เพื่อนเป็นซึมเศร้าต้องทำยังไง

OOCAstory “ให้ไปหาไหม?” คำที่ได้ยินเมื่อไรก็อุ่นใจ

ในเวลาที่รู้สึกเศร้าหรืออ่อนแอ อาจมีเผลอทำตัวงี่เง่าให้คนข้างๆ ไปบ้าง แต่จริงๆ เขาอาจแค่ต้องการใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเขา แล้วเอ่ยถามอย่างจริงใจว่า “ให้ไปหาไหม?”

เวลาที่นั่งเหม่อลอยหรือร้องไห้ฟูมฟาย อาจมีเพื่อนหรือคนรอบข้างสังเกตเห็นว่าเรากำลังต้องการกำลังใจอย่างมาก แต่ไม่รู้จะปลอบใจเราได้ยังไง ไม่รู้ว่าไปเจอเรื่องหนักหนาอะไรมาบ้าง แค่สัมผัสได้ว่า “มันเริ่มจะไม่ไหว…” และไม่อยากปล่อยให้อยู่ “คนเดียว”

หลายๆคนเคยเจอสถานการณ์ที่ตัวเองหรือเพื่อนเจอเรื่องพีคๆ แล้วก็มีใครสักคนในกลุ่มก็จะพูดว่า “ให้ไปหาไหม?” แบบที่ไม่รู้ว่าจะมาหาจริงไหม แต่เอาเป็นว่าใจส่งไปก่อนแล้วนะ

ในวันที่เฟลมากๆ การได้ระบายกับคนที่ไว้ใจและรู้สึกไปด้วยกันเป็นโมเมนต์ที่ฮีลใจเราที่สุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก แค่ไปหาแล้วนั่งข้างๆ ก็เพียงพอแล้ว น่าแปลกที่สำหรับบางคนเราพร้อมจะให้เวลาเสมอในยามที่เขาต้องการ มันคงเป็นสัญชาตญาณที่เราอยากจะโอบกอดเขาไว้ในช่วงเวลาที่เลวร้าย

“ให้ไปหาไหม?” คือคำพูดที่บอกว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยวในโลกใบนี้ มันสามารถแทนคำปลอบใจได้มากมาย เพราะความหมายที่อยู่ในนั้นบอกเขาว่าเราพร้อมจะอยู่ข้างเขาจริงๆ

ถ้าอยากปลอบใจใครสักคน ลองถามเขาเบาๆ ด้วยประโยคนี้ดู มันดีมากๆ กับการที่มีใคร be there เพื่อเราและจงเป็นคนนั้นสำหรับคนที่คุณรักด้วยนะ

สำหรับใครที่อยากมีคนอยู่ข้างๆ คอยรับฟังและให้กำลังใจ อูก้าอยากชวนให้เข้ามาพูดคุยปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านแอปพลิเคชัน ooca ได้เลย ตอนนี้เรามีฟีเจอร์ใหม่ด้วยนะ อูก้ายินดีจะดูแลจิตใจอยู่ตรงนี้เสมอ

Read More
ทำไมคนรอบข้างไม่เข้าใจเรา

OOCAstory ทำไมเราถึงไม่อ่อนโยน กับเขาให้มากกว่านี้

“ฉันเริ่มคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นมองฉันแล้วก็เริ่มกลัว ฉันสู้ด้วยตัวเอง ขนาดฉันบอกออกไปว่ากำลังต่อสู้ดิ้นรนอยู่ แต่กลับไม่มีใครฟังเลย ฉันยื่นมือออกมาขอความช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่มีใคร…สักคนที่จะมาช่วยฉัน นั่นคือตอนที่ข้างในฉันแตกเป็นเสี่ยงๆ” บทสัมภาษณ์ของซอลลี่ที่เล่าถึงความเจ็ปปวดจากการถูกบูลลี่มาเป็นระยะเวลาหลายปี

พูดถึง “การฆ่าตัวตาย” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศเกาหลีใต้สูญเสียคนในวงการไปหลายคน สำหรับคนที่เติบโตมาพร้อมกับกระแส kpop ฟีเวอร์ต้องรู้จักจงฮยอน วง SHINee , คูฮารา วง KARA และซอลลี่ เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีคนอื่นๆ อีก เช่น โซจิน ศิลปินฝึกหัดของ DSP Entertainment นักแสดงตลกพัคจีซอน

ท่ามกลาง spotlight ที่สวยงาม พวกเขาถูกประเมินคุณค่าแทบจะตลอดเวลา ทั้งเรื่องหน้าตา ความสามารถ นิสัย การแสดงออก เรียกได้ว่ามีคนจับตามองทุกฝีก้าว ต่อให้มีแฟนคลับมากมาย แต่หากทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย คุณก็อาจจะถูกตำหนิจากชาวเน็ตเกาหลี (เรียกว่า เนติเซน) หรือ “แอนตี้แฟน” ได้ เมื่อไรก็ตามที่กระแสตกลง ค่ายจะกดดันศิลปินอย่างมากและคุณอาจถูกลอยแพได้ง่ายๆ

เมื่อความเจ็บปวดรุมเร้าอาการป่วยทางใจจึงเกิดขึ้น เช่น โรคซึมเศร้า โรคตื่นตระหนก โรควิตกกังวล โรคบูลิเมีย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันที่คนดังจำนวนมากที่ออกมาเปิดเผยถึงสุขภาพใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น IU , ซูจี , แทยอน SNSD , ฮยอนอา , G-dragon Bigbang , มินะ TWICE , คังแดเนียล และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้ามองภายนอกพวกเราไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขาทุกข์ทรมาณขนาดไหน เพราะพวกเขาต่างยิ้มแย้มและทำงานอย่างต่อเนื่อง

