เพื่อนทะเลาะกับแฟน จิตวิทยาความรัก

OOCAstory: เขากลับไปคืนดีกัน ส่วนเรานั้น “เป็นหมาอีกแล้ว”

“ฉันจะเลิกจริงๆ แก มันทำตัวแย่ๆ อีกแล้ว”

“พอแล้ว รอบนี้ไม่รีเทิร์นแน่ ฉันไม่เอาแล้วแก”

ภาพเพื่อนที่โทรมาโวยวายหรือร้องไห้ฟูมฟายให้กับรักห่วยๆ เชื่อว่าในกลุ่มเพื่อนจะต้องมีอย่างน้อยคนหนึ่งที่พูดซ้ำๆ แต่ก็ติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดูไม่ต่างจากคู่เวรคู่กรรม แม้จะด่ากันเป็นพันครั้ง สุดท้ายก็ตัดไม่ได้อยู่ดี แล้วพอเขากลับไปคีนดีกัน ฉันล่ะ?

.

ฉันที่คอยปลอบมัน บอกให้มันรักตัวเอง บอกให้ทิ้งคนแย่ๆ ออกจากความรักที่ทำร้ายมัน

หนักกว่านั้น ครั้งที่แย่ๆ ฉันทักไปด่าแฟนมันให้ด้วยที่มาทำให้เพื่อนเสียใจ

“ฉันจะกลายเป็นอะไร ‘หมาเลย’ ไง” นี่คงเป็นสิ่งที่คิดกันในใจ บางทีก็โมโหเพื่อนนะ ที่มาหาเราแต่เวลาทุกยาก ตอนแฮปปี้นี่เงียบหายไปเลย จนเผลอแอบคิดไปว่า “อย่าให้เห็นว่าคืนดีกันนะ จะด่าให้” แต่พอเอาเข้าจริง เราก็ใจแข็งเวลาเห็นเพื่อนทุกข์ใจไม่ลง ได้แต่ประคับประคองกันไป รับตำแหน่ง “ที่ปรึกษาคนสนิท” เหมือนเดิม

.

แล้วเราเบื่อมั๊ย ? ที่ต้องเป็นหมาในความสัมพันธ์ของเพื่อน แม้เราจะรู้สึกขำๆ กับประโยคนี้เหมือนเป็นแค่ตลกร้าย แต่ฉากเดิมๆ ที่ถูกฉายซ้ำ แน่นอนว่าคนฟังคงเหนื่อยใจไม่น้อย รับฟังก็แล้ว แนะนำก็แล้ว ยังพาตัวเองกลับไปเจอ toxic relationship อยู่อีก เราคงอึดอัดกับเพื่อนเวลาที่มันมาเล่าในครั้งต่อๆ ไป เพราะคงจะเดาผลลัพธ์ออกว่าเพื่อนจะเลือกทางไหน

.

เราอยากบอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครเป็น “หมา” หรอก ความเป็นห่วงและความจริงใจที่เรามีให้ไม่ได้หายไป อย่างน้อยการมีอยู่ของเราในช่วงที่เพื่อนดาวน์มากๆ ก็เพียงพอแล้ว อย่าคาดหวังว่าคำแนะนำที่ให้ไปจะนำไปสู่ปลายทางที่เราต้องการ เพราะการตัดสินใจเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่จะต้องเลือกชีวิตของเขา ส่วนเราคือคนที่จะจับมือมันไว้ในวันที่ต้องการ

.

จริงๆ อยากให้มองทั้งสองมุม ถ้าเราเป็นฝ่ายอกหักแล้วกลับไปคืนดีกับแฟน พอเพื่อนหยอกว่า “แหม เอาซะกูเป็นหมาเลย” ต่อไปเราจะกล้าเล่าปัญหาให้เพื่อนฟังอีกมั๊ย ? อย่างน้อยเราคงเกรงใจเพื่อนอยู่บ้าง ไม่รู้ว่ามันคิดเล่นหรือคิดจริงว่าตัวเองเป็นหมา กลัวเพื่อนจะรำคาญ สุดท้ายถ้ามีปัญหาความรักอีกก็ขอเลือกเก็บไว้กับตัวเองอาจจะดีกว่า ไม่อยากให้เพื่อนมองว่าเราอ่อนแอหรือโง่ที่จมอยู่กับความสัมพันธ์แย่ๆ ยึดติดกับอะไรไม่เข้าเรื่อง

.

คนที่ติดอยู่ในลูปเดิมก็ไม่ใช่หมา มีแค่คนที่พร้อมจะเดินต่อกับคนที่ยังไม่พร้อมจะตัด เพียงแต่ติดอยู่ในขั้นรักๆ เลิกๆ ยังไม่รู้จะเลือกทางไหนดี การที่เพื่อนมาปรึกษาเราซ้ำๆ แต่ก็เลือกทางออกเดิมๆ ไม่ใช่เพื่อนไม่ฟังเรา หรือไม่เห็นความหวังดีที่เรามอบให้ แต่บางคนอาจจะพร้อมตัดสินใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เล่า ในขณะที่บางคนอาจต้องการเพิ่มความมั่นใจอีกครั้งและอีกครั้ง จนพร้อมในครั้งที่สิบก็เป็นได้

.

