จะไปสุดที่ตรงไหน? 3 เหตุผล ทำไมทาง ‘เฟื่อน’ ไม่ยอมสิ้นสุดสักที

“ดันไปชอบเขา” “แต่เขาก็ดันให้เราเป็นเพื่อน” “แล้วเราก็ยอม!” สี่หนุ่มชนแก้วเบียร์กลางงานแต่งงานเป็นฉากในหนัง “Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน” ที่หลายคนประทับใจ

ถ้าหากเพื่อน ๆ เป็นคนหนึ่งที่อยากไปร่วมวงชนแก้วเพราะไม่อยากเป็นแค่เพื่อน แสดงว่าสถานการณ์ตอนนี้ก็คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นเดียวกัน แตกต่างที่ในชีวิตจริงเราไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันจะไปสิ้นสุดตรงไหนหรือเมื่อไหร่ หรือจะแย่ยิ่งไปกว่านั้น หากการกระทำของเธอคนนั้นดันสวนทางกับคำว่าเพื่อนจนตอนนี้ทุกอย่างดูสับสน เมื่อคำว่า ‘เพื่อน’ ถูกเลื่อนระดับเป็น ‘เฟื่อน’ จะกลับตัวก็ไม่ได้เดินต่อไปก็ไม่ถึง แค่ได้ยินก็กระอักกระอ่วนแล้วใช่ไหม หลังดูภาพยนตร์จบแล้ว สงสัยกันไหมว่าทำไมคนบางคนถึงใช้เวลาเป็นสิบปีเพื่อหนีจากมัน

วันนี้อูก้ามีคำอธิบายเชิงจิตวิทยาถึง 3 เหตุผลสั้น ๆ ว่าทำไมการออกจากสถานะ ‘เฟื่อน’ ถึงได้ยากเย็นเหลือเกิน

คำว่าเฟรนด์โซน (Friend zone) โดยทั่วไปจะหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ต้องการความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับคนที่มองอีกฝ่าย “แค่เพื่อน” ตัวอย่างเช่น ตอนที่คุยกับเธอคนนั้นเป็นปี แต่จุดจบกลับได้เพื่อน ได้พี่น้องเพิ่มมาซะงั้น หรือแอดวานซ์กว่านั้น หากอีกฝ่ายรับรู้ถึงความต้องการของเรา แต่ดันตีมึน ไม่ยอมทั้งตกลงหรือปฏิเสธ กลับทำตัวครึ่ง ๆ กลาง ๆ เล่นกับหัวใจ เป็นที่มาของคำว่า ‘เฟื่อน’ ในบทความนี้นั่นเอง

#เหตุผลแรก 1️⃣ เกี่ยวข้องกับทฤษฎีความขัดแย้งทางความคิด หรือ Cognitive dissonance ซึ่งอธิบายถึงเหตุการณ์ที่บุคคลหนึ่งพยายามลดข้อขัดแย้งภายในจิตใจจากสถานการณ์ที่ขัดต่อ

ความเชื่อของตัวเอง เช่นเดียวกับตอนที่เรากำลังอยู่ในสถานะเฟื่อน เรามักหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่บางครั้งอีกฝ่ายอาจไม่ได้คิดอะไรเลย แต่การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอคนนั้นก็ทำให้เราเพ้อฝันไปไกลได้ และถ้าเรายังหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่แบบนั้น ก็ไม่มีวันที่เราจะเดินออกมาได้เลยแม้เขาจะชัดเจนมากกับสถานะ “แค่เพื่อน” แล้วก็ตาม

#เหตุผลข้อที่สอง 2️⃣ สาเหตุที่ไม่สามารถออกจากสถานะเฟื่อนได้สักทีอาจไม่ใช่เพราะเธอคนนั้น แต่เป็นเพราะเพื่อน ๆ กำลังเสพติด ‘โดปามีน’ สารแห่งความสุขที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อเรากำลังไขว่คว้าอะไรบางอย่าง โดยนักวิทยาศาสตร์พบว่าเราไม่จำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายก็ทำให้โดปามีนหลั่งออกมาได้แล้ว และจะยิ่งหลั่งมากขึ้นหากเราไม่รู้ผลลัพธ์ของจุดหมายปลายทาง เรียกได้ว่าเพื่อน ๆ อาจกำลังเสพติดความสุขที่เกิดจากการพยายามชนะใจเธอคนนั้น เพราะเมื่อไหร่ที่โดปามีนเหล่านี้หมดลงจะส่งผลด้านลบต่ออารมณ์ได้

#เหตุผลข้อสุดท้าย 3️⃣ แท้จริงแล้ว เพื่อน ๆ อาจกำลัง ‘คลั่งรัก’ หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Limerence ซึ่งเป็นภาวะผิดปกติทางจิต (Mental disorder) ชนิดหนึ่งอันเกิดจากสารสื่อประสาทที่มีมากกว่าคนทั่วไป ภาวะคลั่งรักนี้จะทำให้เรา หลงใหลใครอีกคนมากเป็นพิเศษจนส่งผลถึงการดำเนินชีวิต และการคิดจะหยุดรักเธอคนนั้นอาจทำให้เราเจ็บปวดมากจนรับไม่ไหว

นี่เป็นเพียงแค่เหตุผลทางจิตวิทยาเล็กน้อยเท่านั้น สถานการณ์ในชีวิตจริงอาจยังมีความซับซ้อนแตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าเหตุผลของแต่ละคนจะเป็นอะไร และไม่ว่าเพื่อน ๆ จะเลือกเดินออกมาจากเฟรนด์โซนหรือไม่ การรู้เท่าทันความรู้สึกของตัวเองจะช่วยให้เพื่อน ๆ สามารถตัดสินใจขั้นต่อไปได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การอยู่ในเฟรนด์โซนอาจเป็นประสบการณ์ที่ยากลำบากและเจ็บปวดซึ่งอาจนำไปสู่ความรู้สึกถูกปฏิเสธ ขาดคุณสมบัติ และเจ็บปวด ในบางกรณีอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยู่ในสถานการณ์นี้ ต้องการดูแลสุขภาพจิต หรือต้องการระบาย น้องอูก้าพร้อมอยู่เคียงข้างเพื่อน ๆ เสมอนะคะ

ooca platform ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ ที่ช่วยให้เพื่อน ๆ สามารถพูดคุยปัญหาคาใจกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ผ่าน video call โดยเข้าใช้งานได้อย่างเป็นส่วนตัวและปลอดภัย ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ

อ้างอิง :The Psychological Reasons Why It’s Hard To Escape The Friend-Zone

Read More

Positive วันละนิด จิตแจ่มใส… จิตวิทยากฎแรงดึงดูด ยิ่งคิดบวกชีวิตยิ่งดี

กฎแรงดึงดูด (Law of Attraction)  ไม่ใช่เรื่องใหม่ แถมยังแนวคิดที่ได้รับการกล่าวถึงในระดับสากล โดยหลักการของกฎคือ ถ้าหากเราเชื่อในสิ่งที่ดี คิดในสิ่งที่ดี เรื่องดี ๆ จะดึงดูดเข้ามาในชีวิตเรา และในทางตรงกันข้ามหากความคิดของเราเป็นเชิงลบจะได้ผลลัพธ์ในเชิงลบตามมา

พอลองทำความเข้าใจกฎไปแล้วเรากลับรู้สึกว่า เอ้ะ… มันพอจะมีอะไรมาอธิบายหลักการและเหตุผลของมันได้หรือเปล่า ซึ่งพอเรานำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับคุณฉันท์ธนิตถ์ สิมะวรางกูร นักจิตวิทยาการปรึกษาจากแอปพลิเคชันอูก้า ได้ให้คำตอบกับเราไว้ว่า

“ถ้าเราไปอ่านในเอกสารพวก Neuroscience (ประสาทวิทยาศาสตร์) มันจะชัดเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง โดยนักวิทยาศาสตร์ทางด้านสมองจะพูดว่า คลื่นสมองของมนุษย์มีลักษณะเป็นคลื่นไฟฟ้า มีสนามแม่เหล็ก ซึ่งมันเป็นพลังงานทั้งหมด แต่ว่าตาของมนุษย์มองไม่เห็น”

“กฎแรงดึงดูด มันมีอยู่จริงในระบบของพลังงาน ทำไมคนเราถึงพูดว่าคิดแบบนี้สิแล้วมันจะเรียกสิ่งนี้มา จริง ๆ แล้วมันคือการทำงานของคลื่นสมองของเรา ถ้าเกิดเราไปศึกษาในเอกสารเกี่ยวกับคลื่นพลังงานของมนุษย์ในระดับอารมณ์ เราจะเห็นเลยว่ามนุษย์มีความถี่ของคลื่นอารมณ์แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ถึงเป็นคำตอบว่าทำไมกฎแรงดึงดูดถึงมีอยู่จริง…”

จากข้อมูลทำให้เห็นว่ากฎแรงดึงดูด ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเอง และคำว่าความสุขสร้างได้ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลในงานวิจัยเรื่อง Optimism and its impact on mental and physical well-being พบว่า คนที่มองโลกในแง่ดี จะเป็นคนที่มีสุขภาพดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น ทั้งยังมีโอกาสในการประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้มีความคิดที่มุ่งหาความสำเร็จมากกว่าจะหันมองหาความล้มเหลวในชีวิต

เพราะฉะนั้นหากเรากำลังตามหาสิ่งดี ๆ ตามหลักของกฎแรงดึงดูด เราอาจเริ่มจากความคิด โดยมองหาจุดโฟกัสของชีวิต ตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ โดยมีความเชื่อว่าเราจะพิชิตมันได้ การหาโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตพร้อมพลังงานบวกที่บอกกับตัวเองว่าเราสามารถทำมันได้ จะทำให้เราพาตัวเองไปเจอกับสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น มากกว่าปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย นอกจากนี้คุณฉันท์ธนิตถ์ ยังบอกกับเราอีกว่า

