เด็กจบใหม่ 2021

OOCAstory: ฝันร้ายของเด็กจบใหม่ในโลกหลัง Covid-19

“โลกแตกเลยได้ไหม?” เป็นวลีที่ฮิตมาก ๆ ในหมู่เด็กจบใหม่ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

หลังจากโรคโควิด 19 พลิกโฉมโลกปี 2020 ให้ไม่มีอะไรที่คาดเดาได้หรืออาจปิดช่องว่างสำหรับการวางแผนชีวิต การเรียนจบที่เคยเป็นหมุดหมายของทุกคนและแสดงถึงการเริ่มต้นใหม่บนเส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ ก็กลับกลายเป็นเส้นทางที่ไม่แน่นอนอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการหางานที่ยากขึ้นเป็นเท่าตัว เนื่องจากบริษัทจำนวนมากลดอัตราการจ้างพนักงาน หรือแม้จะหางานได้แล้ว ภาพการทำงานในอนาคตก็ยังดูไม่ชัดเจ

สายงานของฉันต้องปรับตัวยังไง ? แล้วสำคัญกว่านั้น ตำแหน่งของฉันจะจำเป็นขนาดไหนในโลกหลังโควิด 19? แล้วนอกจากการทำงาน แผนที่วางไว้ก็พังทลายกันเป็นแถบๆ คือแผนการท่องเที่ยว การปลดปล่อยอิสระที่รอคอยมาตลอดเทอมสุดท้ายที่ต้องฝ่าฟันกับธีสิสจบก็ถูกมาตรการการล็อกดาวน์ทั่วโลกขโมยไป จนต้องร้องออกมาว่า “พอแล้ว โลกแตกเถอะ เหนื่อยกับทุกอย่างเหลือเกิน”

ในงานวิจัยทั่วโลก พบว่าปัจจุบันกรณีปัญหาด้านสุขภาพจิตนั้นพุ่งสูงขึ้นมาก หลังจากเกิดโรคโควิด 19 โดยในบางประเทศเพิ่มมากขึ้นเป็นสามเท่าจากช่วงก่อนโควิดระบาดเลยด้วยซ้ำ โดยส่วนมากโรคที่พุ่งสูงขึ้น ได้แก่ โรคซึมเศร้าและโรควิตกกังวล

การยกเรื่องสถิติเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อให้กังวลใจอะไร แต่ทีมของอูก้าอยากสื่อให้เพื่อนๆ ที่กำลังอ่านอยู่เห็นว่าหากคุณกำลังเป็นเด็กจบใหม่ที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพใจในเวลานี้อยู่ เธอไม่ได้อยู่คนเดียวและมันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ทีมงานของอูก้าเองก็เป็นทีมที่รวบรวมคนจากต่างสถานที่และต่างวัยมาอยู่ด้วยกัน และเราทุกคนก็ต่างเผชิญกับความเจ็บปวดในแบบของตัวเองเพราะปี 2020 เช่นกัน แล้วการนำเรื่องในใจและประสบการณ์ของตัวเองมาแบ่งปันกันนั้นช่วยให้เราอยากผ่านสถานการณ์นี้ไปได้มากกว่าเดิม และให้เราได้เชื่อว่าโลกนี้ยังไม่ต้องแตกก็ได้และมันยังดีพอให้เราสู้ต่อไปด้วยกัน

ระหว่างทางนั้นหากรู้สึกถึงความไม่แน่นอน ยังมองไม่เห็นเส้นทางที่จะไปต่อ หรือแม้ว่าจะไม่พร้อมเล่าให้ใครฟัง อูก้ายังพร้อมจะคุยกับคุณเสมอนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2770146

https://www.cdc.gov/mmwr/volumes/69/wr/mm6932a1.htm

https://www.statista.com/statistics/1173432/covid-related-anxiety-depression-us-adults-by-education/

Read More
ทำไมคุยกับคนแปลกหน้าแล้วสบายใจ

OOCAstory: ยินดีที่ไม่รู้จัก ทำไมการเล่าเรื่องให้คนไม่สนิทฟัง ถึงสบายใจกว่า

ทำไมฉันกล้าเล่าเรื่องสำคัญให้เขาฟังได้ทั้งที่เพิ่งเจอหน้าและอาจเป็นแค่ครั้งเดียวที่เจอกันด้วยซ้ำ เป็นเพราะเราไว้ใจเขาหรือเป็นเพราะเราไม่ไว้ใจตัวเองมากพอที่จะเปิดเผยบางมุมให้คนที่รู้จักเรารับรู้ เชื่อว่าหลายคนเคยถามคนที่ไม่สนิทถึงวิธีดีลกับคนใกล้ตัว เช่น “เราจะพูดเรื่องงานกับที่บ้านยังไงดี บอกตอนไหนให้เขาเสียใจน้อยที่สุด กลัวเขาโกรธจังเลย” ทั้งที่จริงๆเราสนิทกับครอบครัวมากกว่าคนที่เราไปขอคำปรึกษา แต่เพราะเราแคร์มาก การจะเล่าอะไรสักอย่างเลยถูกปิดกั้นด้วยความกังวลแทน

อย่างในซีรีส์ญี่ปุ่นเราจะเห็นฉากที่พนักงานนั่งดื่มเบียร์แล้วคุยปรับทุกข์กับเจ้าของร้านอาหาร หรือหนังฝรั่งที่ไปนั่งตามบาร์แล้วเกิดบทสนทนาที่ลึกซึ้งกินใจ ทั้งๆที่ตัวละครไม่ได้ความสัมพันธ์อะไรมากไปกว่าคนรู้จักแบบผิวเผิน แล้วส่วนใหญ่เรื่องที่เล่าก็เกี่ยวกับคนที่เรารักและแคร์ทั้งนั้น

