้ำหนักในช่วงที่คงที่มากกว่าในคนอ้วนปกติที่ไม่มีพฤติกรรม Binge eating

ในสมัยก่อนมีผู้ป่วยที่ต้องการรักษาภาวะ Binge eating แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องเพราะผู้รักษาเน้นแต่โรค Anorexia และ Bulimia ซึ่ง Binge eating  ไม่เข้าข่ายทั้งสองอย่าง ทำให้ไม่มีแนวทางการรักษาที่เหมาะสม สิ่งที่ต้องระวังคือการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) เนื่องจากผู้ป่วยมักไวต่อความรู้สึกเชิงลบ สูญเสียความมั่นใจเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น

ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจาก 1. ปัจจัยทางชีวภาพ (Biological factor) อย่างพันธุกรรมหรือสารเคมีในร่างกาย 2. ปัจจัยทางจิตวิทยา (Psychological factor) เช่นการเลี้ยงดูที่เหมาะสม บุคลิกภาพที่คิดลบ ภาวะซึมเศร้า low self-esteem เป็นต้น หลายคนทุกข์ทรมาณจากภาวะทางใจ เป็นโรคเครียด ซึมเศร้า ไบโพลาร์ ภาวะป่วยทางใจจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-traumatic Stress Disorder) ก็อาจพบโรค Binge eating Disorder ร่วมด้วยได้

🚨 อาการที่พบบ่อยของโรคนี้ ได้แก่ 🚨

☑️ ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการกินได้

☑️ ทานอาหารมากจนถึงจุดที่ไม่สบายตัวหรือรู้สึกทรมาน

☑️ ทานอาหารได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกอิ่ม

☑️ น้ำหนักตัวขึ้นลงไม่คงที่

☑️ รู้สึกผิดหรือรังเกียจตัวเองหลังจากทานอาหารปริมาณมาก

☑️ มีการซุกซ่อนอาหารไว้รอบ ๆ

☑️ ชอบรับประทานอาหารในช่วงดึก กินจุกจิกบ่อย ๆ

☑️ มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือวิตกกังวล

☑️ ความมั่นใจลดลงผิดปกติ รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง

☑️ ส่งผลต่อพฤติกรรมทางเพศ

สำหรับการรักษานั้นนอกจากจะใช้ยาเพื่อปรับสภาพร่างการแล้ว การรักษาทางจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน จึงควรใช้วิธีนี้ควบคู่ไปด้วย อย่างแรกคือการรักษาแบบ Cognitive behavioral therapy (CBT) เน้นปรับเปลี่ยนที่แนวคิดและพฤติกรรม ในที่นี้ก็คือพฤติกรรมการกินโดยพยายามลดความถี่ของการ Binge eating ลดการกินอาหารที่พลังงานสูง ปรับการมองภาพลักษณตนเอง (Self-image)

อย่างที่สองคือ Individual Psychotherapy โดยใช้การรักษาแบบ psycho-dynamically oriented ที่จัดการ กับปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตใจขณะนั้น ซึ่งมันใช้วิธีรักษานี้ร่วมกับ CBT เช่น หากพบภาวะซึมเศร้าก็รักษาที่อาการซึมเศร้า และจัดการความขัดแย้งในจิตใจของตนเอง หาสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างและหาแหล่งสนับสนุนทางใจที่จะช่วยพวกเขาได้

ถ้าภาวะการกินของเราเริ่มเปลี่ยนไป อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าใจเรากำลังเป็นกังวล ลองสังเกตตัวเองว่าการกินและการนอนของเรายังปกติอยู่ไหม ถ้าไม่แน่ใจสามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าได้เสมอ เรายินดีรับฟังทุกปัญหา ช่วยคุณดูแลทั้งสุขภาพกายและใจให้พร้อมใช้ชีวิตอย่างมีความสุข 🙂

#OOCAknowledge

—————————————————
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/bingeeatingblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca
.
.
#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.springnews.co.th/news/810881

https://www.pobpad.com/binge-eating-disorder

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/psychiatristknowledge/generalpsychiatrist/06132015-1342

Read More

“กะเทย = คนตลก” เป็นตัวตนตามธรรมชาติหรือสังคมเรายึดติดคิดไปเอง

“มีคนบอกว่าฉันนิสัยเหมือนกะเทย เพราะฉันตลก” นี่คือประโยคที่เพื่อนมาเล่าให้เราฟัง มันบอกว่าไม่ได้รู้สึกดีหรือไม่ดีกับคำพูดนั้น แต่พวกเรากลับรู้สึกว่าน่าสนใจมากกว่า จนต้องมานั่งคิดกันต่อว่า แล้วตุ๊ดหรือกะเทยต้องมีนิสัยยังไง ? ในเมื่อพวกเขาก็คือมนุษย์ที่มีความหลากหลาย มีนิสัยแตกต่างกันเหมือนกับคนอื่น แต่ทำไมจึงเป็นกลุ่มที่มักถูกมองในลักษณะเหมารวม (Stereotype) แทบจะตลอดเวลา 🙄

ความลำบากใจของเพื่อนที่เป็นตุ๊ด กะเทยหรือ LGBTQ+ ที่เคยได้ฟังมา บ่อยครั้งจะเกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่คนยึดติด ยกตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนใจเย็นมาก เรียบร้อยและพูดจาสุภาพ บอกว่าอึดอัดเพราะที่ทำงานชอบบังคับให้ออกไปเต้นหรือโชว์เวลามีงานเลี้ยงหรือทำอะไรตลก ๆ เพียงเพราะว่าเป็น “ตุ๊ด” ทุกคนเลยคิดว่าน่าจะเก่งเรื่องกิจกรรมรื่นเริง แถมหลายคนยังชมในเชิงว่า “เป็นตุ๊ดที่เรียบร้อยจัง ปกติเจอแต่แนวโวยวายเสียงดัง” เพื่อนเราก็สงสัยเช่นกันว่า ทุกคนมีนิสัยแตกต่างกันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ ?

ลักษณะนิสัย (traits) ที่แสดงออกก็มาจากบุคลิกภาพ (Personality) หรือตัวตนที่เราสร้างมาตั้งแต่วัยเด็ก Erik Erikson นักจิตวิทยาได้อธิบายทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิตออกเป็น 8 ขั้น ซึ่งเริ่มพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเราเจอกับปัญหาหรือความขัดแย้งบางอย่างแล้วสามารถเอาชนะมันได้ก็ถือว่าเราพัฒนาและเติบโตขึ้นไปอีกขั้น เพราะฉะนั้นตัวตนของเรามักเริ่มจากการสร้างความผูกพัน (attachment) ระหว่างเรากับผู้ที่เลี้ยงดู หลอมรวมกับการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกและประสบการณ์ที่ได้รับ

ขั้นที่เด่นชัดว่าเชื่อมโยงกับการสร้างตัวตนก็คือขั้นที่ 2 ตัวของตัวเอง vs ความรู้สึกสงสัยในตัวเอง (Autonomy vs Shame and Doubt) ในวัย 1 ขวบครึ่งถึง 3 ปี พวกเขาจะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบสำรวจสิ่งต่าง ๆ การเปิดโอกาสให้เด็กได้มีอิสระในการเรียนรู้จึงสำคัญมาก ๆ แต่ถ้าถูกควบคุมมากเกินไปหรือปล่อยปะละเลยก็จะเกิดความสงสัยและละอายในตนเอง 😓

หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็จะพัฒนาขั้นที่ 5 ในเรื่องของเอกลักษณ์ vs ความสับสนในบทบาท (Identity vs Role confusion) นั่นคือจุดที่หลายคนเริ่มสงสัยว่า “ฉันเป็นใคร” มีการวาดภาพชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายคือค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง เรามีอะไรที่พิเศษแตกต่างจากคนอื่น จุดแข็งและความสามารถของเราจะเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้เราเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) แต่ถ้าเราไม่ได้คำตอบก็อาจจะรู้สึกสับสน ว่างเปล่า ไปจนถึงซึมเศร้าได้

สิ่งใดที่ทำแล้วได้รับความรัก การเติมเต็มหรือถูกมองเป็นคนสำคัญ เราก็มีแนวโน้มจะทำสิ่งนั้นมากขึ้น ไม่ต่างอะไรจากการถูกเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) อารมณ์ขัน (Sense of humor) ก็เป็นหนึ่งในนิสัยที่เรามักแสดงออกเพราะเป็นนิสัยส่วนหนึ่ง แต่หากมีคนเสริมแรงเรา เช่น หัวเราะตาม ชอบใจ หรือยอมรับเราในแง่ของความตลก เราก็มีแนวโน้มจะแสดงความตลกออกมาอีกเรื่อย ๆ ฉะนั้นการสร้างตัวตนของตุ๊ด กระเทยหรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศก็ไม่ได้ต่างกับคนทั่วไปเลย

เราอาจจะกำลังใช้สกีมา (Schemas) กับกลุ่ม LGBTQ+ เพียงเพราะความตลกโปกฮาเป็นนิสัยที่โดดเด่นและภาพจำของคนกลุ่มนี้ โดย ‘สกีมา’ เป็นรูปแบบความคิดที่เกิดจากความคาดหวังของเราเองทั้งนั้น โดยเชื่อว่าหากใครมีพฤติกรรมแบบหนึ่งก็จะมีพฤติกรรมหรือคุณสมบัติบางอย่างควบคู่กันไปด้วย และเมื่อสกีมาถูกนำไปใช้กับคนทั้งกลุ่มก็จะกลายเป็น stereotype นั่นเอง

เหมือนกับที่คนมองว่าเป็นนางงามต้องรักเด็ก เป็นกะเทยต้องตลก ส่วนหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยกว่าจะมาถึงจุดที่เปิดกว้างมากขนาดนี้ก็เพราะสื่อช่วยผลักดันให้เราเห็นหลากหลายแง่มุมของกลุ่มตุ๊ดหรือกะเทย แต่เพราะภาพความตลกที่ถูกนำเสนออยู่บ่อย ๆ ทำให้เราเคยชินกับ ‘สีสัน’ และเสียงหัวเราะที่พวกเขาสร้างเผลอมองข้ามตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาไป 🙃

ไม่เพียงแค่นั้น…ความตลกยังถูกนำมาเชื่อมโยงกับความสำเร็จเพราะการนำเสนอภาพความตลกทำให้หลายคนเป็นที่ยอมรับและได้รับความรักมากขึ้น เรามักจะเห็นตุ๊ดหรือกระเทยเป็นจุดศูนย์กลางของงานเลี้ยง เป็นคนสำคัญในกลุ่มเพื่อน หรือเป็นคนมีเอกลักษณ์ในที่ทำงาน แต่เบื้องหลังจริง ๆ คือความสามารถ ความพยายามและตั้งใจไม่แพ้ใคร ปัจจัยด้านอื่น ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กันและนิสัยตลกขบขันก็ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกอย่าง

ด้วยภาพในความคิดที่ถูกส่งต่อทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากมองตุ๊ดหรือกะเทยเป็นต้นแบบ (Model) เพราะเห็นได้ชัดว่าหากอยากเป็นที่ยอมรับ เป็นกลุ่ม LGBTQ+ ที่ประสบความสำเร็จฉันสามารถทำเหมือนเขาได้ หรือถ้าอยากเป็นที่รักของเพื่อน ๆ อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (in-group) เราก็ต้องมีความตลกแบบนั้นบ้าง มายาคติเหล่านี้จะไม่มีทางหายไปหากเรายังไม่เข้าใจว่ามนุษย์มีความเป็นปัจเจกบุคคล (Individual) และเราควรจะมองให้ลึกลงไปถึงคุณค่าภายในที่เขามี มากกว่าความเชื่อแบบผิวเผินที่สังคมคิดกันไปเอง

กะเทยต้องสวย ตุ๊ดต้องตลก…หรือมายาคติใด ๆ ก็ตามที่สั่งสมมา หวังว่าวันนี้เราจะได้ฉุกคิดกันเล็กน้อยถึงเรื่องของตัวตนและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เริ่มต้นที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย ให้พื้นที่แก่กันและกัน เพื่อให้ทุกคนได้มีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเอง อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมอบความอ่อนโยนให้โลกใบนี้ ถ้าอยากมีเพื่อนที่คอยรับฟังและช่วยดูแลสุขภาพใจ อย่าลืมนึกถึงอูก้าก่อนใครนะ ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge #ShareWithPride

—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/vtYL
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

หนังสือจิตวิทยาทั่วไป โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คัคนางค์ มณีศรี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Read More

I = intersex เมื่อโลกของ’ชาย-หญิง’ ไม่มีที่สำหรับฉัน

จะเป็นอย่างไรถ้าคำว่า “เพศ” เป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากและสำหรับบางคนก็อาจเป็นคำที่เจ็บปวด เราอยากพาทุกคนมารู้จักกับอินเตอร์เซ็กส์ (Intersex) หรือภาวะเพศกำกวม หากเราคิดว่าการพูดถึง LGBTQ+ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่งแล้ว ก็ยังมีกลุ่ม I – Intersex ที่ไม่สามารถระบุเพศที่ชัดเจนได้ พวกเขาอาจไม่ได้เป็นทั้งชายและหญิง โครงสร้างทางกายภาพ อวัยวะเพศ โครโมโซม รวมถึงฮอร์โมนมีความแตกต่างไปจากปกติ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเพศสภาพหรือรสนิยมทางเพศของพวกเขามีปัญหาแต่อย่างใด 😢

หากอธิบายในเชิงการแพทย์อินเตอร์เซ็กส์มีความซับซ้อนเพราะไม่มีรูปแบบตายตัว บางคนอาจจะเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศหญิง แต่ไม่มีมดลูกและรังไข่ หรือเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศชายแต่อวัยวะเพศคล้ายผู้หญิง เด็กบางคนมองจากภายนอกเหมือนจะมีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิง ทำให้แพทย์ต้องดูแลรักษาต่อไป

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งเหมารวมว่าพวกเขาเป็นคนมีสองเพศหรือไม่มีเพศ เพราะนอกจากเรื่องของสรีระร่างกาย ยังมีปัญหาอีกมากมายที่อินเตอร์เซ็กส์ต้องเผชิญ 😰

ย้อนกลับไปราว ๆ 50 ปีก่อนแพทย์มักรักษาอินเตอร์เซ็กส์ด้วยการ ‘ผ่าตัด’ เพื่อให้มีลักษณะเพศใดเพศหนึ่งอย่างชัดเจน อย่างเช่นการผ่าตัดตกแต่งอวัยเพศ โดยเชื่อว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ช่วยลดความกังวลของครอบครัวได้ แต่ใช่ว่าทุกเคสจะจบลงด้วยดี เนื่องจากเมื่อโตขึ้นอาจมีลักษณะบางอย่างที่ปรากฎชัดเจนขึ้น หรือเด็กก็มีอารมณ์ความรู้สึกเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ส่งผลให้พวกเขารู้สึกสับสน โดดเดี่ยวและขาดความมั่นใจได้ นำไปสู่ข้อถกเถียงว่า เป็นเรื่องที่ควรหรือไม่กับการเลือกเพศให้กับเด็กที่เป็นอินเเตอร์เซ็กส์ ?