“ให้ทำความเข้าใจระบบการทำงานของสมองมนุษย์ว่า สมองของเราจะเก็บข้อมูลไปประมวลกับชุดประสบการณ์ และชุดการเรียนรู้ ที่เรามีอยู่ในตัวเองตั้งแต่เด็กจนโต ถ้าหากเราเก็บข้อมูลในเชิงบวกมันจะเข้าไปช่วยสร้างความคิดในเชิงบวกให้เรานำมารับมือต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดกับเราได้”

สิ่งเหล่านี้บอกกับเราชัดเจนว่า ตัวเราเองคือแกนกลางของการสร้างพลังงาน ดังนั้นเมื่อเข้าใจแล้วสิ่งที่เราทำได้คือเราควรเลือกรับสิ่งที่ดีเพื่อตัวเราเอง ซึ่งส่วนนั้นช่างตรงกับหลักของกฎแรงดึงดูดไม่ผิดเพี้ยน…. แต่ ชีวิตของเรามีบางครั้งที่อาจต้องเผชิญกับวิกฤตทำนำพาพลังงานในด้านลบเข้า ถึงเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้แต่เราสามารถจัดการได้ไม่ยากโดยทำตามคำแนะนำ 5 ข้อ ดังนี้

1)  ปั่นพลังงานตนเองให้เป็นพลังงานเชิงบวก ให้มีทัศนคติในเชิงบวกให้ได้ แต่หากเรารู้ตัวเองว่าไม่ไหวไม่จำเป็นต้องพยายามเพียงแค่พาตัวเองมาอยู่ในจุดความรู้สึกที่เป็นกลางได้ ถือว่าเพียงพอ

2)  มองโลกอย่างตรงไปตรงมา แม้จะเป็นเรื่องในเชิงลบให้เผชิญหน้าแล้วใช้ความเมตตาและความรักในการทำความเข้าใจ

3)  คุยกับใจตัวเอง… ในเวลากำลังรู้สึกไม่มีความสุข กำลังไม่พึงพอใจในเรื่องไหน เมื่อรับรู้แล้วให้ให้อภัยกับตัวเอง

4) พาตัวเองไปสู่สิ่งที่ดี การเลือกสังคม หรือชุมชนที่ดีเพื่อตัวเราเอง หากไม่สามารถดึงพลังงานในเชิงบวกจากตัวเองได้ การมีเพื่อนที่ดี อยู่ในสังคมที่ดีจะช่วยเติมพลังงานบวกให้เราได้

5)  หาต้นแบบหรือไอดอลในการใช้ชีวิต สิ่งนี้จะช่วยให้เราพาตัวเองมองหาโอกาสและพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ

ชีวิตของเราจะดีหรือร้ายเรามีคำตอบให้ตัวเองได้นั้นคือเรื่องจริง ด้วยกระบวนการของสมองที่จะช่วยสร้างพลังที่ดีนั่นเอง ดังนั้นสำหรับใครกำลังมีคำถามว่าเมื่อไหร่เราจะพบกับสิ่งดี ๆ ล่ะก็ อาจจะลองนำคำแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูได้ และเมื่อเรามีความเชื่ออย่างมั่นคงว่า สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นกับตัวเราแล้วในอนาคตต่อไป “กฎแรงดึงดูด” จะพาความสุขมาให้เราได้แบบไม่ต้องถามหาความสุขจากใครแน่นอน

อูก้าเป็นกำลังใจเพื่อนๆเสมอนะ!

– แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

อ้างอิง

https://www.verywellmind.com/understanding-and-using-the-law-of-attraction-3144808#citation-2

https://clinical-practice-and-epidemiology-in-mental-health.com/VOLUME/6/PAGE/25/FULLTEXT/

https://www.forbes.com/sites/forbescoachescouncil/2020/10/13/the-mystery-and-science-behind-the-law-of-attraction/?sh=321b19171a55

Read More

Dopamine Detox : เมื่อเสพสุขมากไปจนเป็นทุกข์ ถึงเวลาต้องกำจัดความสุขส่วนเกิน

“Dopamine” หนึ่งในฮอร์โมนความสุขที่ร่างกายจะหลั่งออกมาเมื่อมีความสุข แต่ในบางครั้งความสุขเดิม ๆ ที่เคยมีอาจกลับกลายเป็นสิ่งน่าเบื่อเพราะเราโหยหาความสุขมากเกินไป หันมาเสพความสุขอย่างพอดีด้วยการรีเซ็ตระบบตอบสนองความสุขโดยวิธี “Dopamine Detox”

เคยเบื่อสิ่งที่ชอบทำเป็นประจำบ้างมั้ย? ชอบอ่านหนังสือมาก ๆ อ่านทั้งวันก็ยังได้แต่อ่านไปนาน  ๆ ก็รู้สึกเบื่อจนไม่อยากอ่าน หรือแม้แต่เพลงเดิม ๆ ที่เคยชอบฟัง เปิดทุกวันจนตอนนี้ไม่อยากจะฟังมันอีกต่อไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เคยเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขมาก ๆ แต่ทำไมตอนนี้กลับไม่เป็นแบบนั้นแล้ว?

ในช่วงที่เรากำลังทำกิจกรรมที่ชอบ สมองจะหลั่งสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า “โดปามีน (Dopamine)” ออกมาทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนคอยกระตุ้นให้รู้สึกตื่นตัวกับสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งความพึงพอใจจากการทำสิ่งที่ชอบทำให้สมองคิดว่าสิ่งนั้นดีต่อตัวเราจึงสั่งการให้หลั่งโดปามีนออกมาจนเรามีความสุข เพื่อกระตุ้นให้เราทำกิจกรรมนั้น ๆ ต่อไป

แต่การทำกิจกรรมที่สร้างความสุขมาก ๆ จะทำให้เกิดอาการเสพติดได้ และเมื่อทำบ่อย ๆ จะเกิดเป็นความเคยชินขึ้นมา ส่งผลให้กิจกรรมเหล่านั้นจึงไม่น่าดึงดูดให้ทำอีกต่อไป โดยในช่วงที่เรากำลังเสพติด การตอบสนองของโดปามีนได้ทำงานอย่างหนักจนเสียสมดุล หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำอะไรโดปามีนก็ไม่มีการตอบสนองให้มีความสุข เหมือนเครื่องจักรที่ถูกใช้งานหนักจนพัง

เราสามารถซ่อมแซมเครื่องจักรที่พังนี้ได้ด้วยการงดใช้มัน งดกระทำการสิ่งใดที่เป็นการกระตุ้นให้โดปามีนตอบสนอง วิธีการนี้เรียกว่า “โดปามีน ดีท็อกซ์ (Dopamine Detox)” ขั้นตอนการทำคล้ายกับการทำโซเชียล ดีท็อกซ์ (Social Detox) แต่มีขอบเขตที่กว้างกว่า โดยโดปามีน ดีท็อกซ์จะหลีกเลี่ยงกิจกรรมทุกอย่างที่สร้างความพึงพอใจให้เราเป็นพิเศษ โดยเป็นสิ่งที่เรามักจะทำเป็นประจำจนเสพติด อย่างเช่นการให้รางวัลตัวเองเล็กน้อยจนก่อให้เกิดความพึงพอใจบ่อย ๆ การทำสิ่งที่ชอบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ  และรวมไปถึงการเล่นโซเชียล

โดปามีน ดีท็อกซ์สามารถทำได้ทุกที่ สิ่งแวดล้อมไม่มีผลต่อการบำบัด สิ่งสำคัญคือ การงดทำกิจกรรมที่เสพติด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามที่เคยทำแล้วมีความสุขจนต้องใช้เวลากับสิ่งนั้นนาน ๆ ทั้งการเล่นโซเชี่ยล การดูซีรีส์ หรือการอ่านหนังสือ ระยะเวลาในการดีท็อกซ์เลือกทำได้ตามความสะดวก จะใช้เวลาเพียง 3-4 ชั่วโมง หรือลากยาวไปจนถึง 4-5 วันก็ได้  ด้วยความที่เป็นวิธีการที่ทำง่ายและใช้เวลาไม่นาน จึงเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความสุขเลยในช่วงดีท็อกซ์ เพราะเราไม่สามารถบังคับให้ร่างกายหลั่งโดปามีนได้ตามใจชอบ ดังนั้นแม้ว่าจะไม่ได้ทำสิ่งที่ชอบแล้วเราก็สามารถมีความสุขได้ตามความพึงพอใจที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และความสงบก็สามารถสร้างความสุขได้เช่นกัน เพียงแค่รู้จักแบ่งเวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ เท่ากัน พักผ่อนให้มากพอกับช่วงเวลาที่ทำงานหนัก ก็จะสร้างสมดุลให้กับอารมณ์และความรู้สึกของเราได้ ลองใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไปสักพัก โดปามีนในร่างกายก็จะเคยชินกับความเรียบง่ายอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อกลับไปใช้ชีวิตปกติและกลับไปทำสิ่งที่ชอบ หากได้รับสิ่งเร้ากระตุ้นแล้ว โดปามีนก็จะมีการตอบสนองก่อให้เกิดความสุขกับสิ่งที่ทำอีกครั้ง

อีกหนึ่งข้อควรรู้เกี่ยวกับโดปามีน ดีท็อกซ์คือ ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับแน่ชัดว่าวิธีการนี้ช่วยรีเซ็ตการตอบสนองของการหลั่งโดปามีน เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าร่างกายหลั่งโดปามีนออกมาอัตโนมัติตามที่สมองสั่งการ จิตใจของเราไม่สามารถสั่งการได้ แต่วิธีการนี้กลับส่งผลดีจนเป็นที่แนะนำ