ถ้าใครเจอความสัมพันธ์ที่วนอยู่แต่ปัญหาเดิมๆ หรือถ้าคุณเหนื่อยกับการเป็นที่ปรึกษา ลองให้อูก้าทำหน้าที่แทนคุณได้ ไม่ว่าจะความรัก ชีวิตคู่ เพื่อน หรือความสัมพันธ์แบบไหน นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราก็พร้อมรับฟังคุณอยู่นะ ทักเข้ามาได้เลย

Read More
เขารั้งเราไว้ทำไม move on จิตวิทยาความรัก

OOCAstory: เขารั้งเราไว้หรือเป็นฉันเองที่ move on อยู่ที่เดิม

ใครๆ ก็บอกว่าเรื่องความสัมพันธ์นั้นซับซ้อน เข้าใจยาก

ถ้าไม่เจอกับตัวคงไม่รู้ แต่ถึงจะรู้ ก็ยังทำควบคุมได้ยาก

.

เพื่อนเล่าให้เราฟังว่า

ในช่วงปีแรกที่คบกัน เธอจับได้ว่าแฟนโกหก

แล้วก็ตัดสินใจเลิกลา ห่างกันไปสักพักจนทำใจได้

แต่จังหวะเวลาบางทีก็เล่นตลก เพื่อนเรากลับไปคบกับเขา

ด้วยคำสัญญาว่าจะไม่ทำให้เสียใจ เหตุการณ์เดิมๆจะไม่เกิดขึ้น

.

แต่เพราะไม่มีใครรู้อนาคต

ครั้งนี้เขานอกใจเพื่อนเรา สร้างบาดแผลที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม

เพื่อนเราพยายามบอกตัวเองให้ปล่อยเขาไป

เพราะถือว่าการนอกใจหมายความว่าอีกฝ่ายได้เลือกคนอื่นที่ไม่ใช่เรา

.

แต่บางทีคนเราก็ใจร้ายกว่านั้น

เขาไม่ปล่อยเพื่อนเรา เขาอยากคบทั้งสองคน

เพื่อนเราตัดช่องทางการติดต่อทุกอย่าง

บางครั้งก็ยอมรับว่ายังคิดถึง ภาพช่วงเวลาดีๆยังชัดเจน

.

หลังจากอยู่ในความสัมพันธ์ที่ยื้อกันกว่าสามปี

ครั้งสุดท้ายทั้งสองคนทะเลาะกันทางโทรศัพท์

เพื่อนเราร้องไห้เสียใจ … ทำไมเป็นแบบนี้อีกแล้ว

.

ตอนที่ร้องไห้เพื่อนเราอยู่กับหลาน

หลานถามว่า “ร้องไห้หรอ เป็นอะไร”

เพื่อนเราบอก “ทะเลาะกับเพื่อน”

“ถ้าเขานิสัยไม่ดีก็อย่าไปคบเขา ก็แค่นั้น” หลานบอกอย่างไม่ใส่ใจนัก

.

แต่ใครจะเชื่อ…เพื่อนเราปลดล็อกตัวเองจากประโยคนั้น

ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้รู้ว่า มันง่ายๆแค่นี้เอง

.

ที่ผ่านมา เพื่อนเราหลอกตัวเองว่าเขารั้งเอาไว้

ทั้งๆที่เดินออกมาจากความสัมพันธ์ตั้งนานแล้ว

แต่เปล่าเลย ตัวเองต่างหากที่ไม่ยอมเดินออกมา

แม้จะรู้ว่าความสัมพันธ์นี้มัน “ไม่ดี” เอาเสียเลย

.

แล้วคุณล่ะ พร้อมจะปลดล็อกตัวเองหรือยัง

ให้อูก้าเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยคุณปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาใจ เรามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญที่พร้องจะดูแลคุณมากมาย สามารถติดต่อเข้ามาได้ ที่ไหน เมื่อไหร่ เราก็พร้อมรับฟังคุณเสมอ

Read More
เหนื่อยกับชีวิต จิตวิทยา

OOCAstory : เหนื่อยที่แปลว่าเหนื่อยจริงๆ

“เราเหนื่อย เหนื่อยที่เป็นแบบนี้”

บางทีความเหนื่อยมันก็มาในรูปแบบของการที่ไม่รู้ว่า เราเหนื่อยเพราะอะไร แค่รู้สึกและสัมผัสได้ว่าตัวเราไม่ไหวแล้ว ไม่ชอบที่เป็นแบบนี้ แล้วมันแบบไหนกันล่ะ ? บางทีเราก็ตอบตัวเองไม่ได้..

ทุกครั้งเลยนะ เวลาเราพูดว่าเหนื่อย เรามักจะถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาแบบที่เราไม่ชอบ และพูดตอบเราว่า “คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน เขาก็สู้ จนบางคนผ่านมันมาได้แล้ว ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ อดทนหน่อยสิ” ตลกดี… เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังสู้กับอะไร อดทนไปเพื่ออะไร แล้วมันจะเป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหนถึงจะผ่านพ้นไปได้

ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไง เราเหนื่อย เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยกับทุกๆ อย่าง กับทุกๆ คน เราไม่อยากออกจากบ้านไปเจอใครด้วยซ้ำ ถ้าการเจอจะทำให้เราได้รับแต่คำพูดลบๆ แบบนั้น ทำไมต้องเอาความรู้สึกของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วย เขาไม่ใช่เรา และเราก็ไม่ใช่เรา มันเทียบกันไม่ได้หรอก