ทำไมผู้คนถึงแชร์เรื่องส่วนตัวกับคนที่ไม่สนิท? ง่ายๆเลยคือพวกเขาไม่รู้จักเราดี บางทีเราก็ไม่ได้อยากจะเล่าแต่เรื่องราวที่ประสบความสำเร็จหรือด้านดีๆของตัวเอง เลยเลือกจะเล่าให้คนไม่สนิทฟังเพราะพวกเขาไม่มีอคติ ไม่อินหรือตัดสินชีวิตเรา หรือต่อให้เขาแสดงความคิดเห็นกลับมา เราก็ไม่ได้ให้น้ำหนักกับมันมากเท่าเวลาที่คนสนิทเราบอก รวมถึงไม่ต้องกังวลว่าเรื่องของเราจะถูกเล่าต่อในแวดวงคนรู้จัก

แน่นอนว่าเราคาดหวังจากการพูดถึงเรื่องส่วนตัวหรือปัญหาต่างๆ ทำให้อดคิดถึงท่าทีที่จะตามมาของอีกฝ่ายไม่ได้ อย่างบางหัวข้อที่เรารู้สึกว่า sensitive มากๆ เช่น ครอบครัว ความรัก รสนิยมทางเพศ เรากล้าที่จะเล่าอย่างสบายใจก็ต่อเมื่อเรารู้ว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงและคนที่รับฟังจะไม่สามารถติดต่อหรือทำอะไรเราได้ แต่หากเป็นคนรู้จักหรือคนรอบตัว เราจะคิดมากกับสายตาที่เขามองมาว่าชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่เราสร้างมาอาจมีคุณค่าต่างไปจากเดิม ซึ่งเรามักจะอึดอัดเวลาคนรอบตัวจับต้นชนปลายแล้วเอาเรื่องอดีตปัจจุบันอนาคตมารวมกัน เพื่อตัดสินเราแค่เพียงเพราะพวกเขารู้จักเราดี โดยที่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่เราอยากให้เขาโฟกัสเลย

สำหรับคนไม่สนิทกัน เรารู้ว่าไม่ว่าเขาจะคิดยังไงกับเราในชีวิตจริง เพราะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีอิทธิพลกับชีวิตจึงไม่ต้องแคร์อะไรกันมากมาย กลายเป็นสบายใจและมีความสุขที่ได้แชร์ประสบการณ์และพูดถึงอะไรก็ได้ที่อยากจะพูดโดยคิดแค่ว่ามันคือการปลดปล่อยตัวตนแบบไร้ชื่อ คล้ายๆหนังเรื่อง “กวน มึน โฮ” ที่ตัวละครต่าง “ยินดีที่ไม่รู้จัก” แต่เต็มใจที่จะแบ่งปันทุกข์สุขร่วมกัน

ไม่ใช่ว่าเราจะเล่าแต่เรื่องเศร้าๆ ด้านแย่ๆ ของตัวเองให้คนอื่นฟัง บางครั้งเรื่องของเราอาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคนก็ได้ กลายเป็นความรู้สึกอิ่มใจที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดแง่ดีและสร้างพลังบวกให้แก่กันและกัน

การพูดคุยกับคนไม่สนิทอาจนับได้ว่าเป็นอีกทางเลือกในการปลดปล่อยความในใจที่เหมาะกับบางคน ไม่ได้เป็นวิธีที่ไม่ดีแต่เล่าแล้วอย่าลืมแก้ปัญหาด้วยล่ะ ไม่งั้นต่อให้เล่าให้คนอื่นฟังแล้วความเครียดก็จะวนกลับมาได้อีก

อย่าลืมแคร์คนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือตัวคุณเอง สำหรับทุกเรื่องราวที่อยากจะเล่าให้ใครสักคนฟัง อูก้ายินดีอยู่กับคุณเช่นกันนะ ติดต่อเข้ามาพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอเลย

Read More
ทำไมถึงถูกทิ้ง จิตวิทยา

OOCAstory: ในความสัมพันธ์ฉันมักถูกทิ้ง ไว้ข้างหลังเสมอ

เคยไหม? รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหน

“เป็นฉันอีกแล้วที่ไม่มีใครเลือก”

“ฉันอยู่คนเดียวได้ ไม่มีใคร ฉันก็อยู่ได้”

เราเฝ้าบอกตัวเองซ้ำๆ เวลาที่เห็นคนอื่นเดินจากไป พวกเขามีความสุข ยิ้มแย้ม แม้จะไม่มีเราอยู่ตรงนั้น เป็นอีกครั้งที่เราถูกทิ้งไว้ข้างหลังคนอื่นและยังคงเป็นเราเสมอที่ถูกมองข้ามไป

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพื่อน ฉันมักถูกเลือกเข้ากลุ่มเป็นคนสุดท้าย

ในครอบครัว บางครั้งฉันยังไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองถูกลืมหรือเปล่า

หรือเรื่องความสัมพันธ์ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีค่าที่ได้อยู่ในความสัมพันธ์นั้น

ภาพที่เราคุ้นตาคือตัวเองที่จมอยู่ที่เดิม ในขณะที่คนอื่นได้รับความสำคัญ แต่ที่ตรงนั้นกลับไม่มีเหลือไว้ให้เราเลยแม้แต่น้อย

บอกตัวเองเป็นครั้งที่ร้อยแล้วว่าจะไม่เก็บมาใส่ใจ ไม่เอามาคิดมาก แต่ก็ไม่เคยทำใจให้ชินได้เลย “เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า” ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดกับเราเสมอ อาจจะจริงนะ ที่เราทั้งเรียนไม่เก่ง หน้าตาธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่น จนกลายเป็นว่าเราไม่ชอบตัวเองเลยที่เป็นแบบนี้

เรามีแต่ความสงสัยในตัวเอง แรกๆ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงทิ้งเราไว้ข้างหลัง จะมีใครสักคนไหมที่อยากพาเราเดินไปด้วย เราไม่ดีพอใช่ไหมที่จะได้รับความรักความใส่ใจ ผิดตรงไหนที่เราอยากเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ตรงนั้นบ้าง ไม่มีใครรู้หรอกว่า “การยอมรับ” สำคัญขนาดไหน จนกว่าวันหนึ่งเราจะได้สัมผัส “การถูกทิ้ง”

