ย้ายประเทศ ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์ สุขภาพจิต

ส่องประเทศที่น่าโยกย้ายไป เพราะมีบริการดูแลใจประชาชนดีเยี่ยม

เมื่อหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ป่วยที่สูงจนน่าตกใจ ทำให้ระบบการดูแลสุขภาพใจ (Mental Health Care System) ต้องพัฒนาตาม อย่างสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกตามรายงานขององค์การอนามัยโลก โดยวัดจากความพิการหรืออัตราการเสียชีวิต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สหรัฐอเมริกา🇺🇸อยู่ในอันดับที่สามสำหรับโรคซึมเศร้าแบบ unipolar ตามหลังจีน🇨🇳 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 1 ตามด้วยอินเดีย🇮🇳

สถิติในปี 2019 รายงานว่า 20.6% (ประมาณ 51.5 ล้านคน) ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา🇺🇸 มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งหมายถึงในจำนวนผู้ใหญ่ 5 คน มี 1 คนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพใจ ซึ่งมีเพียง 40 % ของจำนวนผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางใจเท่านั้นที่ได้รับการรักษา ซึ่งอินเดีย🇮🇳 จีน 🇨🇳 และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความวิตกกังวล โรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้วตามรายงานของ World Health Organization (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก

ซึ่ง WHO ได้มีการทำงานร่วมกับ NGOs การวิจัยระดับชาติและภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการปรับปรุงระบบการเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตที่มีคุณภาพสูงและการดูแลภาวะซึมเศร้า (depression) โรคลมบ้าหมู (epilepsy) โรคจิตเภท (schizophrenia) ไปจนถึงการใช้สารเสพติด (substance abuse) และจัดการกับอัตราการฆ่าตัวตาย (suicide rate) ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ปัญหาหลักของเรื่องสุขภาพจิตคือการปิดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตและผู้ให้บริการ

WHO เสริมว่า “ในปี 2014 ประชากรโลกเกือบครึ่งอาศัยอยู่ในประเทศที่มีสัดส่วนจิตแพทย์น้อยกว่า 1 คนต่อประชากรราว 100,000 คน” โดยเฉพาะในโซนเอเชียที่มีจิตแพทย์อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปมีจำนวนผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตมากพอ เช่น โมนาโก🇲🇨 นอร์เวย์🇳🇴 เบลเยียม🇧🇪 และเนเธอร์แลนด์🇳🇱 โดยแต่ละแห่งมีจิตแพทย์มากถึง 20-40 คนต่อประชากร 100,000 คน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา🇺🇸และแคนาดา 🇨🇦 มีจิตแพทย์ประมาณ 13 คนต่อประชากร 100,000

จากบทความของ Business Insider ในปี 2017 ลักเซมเบิร์ก🇱🇺 มีระบบการดูแลสุขภาพที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกโดยมีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 82 ปี ในส่วนของการรักษาสุขภาพจิตลักเซมเบิร์กมุ่งเน้นไปที่รูปแบบ “การศึกษาเชิงบวก” ที่สามารถเชื่อมโยง “ทักษะด้านคุณภาพชีวิต” และ “ทักษะแห่งความสำเร็จ” เข้าด้วยกันได้ โดยพื้นฐานแล้วลักเซมเบิร์กจะสอนให้วัยรุ่นค้นพบจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตนซึ่งแตกต่างจากวิธีการสอนแบบเดิมที่ส่งเสริมให้เด็กสร้างตัวตนเหมือน ๆ กัน ซึ่งวิธีนี้ทำลายความเจ็บป่วยทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างพลเมืองที่มีความสุขและมีคุณภาพมากขึ้น

สวิตเซอร์แลนด์🇨🇭หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและมีความก้าวหน้าในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและมีอำนาจในการแข่งขันสูงคล้ายคลึงกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากจะติดอันดับท็อปของประเทศที่คนอยากไปอยู่มากที่สุดมาโดยตลอด สวิตเซอร์แลนด์ยังมีระบบ Health Care ที่ขึ้นชื่อมาก ๆ อย่างประกันสุขภาพที่มีบริษัทประกันภัยมากกว่า 58 แห่งให้ประชาชนได้เลือก แล้วยังครอบคลุมในเรื่องของการรักษาทางจิตเวช การใช้สารเสพติด และอื่น ๆ อีกมากมายโดยมีการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพจิตให้มีบริการเพียงพอแก่ความต้องการ สะดวกแก่ประชาชน และมีค่ารักษาที่จับต้องได้ คุ้มครองและควบคุมตามข้อกำหนดเรื่องภาษี บางรัฐเลือกที่จะเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อให้อัตราค่ารักษาและค่ายาคงที่สำหรับประชาชน ทำให้ประชาชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพียง 10-20 % ของค่ารักษาทั้งหมดเท่านั้น

นอร์เวย์🇳🇴เป็นหนึ่งในประเทศที่การดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุม มีการจัดหาทรัพยากรสำหรับผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกอย่างเพียงพอ รวมถึงคลินิกผู้ป่วยทางจิตเวชซึ่งโดยทั่วไปเป็นห้องฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้นอร์เวย์ยังประกาศโครงการริเริ่ม “การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา” ในปี 2017 สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการลดหรือไม่ต้องการใช้ยา เนื่องจากเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและอิสระทางร่างกายผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามในหลาย ๆ ประเทศ แม้จะมีระบบการดูแลสุขภาพใจที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังพบการละเมิดสิทธิต่อผู้ป่วยทางจิตโดยอาศัยคำว่า “การรักษา” ในการเอาเปรียบ ยกตัวอย่างประเทศอาร์เจนตินา🇦🇷 การขอคำปรึกษาและไปพบนักจิตวิทยาถือเป็นเรื่องธรรมดาและเปิดกว้าง ไม่เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่มองว่าการรักษาสุขภาพจิตและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นเรื่องต้องห้าม แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาร์เจนตินาก็มีจำนวนนักจิตวิทยาต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสถาบันบางแห่งในอาร์เจนตินาทำร้ายผู้ป่วย บังคับให้อยู่ในสภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัย หรือไม่ปลอดภัยและไม่ได้ให้การดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย🇹🇭นั้นกรมสุขภาพจิตได้รายงานจำนวนผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งสุขภาพจิตเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตรองจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ นับว่าสุขภาพจิตของคนไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ ตัวอย่างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2017 กล่าวว่ามีผู้เข้ารับการรักษาเพียง 48.5% ของผู้ป่วยซึมเศร้าทั้งหมด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตั้งเป้าว่าจะผลักดันการเข้าถึงบริการให้ได้ 70% ภายในปี พ.ศ.2564 แต่ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงดูเหมือนว่าผู้ให้บริการไม่สมดุลกับความต้องการของผู้ป่วย รวมถึงจำนวนเยาวชนต้องการปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นสัญญานว่าประเทศไทยต้องผลักดันบริการด้านสุขภาพจิตให้ถึงมือประชาชนมากยิ่งขึ้น

เมื่อผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้น #อูก้ามีทางออก มีคนไทยจำนวนมากที่ตระหนักถึงปัญหานี้ ในปัจจุบันนวัตกรรมการปรึกษาสุขภาพจิตแบบออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม อย่างแอปพลิเคชันอูก้าเองที่อยากช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาสะดวกทุกที่ทุกเวลาในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้อูก้ายังมีแพ็กเกจดี ๆสำหรับองค์กรและบริการปรึกษาฟรีค่าใช้จ่ายสำหรับนักศึกษาอีกด้วย

ทุกประเทศล้วนทีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อยู่ที่เราเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง ? ปัญหาท่ีเกิดขึ้นล้วนรอวันได้รับการแก้ไข ดังนั้นการรักษาสุขภาพจิตเช่นเดียวกับปัญหาอื่น ๆ แทนที่จะตีตราว่าเป็นความอับอายที่เกิดขึ้นกับ “คนอื่น” อย่าลืมว่าทุกคนสามารถได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสุขภาพจิตได้ โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลัง การเลี้ยงดู ระดับรายได้ เชื้อชาติ วัฒนธรรม การทำให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ที่ต้องการบริการสุขภาพจิตสบายใจที่จะเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจจึงสำคัญ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องต่อสู้หรือดิ้นรนเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม

จนกว่าความเจ็บป่วยทางจิตจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับภาวะสุขภาพทางกายอื่น ๆ เราสามารถเปิดใจเรียนรู้และสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพใจที่เหมาะสมไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะตึงเครียดจากการระบาดของ COVID-19 หรือสถานการณ์ใด ๆ หากมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาช่วยดูแลใจก็ไม่ต้องห่วง อูก้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมให้บริการเสมอ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rawblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.nami.org/mhstats

https://ps.psychiatryonline.org/doi/10.1176/appi.ps.201700412

https://www.bustle.com/p/what-does-mental-health-care-look-like-abroad-this-is-how-9-countries-treat-mental-illness-2885010

https://www.usnews.com/news/best-countries/articles/2016-09-14/the-10-most-depressed-countries

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

https://www.talkspace.com/blog/america-mental-health-care-systems/

Read More
ฝัน ทำนายฝัน ฝันร้าย สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

รู้สึกจริงหรือแค่ฝันไป…รู้ไหมความฝันบอกอะไรกับเรา ?