พญ.ศิริลักษณ์ ลอดทอน นักจิตวิทยาจากอูก้า ให้เหตุผลว่าวิธีการนี้มีหลักการคล้ายกับ CBT (Cognitive Behavioral Therapy) การบำบัดจิตรูปแบบหนึ่งที่เชื่อว่าความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมมีความสำพันธ์กัน หากปรับเปลี่ยนความคิดจะส่งผลให้อารมณ์และพฤติกรรมของคนเราเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้บำบัดผู้ป่วยที่มีอาการเสพติด 

โดปามีน ดีท็อกซ์ อาศัยความสัมพันธ์ของความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม มาเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง โดยวิธีการนี้จะเลือกเปลี่ยนพฤติกรรมแทนความคิด และให้การเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลไปยังอารมณ์และความคิด การปรับพฤติกรรมเสพติดความสุข โดยการงดรับความสุข จึงมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่ทำการดีท็อกซ์

แต่โดปามีน ดีท็อกซ์ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้าง พญ.ศิริลักษณ์กล่าวว่าบางคนอาจเข้าใจคอนเซปต์ของการดีท็อกซ์นี้ผิดไปว่าเป็นการหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่สร้างความสุขไปเลย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราไม่มีทางตั้งค่าระบบการหลั่งโดปามีนได้อยู่แล้ว คอนเซปต์ของวิธีการนี้คือ รีเซ็ตให้เป็นปกติ ไม่ใช่การ set zero ที่สำคัญการหลีกเลี่ยงความสุขจนเกินไป แทนที่จะทำให้เรากำจัดความสุขส่วนเกิน จะกลายเป็นสร้างความทุกข์ขึ้นมาแทน จึงต้องควบคุมระยะเวลาและพฤติกรรมในช่วงดีท็อกซืให้พอดี           

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วใครที่รู้สึกว่าอารมณ์ของตนเองกำลังไม่คงที่ รู้สึกเบื่อหน่ายไปกับสิ่งที่เคยทำเป็นประจำ หรือกำลังเสพติดสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกินไป แนะนำให้หันมาปรับพฤติกรรมของตัวเองง่าย ๆ โดยการทำโดปามีน ดีท็อกซ์ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ใช้เวลาไม่นาน และไม่ต้องออกไปไหนไกล 

เพื่อประโยชน์ในระยะยาว พญ.ศิริลักษณ์ แนะนำว่าให้ทำควบคู่ไปกับการทำสมาธิ เพื่อช่วยฝึกเราให้มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ ได้นาน ๆ ไม่เป็นคนเบื่อง่าย สามารถทำสิ่งชอบได้บ่อย ๆ และที่สำคัญยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกด้วย   

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ อะไรที่มันมากเกินไปมักจะไม่ดีเสมอ ปรับให้ทุกอย่างอยู่ในความพอดี ไม่มากไม่น้อย เมื่อความสุขเสมอความทุกข์ เราก็ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรเพื่อให้อารมณ์คงที่ เพราะความสุขและความทุกข์ได้คานอำนาจกันโดยสมบูรณ์แล้ว

อูก้าเป็นกำลังใจเพื่อนๆเสมอนะ!

– แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

อ้างอิง

https://my.clevelandclinic.org/health/articles/22581-dopamine

https://www.medicalnewstoday.com/articles/dopamine-detox#health-benefits

https://timesofindia.indiatimes.com/life-style/health-fitness/de-stress/heard-about-dopamine-fasting-it-could-be-the-way-to-make-your-brain-work-hard/articleshow/77392150.cms

https://www.health.harvard.edu/blog/dopamine-fasting-misunderstanding-science-spawns-a-maladaptive-fad-2020022618917

https://www.bamae.com/blogs/mindful-thoughts/everything-you-need-to-know-about-a-dopamine-detox

https://www.deprocrastination.co/blog/how-to-do-dopamine-detox-the-right-way

https://www.pobpad.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81-cognitive-behavioral-therapy-%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%9B

Read More

Resilience: พลังแห่งนักสู้! ฮึบได้ไว ปะทะปัญหาหนักแค่ไหนก็พร้อมรับมือ

สารพันปัญหาชีวิต รุมเร้าเข้ามาทดสอบความเข้มแข็งทางจิตใจของเราได้แทบทุกวัน บางวันเราเจอปัญหาเล็กน้อยจุกจิกให้ต้องคอยแก้อยู่บ่อย ๆ แต่กับบางวันเรากลับต้องเจอสิ่งที่ไม่คาดฝัน ปัญหาบางอย่างที่ต้องเผชิญอาจส่งผลกระทบทางจิตใจรุนแรง ทำให้เรารู้สึกหดหู่ เศร้า เสียใจ หรืออาจจะรุนแรงถึงขั้นส่งผลต่อสุขภาพจิต ซึ่งการเจอปัญหารุนแรงถึงระดับนี้ เราจะกลับมาลุกขึ้นสู้ยังไงไหว?

ทุกปัญหาแก้ได้ และชีวิตของเราต้องเดินหน้าต่อ และจริง ๆ แล้ว มนุษย์ทุกคนจะมีพลังแห่งการฮึบสู้อยู่ในตัวแต่เราอาจจะยังไม่เคยทำความรู้จักกับมัน ในทางจิตวิทยาเราเรียกพลังการฮึบนี้ว่า Resilience Quotient (RQ) หรือที่กระทรวงสาธารณะสุขบัญญัติคำเรียกว่า พลังใจ ซึ่งหมายถึง กระบวนการหรือทักษะในการฟื้นฟูสภาพจิตใจหลังจากการเจอกับวิกฤติหนักให้สามารถกลับมาตั้งหลักใช้ชีวิตได้ตามปกติ

RQ เป็นสิ่งที่แสดงออกให้เห็นถึงความเข้มแข็งทางจิตใจ เมื่อเราสามารถรับมือและปรับตัวได้ดีเมื่อชีวิตต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติ “อาจารย์ฉันท์ธนิตถ์ สิมะวรางกูร” ผู้เชี่ยวชาญจากอูก้า ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจกับเราว่า RQ นั้นมีทั้งในระดับบุคคลที่หมายถึงตัวเราเอง และมาจากระดับสังคม คือ ครอบครัว เพื่อน ชุมชน ที่สามารถดึงเราก้าวข้ามปัญหาต่าง ๆ ได้

จากการพูดคุยครั้งนี้ทำให้เราเข้าใจภาพของ RQ ได้มากขึ้น คราวนี้เราเลยลองถามต่อไปว่าเราจะสามารถพัฒนาตัวเองให้มี RQ พร้อมสู้รบปรบมือกับทุกปัญหาได้อย่างไร? ซึ่งอาจารย์ฉันท์ธนิตถ์ได้ให้คำตอบที่น่าสนใจ

“สิ่งที่จะเข้ามาสนับสนุนให้เกิด RQ ได้ดี จะมาคู่กับการเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-Esteem) และการรับรู้ความสามารถในตัวเอง (Self-Efficacy)”

ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำได้ก่อนคือการหาสิ่งเหล่านั้นในตัวเองให้เจอ ซึ่งเป็นการพัฒนาในมิติด้านจิตใจให้เข้มแข็ง แล้วเราจะสร้าง Self-Esteem กับ Self-Efficacy ได้อย่างไร? อาจารย์ฉันท์ธนิตถ์มีคำแนะนำง่าย ๆ ให้เราทำตาม ดังนี้ค่ะ

  1. การไปค้นหาว่าเรามีความสามารถอะไร  เรามีประสบการณ์อะไรมาบ้าง
  2. การลงมือทำจริงกับสิ่งนั้น ทำซ้ำ ๆ ทำให้รู้ว่าตัวเราทำได้
  3. ถ้าไม่มีเวทีให้ทำจริง ให้เราหลับตาแล้วจินตนาการว่าเราทำสิ่งนั้นอยู่ สมองจะจดจำทำให้เกิดความเชื่อว่าเราทำได้
  4. ฝึกสมองให้เรามองโลกในแง่ดี การคาดเดาถึงผลลัพท์ของสิ่งที่เราทำในทิศทางบวก สมองจะสื่อสารให้เราเชื่อว่าเราจะทำสิ่งนั้นได้

การฝึกความคิดตัวเองในเชิงบวกทำให้ระบบสมองของเราจดจำในเรื่องดี ๆ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเรียก RQ กลับคืนมาได้ในทันที หรืออาจจะแทบไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับปัญหา นอกจากการฝึกในมิติทางความคิดของเราแล้วอีกมิติหนึ่งที่จะช่วยผลักดัน RQ ได้คือการดูแลร่างกาย โดยอาจารย์ฉันท์ธนิตถ์ได้พูดถึงแนวคิดของ Andrew D. Huberman นักประสาทวิทยาศาสตร์ ชาวอเมริกา ที่บอกวิธีการพัฒนา RQ ผ่านการดูแลร่างกายของเราด้วยวิธีแสนง่าย ดังนี้

  1. นอนให้พอ ถ้าร่างกายพักผ่อนเพียงพอสารสื่อประสาทในร่างกายจะอยู่ในระดับสมดุล 
  2. การฝึกลมหายใจ ค่อย ๆ สูดลมหายใจให้ลึกยาว สบาย… จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของร่างกาย 
  3. การกินอาหารที่มีประโยชน์  
  4. ตื่นเช้ามารับวิตามิน D จากแสงแดด ซึ่งจะช่วยกระตุ้นโดปามีน
  5. รู้สึกดีกับสิ่งรอบข้าง และขอบคุณกับมัน 