แต่ก็ได้คำตอบว่าเราฝากความคาดหวังไว้ที่คนอื่นมากเกินไป เราแค่เป็นตัวเราเองโดยไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แทนที่จะมองภาพคนอื่นเดินไปไกลแล้ว เราน่าจะออกตามหาเส้นทางของตัวเองดูบ้าง ลองหาอะไรที่เราชอบและตามหาความมั่นใจให้เจอ ความสุขที่เปล่งประกายออกมาทางสีหน้าและแววตาต่างหากที่จะทำให้เราโดดเด่น

อย่าเฝ้ามองแต่ที่ที่ไม่เหมาะกับเราเลย แค่หาพื้นที่ของความสบายใจให้เจอก็พอแล้ว พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางคนที่รักเราและใช้เวลาทุกวินาทีไปกับการรักตัวเอง แม้ความรู้ของคนที่อยู่ข้างหลังจะเจ็บปวดจนยากจะลืม แต่ข้อดีคือคุณจะพยายามใส่ใจทุกๆ คนที่อยู่รอบตัว กลายเป็นความพิเศษในตัวคุณที่ใครๆ ก็รู้สึกขอบคุณ

วันไหนที่รู้สึกไม่สบายใจ โดนตอกย้ำด้วยความรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังจนไม่ความสุข อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชันของเราได้เลย อูก้ายินดีดูแลจิตใจและรับฟังทุกคนเสมอนะ

Read More
โดนบูลลี่ โดนแกล้ง จิตวิทยา

OOCAstory: จะเลิกบูลลี่คนอื่นด้วยคำพวกนี้ ได้หรือยัง?

เข้าใจว่าหลายคนกำลังเผชิญกับการถูกบูลลี่ด้วยคำพูดแบบต่างๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปร่างหน้าตา ความสามารถ อุปนิสัย หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว จนกลายเป็นบาดแผลในใจที่ไม่มีวันลืม ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกว่าเป็นแค่คำพูดธรรมดาๆ ไม่ได้เจตนาให้รู้สึกไม่ดี แต่สำหรับคนฟังคำพูดเหล่านั้นกลับทิ่มแทงใจ ทำให้เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง

น่าเศร้าที่บางครั้งเราก็ทำได้แค่ยิ้มตอบเวลามีคนมาพูดจาแย่ๆใส่เรา บ้างไม่รู้จะตอบโต้ยังไง บ้างไม่อยากให้เขามองว่าเราคิดมาก หรือไม่อยากทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นใหญ่  ทั้งที่จริงๆ มันเป็นเรื่องใหญ่และมีผลต่อใจเรามาก กลับกลายเป็นตัวเราเองที่รับเอาคำพูดพวกนั้นมาแล้วต้องพยายามกล้ำกลืนมันลงไป

แน่นอนว่าการเจอคำพูดที่คอยบั่นทอนเรานั้น มันทั้งฝังใจและน่าอึดอัดที่ต้องวนเวียนอยู่กับคำพูดล้อเลียน ดูถูก ถากถางกัน คงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เรื่องการบูลลี่ทางคำพูดหมดไป แต่หากเริ่มต้นที่ตัวเราที่พยายามระมัดระวังคำพูดไม่ให้สร้างบาดแผลให้คนอื่นและช่วยกันทำให้คนตระหนักมากขึ้น เรื่องพวกนี้ก็จะค่อยๆ น้อยลงไป

ต้องขอขอบคุณทุกๆ คนที่ช่วยแชร์คำพูดบูลลี่ที่เคยเจอมา ทำให้คนอื่นได้เห็นว่าคำพูดที่เอ่ยออกมาสั้นๆ แต่ก็มีพลังรุนแรงมากกว่าที่คิด หวังว่าเราจะมีสังคมที่มีความสุข ให้เกียรติกันและรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้นนะคะ อูก้าอยากเห็นทุกคนมีรอยยิ้ม ได้รับฟังคำพูดดีๆ ที่เยียวยาใจคุณได้ สามารถทักมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอ รับรองว่าทุกคนอ่อนโยนน่ารักและพร้อมรับฟังด้วยความเข้าใจแน่นอนค่ะ

Read More
Skinship คืออะไร วิธีเติมกำลังใจ

OOCAstory : Skinship สักหน่อย แทนการให้กำลังใจ

“เหนื่อยหรือเปล่า? เธอเป็นอะไรมั้ย? มีอะไรเล่าให้ฟังได้นะ เราเป็นกำลังใจให้”

คำพูดเหล่านี้คงเป็นเหมือนยาดี ๆ ที่ช่วยรักษาให้กับคนที่กำลังท้อแท้และขาดกำลังใจ ในวันที่เขาต้องเจอกับเรื่องผิดหวังมากมาย การพูดแสดงถึงความเป็นห่วงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้มากแล้วนะ

วันที่เราอยู่ไกลกัน เราก็ยังพิมพ์ให้กำลังใจกันได้ผ่านตัวอักษรเป็นข้อความ และในวันที่เราอยู่ข้างกัน เราก็สามารถปลอบโยนเขาด้วยคำพูดดี ๆ ได้อย่างเต็มที่ หลากหลายวิธีที่เราสามารถแสดงถึงกำลังใจและความรู้สึกเป็นห่วงให้กับเขา แต่รู้หรือเปล่า ยังมีอีกวิธีที่สามารถส่งผ่านความรู้สึกจากเราไปหาเขาได้โดยตรงเลยนะ นั่นคือการ “skinship” ไงล่ะ

ในการสื่อสารความรู้สึกที่เรามีออกมาให้คนรอบข้างได้รับรู้ นอกจากจะใช้การพูดและการพิมพ์เป็นข้อความแล้ว การสัมผัสร่างกายก็เป็นอวัจนภาษาที่สามารถสื่อสารได้เป็นอย่างดี เคยหรือเปล่าที่เราเผลอไปสัมผัสตัวคนที่เราแอบปลื้มแล้วก็รู้สึกเขินขึ้นมาทันที หรือจะเป็นตอนที่เรากอดกับใครสักคนแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจ สิ่งนี้แหละที่แสดงให้เห็นถึงพลังและความรู้สึกของการ skinship ถ้าเราเจอคนรอบข้างที่ต้องการกำลังใจอยู่ ลองใช้วิธีนี้แทนการให้กำลังใจเขาดูนะ