Cyber-bullying ที่เกาหลีน่ากลัวขนาดไหน

เนติเซนส่วนหนึ่งเชื่อว่าการจะเป็นคนดังต้องทนรับกับความคิดเห็นได้ทุกแบบ “คุณจะดังได้ยังไง ถ้ามีจิตใจที่อ่อนแอขนาดนั้น คุณต้องแสดงต่อหน้าผู้คนตั้งมากมาย”

ทำไมเราถึงต้องทดสอบความแข็งแรงของจิตใจคนอื่นด้วยล่ะ จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องพูดจาร้ายๆ กับใครสักคนเพียงเพราะเราคิดว่าอีกฝ่ายควรได้รับมัน “เวลาที่ได้รับข้อความ ฉันไม่รู้อารมณ์ของพวกคุณมันเลยน่ากลัว ถ้าอ่อนโยนกับฉันอีกสักหน่อยก็คงดีนะ” นี่คือสิ่งที่ซอลลี่เคยพูดขณะไลฟ์คุยกับแฟนๆ

และเมื่อทราบข่าวการจากไปของคนดังเนติเซนได้ออกมาพูดว่า “ผมไม่คิดว่าเธอจะมีช่วงเวลาที่แย่จากคอมเมนต์คุกคามทางเพศ ผมคิดว่าคนดังต้องเข้าใจว่าไม่ได้จะมีแต่คนรักและชื่นชม พวกเขาต้องทนต่อคอมเมนต์แย่ๆ ให้ได้เหมือนกัน เพราะพวกเขาก็ได้สิ่งแลกเปลี่ยนเป็นชีวิตดีๆ ไม่ใช่เหรอ พวกเขามีเสื้อผ้าดีๆ ใส่ มีรถแพงๆ ขับ แล้วก็มีทุกอย่างที่ดูดี” เรียกได้ว่าคนทั่วไปยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการถูกบูลลี่

การถูกบูลลี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเจ็บปวดให้คนดังมากมาย นอกจากนี้พวกเขายังเติบโตมาในสังคมและระบบฝึกหัดที่เข้มงวด การแบกความฝันและความคาดหวังตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้พวกเขาสะสมความเครียดเอาไว้ กว่าจะเป็นคนดังที่ประสบความสำเร็จ ข้างใจก็ถูกทำลายจนเปราะบางเสียแล้ว

หลังจากต่อสู้มาอย่างยาวนาน พวกเขาได้เลือกที่จะไปอยู่ในที่ที่สงบกว่าเดิม คงโทษพวกเขาไม่ได้ที่ตัดสินใจแบบนั้น ซอลลี่อธิบายถึงความสับสนในใจที่เธอเฝ้าถามตัวเอง “ฉันเป็นใครกัน แล้วฉันทำอะไรผิดนะ ‘อยากจบทุกอย่าง’ นั่นเป็นสิ่งที่เข้ามาให้หัวบ่อยมาก” มันคงจะดีถ้าก่อนหน้านี้หัวใจที่บอบช้ำของพวกเขาได้รับการเยียวยา “ได้โปรดเอ็นดูฉันด้วย ช่วยอ่อนโยนกับฉันหน่อยนะคะทุกคน”

แม้จะยากแต่เชื่อเถอะว่าเราจะอยู่ได้ด้วความเข้าใจ ชูก้าวง BTS เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมวิตกกังวลและอยู่อย่างโดดเดี่ยวตลอดมา และการที่คุณเลือกจะเป็นเพื่อนกับมัน ก็ต้องการทั้งชีวิตในการทำความเข้าใจ”

อย่าลืมว่าเรื่องของ “ชีวิต” ไม่ใช่สิ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันเพื่อความสนุก

ขอมอบบทความนี้ให้ดาวทุกดวงที่ลอยกลับขึ้นไปอยู่บนฟ้าและหวังว่าโลกใบนี้จะอ่อนโยนมากกว่าเดิม

เพราะเราอยากทุกคนรู้สึกสบายใจ หากคุณได้รับความเจ็บปวดจากการถูกบูลลี่หรือมีปัญหาที่อยากเล่าให้เราฟัง อูก้ายินดีเคียงข้างคุณเสมอ สามารถปรึกษาพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้ทั้งทางแอปพลิเคชันและเว็บไซต์เลยนะคะ

Read More
Iron girl นักกีฬาโดนบูลลี่

OOCAstory ด้านมืดของระบบที่กดทับ และจบชีวิต Iron Girl

“ถามจริงเถอะ รูปร่างแบบนี้เธอแปลงเพศมาหรือไง” หรือ “เธอเป็นกระเทยหรือเปล่า” ถ้อยคำดูถูกเหล่านี้เป็นสิ่งที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องเจอแทบทุกวัน ในสภาพสังคมที่ชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) และเคร่งครัดเรื่องระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง (Seniorism) อย่างประเทศเกาหลีใต้ ด้วยความฝันที่จะคว้าเหรียญทอง นักกีฬาต้องเผชิญความเครียดจากการฝึกซ้อมและการถูกบูลลี่อย่างรุนแรง มันคุ้มค่าหรือไม่กับความสำเร็จที่ได้มา

.