อาจารย์ฉันท์ธนิตถ์ยังให้แนวทางวิธีการรับมือกับปัญหาโดยสรุปได้ว่า เมื่อเราเผชิญหน้ากับปัญหาให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ปล่อยให้มันเป็นไปไม่ต้องฝืน ต่อมาให้เราทบทวนกับตัวเองว่าอะไรในวิกฤติที่แขวนให้เราจมอยู่กับมัน เมื่อเราได้คำตอบเราจะหาทางออกให้ตัวเองได้ค่ะ แต่ถ้าหากไม่ไหวก็ไม่เป็นไรนะรีบหาตัวช่วย คนที่เราไว้วางใจเราลองไปปรึกษาพูดคุยกับเขาได้ทันที ส่วนใครถ้ารู้ตัวว่าตนเองมีปัจจัยความเสี่ยงทางสุขภาพร่างกาย สุขภาพใจให้พบผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางในการฟื้นฟู Resilience ให้คืนกลับมา

RQ เป็นพลังด้านบวกที่เราทุกคนมีอยู่ในตัวเอง แม้ว่าแต่ละคนจะมีความเข้มแข็งทางจิตใจในการรับมือกับปัญหาได้มากน้อยไม่เหมือนกัน หรือแม้กระทั้งการเผชิญกับปัญหาของแต่ละคนจะเล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นไม่ว่าเราจะเป็นใครในโลกใบนี้ เราก็สามารถปลุกพลังการเป็นนักสู้ในตัวเอง อาจารย์ฉันท์ธนิตถ์ได้ทิ้งท้ายข้อคิดดี ๆ ไว้ว่า

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่ารอให้ถึงตอนที่เจอวิกฤต แนะนำให้ฝึกตั้งแต่ตัวเรายังไม่พบวิกฤต เพราะการฝึกจะทำให้ระบบในสมองจดจำความคิดในเชิงบวก เมื่อเราเจอวิกฤติจึงทำให้เราฟื้นคืนกลับมาได้ไว”

ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอและมันจะผ่านพ้นไปได้ขึ้นอยู่กับตัวเรา ในวันนี้หากใครที่กำลังเจอปัญหาอยู่จะเล็กหรือใหญ่ขอให้เชื่อว่าเราจะไม่เป็นไร 

อูก้าเป็นกำลังใจให้นะ! – แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

แหล่งอ้างอิง

https://www.verywellmind.com/what-is-resilience-2795059

ดูจาก Resilience Quotient : RQ (tci-thaijo.org)

Read More

“Headline Stress Disorder” ภาวะเครียดยุคดิจิทัล…  เสพข่าวเด็ดคดีดัง! อาจทำใจพังไม่รู้ตัว 

เคยรู้สึกกันหรือเปล่า? นั่งติดตามข่าวเด่นประเด็นร้อนบนโซเชียล จู่ ๆ กลับรู้สึกเครียด หดหู่ เหมือนตัวเองตกอยู่ในห้วงความเศร้าไม่อยากทำอะไร ทั้ง ๆ ที่ข่าวนั้นไม่ใช่เรื่องของตัวเองแต่ทำไมเราถึงอินจนแยกตัวเองออกมาไม่ได้… อาการเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นแล้วหายไป แต่ถึงอย่างนั้นมันเป็นสัญญาณบอกว่าใจเรากำลังไม่ไหว ตกอยู่ในภาวะ “Headline Stress Disorder” 

“Headline Stress Disorder” เป็นภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลที่สื่อออนไลน์ ที่ข่าวสารหรือข้อมูลความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของสังคมเผยแพร่ได้ง่ายดาย ซึ่งข้อดีของมันนอกจากความรวดเร็วทันใจในการเสนอข่าวแล้ว ยังเป็นพื้นที่ไร้ข้อจำกัดทั้งในเรื่องของพื้นที่และเวลา ทำให้เราสามารถรับข่าวสารในแต่ละวันได้จำนวนมหาศาล ภาวะดังกล่าวเป็นความรู้สึกเกิดจากพติกรรมการรับข้อมูลมากเกินไปจนก่อให้เกิดผลกระทบในระดับจิตใจ ทำให้รู้สึกเครียด หดหู่ กังวล ฯลฯ 

จากการพูดคุยกับ กอบุญ เกล้าตะกาญ นักจิตวิทยาของ OOCA ได้ให้คำอธิบายในถึงภาวะดังกล่าวเพิ่มเติมโดยสรุปได้ว่า

“ภาวะ Headline Stress Disorder มาจากการรับ ‘ชุดคำบางคำ’ ที่ทำให้เรารู้สึก trigger หรือกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกในเชิงลบซ้ำ ๆ จนมันส่งผลที่ทำให้เราเครียด หดหู่ ไม่สบายใจ ที่เราพบเห็นบนหน้าสื่อออนไลน์ หรือสื่ออื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยชุดคำเหล่านี้สามารถแบ่งออกเป็นสองแบบ คือ

  1. ชุดคำในเชิงบวก เช่น โพสต์ซื้อรถยนตร์คันใหม่ของเพื่อนใน Facebook, โพสต์ข้อความเล่าความสำเร็จ ชีวิตความเป็นอยู่หรูหรา 
  2. ชุดคำในเชิงลบ เช่น ข่าวภัยธรรมชาติ ข่าวการระบาดของภาวะ Covid-19 เรื่องราวโศกนาฏกรรม ”

จากข้อมูลข้างต้นทำให้เห็นว่า ภาวะ Headline Stress Disorder เป็นภาวะที่ยากเกินจะหลีกเลี่ยง เพราะในวิถีชีวิตของเราในปัจจุบัน ต้องยอมรับกันตามตรงว่าเราแทบจะแยกตัวเองออกจากโลกออนไลน์ไม่ได้ อย่างไรก็ตามเราอาจจะสงสัยว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราตกอยู่ในภาวะดังกล่าว อาการบ่งชี้ที่แน่ชัดมีข้อสังเกตอะไรบ้าง? ซึ่งนักจิตวิทยาจากแอปพลิเคชัน OOCA ได้ให้คำตอบกับเราไว้ว่า

“วิธีการสังเกตตัวเองเราสมารถแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือทางร่างกาย เราอาจจะรู้สึกเหนื่อยล้า ไม่สดใส ไม่อยากกิน ไม่อยากนอน ไปจนถึงการเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่อยากเข้าสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความเครียด และเชื่อมโยงมาในส่วนที่สองคือ ทางจิตใจ ที่อาจมีความวิตกกังวลเกินจำเป็น ไม่มีสมาธิทำงาน ความเศร้า หดหู่ เป็นต้น ซึ่งภาวะนี้จะเกิดได้ในช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้ามากเกินกว่านี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่นำไปสู่โรคซึมเศร้าได้”

แล้วเราจะทำอย่างไร? หากไม่อยากใจพังจากการเสพข่าว จนตกอยู่ในภาวะ Headline Stress Disorder นักจิตวิทยาจากอูก้าได้ให้แนวทางการป้องกันการเกิดภาวะนี้ไว้ว่า

“เรารู้แล้วว่าภาวะนี้มาจากอะไร ดังนั้นจุดเริ่มต้นอย่างแรกเลยคือ 

1) การงดหรือรับชุดข้อมูลที่เราอ่านแล้วรู้สึกไม่สบายใจในระดับพอดี 

2) ให้เลือก Platform ช่องทางกับรับข่าวสารที่มีคุณภาพ 

3) เข้าใจความจริง ตระหนักคุณค่าของตัวเองหากเจอ Headline ที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับตัวเอง 

และ 4) การพาตัวเองไปอยู่ในสังคมดี ๆ หรือหากิจกรรมอื่น ๆ ทำเพื่อเอาตัวเองห่างออกจากการรับสื่อมากเกินความจำเป็น”

ทราบวิธีการปกป้องดูแลใจตัวเองแล้ว ไม่ได้แปลว่าเราจะรอดพ้นหรือหลีกเลี่ยงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะภาวะดังกล่าวถือเป็นเรื่องใกล้ตัวและอาจเกิดขึ้นเมื่อได้เมื่อเราเผลอรับข่าวสารจากโลกออนไลน์มากเกินไป ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลพร้อมกับการพูดคุยกับนักจิตวิทยา ได้แนะนำแนวทางในการเยียวยารักษาใจสำหรับบุคคลที่รู้แล้วว่าตนเองตกอยู่ในภาวะดังกล่าว โดยมีวิธีการดังนี้

  1. รู้เท่าทันตัวเอง ให้รู้ตัวว่าชุดข้อมูลแบบไหนยิ่งกระตุ้นให้ไม่มีความสุข ให้ถอยออกมา และรับให้น้อยที่สุด
  2. สร้าง Self-esteem หาจุดยืนของตัวเอง ชุดข้อมูลบางอย่างอาจทำให้เราเกิดความรู้สึกด้อยค่าตัวเอง พยายามหาคุณค่าของตัวเองจากสิ่งที่เราทำได้ และสร้างความเข้าใจกับตัวเองว่า เส้นทางความสำเร็จหรือความสามารถของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน
  3. การตีความข้อมูลอย่างมีวิจารณญาน พยายามรับข้อมูลอย่างมีสติมากที่สุด บางครั้งความคิดของเราอาจนำไปก่อนในยามที่เผชิญกับภาวะนี้ อาจลองถอยสักหนึ่งก้าวและตีความให้รู้เท่าทันว่าชุดข้อมูลนั้นมีเจตนาอะไรในการนำเสนอ
  4. อยู่กับความเครียดให้เป็น การมีภาวะเครียดหลังรับข้อมูลวิกฤติต่าง ๆ ที่อาจกระทบกับตัวเรานั้นเป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้นหากรู้สึกเครียด ให้รับรู้มันตามที่ควรเป็น และไม่จมกับมันนานเกินไป
  5. หาพื้นที่ปลอดภัยทันที หากรู้สึกไม่สบายจนรับมือเองไม่ไหวควรที่ปรึกษาที่สมารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยกับเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อ-แม่ คนรัก หรือนักจิตบำบัด