วันหนึ่งเราทนไม่ไหว เราเลยลองไปพบจิตแพทย์ดู เล่าปัญหาที่เราเจอให้คุณหมอฟัง หลายครั้งเราไม่รู้จะพูดอะไร หรือเล่าเรื่องอะไรด้วยซ้ำ มันสับสนไปหมด ไม่รู้ตัวเองมีปัญหาเรื่องอะไร สุดท้าย เราได้ยามาทาน และคุณหมอแนะนำให้ไปพบนักจิตวิทยาเพิ่มเติม เพื่อจะได้พูดคุยปรึกษาในเวลาที่มากยิ่งขึ้น

เราไม่รู้หรอกนะ ว่าอาการที่เรากำลังเป็นมันจะดีขึ้นตอนไหน แต่เราก็แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า ถ้าเรากินยาเป็นประจำ ไปพบคุณหมอและพี่นักจิตวิทยาอยู่เสมอ สักวันหนึ่ง (เร็วๆ นี้แหละ ขอให้กำลังใจตัวเองหน่อย) มันต้องดีขึ้นแน่ๆ

การรับประทานยาสำคัญมากเลยนะ อย่าหยุดยาเองเด็ดขาด ปล่อยให้หน้าที่ตัดสินใจเป็นของคุณหมอเถอะนะเพื่อนๆ ว่าเราจะลดหรือหยุดยาตอนไหนอย่างไร เราเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีอาการข้างต้น รู้สึกเหนื่อย หาคำตอบไม่ได้ ไม่อยากออกไปพบเจอผู้คน เราอยากให้ลองมารับคำปรึกษาจากพี่ๆ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าดูนะ เพราะว่าเรื่องของใจให้เรารับฟัง อูก้าพร้อมช่วยเหลือและดูแลทุกคนเสมอ 😊

Read More
โรคไบโพล่าร์ จิตแพทย์

“ฉัน VS. Bipolar” ผ่านมาได้ เมื่อคนรอบข้างเข้าใจ

“คุณเป็นไบโพลาร์นะคะ” คุณหมอยืนยันเราหลังจากเวลาหนึ่งปีเต็มที่เราสงสัยในตัวเอง

เรายืนอยู่หน้าโรงพยาบาลคนเดียว แล้วเราก็ทำสิ่งที่ยากที่สุดที่เราเคยทำ

เราโทรหาแม่และเพื่อนสนิท แล้วเล่าเรื่องภายในใจทั้งหมดที่เราเชื่อว่าพาเรามายืนอยู่ตรงนี้ เรื่องที่เราเก็บไว้ ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน

จากคำแนะนำทั้งหมดที่คุณหมอให้เรา ข้อที่เรายังจำมาจนถึงทุกวันนี้คือ การที่เราจะหายจากโรคนี้ได้อย่างถาวร ยาไม่ใช่สิ่งเดียวที่ช่วยนะ เราต้องอยากหายและเราต้องห้อมล้อมตัวเองด้วยคนที่สนับสนุนให้เราหายอีกด้วย

ที่คุณหมอกำลังบอกคือ แม้ว่ายาที่หมอจ่ายให้เรานั้นจะสามารถช่วยเราได้ในเรื่องสารเคมีในร่างกาย แต่ปัญหาสุขภาพจิตนั้นเกิดขึ้นจากเรื่องภายนอกกายมากพอ ๆ กับเรื่องภายใน และการที่เรามีคนรอบตัวที่เข้าใจว่าเรากำลังพบเจอกับอะไรอยู่นั้นนอกจากจะทำให้เราอาการดีขึ้นได้เร็วขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยให้เราลดความเสี่ยงที่เราจะกลับเข้าสู่ห้วงของความเจ็บป่วยเดิมได้อีกด้วย ฉะนั้นการเปิดใจให้คนรอบ ๆ เข้าใจเรามากขึ้นนั้นแม้อาจจะเป็นเรื่องยาก แต่เรารับประกันว่ามันจะส่งผลดีในระยะยาวแน่นอน

แล้วถ้าในมุมของคนที่กำลังเจอคนใกล้ตัวที่อยู่สถานการณ์นี้ละ เราควรทำยังไงดี?

เรื่องที่สำคัญเกี่ยวกับการมีไบโพลาร์นั้นคือเราจะมีขั้วอารมณ์สองขั้วที่แย่งชิงกันเป็นตัวเอกประจำอาทิตย์ เราเรียกสองขั้วนี้ว่า Manic Episode ที่จะร่าเริงและมีความคิดอยากสร้างสรรค์อะไรสักอย่าง และอีกขั้วคือ Depressive Episode ที่ซึมเศร้าและหดหู่ ตัวอย่างเช่นบางวันอาจจะคิดว่า “วันนี้ฉันคิดอะไรออก เราไปหาอะไรสนุก ๆ ทำแล้วทิ้งเรื่องเครียด ๆ เอาไว้ข้างหลังกันเถอะ” แต่อีกวันก็เป็น “อย่ามายุ่งกับฉันเลย ปล่อยให้ฉันนอนอยู่ในห้องแบบนี้ทั้งวันเถอะ” ฉะนั้นการที่เราจะเป็นคนที่คอยสนับสนุนคนที่ตกอยู่ในอาการนี้ ต้องเข้าใจว่าเราไม่ควรพุ่งเข้าไปหาเขาเร็ว ๆ โดยยังไม่เข้าใจความต้องการของเขาในขณะนั้น แต่ที่ต้องทำคือให้เขารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว และเมื่อเขาต้องการอะไรเราก็จะอยู่ตรงนั้นเสมอ แล้วรอเขาค่อย ๆ เข้ามาหาเราเอง