มีกรณีศึกษามากมายที่เกิดการแทรกแซงทางการแพทย์ โดยเลือกให้เด็กเป็นเพศใดเพศหนึ่งจากลักษณะอวัยเพศที่มองเห็น แต่เมื่อโตขึ้นข้างในของเด็กคนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเป็นอีกเพศหนึ่ง เมื่อจิตใจสวนทางกับร่างกายและต้องใช้ชีวิตต่อไปแบบนั้น เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลัง “แตกสลาย” 😭

ในยุคหลัง ๆ จึงมีการเปิดโอกาสให้อินเตอร์เซ็กส์เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น เนื่องจากทุก ๆ อย่างมีผลต่อสุขภาพกายและสภาพจิตใจของพวกเขา ภาวะเพศกำกวมนั้นส่วนใหญ่ไม่มีความเจ็บป่วยร้ายแรงที่ต้องกังวล  แต่อาจต้องดูแลเรื่องของฮอร์โมนที่อาจส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม

สิ่งสำคัญคือ การสร้างความมั่นคงทางจิตใจ เป็นเรื่องยากที่อินเตอร์เซ็กส์จะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นได้อย่างเปิดเผยและเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับครอบครัวในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา กลับกันสิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร ? เราได้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เลือกความสุขให้กับตัวเองหรือเปล่า ?

ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่เข้าใจสิ่งที่คนเป็นอินเเตอร์เซ็กส์ต้องเผชิญ การตีตราในเรื่องเพศเป็นบาดแผลที่เจ็บปวด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องร้าย ๆ ที่ผ่านเข้ามาแล้วจะผ่านไป แต่เราต้องอยู่กับอคติและร่างกายที่เป็นตัวเราแบบนี้ หากสังคมกีดกันพวกเขาออกไปย่อมสร้างประสบการณ์ที่เลวร้ายให้กับคนที่กำลังต่อสู้อยู่อย่างแน่นอน

เมื่อเรารับรู้ว่า ‘เราแตกต่าง’ ธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการ ‘การยอมรับ’ และรักษาความเป็นพวกพ้อง อาจทำให้พวกเขาต้องสัมผัสกับความโดดเดี่ยวและสิ้นหวังที่ตัวเองไม่ได้เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ อย่างแท้จริง อีกทั้งในบางสังคมก็มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาได้ ดังนั้นการสนับสนุนทางจิตใจ (Psychological support) จึงสำคัญมาก รวมถึงในสังคมที่ควรเปิดกว้างและมีการให้ความรู้ในด้านนี้ เพราะถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เราเข้าใจและยอมรับความแตกต่างได้ 🌈

เพราะความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ (Human Diversity) นั้นไม่มีขอบเขต ไม่มีใครควรใช้ชีวิตอยู่ด้วยความอับอายหรือต้องกล่าวโทษตัวเองที่เป็นแบบนั้นแบบนี้ เพียงเพราะสังคมมีบรรทัดฐานอีกรูปแบบหนึ่ง อยากให้ทุกคนกลับมาดูแลใส่ใจตนเอง (Self-care) ความรักและการยอมรับจะทำให้เราผ่านประสบการณ์เหล่านี้ไปได้

เวลาที่เราสงสัยในตัวเองหรือไม่แน่ใจกับสิ่งที่เราเผชิญอยู่ ตลอดจนการตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก เป็นธรรมดาที่เราจะมองหาความช่วยเหลือ การพึ่งพาคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญ ครอบครัวหรือแพทย์ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและจำเป็นเพื่อให้เขาได้เลือกวางแผนอนาคต ไม่ว่าจะในแง่ของการใช้ชีวิต การรับรู้อัตลักษณ์ของตัวเอง การสร้างตัวตน บุคลิกภาพและพัฒนาการทางเพศ เมื่อเขามีส่วนร่วมก็จะเกิดการยอมรับในตัวตนของตัวเองมากขึ้นด้วย

ความกดดันให้เปลี่ยนแปลงในเรื่องเพศไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้จิตใจของพวกเขาย่ำแย่ลงและยิ่งทรมาน จะกี่ครั้งที่ต้องพูดคุยเรื่องเพศก็เป็นเรื่องอ่อนไหวเสมอ หากเราไม่รู้ทางไหนถูกต้องและเหมาะสม หรือจะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไร สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการไม่ตัดสินเขาจากค่านิยมส่วนตัวและอยู่เคียงข้างรับฟังอย่างเข้าใจ หลีกเลี่ยงคำพูดที่ตีตรา ล้อเลียนหรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพียงเท่านี้ก็สร้างกำลังใจเล็ก ๆ ให้พวกเขาได้แล้ว 🙂

ใครที่กำลังเป็นทุกข์หรือต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยเปิดใจ สามารถเข้ามาปรึกษาอูก้าได้ เรามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องราวของคุณ หากต้องการหาแนวทางเพื่อดูแลจิตใจคนในครอบครัวก็พูดคุยกับเราได้เช่นกันนะ 💙

#OOCAknowledge #PrideMonth


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/intersexblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://story.motherhood.co.th/intersex/

https://adaymagazine.com/intersex/

Read More
lgbtq

เพราะโลกนี้มีความหลากหลายมากกว่าชาย-หญิง

ด้วยโลกสมัยใหม่ที่เปิดกว้างขึ้นกว่าที่เคย คำกล่าวนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดขนบธรรมเนียมประเพณีอีกต่อไป เพราะคนรุ่นใหม่เรียนรู้ที่จะเปิดใจยอมรับความหลากหลายมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางอัตลักษณ์และตัวตนของบุคคลอื่นมากขึ้น ดังนั้นเรื่องของเพศจึงไม่ได้ถูกขีดกรอบจำกัดไว้แต่เพศกำเนิดแค่ “หญิง” หรือ “ชาย” เหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป แต่เรามีคำเรียกแทนตนและความหมายใหม่ ๆ ให้ใช้เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของคนแต่ละกลุ่ม หรืออย่างคำที่เราได้ยินบ่อยครั้งนั่นก็คือ “LGBTQ+” 🏳️‍🌈

“LGBTQ+” เป็นคำย่อที่ต่างประเทศใช้เรียกกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยคำนี้เป็นการรวมเอาตัวอักษรแรกของคำเรียกอัตลักษณ์ทางเพศของคนแต่ละกลุ่มมารวมกัน ตัวอักษร L G B T Q นั้นย่อมาจากคำว่า Lesbian Gay Bisexual Transgender และ Queer (บางที่อาจจะหมายถึง Questioning) โดย 4 ตัวอักษรแรกนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่ยุค 1990s ก่อนที่จะเพิ่มตัวอักษรอื่น ๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทุกเพศสภาพ ซึ่งแต่ละตัวอักษรนั้นหมายถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่ต่างกัน ดังนี้

Lesbian – นิยมใช้สื่อถึงเพศหญิงที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้กับเพศหญิงด้วยกัน ซึ่งบางคนอาจจะสบายใจที่จะใช้คำว่า “Gay” หรือ “Gay Woman” มากกว่า ก็สื่อได้เช่นกัน