ชเวซุกฮยอนว่าที่นักกีฬาโอลิมปิกวัย 22 ปีตัดสินใจฆ่าตัวตายหลังจากถูกบูลลี่มานานกว่า 4 ปี ตอน 11 ขวบ เธอลงแข่งไตรกีฬาเยาวชนแห่งชาติและคว้าเหรียญทองมาได้จนได้ฉายาว่า “Iron Girl” เธอเล่าว่า ตัวเองฝันไว้ว่าอยากลงแข่งไตรกีฬาชิงแชมป์โลกและดูแลครอบครัวที่มีฐานะยากจนให้สุขสบาย

.

หากอยากติดทีมชาตินักกีฬาต้องเข้าไปอยู่ในสังกัดของสโมสรใหญ่ๆ ที่มีอุปกรณ์ ตารางซ้อมและเงินทุนที่พร้อม ซุกฮยอนจึงเข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของกวางจู ซิตี้ฮอลล์ ที่มีนักไตรกีฬาหญิงเจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2010 อย่างจางยุนยองอยู่ด้วย

.

ซุกฮยอนที่เป็นความหวังใหม่ในวัย 19 ปีกับตัวเต็งวัย 28 ปีที่พยายามรักษาตำแหน่งอย่างยุนยอง ท่ามกลางคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นทุกวันแต่ทางเลือกกลับน้อยลง ยิ่งในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ การสร้างชื่อเสียงให้ประเทศก็เหมือนมีใบเบิกทางดีๆ นี่เอง แน่นอนว่ารุ่นพี่ใช้วิธีกดซุกฮยอนเอาไว้ด้วย “การบูลลี่” อย่างรุนแรงทั้งทางร่างกายและคำพูด บางครั้งก็ตบหัว ต่อย ผลัก เรียกคนอื่นให้มาร่วมวงด้วยและทุกคนก็ดูสนุกกับทำแบบนี้

.

สุดท้ายซุกฮยอนเลือกที่จะบอกโค้ช คาดไม่ถึงว่าสิ่งที่โค้ชทำคือเรียกทั้งสองคนมาแล้วให้ซุกฮยอนคุกเข่าขอโทษรุ่นพี่ หลังจากนั้นโค้ชก็บูลลี่เธอด้วย ทั้งตบตี ด่าทอ บังคับให้เธอกินอาหารจนอาเจียน ซุกฮยอนรู้สึกโดดเดี่ยวมาก แม้จะมีคนเห็นใจเธออยู่บ้างแต่ไม่มีใครกล้าพอจะยื่นมือมาช่วยเธอเลย

.

จิตใจที่บอบช้ำทำให้ฟอร์มตกอย่างน่าใจหาย ซึ่งเป็นช่วงที่ยุนยองกวาดเหรียญแทบทุกรายการทั้งในและนอกประเทศ จนขึ้นเป็นเบอร์ต้นๆ ของสโมสรเลยทีเดียว หลังจากพักไป 1 ปี ซุกฮยอนรวบรวมความกล้าเพื่อกลับมาแต่วัฒนธรรมการซ้อมที่เข้มงวดแต่ไหนแต่ไร นักกีฬามีหน้าที่ทำตามคำสั่งของโค้ชและระบบรุ่นพี่รุ่นน้องที่เข้มงวดมาก ทำให้เธอติดอยู่ในวังวนเดิมๆ

.

ไม่ใช่แค่ยุนยองและโค้ช แต่รอบนี้ยังมีแพทย์ประจำทีมอย่างอันจูยุน และนักกีฬาชายคิมโดฮวานที่บูลลี่เธอด้วย นอกจากร่างกายที่โดนเตะตีสารพัด โค้ชและหมอยังบอกว่า ซุกฮยอนเป็นโรคทางจิตและชอบทำตัวมีปัญหา เมื่อเสียกำลังกายและใจในการฝึกซ้อม เธอค่อยๆ ห่างไกลจากการติดทีมชาติ ซุกฮยอนตัดสินใจส่งเรื่องไปแจ้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งสมาคมไตรกีฬาของเกาหลีใต้ สถานีตำรวจกวางจู เพื่อที่จะหยุดความรุนแรงทั้งหมดนี้ แต่เรื่องกลับเงียบหายไป ซ้ำตำรวจยังบอกว่าเธอไม่มีความอดทนมากพอ การซ้อมกีฬาก็เหนื่อยแบบนี้แหละ

.

ซุกฮยอนเริ่มรวบรวมหลักฐาน ทั้งภาพ คลิปที่เธอโดนทำร้ายสารพัด เธอบันทึกลงไดอารี่ว่า “ฉันอยากตาย จะโดนรถชน โดนโจรเอามีดแทงหรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น ฉันไม่อยากอยู่ในโลกนี้แล้ว” เรื่องราวเลวร้ายลงจนวันหนึ่ง โค้ชเรียกแม่ของเธอมาและบังคับให้แม่ตบหน้าลูกตัวเอง โค้ชขู่ว่าจะไล่ออกจากสโมสรถ้าแม่ไม่ทำ จนซุกฮยอนต้องบอกให้แม่ตบเธอ สุดท้ายสองแม่ลูกได้แต่กอดกันร้องไห้

.

ในที่สุดซุกฮยอนตัดสินใจลาออกจากกวางจู ซิตี้ฮอลล์ แต่ด้วยทัศนคติที่คนเกาหลีเชื่อว่านักกีฬาต้องอดทน ทำให้เธอหมดหวังที่จะติดทีมชาติ มองย้อนกลับไปเธอเคยเป็นดาวรุ่งในวงการกีฬา มีทั้งความฝันและความหวัง รวมถึงอยู่ในช่วงวัยที่กำลังเปล่งประกายที่สุด แต่ความกลัวทำให้เธอไม่มีแรงจะพัฒนาตัวเองอีกแล้ว

สายตาที่ทุกคนตัดสินเธอ ทำให้ซุกฮยอนสับสนว่าการบูลลี่นั้นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องเจอหรือ ?