“เมื่อคืนฝันว่าได้เป็นแฟนกับซงจุงกิว่ะ”

“คืนก่อนเราฝันแปลกมาก ฝันว่าทะเลาะกับเพื่อน แล้วเพื่อนก็ลุกขึ้นเต้นเฉยเลย”

“เคยฝันเห็นใครไม่รู้พาไปเที่ยวสวนสนุก ในฝันมีความสุขมากเลย แต่ตื่นมาแอบหลอนแฮะ ไม่เคยเห็นหน้าคนนั้นมาก่อนเลย”

“ฝันว่าโดนหมากัด แบบนี้ตีเลขอะไรได้บ้าง จะเอาไปซื้อหวย”

รู้ไหมว่าเมื่อคนเราหลับใหล ร่างกายของเราสามารถสร้างสิ่งลึกลับสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือ “ความฝัน” ความฝันในที่นี้ไม่ใช่การที่เราจินตนาการหรือนึกอยากให้ส่ิงใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น แต่มันคือเรื่องราวที่เราเองก็เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นแบบไหน เพราะบางเรื่องที่ฝันก็ช่างหลุดโลกเกินจินตนาการของเราไปไกล แถมยังมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับฝัน ที่มักจะส่งผลต่อความรู้สึกของเรายามตื่นอีกด้วย

💭 ความฝันคืออะไรกันแน่ ?

ในทางวิทยาศาสตร์ “ความฝัน” คือภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เราหลับ โดยสมองจะฉายภาพสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่มีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริงขึ้นมา คนเราไม่สามารถคาดเดาฝันของตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น หรือการบังคับให้ตัวเองฝันหรือไม่ฝัน และแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะพยายามศึกษาเกี่ยวกับความฝันมากเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความฝันได้อย่างแน่ชัด แต่หลาย ๆ ทฤษฎีก็เชื่อว่าความฝันมาจากจิตใต้สำนึกลึก ๆ ของคนเรานี่แหละ ที่อาจมีความกังวลหรือมีอะไรอยู่ภายในใจ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของความฝันโดยไม่รู้ตัว

🤔 แล้วทำไมเราถึงฝัน ?

ในปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าทำไมคนเราถึงฝัน แต่ก็พอจะมีการคาดเดาและการศึกษาที่น่าสนใจถึงความเป็นไปได้ของสาเหตุในการฝัน เช่น

💭 เราฝันเพราะสมองกำลังจัดการความจำของตัวเอง

💭 เราฝันเพราะผลกระทบจากความคิด ความเครียด อารมณ์

💭 เราฝันเพราะสารเคมีและกระแสไฟฟ้าในสมองเปลี่ยนไป

💭 เราฝันเพราะเป็นสัญญาณการเจ็บป่วยของร่างกาย

เพราะความฝันอาจเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าที่คิด มีทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความฝันมากมาย

ในทางจิตวิทยาแล้วได้มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความฝันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผลงานของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิเคราะห์ นั่นก็คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์  (Sigmund Freud)  ซึ่งเขามองว่าความฝันนั้นคือการแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก และความปรารถนาบางอย่าง ซึ่งอาจจะถูกกดทับอยู่ในจิตใต้สำนึก (Unconscious) และเขาเชื่อว่าส่วนมากแล้วความฝันมักจะเกี่ยวข้องกับแรงขับ (Drive) หรือความปรารถนาทางเพศบางอย่างอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่น่าสนใจของเอียน วอลเลซ  (Ian Wallace)  นักจิตวิทยาผู้ศึกษาเกี่ยวกับจิตใต้สำนึก ที่มองว่าความฝันนั้นคือการบ่งบอกถึงความรู้สึกลึก ๆ ของมนุษย์ เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง โดยเขาใช้เวลามากกว่า 30 ปีในการศึกษาความฝันกว่า 150,000 ฝัน จนได้ข้อสังเกตว่าความฝันอาจจะมีรูปแบบที่คอยกำหนดลักษณะของความฝันนั้น ๆ อยู่ จึงทำให้เราสามารถจำแนกความฝันที่คล้ายกันออกเป็นสาเหตุต่าง ๆ ได้ เช่น

⚠️ ฝันว่าตกจากที่สูง อาจจะหมายถึงเรากำลังจดจ่อกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป

🧚‍♀️ ฝันว่าบินได้ แปลว่าเรากำลังปล่อยตัวให้เป็นอิสระจากบางอย่างที่ทำให้รู้สึกแย่

🦷 ฝันว่าฟันหลุด ความฝันนี้พบมากเป็นอันดับ 2 เลยทีเดียว โดยฝันนี้หมายถึงเรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้เราเสียความมั่นใจไป

🏃🏻 ฝันว่าโดนวิ่งไล่ แปลว่า เรากำลังมีเหตุการณ์บางอย่างที่เราต้องเผชิญหรือต่อสู้กับมัน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

โดยสรุปแล้วความฝันในมุมมองของนักจิตวิทยาจึงเปรียบเสมือนโลกที่เราสามารถปลดปล่อยความคิด ความต้องการ ความปรารถนาบางอย่างที่ถูกกดทับไว้ได้นั่นเอง

“อย่าปล่อยให้ฝันส่งผลกระทบกับเรา”

บางทีเราก็จดจำความฝันไม่ได้ รู้แต่ว่าเมื่อคืนฝันอะไรเยอะแยะไปหมด แต่หลายครั้งคนเราเอาปรากฎการณ์ความฝันที่เกิดขึ้นมาแปลความหมายตามความเชื่อที่แตกต่างกันไป และทำให้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจยามตื่น เช่น ไทยเราหากฝันเห็นงูเขาว่าจะเจอเนื้อคู่ ตื่นมาก็อาจจะอารมณ์ดี แต่ของฝรั่งบางที่เชื่อว่าเป็นการฝันที่บ่งบอกถึงศัตรู ตื่นมาก็อาจจะหัวเสียหน่อย ๆ ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราทำได้ คือการที่ไม่เอาตัวเองไปผูกติดกับความฝันมากเกินไปจนกระทบต่อจิตใจของเราเอง

อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความฝันที่ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตและจิตใจมากเกินไป เช่น ฝันร้ายบ่อยครั้ง ฝันติดต่อกันต่อเนื่องหลายคืน ฝันแล้วเหนื่อยมาก ฝันเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางอารมณ์หรือสุขภาพ ซึ่งเราสามารถปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ เพื่อที่จะได้วิเคราะห์และประเมินต่อไปได้ถึงสาเหตุของการฝันเหล่านั้น

คืนนี้อูก้าขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดี และอย่าลืมว่าหากไม่สบายใจ ปรึกษาอูก้าได้เสมอ ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราไม่ได้มาขายฝัน แต่จะมาช่วยคุณหาทางออกจากฝันร้ายด้วยกันแบบไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวอีกต่อไป 💙

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/dreamblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.pobpad.com/ฝัน-เรื่องลึกลับของสมอง

https://thestandard.co/podcast/ruok24/

https://themomentum.co/the-list-psychologist-reveals-the-9-most-common-dreams-and-meaning/

Read More
ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์

6 วิธี reset ใจเพื่อไปต่อ READY GO !

ใครรู้สึกบ้างว่าการเดินทางในปีนี้มันเหนื่อยเหลือเกิน แบกภาระ แบกปัญหา จนอ่อนล้าไปทั้งใจ ไหน ๆ ก็เริ่มเดือนใหม่แล้ว
อูก้าอยากชวนคุณมา reset ตัวเองใหม่แล้วขจัดขยะในใจออก อาจารย์รุจิรา จาริยะ นักจิตวิทยาลินิกจากแอปพลิเคชันอูก้าเคยบอกกับเราว่า “ใจเราก็เหมือนถังใบหนึ่งที่ใส่ขยะลงไปทุกวัน หากไม่ได้ระบายออก วันหนึ่งก็ขยะต้องล้นออกมา”

ดังนั้นเราต้องจัดการมันตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกรับอะไรที่มากเกินไป
ระหว่างทางลองพักจัดการพลังลบ ๆ ในใจดูนะ เรามีวิธีง่าย ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ทำตามกัน เพราะนี่คือ Time to reset

1. สำรวจความรู้สึก
เพราะอารมณ์เป็นเรื่องซับซ้อนและเราไม่เคยถูกสอนให้ระบุชื่อเรียกอารมณ์ต่าง ๆ หลายคนเวลาเกิดความรู้สึกทางลบก็มักจะใช้คำอธิบายไม่ถูก เช่น รู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี อยากร้องไห้ แต่ไม่รู้ว่าจะลงรายละเอียดของคำว่า “แย่/ไม่ดี” นั้นได้อย่างไร แต่ไม่เป็นไรขอแค่เมื่อไหร่ที่เราตระหนักว่าตัวเองกำลังมีพลังลบในตัวเยอะ ไม่ต้องพยายามซ่อนความรู้สึกนั้นหรือเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่น แม้จะเจ็บปวดหรือรู้สึกดิ่งในชั่วขณะหนึ่ง แต่ขอให้สำรวจว่าสาเหตุของความรู้สึกลบคืออะไร ก่อนที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าเราต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุดเสียก่อน

2.หายใจลึก ๆ แล้วพักใจพักสมอง
หากรู้สึกว่าตัวเองโกรธ หงุดหงิด หรือนอนไม่หลับเพราะความคิดวิ่งวนอยู่ในใจให้ลองหายใจเข้าออกอย่างมีจังหวะ ใช่ สิ่งง่าย ๆ อย่างการหายใจเข้าออกลึก ๆ 3-5 ครั้งนี่แหละ สามารถช่วยให้จิตใจสงบและลดความดันโลหิตได้ ต่อมาก็หาทางพักใจ พักสมอง รู้สึกหนักใจกับงานในมือหรือเปล่า ? ใช้เวลาว่างอยู่กับตัวเองบ้างไหม ? แม้ว่าเราจะมีภาระมากมายที่ต้องแบกรับเอาไว้ แต่การออกไปเดินเล่นข้างนอก รับอากาศบริสุทธิ์และรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายก็สามารถช่วยให้เรากลับมามีพลังใหม่เหมือนกันนะ

3. ปล่อยออกมาให้หมด
วิธีที่ดีในการปลดปล่อยความรู้สึกเชิงลบคือปล่อยให้อารมณ์ได้ทำงาน ได้ออกมาเคลื่อนไหว ปลดปล่อยพลังด้านลบไปกับการออกกำลัง ระบายกับเพื่อน หรือแม้แต่การร้องไห้ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง inside out คงจำ sadness ได้ เจ้าตัวสีฟ้าตัวแทนอารมณ์เศร้าหมองที่มนุษย์ชอบพยายามเก็บกดไว้แล้วบอกว่าไม่ต้องการในชีวิต จริง ๆ แล้วการรู้จักระบุอารมณ์ตัวเองแล้วหาทางอยู่ร่วมกับมันต่างหากที่สำคัญกว่า