สำหรับบางคน การสื่อสารความรู้สึกด้วยการสัมผัสร่างกายก็เป็นอะไรที่เคอะเขินเกินกว่าจะทำได้ง่าย ๆ ใช่ไหม เป็นเรื่องปกติที่จะมีปัจจัยอื่นเข้ามาทำให้เราไม่กล้า skinship กับใคร เช่น ไม่กล้าเพราะคิดว่ายังไม่สนิทกันมากพอ หรืออาจจะเพราะว่าเราเป็นผู้ชาย และอาจเพราะแสดงสิ่งเหล่านี้ไม่บ่อย แต่รู้หรือเปล่า ว่าการ skinship แทนการให้กำลังใจก็มีหลากหลายวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละคนออกไป สำหรับผู้ชาย การใช้แขนโอบไหล่เพื่อนของเรา ตบบ่าเบา ๆ สักหน่อย ก็ถือเป็นการให้กำลังใจที่ดูเข้ากับเราดีนะ และสำหรับผู้หญิงทุกคน การเอามือของเราไปจับมือเพื่อนพร้อมทั้งพูดให้กำลังใจ ก็เป็นภาพที่ดูจริงใจและน่ารักมาก ๆ เลย หรือใครที่คนในครอบครัวของเรากำลังเศร้า การเข้าไปกอดหรือหอมแก้มกันเล็กน้อยก็ช่วยเติมเต็มกำลังใจให้เขาได้เป็นอย่างดีทีเดียว

เห็นไหม ไม่ว่าเราจะเป็นใครหรือสถานะไหน เราก็สามารถหาวิธีให้กำลังใจคนรอบข้างของเราด้วยการ skinship ได้ เพราะทั้งหมดแล้วก็เป็นเรื่องของความรู้สึกที่ดีทั้งนั้นเลย โอบเพื่อนบ้างหรือลองจับมือกันบ้าง กอดแฟนของเราเอาไว้ และหอมแก้มคุณพ่อคุณแม่สักครั้ง เพราะพวกเขาต้องการสิ่งนี้ และรับรองว่าพวกเขาจะต้องได้รับกำลังใจจากเราอย่างแน่นอน

อย่าอายไปเลยนะ ลอง skinship ดูสักหน่อย เพราะกำลังใจเล็กน้อยจากเรา อาจมีความหมายที่ยิ่งใหญ่กับใจของเขาก็ได้ และใครที่กำลังเจอปัญหาอยู่ อูก้าก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุก ๆ คน ถ้าอยากได้คำแนะนำจากเราก็สามารถทักมาหาเรา หรือปรึกษากับจิตแพทย์ผ่านแอปพลิเคชั่น OOCA ได้เลย เราคอยรับฟังทุกคนเสมอ 🙂

Read More
พ่อ แม่ ไม่เชื่อว่าเป็นซึมเศร้า

OOCAstory เมื่อพ่อแม่ไม่ยอมรับว่า “ฉันป่วย”

ครั้งล่าสุดพูดกับพ่อแม่เรื่องปัญหาสุขภาพจิตเขาตอบว่ายังไงกันบ้าง?

“คิดไปเองหรือเปล่า?”

“ต้องไปหาหมอเลยเหรอ? ไปหาหมอแล้วประวัติมันติดตัวนะ”

บางคนเลือกหูทวนลมแล้วเปลี่ยนเรื่อง

บางคนก็ร้องไห้ราวกับว่าโลกทั้งใบของเขาแตกสลายไป

เจอคำตอบแบบนี้เข้าไป เป็นใครก็ไม่กล้าไปพูดเรื่องสุขภาพจิตให้คนในบ้านได้ยิน

เมื่อได้ยินอะไรแบบนี้มันเหมือนผลักให้เราโดดเดี่ยวในการต่อสู้กับโรคทางสุขภาพจิตเลยจริงไหม? เราทุกคนต่างคาดหวังให้บ้านเป็นพื้นที่ที่เรารู้สึกสบายใจที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ครอบครัวฟังได้ แต่ตอนนี้เรากลับรู้สึกไม่อยากพูดเรื่องที่ส่งผลต่อชีวิตเรามากที่สุดหนึ่งเรื่องให้ใครฟังเลย

เราตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่าทำไมผู้ใหญ่มองว่ามันเป็นเรื่องน่าอายขนาดนั้นเวลาพูดว่าเราต้องไปหาจิตแพทย์ คำตอบที่เรานึกได้ก็น่าจะเป็นธรรมชาติของการเรียนรู้เรื่องปัญหาสุขภาพจิตในสมัยของเขายังไม่มีการทำความเข้าใจว่ามันเป็นโรคที่หายได้ผ่านการใช้ยาและการพบแพทย์ ในขณะที่ในสายตาของคนรุ่นเรามองว่าโรคทางสุขภาพจิตไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าการเป็นหวัดแล้วเข้าไปโรงพยาบาลมากเท่าไรเลย ซึ่งความเข้าใจที่แตกต่างกันนี้คือ Mental Illness Literacy ที่แตกต่างกัน โดยความต่างกันนี้เกิดจากสิ่งที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ตอนเด็กและจากการศึกษา

แล้วจะทำยังไงดีถ้าพ่อกับแม่ไม่เข้าใจและไม่ยอมรับเรื่องนี้? ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนก็คือการคุยกันนั่นแหละเพียงแต่การคุยนั้นอาจต้องมีกลวิธีมากกว่าการเดินเข้าไปคุยเฉย ๆ

อย่างแรกคือเรื่อง คุยเมื่อไร เรื่องการคุยกับพ่อแม่แล้วเกิดความเห็นที่ไม่ตรงกันนั้นมีอยู่สองสามอย่างที่เราต้องทำ คือเราต้องปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก การพยายามเคลียร์กันเลยเมื่อทั้งสองฝั่งมีความไม่เห็นด้วยกันทั้งคู่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเพราะตอนนี้สิ่งที่เป็นตัวนำบทสนทนาจะเป็นความรู้สึก การทิ้งเวลาผ่านสักพักคือการปล่อยให้พ่อแม่เก็บข้อมูลใหม่ที่เราเพิ่งให้ไปคิดทบทวน และเราก็เก็บคำพูดของเขาเพื่อมาทำความเข้าใจกับเขาเพื่อคิดว่าเมื่อเรากลับไปคุยกับเขาเราต้องอธิบายในแง่มุมไหนถึงดีที่สุด