สองปีต่อมา เราบอกลายา บอกลาหมอ และบอกลาโรคไบโพลาร์ ที่เหลือที่ต้องทำคือเราต้องรักษาสุขภาพจิตของตัวเองให้คงที่ ด้วยการพาตัวเองไปสู่ภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตัวเองและไปเจอกับผู้คนที่ช่วยให้เราผ่านมันมาได้

เมื่อลองมองย้อนกลับไป เราคิดไม่ออกเลยว่าเราจะเป็นยังไงถ้าเราไม่มีทั้งคนรอบตัวที่คอยสนับสนุนและคุณหมอที่ให้คำแนะนำแก่เรา ฉะนั้นถ้าคุณกำลังตกอยู่ใสถานการณ์เดียวกัน เราอยากจะบอกว่าอูก้าสามารถเป็นให้ได้ทั้งสองอย่างเลยนะ 😊

Read More
การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

OOCAstory: ฉันอยากให้เธอสบายใจกับการมีชีวิตอยู่

ฉันอยากให้เธอสบายใจกับการมีชีวิตอยู่

ใครก็ตามที่ผ่านมาอ่านเรื่องนี้ เราหมายความตามชื่อเรื่องจริงๆนะ

ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร แย่แค่ไหน อย่างน้อยที่สุด อยากให้สบายใจกับการมีชีวิตอยู่

“ทำไมสิ่งที่เราทำดูเหมือนจะผิดไปหมดเลย” นี่คือประโยคที่เราถามเพื่อนทางโทรศัพท์

หลังจากร้องไห้มาสามชั่วโมงกับความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ จนอยากจะหายไป

เราเล่าเรื่องทุกอย่างให้เพื่อนสนิทฟัง ทั้งความอึดอัดเรื่องงาน ครอบครัว ความสัมพันธ์และอนาคต

คำพูดทำร้ายใจที่เราเจอมาทำเอาตั้งหลักแทบไม่อยู่…ก็ไม่อยู่จริงๆ แหละ

เมื่อสิ่งที่ทุ่มเทมากๆ มันทลายไปตรงหน้า เรารู้สึกเหมือนชีวิตเราไม่เหลืออะไรเลย

คนเรามีความใส่ใจไม่เท่ากัน เรื่องที่ให้ความสำคัญมากน้อยก็ต่างกัน

สำหรับบางคนคือครอบครัว บางคนคืองาน บางคนคือความรัก

สิ่งใดหรือใครที่เราคาดหวังมาก ย่อมเสียใจมากและทำให้เจ็บปวด

เพื่อนบอกกับเราว่าอย่างอื่นพังแล้ว ให้มันแล้วไป

เพราะอะไร เราไม่ดียังไง ทำผิดพลาดตรงไหน คือคำถามที่เราใช้ตอกย้ำตัวเอง

ถ้าเราทุ่มไปร้อย แต่ได้กลับมาไม่ครบ เราจะมัวเสียดายส่วนที่มันหายไป

หรือจะโฟกัสในสิ่งที่ยังอยู่กับเรา โอบกอดสิ่งที่ดีกับเราเอาไว้ให้นาน

“อย่างน้อยเราอยากให้แกสบายใจกับการมีชีวิตอยู่”

ในโลกนี้ไม่ควรมีใครต้องลำบากใจกับการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง

แต่น่าแปลกที่เรามักรู้สึกอยากหายไปและเฝ้าโทษตัวเองในทุกๆ เรื่องที่มันเกิด

หลังจากผ่านความเสียใจเรื่องครอบครัวมา

ตอนนี้เพื่อนเรากลายเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับ “ความสุข” มากๆ

ไม่มีใครรู้อนาคต อะไรที่ปล่อยได้ให้รีบปล่อย

เพราะชีวิตเราก็สำคัญ ทำไมไม่ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุขล่ะ

สุดท้าย…ไม่ใช่เรื่องผิดถ้าเราจะทำเพื่อตัวเองก่อนคนอื่นบ้าง

และขอบคุณเพื่อนมากที่พูดประโยคนี้กับเรา ทำให้เราสบายใจกับการมีชีวิตอยู่

อูก้าอยากเป็นคนหนึ่งที่ช่วยรับฟังเรื่องราวของคุณและเป็นกำลังใจให้คุณ ทุกปัญหาเรายินดีจะรับฟังเสมอ สามารถติดตามเข้ามาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะคะ

Read More
โลกของคนซึมเศร้า

OOCAstory: จากเหนื่อย…กลายเป็นซึมเศร้า มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ?

“ไม่รู้เหมือนกัน เราแค่เหนื่อย”

“อืม…ก็เหนื่อยอ่ะ”

“เหนื่อยจริงๆ จะบอกยังไงดีล่ะ”

หลังจากพูดประโยคพวกนี้ซ้ำไปซ้ำมาเวลามีใครถาม หรือแม้แต่ตอบตัวเองว่าที่กำลังรู้สึกอยู่นี้คืออะไร ก็ไม่ใช่ว่าจะได้คำตอบหรอก แค่มองเห็นชัดขึ้นว่าใจเรากำลังบอกตัวเองว่ากำลังแย่แล้วแหละ ความรู้สึกตอนนี้คือไม่ไหวแน่นอน เกลียดจังที่ต้องรู้สึกแบบนี้

.