.

การจากไปของซุกฮยอนทำให้เรื่องราวถูกเปิดเผย แต่โค้ชก็ไม่ได้รู้สึกผิดและยังส่งข้อความไปย้ำกับคนในสโมสรว่า “ซุกฮยอนไม่สามารถเอาชนะปัญหาได้เอง อย่าบอกคนนอกเด็ดขาดว่ามันเกิดอะไรขึ้นในทีม” ด้วยความระแวงว่าตัวเองอาจเป็นเหยี่อเช่นเดียวกับซุกฮยอน คนในทีมจึงเริ่มออกมาพูดเรื่องนี้ จนสังคมเริ่มถกเถียงกันในวงกว้าง

.

ประธานาธิบดีมุนแจอินได้ออกมาพูดถึงประเด็นนี้ว่า ความรุนแรงและฝึกซ้อมอย่างโหดร้ายต้องไม่เกิดขึ้นอีก มันน่าเศร้าที่ทุกคนรับรู้แต่ปล่อยผ่าน หน่วยงานรัฐก็ไม่ทำอะไรเลยทั้งที่มีเรื่องร้องเรียนมานานแล้ว มุนแจอินสั่งให้สืบสวนทันที ซึ่งหลักฐานที่ซุกฮยอนรวบรวมไว้นั้นชัดเจนทุกอย่าง ทำให้โค้ชและยุนยองถูกคณะกรรมการโอลิมปิกเกาหลีใต้และสมาคมไตรกีฬาแห่งชาติ สั่งแบนตลอดชีวิต คนอื่นๆ ถูกตัดสินโทษไปตามสมควร ที่น่าตกใจกว่านั้นคืออันจูยุนเป็นแพทย์ปลอมที่ไม่มีใบประกอบด้วยซ้ำ

.

การฝึกซ้อมด้วยวิธีล้าหลังแบบนี้ยังคงมีอยู่เพราะที่ผ่านมาผลงานเป็นที่น่าพอใจและจับต้องได้ เหมือนเป็นการตอกย้ำความเชื่อที่ผิดๆ ความเครียดและการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวันเหมือนผลักให้คนเข้าใกล้ปากเหวขึ้นทุกที แน่นอนว่าทุกคนอยากดี อยากเก่ง อยากเป็นที่จดจำ แต่บางคนกลับโดดเดี่ยวและรู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้องการของใครเลย

.

การสูญเสียแต่ละครั้งมักมีเรื่องราวซ่อนอยู่ คนที่เจ็บป่วยทางใจมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะวัยรุ่นที่เป็นความหวังของประเทศ หลายๆ คนอยากมีชีวิตหรือเติบโตไปเป็นคนดังในเกาหลีใต้ แต่ใครจะรู้ว่าภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้น ทิ้งเบื้องหลังที่แสนเจ็บปวดไว้มากมายขนาดไหน

.

แล้วตัวเราเป็นใครในเรื่องนี้ เป็นคนลงมือ เป็นคนต่อต้าน เป็นคนซ้ำเติมผู้ที่ถูกกระทำ หรือเป็นคนที่ชี้นิ้วหาคนผิด หรือเราเป็นแค่ bystanders ที่รับรู้ แต่ไม่ลงมือทำอะไรเลย เรื่องราวอาจไม่บานปลายขนานี้ หากมีใครสักคนช่วยรับฟังและปกป้องเธอ

.

เรามาทำความเข้าใจกับปัญหาการบูลลี่ให้มากขึ้นเถอะนะ อูก้าอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนมองเห็นคุณค่าของตัวเองและกล้าที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ คุณสามารถพูดคุยนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ของอูก้าได้เสมอนะคะ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

อ้างอิงจาก

https://www.facebook.com/jingjungfootball/photos/a.1763433500538559/2566322330249668/

Read More
ไม่ค่อยมีแรงทำงาน ใช้ชีวิต

OOCAstory: Dead inside ที่ยังอยู่ก็แค่กายหยาบ

เวลาที่เจอเรื่องแย่ๆ ถ้าไม่กี่ครั้งก็ยังพอทนไหว แต่ถ้าเจอบ่อยจนรับความเจ็บปวด ไม่ไหว อาจกลายเป็นความรู้สึก “ชินชา” ไม่ต่างจากคนไร้หัวใจ

ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรก็ตาม เราพร้อมจะก้มหน้ายอมรับสิ่งเลวร้าย เอาแต่บอกว่า “ไม่เป็นไร” ทั้งที่ข้างในแหลกสลายไปหมด เราไม่แสดงอารมณ์เสียใจ เศร้า โกรธ หรือร้องไห้ ปล่อยให้มันทำร้ายเราอยู่อย่างนั้น เราอาจกำลัง “Dead inside”

เราอาจเหมือนอยู่กับปัจจุบัน แต่จริงๆ แล้วที่ทุกคนมองเห็นอาจเป็นแค่ “กายหยาบ” ที่ไม่รู้จะตอบสนองอะไรได้อีก อาจเหมือนคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเรากำลัง “เอาตัวรอด” จากความรู้สึกที่บีบคั้นต่างหาก

มันไม่ใช่การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้รอด แต่เราเลือกใช้วิธีนิ่งเฉยและยอมจำนนกับปัญหาเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดที่จะเข้ามา แม้เราจะไม่เห็นด้วยหรือไม่อยากทำแบบนั้นก็ตาม

