OOCA story

ในช่วงเวลานี้จะมีอะไรน่าเบื่อไปกว่าการต้องอยู่แต่ในบ้าน มุมและสถานที่เดิมพาเราเครียดอย่างช่วยไม่ได้ แต่หลายคนบอกว่าโชคดีหน่อย “อยู่บ้านไม่เสียเงิน” แต่มันเป็นเรื่องจริงเหรอ ? ความเครียดถูกสะสมจากสถานการณ์เลยบีบให้เราอยู่ในพื้นที่จำกัด แม้จะออกไปได้บ้างแต่ก็ไม่ครึกครื้นเหมือนที่เคยเป็น ความเครียดเลยผลักดันให้เราหาทางออกสุดฉลาด #ใช้เงินแก้ปัญหา ช้อปปิ้งออนไลน์กันแก้เครียด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า “Retail therapy”

ผ่านมาสักพักแล้วที่หลายบริษัทเริ่มให้พนักงาน “ Work From Home” ในช่วง COVID19 เพราะสถานการณ์บังคับจึงบีบให้การทำงานผ่าน Online เข้ามาประชิดตัวเราอย่างรวดเร็ว หลายคนรู้สึกตื่นเต้นกับการได้ทำงานแบบใหม่ แต่เมื่อผ่านไปสักพัก ข้อจำกัดและข้อเสียของการ Work From Home ก็ค่อยๆ แสดงออกมาให้เราเห็น เมื่อขอบเขตการทำงานมันช่างยืดหยุ่นเบียดช่วงเวลาที่เคยใช้ชีวิตของเราจนอึดอัด

ทุกคนเคยได้ยินคำว่า “ใจเป็นนายกายเป็นบ่าวไหม ?” ประโยคนี้กำลังบอกว่าจิตใจมีความสำคัญกับการกระทำของเราเสมอ ทุกสิ่งที่เราทำถูกความคิดของเราควบคุมทั้งนั้น ไม่ว่าจะร้องไห้ โกรธ เกลียด หรือริษยา มีศูนย์ร่วมคำสั่งมาจากความคิดของเราทั้งนั้น ความคิดเป็นสิ่งอิสระที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งมันไม่ยากหรือง่ายจนเกินไปที่จะควบคุม แต่มันจะยากที่สุดถ้าคนคนนั้นเจอแต่เรื่องเลวร้ายมาทั้งชีวิต เราจะคาดหวังให้เขามีจิตใจที่ดีได้ยังไงถ้าเขาไม่เคยได้รับสิ่งดีๆ เลย จิตใจของเขากำลังฆ่าตัวเขาเอง และไม่น่าแปลกถ้ามันจะฆ่าคนอื่นได้ด้วย

ผ่านมานานแค่ไหนเราก็ยังเชื่อเสมอว่า “ในเรื่องร้ายๆ ยังมีเรื่องดีๆ ซ่อนอยู่” ทุกครั้งที่เราเสียใจ หรือผ่านเรื่องที่กระทบจิตใจมา โลกที่เราเห็นหลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปและไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว “บทเรียน” คือสิ่งที่เราได้เป็นของรางวัลสำหรับทุกความล้มเหลวในชีวิต แต่ที่สำคัญคือ #จิตใจจะแสวงหาการอยู่คนเดียวลำพัง เพื่อฟื้นฟูหัวใจที่บอบช้ำขึ้นมาอีกครั้ง

เราเชื่อว่าหลายๆ คนตอนนี้ก็คงเบื่อเต็มทีกับการกักตัวอยู่บ้าน และคงจะอดเสียใจไม่ได้ที่ไม่ได้เจอเพื่อน หรือออกไปไหนบ้างเลย แต่นั่นแหละเราเองก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะยังไงที่เราห่างกันก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเราและทุกคน

.

แต่รู้ไหม ? การกักตัวอยู่บ้านเป็นโอกาสที่ดีมากเลย ที่เราจะหยุดพักหรือบำบัดความคิดของเรา ด้วยการเอาความคิดคนอื่นออกจากหัว โดยเฉพาความคิดด้านลบของคนที่คิดร้ายกับคนอื่น ถือว่าใช้โอกาสจากการอยู่ตัวคนเดียวทำ Toxic People Detox ไปเลยละกัน ไหนๆ ก็อยู่บ้านต้านไวรัสแล้ว ก็อยู่ห่างๆจากคนพลังลบไปด้วยเลยเนอะ

หลายปีที่ผ่านมาเราคิดอยู่เสมอว่าทำไมในใจเหมือนมีบางสิ่งที่ติดค้างอยู่ เป็นความรู้สึกก้อนใหญ่ที่ขวางทางเดินของเรามาเสมอ และเราเองก็ไม่เคยเอะใจเลยสักครั้งจนกระทั่งเวลาก็ทำหน้าที่ของมันและพาเราเดินมาถึงจุดนึง

มันก็ผ่านมานานแล้ว ถ้านับเป็นจำนวนก็ประมาณ 6 ปีได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรามีความฝัน เราพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้เข้าไปอยู่ในที่ ที่เราจินตนาการถึงมาตลอด แต่ในเมื่อชีวิตมันไม่ง่ายขนาดนั้น เราตรวจพบเจอก้อนรังไข่ที่กลับขั้วอยู่ในมดลูก...
.
เราจำเหตุการณ์ได้ดี เราเข้าไปในห้องตรวจตอนสามทุ่มและถูกผ่าตัดในตอนตีหนึ่งคืนนั้น เสียงคุณหมอที่คุยกับแม่ที่ยังดังก้องในหูมาจนทุกวันนี้
"โชคดีมากที่ตรวจเจอ ถ้ามาช้ากว่านี้อาจจะไม่ช่วยไม่ทัน"
.
หรอวะ เราคือคนที่โชคดีจริงๆ หรอวะ ได้แต่คิดอยู่ในใจ แต่ถึงอย่างนั้นเรายังมีเป้าหมายที่เราต้องทำ ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า แค่ผ่ามันออกไป ทุกอย่างมันคงจะกลับมาเป็นปกติ เราก็จะยิ้ม หัวเราะได้เหมือนเดิม

เราเคยได้ยินคำว่า “ไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้” แต่ไม่คิดว่าไม่นานเราจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าที่ใครเขาพูดกันมันหมายความว่าอะไร …

ก่อนที่สังคมจะเริ่มให้คุณค่ากับ ”การรักตัวเอง” ก็มีการถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้งว่า “การรักตัวเอง“ แตกต่างกับ "การเห็นแก่ตัว” ยังไง ? ซึ่งการคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นคือข้อแตกต่างของสองคำนี้
.

“Dead inside” ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่เป็นไร จะเจอเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ยอมรับมันไปจะได้จบๆ ไม่โกรธ ไม่เสียใจ ความรู้สึก “ชินชา” ที่จะเรื่องอะไรก็เข้ามาเถอะ
.
ในช่วงเวลาที่เรื่องแย่ๆ วิ่งเข้ามาหาเราอย่างไม่หยุดหย่อน ตัวเรายังคงอยู่ ณ ปัจจุบัน แต่เป็นแค่ “กายหยาบ” ทีไม่รู้สึกหรือตอบสนองอะไรแล้ว ช่วงเวลาที่เรารู้สึกอย่างนั้นเป็นเพราะเรากำลัง “เอาตัวรอด” จากบางสิ่งอย่างอยู่ แต่ไม่ใช่เป็นการต่อสู้เพื่อให้รอด
แต่เป็นการนิ่งเฉยและจำยอมกับมัน แม้ตัวเราจะรู้สึกไม่เห็นด้วย หรือไม่อยากทำก็ตาม