4. ต้อนรับพลังบวก
ทำในสิ่งที่ดึงดูดพลังงานดี ๆ เข้ามาในชีวิต เช่น การดูหนัง ฟังเพลงโปรด แม้แต่การเดินเล่นสบาย ๆ ก็ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งได้ ไม่ว่าเราจะชอบที่จะวาดรูป ร้องเพลง อ่านหนังสือ ไปคาเฟ่ ใช้เวลากับเพื่อน หากพบว่าอารมณ์ทางลบกำลังคืบคลานเข้ามาในชีวิตและรบกวนใจ ให้ลองทำบางสิ่งบางอย่างที่พาพลังบวกเข้ามา อาจจะทดแทนกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็มีแหล่งสนับสนุนทางใจให้ตัวเองได้มีความสุขสดชื่นบ้าง

5. บันทึกความรู้สึก
การจดบันทึกเป็นอีกวิธีที่ช่วยในการประมวลผลความคิดเชิงลบ ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตกันเร็วมากจนไม่มีเวลาทบทวนเลยว่าแต่ละวันเกิดอะไรขึ้นบ้าง การจดบันทึกความคิดอาจใช้เวลา 2-3 นาที แต่เราสามารถมองกลับไปเห็นสิ่งดี ๆ ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นและมองเห็นความรู้สึกที่มันติดขัดอยู่ในใจได้ หากคิดอยู่ในหัว ทบทวนอยู่ในใจแล้วมันยุ่งยากเกินไปในการเริ่มต้นระบุอารมณ์ทางลบ ให้ลองจดจ่อกับบางสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณแทนที่จะครุ่นคิดถึงแต่สิ่งที่ไม่ดี อีกอย่างเราอาจจะลองเขียน “5 things you are grateful for” ทุกวัน เมื่อทำอย่างต่อเนื่องเราจะเสริมสร้างนิสัยคิดบวกไปโดยปริยาย

6. มี self-compassion กับตัวเอง
สุดท้ายนี้หากชีวิตต้องรับมือสิ่งที่ยากลำบากอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ว่าทำไมฉันทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลแบบนี้ บางเวลาก็ปล่อยให้ตัวเองได้สัมผัสกับอารมณ์ความรู้สึกอย่างเต็มที่ก่อน แล้วค่อยสังเกตว่าอะไรทำให้เกิดความรู้สึกเชิงลบ แต่อย่าตัดสินตัวเองว่าสิ่งไม่ดีเป็นเพราะตัวเราเองที่ไม่ดีพอ ไม่มีค่าหรือว่าโชคร้าย ลองนึกดูว่าถ้าสิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น เราจะปลอบโยนหรือพูดอะไรกับคน ๆ นั้น ให้เราทำแบบนั้นกับตัวเองบ้าง เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจและปรับอารมณ์ของเราให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง

เมื่อเราได้ reset และ รู้สึก refresh แล้ว ใจเราก็จะ get ready พร้อมรับมือกับเรื่องตื่นเต้นที่จะเข้ามาท้าทายชีวิตเราอีกครั้ง
อูก้าขอส่งพลังไปให้ทุก ๆ คนที่กำลังต่อสู้กับเส้นทางของตัวเองอยู่ แล้วอย่าปล่อยให้อารมณ์ลบ ๆ อยู่กับใจเรานานเกินไป
แต่ก็ใช่ว่าจะต้องหลบหลีกมันตลอด ขอแค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับด้านที่ดีและไม่ดีโดยไม่ทำร้ายใจตัวเองก็เพียงพอแล้ว
ให้อูก้าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สบายใจของคุณ ด้วยการพูดคุยและปล่อยพลังลบ ๆ ทิ้งไป จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรา
ยินดีรับฟังทุกเรื่องราวของคุณเลย เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม เรื่องของใจให้อูก้าดูแลนะ


#OOCAknowledge


————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rsagrdblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา


อ้างอิงจาก
Bach : https://bit.ly/2RkPkjS
Better health : https://bit.ly/3edjpuK

Read More
ฟังอย่างลึกซึ้ง ผู้ฟังที่ดี

Deep Listening  เพราะการฟังให้เข้าใจ ไม่ใช่แค่ได้ยิน

ความทุกข์ ไม่ได้เกิดเฉพาะเวลาที่ปัญหาพุ่งเข้ามาใส่ แต่บางครั้งเราเหนื่อย โกรธ เสียใจเพราะไม่ได้รับ “การรับฟัง” ที่เหมาะสมต่างหาก เมื่อเสียงของเราไม่มีน้ำหนัก ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่ภาระทางใจที่ต้องเก็บไว้คนเดียว

ในยุคที่โลกถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความทันสมัย เราทุ่มเทเวลาในการพัฒนาทักษะและความสามารถต่าง ๆ การติดต่อสื่อสารเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน เส้นแบ่งระหว่างคน เชื้อชาติ ศาสนาลดน้อยลง แต่ดูเหมือนว่าเราจะทุ่มเทเวลาในการรับฟังกันและกันน้อยลงทุกที

เพราะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ (Effective communication) เริ่มต้นจากการฟัง แต่การฟังที่แท้จริงกลายเป็นของขวัญที่หายาก เราสามารถฝึกฝนทักษะนี้ได้ตั้งแต่ยังเด็ก โดยมีครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเด็กให้รู้จักรับฟังและใส่ใจผู้อื่น เมื่อโตขึ้นเราจะมีทักษะด้านการฟัง รู้จักแก้ปัญหา พัฒนาความเข้าใจที่มีต่อโลกใบนี้ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพราะหากฟังเป็นนั่นหมายถึงความเข้าใจผิดก็น้อยลง เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ช่วยรักษาความสัมพันธ์ ประหยัดเวลา และช่วยในเรื่องสุขภาวะทางใจที่ดีด้วย

แต่หลายคนไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนเลยว่าการเป็นผู้ฟังที่ดี (Be a Good Listener) ต้องทำอย่างไร

1. มองหน้าและสบตาผู้พูด
การพูดคุยกับใครบางคนในขณะที่อีกฝ่ายนั่งจ้องมือถือ หรือหันไปสนใจสิ่งรอบ ๆ คงทำให้อีกฝ่ายเกิดคำถามว่าเราเข้าใจเขามากน้อยแค่ไหน อาจจะแค่ 10 – 20 % หรือเปล่า ? ในวัฒนธรรมตะวันตกส่วนใหญ่การสบตาถือเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของการสื่อสารที่มีประสิทธิผล เป็นภาษากายที่ได้รับการยอมรับ หากมีการเคลื่อนไหว ลุกเดินก็สามารถมองตามหรือแสดงท่าทีสนใจได้ ยกเว้นบางบริบทที่ไม่ควรสบตา เช่น ด้านวัฒนธรรม หรือสถานการณ์ตึงเครียดมาก ๆ

2. เอาใจใส่ แต่ผ่อนคลาย
ให้โฟกัสที่ “การมีส่วนร่วม” อยู่กับปัจจุบัน สนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ตัดเสียงรบกวนหรือความคิดในหัวออกไปก่อน อย่าเพิ่งให้อคติหรือความเห็นส่วนตัวทำงาน “ฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอทำ” พยายามควบคุมตัวเองให้เปิดใจรับฟังเต็มที่ก่อน ผ่อนเบาแม้ในเรื่องที่ไม่เห็นด้วย ถ้าเราชะลอความเร็วในการโต้ตอบลงอีกนิด เราจะค้นพบประสิทธิภาพการฟังที่แท้จริง นี่ถือเป็นความเอาใจใส่ที่เรามีต่ออีกฝ่าย การขัดจังหวะ บอกปัดหรือตัดบทอาจทำให้อีกฝ่ายเกิดคำถามว่า “เธออยากฟังฉันเล่าหรือแค่อยากสอนกันแน่ ?”

3. พยายามจับประเด็นและนึกภาพตาม
ประเด็นสำคัญของเรื่องคืออะไร ? เขาอยากให้เราเข้าใจเรื่องไหน ? จำลองภาพความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าเราเผชิญสถานการณ์เดียวกัน จะรู้สึกอย่างไร ? การฟังต้องใช้สมาธิ เราจะเข้าใจมากขึ้นถ้าเราจดจ่อและเห็นว่าสิ่งที่กำลังฟังนั้นสำคัญ อย่ามัวแต่คิดว่าฉันจะพูดอะไรต่อไปดี แต่คิดถึงใจอีกฝ่ายให้มาก

4. ไม่รีบพุ่งไปที่ “วิธีแก้ปัญหา”
เมื่อรับฟังเรื่องบางอย่างเรามักคาดหวังกับตัวเองว่า “ฉันต้องช่วยเธอหาทางออกให้ได้” ไม่จำเป็นเสมอไป บางคนอาจเดินเข้ามาพร้อมคำตอบในใจอยู่แล้ว เพียงแต่อยากจะระบายให้ใครสักคนที่ไว้ใจได้ฟัง อยากมีเพื่อนนั่งข้าง ๆ และอินไปด้วยกัน การที่เราขีดเส้นว่าปลายทางต้องมีคำตอบ อาจเป็นการพยายามสกัดน้ำที่กำลังไหลเชี่ยวก็ได้ วิธีแก้ปัญหาอาจกลายเป็นการบอกอีกฝ่ายว่า “ฉันไม่สนใจหรอกว่าเธอรู้สึกยังไง แต่สิ่งที่ฉันคิดนั้นถูกต้องหรือตรงประเด็นกว่า” หรือ “เล่าไปก็เสียเวลา เธอต้องรีบแก้ไขตามที่ฉันบอก” นำ ‘ความเงียบ’ มาใช้คั่นจังหวะให้คนเล่าได้หายใจและคิดตามบ้าง สุดท้ายเวลาอาจช่วยเขาโดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรเลยก็ได้