คนที่เหลือแค่กายหยาบอาจคล้ายไม่สนใจอะไร เหมือนยอมแพ้ต่อโลกใบนี้ แต่ Dead inside นั้นต่างจาก “การปล่อยวาง” อยู่มากเพราะการปล่อยวางคือการที่เราเข้าใจและมองโลกในแบบที่มันเป็น พร้อมกับยอมรับว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแล้วพยายามหาทางแก้ไข แต่ความรู้สึกด้านชาแบบคนที่ Dead inside คือการฝืนใจให้ปล่อยไป ไม่สนใจ ไม่รับรู้แล้วตัดจบทุกอย่างเพื่อใช้ชีวิตต่อไป

บางครั้งการที่เราไม่ใส่ความรู้สึกลงไปในสิ่งที่เจอ ก็ช่วยเราไว้เหมือนกัน เพราะเราจะได้ไม่ต้องบังคับตัวเองให้ฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ เมื่อพาตัวเองออกมาได้ก็ไม่มีอะไรทำร้ายเราได้อีกแล้ว

แต่ถ้าเราปล่อยให้ความชินชานี้อยู่กับเราต่อไป มันอาจทำลายความสดใสและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของเราได้ ทำให้เราสูญเสียจุดมุ่งหมาย ใส่ใจสิ่งรอบตัวน้อยลง จนสุดท้ายเราอาจยอมแพ้ก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ

ถ้าเมื่อไรเราสังเกตตัวเองว่า “ความรู้สึก” เริ่มหายไป เหลือแต่กายหยาบที่ยังอยู่ตรงนี้ อย่าปล่อยให้ความนิ่งเฉยกลายเป็นเรื่องธรรมดา ลองหาทางดึงความรู้สึกของเรากลับมา ระบายหรือแสดงออกให้มากขึ้น แม้มันจะงี่เง่าหรือบ้าบอขนาดไหน ขอให้ระบายออกมา

ชีวิตที่มีความรู้สึกคือ การบอกตัวเองว่าเรายังอยู่ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็จงปล่อยให้ตัวเองรับรู้มัน อย่าให้สิ่งต่างๆ กัดกินเราจากข้างใน อย่ากักเก็บความรู้สึกเอาไว้เลยนะ เพราะเราทุกคนคู่ควรกับการมีความสุขเสมอ

ถ้าต้องการเติมพลังใจ ลองพักผ่อนให้เต็มที่แล้วออกไปหาความสุขให้ตัวเอง อูก้าอยากเห็นทุกคนมีรอยยิ้มและมีพลัง หากเหนื่อยล้าสามารถแวะมาพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เสมอนะคะ

Read More
สื่อและจิตวิทยา

OOCAstory ความรู้สึกของคนที่ถูกจี้ปมผ่านสื่อ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำคอนเทนต์ที่เสนอเรื่องดราม่า ความยากลำบาก ความน่าสงสารนั้น ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เพราะแทบทุกครั้งเนื้อหาประเภทนี้มักได้เสียงตอบรับที่ดี ไปจนถึงได้รับความช่วยเหลือต่างๆ จนกลายเป็นว่าความสงสารถูกนำมาเล่นกับความรู้สึกของคนดูครั้งแล้วครั้งเล่า

เรื่องบางเรื่องแม้เราจะรู้ทั้งรู้ว่าความเป็นจริงคืออะไร แต่ก็ยังทำใจได้ยากอยู่ดี สุดท้ายการไม่เอ่ยถึงมันเลยอาจจะดีที่สุด แล้วถ้าเราต้องพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เราเซนซิทีฟหรือเจอคำถามที่รู้สึกลำบากใจที่จะตอบ ความเจ็บปวดที่เราพยายามเก็บไว้จะถูกกระตุ้นหรือเปล่า

จากการที่ได้ดูรายการหนึ่งที่แขกรับเชิญเป็นเด็กผู้หญิงวัย 11 ปี ซึ่งป่วยด้วยโรคชราในเด็ก น้องถูกถามตั้งแต่เด็กว่าเป็นคนแก่เหรอ ซึ่งทำให้น้องรู้สึกเจ็บปวด ด้วยสภาพร่างกายที่มีผลต่ออายุขัย แพทย์เคยวินิจฉัยว่าน้องอาจมีอายุถึงแค่ 14-15 ปี ซึ่งแน่นอนว่าน้องอยากมีชีวิตอยู่นานกว่านั้นและอยากให้ทุกคนมองว่าน้องก็เป็นคนปกติทั่วไปเหมือนคนอื่นๆ

ในรายการมีอยู่หลายจุดที่ทำให้คนดูไม่สบายใจ ด้วยคำถามที่ค่อนข้างกระทบจิตใจน้อง พูดถึงเรื่องความตายอยู่หลายครั้ง ซึ่งคนดูส่วนใหญ่มองว่าต่อให้เป็นคนทั่วๆ ไป หากมีคนมาบอกว่าเราจะอยู่ได้อีกไม่นานยังทำใจได้ยากเลย นี่น้องเพิ่งอายุแค่นี้เองเป็นธรรมดาที่ต้องเสียใจอยู่แล้ว แถมยังให้น้องและแม่ยืนเปรียบเทียบกัน ทำให้คนภายนอกมองมาเกิดคำถามมากมาย จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการนำเสนอเนื้อหาแบบนี้ โดยเฉพาะบาดแผลที่น้องอาจจะได้รับจากการมาออกรายการครั้งนี้