แล้วจะคุยยังไงดี? หลังจากทั้งสองฝั่งใจเย็นลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือเราต้องคิดว่าจะเริ่มคุยเรื่องนี้อีกครั้งยังไงไม่ให้ซ้ำรอยเดิม เราคิดวิธีที่สร้างสรรค์ ๆ มาอย่าง เช่น เริ่มบทสนทนาจากการเขียนโน๊ตถึงกันถ้าไม่กล้าพูดตรง ๆ วิธีนี้อาจเป็นวิธีที่ดีสำหรับคนที่มีเสียงดุหรือหน้าดุเพื่อเริ่มบทสนทนาให้นุ่มนวลมากขึ้น หรือบทสนทนาอาจเกิดขึ้นได้จากการเปิดหนังที่มีเรื่องสุขภาพจิตดูด้วยกันเพื่อเริ่มบทสนทนาก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย โดยเฉพาะหนังที่ตัวเอกมีปัญหาสุขภาพจิต เพราะตัวหนังมักมีการสร้างให้เราเข้าใจตัวละครแต่แรก และเมื่อพ่อแม่เข้าใจตัวละคร เมื่อเราคุยกับเขาเขาก็จะเข้าใจเราได้ง่ายขึ้น

ในประสบการณ์ตรงของเรา ครั้งหนึ่งหลังจากไม่ได้คุยกันเรื่องสุขภาพจิตนาน แม่เราเข้ามาหาเราด้วยเรื่องนี้เอง แต่ด้วยท่าทีที่นิ่งและไม่ตกใจเท่าคราวที่แล้ว หลังจากนั้นเขาจึงถามด้วยน้ำเสียงที่อยากจะเข้าใจว่าสิ่งที่เรากำลังผ่านอยู่นั้นเป็นยังไงและเขาทำอะไรได้บ้าง แม้ว่าในคำพูดอาจมีความเข้าใจผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยการค่อย ๆ อธิบายให้กันและกันฟัง เพราะเหมือนกับที่ค่านิยมของยุคก่อนบดบังความเข้าใจเขาต่อสุขภาพจิต ความผิดหวังของเราก็บังเราไม่ให้เห็นความเป็นห่วงของเขาด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นสำหรับพ่อแม่ที่กำลังพยายามเข้าใจลูก ๆ ในเรื่องสุขภาพจิต เราอยากบอกว่าแม้ว่าการทำความเข้าใจคนที่เกิดกันคนละยุคสมัยในเรื่องที่ไม่คุ้นเคยอาจเป็นเรื่องยาก แต่เราเชื่อว่าหากทั้งสองฝั่งค่อย ๆ ฟังและทำความเข้าใจการเข้าใจกันนั้นอยู่ไม่ห่างไกลเลย ส่วนลูก ๆ เองก็ต้องไม่ลืมที่จะให้เวลาพ่อแม่ที่จะทำความเข้าใจเรื่องที่ใหม่มาก ๆ สำหรับพวกเขาด้วย และถ้ายังไม่รู้ว่าเริ่มปรับตัวเข้าหากันยังไงอูก้าจะอยู่ตรงนี้คอยเป็นคนให้คำปรึกษาได้เสมอเลย

Read More
ของขวัญจับฉลากสิ้นปี ซื้ออะไรดี

OOCAstory: จับฉลากสิ้นปีคือการสุ่มของ หรือสุ่มความรู้สึก

เวลาหันมองไปรอบๆ บ้านแล้วมองเห็นสิ่งของที่ไม่เคยได้ใช้เลยบ้างไหม อาจจะมีตุ๊กตาที่วางจนฝุ่นจับ ปฏิทินที่ยังไม่ทันได้ใช้ก็หมดปีแล้ว หรือสารพัดแก้วน้ำที่เก็บไว้ตามมุมตู้ นึกๆ ดูแล้วสิ่งของหลายอย่างที่เราไม่ได้ใช้นั้นได้มาจากงานเลี้ยงปีใหม่ที่เราจับฉลากมาหรือได้รับเป็นของขวัญหรือเปล่า

แล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับการจับฉลากในช่วงสิ้นปี? เคยไม่ชอบของที่จับได้บ้างไหม อย่างเช่นได้ของขวัญที่เราไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร สุดท้ายก็ต้องวางไว้อย่างนั้นหรือยกให้คนอื่นไป แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ก็อดรู้สึกเซ็งๆ กับการจับฉลากไม่ได้

ช่วงสิ้นปีหลายๆ บริษัทหรือในกลุ่มเพื่อนมักหากิจกรรมทำร่วมกัน ซึ่งการจับฉลากก็เป็นกิจกรรมที่นิยมเล่นกันเพื่อเพิ่มความสนุกในช่วงเทศกาล นำมาซึ่งเสียงหัวเราะและช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี แต่สำหรับบางคนการจับฉลากอาจทำให้เสียความรู้สึกหรือเกิดความลำบากใจตั้งแต่เลือกซื้อของขวัญไปจนถึงไม่ได้เห็นประโยชน์จากกิจกรรมนี้ แต่การให้ของขวัญปีใหม่ถือเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา เพื่อรักษามิตรภาพอันดีและเป็นการแสดงความขอบคุณ ยิ่งเรามีสังคมเพื่อนและสังคมทำงาน ค่าของขวัญก็นับเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย

บางครั้งเราต้องเลือกของที่อยู่ในงบประมาณที่กำหนด หรือเลือกตามหัวข้อที่ให้มา เช่น ของที่พยัญชนะขึ้นต้นด้วย ก.ไก่ ราคา 500 บาท เราก็ต้องไปเดินเลือกหรือตามหาของที่เหมาะสม แถมยังต้องคิดด้วยว่าผู้รับอาจเป็นได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย ยิ่งถ้าช่วงอายุกว้างเราอาจจะต้องใส่ใจมากขึ้นว่าเขาจะชอบของที่เราให้ไหม ได้ใช้ประโยชน์หรือเปล่า