Gay – นิยมใช้สื่อถึงเพศชายที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้แก่เพศชายด้วยกัน แต่โดยทั่วไปแล้วคำนี้สามารถใช้สื่อถึงเพศที่ชอบเพศเดียวกันกับตนได้ทั้งหมด (เช่น Gay Man, Gay Woman) แต่มักจะพบการใช้ถึง ชาย-ชาย มากกว่า

Bisexual – มักสื่อถึงบุคคลที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ ให้กับผู้ที่มีเพศเดียวกัน หรือผู้ที่มีเพศต่างจากตน

Transgender – ในขณะที่คำอื่นอาจจะบ่งบอกถึงความชอบของแต่ละคนในจิตใจ แต่คำนี้แตกต่างด้วยการสื่อถึง “รูปลักษณ์ภายนอก” คำนี้ให้ความหมายถึงบุคคลที่มีความพึงพอใจต่อเพศสภาพของตนที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด เช่น ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากชาย ไปสู่หญิง หรือจากหญิง ไปสู่ชาย อย่างไรก็ตามคำนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศเท่านั้น แต่เป็นความหมายสำหรับใครก็ตามที่ “ข้ามเพศ” จากที่ตนเองมีอยู่ ไปสู่เพศสภาพที่เขาสบายใจที่สุด

Queer – คำว่า “Queer” เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้ครอบคลุมกับอัตลักษณ์ทางเพศคำอื่น ๆ เพราะบางครั้งการเรียกตนเองว่าเลสเบี้ยน เกย์ หรืออื่น ๆ ก็ดูจะจำกัดเกินไป “Queer” จึงเป็นอีกหนึ่งคำที่เปรียบเสมือนร่มคันใหญ่ที่ทอดเงาไปยังคำอื่น ๆ ในกลุ่มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นในบางที่ ตัวอักษร “Q” ยังสามารถหมายถึง “Questioning” ซึ่งมีความหมายตรงตัวก็คือกลุ่มที่คนที่ยังรู้สึกว่า ตัวเองยังคงตั้งคำถามกับความชอบและรสนิยมของตนเอง เป็นช่วงที่กำลังตั้งคำถามหรือค้นหาตนเองอยู่

ส่วนสัญลักษณ์สุดท้ายในกลุ่มคำนี้คือ เครื่องหมาย “+” ใช้สื่อถึงเพศอื่น ๆ ทั้งหมดที่ไม่ได้ปรากฎอยู่ในตัวอักษร 5 ตัวแรกนั่นเอง ถึงแม้ว่าชื่อเรียกของกลุ่มจะมีหลากหลายแตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์ของคนแต่กลุ่ม แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่าการจดจำชื่อเรียก คือการที่เราเข้าใจและยอมรับความหลากหลายที่มีอยู่อย่างแท้จริง 🙂

เราอาจพูดได้ว่าเรื่องของเพศหรือรสนิยมทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่มีขอบเขต แม้มนุษย์จะพยายามศึกษาและเขียนตำราวิชาการมากมาย สุดท้ายเราก็ยังค้นพบด้านใหม่ ๆ ของเรื่องราวเหล่านี้อยู่ดี การหาคำนิยาม พยายามตีกรอบหรือจัดแบ่งคนอยู่เป็นหมวดหมู่จึงเป็นเรื่องถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุด จะดีกว่าไหม ? หากเราเรียนรู้ที่จะยอมรับคุณค่าซึ่งกันและกันในแบบที่เขาเป็น เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงออกต่อกันได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น ให้ทุกคนได้เป็นตัวตนอย่างสบายใจ ไม่ต้องถูกใครตัดสินว่าสิ่งที่เขาเป็น “ถูกหรือผิด” “ปกติหรือแปลกแยก” ส่วนใครที่กำลังรู้สึกว่าเราต้องเผชิญกับความไม่สบายใจ รู้สึกกดดันจากสภาพสังคมและความสับสนที่ก่อเกิดขึ้นในจิตใจ จนทำให้คุณรู้สึกอยากคุยกับใครสักคนที่พร้อมรับฟังละก็ สามารถทักมาหาอูก้าได้เสมอเลยนะคะ เพราะทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหาใจแน่นอน ไม่ว่าจะเพศไหนก็คุยได้

เพราะเรื่องของใจ ไม่ว่าจะเพศไหนเราก็รับฟัง ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge #HappyPrideMonth

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/kllgbtblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยรัฐ : https://bit.ly/3fCfDLX
The center : https://bit.ly/3c7pbN3
Alliance : https://bit.ly/3yQ3P0h
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : https://bit.ly/3fFi0Oe

Read More

แม้จะลำบากแต่อยาก ‘รวยทิพย์’ และต่อให้ไม่ขัดสนก็ขอ ‘จนทิพย์’

เที่ยวทิพย์ แฟนทิพย์ กักตัวทิพย์ อิ่มทิพย์ กลายเป็นคำฮิตติดปากและครองกระแสจากการที่ ‘พระมหาเทวีเจ้า’ นำคำว่า “ทิพย์” มาใช้จนโด่งดัง รวมถึงหลายคนในโซเชียลมีเดียที่ใช้คำนี้ในหลาย ๆ โอกาส อย่างเช่นการมโนสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หากใช้คำว่าทิพย์ต่อท้ายก็เป็นอันรู้กันว่าสิ่งที่พูดหรือพิมพ์ไปนั้นเป็นแค่เรื่องสมมติหรือหยอกล้อกันเท่านั้น 💫

แต่นอกจากจะใช้พูดคุยในเชิงสนุกสนาน คำว่าทิพย์ยังทำให้เราเห็นภาพหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้นด้วย อย่างกระแส “จนทิพย์” ที่หมายถึงไม่ได้มีฐานะยากลำบากจริง ๆ ซึ่งหากมองให้ลึกแล้วมีเรื่องราว “จนทิพย์ หรือ รวยทิพย์” (ที่ไม่ได้ร่ำรวยจริง) เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย ซึ่งก็ไม่พ้นสายตาของผู้คนในสังคม เป็นเรื่องราวที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันได้

หรือจริง ๆ แล้ว “มนุษย์เรามักเข้าใจผิดเกี่ยวกับฐานะหรือสถานะทางการเงินของตัวเอง ?” 🤔

ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่เราถกเถียงกันมานาน โดยมองว่าความแตกต่างของชนชั้นหรือฐานะนั้นช่างเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและเลวร้ายในโลกใบนี้ มีเพียงคนบางกลุ่มหรือบางสังคมเท่านั้นที่เกิดมาโชคดีกว่าคนอื่น หรือบางครั้งเราก็รู้สึกสงสารคนที่ลำบาก อยากให้เขามีชีวิตดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ในสังคมไทยเราจะเห็นภาพคุ้นตาจากการแสดงน้ำใจต่อกัน การบริจาคช่วยเหลือ รวมถึงการนำเสนอภาพตามสื่อต่าง ๆ จนกลายเป็นความร่วมรู้สึก (sympathy) แทน

Ameriprise Financial ทำการสำรวจชาวอเมริกันที่ร่ำรวยประมาณ 3,000 คนอายุระหว่าง 30 ถึง 69 ปี ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามมีทรัพย์สินที่ลงทุนอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์และมากกว่า 700 คนเป็นเศรษฐี เมื่อถามว่าพวกเขามองสถานะทางการเงินของตัวเองอย่างไร ? มีเพียง 13% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้คำจำกัดความว่า “ตัวเองร่ำรวย” กว่า 60% บอกว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลางระดับสูงในขณะที่ประมาณ 25% คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง มากกว่า 3% ระบุว่าคิดว่าต่ำกว่านั้น