5. เราเข้าใจตรงกันไหม ?
เพราะเราทุกคนคิดและพูดในจังหวะที่แตกต่างกัน หากเราเป็นคนคิดเร็วและพูดไว ก็เป็นหน้าที่เราในการผ่อนคลายจังหวะสำหรับการสนทนา ยิ่งถ้าเรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เมื่อฟังแล้วให้สื่อสารช้าลงและรอบคอบมากขึ้น ไตร่ตรองคำถามในหัวก่อนถามออกไป เพราะบางครั้งคำถามอาจนำไปสู่การแตกประเด็น ทำให้เรื่องลุกลามและกลายเป็นทั้งสองฝ่ายโฟกัสผิดจุดไป พยายามกลับเข้าประเด็นเมื่อสังเกตว่าเรื่องที่พูดกันเริ่มสร้างบาดแผลใหม่ โดยที่ยังไม่ได้เคลียร์ใจในเรื่องเดิม

6. เขารู้สึกอย่างไร สำคัญกว่า “ทำไม…”
เรียกว่าเป็นขั้นใช้ ‘ใจ’ ใส่ empathy ลงไปในการสื่อสาร ปล่อยให้จิตใจทำงาน หากเรารู้สึกเศร้าเมื่อคนที่คุยด้วยแสดงความเศร้าออกมา มีความสุขเมื่ออีกฝ่ายแสดงความดีใจ หวาดกลัวเมื่อเขาอธิบายความกลัวที่เกิดขึ้นและถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านั้นผ่านทางสีหน้าและคำพูดของเราออกไป เราจะมั่นใจได้ว่าประสิทธิภาพของเราในฐานะผู้ฟัง การเอาใจใส่ และความเข้าใจของเราน่าจะอยู่ในขั้นที่มีการรับฟังที่ดี

ในการสัมผัสกับความเห็นอกเห็นใจ (empathy) เราต้องทำให้ตัวเองอยู่ในสถานที่ของอีกฝ่ายและปล่อยให้ตัวเองรู้สึกว่าการเป็นเขาในขณะนั้นเป็นอย่างไร ? นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ ต้องใช้พลังงานและสมาธิ แต่เป็นสิ่งที่ควรทำด้วยความใจกว้าง ดึงความอ่อนโยนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อเปิดทางให้การสื่อสารราบรื่น

ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หากอยากเรียนรู้การเป็นผู้ฟังที่ดีมากขึ้น อูก้ากำลังจะมี online workshop ในเรื่องของการฟังอย่างลึกซึ้ง( Deep Listening ) สำหรับ #อาสาสมัคร ที่เข้าร่วมเป็น deep listener staff ในโปรเจค ARAMAROM ที่อูก้าทำร่วมกับ Eyedropper Fill ณ งาน Bangkok Design Week 2021 นี้ ใครสนใจอยากเรียนรู้การเป็นผู้ฟังที่ดีมากขึ้นและเป็นอาสาสมัครเพื่อร่วมงานกับเรา กดอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมตรงนี้ได้เลย >> https://bit.ly/3gXcUhi

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/dltnblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

อ้างอิงข้อมูลจาก

Forbes : https://bit.ly/33cC3N1
Medium : https://bit.ly/3h4AIjp

Read More
จิตเภท โรคจิต พบจิตแพทบ์

รู้จักโรคจิตเภทให้มากขึ้น แล้วเลิกใช้คำว่า’โรคจิต’ แบบพร่ำเพรื่อกันเถอะ

ถ้าใครเคยดูซีรี่ย์เรื่อง It’s Okay, that’s Love (2014) คุณอาจจะได้พบความ “ผิดปกติ” ที่อยู่ท่ามกลางสิ่งปกติธรรมดาที่สุด ถือเป็นซีรีส์ที่ถ่ายทอดโรคทางจิตเภทได้อย่างลึกซึ้งและเข้าถึงจิตใจคนทั่วไป เล่าถึงจางแจยอลที่ป่วยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือที่คนชอบเรียกสั้น ๆ ว่า “โรคจิต” ซึ่งหลายคนยังเข้าใจผิดว่า “โรคจิต” คือการทำตัวแปลกแยก บ้า ๆ บอ ๆ บางทีก็ใช้เรียกคนที่ทำพฤติกรรมอนาจาร แต่อาจไม่เคยรู้ที่มาที่ไปของโรคนี้จริง ๆ มาก่อนเลย

ทั้งที่แจยอลมีแม่ที่รักและเอาใจใส่ ประสบความเร็จอย่างมากให้ฐานะนักเขียนชื่อดัง เขาดูมีความสุขและยิ้มแย้มเสมอ แต่กลับมีอดีตที่เจ็บปวดจากความรุนแรงในครอบครัว แจยอลเลือกที่จะใส่ร้ายพี่ชายเพื่อปกป้องแม่ สุดท้ายเขากับแม่ได้ทิ้งอดีตเพื่อเดินหน้าต่อไป ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ของเขาราบรื่นมากจนเหมือนว่าภาพเก่า ๆ ไม่อยู่ในหัวอีกแล้ว โดยเผลอลืมไปว่าตัวเองก็มีมุมที่อ่อนแอ ซึ่งเขาได้มองข้ามบาดแผลพวกนั้นไป

จนวันหนึ่งเขาได้พบกับคังวู แฟนคลับของเขาที่มีชีวิตลำบากเหมือนกับเขาในวัยเด็ก เขาจึงรู้สึกเชื่อมโยงกับเด็กคนนี้และพยายามช่วยเหลือทุกอย่าง จนเริ่มมีอันตรายและกระทบกับการใช้ชีวิต โดยไม่รู้ว่าคังวูคือภาพหลอนที่แจยอลมองเห็นเพราะอาการของโรค ในซีรีส์ได้ผูกชีวิตของแจยอลกับตัวตนคังวูเพื่อให้เราเข้าใจโรคนี้ได้ง่ายขึ้น แต่จริง ๆ แล้วโรคจิตเภทนั้นมีความซับซ้อนพอสมควร ซึ่งเราแบ่งอาการออกได้เป็น 5 ประเภทกว้าง ๆ คือ

  1. อาการหลงเชื่อผิด (Delusions)

เป็นความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้าย ระแวงว่าตนจะถูกวางยาพิษ คิดว่าตนส่งกระแสจิตได้

  1. ความคิดผิดปกติ (Disorganized thinking)

ทำให้คิดแบบเป็นเหตุเป็นผลอย่างต่อเนื่องไม่ได้ จึงมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร คุยกับคนอื่นไม่เข้าใจ ปะติดปะต่อไม่ได้ หรือเปลี่ยนเรื่องโดยไม่มีเหตุผล

  1. ประสาทหลอน (Hallucinations)

คิดหรือเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ความจริงไม่มีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เช่น หูแว่ว เห็นภาพหลอน มีเพื่อนในจินตนาการ

  1. มีพฤติกรรมผิดปกติ (Extremely disorganized or abnormal motor behavior)

มาจากความคิดและความเชื่อที่บิดเบือนจนเกิดพฤติกรรมอันตราย เช่น ทำร้ายคนอื่น ทำท่าทางแปลก ๆ มีอารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ควบคุมไม่ได้ อาจหัวเราะหรือร้องไห้สลับกัน

  1. อาการด้านลบ (Negative symptoms)

คือการขาดในสิ่งที่ควรจะมีในคนทั่วๆ ไป ได้แก่ เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ไม่ทุกข์ร้อน ไม่สนใจตัวเอง อาจอยู่เฉยๆ ได้ทั้งวัน ไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับใคร

จุดเริ่มต้นของความเศร้าในวัยผู้ใหญ่ คือภาพสะท้อนจากชีวิตวัยเด็ก ในตอนแรกแจยอลนั้นรับไม่ได้ที่รู้ว่าคังวูเป็นแค่ภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นมา เขาปฏิเสธการรักษาเพราะเชื่อว่าตนเองไม่ได้ป่วยและเขาเติบโตมาด้วยความรักของแม่ แต่เขากลับลืมไปว่าการได้รับความรักจากใครคนหนึ่งอาจกลายเป็นบาดแผลในใจได้เช่นกัน ซึ่งก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคคืออะไร ? แล้วการเลี้ยงดูส่งผลหรือไม่ ?

ในที่นี้จะขอพูดถึงความผิดปกติที่ชัดเจนทางด้านร่างกายว่าสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้คน ๆ หนึ่งป่วยเป็นโรคจิตเภทมาจาก

  • กรรมพันธุ์ : อาจได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง มีเครือญาติป่วยด้วยโรคนี้
  • สารเคมีในสมอง : โดพามีน (Dopamine) มีการทำงานมากเกินไป
  • ความผิดปกติในสมอง : ช่องในสมองโตกว่าคนทั่วไป หรือมีเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าน้อย การทำงานของสมองผิดปกติ เป็นต้น

ปัจจัยด้านครอบครัวพบว่าอาจจะมีผลในแง่การกำเริบของโรค โดยเฉพาะการใช้อารมณ์สื่อสารกัน มีการต่อว่ารุนแรง หรือพยายามควบคุมผู้ป่วยมากเกินไป จากการศึกษามากมายเชื่อว่าโรคจิตเภทมีสาเหตุหลายอย่างประกอบกัน ทั้งร่างกายและจิตใจสำคัญทั้งสิ้น ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เป็นโรคจิตเภทจะไม่ทราบว่าตัวเองผิดปกติและยากที่จะยอมรับ เพราะเขาเชื่อในสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน ที่มันเกิดกับเขาว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงและคนอื่นไม่ได้รับรู้สิ่งนั้นด้วย หากเริ่มรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลก็มักจะเลือกบิดเบือนและหลอกตัวเอง ปกปิดอาการ อาจถึงขั้นสูญเสียการควบคุมตัวเองเพราะเชื่อในความไม่จริงนั้นทำให้ยากจะรักษา บางรายเยียวยาตัวเองผิดวิธี เช่น พึ่งพาแอลกอฮอล์/ยาเสพติด แยกตัวจากสังคม ทำร้ายคนอื่น