ทุกครั้งที่มีคนถามแล้วต้องอธิบายก็คิดคำอื่นไม่ค่อยออกนอกจาก “เหนื่อย” แต่มักจะถูกถามกลับว่า “เหนื่อยเพราะอะไร” “ไปทำอะไรมาถึงเหนื่อย” “คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกันแหละ สู้ๆ” และอีกสารพัดคำพูดที่บอกให้อดทนจนกว่ามันจะผ่านไป กลายเป็นเราที่อ่อนแอเกินไป ไม่รู้จักปล่อยวางความรู้สึกลบๆ ที่เกิดขึ้น

.

แล้วสรุปเรากำลังสู้กับใครหรืออดทนกับอะไรอยู่เหรอ สำหรับเรามันไม่ง่ายเลยนะที่จะเอาชนะความคิดร้ายๆ ในหัว เราได้แต่ชื่นชมคนที่เข้มแข็งและหวังว่าเขาจะเลิกเปรียบเทียบเรากับคนอื่นๆ ที่ผ่านปัญหาไปได้ เพราะเราก็ไม่ได้ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ อยากหลุดพ้นจากจุดที่ยืนอยู่เหมือนกัน

.

แต่เวลาที่มีเรื่องเข้ามากระทบใจ ความคิดแรกที่เข้ามาและภาพที่เราเห็นมันดันมืดมากกว่าสว่างนี่สิ พอหมดแรงใจ กายของเราเลยอ่อนล้าตามไปด้วย เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหนื่อยกับทุกอย่างจนไม่อยากเจอใคร ไม่อยากทำอะไร แล้ววันหนึ่งเราก็เดินเข้าไปในโลกซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว

.

โลกที่คนอื่นไม่เข้าใจ เราที่ตัวเล็กมากๆ ในโลกความเป็นจริง ดันตัวใหญ่เมื่ออยู่ในโลกซึมเศร้า เรารู้จักตัวเองมากขึ้น ได้พบความรู้สึกที่กำลังเผชิญอยู่แต่ไม่เคยได้คำตอบจากที่อื่น ต้องขอบคุณตัวเองนะที่กล้ายอมรับว่าเราดูแลใจตัวเองไม่ไหวและยอมเปิดใจให้คนอื่นช่วย

.

การพูดคุยปรึกษาคนที่ไว้ใจหรือมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลสำคัญมากๆ สำหรับคนที่อยู่ตรงนี้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไง เราเหนื่อยกับอะไร บางครั้งอยู่ต่อหน้าจิตแพทย์เราไม่รู้จะพูดอะไรด้วยซ้ำ สับสนกับตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ว่าเราต้องการคือ “ใครสักคนที่รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ตัดสินและไม่มองเราด้วยสายตาตั้งคำถาม”

.

สำหรับคนที่กำลังเหนื่อย ลองให้โอกาสตัวเองได้รักษาใจดูอีกครั้งนะ คุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้ มีหลายคนที่พร้อมจะเข้าใจและรับฟังคุณอยู่ เชื่อสิว่าทุกอย่างจะดีขึ้น เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ⠀⠀⠀⠀⠀

ถ้าเพื่อนๆ มีอาการข้างต้น รู้สึกเหนื่อย หาคำตอบไม่ได้ ไม่อยากออกไปพบเจอใคร เราอยากให้ลองมารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าดูนะ เราพร้อมดูแลทุกคนอยู่ตรงนี้เสมอ

⠀⠀⠀⠀⠀

Read More
จิตวิทยา เป็นเป็ดแปลว่าไม่เก่ง ตัวเองไม่เก่ง

OOCAstory: สะสมความธรรมดา เพื่อจะเป็น “เป็ด” ที่แข็งแกร่ง

“เพราะเป็ดไม่เคยได้คะแนนเต็ม แต่เป็ดยังเพิ่มคะแนนได้” ล้มแล้วก็ลองได้อีก จะเป็นไรไหม ถ้าวันหนึ่งเราพบว่าตัวเองเป็นมนุษย์เป็ด? ที่ต้องยอมรับว่าเราเป็นแค่ “เป็ดตัวหนึ่ง” ที่ไม่ว่าจะทำอะไร ทั้งการเรียน ดนตรี กีฬา งานอดิเรก ทำงาน ฯลฯ แม้ฉันจะทำได้ไม่แย่ แต่ก็ไม่เคยโดดเด่นกว่าใคร

เคยสงสัยในความสามารถของตัวเองไหม หรือตั้งคำถามกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นว่าเพราะโชคช่วยหรือใครช่วย? เพราะไม่ว่าจะมองยังไง เราก็ไม่เห็นจะพิเศษอะไรเลย ไม่โดดเด่น ทำอะไรก็ไม่สุดสักทาง หรือฉันจะเก่งไม่จริง

ทั้งที่เราวาดภาพในหัวไว้ว่า “ฉันต้องเก่ง ต้องดี ต้องมีความสามารถ ต้องเป็นที่ยอมรับ” ความคาดหวังที่สูงเกินไปนี้อาจจะทำให้เราโทษตัวเองอยู่บ่อยๆ จนมองข้ามสิ่งดีๆ ที่เรามี ไม่คู่ควรกับอะไรดีๆหรอก กลายเป็นประเมินตัวเองตลอดเวลาจนทำให้เราไม่อาจมีความสุขกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้เลย

ซึ่งความรู้สึกนี้สอดคล้องกับ Imposter Syndrome เป็นอาการที่จะเกิดความสงสัยในตัวเอง กังวลในเรื่องความสามารถและความสำเร็จ รู้สึกว่าเราไม่คู่ควรกับอะไรดีๆ หรอก ขาดความมั่นใจและบั่นทอนความรู้สึก กลัวคนรอบข้างจะรู้ว่าเราไม่เก่งเท่าที่เขาคิดไว้ ไม่อยากให้คนอื่นผิดหวังกับความสามารถของเรา สุดท้ายก็ไม่รู้หรอกว่าเราคิดไปเองว่าเราไม่เก่งหรือเราเป็นแบบนั้นจริงๆ