ในทางตรงกันข้ามการสำรวจโดย INSIDER และ Morning Consult พบว่าชาวอเมริกันบางคนที่มีรายได้น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์รู้สึกว่าตัวเองร่ำรวย ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่มีรายได้มากกว่า 100,000 ดอลลาร์รู้สึกยากจน จากการสำรวจพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันที่มีรายได้ 100,000 ดอลลาร์ขึ้นไประบุว่าเป็นชนชั้นกลาง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ว่าในแต่ละประเทศ สังคม วัฒนธรรม หรือความเชื่อ เส้นแบ่งระหว่างความรวยและความจนนั้นแตกต่างกัน ไม่มีใครรู้ว่าบรรทัดฐานไหนถูก แต่มุมมองที่เรามีต่อฐานะของตัวเองย่อมสัมพันธ์กับแรงขับเคลื่อน (Drive) และแรงจูงใจ (Self-motivation) ในการใช้ชีวิตของเรา การวางเป้าหมายในอนาคตและหากเราไม่ได้มองตัวเองบนพื้นฐานความเป็นจริง เราอาจบิดเบือนการรับรู้ นำไปสู่ความเข้าใจผิดและปัญหาทางการเงินได้ 🤑

ที่น่าสังเกตคือต่อให้เรามีรายได้น้อย แต่เราก็ยังแสดงนิสัย “รวยทิพย์” ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือต่อให้เรามีเงินพอใช้ไม่ขัดสน เราก็ยังทำเหมือนว่าเราลำบาก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร ?

เราอาจเคยมีเพื่อนที่บ่นว่า “เดือนนี้ไม่มีเงิน จนมากกก” ทั้งที่มีเงินเก็บเยอะมาก

หรือคนรู้จักที่ไลฟ์สไตล์เข้าขั้นไฮโซ แต่กลับชอบหยิบยืมเงินคนอื่น

แม้จะลำบาก แต่อยาก ‘รวยทิพย์’ หรือ ไม่ได้ขัดสน แต่ขอ ‘จนทิพย์’ ✨

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เรามองเห็นก่อนคือลักษณะภายนอก นอกจากรูปร่างหน้าตาก็คือข้าวของที่ใช้หรือไลฟ์สไตล์บนโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับคุณลักษณะเชิงบวก เช่น สติปัญญา ความขยัน และความสมบูรณ์แบบ ซึ่งดึงดูดให้เราสนใจและมีทัศนคติที่ดีต่อคน ๆ นั้น อีกมุมหนึ่งบางคนอาจรู้สึกดีที่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ได้พึ่งพาคนอื่นบ้าง ลึก ๆ แล้วมนุษย์ต่างแสวงหาการยอมรับและการเป็นที่รักเพื่อเติมเต็ม ดังนั้นทัศนคติและสิ่งที่เราทำจึงมักจะสอดคล้องไปในทิศทางที่เราคาดหวัง

“สัมผัสออร่าความรวย” หรือ “ได้กลิ่นความรวย” คำพูดเล่น ๆ แต่เสริมแรงได้จริง เพราะความต้องการ “สมบูรณ์แบบ” นั้นรุนแรงจนกระตุ้นให้คนเราทำพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในยุคที่ตัวตนของเราถูกมองเห็นได้ง่ายผ่านโลกออนไลน์ แต่ไม่มีใครใช้ชีวิตอยู่บนความไม่จริงได้นาน มีงานวิจัยจาก University of Toronto ที่ยืนยันว่าแค่การสังเกตใบหน้า เราก็รู้สึกถึงสถานะทางการเงินของอีกฝ่ายแล้ว การมองตัวเองอย่างที่เป็นจึงสำคัญที่สุด

การบิดเบือนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic status) เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างแน่นอน เพราะความเครียดก็เป็นผลมาจากความไม่สมดุลสิ่งที่มีอยู่กับความต้องการ ไม่ว่าจะรวยหรือจน มนุษย์ก็แสวงหาการอยู่รอดและโอกาสด้วยกันทั้งนั้น การที่ชีวิตถูกผูกกับความไม่แน่นอน ความขัดแย้งและทรัพยากรที่ขาดแคลนสามารถสร้างความเครียดเรื้อรังนำไปสู่สุขภาพจิตที่แย่ลง

คำพูดที่โด่งดังของ Jim Rohn บอกว่า “ถ้าคุณเอาเงินทั้งหมดในโลกมาแบ่งให้ทุกคนเท่า ๆ กัน สุดท้ายเงินมันก็จะกลับมาอยู่ในกระเป๋าใบเดิมในไม่ช้า” ซึ่งมีคนมากมายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนบอกว่าโลกนี้ลำเอียงตั้งแต่แรกและส่งต่อวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวมาเรื่อย ๆ ในขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่าคนที่บริหารเงินเป็นสุดท้ายก็จะหาทางนำเงินกลับมาเป็นของเขาได้ในที่สุด

สิ่งสำคัญคือการที่เรามองตัวเองและเข้าใจเส้นทางชีวิตเราโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เพราะความสุขไม่สามารถวัดได้ด้วยมุมมองของคนอื่น ที่เรากำลังพยายามก็เพื่อเป้าหมายของเราเอง ไม่ใช่เป้าหมายของใคร 😃

ใครที่กำลังเป็นทุกข์กับความสุขแบบทิพย์ ๆ ลองมาเคลียร์ใจไปกับอูก้า เพื่อนที่พร้อมรับฟังคุณเสมอ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรายินดีเป็นที่ปรึกษาทุกปัญหาใจ แล้วมาหาทางออกไปกับเรานะ 💙💚

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/blognrnp
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

อ้างอิงจาก

https://www.businessinsider.com/most-millionaires-dont-think-they-are-rich-2019-8

https://reece-robertson.medium.com/people-struggle-with-money-because-they-misunderstand-these-2-things-1c958839d1ee

https://www.inc.com/wanda-thibodeaux/the-surprising-way-people-can-tell-if-youre-rich-according-to-science.html

https://www.theguardian.com/us-news/2018/jan/29/rich-people-wealth-america

Read More
social media effect mental health

Social Media พาเศร้า เพราะความเหงาเกิดขึ้นในชีวิตจริง

“วันนี้ในทวิตพูดเรื่องอะไรกัน สงสัยต้องตามหน่อยแล้ว”

“แต่งรูปสวย ๆ นะ ยอดไลก์จะได้ดี”

“ทำไมยอดฟอลน้อยลงอ่ะ ต้องรีบทำคอนเทนต์ใหม่แล้ว”

เพราะทุกวันนี้เราใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหลายมากกว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนด้วยกันเอง แล้วชีวิตส่วนตัวเกินกว่าครึ่งก็ถูกแชร์ออกไปในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะคน Gen Y และ Gen Z ไปจนถึงเด็ก Gen Alpha ทำให้เราเคยชินกับการโพสต์ คอมเมนต์ ไลก์ แชร์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเราใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยมากถึง 10.22 ชั่วโมง/วัน แล้วกิจกรรมยามว่างยอดฮิตก็หนีไม่พ้นเข้าโซเชียลมีเดีย แชท ดูคลิป ลงรูป