ซึ่งโรคจิตเภทในแต่ละรายก็มีรายละเอียดแตกต่างกันไป แม้จะเรียกว่าโรคจิตเภทเหมือนกันก็ตาม คำว่า “โรคจิต” จึงเป็นคำเหมารวมง่าย ๆ ที่คนทั่วไปใช้เรียกผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งเราอยากให้เข้าใจคนกลุ่มนี้มากขึ้นและไม่ตีตราคนกลุ่มนี้ท่ีต้องการกำลังใจอย่างมากในการดูแลฟื้นฟูจิตใจ ที่สำคัญคือคนรอบข้างต้องเข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับโรคจิตเภทพอสมควร เพื่อให้ผู้ป่วยได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ต้องบอกว่าการรักษาโรคจิตเภทนั้นค่อนข้างยากและใช้เวลานาน หลัก ๆ ต้องใช้ยารักษา ทำจิตบำบัด อยู่ภายใต้การดูแลแนะนำจากจิตแพทย์ หากรุนแรงควรเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เมื่ออาการทุเลาก็สามารถใช้ชีวิตปกติได้ เพียงแต่ควรมีครอบครัวดูแลใกล้ชิด เผื่อมีอาการกำเริบหรือลืมทานยา จากการศึกษาลักษณะของโรคในระยะยาวพบว่าประมาณ 20-30 % ใช้ชีวิตประจำวันได้แทบจะปกติ อีก 20-30 % ยังมีอาการอยู่บ้างแต่ไม่รุนแรง ในขณะที่ 40-60 % นั้นแสดงอาการอยู่ตลอด ดังนั้นการเข้ารับการรักษาสำคัญมาก

เมื่อได้รับการรักษาแจยอลจึงปลดล็อกในใจได้ สิ่งสำคัญที่เขาเพิ่งเข้าใจในวัยสามสิบตอนปลายคือ เขาลืมที่จะมอบความรักให้ตัวเอง มีประโยคหนึ่งที่ได้แม่นจากเรื่องนี้คือ “ได้รับความรัก ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บปวด”   เราไม่มีทางรู้เลยว่าบาดแผลของแต่ละคนอยู่ตรงไหน ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความเครียดหรืออึดอัดคับข้องใจอยู่กับเรานาน

มาทำความเข้าใจเรื่องของสุขภาพจิตกันใหม่และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รักษาอย่างถูกวิธีกันเถอะ หากใครมีความเครียด รู้สึกไม่สบายใจ อย่าลืมนึกถึงอูก้าที่พร้อมจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณ อูก้ามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญในการปรึกษาปัญหาใจที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องราว ให้เรารับฟังคุณนะ 🙂


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/schizophreniablog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth#สุขภาพจิต#เครียด#ซึมเศร้า#พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.manarom.com/blog/schizophrenia.html

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/schizophrenia/symptoms-causes/syc-20354443

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-0855

Read More
พบจิตแพทย์ เครียด ซึมเศร้า จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด

ความต่างระหว่างนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และนักจิตบำบัด

เพื่อน ๆ สับสนกันไหมเวลาที่พูดถึงอาชีพที่เกี่ยวกับ ‘จิตวิทยา’ อูก้าเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่ติดตามกันมานานอาจจะพอคุ้นเคยกับหมวดอาชีพในสายนี้กันมาบ้าง แต่ถ้าให้บอกความต่างกันให้ชัดเจน แยกแยะหน้าที่และรูปแบบการทำงานของสามศรีพี่น้อง ระหว่าง ‘นักจิตวิทยา’ ‘จิตแพทย์’ และ ‘นักจิตบำบัด’ ก็อาจจะมีคนงง ๆ ว่าแล้วมันต่างกันยังไง ต้องเรียนอะไร หรือเราควรเลือกไปปรึกษาใครดี วันนี้อูก้าเลยมีคำตอบมาฝากทุกคนกัน!

#นักจิตวิทยา

ก่อนอื่นเลยมาเริ่มกันที่ ‘นักจิตวิทยา’ หรือ (psychologist) ซึ่งจริง ๆ แล้วนักจิตวิทยามีหลากหลายสาขา เช่น นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาองค์กร นักจิตวิทยาพัฒนาการ นักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราอาจจะคุ้นเคยกับนักจิตวิทยาประเภทหลังมากที่สุด

สิ่งที่พวกเขาเน้นคือการให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา หรือถ้าให้เข้าใจง่ายก็คือการพูดคุยที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เรียนรู้ตัวเองผ่านการพูดคุย ค่อย ๆ เยียวยาจิตใจตัวเองจากสิ่งที่เราได้พูดมันออกมา ความโดดเด่นของนักจิตวิทยาคือถ้าเราระบายเรื่องทุกข์ใจกับคนทั่วไป เราอาจจะได้แค่คนรับฟังและคำปลอบใจ แต่นักจิตวิทยาจะทำมากกว่านั้น เพราะพวกเขาจะทำให้เราเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำและอารมณ์ความรู้สึกของเราด้วย และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการใช้จิตวิทยาเข้าช่วยในการพูดคุยทั้งสิ้น

ที่สำคัญนักจิตวิทยาจะไม่บอกให้คุณทำอย่างนั้น ตัดสินใจอย่างนี้ แต่เขาอยากให้คุณเข้าใจและตัดสินใจยอมรับหรือเปลี่ยนแปลงบางสิ่งได้ด้วยตัวของเราเอง สตรองขึ้นด้วยตัวเอง กลายเป็นคุณที่เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม บรรยากาศที่พูดคุยมักเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและไม่กดดัน

#จิตแพทย์

ส่วน ‘จิตแพทย์’ (psychiatrist) แน่นอนว่ามีคำว่าแพทย์ต่อท้าย ก็ต้องหมายถึงคนที่มีพื้นฐานการแพทย์โดยเฉพาะ คือแพทย์ที่เรียนต่อเฉพาะทางเพื่อมาเป็นจิตแพทย์นั่นเอง ดังนั้นจิตแพทย์อาจจะมีอีกชื่อหนึ่งคือหมอรักษาโรคจิตเวช พวกเขาจึงสามารถทำหน้าที่วินิจฉัยและสั่งยาเพื่อใช้ในการรักษา ในมุมมองของจิตแพทย์ พวกเขาจะโฟกัสความผิดปกติที่เกิดขึ้นว่าเป็นความเจ็บป่วยบางอย่าง ดังนั้นจึงมองไปที่การกำจัดความเจ็บป่วยด้วยการใช้ยาเป็นหลักนั่นเอง

แต่ใช่ว่าจิตแพทย์จะไม่รู้วิธีการให้คำปรึกษาหรือบำบัดใจนะ เพียงแต่ว่าหน้าที่หรือจุดโฟกัสหลัก ๆ ของเขาอาจจะมุ่งไปที่โรคต่าง ๆ มากกว่า เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท ฯลฯ เราจะทำอย่างไรให้เขาดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ยาตัวไหน มองในมุมของแพทย์เป็นหลัก และส่วนใหญ่พวกเขาทำงานในโรงพยาบาลที่แสนจะวุ่นวาย ดังนั้นเวลาที่จะนั่งให้คำปรึกษาหรือทำกิจกรรมบำบัดก็อาจจะน้อยนิด จึงไม่ได้มีเวลามาเน้นกระบวนการฮีลใจเท่าอีกสองอาชีพที่เหลือนั่นเอง

#นักจิตบำบัด

สุดท้ายคือ ‘นักจิตบำบัด’ (therapist) อีกหนึ่งสายเฉพาะทางที่อาจจะแตกต่างจากสองอาชีพเบื้องต้นอยู่เล็กน้อย ตรงที่หน้าที่ของเขาจะเน้นไปที่การ ‘บำบัด’ แบบต่าง ๆ ไม่ได้วินิจฉัย สั่งยาให้แบบจิตแพทย์ ไม่ได้เน้นพูดคุยปรึกษาแบบนักจิตวิทยา แต่พวกเขาจะเน้นไปที่การทำจิตบำบัดตามวิธีการที่หลากหลาย เช่น ชวนคุณมานั่งคุย ต่อไปที่การใช้ศิลปะมาฮีลใจ เล่นดนตรี การเล่น หรือวิธีการอื่น ๆ ตามแต่ที่พวกเขาถนัดและร่ำเรียนมา เพื่อที่จะได้ช่วยบำบัดใจของคุณให้สบายยิ่งขึ้น หรือทำให้คุณ “เข้าใจและยอมรับ” กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

นักจิตบำบัดบางครั้งก็เป็นจิตแพทย์เองที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางในการบำบัด ทำงานร่วมกันกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาด้วยเช่นกัน และในประเทศไทยเองสายจิตบำบัดก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในช่วงหลัง

ดังนั้นแล้วในกระบวนการดูแลรักษาใจ เราอาจจะได้พบเจอทั้งสามอาชีพนี้ทำงานอยู่ร่วมกันเลยก็ได้ เช่น เราอาจจะรู้สึกไม่สบายใจแล้วไปคุยปรึกษากับนักจิตวิทยา นักจิตวิทยาประเมินเบื้องต้นแล้วส่งต่อมายังจิตแพทย์เพื่อช่วยดูแล วินิจฉัย จิตแพทย์ก็อาจจะดูว่ากระบวนการต่อไปควรจะทำอย่างไร จะทานยาร่วมกับการบำบัดแบบไหน แล้วก็อาจจะเป็นหน้าที่ของนักจิตบำบัดที่จะมาช่วยจับมือเราผ่านความรู้สึกนี้ไปด้วยกันนั่นเอง

รู้แบบนี้แล้ว อูก้าหวังว่าเพื่อน ๆ ทุกคนอาจจะคลายสงสัยกันไปได้บ้าง และไม่ว่าเรื่องของเราจะเป็นแบบไหน ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ อยากมีใครรับฟังละก็ อูก้าและทีมนักจิตวิทยาพร้อมจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยินดีรับฟังเรื่องของเพื่อน ๆ เสมอ สามารถพูดคุยกับอูก้าได้ตลอดเวลาเลยนะ

.