สิ่งที่น้องต้องการไม่ใช่เรื่องอะไรใหญ่โต เพียงแค่ “ไม่อยากให้ใครเรียกว่าคนแก่” ที่ผ่านมาก็โดนล้อ โดนตอกย้ำเรื่องนี้อยู่ตลอด เราอาจต้องกลับมามองดูว่าเวลาที่เราพูดเล่นหยอกล้อกับคนอื่น เราได้พูดคำที่จี้ใจเขาหรือตอกย้ำปมบางอย่างที่ไม่สมควรไปแตะหรือเปล่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนถูกจี้ปมผ่านสื่อ แต่มันเกินขึ้นมานานนับสิบๆ ปี ที่สำคัญคือการคอมเมนต์หรือกดแชร์อาจเพิ่มปมปัญหาให้ใหญ่ขึ้นและทำร้ายความรู้สึกของเขามากขึ้น

ทั้งนี้เราคิดว่ารายการไม่ได้มีเจตนาจะโจมตีใครหรือทำให้น้องเสียใจ เพียงแต่คนดูที่รู้สึกอินกับเรื่องราวอยากเห็นแขกรับเชิญมีความสุขและได้ใช้ชีวิตเท่านั้นเอง ต่อไปนี้ก็เป็นหน้าที่ของคนที่เสพสื่ออย่างเราแล้วแหละว่าจะทำอย่างไรต่อไป ลองเอาตัวเองไปนั่งอยู่ในใจเขาบ้าง แล้วเราจะตัดสินใจได้ดีกว่าเดิม

ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องบางเรื่อง อึดอัดกับคำพูดที่ไม่อยากได้ยิน ทักมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เสมอเลยนะ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More
เราถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือเปล่า

OOCAstory มองย้อนกลับไป…ฉันอาจเคยถูก ล่วงละเมิด

ตอนเด็กๆ เวลาที่คนอื่นแตะตัวเรา จับแก้ม กอด อุ้ม นั่นอาจเป็นเพราะความเอ็นดู ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี แต่ถ้าคนๆ นั้นไม่ใช่คนในครอบครัว เราจะสงสัยในการกระทำของเขาบ้างไหม

เราเคยอ่านเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศตอนเด็ก พอเริ่มเป็นวัยรุ่น ได้รู้จักเพศตรงข้ามมากขึ้น ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเจอมันไม่ใช่เรื่องปกตินะ เขากำลังถูกเอาเปรียบจากคนในครอบครัว แต่คนเดียวที่เขาไว้ใจคือแม่และแม่ก็ไม่เคยรู้เรื่องที่พ่อทำกับเขา เมื่อผ่านจุดที่ทำร้ายมาได้ เขาก็ใช้ชีวิตต่อไป เรียนจบ จนเข้าสู่วัยทำงาน จุดเปลี่ยนคือวันหนึ่งเขาได้รับรู้ว่าแม่ที่เขาไว้ใจที่สุดรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น

แม่รู้ว่าเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในครอบครัว

แต่แม่เลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ …

เมื่อคนที่ไว้ใจที่สุดไม่ปกป้องเรา คิดว่าโลกทั้งใบของผู้หญิงคนนั้นจะเป็นอย่างไร

จากที่คิดว่าผ่านมาได้แล้ว เริ่มต้นชีวิตใหม่ การเอาชนะบาดแผลเหล่านั้นมันยากแค่ไหน คงอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ รู้แต่ว่าตอนนี้เหมือนถูกตอกย้ำตรงแผลเดิม

สุดท้ายก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าเหลือเกิน บางครั้งก็ถามตัวเองว่า “ฉันทำผิดอะไร ถึงต้องเจอเรื่องแบบนี้?” แม้แต่ร่างกายของฉัน ฉันยังดูแลไม่ได้เลย แล้วฉันจะสามารถทำอะไรได้อีก

ซีรี่ย์วัยรุ่นเรื่อง Grand Army ที่ตัวละครหลักถูกเพื่อนสนิทข่มขืนแต่กลายเป็นว่าผู้หญิงก็มีส่วนผิด “เพราะเธอทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เธอถึงถูกข่มขืนไง” เรื่องราวสะท้อนวัฒนธรรมการข่มขืนในบางสังคมและการลงโทษทางกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมกับเหยื่อมากพอ สุดท้ายชีวิตของวัยรุ่นแต่ละคนก็หันเหกันไปคนละทิศละทาง ขึ้นอยู่กับบุคลิกและวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละคร บางคนเลือกที่จะประชดชีวิต บางคนกลับปล่อยวางและใช้ชีวิตให้มีความสุข

เราชอบฉากที่ตัวละคร Dom พูดว่า “เราต่างต้องการใครสักคนที่จะได้ยินเรา มันสำคัญว่าใครรับฟังคุณและพูดว่า ‘ฉันเข้าใจ’ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมากนะ”

นอกจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ชีวิตประจำวันของเราอาจถูกล่วงละเมิดทางวาจาบ่อยกว่า เช่น การแซว หลอล้อ ตั้งฉายา ฯลฯ รวมถึงคอมเมนต์ทาง social media ต่างๆ ที่เลยเถิด แม้แต่ในพื้นที่ของตัวเองยังถูกคุกคามได้เลย เราไม่มีทางรู้ว่าจุดจบมันอยู่ที่ตรงไหน แต่หากเราถูกทำร้ายซ้ำๆ การที่เราจะหันกลับมารักตัวเองคงยากลำบากเหมือนกัน

อย่ากลัวที่จะพูดมันออกมาแล้วขอความช่วยเหลือจากใครสักคน การที่เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ปกป้องตัวเองไม่ได้มีแต่จะบั่นทอนจิตใจ ลด self-esteem ของตัวเองและสร้างบาดแผลที่ไม่มีวันหาย

การล่วงละเมิดเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และไม่ควรมีใครต้องเจอเรื่องแบบนี้ ถ้ามีใครกำลังเผชิญปัญหานี้อยู่ อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับมันเลยนะ อูก้ายินดีจะรับฟังทุกเรื่องราวในใจคุณ ลองทักมาพูดคุยกับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้นะคะ

Read More
คนเป็นโรคซึมเศร้าคิดอะไร

OOCAstory: “ในโลกซึมเศร้า” ใครบางคนอาจกำลังแตกสลาย

ไม่อยากตื่นเลย เคยรู้สึกว่าโลกนี้มืดมนทั้งที่กำลังลืมตาไหม?