บางครั้งอุตส่าห์ตั้งใจเลือกดันซื้อมาซ้ำกับคนอื่นอีก หรือคนที่ได้รับไม่เหมาะกับของชิ้นนั้นเลยก็น่าเสียดาย ทำให้เราต้องไปเดินเลือกเดินหา จนกว่าจะเจอของที่โดนใจทั้งคนให้และคนรับ หลายคนถึงกับลงทุนเพื่อซื้อของที่น่าจะสร้างสีสันให้เป็นที่จดจำในวงปาร์ตี้เลยทีเดียว

เพราะความตั้งใจและเซนส์ในการเลือกของขวัญเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงตัวเราด้วย หลายๆคนจึงให้ความสำคัญกับการจับฉลากมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถ้าเรามีหน้ามีตาหรือตำแหน่ง หากเลือกของไม่ดีอาจทำให้เกิดเสียงนินทาตามมาได้ แต่ยิ่งเราลงทุนลงใจไปกับการจับฉลากมากเท่าไร เราก็อดคาดหวังไม่ได้ว่าเปิดกล่องของขวัญแล้วเราจะได้ของถูกใจเช่นกัน เพราะเราคิดว่ามันเป็นโมเมนต์ที่ทุกคนน่าจะได้มีความสุขกับของขวัญตรงหน้า

อยากให้มองว่าเทศกาลแห่งการให้เราก็ส่งความสุขด้วยความเต็มใจ ความคาดหวังกับสิ่งที่จะได้กลับมาอาจทำให้เราหมดสนุก แม้การจับฉลากอาจไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความพอใจของทุกๆ คน แต่อยากให้มองเป็นอีเว้นท์ที่ช่วยเพิ่มสีสันให้ชีวิตและช่วยกระชับความสัมพันธ์ เพราะการจับฉลากก็มีไว้เพื่อให้ทุกคนเอ็นจอยกับบรรยากาศเฉลิมฉลองมากขึ้น

โดยส่วนตัวเราชอบการจับฉลากเพราะความพิเศษของเทศกาลคือการได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกดีๆ ที่สำคัญกว่ามูลค่าหรือสิ่งของที่ได้รับอีก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร จากใคร อยากให้เรารับไว้ด้วยหัวใจที่ขอบคุณนะ

อูก้าขอส่งต่อความรู้สึกดีๆ ช่วงส่งท้ายปีแบบนี้ให้ทุกคนมีความสุขและสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา อย่าเก็บความทุกข์ไว้ข้ามปีเลยน้า ถ้ามีอะไรให้เราช่วยแบ่งเบาอูก้าก็ยินดีรับฟังคุณเสมอ สามารถทักมาปรึกษาได้เหมือนเดิมแม้จะเป็นช่วงเทศกาลนะคะ

Read More
ประโยชน์ของการไปเที่ยว พักผ่อน คอนเสิร์ต

OOCAstory: มีค่ากว่าที่เคยกับบรรยากาศ คอนเสิร์ตที่เราคิดถึง

“แค่อยากจะรู้ว่าตรงที่เธอยืนนั้น มีฝนตกไหม สบายดีไหม เธอกลัวฟ้าร้องหรือเปล่า

ถ้าหากตรงนั้นไม่มีใคร ฉันพร้อม ฉันพร้อมจะไป ในคืนที่ฝนโปรยลงมา”

เสียงดนตรีดังกึกก้อง เสียงตะโกนร้องเพลง ภาพที่ทุกคนโบกมือตามเพลงหรือกระโดดไปด้วยกันยังแจ่มชัดอยู่ในใจเรา เป็นอะไรที่คิดถึงจนบอกไปถูก กับบรรยากาศดีๆ ที่ทุกคนได้ฟังเพลงเพราะๆ และอินไปด้วยกัน ยิ้มบ้าง ร้องไห้บ้าง แต่นึกถึงทีไรก็น่าจดจำ

น่าเสียดายที่ปี 2020 การจัดงานคอนเสิร์ตถูกยกเลิกแทบจะทั้งหมดด้วยสถานการณ์โควิด ถ้าจะบอกว่าเป็นการหายไปของเสียงเพลงและงานคอนเสิร์ตทำให้เกิดความเครียด ความเศร้า ความเหงา ก็ต้องบอกว่าไม่ได้พูดเกินจริงเลย เพราะในชีวิตประจำวันเราฟังเพลงมากกว่าที่ตัวเองคิดไปซะอีก

เวลาไปร้านอาหาร หลายคนก็ชื่นชอบร้านที่มีเสียงเพลงคลอมากกว่าไม่มี หรือหลังเลิกงานชาวออฟฟิศสมัยนี้ต่างนิยมไปผ่อนคลายที่ร้านนั่งชิลล์ ร้านที่มีวงดนตรีสด แต่ภาพเหล่านั้นกลับค่อยๆ หายไปในช่วงปี 2020 นักร้องนักแสดงต่างได้รับผลกระทบจนแทบไม่ได้พบปะแฟนเพลงกันเลย เรียกว่าการปล่อยเพลงในปีที่ผ่านมา แทบจะเป็นการพึ่งพาโลกออนไลน์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ความเครียดจากการไม่มีคอนเสิร์ตให้ดู ทำให้เราโหยหาความรู้สึกเหล่านั้น บางคนอาจจะเบื่อ เหงา เศร้า หลายคนก็รู้สึกว่าตัวเลือกในการปลดปล่อยอารมณ์หายไป ต้องเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นแทน ต้องฟังเพลงอยู่ที่บ้าน เข้าอินเทอร์เน็ตบ่อยกว่าที่เคย

ในทางกลับกันการหายไปของคอนเสิร์ตทำให้การฟังเพลงพิเศษขึ้น รู้สึกว่าอะไรเดิมๆ ที่ดูธรรมดามันมีค่ามากกว่าเดิม จากที่เรารู้สึกว่าจะไปคอนเสิร์ตเมื่อไรก็ได้ ครั้งหน้าก็ยังมีอีก ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรถ้าจะซื้อตั๋วหรือนัดเพื่อนไปฟังเพลงในงานๆ หนึ่ง ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นกลับมีความหมายมากๆ ทั้งในมุมของผู้ฟังและในมุมของนักร้องที่คิดถึงแฟนๆ เหมือนกัน