ความเจ็บปวดจะเกิดขึ้นทำให้เราไม่พอใจที่เป็นเป็ด เพราะไม่อยากเคว้งคว้าง สับสน ไร้ตัวตน ยิ่งเปรียบเทียบกับคนในวัยเดียวกันหรือเห็นคนที่เขาเชี่ยวชาญในบางเรื่องมากๆ เราเองก็อยากจะเติมเต็มตัวเองด้วย “ความสมบูรณ์แบบ” เช่นกัน

มันอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้นะ ไอ้ความสมบูรณ์แบบที่ว่านั้น เพียงแค่เพราะเราอยากจะพุ่งไปข้างหน้า ก้าวขึ้นไปอยู่บนจุดที่สูงขึ้น เราเลยต้องเค้นพลังออกมาเพื่อจะบินให้ได้ แค่เพราะสังคมบอกว่าคนที่มีเป้าหมายคือคนที่เก่งหรือมีความอัจฉริยะในด้านใดด้านหนึ่ง

ลองเอาความหลากหลายในตัวมาปะติดปะต่อกันดูดีไหม ดีซะอีกที่ไม่ต้องเลือกว่าจะชอบอะไรแค่อย่างเดียว หยิบจับอะไรเป็ดก็มีความสุขได้ เรียกว่าอยู่รอดในโลกกว้างน่าจะดี ต่อให้ถูกมองข้ามแต่ความธรรมดาจะทำให้เป็ดไม่ตกยุคและอยู่รอดเสมอ

บอกตัวเองว่า “เพราะเป็นเป็ดเลยเรียนรู้ได้ทุกวัน เป็ดยังเก่งได้อีก” พยายามสะสมสิ่งที่ทำได้ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะแข็งแกร่งในแบบเป็ดๆ

อย่าลืมว่าความชอบและความสามารถเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอด เรายังตามหามันได้ตลอดชีวิต เราอยากเห็นทุกคนรักตัวเองไม่ว่าคุณจะเป็นแบบไหน อูก้าขอให้กำลังใจทุกๆคนที่กำลังเดินในเส้นทางของตัวเอง เรายินดีรับฟังเรื่องราวของคุณเสมอ สามารถพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะ

อ้างอิงจาก

https://www.verywellmind.com/imposter-syndrome-and-social…

Read More
จิตวิทยาโปรโมชั่น โปรมาเป็นคู่

OOCAstory: บรรยากาศ festive ที่ยิ่งเห็นยิ่งเหงากับโปรมาเป็นคู่

“ซื้อ 1 แถม 1 นะคะ”

“ถ้ารับเป็นเซ็ตคู่ ลดเพิ่มอีก 10% ค่ะ”

“มีทั้งของผู้ชายผู้หญิงเลยน้า”

อยากดื่มชานมไข่มุกแต่ซื้อ 2 แก้วดันคุ้มกว่า พอจะซื้อสกินแคร์ เขาก็จัดไว้เป็นเซต

โปรฯ ร้านอาหารเยอะแยะไปหมด แต่ใครจะไปทานหมด ทำไมน้าทำไม อะไรๆ ก็ต้องจัดเป็นคู่ แล้วคนอย่างเราที่อยากจะแฮปปี้ลั้นลาด้วยการช้อปปิ้งบ้างจะได้ไหมนะ

ว่ากันว่าการช้อปปิ้งช่วยให้คลายเหงา แต่ทำไมบางครั้งกลับรู้สึกหวิวมากกว่าเดิม จากที่เดินห้างคนเดียวได้สบายมาก กลับอยากให้มีเพื่อนมาเดินด้วยกัน เพราะบรรยากาศช่วง festive หรือเปล่าที่พาให้เราเหงาโดยไม่รู้ตัว แถมยังต้องซื้อของหอบหิ้วมากมายแต่บางอย่างอาจจะไม่ได้ใช้กลับไปวางกองไว้ที่บ้านอีก กลายเป็นสิ้นเปลืองเปล่าๆ

ในช่วงอากาศเย็นๆ บรรยากาศแห่งความสุขแบบนี้ ทุกที่ต่างสรรหาโปรโมชั่นมาดึงดูดใจลูกค้า เพื่อแข่งขันกันในช่วงเทศกาล แต่ยิ่งซื้อยิ่งคุ้มอาจไม่ได้มีประโยชน์เสมอไป ยังมีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่เกิดคำพูดในใจว่า “ฉันไม่ได้อยากซื้อเยอะขนาดนั้น” หรือ “ต้องไปหาเพื่อนมาหารอีกแล้ว” กลายเป็นโมเมนต์เศร้าๆ ของคนที่อยู่คนเดียว

มันอาจจะไม่ใช่ความเหงา แต่เป็นความลำบากใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ไปทางไหนก็มีแต่โปรโมชั่นเอาใจคนมาเป็นคู่ แล้วตัวเราที่อยากได้ของชิ้นเดียวเลยรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ครั้นจะเสียเงินเพิ่มซื้อหลายชิ้นก็ไม่เห็นความจำเป็นขนาดนั้น ในใจเลยได้แต่คิดว่าถ้าเปลี่ยนให้มีโปรเอาใจคนโสดมากขึ้นก็คงจะดีเหมือนกันนะ

