OOCA story

มันก็ผ่านมานานแล้ว ถ้านับเป็นจำนวนก็ประมาณ 6 ปีได้ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรามีความฝัน เราพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะได้เข้าไปอยู่ในที่ ที่เราจินตนาการถึงมาตลอด แต่ในเมื่อชีวิตมันไม่ง่ายขนาดนั้น เราตรวจพบเจอก้อนรังไข่ที่กลับขั้วอยู่ในมดลูก...
.
เราจำเหตุการณ์ได้ดี เราเข้าไปในห้องตรวจตอนสามทุ่มและถูกผ่าตัดในตอนตีหนึ่งคืนนั้น เสียงคุณหมอที่คุยกับแม่ที่ยังดังก้องในหูมาจนทุกวันนี้
"โชคดีมากที่ตรวจเจอ ถ้ามาช้ากว่านี้อาจจะไม่ช่วยไม่ทัน"
.
หรอวะ เราคือคนที่โชคดีจริงๆ หรอวะ ได้แต่คิดอยู่ในใจ แต่ถึงอย่างนั้นเรายังมีเป้าหมายที่เราต้องทำ ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า แค่ผ่ามันออกไป ทุกอย่างมันคงจะกลับมาเป็นปกติ เราก็จะยิ้ม หัวเราะได้เหมือนเดิม

เราเคยได้ยินคำว่า “ไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้” แต่ไม่คิดว่าไม่นานเราจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าที่ใครเขาพูดกันมันหมายความว่าอะไร …

ก่อนที่สังคมจะเริ่มให้คุณค่ากับ ”การรักตัวเอง” ก็มีการถกเถียงกันอยู่บ่อยครั้งว่า “การรักตัวเอง“ แตกต่างกับ "การเห็นแก่ตัว” ยังไง ? ซึ่งการคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นคือข้อแตกต่างของสองคำนี้
.

“Dead inside” ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่เป็นไร จะเจอเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็ยอมรับมันไปจะได้จบๆ ไม่โกรธ ไม่เสียใจ ความรู้สึก “ชินชา” ที่จะเรื่องอะไรก็เข้ามาเถอะ
.
ในช่วงเวลาที่เรื่องแย่ๆ วิ่งเข้ามาหาเราอย่างไม่หยุดหย่อน ตัวเรายังคงอยู่ ณ ปัจจุบัน แต่เป็นแค่ “กายหยาบ” ทีไม่รู้สึกหรือตอบสนองอะไรแล้ว ช่วงเวลาที่เรารู้สึกอย่างนั้นเป็นเพราะเรากำลัง “เอาตัวรอด” จากบางสิ่งอย่างอยู่ แต่ไม่ใช่เป็นการต่อสู้เพื่อให้รอด
แต่เป็นการนิ่งเฉยและจำยอมกับมัน แม้ตัวเราจะรู้สึกไม่เห็นด้วย หรือไม่อยากทำก็ตาม

"คุณเคยมีความคิดว่า อยากหายไปจากโลกนี้บ้างมั้ย?
เราเคยนะ และยังมีอยู่เรื่อย ๆ ด้วย แต่ว่าไม่ได้คิดอยากจะจบชีวิตตัวเองนะ เพียงแต่หวังลึก ๆ ว่าวันนึง โชคชะตาจะฆ่าเราเอง"