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/abtrpblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth#สุขภาพจิต#เครียด#ซึมเศร้า#พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://adaymagazine.com/report-counselling-psychologist/

https://www.bettermindthailand.com/content/4270/นักจิตวิทยากับจิตแพทย์การทำงานต่างกันอย่างไร

https://know-are.com/จิตแพทย์-นักจิตบำบัด-นักจิตวิทยาการปรึกษา-ต่างกันยังไง/

Read More
นักจิตวิทยา พบจิตแพทย์ เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ สุขภาพจิต

นักจิตวิทยา คือใคร ?

ต้องบอกว่าปัจจุบันอาชีพนักจิตวิทยาได้รับความสนใจมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่านักจิตวิทยาคือใครกันแน่ ใช่ดูดวง อ่านใจหรือเปล่า ? วันนี้อูก้าเลยอยากพาทุกคนมารู้จักกับนักจิตวิทยาให้มากขึ้นว่าจริง ๆ แล้วนักจิตวิทยาต้องเรียนอะไร มีสาขาใดบ้าง แตกต่างกันอย่างไรและเมื่อจบแล้วจะประกอบอาชีพอะไรต่อไป รวมถึงอธิบายด้วยว่าในระบบของอูก้านั้นเรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านใดบ้าง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและสามารถเลือกคุยกับนักจิตวิทยาที่ตรงใจคุณได้ ทั้งนี้นักจิตวิทยาต่างจากจิตแพทย์ตรงที่ไม่ได้เรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิต ทำให้ขอบเขตการรักษานั้นแตกต่างกัน โดยนักจิตวิทยาจะต้องศึกษาต่อจิตวิทยาในระดับปริญญาโทสาขาที่เกี่ยวข้อง ผ่านกระบวนการฝึกฝนมาอย่างดีและมีการเก็บชั่วโมงให้คำปรึกษาเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถทำหน้าที่นี้ได้

รู้ไหมว่า “นักจิตวิทยา” เรียนอะไรบ้าง ?

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “จิตวิทยา” เป็นศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความเชื่อหรือเรื่องงมงายอย่างที่เข้าใจกัน Psychology มีรากศัพท์มาจากคำว่า Psyche (จิตใจ) + logos (วิชา) หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ กระบวนความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คนชอบถามว่า “เรียนไปรักษาคนบ้าหรอ ?” หรือ “ถ้าเรียนจิตวิทยาก็ต้องอ่านใจคนได้สิ” ขอบอกเลยว่าจิตวิทยาคือการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสมอง พัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ทั้งสังคม ร่างกาย การเรียนรู้ สติปัญญา ตั้งแต่มนุษย์อยู่ในครรภ์จนถึงสิ้นอายุขัย เรียกว่าเข้าใจการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน ในเรื่องของอารมณ์ พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประสบการณ์ชีวิต พื้นฐานครอบครัวที่ทุกคนแตกต่างกัน พูดง่าย ๆ คือเรียนเพื่อเข้าใจ “ความเป็นมนุษย์” และช่วยเหลือในจุดที่เกิดปัญหาให้ชีวิตสามารถเดินต่อไปได้

.

ซึ่งหากจะเรียกตัวเองว่า “นักจิตวิทยา” (Psychologists) ก็จะต้องเรียนมาทางด้านจิตวิทยาคลินิก หรือไม่ก็จิตวิทยาการปรึกษาเท่านั้น ในจิตวิทยาสาขาอื่น ยังไม่ได้ว่าเป็นนักจิตวิทยาเต็มตัว ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาฝึกฝนให้คำปรึกษาเป็นจำนวนหลายร้อยเคส กว่าจะสามารถทำงานได้จริง เนื่องจากเป็นการทำงานกับชีวิตและจิตใจ ต้องระมัดระวังให้ความสำคัญกับทุก ๆ ขั้นตอนในกระบวนการปรึกษา

จิตวิทยามีกี่สาขา แตกต่างกันอย่างไร ?

อย่างที่บอกว่าเราศึกษาเกี่ยวกับ “มนุษย์” ฉะนั้นคงไม่เกินจริงถ้าจะบอกว่าจิตวิทยาอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้สังเกต ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ มหาวิทยาลัยก็มีการเปิดสอนวิชาจิตวิทยา แต่หากก่อตั้งเป็น “คณะจิตวิทยา” จะมีเพียงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งสาขาก็มีเยอะมาก ๆ ยิ่งถ้าเป็นต่างประเทศจะมีสาขาที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย วันนี้เราคัดมาบางส่วน เช่น

  1. จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ทฤษฎีและหลักการทั่วไปทางจิตวิทยา ความรู้พื้นฐาน พัฒนาการของมนุษย์และที่มาของจิตวิทยา
  2. จิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychology) เป็นการศึกษาโดยการนำหลักจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยโรคและรักษาปัญหาทางจิต เช่น ปัญหาพฤติกรรม การใช้ความรุนแรง การก่ออาชญากรรม การติดยาเสพติด เป็นต้น โดยจะพยายามค้นหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมหรือความผิดปกติทางจิตว่ามีสาเหตุมาจากอะไร
  3. จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (Industrial Psychology) ปรับใช้หลักทางจิตวิทยากับโลกของการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน แก้ไขปัญหาในองค์กร ตลอดจนดูแล อบรม พัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำความรู้ทางจิตวิทยามาใช้ในการดำเนินการคัดเลือก พัฒนา บุคลากร วางแผนการบริหาร ฯลฯ โดยเน้น “ทรัพยากรมนุษย์” เป็นสำคัญ
  4. จิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychology) ส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้รับคำปรึกษาได้ทำความเข้าใจปัญหาในเชิงลึก รวมกับมองหาทางออกร่วมกัน สาขานี้จะศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ซึ่งทำงานเป็นกระบวนการ มีขั้นตอนและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี จนสามารถเป็นผู้ให้คำปรึกษาได้ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ของผู้มาปรึกษา จะไม่แทรกแซงการตัดสินใจหรือบังคับ เน้นการรักษาความลับและไม่สร้างสัมพันธ์อื่นนอกจากให้คำปรึกษาเท่านั้น
  5. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เน้นศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ทุกลำดับตั้งแต่เกิดจนจบวงจรชีวิต ทั้งด้านพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม เมื่อเข้าใจแล้วจึงสามารถส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาได้อย่างสมวัย อาจมุ่งเน้นไปที่การเติบโตเด็กและวัยรุ่น เป็นสาขาที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษเพราะทุกประสบการณ์คือการหล่อหลอมตัวตน นอกจากนี้ยังมีสาขาย่อยอีก เช่น จิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาวัยรุ่น เป็นต้น
  6. จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) มุ่งเข้าใจพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ การตอบสนองและการตัดสินใจของมนุษย์ เช่น การรับรู้ การตอบสนองระหว่างบุคคล อิทธิพลของบุคคลที่มีต่อผู้อื่น ฯลฯ ปกติมักเป็นเรื่องที่เราเห็นทั่วไป อย่างการซื้อของ การทำความรู้จักคนใหม่ ๆ เราจะทำความเข้าใจคนอื่นได้ผ่านการสังเกตอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการกระทำของมนุษย์
  7. จิตวิทยาการแนะแนว เป็นการให้คำปรึกษาเชิงแนะแนวการศึกษา อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน “ครู” ลองนึกภาพครูแนะนำที่รับฟังและช่วยแนะนำเรื่องเส้นทางชีวิตให้นักเรียน เช่น การแนะแนวเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ สนับสนุนความสามารถ ความชื่นชอบ รวมถึงเข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ให้ความช่วยเหลือ พัฒนาและส่งเสริมเด็กอย่างเต็มศักยภาพ
  8. จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสอน โดยนำหลักทางจิตวิทยาและความเข้าใจเรื่องพัฒนาการมนุษย์มาช่วยในการหาวิธีส่งเสริมประสิทธิภาพทางการเรียนรู้

นอกจากนี้ยังมีจิตวิทยาชุมชน จิตวิทยาครอบครัว อาชญาวิทยา นิติจิตวิทยา และสาขาอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา ซึ่งการเรียนจิตวิทยาสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ครูแนะแนว นักกระตุ้นพัฒนาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าเราศึกษาต่อหรือลงลึกในด้านไหน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

pyschologynet.blogspot.com

https://campus.campus-star.com/variety/70291.html

psy.slc.ac.th

ในระบบอูก้า เรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านใดบ้าง ?