อย่างเช่น “วัฒนธรรมคนโสด” ในวันที่ 11.11  ของประเทศจีน ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2009 ถือเป็นวันช้อปปิ้งทางออนไลน์และออฟไลน์ยิ่งใหญ่มากๆ คนโสดทั้งหลายต่างก็เฝ้ารอที่จะเห็นโปรโมชั่นดีๆ ในวันนี้ ต่อมาไทยก็ได้รับเอากระแสนี้มาเช่นกัน จะเห็นได้ว่าในวันต่างๆ ที่มีตัวเลขพิเศษเรามักจะเห็นการลดแลกแจกแถมเต็มไปหมด

คงดีไม่น้อยถ้าในช่วงปลายปีที่มีบรรยากาศ Festive มีโปรโมชั่นให้เลือก เพื่อเอาใจลูกค้าหลายๆ กลุ่ม ทุกคนจะได้มีแฮปปี้กันถ้วนหน้า ไม่ต้องรู้สึกเหงากับการเดินซื้อของหรือต้องไปหาลากเพื่อนมาเป็นคู่

ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงปลายปีนี้ พักผ่อนให้เต็มที่ ส่วนเรื่องของใจให้อูก้าช่วยดูแลได้ ไม่เว้นแม้แต่ช่วงเทศกาลเลยนะ ทักมาพูดคุยกันได้หลากหลายช่องทาง อูก้ายินดีให้บริการเสมอจ้า

Read More
เด็กจบใหม่ 2021

OOCAstory: ฝันร้ายของเด็กจบใหม่ในโลกหลัง Covid-19

“โลกแตกเลยได้ไหม?” เป็นวลีที่ฮิตมาก ๆ ในหมู่เด็กจบใหม่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

หลังจากโรคโควิด 19 พลิกโฉมโลกปี 2020 ให้ไม่มีอะไรที่คาดเดาได้หรืออาจปิดช่องว่างสำหรับการวางแผนชีวิต การเรียนจบที่เคยเป็นหมุดหมายของทุกคนและแสดงถึงการเริ่มต้นใหม่บนเส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็กลับกลายเป็นเส้นทางที่ไม่แน่นอนอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการหางานที่ยากขึ้นเป็นเท่าตัว เนื่องจากบริษัทจำนวนมากลดอัตราการจ้างพนักงาน หรือแม้จะหางานได้แล้ว ภาพการทำงานในอนาคตก็ยังดูไม่ชัดเจ

สายงานของฉันต้องปรับตัวยังไง ? แล้วสำคัญกว่านั้น ตำแหน่งของฉันจะจำเป็นขนาดไหนในโลกหลังโควิด 19? แล้วนอกจากการทำงาน แผนที่วางไว้ก็พังทลายกันเป็นแถบๆ คือแผนการท่องเที่ยว การปลดปล่อยอิสระที่รอคอยมาตลอดเทอมสุดท้ายที่ต้องฝ่าฟันกับธีสิสจบก็ถูกมาตรการการล็อกดาวน์ทั่วโลกขโมยไป จนต้องร้องออกมาว่า “พอแล้ว โลกแตกเถอะ เหนื่อยกับทุกอย่างเหลือเกิน”

ในงานวิจัยทั่วโลก พบว่าปัจจุบันกรณีปัญหาด้านสุขภาพจิตนั้นพุ่งสูงขึ้นมาก หลังจากเกิดโรคโควิด 19 โดยในบางประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นสามเท่าจากช่วงก่อนโควิดระบาดเลยด้วยซ้ำ โดยส่วนมากโรคที่พุ่งสูงขึ้น ได้แก่ โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล

การยกเรื่องสถิติเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อให้กังวลใจอะไร แต่ทีมของอูก้าอยากสื่อให้เพื่อนๆ ที่กำลังอ่านอยู่เห็นว่าหากคุณกำลังเป็นเด็กจบใหม่ที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพใจในเวลานี้อยู่ เธอไม่ได้อยู่คนเดียวและมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทีมงานของอูก้าเองก็เป็นทีมที่รวบรวมคนจากต่างสถานที่และต่างวัยมาอยู่ด้วยกัน และเราทุกคนก็ต่างเผชิญกับความเจ็บปวดในแบบของตัวเองเพราะปี 2020 เช่นกัน แล้วการนำเรื่องในใจและประสบการณ์ของตัวเองมาแบ่งปันกันนั้นช่วยให้เราอยากผ่านสถานการณ์นี้ไปได้มากกว่าเดิม และให้เราได้เชื่อว่าโลกนี้ยังไม่ต้องแตกก็ได้และมันยังดีพอให้เราสู้ต่อไปด้วยกัน

ระหว่างทางนั้นหากรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ยังมองไม่เห็นเส้นทางที่จะไปต่อ หรือแม้ว่าจะไม่พร้อมเล่าให้ใครฟัง อูก้ายังพร้อมจะคุยกับคุณเสมอนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2770146

https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/69/wr/mm6932a1.htm

https://www.statista.com/statistics/1173432/covid-related-anxiety-depression-us-adults-by-education/

