“แน่ใจว่าไม่ได้จัดฉาก?” ปฏิเสธความจริงหรือต่อสู้กับ “ความเชื่อ” ในใจ

“เรื่องโกหกฉันไม่เสียเวลาอ่านหรอก”

“ฉันไม่เถียงกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

“ที่แชร์กันไม่จริงสักอย่าง แหล่งข่าวเชื่อถือไม่ได้”

ถ้าเราเคยมีความคิดทำนองนี้กับข่าวหรือโพสต์อะไรก็ตามที่คนแชร์ต่อหรือถกเถียงกันในสังคม ที่จริงมันอาจเป็นเรื่องดีที่เรารู้จักตั้งคำถามก่อนที่จะหาคำตอบ แต่ถ้าเราปฏิเสธบางสิ่งบางอย่างหรือผลัก ‘ความจริง’ ออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะการ ‘ยอมรับ’ จะทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกเหมือนถูกคุกคามทางใจ การเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราอาจทนไม่ได้นั้น อาจเป็นกลไกทางจิตที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง

เจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ซิกมุนด์ ฟรอยด์ได้เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า ‘กลไกการป้องกันทางจิต’ (Defense mechanism) แต่ไม่ใช่ทุกคนจะปฏิเสธด้วยวิธีแบบที่ฟรอยด์บอก เพราะเราทุกคนต่างมีรูปแบบในการปฏิเสธแตกต่างกันไป ตามความสบายใจหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ซึ่งการปฏิเสธในระยะสั้นมักถูกนำมาใช้บ่อย ๆ เพราะเป็นประโยชน์ในการทำลายความตึงเครียดหรือสถานการณ์ที่รุนแรง เพื่อช่วยไม่ให้ร่างกายเราตกใจและติดหลุมของความทุกข์ในระยะยาว จนเราเคยชินกับการปฏิเสธความจริงซ้ำ ๆ หากติดเป็นนิสัยเราอาจละทิ้งความจริงไปเลย สุดท้ายเราจะเจอกับปัญหาการปรับตัว (Unhealthy adaptive pattern)

หลีกหนีข้อเท็จจริงแม้จะมีหลักฐานมากมาย อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังตัดสินใจว่า

🤔 เมินดีไหม ?

“มองไม่เห็น เท่ากับมันไม่มี” หรือเป็นการปฏิเสธในเชิง “out of sight, out of mind” เมื่อเราไม่พอใจหรือมีอะไรที่รบกวนความรู้สึกก็แค่วางมันไว้ที่เดิม ดันออกไปด้านข้าง หรือจับมันโยนออกจากตัวเราไปซะ เท่านี้ก็แปลว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องยอมรับการมีอยู่ของก้อนความจริงที่เราไม่ต้องการ

🙈 ย่อขนาดความจริงให้เล็กที่สุด

“มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล…ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรือส่งต่อความกังวลให้คนอื่น” การย่อปัญหาให้เล็กที่สุดเกิดขึ้น แปลได้ว่าพวกเขามีคนมีสติพอที่จะรับรู้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แต่มีแนวโน้มที่จะมองข้ามผลกระทบ หรือยอมรับว่ามันเป็นปัญหา เพราะต้องการลดความรุนแรงทางจิตใจ

☹️ ถ่ายโอนความรับผิดชอบ

“รู้ว่ามันเป็นปัญหา แต่ฉันไม่สามารถทำอะไรกับมันได้”

“ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะต้องออกมาดี”

การปฏิเสธประเภทนี้พบได้เมื่อเรายอมรับปัญหาที่มีอยู่ แต่ปฏิเสธบทบาทและความรับผิดชอบในการแก้ไข รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงจังและสิ่งที่เกิดมีข้อเท็จจริงพิสูจน์ แต่ไม่อยากเผชิญกับการถูกตำหนิหรือความเสี่ยงที่จะตามมา

ปัญหาของความคิดเหล่านี้คือปัญหาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและมักจะทับถมขึ้นเรื่อย ๆ อะไรที่เราไม่แก้ไข มนุษย์จะตกหลุมของความเคยชินและทำซ้ำ ในขณะที่การเอาตัวรอดด้วยการหลีกเลี่ยงเหมือนจะง่ายกว่า แต่สุดท้ายการปกป้องใจตัวเองแบบผิด ๆ อาจผลักไสความช่วยเหลือออกไป เมื่อไรที่เราหนีไม่พ้นหรือใช้วิธีปฏิเสธความจริงแบบเดิม ๆ ไม่ได้ เราก็มองหาทางใหม่ไปเรื่อย ๆ จนเราเริ่มแยกแยะความเป็นจริงกับสิ่งที่เป็นเท็จไม่ออก สุดท้ายกลายเป็นวงจรที่นำความทุกข์มาให้ใจเรา