ถึงแม้เราจะตั้งความหวังกับปี 2021 ไว้มาก แต่ก็น่าเสียดายที่เปิดต้นปีเราเจอวิกฤติกันอีกครั้ง ได้แต่ขอให้สถานการณ์แบบนี้ผ่านไปเร็วๆ แล้วเราจะได้ฟังเสียงร้องสดๆ จากนักร้องคุณภาพหลายๆ ท่าน รวมถึงได้มีบรรยากาศดีๆ กับเพื่อน กับคนที่เรารักอีกครั้ง

อูก้าเองก็รอที่จะได้ไปคอนเสิร์ตสนุกๆ อยู่นะ แต่ก่อนอื่นเราต้องไม่ลืมที่จะใส่ใจสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง อย่าละเลยเด็ดขาดเลยนะ ที่สำคัญหากมีปัญหาไม่สบายใจให้มาปรึกษาเราได้เสมอ อูก้าพร้อมรับฟังเหมือนเดิมน้า

Read More
เพลงที่ทำให้คิดถึงเธอ

OOCAstory ได้ยินเพลงนี้ทีไร ทำไมต้องคิดถึง “เธอ”

ทำไมบางเพลงถึงคอยเตือนเราให้นึกถึงช่วงเวลาต่างๆในชีวิตได้ อย่างเพลงที่ฟังในรถกับพ่อ เพลงที่ร้องกับเพื่อนที่โรงเรียน เพลงที่ส่งให้คนสำคัญ หรือแม้แต่เพลงอกหักฟังแล้วร้องไห้ เรารู้สึกอินไปกับมันได้ ทั้งเนื้อร้องดนตรีและท้วงทำนอง

เพลงส่วนใหญ่บนโลกนี้ต่างเขียนขึ้นมาเพื่อใครสักคนหนึ่ง เวลาที่ได้ฟังเราจึงสัมผัสได้ถึง “ตัวตน” ที่อยู่ในเพลงนั้ แค่ได้ยินเพลงที่คุ้นหูก็เหมือนเราถูกดึงเข้าไปอยู่ในช่วงเวลานั้นเลย ยิ่งถ้าเคยฟังเทป ซีดี mp3 จนมาถึงยุคดิจิทัลอย่างทุกวันนี้ ภาพความทรงจำบางอย่างคงกลับมาแน่ๆ

ทุกคนคงมีเพลงที่เราฟังแล้วรู้สึก “ใช่”

ถ้าเป็นเพลง “รัก” เวลาที่มีความสุขเราก็คงคิดถึงใครบางคนแล้วเผลอยิ้มตาม

แต่ถ้าฟังแล้ว “เศร้า” ตอนที่อกหักคงกลายเป็นฉากที่เดินตากฝนแบบใน MV

หรือตอนที่ “เหงา” เพลงเพราะๆ นี่แหละที่คอยโอบกอดเราเอาไว้

ว่ากันว่าเพลงเศร้าจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่กระตุ้นความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ถ้าเผลอร้องไห้ตอนฟังเพลงเศร้าก็ไม่ต้องแปลกใจ อีกทั้งเรายังมีความสามารถในการเชื่อมโยงเนื้อเพลงกับชีวิตตัวเองด้วย ดังนั้นเพลงรักที่ดีจะทำให้คนฟังรู้สึกว่า “เพลงนี้แต่งมาเพื่อเราแน่ๆ” เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สามารถอธิบายหรือแสดงความรู้สึกในใจของพวกเขาได้

หลายคนเลยเลือกที่จะใช้เพลงแทนการบอกรักด้วยคำพูดเพราะมันมีทั้งความสวยงาม อ่อนโยนและกลมกล่อมอยู่ในนั้น ตรงกันข้ามกับบางเพลงที่เหมือนตอกย้ำให้ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดจนเราไม่อยากฟังเพราะมันตรงกับชีวิตมากเกินไป

แล้วถ้าเราพยายามเลี่ยงเพราะ “มีคนบางคนชอบฟัง” ล่ะ เวลาได้ยินก็อดนึกถึงคนๆนั้นไม่ได้ คงเพราะเราดันผูกคนกับเพลงเข้าด้วยกัน ทุกครั้งที่ได้ยินเลยเห็นแต่ภาพ “เขา” เสมอ มันอาจเป็นได้ทั้งความคิดถึง โหยหา เจ็บปวดหรือแม้แต่เป็นความสุข

เขาถึงบอกว่าในโลกนี้ไม่มีเพลงที่ไม่เพราะหรอก มีแต่เพลงที่เราอาจจะไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง ถ้าเรารู้ว่ามันถูกแต่งเพื่อใครเพลงนั้นอาจจะเพราะที่สุดที่เคยฟังมาเลยก็ได้และเพลงที่ตรงกับจินตนาการหรือประสบการณ์ของเรา ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราจริงๆ

แล้วสำหรับคุณล่ะ … เขาเป็นเพลงไหน ?

วันนี้ก่อนนอนลองเลือกเปิดเพลงที่คุณชอบฟังสักเพลง ไม่แน่นะการได้คิดถึงความทรงจำบางอย่างอาจช่วยเติมพลังให้เราได้ ลองมาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย อูก้ายินดีที่จะดูแลจิตใจและรับฟังคุณเสมอนะ

Read More
เมื่อไรโลกจะแตก

OOCAstory : “เมื่อไรโลกจะแตก?” ฉันไม่ไหวแล้ว

จู่ๆ ก็อยากให้โลกนี้แตกไปเลย ฉันจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นได้ยังไงนะ แล้วที่เราได้ยินคำทำนายว่าโลกจะแตกอยู่บ่อยๆ มันเป็นเพราะอะไร หรือว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่อยากให้โลกแตกได้แล้ว

มันใช่ความรู้สึกของคนที่ยอมแพ้หรือเปล่า? โดยส่วนตัวเราคิดว่า “เบื่อหน่าย” หรือ “เอือมระอา” น่าจะเหมาะกับบริบทนี้มากกว่า เวลาที่เราพบเจอคนที่เกินจะเยียวยา เห็นอะไรบางอย่างที่เกินจะแก้ไข ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เราอาจรู้สึกว่า “โลกแตกไปเลยเถอะ” ทำไมสิ้นหวังขนาดนี้