Read More
ทำไมคุยกับคนแปลกหน้าแล้วสบายใจ

OOCAstory: ยินดีที่ไม่รู้จัก ทำไมการเล่าเรื่องให้คนไม่สนิทฟัง ถึงสบายใจกว่า

ทำไมฉันกล้าเล่าเรื่องสำคัญให้เขาฟังได้ทั้งที่เพิ่งเจอหน้าและอาจเป็นแค่ครั้งเดียวที่เจอกันด้วยซ้ำ เป็นเพราะเราไว้ใจเขาหรือเป็นเพราะเราไม่ไว้ใจตัวเองมากพอที่จะเปิดเผยบางมุมให้คนที่รู้จักเรารับรู้ เชื่อว่าหลายคนเคยถามคนที่ไม่สนิทถึงวิธีดีลกับคนใกล้ตัว เช่น “เราจะพูดเรื่องงานกับที่บ้านยังไงดี บอกตอนไหนให้เขาเสียใจน้อยที่สุด กลัวเขาโกรธจังเลย” ทั้งที่จริงๆเราสนิทกับครอบครัวมากกว่าคนที่เราไปขอคำปรึกษา แต่เพราะเราแคร์มาก การจะเล่าอะไรสักอย่างเลยถูกปิดกั้นด้วยความกังวลแทน

อย่างในซีรีส์ญี่ปุ่นเราจะเห็นฉากที่พนักงานนั่งดื่มเบียร์แล้วคุยปรับทุกข์กับเจ้าของร้านอาหาร หรือหนังฝรั่งที่ไปนั่งตามบาร์แล้วเกิดบทสนทนาที่ลึกซึ้งกินใจ ทั้งๆที่ตัวละครไม่ได้ความสัมพันธ์อะไรมากไปกว่าคนรู้จักแบบผิวเผิน แล้วส่วนใหญ่เรื่องที่เล่าก็เกี่ยวกับคนที่เรารักและแคร์ทั้งนั้น

ทำไมผู้คนถึงแชร์เรื่องส่วนตัวกับคนที่ไม่สนิท? ง่ายๆเลยคือพวกเขาไม่รู้จักเราดี บางทีเราก็ไม่ได้อยากจะเล่าแต่เรื่องราวที่ประสบความสำเร็จหรือด้านดีๆของตัวเอง เลยเลือกจะเล่าให้คนไม่สนิทฟังเพราะพวกเขาไม่มีอคติ ไม่อินหรือตัดสินชีวิตเรา หรือต่อให้เขาแสดงความคิดเห็นกลับมา เราก็ไม่ได้ให้น้ำหนักกับมันมากเท่าเวลาที่คนสนิทเราบอก รวมถึงไม่ต้องกังวลว่าเรื่องของเราจะถูกเล่าต่อในแวดวงคนรู้จัก

แน่นอนว่าเราคาดหวังจากการพูดถึงเรื่องส่วนตัวหรือปัญหาต่างๆ ทำให้อดคิดถึงท่าทีที่จะตามมาของอีกฝ่ายไม่ได้ อย่างบางหัวข้อที่เรารู้สึกว่า sensitive มากๆ เช่น ครอบครัว ความรัก รสนิยมทางเพศ เรากล้าที่จะเล่าอย่างสบายใจก็ต่อเมื่อเรารู้ว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงและคนที่รับฟังจะไม่สามารถติดต่อหรือทำอะไรเราได้ แต่หากเป็นคนรู้จักหรือคนรอบตัว เราจะคิดมากกับสายตาที่เขามองมาว่าชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่เราสร้างมาอาจมีคุณค่าต่างไปจากเดิม ซึ่งเรามักจะอึดอัดเวลาคนรอบตัวจับต้นชนปลายแล้วเอาเรื่องอดีตปัจจุบันอนาคตมารวมกัน เพื่อตัดสินเราแค่เพียงเพราะพวกเขารู้จักเราดี โดยที่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่เราอยากให้เขาโฟกัสเลย

สำหรับคนไม่สนิทกัน เรารู้ว่าไม่ว่าเขาจะคิดยังไงกับเราในชีวิตจริง เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีอิทธิพลกับชีวิตจึงไม่ต้องแคร์อะไรกันมากมาย กลายเป็นสบายใจและมีความสุขที่ได้แชร์ประสบการณ์และพูดถึงอะไรก็ได้ที่อยากจะพูดโดยคิดแค่ว่ามันคือการปลดปล่อยตัวตนแบบไร้ชื่อ คล้ายๆหนังเรื่อง “กวน มึน โฮ” ที่ตัวละครต่าง “ยินดีที่ไม่รู้จัก” แต่เต็มใจที่จะแบ่งปันทุกข์สุขร่วมกัน

ไม่ใช่ว่าเราจะเล่าแต่เรื่องเศร้าๆ ด้านแย่ๆ ของตัวเองให้คนอื่นฟัง บางครั้งเรื่องของเราอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคนก็ได้ กลายเป็นความรู้สึกอิ่มใจที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดแง่ดีและสร้างพลังบวกให้แก่กันและกัน

การพูดคุยกับคนไม่สนิทอาจนับได้ว่าเป็นอีกทางเลือกในการปลดปล่อยความในใจที่เหมาะกับบางคน ไม่ได้เป็นวิธีที่ไม่ดีแต่เล่าแล้วอย่าลืมแก้ปัญหาด้วยล่ะ ไม่งั้นต่อให้เล่าให้คนอื่นฟังแล้วความเครียดก็จะวนกลับมาได้อีก

อย่าลืมแคร์คนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือตัวคุณเอง สำหรับทุกเรื่องราวที่อยากจะเล่าให้ใครสักคนฟัง อูก้ายินดีอยู่กับคุณเช่นกันนะ ติดต่อเข้ามาพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอเลย

Read More