การเปิดรับสื่อเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้แล้วสำหรับวัยรุ่น ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าอะไรที่มากเกินไป อาจกลายเป็นนิสัย “เสพติด” ไม่ใช่แค่เราไม่สามารถห่างจากมือถือหรืออินเทอร์เน็ตได้ แต่เราอาจกำลังเอาใจไปใส่ในโลกดิจิทัลมากจนแยกกับชีวิตจริงไม่ออก หากเราไม่ได้ความมั่นใจหรือมีตัวตนที่แข็งแกร่งมากพอ เราอาจสูญเสียความมั่นใจให้กับโลกออนไลน์ อย่างเช่นคอมเมนต์ กระแสข่าว หรือคำพูดที่พุ่งเข้ามากระทบใจเรา อาจทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง (Self-esteem) รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่ง หรือแม้แต่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ค่านิยมที่เปลี่ยนไป มาพร้อมกับความมั่นใจที่ลดลง

ดูเหมือนว่าโซเชียลมีเดียกำลังสร้าง paradox effect ที่ขัดแย้งกัน นั่นคือทำให้เกิดภาพลวงตาว่าทุกอย่างช่างดูดี ดูสวยงาม แต่กลับทำให้เรารู้สึกแย่กับสิ่งที่ตัวเองเป็น Dr. Jennifer Rhodes นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์และผู้ก่อตั้ง Rapport Relationships อธิบายว่า “มีหลายคนมาเข้ารับการปรึกษาที่หมกมุ่นอยู่กับการอัพเดทบนโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แต่กลับขาดทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตจริง นำไปสู่ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า”

Dr. Suzana Flores นักเขียนจาก Facehooked บอกว่า “เมื่อมีคนโต้ตอบผ่านโซเชียลมีเดียเป็นเวลานานพวกเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องเช็กการอัปเดตต่อไปอย่างหยุดไม่อยู่ พฤติกรรมนี้เรียกว่า“ Slot Machine Effect” ซึ่งเมื่อเราได้รับการกดไลก์หรือแสดงความคิดเห็นในโพสต์ หรือเมื่อเราพบโพสต์ใหม่ที่น่าสนใจจากคนอื่น มันกลายเป็น “การเสริมแรงแบบไม่ต่อเนื่อง” เหมือนกับเราได้รับ “รับรางวัล” จากการเป็นที่สนใจและถึงแม้จะไม่ได้รางวัล แต่เราก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ของโลกดิจิทัล

60% ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายงานว่าส่งผลกระทบต่อความนับถือตนเองในทางลบ

50% รายงานว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ของเขา

แม้งานวิจัยมากมายจะยืนยันมาโซเชียลมีเดียส่งผลทางลบมากมายจริง ๆ หากใช้อย่างไม่ระวัง แต่ทำไมคนจำนวนมากถึงจมอยู่กับมันได้ไม่มีที่สิ้นสุด

หรือโลกโซเชียลคือพื้นที่ระบายความเจ็บปวด

ในทางตรงกันข้ามโซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางสำคัญท่ีวัยรุ่นไทยใช้พูดถึงโรคซึมเศร้า ความทุกข์ทางใจ ระบายความเครียด และอารมณ์ทางลบทั้งหลาย จากสถิติตั้งแต่กรกฎาคม พ.ศ.2561 – มิถุนายน พ.ศ.2562 พบว่ามีการพูดถึง ‘ปัญหาซึมเศร้า’ ในทวิตเตอร์มากกว่า 1.4 แสนข้อความ ซึ่งเพิ่มสูงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ข่าวนักเรียนและนิสิตนักศึกษาฆ่าตัวตายช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2562

เห็นได้ชัดว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังต่อสู้กับปัญหาในใจ แต่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้ระบายจริง ๆ โซเชียลมีเดียจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากที่สุด อย่างน้อยก็เหมือนกับความเศร้าในใจมีใครสักคนที่รับฟังหรือรู้สึกเหมือน ๆ กันกับเรา

ปัญหาที่วัยรุ่นมักจะพูดถึงในทวิตเตอร์สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว หน้าที่การงาน/ความรับผิดชอบ และปัญหาการกลั่นแกล้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากและ ‘#โรคซึมเศร้า’ ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ต้องการการรับฟัง

แม้เทคโนโลยีจะว่องไว แต่ก็ยังรู้สึกไกลห่าง

แค่มีมือถือเราก็ไม่น่าจะรู้สึกเหงา เพราะเราสามารติดต่อกับคนได้ทั้งโลก แต่จริง ๆ แล้วเรากลับว่างเปล่ายิ่งกว่าเดิม สุดท้ายเราต่างต้องการความอบอุ่นในชีวิตจริง พอหันไปรอบ ๆ ตัวหลังจากโฟกัสที่หน้าจอทั้งวัน เราอาจรู้สึกถึงความเหงาที่มากกว่าเดิม “ความเหงาทำให้รู้สึกซึมเศร้าและภาวะซึมเศร้าก็ทำให้คนเหงาเช่นกัน”

เราไม่สามารถกล่าวโทษได้ว่าทุกอย่างเป็นผลจากการที่โลกนี้มีส่ิงที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างอุปกรณ์ดิจิทัล เมื่อเราสร้างมันขึ้นมาแล้วเราก็ต้องรู้วิธีในการอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยด้วย หากใครที่กำลังเป็นทุกข์เพราะพึ่งพาโลกเสมือนจริงมากเกินไป ลองกลับมาอยู่กับตัวเอง มีช่วงเวลา ‘detox’ บ้างและใช้เวลากับคนที่มีค่าให้มากขึ้น กลับมาโฟกัสกับสิ่งที่เราควรทำและสิ่งที่เรากำลังรู้สึก เพื่อตามหาคุณค่าที่แท้จริงให้ชีวิตจากสิ่งที่มีในโลกแห่งความเป็นจริง

เพราะการติดโซเชียลส่งผลต่อสุขภาพใจ ภาวะหดหู่ ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนและการนับถือตนเอง หากเราไม่รู้ว่ามันส่งผลต่อเรามากน้อยแค่ไหน จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราพร้อมรับฟังทุกเรื่องราว อูก้ายินดีช่วยเคลียร์ปัญหาใจและร่วมเดินทางไปกับคุณ

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/snsimpactblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://journals.sagepub.com/doi/full/10.1177/2056305120912488

https://www.huffpost.com/entry/social-medias-impact-on-self-esteem_b_58ade038e4b0d818c4f0a4e4

https://theconversation.com/6-ways-to-protect-your-mental-health-from-social-medias-dangers-117651

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

Read More
ย้ายประเทศ ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์ สุขภาพจิต

ส่องประเทศที่น่าโยกย้ายไป เพราะมีบริการดูแลใจประชาชนดีเยี่ยม

เมื่อหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ป่วยที่สูงจนน่าตกใจ ทำให้ระบบการดูแลสุขภาพใจ (Mental Health Care System) ต้องพัฒนาตาม อย่างสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกตามรายงานขององค์การอนามัยโลก โดยวัดจากความพิการหรืออัตราการเสียชีวิต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สหรัฐอเมริกา🇺🇸อยู่ในอันดับที่สามสำหรับโรคซึมเศร้าแบบ unipolar ตามหลังจีน🇨🇳 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 1 ตามด้วยอินเดีย🇮🇳

สถิติในปี 2019 รายงานว่า 20.6% (ประมาณ 51.5 ล้านคน) ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา🇺🇸 มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งหมายถึงในจำนวนผู้ใหญ่ 5 คน มี 1 คนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพใจ ซึ่งมีเพียง 40 % ของจำนวนผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางใจเท่านั้นที่ได้รับการรักษา ซึ่งอินเดีย🇮🇳 จีน 🇨🇳 และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความวิตกกังวล โรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้วตามรายงานของ World Health Organization (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก

ซึ่ง WHO ได้มีการทำงานร่วมกับ NGOs การวิจัยระดับชาติและภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการปรับปรุงระบบการเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตที่มีคุณภาพสูงและการดูแลภาวะซึมเศร้า (depression) โรคลมบ้าหมู (epilepsy) โรคจิตเภท (schizophrenia) ไปจนถึงการใช้สารเสพติด (substance abuse) และจัดการกับอัตราการฆ่าตัวตาย (suicide rate) ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ปัญหาหลักของเรื่องสุขภาพจิตคือการปิดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตและผู้ให้บริการ

WHO เสริมว่า “ในปี 2014 ประชากรโลกเกือบครึ่งอาศัยอยู่ในประเทศที่มีสัดส่วนจิตแพทย์น้อยกว่า 1 คนต่อประชากรราว 100,000 คน” โดยเฉพาะในโซนเอเชียที่มีจิตแพทย์อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปมีจำนวนผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตมากพอ เช่น โมนาโก🇲🇨 นอร์เวย์🇳🇴 เบลเยียม🇧🇪 และเนเธอร์แลนด์🇳🇱 โดยแต่ละแห่งมีจิตแพทย์มากถึง 20-40 คนต่อประชากร 100,000 คน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา🇺🇸และแคนาดา 🇨🇦 มีจิตแพทย์ประมาณ 13 คนต่อประชากร 100,000

จากบทความของ Business Insider ในปี 2017 ลักเซมเบิร์ก🇱🇺 มีระบบการดูแลสุขภาพที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกโดยมีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 82 ปี ในส่วนของการรักษาสุขภาพจิตลักเซมเบิร์กมุ่งเน้นไปที่รูปแบบ “การศึกษาเชิงบวก” ที่สามารถเชื่อมโยง “ทักษะด้านคุณภาพชีวิต” และ “ทักษะแห่งความสำเร็จ” เข้าด้วยกันได้ โดยพื้นฐานแล้วลักเซมเบิร์กจะสอนให้วัยรุ่นค้นพบจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตนซึ่งแตกต่างจากวิธีการสอนแบบเดิมที่ส่งเสริมให้เด็กสร้างตัวตนเหมือน ๆ กัน ซึ่งวิธีนี้ทำลายความเจ็บป่วยทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างพลเมืองที่มีความสุขและมีคุณภาพมากขึ้น

สวิตเซอร์แลนด์🇨🇭หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและมีความก้าวหน้าในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและมีอำนาจในการแข่งขันสูงคล้ายคลึงกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากจะติดอันดับท็อปของประเทศที่คนอยากไปอยู่มากที่สุดมาโดยตลอด สวิตเซอร์แลนด์ยังมีระบบ Health Care ที่ขึ้นชื่อมาก ๆ อย่างประกันสุขภาพที่มีบริษัทประกันภัยมากกว่า 58 แห่งให้ประชาชนได้เลือก แล้วยังครอบคลุมในเรื่องของการรักษาทางจิตเวช การใช้สารเสพติด และอื่น ๆ อีกมากมายโดยมีการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพจิตให้มีบริการเพียงพอแก่ความต้องการ สะดวกแก่ประชาชน และมีค่ารักษาที่จับต้องได้ คุ้มครองและควบคุมตามข้อกำหนดเรื่องภาษี บางรัฐเลือกที่จะเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อให้อัตราค่ารักษาและค่ายาคงที่สำหรับประชาชน ทำให้ประชาชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพียง 10-20 % ของค่ารักษาทั้งหมดเท่านั้น

นอร์เวย์🇳🇴เป็นหนึ่งในประเทศที่การดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุม มีการจัดหาทรัพยากรสำหรับผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกอย่างเพียงพอ รวมถึงคลินิกผู้ป่วยทางจิตเวชซึ่งโดยทั่วไปเป็นห้องฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้นอร์เวย์ยังประกาศโครงการริเริ่ม “การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา” ในปี 2017 สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการลดหรือไม่ต้องการใช้ยา เนื่องจากเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและอิสระทางร่างกายผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามในหลาย ๆ ประเทศ แม้จะมีระบบการดูแลสุขภาพใจที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังพบการละเมิดสิทธิต่อผู้ป่วยทางจิตโดยอาศัยคำว่า “การรักษา” ในการเอาเปรียบ ยกตัวอย่างประเทศอาร์เจนตินา🇦🇷 การขอคำปรึกษาและไปพบนักจิตวิทยาถือเป็นเรื่องธรรมดาและเปิดกว้าง ไม่เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่มองว่าการรักษาสุขภาพจิตและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นเรื่องต้องห้าม แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาร์เจนตินาก็มีจำนวนนักจิตวิทยาต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสถาบันบางแห่งในอาร์เจนตินาทำร้ายผู้ป่วย บังคับให้อยู่ในสภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัย หรือไม่ปลอดภัยและไม่ได้ให้การดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย🇹🇭นั้นกรมสุขภาพจิตได้รายงานจำนวนผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งสุขภาพจิตเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตรองจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ นับว่าสุขภาพจิตของคนไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ ตัวอย่างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2017 กล่าวว่ามีผู้เข้ารับการรักษาเพียง 48.5% ของผู้ป่วยซึมเศร้าทั้งหมด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตั้งเป้าว่าจะผลักดันการเข้าถึงบริการให้ได้ 70% ภายในปี พ.ศ.2564 แต่ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงดูเหมือนว่าผู้ให้บริการไม่สมดุลกับความต้องการของผู้ป่วย รวมถึงจำนวนเยาวชนต้องการปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นสัญญานว่าประเทศไทยต้องผลักดันบริการด้านสุขภาพจิตให้ถึงมือประชาชนมากยิ่งขึ้น

เมื่อผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้น #อูก้ามีทางออก มีคนไทยจำนวนมากที่ตระหนักถึงปัญหานี้ ในปัจจุบันนวัตกรรมการปรึกษาสุขภาพจิตแบบออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม อย่างแอปพลิเคชันอูก้าเองที่อยากช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาสะดวกทุกที่ทุกเวลาในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้อูก้ายังมีแพ็กเกจดี ๆสำหรับองค์กรและบริการปรึกษาฟรีค่าใช้จ่ายสำหรับนักศึกษาอีกด้วย

ทุกประเทศล้วนทีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อยู่ที่เราเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง ? ปัญหาท่ีเกิดขึ้นล้วนรอวันได้รับการแก้ไข ดังนั้นการรักษาสุขภาพจิตเช่นเดียวกับปัญหาอื่น ๆ แทนที่จะตีตราว่าเป็นความอับอายที่เกิดขึ้นกับ “คนอื่น” อย่าลืมว่าทุกคนสามารถได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสุขภาพจิตได้ โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลัง การเลี้ยงดู ระดับรายได้ เชื้อชาติ วัฒนธรรม การทำให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ที่ต้องการบริการสุขภาพจิตสบายใจที่จะเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจจึงสำคัญ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องต่อสู้หรือดิ้นรนเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม

จนกว่าความเจ็บป่วยทางจิตจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับภาวะสุขภาพทางกายอื่น ๆ เราสามารถเปิดใจเรียนรู้และสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพใจที่เหมาะสมไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะตึงเครียดจากการระบาดของ COVID-19 หรือสถานการณ์ใด ๆ หากมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาช่วยดูแลใจก็ไม่ต้องห่วง อูก้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมให้บริการเสมอ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rawblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.nami.org/mhstats

https://ps.psychiatryonline.org/doi/10.1176/appi.ps.201700412

https://www.bustle.com/p/what-does-mental-health-care-look-like-abroad-this-is-how-9-countries-treat-mental-illness-2885010

https://www.usnews.com/news/best-countries/articles/2016-09-14/the-10-most-depressed-countries

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

https://www.talkspace.com/blog/america-mental-health-care-systems/

Read More
ฝัน ทำนายฝัน ฝันร้าย สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

รู้สึกจริงหรือแค่ฝันไป…รู้ไหมความฝันบอกอะไรกับเรา ?