สื่อออนไลน์มีทั้งประโยชน์และโทษ และในยุคดิจิทัลที่ข่าวสารต่าง ๆ สามารถเข้าถึงได้ง่ายอยู่แค่ปลายนิ้วของเรา นอกจากคลังข้อมูลมหาศาลอาจยังนำพาภาวะความเครียดต่าง ๆ มาสู่ใจเราได้ สำหรับภาวะ  Headline Stress Disorder ถือเป็นภาวะความเครียดที่มาจากบริบทของสังคมที่สื่อออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เพราะฉะนั้นก่อนสุขภาพใจเราจะพัง การรับข่าวสารอย่างมีสติจะช่วยเราได้ แต่ถ้าหากรู้ตัวว่าไม่ไหว การปรึกษาพูดคุยกับนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ยังคงเป็นทางออกที่จะช่วยเยียวยาจิตใจของเราได้เสมอค่ะ

อูก้าเป็นกำลังใจให้นะ! – แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

อ้างอิง

https://theconversation.com/is-headline-stress-disorder-real-yes-but-those-who-thrive-on-the-news-often-lose-sight-of-it-178251

https://www.nm.org/healthbeat/healthy-tips/5-ways-to-cope-with-the-news

https://www.bangkokbiznews.com/health/992195

Read More

เมื่อฤดูกาลส่งผลต่อใจ ช่วงปลายปีจึงน่าเศร้าสำหรับใครหลายคน

เวลามีคนถามว่าชอบฤดูไหนที่สุด อูก้าเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนน่าจะมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่า “ก็ฤดูหนาวยังไงล่ะ!” เพราะนอกจากอากาศจะเย็นสบายแล้ว ยังมีแต่เทศกาลเฉลิมฉลองน่าสนุกต่างๆ เต็มไปหมด แต่ทำไมพอถึงช่วงเปลี่ยนจากฤดูร้อนเป็นฤดูหนาวที่หลายคนรอมาทั้งปีเข้าจริงๆ แล้ว เราบางคนถึงกลับรู้สึกเศร้าและเหงาอยู่ในใจลึกๆ กันนะ

หากใครกำลังรู้สึกแบบนี้กับหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงอยู่ล่ะก็ ตามหลักจิตวิทยาแล้วอาจกำลังตกอยู่ในภาวะ “SAD” (Seasonal Affective Disorder) ก็ได้นะ วันนี้อูก้าจึงอยากจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักและหาวิธีรับมือกับภาวะนี้กัน หน้าหนาวปีนี้เราจะได้ไม่ซึมจนเกินไป!

ดร. แพทริเชีย ธอร์นตัน นักจิตวิทยาผู้จบการศึกษาจาก New York University ได้ระบุกับเว็บไซต์ Healthline ว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมทำให้เกิดภาวะวิตกกังวลเป็นเรื่องธรรมดา รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาลที่อาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกกันว่าภาวะซึมเศร้าตามฤดูกาล (SAD) ได้เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วภาวะนี้มักเกิดในช่วงเปลี่ยนจากฤดูร้อนเป็นฤดูหนาว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของปีที่อากาศเย็นลงและท้องฟ้ามืดเร็วขึ้น การที่เราได้รับความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์น้อยลงในแต่ละวันจะทำให้ร่างกายหันมาผลิต “เมลาโทนิน” หรือที่รู้จักกันว่า “ฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ” มากขึ้น เพราะแบบนี้เราถึงรู้สึกขี้เกียจขึ้นเมื่อหน้าหนาวมาเยือน และความรู้สึกอยากอยู่เฉยๆ นี้นั่นเองที่เป็นต้นเหตุของภาวะ SAD

นอกจากปัจจัยทางสภาพอากาศแล้ว ยังมีปัจจัยทางอารมณ์อย่างการคาดหวังว่า “เราควรมีความสุข” ในช่วงเทศกาลฉลองท้ายปีด้วยเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหน สื่อต่างๆ ก็ล้วนแต่สร้างภาพจำว่าหน้าหนาวเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง หากสุดท้ายแล้วเราไม่มีความสุขเท่าที่คาดไว้ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องหน้าที่การงาน การเรียน คนรอบตัว หรือภาวะสิ้นยินดีของตัวเราเองก็ตาม เหตุผลเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งผลให้เรารู้สึกเศร้าอยู่ลึกๆ ในช่วงเวลานี้ของปี

อย่างไรก็ตาม อูก้ายังไม่อยากให้เพื่อนๆ ตกใจกัน เพราะเป็นเรื่องปกติที่เราต่างอาจต้องพบเจอความเศร้าบ้างเป็นครั้งครา แต่หากใครรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลัง “เศร้า เหงา ซึม” เพราะอากาศหนาวที่กำลังจะมาถึงจนไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรในแต่ละวัน คล้ายกับอาการของภาวะซึมเศร้า เช่น การไม่อยากพบเจอผู้คน รู้สึกเหนื่อยล้า ไม่อยากอาหาร อยากนอนตลอดเวลา เป็นต้น อูก้าอยากให้ลองสังเกตตัวเองกันดูก่อนว่าพบเจออาการตามที่กล่าวมามากน้อยแค่ไหน เพื่อที่เราจะตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและป้องกันไม่ให้ความรู้สึกเหล่านี้อยู่กับเพื่อนๆ นานเกินไปนั่นเอง เพราะว่ากันตามอาการแล้ว เว็บไซต์ของระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ (NHS) ได้ระบุไว้ว่าภาวะ SAD ก็เป็นภาวะซึมเศร้าประเภทหนึ่งเหมือนกัน

ดังนั้น ถ้าเกิดเศร้าขึ้นมาแล้วทำยังไงดีล่ะ? อาจารย์มณฑิตา พิศเพ็ง นักจิตวิทยาการปรึกษา ooca ได้บอกกับเราถึงวิธีดูแลใจด้วยตัวเอง 5 วิธีง่ายๆ ที่จะสามารถทำให้เพื่อนๆ รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้ในช่วงเวลานี้ของทุกปีที่หน้าหนาวใกล้มาเยือน จะมีอะไรบ้างเราลองมาดูกัน

1. รับแสงแดดอ่อนๆ ในแต่ละวัน ช่วยกระตุ้นการสร้างเซโรโทนิน ฮอร์โมนแห่งความสุข

2. กินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบตามหลักโภชนาการ แถมผลไม้หน้าหนาวยังอร่อยด้วยนะ

3. ออกไปเดินเล่นหรือออกกำลังกายข้างนอก ใช้อากาศเย็นให้เป็นประโยชน์!

4. ลองหางานอดิเรกใหม่ๆ ทำเพื่อไม่ให้รู้สึกซึม หรือจะนัดสังสรรค์กับคนสนิทของเพื่อนๆ ก็ได้

5. พูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยา เพราะการมีผู้เชี่ยวชาญที่คอยรับฟัง ช่วยคิด ช่วยคุย และพร้อมจะก้าวผ่านหน้าหนาวนี้ไปกับเรานั้นเป็นสิ่งที่ดีเสมอ

วิธีเหล่านี้ไม่เพียงจะช่วยเยียวยาผู้ที่กำลังประสบภาวะ SAD เท่านั้น แต่ยังรวมถึงใครก็ตามที่รู้สึกว่าหลอดพลังงานของตัวเองลดลงเมื่อลมหนาวมาเยือนด้วยเช่นกัน สุดท้ายนี้อาจารย์มณฑิตายังขอฝากข้อความมาบอกเพื่อนๆ ที่รู้สึกไม่ร่าเริงเท่าช่วงที่ผ่านมาของปีว่า

“หากคุณได้พยายามจัดการกับความรู้สึกเศร้าโดยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ทำกิจกรรมใหม่ๆ แต่ก็ยังพบว่าความรู้สึกเศร้านั้นยังคงอยู่และเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน อยากให้คุณพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อช่วยวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกเศร้า จะทำให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น สิ่งที่รู้สึกไม่สบายใจนั้นจะได้เบาบางลงค่ะ”

เพราะฉะนั้นแล้ว อูก้าจึงอยากให้หน้าหนาวปีนี้ของเพื่อนๆ ทุกคนเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข ความรัก และการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ และปล่อยให้ลมเย็นที่กำลังจะมาถึงช่วยผ่อนคลายสุขภาพใจเราจากความเครียดที่สะสมมาทั้งปีกันเถอะ

อูก้าเป็นกำลังใจให้นะ! – แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

อ้างอิง

[1] https://www.healthline.com/health-news/autumn-anxiety#What-can-you-do?