เรามีทั้งนักจิตวิทยาที่เป็นนักจิตวิทยาคลินิกและนักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาครอบครัว หรือจะมาขอคำปรึกษาเรื่องปัญหาพฤติกรรมเด็ก การดูแลบุตร พัฒนาการและพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่น เด็กที่มีความต้องการพิเศษ การเลี้ยงดูลูกเชิงบวกและมีความสุขในแต่ละช่วงวัย การปรับพฤติกรรมในเด็กและวัยรุ่น การให้คำปรึกษาพ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู นักเรียน ความเครียดในโรงเรียน ปัญหาครอบครัวและความสัมพันธ์ การดูแลผู้สูงอายุ

ไม่ว่าจะปัญหาความรัก  การปรับตัวกับคนรอบข้าง ความคิดทางลบ ความรู้สึกไร้คุณค่า ความรู้สึกสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ชีวิตไม่มีความสุข ความรู้สึกสิ้นหวัง การค้นหาความหมายของชีวิต โดยเราเน้นการจัดการอารมณ์ การตระหนักรู้และเข้าใจตนเอง การเห็นคุณค่าในตัวเอง โดยนักจิตวิทยาหลายท่านชำนาญในการประยุกต์จิตวิทยาเชิงบวกเพื่อช่วยในการปรึกษา

ยิ่งไปกว่านั้นเรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องความเครียดวัยทำงาน ภาวะหมดไฟ การค้นหาตัวตน เป้าหมายและฟื้นฟูสภาพจิตใจก็สามารพูดคุยได้เช่นกัน อูก้ามีผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับมุมมองความคิด การทำจิตวิทยาบำบัด ไปจนถึงการปรึกษาเกี่ยวกับอาการเสพติด ปัญหาสุขภาพจิตเชิงลึก การกินอิ่มนอนหลับ ความเครียดที่เข้ามากระทบ อูก้าพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณเข้ามาปรึกษาได้ทุกเรื่อง นอกจากนี้ในระบบเรายังมีจิตแพทย์อีกหลายท่านที่พร้อมดูแลทุกปัญหาใจ ไม่ต้องกังวลและกลัวการถูกตัดสิน เพราะทุกคนพร้อมที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวและรับฟังคุณโดยไม่มีเงื่อนไข

แล้วเราจะเลือกพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ดีนะ ?

จิตแพทย์จะเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยทางจิต อาจใช้การตรวจร่างกายร่วมด้วย วิธีทำการรักษา อาจใช้การบำบัดด้วยการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม รวมกับการสั่งจ่ายยา ใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุ้น และประเมินอาการของโรค ในขณะที่นักจิตวิทยาได้รับการฝึกจนเป็นนักจิตวิทยาคลินิกหรือนักจิตวิทยาการปรึกษา เน้นให้คำปรึกษาหรือบำบัดด้วยการพูดคุย เยียวยาจิตใจ แต่ไม่สามารถสั่งจ่ายยาหรือวินิจฉัยอาการทางการแพทย์ได้

.

แม้จะมีจุดที่ต่างกันอยู่บ้าง แต่จริง ๆ เราไม่ได้จำกัดว่าปัญหานี้ต้องคุยกับจิตแพทย์ หรือการระบายความรู้สึกต้องปรึกษานักจิตวิทยา ในเบื้องต้นการพูดคุยครั้งแรกสามารถเลือกคุยกับใครก็ได้ที่ท่านสนใจ อาจดูจากประวัติหรือหัวข้อที่เชี่ยวชาญ เช่น หากคุณกำลังทุกข์ใจเรื่องงานก็สามารถเรื่องนักจิตวิทยาการปรึกษาที่เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาในองค์กรได้ หรือสับสนเรื่องความรักประกอบกับมีภาวะซึมเศร้าอาจจะเลือกพูดคุยกับจิตแพทย์ได้เช่นกัน โดยนักจิตวิทยาเน้นที่กระบวนการให้คำปรึกษา ปรับมุมมอง ทัศนคติ รวมถึงวิธีที่เราแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นและมีความสุขมากขึ้น

#OOCAknowledge..

——————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/aboutpsychologistblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth

Read More
พบจิตแพทย์ ซึมเศร้า เครียด กลัวความรัก

OOCAknowledge : Philophobia รู้จักอาการกลัวรัก เพราะที่ใดมีรัก…ที่นั่นอาจมีทุกข์

คนเรามีเรื่องที่กลัวแตกต่างกัน ความรู้สึกกลัวที่ฝังอยู่ลึกๆ ในใจของมนุษย์มากบ้างน้อยบ้าง ที่คุ้นหูกันดี เช่น กลัวความมืด กลัวความสูง หรือกลัวแมลง แต่บางคนบอกว่าตัวเองไม่กลัวอะไรเลย จริง ๆ แล้วเราแค่ไม่รู้หรือไม่เคยมีอะไรไปสะกิดความกลัวนั้นให้ตื่นขึ้นมาทำงานหรือเปล่า แล้วความกลัวบางรูปแบบก็เกิดขึ้นเพราะประสบการณ์เฉพาะตัวบุคคล หนึ่งในความกลัวประเภทหลังที่น่าสนใจมาก ๆ คือ Philophobia หรือโรคกลัวความรัก

.

อาการของโรคกลัวความรักคล้ายกับโรควิตกกังวล เช่น ใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก เหงื่อออก คลื่นไส้ ตัวสั่น และเกิด Panic Attack ทุกครั้งที่นึกถึงการสร้างความสัมพันธ์ เหมือนถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว อาจจะฟังดูน้ำเน่าแต่อาการพวกนี้เกิดขึ้นจริง นอกจากอาการเชิงกายภาพแล้ว อาการอื่น ๆ ของโรคนี้คือการไม่เปิดใจให้ใครก็ตามเข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง มักขีดเส้นไว้ชัดเจนและมีกำแพงตั้งสูงกว่ารั้วบ้าน หรือถึงแม้เข้ามาได้ก็ไม่สามารถจะประคับประคองความสัมพันธ์เอาไว้ได้นาน เพราะความรู้สึกไม่มั่นคงทางใจ ทำให้หลาย ๆ ครั้ง เขาจะสลับไปมาระหว่างหึงหวงคู่รักมาก ๆ กับผลักคู่รักออกจากตัวเองโดยไม่รู้ตัว

.

ความรักเป็นสิ่งที่เข้าใจตรงกันว่าเป็น “ความรู้สึกด้านบวก” แล้วทำไมคนเราถึงกลัวความรักได้ ?

ความรู้สึกกลัวที่จะมีความรักเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ที่เป็นแผลใจในอดีต โดยเฉพาะในวัยเด็ก ประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย สั่นคลอนความรู้สึก เช่น พ่อแม่หย่าร้าง ความรุนแรงในครอบครัว การโดนปฏิเสธ ไม่ได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ ประสบการณ์ทางความรักของตัวเองที่จัดอยู่ใน Toxic Relationship และการเป็นคนที่เกิดขึ้นมาในวัฒนธรรมและศาสนาที่เข้มงวดในเรื่องการมีความรักความสัมพันธ์ และปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้เราปิดใจ กักเก็บความรู้สึกรักให้จมลึกลงไปโดยไม่รู้ตัว โดยพบว่าผู้มีอาการกลัวความรักมักเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

.

ฉะนั้นการรักษาโรคกลัวความรักนั้นมีสองระดับ ในระดับตัวบุคคลคือการบำบัดผ่านจิตแพทย์และนักจิตบำบัด และการบําบัดทางความคิดและพฤติกรรม หรือ Cognitive behavioral therapy (CBT) ที่จะมาช่วยปรับความคิดและความเชื่อเฉพาะตัวที่มี เพื่อให้เขาหลุดออกจากกรอบความคิดที่ผิดเพี้ยนไปจากโลกความจริง (Cognitive distortion)

.

นอกจากนี้การรักษาในระดับที่สำคัญมากไม่แพ้กันคือในระดับสังคม ความรุนแรงในครอบครัวและระหว่างคู่รักทำให้เกิดประสบการณ์ที่เลวร้ายมากกว่าโรคกลัวความรักอย่างเดียว นั่นคือผลกระทบทางจิตใจ ทั้งโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล การใช้สารเสพติด ไปจนถึงการทำร้ายตัวเอง ส่วนวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่มีข้อจำกัดหรือบีบคั้นมาก ๆ อาจถึงเวลาที่ต้องมาทบทวนกันว่า ในเมื่อความรักเป็นเรื่องของคนสองคน เราจะให้บทบาททั้งคู่ในการแสดงความเห็นในเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองได้หรือไม่ ? นี่อาจเป็นความท้าทายต่อจากนี้ที่เราควรต้องคำนึงถึงอนาคตของเรื่องสุขภาพใจ

.

หากใครที่อ่านบทความนี้แล้วไม่แน่ใจว่ามีอะไรขัดขวางความสัมพันธ์อยู่หรือเปล่า เกิดสงสัยว่าทำไมเราไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้ อึดอัดกับคนรอบข้างอยู่บ่อย ๆ หรือว่าเราอาจจะกลัวความรัก ? ถ้าคุณมีความกังวลใจก็สามารถมาเล่าให้อูก้าฟังได้ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรายินดีให้คำปรึกษาทุกคนเสมอ

อ้างอิงข้อมูลจาก :

https://www.medicalnewstoday.com/articles/philophobia#treatment

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/pdf/Cognitive behavior therapy.pdf

https://www.fearof.net/fear-of-love-phobia-philophobia/

https://www.tripboba.com/article_health_know-more-about-philophobia-and-how-to-treat-it.html

https://www.medicinenet.com/domestic_violence/article.htm

#OOCAknowledge

———————————————————————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย

🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/philophobiablog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth

Read More
PTSD คืออะไร ปรึกษาจิตแพทย์

OOCAknowledge : Survivor Guilt สู่ PTSD แม้จะผ่านมาได้ แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกผิด

“พระคุ้มครองนะ ถือว่าเราโชคดีแล้ว”

“อย่าไปคิดมาก เข้มแข็งต่อไป”

“ถือว่าฟาดเคราะห์ไป ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”

หลังจากผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้ เราอาจได้ยินถ้อยคำปลอบใจที่สื่อถึงความดีใจที่เห็นเรายังมีชีวิตอยู่ แต่ใครจะรู้ว่าคนที่รอด เขาอาจไม่ได้รู้สึกมีความสุขกับการรอดชีวิตก็ได้

.

ย้อนกลับไปช่วงสงครามโลกในเหตุการณ์ระหว่างนาซีและชาวยิว กว่า 1 ใน 3 ของผู้รอดชีวิตได้กล่าวถึง “ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต” หรือ Survivor Guilt ซึ่งเคยถือเป็นโรคหนึ่ง แต่ถูกนิยามใหม่เป็นโรค Post-Traumatic Stress Disorder (PSTD) แทน (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/oocaok/photos/957158848021024) ถือเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนและยากจะเข้าใจว่า “ทำไมคนเราต้องรู้สึกผิดที่รอดจากเหตุร้ายๆ มาด้วย”

.