“เมื่อคืนฝันว่าได้เป็นแฟนกับซงจุงกิว่ะ”

“คืนก่อนเราฝันแปลกมาก ฝันว่าทะเลาะกับเพื่อน แล้วเพื่อนก็ลุกขึ้นเต้นเฉยเลย”

“เคยฝันเห็นใครไม่รู้พาไปเที่ยวสวนสนุก ในฝันมีความสุขมากเลย แต่ตื่นมาแอบหลอนแฮะ ไม่เคยเห็นหน้าคนนั้นมาก่อนเลย”

“ฝันว่าโดนหมากัด แบบนี้ตีเลขอะไรได้บ้าง จะเอาไปซื้อหวย”

รู้ไหมว่าเมื่อคนเราหลับใหล ร่างกายของเราสามารถสร้างสิ่งลึกลับสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือ “ความฝัน” ความฝันในที่นี้ไม่ใช่การที่เราจินตนาการหรือนึกอยากให้ส่ิงใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น แต่มันคือเรื่องราวที่เราเองก็เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นแบบไหน เพราะบางเรื่องที่ฝันก็ช่างหลุดโลกเกินจินตนาการของเราไปไกล แถมยังมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับฝัน ที่มักจะส่งผลต่อความรู้สึกของเรายามตื่นอีกด้วย

💭 ความฝันคืออะไรกันแน่ ?

ในทางวิทยาศาสตร์ “ความฝัน” คือภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เราหลับ โดยสมองจะฉายภาพสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่มีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริงขึ้นมา คนเราไม่สามารถคาดเดาฝันของตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น หรือการบังคับให้ตัวเองฝันหรือไม่ฝัน และแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะพยายามศึกษาเกี่ยวกับความฝันมากเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความฝันได้อย่างแน่ชัด แต่หลาย ๆ ทฤษฎีก็เชื่อว่าความฝันมาจากจิตใต้สำนึกลึก ๆ ของคนเรานี่แหละ ที่อาจมีความกังวลหรือมีอะไรอยู่ภายในใจ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของความฝันโดยไม่รู้ตัว

🤔 แล้วทำไมเราถึงฝัน ?

ในปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าทำไมคนเราถึงฝัน แต่ก็พอจะมีการคาดเดาและการศึกษาที่น่าสนใจถึงความเป็นไปได้ของสาเหตุในการฝัน เช่น

💭 เราฝันเพราะสมองกำลังจัดการความจำของตัวเอง

💭 เราฝันเพราะผลกระทบจากความคิด ความเครียด อารมณ์

💭 เราฝันเพราะสารเคมีและกระแสไฟฟ้าในสมองเปลี่ยนไป

💭 เราฝันเพราะเป็นสัญญาณการเจ็บป่วยของร่างกาย

เพราะความฝันอาจเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าที่คิด มีทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความฝันมากมาย

ในทางจิตวิทยาแล้วได้มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความฝันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผลงานของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิเคราะห์ นั่นก็คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์  (Sigmund Freud)  ซึ่งเขามองว่าความฝันนั้นคือการแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก และความปรารถนาบางอย่าง ซึ่งอาจจะถูกกดทับอยู่ในจิตใต้สำนึก (Unconscious) และเขาเชื่อว่าส่วนมากแล้วความฝันมักจะเกี่ยวข้องกับแรงขับ (Drive) หรือความปรารถนาทางเพศบางอย่างอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่น่าสนใจของเอียน วอลเลซ  (Ian Wallace)  นักจิตวิทยาผู้ศึกษาเกี่ยวกับจิตใต้สำนึก ที่มองว่าความฝันนั้นคือการบ่งบอกถึงความรู้สึกลึก ๆ ของมนุษย์ เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง โดยเขาใช้เวลามากกว่า 30 ปีในการศึกษาความฝันกว่า 150,000 ฝัน จนได้ข้อสังเกตว่าความฝันอาจจะมีรูปแบบที่คอยกำหนดลักษณะของความฝันนั้น ๆ อยู่ จึงทำให้เราสามารถจำแนกความฝันที่คล้ายกันออกเป็นสาเหตุต่าง ๆ ได้ เช่น

⚠️ ฝันว่าตกจากที่สูง อาจจะหมายถึงเรากำลังจดจ่อกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป

🧚‍♀️ ฝันว่าบินได้ แปลว่าเรากำลังปล่อยตัวให้เป็นอิสระจากบางอย่างที่ทำให้รู้สึกแย่

🦷 ฝันว่าฟันหลุด ความฝันนี้พบมากเป็นอันดับ 2 เลยทีเดียว โดยฝันนี้หมายถึงเรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้เราเสียความมั่นใจไป

🏃🏻 ฝันว่าโดนวิ่งไล่ แปลว่า เรากำลังมีเหตุการณ์บางอย่างที่เราต้องเผชิญหรือต่อสู้กับมัน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

โดยสรุปแล้วความฝันในมุมมองของนักจิตวิทยาจึงเปรียบเสมือนโลกที่เราสามารถปลดปล่อยความคิด ความต้องการ ความปรารถนาบางอย่างที่ถูกกดทับไว้ได้นั่นเอง

“อย่าปล่อยให้ฝันส่งผลกระทบกับเรา”

บางทีเราก็จดจำความฝันไม่ได้ รู้แต่ว่าเมื่อคืนฝันอะไรเยอะแยะไปหมด แต่หลายครั้งคนเราเอาปรากฎการณ์ความฝันที่เกิดขึ้นมาแปลความหมายตามความเชื่อที่แตกต่างกันไป และทำให้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจยามตื่น เช่น ไทยเราหากฝันเห็นงูเขาว่าจะเจอเนื้อคู่ ตื่นมาก็อาจจะอารมณ์ดี แต่ของฝรั่งบางที่เชื่อว่าเป็นการฝันที่บ่งบอกถึงศัตรู ตื่นมาก็อาจจะหัวเสียหน่อย ๆ ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราทำได้ คือการที่ไม่เอาตัวเองไปผูกติดกับความฝันมากเกินไปจนกระทบต่อจิตใจของเราเอง

อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความฝันที่ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตและจิตใจมากเกินไป เช่น ฝันร้ายบ่อยครั้ง ฝันติดต่อกันต่อเนื่องหลายคืน ฝันแล้วเหนื่อยมาก ฝันเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางอารมณ์หรือสุขภาพ ซึ่งเราสามารถปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ เพื่อที่จะได้วิเคราะห์และประเมินต่อไปได้ถึงสาเหตุของการฝันเหล่านั้น

คืนนี้อูก้าขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดี และอย่าลืมว่าหากไม่สบายใจ ปรึกษาอูก้าได้เสมอ ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราไม่ได้มาขายฝัน แต่จะมาช่วยคุณหาทางออกจากฝันร้ายด้วยกันแบบไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวอีกต่อไป 💙

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/dreamblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.pobpad.com/ฝัน-เรื่องลึกลับของสมอง

https://thestandard.co/podcast/ruok24/

https://themomentum.co/the-list-psychologist-reveals-the-9-most-common-dreams-and-meaning/

Read More