เราได้เห็นคำถามว่า “โลกจะแตกได้ยัง?” เยอะขึ้นในช่วงที่ข่าวการเมืองเริ่มร้อนแรง ส่วนใหญ่จะบรรยายความรู้สึกสิ้นหวังกับคนในสังคมด้วยกันและหมดหวังที่จะเห็นประเทศเปลี่ยนแปลงหรือก้าวหน้า แต่ภาวะที่คนเรารู้สึกแบบนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดขึ้น มนุษย์เราเคยเจอวิกฤติที่ทำให้หมดหวังมานับครั้งไม่ถ้วน

ตั้งแต่ปีค.ศ. 1555 นอสตราดามุส ได้บันทึกไว้ว่าโลกจะเจอกับหายนะ “ในปี 1999 เดือน 7 จะมีราชาแห่งความน่าสะพรึงกลัวมาจากฟากฟ้า” บ้างก็บอกว่าเพราะดาวเคราะห์พุ่งชนโลก บ้างก็บอกว่าจะเกิดสงครามโลกอีกครั้ง ต่อมาชาวคริสเตียนทำนายว่าปี 1666 โลกจะสั่นสะเทือน ช่วงนั้นประเทศอังกฤษเกิดการระบาดของกาฬโรคและเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ มีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก จากนั้นคำทำนายเรื่องวันสิ้นสุดของโลกก็ยังดำเนินต่อไป

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษใหม่ เป็นอีกครั้งที่โลกอาจมาถึงจุดจบ บางคนถึงขั้นทำนายว่านาฬิกาของโลกจะรวนจนพาเราย้อนกลับไปช่วง 1900 แทน รวมถึงจะมีภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้นในช่วงปี 2000 แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง ไปๆมาๆ การทำนายถึงวันสิ้นโลกนั้นมีแทบจะทุกปีกันเลยทีเดียว แล้วคนเราคาดเดาถึงจุดสิ้นสุดกันทำไม หรือในใจลึกๆ ทุกคนรู้สึกเหนื่อยล้ากับการมีชีวิตอยู่

สตีเฟ่น ชลอตซ์แมน นักจิตวิทยาเด็กจาก Harvard Medical School พูดถึงการที่มนุษย์อินกับบรรยากาศของโลกหลังภาวะทุกอย่างสูญสิ้นว่า “ความไม่แน่นอนในโลกทุกมิติที่เราเผชิญทุกวันนี้ ประกอบกันทำให้ผู้คนคิดว่าชีวิตคงจะดีขึ้นหากเกิดการล้างบางขึ้นสักที” หลายคนมีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย เขาจึงรู้สึกว่าถ้าโลกแตกก็ยังไม่ถึงจุดจบที่แท้จริง เพราะชีวิตของพวกเขาหลังจากนั้นจะดีกว่าที่เป็นอยู่ ทำให้เขาไม่วิตกกังวลแต่กลับรู้สึกมีหวังมากกว่าเดิม

โลกสิ้นสุดลงนั่นหมายความว่าสิ่งที่เรารู้จัก ความรัก คุณค่าและประสบการณ์ทุกอย่างจะหายไปด้วย ถ้าเรารู้สึกว่าสิ้นหวังจนถึงขั้น hopelessness กับโลกใบนี้ รู้สึกไม่มีทางออก ไม่มีใครช่วยเราได้ ให้หมั่นสังเกตตัวเองว่านั่นเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่ ใจเรายังไหวอยู่หรือเปล่า

พยายามพาตัวเองออกจากความรู้สึกมืดมนเหล่านั้น ด้วยการตั้งคำถามกับความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นว่ามีสาเหตุมาจากอะไร เราตีความสถานการณ์เลวร้ายกว่าความเป็นจริงหรือเปล่า สิ่งสำคัญคือเมื่อเรากำลังเผชิญกับปัญหาตรงหน้า ให้ลองนึกถึงทางออกที่เป็นไปได้และตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในใจ เมื่อเราแก้ไขได้สำเร็จเราจะเข้าใกล้ความหวังมากขึ้น

สรุปแล้วโลกจะแตกวันไหน?

แม้จะมีคนทำนายเอาไว้มากมาย แต่ก็ยังเป็นคำตอบที่ไม่มีใครรู้ได้จนกว่าวันนั้นจะมาถึงจริงๆ หลายคนที่หมกมุ่นกับวันสิ้นโลก เพราะการรู้วันตายที่แน่นอนมันทำให้เขาโล่งใจ ชลอคซ์แมนพบว่าคนส่วนใหญ่จินตนาการถึงจุดจบที่โรแมนติกและมีความหวังว่าถ้ารอดชีวิตมาได้ ทุกอย่างจะเริ่มต้นใหม่อย่างสวยงาม

อาจสรุปได้ว่าที่เราอยากให้โลกสิ้นสุดได้แล้วก็เพื่อที่จะสร้างโลกใบใหม่ในแบบที่มันดีกว่าเดิม อย่างไรก็ตามโลกใบนี้ยังคงหมุนต่อไปทีละเล็กทีละน้อย แม้ไม่เป็นอย่างใจก็อย่าเพิ่งหมดหวังกับมันเลย เหมือนที่เขาบอกว่า “จงหวังให้มากขึ้นในโลกที่ไม่มีหวัง”

ถ้ามีตอนไหนที่คุณรู้สึกไม่ไหวจนอยากให้โลกแตก ลองมาเล่าให้เราฟังได้นะ

ความรู้สึกเหนื่อยใจกับบางสิ่งบางอย่างจนรับไม่ไหว ลองให้อูก้าช่วยคุณแบ่งเบาความรู้สึกนั้นดูนะ ทักมาพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้ตลอดเลย เรื่องของใจให้เราช่วยรับฟังนะคะ

อ้างอิงจาก

https://www.facebook.com/abookpublishing/posts/1813925598637580/

https://mgronline.com/science/detail/9550000153571

Read More