ในเวลาที่ความตายอยู่ตรงหน้า ใครๆ ก็อยากมีชีวิตอยู่ เพราะลึกๆ มนุษย์ล้วนกลัวตาย แต่เมื่อรอดกลับรู้สึกผิดจนอยากตาย ผลกระทบทางใจที่ได้รับทำให้เฝ้าถามตัวเองว่า “ทำไมไม่เป็นฉัน” กลายเป็นความคิดวนเวียนในหัวว่า “ทำไมฉันถึงรอด ทั้งที่เพื่อนฉันถูกทำร้าย”

“ฉันทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลังแล้วเอาตัวรอดหรือเปล่า”

“คนอื่นเดือดร้อนเพราะการตัดสินใจของเราผิดใช่ไหม”

“ทำไมเขาต้องมาบาดเจ็บคนเดียว”

“จริงๆ ฉันควรเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น”

.

ทำไมเราจึงโทษตัวเองหรือรู้สึกผิดแบบนี้ หลักๆ คือ เขารู้สึกว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าการตัดสินของตัวเองนั้นถูกหรือผิด ที่แน่ๆ ตัวเองรอดมาได้แต่บางคนบาดเจ็บหรือตายจากไป

.

นอกจากนี้สังคมก็มีส่วนทำให้คนเกิดความรู้สึกผิดได้ ถ้ามีการกดดันหรือเรียกร้องให้เกิดความรับผิดชอบ มีการต่อว่า ตำหนิจากคนในสังคม เมื่อถูกกล่าวโทษซ้ำๆ ผู้ที่รอดจะรู้สึกว่า “การมีอยู่ของฉันเป็นเรื่องผิด”

.

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้สึกผิดนะ บางคนอาจไม่มีละอายใจเลยแม้จะทำเรื่องเลวร้ายแค่ไหน ซึ่งในทางจิตวิทยาบอกว่าถูกปลูกฝังให้เป็นคนที่มีคุณธรรม (Moral) มีความรับผิดชอบ (Responsibility) มีจิตสำนึก (Accountability) มีความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และมีความรู้สึกว่าต้องช่วยคนอื่น (Altruism) นั้น จึงจะเกิดความรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์บางอย่างได้

.

ถ้ารู้สึกผิดในระดับที่นึกถึงใจเขาใจเรานั่นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่หากทำให้ลำบากหรือทุกข์ใจอาจกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง (Self- criticism) จนขาดความยืดหยุ่น รู้สึกว่าทุกอย่างมีแค่ ขาวหรือดำ สุดท้ายจึงไม่สามารถให้อภัยตัวเองหรือคนอื่นได้ เมื่อมีความสุขหรือได้รับอะไรดีๆ ก็มักจะฉุดรั้งตัวเองไว้แล้วคิดว่าเราไม่สมควรได้รับมัน เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดนั้น

.

สิ่งสำคัญคือ การรับฟังอย่างเข้าใจ ก่อนอื่นต้องหาสาเหตุของความรู้สึกผิดนั้นให้เจอและพยายามแก้ไข เวลาจะช่วยให้เราเข้าใจว่าการสูญเสียเป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่ได้ ปล่อยให้ตัวเองได้เสียใจให้พอแล้วค่อยให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่ ถ้าไม่ดีขึ้นควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์

.

เลิกคิดว่าเราต้องคิดหรือทำถูกทุกอย่างเพราะทุกคนสามารถทำผิดพลาดได้ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะควบคุมให้ทุกอย่างเป็นอย่างที่เราต้องการ เพราะเราคือคนธรรมดาที่เรียนรู้อยู่ทุกวัน อย่าให้อะไรหรือใครมาตัดสินคุณค่าในชีวิตเรา

.

รู้สึกผิดได้นะ แต่ต้อง “กอด” ตัวเองด้วย เพราะทางออกของเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเราต้องเจอเรื่องร้ายๆ ต้องบาดเจ็บหรือจากไป ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับเรื่องของ “ชีวิต” เมื่อบางอย่างมันเกิดไปแล้วเราอาจจะต้องปล่อยวางภาระในใจ ส่วนที่เราจะทำได้คือการดีลกับความรู้สึกผิดในใจตัวเอง และบอกตัวเองว่า “ไม่มีใครผิดที่มีชีวิตอยู่หรอกนะ”

.

เพราะอูก้าเชื่อว่าทุกชีวิตมีค่า ถ้าคุณกำลังต่อสู้กับความรู้สึกผิดในใจ ลองทักมาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอ เราพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหานะ

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth

Read More
eating disorder

OOCAknowledge : Eating Disorders (ED) เรากำลังทำร้ายตัวเองด้วย การกินอยู่หรือเปล่า ?

สังคมที่ให้คุณค่ากับความสวยงามหรือมีค่านิยมเกี่ยวกับการมีรูปร่างผอมบางแล้วกำหนดว่านั่นคือมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) และการมีความดึงดูดใจทางร่างกาย ทำให้หลายคนต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองหรือภาพลักษณ์ทางร่างกาย (Body Image) ให้เข้ากับสิ่งที่คนอื่นบอกว่า “สวย ดูดี” และถ้าเรามีปัญหาในการรับรู้ Body Image เช่น มองตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกไม่ดี เปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วไม่ชอบตัวเอง ก็อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจได้

.

Body Dysmorphia หรือภาวะทางจิตที่ไม่สามารถหยุดคิดได้ว่าร่างกายตัวเองมีความผิดปกติทางรูปลักษณ์ต่าง ๆ เลยส่งผลไปถึงภาวะการกินผิดปกติ โดยต้นตอของปัญหามีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ความนับถือตนเอง (Self-Esteem) สภาพแวดล้อม (Environment) จินตนาการ (Imagination) ฯลฯ และถูกกระตุ้นด้วยสิ่งที่คนอื่นคาดหวังหรือพร่ำบอกเรา ยิ่งปัจจุบันเรามี Influencer มากมายบนโลกออนไลน์ เราเสพสื่อและแชร์ตัวตนให้คนอื่นเห็นมากขึ้น ความนิยมของภาพ full-body shots ได้รับความนิยม เราเปรียบเทียบตัวเองกับคนดังแล้วมีความสุขกับการเห็นยอดไลค์ยอดแชร์ รวมถึงหลาย ๆ คนก็สามารถสร้างรายได้จากการใช้ภาพลักษณ์หรือสร้างจุดเด่นของตัวเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสังคมเราถึงให้คุณค่ากับรูปร่างหน้าตามากขึ้นเรื่อย ๆ

.

Eating Disorders (ED) โรคความผิดปกติด้านการกิน ลักษณะคือหมกมุ่นและกังวลกับน้ำหนักตัว (preoccupation with weight) จนส่งผลต่อพฤติกรรมการกินและพฤติกรรมอื่น ๆ รบกวนการใช้ชีวิตหรือการทำงานอย่างมาก พบมากในกลุ่มผู้หญิงวัยรุ่น 90% ของคนที่เป็น ED เป็นกลุ่มคนมีฐานะ (Upper Social Class) เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งมักรู้สึกอยากผอม (Drive for thinness) คือคนที่มองว่าผอม = สวย หรือกลัวอ้วน (Fear of Fat) คือการที่เราเชื่อมโยงความอ้วนกับความรู้สึกเชิงลบ นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศก็เสี่ยงที่จะเป็น ED เนื่องจากรู้สึกไม่ดีกับร่างกายตัวเอง

.

ซึ่ง ED ประกอบด้วย

Anorexia Nervosa ภาวะไร้ความอยากอาหาร เริ่มจากนิสัยเข้มงวดกับการกิน จนกลายเป็นพยายามอดอาหาร เกิน 50% ของคนเป็นโรคนี้มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

Bulimia Nervosa ภาวะความอยากอาหารมากผิดปกติ หลังจากกินไปแล้วจะรู้สึกผิดเลยพยายามเอาออก โดยการล้วงคอ อาเจียน เป็นต้น

Binge-eating Disorder ภาวะกินอาหารปริมาณมากจนผิดปกติ ควบคุมตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน ไม่สนใจจะลดน้ำหนัก

Eating Disorder Not Otherwise Specified (EDNOS) ระบุไม่ได้ ไม่ใช่ทั้ง 3 แบบข้างต้น

.

ในส่วนของวิธีรักษา มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับอาการและควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ยกตัวอย่าง เช่น

1. Drug Treatment เช่น ยาต้านเศร้า เพื่อช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเคมีในปริมาณที่สมดุล

2. การแก้ปัญหาบุคลิกภาพ (Personailty Theory) ด้วยการบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavioral Therapy)

3. Family Therapy เนื่องจากคนที่มีพฤติกรรมการกินปกติส่วนใหญ่มักมีปัญหาด้านครอบครัว ทำให้หมกมุ่นกับตัวเอง ครอบครัวจึงสำคัญมาก

โดยปกติคนที่เป็น ED มักไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ต้องอาศัยการสังเกตและช่วยเหลือจากคนรอบข้างอย่างมาก หากไม่แน่ใจว่าความเครียดของเรากำลังทำร้ายร่างกายทางอ้อมหรือเปล่า อาจลองสังเกตว่าน้ำหนักตัวเราขึ้นลงผิดปกติไหม มีพฤติกรรมการกินเปลี่ยนไปมากหรือเปล่า ถ้ารู้สึกว่าร่างกายมีความผิดปกติ ไม่มีความสุขหรือหมกมุ่นกับรูปร่างหน้าตาจนเกินไป และอาการดังกล่าวไม่ดีขึ้น สามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาของอูก้าได้เสมอนะคะ เพราะทุกปัญหาสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.psychiatry.org/patients-families/eating-disorders/what-are-eating-disordershttps://www.psychiatry.org/patients-families/eating-disorders/what-are-eating-disorders

https://www.nhs.uk/conditions/eating-disorders/

Read More