[2] https://www.nhs.uk/mental-health/conditions/seasonal-affective-disorder-sad/overview

[3] https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/seasonal-affective-disorder/symptoms-causes/syc-20364651

Read More

Imposter Syndrome: นั่งๆ ทำงานไป ใจดันบอกว่าเราเก่งไม่พอ

🖐️ มีใครเคยสงสัยบ้างมั้ย? ทำไมนั่งทำงานอยู่ดีๆ เราถึงรู้สึกว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ หรือกลัวว่าสักวันเพื่อนร่วมงานจะมองว่าเราพยายามไม่พอ ทั้งที่งานก็สำเร็จตามเป้าหมายไปได้ด้วยดี

เนื่องในโอกาสวันตระหนักรู้ความเครียดสากล (International Stress Awareness Day) อูก้าจึงอยากชวนเพื่อนๆ มาทำความรู้จักเจ้า Imposter Syndrome ต้นเหตุของความไม่มั่นใจที่ว่านี้กัน เพราะอูก้าเชื่อเลยว่ามีเพื่อนๆ ที่กำลังทำงานหลายคนเคยหรือกำลังประสบภาวะดังกล่าวอยู่ในปัจจุบัน แอบกระซิบด้วยว่าคนทำงานกว่า 70% ต่างก็เคยรู้สึกว่าตัวเอง “เก่งไม่พอ” แบบนี้แหละ แล้วเราจะทำให้ตัวเองหายเครียดจากภาวะที่เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้เก่งอะไรเลยนี้ได้ยังไงกันนะ

มารู้จัก “Imposter Syndrome” กัน

ผู้ที่ประสบภาวะ Imposter Syndrome นั้นมักกังวลว่าตัวเองไม่มีความสามารถมากพอ รวมไปถึงไม่คู่ควรกับตำแหน่งทางการงานที่ได้รับ ถึงแม้จะมีทั้งผลงานและคำชมที่คอยพิสูจน์ความสำเร็จมากแค่ไหนก็ตาม ที่สำคัญคือสมาชิกขององค์กรทุกระดับชั้นสามารถเกิดความกังวลดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเข้าทำงานมาใหม่ หรือคนที่ประจำตำแหน่งมานานแล้วก็ตาม

อาจารย์ธีระ เพ็ชรภา นักจิตวิทยาจากอูก้าเล่าให้เราฟังว่า คนทำงานที่ประสบภาวะ Imposter Syndrome ในประเทศไทยส่วนใหญ่มักคิดอยู่เสมอว่า “ต้องทำยังไงก็ได้ให้ไม่ถูกเพื่อนร่วมงานตำหนิ” เนื่องจากกังวลเรื่องกฎระเบียบขององค์กร สาเหตุนี้เองที่ส่งผลให้เพื่อนๆ หลายๆ คนกลายเป็น Perfectionist ทั้งในเรื่องการทำงานและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในที่ทำงานอย่างไม่รู้ตัว เนื่องจากต้องการสร้างเซฟโซนเอาไว้ จะได้ไม่มีใครว่าเราได้ แถมเวลาทำงานเสร็จก็ไม่ยอมชื่นชมตัวเองหรืออินกับคำชมของคนอื่น เพราะเลือกที่จะเชื่อว่าเรายังไม่มีความสามารถมากพอ

ถึงแม้ Imposter Syndrome จะไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แต่หากคอยคิดกังวลแบบนี้อยู่บ่อยๆ ก็อาจส่งผลลบต่อร่างกายและใจของเราได้ อย่างการเกิดภาวะเครียดเรื้อรังหรือภาวะซึมเศร้า รวมไปถึงอาจเป็นสาเหตุของการตัดโอกาสทางด้านการงานในอนาคตอีกด้วย เพราะเรามัวแต่ “กลัว” ว่าจะไม่มีความสามารถมากพอสำหรับงานนั้นๆ

5 สัญญาณหลักของ Imposter Syndrome ในที่ทำงานมีอะไรบ้าง?

⛅ห่วงกรอบแห่งความสมบูรณ์แบบจนทำงานชิ้นหนึ่งนานเกินความจำเป็น

⛅พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการรับงานมาเยอะๆ ทำให้เข้างานเร็ว-เลิกงานช้าอยู่บ่อยๆ

⛅ระแวงจะโดนตำหนิตลอดเวลา และไม่คิดว่าตัวเองเก่งพอที่จะได้รับคำชม

⛅ไม่กล้าปฏิเสธใคร เพราะกลัวว่าเพื่อนร่วมงานจะไม่ชอบ

⛅โฟกัสกับการทำตัวไม่เด่นมากในที่ทำงาน

หากลองประเมินตัวเองดูแล้วว่าเรารู้สึกกดดันแบบนี้เวลาอยู่ในที่ทำงานอยู่บ่อยๆ อาจารย์ธีระก็ได้ขอฝากแนวทางการรับมือกับ Imposter Syndrome ฉบับเบื้องต้นมา 4 ข้อ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ ได้ลองฝึกใจดีกับตัวเองมากขึ้น

1. ให้อภัยตัวเองหากผิดพลาดไปบ้าง – แทนที่จะคิดวนเรื่องข้อผิดพลาด ลองมองว่าเราพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว อูก้าเชื่อว่างานทุกชิ้นเต็มไปด้วยความตั้งใจของเพื่อนๆ แน่นอน

2. รู้ทันใจตัวเอง – ยอมรับหากรู้ตัวว่ากำลังคิดในแง่ลบ และทบทวนว่าสิ่งที่เราคิดนั้นเป็นจริงหรือไม่

3. พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน – ถามเพื่อนร่วมงานอย่างตรงไปตรงมาหากกลัวว่าทำอะไรผิดไป และไม่คอยโทษตัวเอง

4. ภูมิใจในความสำเร็จของตัวเอง – ลองชื่นชมตัวเองเป็นประจำ โดยไม่ต้องเก็บมาคิดว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านี้หรือเปล่า และน้อมรับคำชมจากเพื่อนร่วมงานด้วยความภูมิใจ

อาจารย์ธีระและอูก้าเข้าใจดีว่าการขจัดความคิดแง่ลบในหัวออกไม่ใช่เรื่องง่าย ในหลายๆ ครั้ง เราอาจไม่สามารถดึงตัวเองขึ้นมาจากความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นได้ด้วยตัวคนเดียว ฉะนั้นการระบายความรู้สึกกับบุคคนที่ไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หากเพื่อนๆ ยังไม่รู้จะเล่าเรื่องราวให้ใครฟัง ก็ยังมีทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาจากแอปพลิเคชันอูก้าที่ยินดีที่จะจับมือเดินไปข้างหน้าด้วยกันกับเพื่อนๆ เสมอนะ

สุดท้ายนี้ อาจารย์ธีระยังขอฝากทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “คนเราสามารถพัฒนาตัวเองได้เรื่อยๆ อยู่แล้วหากรู้สึกว่ายังเก่งไม่พอ แต่สิ่งที่สำคัญคืออยากให้หาความสุขให้เจอในแต่ละวัน อยากให้ชมตัวเองที่ผ่านอุปสรรคต่างๆ มาได้ขนาดนี้ พอเรามีความสุขแล้วเราจะพัฒนาตัวเองได้อย่างสนุกและมีประสิทธิภาพจนเราคาดไม่ถึงเลย”

เพราะแค่งานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวันก็ชวนปวดหัวมากพอแล้ว อูก้าจึงอยากให้เพื่อนๆ ใจดีกับตัวเองเยอะๆ คอยพูดคุยสื่อสารกับคนในที่ทำงานเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา และมองว่า “เรานี่แหละ เก่งพอสำหรับตำแหน่งที่ทำอยู่แล้ว” รวมถึงไม่ลืมให้รางวัลตัวเองในช่วงเวลาหลังเลิกงานเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้ว คนที่เป็นแรงใจที่ดีที่สุดในการทำงานในวันต่อๆ ไปก็คือตัวของเพื่อนๆ เอง เพราะฉะนั้น เชื่ออูก้าเถอะนะว่าเราน่ะสุดยอดที่สุดแล้ว!

อูก้าเป็นกำลังใจให้นะ! – แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

อ้างอิง

*ข้อมูลจากวารสาร International Journal of Behavioral Science

[1] https://newviewpsychology.com.au/imposter-syndrome-in-the-workplace/

[2] https://www.forbes.com/sites/forbescoachescouncil/2019/06/07/15-ways-to-overcome-imposter-syndrome-in-the-workplace/?sh=3183fbad30cc

[3] https://www.welovesalt.com/news/2022/07/imposter-syndrome/

Read More

ขาดเขาไม่ได้ อยู่คนเดียวไม่เป็น: จิตวิทยาว่าด้วยเรื่องไม่อยากเป็นโสด

“ขาดเขาไม่ได้ อยู่คนเดียวไม่เป็น” 

เพื่อน ๆ เคยรู้สึกแบบนี้เหมือนกันไหม รู้สึกว่าตัวเองเหงา โดดเดี่ยว และเศร้าใจ อยากให้ใครสักคนมาเติมความหวานในใจตลอดเวลา แต่บางครั้งการหาแฟนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และไม่อาจเกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น

บางครั้งเราก็ก้มหน้าก้มตา “ปัดซ้าย ปัดขวา”  อย่างไม่ลดละ แม้ความสัมพันธ์เก่าจะจบลงไม่นาน แต่เพราะไม่อยากปล่อยให้ตัวเองเป็นโสดนาน ๆ จึงอยากเริ่มความสัมพันธ์ใหม่กับใครสักคนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

ทว่า ความว้าวุ่นในหัวใจที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้มันอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเพื่อน ๆ หลายคนก็เป็นได้ แล้วสาเหตุเหล่านี้เกิดจากอะไรกันแน่นะ? 