โลกกว้างใหญ่ขนาดนี้ แต่เคยรู้สึกเหมือนไม่มีพื้นที่สำหรับเราหรือเปล่า?

คำถามในหัวที่ได้ยินบ่อยคือ “ฉันมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?”

แปลกเนอะ รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ทั้งที่เราก็ยังหายใจอยู่

แค่จะอธิบายว่าตัวเองรู้สึกยังไง ยังทำไม่ได้เลย

รู้แต่ว่า มัน “เหนื่อย” มัน “เศร้า” กับอะไรสักอย่างที่อยู่ในใจ

แต่ก็หาทางดีลกับความรู้สึกนี้ไม่ได้ซะที

คนอื่นจะเข้าใจบ้างไหมว่าการติดอยู่ในโลกใบนี้มันเป็นยังไง

วันนี้เราอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักโลกซึมเศร้าให้มากขึ้น

เข้าใจในสิ่งที่คนเป็นซึมเศร้ากำลังรู้สึก เผื่อเราจะเห็นในมุมที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

คนที่อยู่ในโลกซึมเศร้า ไม่ได้ชอบตัวเองหรอกนะที่เป็นแบบนี้

และมันก็ยากมากๆ กับการจะขอความช่วยเหลือหรือจะบอกกับคนอื่นว่าตัวเองกำลังไม่ไหว

อย่าถามเลยนะว่า “ทำไม” ชอบคิดอะไรในแง่ร้าย เราเองก็ท้อแท้เหมือนกันที่ติดอยู่ในวังวนแบบนี้

อยากหาทางออกเหมือนกันแหละ แต่สุดท้ายดันวนกลับมาที่เดิม

อย่าใช้คำว่า “คิดสั้น” กับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าเลยนะ เพราะเขาก็อยากคิดให้น้อยลง

ติดที่ดันคิดมากเกินไปด้วยซ้ำ กลัวไปหมดทุกอย่างเลย

กลัวใจตัวเอง บางทีอาจกลัวการมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ

หยุดบอกว่าเราต้องรักตัวเองเถอะ เพราะบางครั้งการรักตัวเองมันก็ทำได้ยากจริงๆ ไม่ใช่ไม่อยากรัก

แค่รู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอจะได้รับความรัก แถมยังรู้สึกผิดมากๆ ที่ทำให้คนรอบข้างต้องกังวลใจไปด้วย

สุดท้ายกลายเป็นโทษตัวเองที่ทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง ไม่อยากเป็นภาระใครเลยจริงๆ นะ

เราแค่ต้องการใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังในเวลาที่เราทำตัวเข้าใจยาก

ให้เวลากับเราในตอนที่ดาวน์มากๆ ไม่ต้องพูดหรือแนะนำอะไรเลยก็ได้ แค่ไม่ตัดสินเราก็พอ

ให้เวลาเราหน่อยนะ ถ้าเราไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรหรือเป้าหมายคืออะไร

ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะเจอความหมายของการมีชีวิตอยู่

เราก็กำลังตามหาสิ่งนั้นแหละ แต่ยังไม่ได้คำตอบเลย

เข้าใจนะว่าการดูแลคนที่อยู่ในโลกแบบนี้ต้องใช้ความอดทนและความพยายามมากแค่ไหน

ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันได้ไหม เพราะเราเองก็สู้อยู่เหมือนกัน

ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานไหมถึงจะออกไปจากโลกนี้ได้ ถ้ายังไม่เจอทางออก

เราก็ต้องพยายามที่จะอยู่กับสิ่งนี้ให้ได้แหละ

ฉันคงไม่ใช่คนดีที่สุด…และไม่มีวันจะสมบูรณ์

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็อยากจะรักตัวเองในทุกๆส่วน ในทุกๆ มุมแบบที่มันแหลกสลายนี่แหละ

ถ้าใจคุณเจ็บปวดเกินจะรับไหว อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรให้ตัวเองต้องเหนื่อย ขอแค่ทำทุกๆ วันให้ดีที่สุดแล้วขอบคุณตัวเองให้มากๆ อูก้าขออยู่ข้างๆและให้กำลังใจคุณในทุกๆ วัน อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือเวลาที่ไม่ไหวเลยนะ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเรายินดีรับฟังทุกเรื่องราวของคุณนะ

Read More
Victim blaming คืออะไร

OOCAstory: Victim Blaming ทำไมเหยี่อถึงกลายเป็นคนผิด?

ยิ่งเมื่อเหยื่อเลือกที่จะออกมาพูดหรือบอกเล่าประสบการณ์ของตัวเอง ผลกระทบที่ตามมาทำให้เหยื่อรู้สึกว่าการเรียกร้องนั้น “ได้ไม่คุ้มเสีย” รวมถึงเรื่องที่ควรจะลืมก็กลับมาตามหลอกหลอนอีกครั้ง คำพูดกล่าวโทษเหมือนมีดที่กรีดซ้ำๆ ว่าเหยื่อมีส่วนผิดกับเรื่องราวที่มันเกิดขึ้น แล้วเขาจะมีทางเลือกอื่นไหมที่จะเรียกร้องเพื่อตัวเองบ้าง

บางครั้งเรามองภาพความรุนแรงของปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเล็กน้อยกว่าความเป็นจริงมากๆ ซึ่งอาจเกิดจากสื่อที่บิดเบือนข้อเรียกร้องของเหยื่อให้กลายเป็นแค่ความเข้าใจผิด อุบัติเหตุและเงียบหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ในขณะที่กฎหมายบอกว่ามันคืออาชญากรรมแต่ในทางปฏิบัติเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้มากแค่ไหน แล้วรู้ไหมว่าผลกระทบจากการล่วงละเมิดนั้นหมายถึงชีวิตที่ไม่มีวันเหมือนเดิมสำหรับบางคน

มีใครนึกถึงบาดแผลทางใจที่เหยื่อได้รับบ้าง เขาจะต้องอยู่กับฝันร้ายนี้ไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนความเจ็บปวดก็ไม่เคยหายไป แต่บางส่วนกลับเห็นว่าเป็นความผิดของผู้ถูกกระทำที่เปิดโอกาสให้คนอื่นกระทำความผิดและซ้ำเติมเหยื่อโดยไม่รู้ตัว เช่นคำพูดที่เหยื่อมักจะได้ยินบ่อยๆ อย่าง

ทำไมอยู่สถานที่แบบนั้น เราเปิดโอกาสให้เขาหรือเปล่า ?

ทำไมแต่งตัวไม่ระวัง ให้ท่าหรือเปล่า ?

เป็นผู้หญิงทำไมดื่มเหล้าอีก ?

การกล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่ได้ อาจเป็นการสร้างบาดแผลและลดทอนคุณค่าของเหยื่อจากภัยที่เขาได้รับ กลายเป็นเหยื่อควรมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเพราะความเชื่อที่เรามีต่อปัญหานั้นๆ ทำให้บิดเบือนความจริงที่เกิดขึ้น

อย่างแรกที่มีผลต่อการกล่าวโทษคือ ปัญหาเกิดขึ้นเพราะอะไร? เรามักจะวิเคราะห์ก่อนว่าปัญหาเกิดเพราะบุคคลนั้นเลือกตัดสินใจและทำสิ่งนั้นด้วยตัวเองหรือเปล่าที่ทำให้เขาเจอกับเรื่องโชคร้ายอย่างการล่วงละเมิด หากรู้สึกว่าเหยื่อมีส่วนร่วมในความผิดพลาด คนรอบข้างก็มีแนวโน้มที่จะเข้าใจและเห็นใจเหยื่อน้อยลง

อาจเป็นเพราะสังคมเรามีค่านิยมว่าเป็นผู้หญิงต้องแต่งตัวอย่างไร การไปสถานที่ลับตาคนเป็นเรื่องไม่สมควร ซึ่งถ้าเราทำก็เหมือนเราฝ่าฝืนสิ่งที่ถูกพร่ำสอนมา โดยเฉพาะในสภาพสังคมที่ชายเป็นใหญ่ และกรอบความคิดที่เชื่อว่าคนที่เจอเหตุการณ์ไม่ดีเป็นเพราะผลกรรมที่เขาทำสิ่งที่ไม่ดีก่อน การจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อลักษณะนี้อาจทำได้ค่อนข้างยาก ต้องใช้ทั้งความรู้ความเข้าใจ การยอมรับซึ่งกันและกันไปจนถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลง

ในความเป็นจริงทุกคนมีสิทธิ์ที่จะปกป้องร่างกายของตัวเอง ไม่ว่าจะแต่งตัวอย่างไร หรืออยู่ในสถานที่ใด ไม่ควรมีเพศใดต้องถูกจำกัดหรือแบ่งแยกด้วยความเชื่อที่ว่ามา หรือต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงตลอดเวลา อย่างที่เจสสิกา อีทตัน นักรณรงค์เพื่อผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เคยบอกไว้ว่า “เมื่อเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้น รัฐบาลหรือตำรวจมักยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันและจะทำทุกอย่างตามปกติ แต่กับเหตุข่มขืน รัฐบาลหรือตำรวจกลับบอกให้ผู้หญิงเปลี่ยนพฤติกรรม ทำไมผู้หญิงต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนร้าย”

ในฐานะคนนอก เราอย่ามองว่าพฤติกรรมบางอย่างเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการล่วงละเมิด แต่มันคือเสรีภาพในการใช้ชีวิตที่ไม่ควรถูกพรากไป ไม่ว่าใครก็ไม่สมควรถูกกระทำรุนแรงหรือล่วงละเมิดทั้งนั้น

เราไม่มีทางรู้ว่าสิ่งที่เขาเจอมามันหนักหนาแค่ไหนสำหรับความรู้สึกที่ต้องแบกไว้ อยากให้พยายามเข้าใจในจุดที่เขายืนอยู่ อย่างน้อยก็อย่าซ้ำเติมหรือกล่าวโทษเหยื่อเลย คนทำ “ผิด” ก็คือ “ผิด” สิ่งนั้นไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่มีประสบการณ์ไม่ดี ถูกกล่าวโทษอย่างไม่เป็นธรรม หวังว่าสังคมจะอ่อนโยนกับพวกเขาให้มากขึ้นและระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น ถ้าไม่สบายใจให้อูก้าช่วยรับฟังได้นะ

Read More