อาจารย์เลิศจรรยา เสมขำ นักจิตวิทยาจากอูก้าบอกถึงสาเหตุทางจิตวิทยาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ถ้าเป็นสาเหตุเชิงชีววิทยา อาจเกิดจากฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ในร่างกายของเราที่หลั่งเมื่อเวลาเรากอด สัมผัสคนรักของเราอย่างอบอุ่น เมื่อต้องเลิกลากันไป ระดับฮอร์โมนที่เคยสูงมาก เมื่อไม่คนมาคอยเพิ่ม Oxytocin ให้กับเราในระดับที่เคยเป็น เลยรู้สึกว่าต้องหาใครสักคนทดแทน จนเสพติดความรักหรือเสพติดความสัมพันธ์ขึ้นมาเลยก็ได้  เพราะสาร oxytocin ที่ถูกหลั่งมาเยอะมากจนเกินไปนั่นเอง

แต่ถ้าหากเป็นในเชิงจิตวิทยาจากทฤษฎี Maslow ว่าด้วยเรื่องลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ อันประกอบไปด้วย 3 สิ่งหลัก ๆ คือ

1.Physical needs เช่น อากาศ น้ำ และเครื่องนุ่งห่ม

2.Safety needs เช่น ความมั่นคงทางการเงิน การงาน และสุขภาพ

3.Love and belonging ความรัก ครอบครัว และความสัมพันธ์ต่าง ๆ

หากใครที่พื้นฐานตามทฤษฎี Maslow ไม่มั่นคง ก็อาจจะรู้สึกโหยหาสิ่งที่รู้สึกขาด เช่น ความรักอย่างที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ ซึ่งอาจจะเกิดจากประสบการณ์ในอดีต เช่น ในวัยเด็กรู้สึกขาดความรักความอบอุ่นจากครอบครัว จึงส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของสารเคมีในสมองที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่อยากเป็นโสด และอยากจะมีคนรักมาเติมเต็มพื้นที่ในหัวใจตลอดเวลา นอกจากนี้ อาจารย์เลิศจรรยายังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า

“มนุษย์เกิดมาต้องการการยอมรับ แฟนหรือคนรักเป็นเหมือนคนที่ ‘ยอมรับเราได้ในทุก ๆ มิติ หรือหลายมิติ’ ตอนมีแฟน หลายคนเคยรู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับโดยคนหนึ่ง ๆ พอเลิกกันไปเลยรู้สึกว่าไม่มีใครยอมรับเราแล้ว แต่ในความจริงอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย” 

ทั้งนี้อาจารย์ยังแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นว่า “วิธีนี้อาจจะดูธรรมดามาก แต่ได้ผลจริง ๆ คือ การหางานอดิเรกอื่น ๆ มาทำทดแทน เพราะจะช่วยทำให้เราไม่คิดถึงคนรักเก่า และเรื่องความรักในช่วงเวลาหนึ่ง หรือลองหาคนที่เราสนิท คนในครอบครัว ลองพูดคุยกับพวกเขา อาจจะช่วยให้เรารู้สึกว่าไม่ได้โดดเดี่ยว และยังมีคนที่รักเราอยู่อีกมากมาย”

แน่นอนว่า ท้ายที่สุดแล้วพวกเราต่างก็โหยหาการถูกรัก เพราะการมีใครสักคนที่คอยเข้าอกเข้าใจ รับฟังเรื่องราวใด ๆ ในชีวิต และรักเราอย่างจริงใจก็คงจะดีไม่ใช่น้อย แต่การเป็นโสดก็ไม่ได้หมายว่าเราด้อยค่ากว่าคนมีคู่เลย บางคนอาจติดอยู่ในความเชื่อที่ว่า “ถ้าใครเป็นโสด แสดงว่าต้องมีอะไรผิดปกิ ถึงไม่มีใครอยากอยู่ด้วย” ซึ่งไม่จริงเลย อูก้าเชื่อว่าทุกคนมีคุณค่า และมี “ความน่ารัก” ในแบบของตนเอง ลองเป็นโสดอยู่สักเดือน สองเดือน หรือจะเป็นปี ก็ไม่เสียหายอะไร ได้มีอิสระทำอะไรตามใจชอบก็น่าจะดีเหมือนกันนะ

และอย่าลืมว่า ถ้าเพื่อน ๆ รู้สึกว่า “ความโสด” ในครั้งนี้ทำให้รู้สึกเหงา อยากมีใครสักคนที่รับฟังเพื่อน ๆ อย่างเข้าใจ ทีมนักจิตแพทย์และนักจิตวิทยาจาก ooca พร้อม support เพื่อน ๆ ทุกคน โดยไม่ตัดสินว่า “ปัญหาความรัก” เป็นเรื่องน่าอาย เพราะฉะนั้นสบายใจได้เลยนะ อูก้ายังอยู่ตรงนี้เสมอ คอยเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ได้เอนจอยชีวิตโสดอย่างเฉิดฉาย และสนุกไปกับมันได้อย่างเต็มที่

อูก้าเป็นกำลังใจให้นะ! – แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak  #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

อ้างอิง

https://www.thoughtsonlifeandlove.com/why-cant-i-stay-single/8923/

Read More

“สู้ชีวิต อย่าให้ชีวิตสู้กลับ” มาสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ยิ้มรับแรงกระแทกจากคลื่นลูกสุดท้ายของปีกันเถอะ

“กำลังใจที่สำคัญที่สุด คือกำลังใจที่มาจากตัวเราเอง” เรียนรู้วิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเองเพื่อช่วยฟื้นฟูจิตใจได้อย่างยั่่งยืน เสริมความแข็งแกร่งเตรียมพร้อมรับทุกอุปสรรคในชีวิต แม้กระทั่งวิกฤติสิ้นปี เราก็จะพิชิตมันไปได้

โดยปกติแล้ว “กำลังใจ” เป็นสิ่งที่เรามักจะได้รับมาจากคนอื่น หรือมอบให้คนอื่น โดยกำลังใจเกิดจากความเห็นอกเห็นใจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เผชิญความยากลำบากอยู่คนเดียว 

แล้วถ้าเราอยากจะให้กำลังใจตัวเองล่ะจะต้องทำอย่างไร? มันจะต่างจากการเห็นใจคนอื่นรึเปล่า? โดยเฉพาะเมื่อเราเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี ที่กว่าจะฝ่าฟันมาจนถึงตอนนี้ ทำเอาบอบช้ำทั้งกายและใจไปไม่น้อย ยิ่งใกล้จะหมดปีก็ยิ่งท้อ มีทั้งความเครียดสะสมและความเหนื่อยล้าจากการไม่ได้หยุดพัก ใกล้หมดแรงเต็มทีแล้วยังต้องมารับมือกับสามเดือนที่เหลืออีก 

ในช่วงเวลานี้หลาย ๆ คนมักจะหมดไฟในการทำงานได้ง่าย ๆ เพราะมัวแต่จดจ่อกับแพลนฉลองสิ้นปีที่เตรียมเอาไว้ เกิดความรู้สึกที่อยากจะข้ามผ่านช่วงเวลานี้ไปเร็วๆ อยากให้ถึงสิ้นปีไว ๆ จะได้พักเสียที ความรู้สึกเหล่านี้จะทำให้หมดกำลังใจในการทำงาน และไม่มีความสุขในการทำงาน 

หากตกอยู่ในสภาวะนี้ไม่ควรปล่อยไว้ให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต การให้กำลังใจตัวเองจึงเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นปีนี้ไปด้วยรอยยิ้ม แต่ถ้าถามว่า ทำไมเราต้องให้กำลังใจตัวเองด้วย? ในเมื่อเรามักจะได้รับกำลังใจมากจากคนอื่นอยู่แล้ว

คำตอบก็คือ กำลังใจจากคนอื่นเป็นสิ่งได้รับมาจากภายนอก นำไปใช้แล้วก็หมดไป หากต้องการอีกก็ต้องรอจากคนอื่น ต่างจากกำลังใจที่สร้างมาด้วยตัวเอง จะอยู่กับตัวเราได้ยาวนาน มีความมั่นคง และเป็นเสมือนเกราะป้องกันจิตใจเราให้แข็งแกร่ง ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คล้าย ๆ กับ “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ในทางพุทธศาสนานั่นเอง

กลไกการทำงานของกำลังใจเมื่อเราได้รับมา จะมีการปลอบประโลม เยียวยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ดีขึ้นพร้อมดำเนินชีวิตต่อไป การให้กำลังใจตัวเองเป็นการทำอะไรก็ตามที่เมื่อทำแล้วเรามีความสุข ดังนั้นวิธีการให้กำลังใจตัวเองของแต่ละคนจึงมีความแตกต่างกันไป

บางคนเลือกใช้วิธีเบสิกอย่าง “การพูดให้กำลังใจตัวเอง” อาจจะพูดกับตัวเองตอนส่องกระจก พูดกับตัวเองลงโซเชียลมีเดีย หรือเขียนลงในไดอารี่ ผ่านช่องทางไหนก็ได้ให้สารถูกส่งถึงตัวเอง โดยคำพูดนั้นเลือกเป็นคำพูดที่เราอยากได้ยิน 

อาจจะเป็นคำชมเชยทั่วไปที่สร้างพลังบวก เราสามารถชื่นชมตนเองและผู้อื่นได้ทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการเข้าทำงาน-เลิกงานตรงเวลา ทำยอดขายได้ดี เคลียร์งานเสร็จ ไปจนถึงจบงานได้อย่างราบรื่น 

หากไม่มีผลงานเกี่ยวกับทำงานเลย ก็ให้ชมเรื่องการแต่งตัวไปทำงาน เช่น “วันนี้แต่งตัวสวยจัง” สร้างบรรยากาศให้น่าไปทำงาน อย่าคิดว่าเป็นการพูดไปเรื่อยเปื่อย เพราะการที่เราชมตัวเอง หมายถึงเรามีความคิดดี ๆ เกี่ยวกับตัวเอง การใช้ชีวิตด้วยแนวคิดด้านบวกส่งผลดีต่อสุขภาพจิต 

นักจิตวิทยาของ OOCA กล่าวว่า “การชมเชยตัวเองเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนควรฝึกฝน ดัชนีวัดความสุขของคนเราเกิดจากความพึงพอใจ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเราได้รับคำชมเชย” และแน่นอนว่าคำชมเชยนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

อีกหนึ่งวิธีที่นิยมใช้เพื่อให้กำลังใจคือ “การให้รางวัล” แต่ต้องไม่ให้รางวัลพร่ำเพรื่อเพราะจะทำให้รางวัลไม่พิเศษ ที่สำคัญรางวัลต้องเป็นสิ่งที่สามารถได้รับในทันที ไม่รอนานจนเกินไปเพราะสมาธิอาจจะไปจดจ่อกับการรอรางวัล ดังนั้นรางวัลที่ให้ก็อาจจะเป็นอะไรง่าย ๆ อย่าง การไปทานของอร่อย การชอปปิ้ง การไปดูหนัง หรือทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่สร้างความสุขให้ตัวเอง

สุดท้าย เราไม่สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ตลอดไป  “การอยู่ในสังคมที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน” จึงเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะสังคมแบบนี้จะสร้างพลังงานบวกให้กับผู้คน การให้กำลังใจตัวเองโดยการพาตัวเองไปอยู่ในที่ดี ๆ จะสามารถรับพลังงานบวกนั้นมาจัดการพลังงานลบที่มาจากการทำงานได้ 

หากสังคมที่คุณอยู่ไม่มีอะไรแบบนี้ ก็สร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเองโดยการเป็นฝ่ายเริ่มให้กำลังใจผู้อื่นก่อน ตามหลักการ “Give and Take” เราส่งกำลังใจไปเราก็จะได้รับมันกลับมา เพียงเท่านี้ก็จะได้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยการให้กำลังใจกัน ความคิดที่จะให้กำลังใจตัวเองก็เกิดขึ้นตามไปด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการให้กำลังใจตัวเองเท่านั้น ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้ ขอเพียงแค่เป็นสิ่งที่ “ทำโดยตัวเองเพื่อตัวเอง และที่สำคัญต้องสร้างความสุขให้ตัวเอง” เท่านี้ก็จะมีกำลังใจไว้ใช้หล่อเลี้ยงจิตใจยามท้อแท้แล้ว

ดังที่กวีชาวกรีกคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ว่า

“The best of healers is good cheer” 

“ผู้เยียวยารักษาที่ดีที่สุดคือกำลังใจดี ๆ ” 

มาร่วมสร้างกำลังใจให้ทั้งตัวเองและคนรอบข้าง จับมือกันข้ามผ่านปีที่ทรหดนี้ไปด้วยกัน 🙂

อูก้าเป็นกำลังใจให้นะ! – แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak  #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

Read More

ให้นักจิตวิทยาฮีลใจ ในวันที่ต้องมูฟออนต่อไปโดยไม่มีเขา

ผลวิจัยจากอาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2021 ระบุว่าประชากรกว่า 80% เคย “อกหัก” มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต! เพราะอาการอกหักเป็นเรื่องปกติที่มักตามมาหลังพบเจอรักที่ไม่สมหวังแบบนี้ 

คนเราเลยอาจคิดว่า “แค่อกหักไม่จำเป็นต้องถึงมือนักจิตวิทยาหรอก” หรือ “อกหักเดี๋ยวก็หายเองได้” จริงอยู่ที่ในหลายๆ ครั้ง ความเศร้าหลังอกหักจะลดน้อยลงไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมีเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ไม่สามารถ “มูฟออน” หรือก้าวออกมาจากความสัมพันธ์ครั้งก่อนได้ด้วยตัวเองจนกลายเป็นปัญหาสะสมในระยะยาว เพราะฉะนั้นแล้ว เพื่อนๆ ที่กำลังรู้สึกอกหักอยู่ หากนานไปแล้วยังไม่รู้สึกดีขึ้น อูก้าไม่อยากให้นิ่งนอนใจนะ!

สภาวะ “อกหัก” คืออะไรกันแน่

เวลาคนเราสูญเสียคนที่เรารัก ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดความรู้สึกเศร้าตามมา ความรู้สึกเศร้าหลังอกหักนั้นเกิดจากการที่สมองสั่งไม่ให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขที่เราอาจคุ้นๆ ชื่อกันดีออกมา ไม่ว่าจะเป็น เซโรโทนิน โดพามีน หรือเอ็นโดรฟิน ในทางกลับกันยังผลิตสารแห่งความเครียดอย่าง “คอร์ติซอล” ออกมาแทนที่เป็นจำนวนมาก สารแห่งความเครียดนี้นอกจากจะทำให้รู้สึกเศร้าแล้ว ยังก่อให้เกิดความผันผวนทางอารมณ์ตามมาอีกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความสับสน ความกังวลใจ หรือกระทั่งความต้องการกลับไปคืนดีกับคนรักที่เลิกกันมา ทั้งหมดนี้คืออารมณ์ที่คนที่ตกอยู่ในสภาวะอกหักมักพบเจอ เราจึงอาจรู้สึกว่าตัวเองเอาแต่วนเวียนอยู่กับอารมณ์เหล่านี้จนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน และไม่สามารถเอาตัวเองออกมาจากความเศร้าได้

นักจิตวิทยาสามารถช่วยเราจากสภาวะอกหักได้อย่างไรบ้าง

เมื่อสังเกตตัวเองได้ว่ารู้สึกอกหักแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การได้พูดคุยเพื่อระบายความรู้สึกที่อัดอั้นออกมาให้ผู้อื่นฟังจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะการเก็บความทุกข์ไว้กับตัวเองนั้นอาจส่งผลให้เพื่อนๆ คิดมากและเกิดผลเสียกับสุขภาพจิตมากกว่าเดิม นอกจากการเล่าเรื่องราวให้เพื่อนและครอบครัวฟังแล้ว การอธิบายความรู้สึกไม่ดีในใจให้นักจิตวิทยาฟังก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี อูก้าอยากให้เพื่อน ๆ มองนักจิตวิทยาเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ปลอดภัยที่พร้อมจะร่วมทำความเข้าใจกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นหลังเกิดสภาวะอกหักไปด้วยกัน อีกทั้งยังสามารถเสนอวิธีรับมือกับความรู้สึกเศร้าดังกล่าวได้อย่างเชี่ยวชาญ รวมไปถึงคอยไกด์แนวทางการมูฟออนจากสภาวะอกหักได้อีกด้วย คุณกอบุญ เกล้าตะกาญจน์ นักจิตวิทยาการปรึกษาจากแอปฯ อูก้า กล่าวว่า เมื่อเพื่อนๆ ตัดสินใจมาพูดคุยกับนักจิตวิทยา นักจิตวิทยาจะช่วยเพื่อนๆ สำรวจตัวเองและปัญหาผ่าน 3 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. ความเข้าใจกับสภาพจิตใจของตัวเอง – ในเบื้องต้นนักจิตวิทยาจะช่วยซักถามให้เพื่อนๆ ได้สำรวจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง เพื่อดูว่าเรารู้สึกเศร้าจากสภาวะอกหักมากน้อยแค่ไหน และตอบสนองต่อความเศร้านั้นอย่างไรบ้าง
2. ทำความเข้าใจกับสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา – ต่อมานักจิตวิทยาจะชวนมองย้อนไปยังปัญหาและสาเหตุของปัญหา ซึ่งจะช่วยให้เพื่อนๆ ยอมรับสภาพของปัญหา และนำไปสู่การรับมือกับสภาวะอกหักได้ดีขึ้น
3. ทบทวนสถานการณ์ความรักและหาทางออก – ในตอนท้าย นักจิตวิทยาจะช่วยประเมินและพิจารณาทางเลือกที่เกิดขึ้นเมื่อความสัมพันธ์จบลง ว่าเหมาะสมกับสิ่งที่เพื่อนๆ ต้องการหรือไม่ และส่งผลดีต่อสภาพจิตใจของเพื่อนๆ หรือไม่ เพื่อสร้างกำลังใจให้สามารถมูฟออนต่อไปได้

ทั้งนี้ คุณกอบุญยังได้เน้นย้ำว่า การให้คำปรึกษาจะเป็นแบบ Client-centered หรือให้ความสำคัญกับผู้ที่มาปรึกษาเป็นหลัก ตามนโยบายของอูก้า กล่าวง่ายๆ คือ บทบาทของนักจิตวิทยาจะเป็นเหมือน “เพื่อนคู่คิด” ที่คอยชวนเพื่อนๆ ทบทวนปัญหาที่เกิดขึ้น และช่วยกันประเมินทางเลือกที่ดีที่สุด โดยคำนึกถึงความสบายใจ ความสามารถ และความต้องการของเพื่อนๆ เป็นหลัก

สุดท้ายนี้ คุณกอบุญยังได้กล่าวให้กำลังใจเพื่อนๆ ที่กำลังอกหักว่า การหาคนพูดคุยด้วยเกี่ยวกับสภาวะอกหักไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย เนื่องจากคนเราต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เป็นปกติอยู่แล้ว สภาวะอกหักก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่นักจิตวิทยาพร้อมรับฟังและเสนอแนวทางที่จะช่วยให้เพื่อนๆ มูฟออนต่อไปได้ และที่สำคัญ นักจิตวิทยาจะทำงานโดยยึดจรรยาบรรณและความเป็นส่วนตัวของเพื่อนๆ เป็นหลัก เพราะฉะนั้น อูก้าจึงอยากให้เพื่อนๆ รู้สึกสบายใจและปลอดภัยที่จะเข้ามาพูดคุยกับนักจิตวิทยานะ

เพราะการได้ระบายความรู้สึกด้านลบในใจออกมาให้ใครสักคนฟัง นอกจากจะช่วยรับฟังเรื่องความสัมพันธ์ครั้งก่อนได้แล้ว ยังสามารถช่วยต่อยอดโครงสร้างความคิดที่เหมาะสมต่อการสร้างความสัมพันธ์ครั้งใหม่ของเพื่อนๆ ได้ด้วย อูก้าเป็นกำลังใจให้นะ! – แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy

สนใจปรึกษานักจิตวิทยาแบบนั่งคุยจากที่บ้าน ดาวน์โหลดแอพอูก้าได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth #อกหัก #heartbreak  #ความสำเร็จ #ฮีลใจ #OOCAissues #OOCAask #oocadiscussion #OOCAissues #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #onlinementalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

อ้างอิง

[1] https://www.psychologytoday.com/intl/blog/finding-new-home/202105/the-most-common-causes-heartbreak

[2] https://mywellbeing.com/therapy-101/breakup

[3] https://www.alljitblog.com/?p=1449

Read More