สิ่งที่น่ากังวลคือกลไกป้องกันตัวเองแบบนี้ เชื่อมโยงกับพฤติกรรมอันตราย เช่น การเสพติด การทำร้ายร่างกาย และปัญหาทางใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความนับถือตนเองต่ำ (Low self-esteem) ปัญหาความสัมพันธ์ (Relationship issues) ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality disorders) ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล

🤔 เราต่อสู้กับความจริงหรือต่อสู้กับ “ความเชื่อ” ในใจตัวเอง

การปฏิเสธเป็นรากฐานที่สำคัญของความเป็นจริงทางเลือก (Alternative reality) คือเราเลือกได้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ การให้เหตุผลที่มีแรงจูงใจ การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ความไม่ลงรอยกันทางปัญญา (Cognitive dissonance) การคิดแบบเหมารวม และอคติในการยืนยัน (Confirmation bias) ซึ่งทำให้เราเปิดรับแต่ชุดข้อมูลที่จะมายืนยันความเชื่อของเราเท่านั้น ความชอบไม่ชอบจะทำให้เราเลือกวิธีหาหลักฐานและตีความในแบบที่เราสบายใจ การหลีกเลี่ยงอารมณ์เชิงลบกระตุ้นให้เราปรับสิ่งต่าง ๆ ตามใจตัวเองและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรืออะไรที่ขัดกับใจเรา

👀 ลืมตาเพื่อรับรู้ แม้จะเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

การยอมรับความจริงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ “ความจริง” ไม่ได้ถูกลดทอนคุณค่าจากคนที่ทำลายมันเท่านั้น แต่คนที่ปฏิเสธความจริงด้วยกลไกป้องตนเองก็กำลังเพิกเฉยมันเช่นกัน เพราะนั่นอาจเท่ากับเรากำลังสนับสนุนคนที่พยายามล้มล้าง “ความจริง”

พวกเราไม่มีใครอยากเผชิญความเจ็บปวดทางอารมณ์ ดังนั้นการปฏิเสธความจริงจึงถือเป็นความตั้งใจเริ่มต้นของเรา บางครั้งมันก็คือ “หนทางรอด” อย่างไรก็ตามการเรียนรู้วิธีรับมือและจัดการกับความรู้สึก ปัญหา และสถานการณ์ที่ไม่สบายใจในชีวิต เป็นการถนอมสุขภาพจิตของเราอย่างถูกวิธีมากกว่าและทำให้เราก้าวข้ามการปฏิเสธความจริงแบบผิด ๆ ได้

บางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่จริงอาจตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเชื่อ เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าเราอยากเชื่อในแบบที่ต่างออกไป จะให้ยอมรับทั้งที่ไม่ชอบมันได้อย่างไร ? วิธีที่ง่ายที่สุดอาจเริ่มจากการถามตัวเองว่าถ้าเราไม่ตอบสนองต่อสิ่งนั้น จะมีผลกระทบหรืออันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างมากน้อยเพียงใด ?

ในวันนี้ที่เราใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าที่เคย แต่ข้อมูลข่าวสารกับล้นหลามจนรับไม่ไหว ถ้าจิตใจของคุณกำลังเหนื่อยล้าหรือต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่รบกวนใจ ลองเริ่มต้นด้วยการถ่ายเทภาระทางใจมาให้อูก้า เพื่อนรู้ใจที่พร้อมดูแลคุณทุกที่ทุกเวลากับบริการปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาออนไลน์ เรายินดีรับฟังทุกปัญหาและหาทางออกร่วมกันกับคุณ เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกละเลย 💙💚

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/v1W7
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.psychalive.org/denial-the-danger-in-rejecting-reality/

https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/adult-health/in-depth/denial/art-20047926

https://www.betterhelp.com/advice/general/what-is-denial-psychology-how-to-address-it/

Read More

ทำยังไง ? เมื่อบ้านไม่เคยเป็นเซฟโซน และครอบครัวไม่เคยเซฟใจ

วันที่เหนื่อยล้าเราก็อยากพาตัวเองกลับบ้าน เพราะมีครอบครัวที่พร้อมจะเป็นเซฟโซน (Safe zone) ให้เราพึ่งพิงแต่สำหรับใครอีกหลายคน ที่ที่เรียกว่า “บ้าน” อาจไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบนั้น และ “ครอบครัว” อาจฟังดูหนักแน่นเพียงแค่ชื่อ แต่กลับเปราะบางทางความรู้สึก เพราะนอกจากจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยแล้ว ยังทำให้รู้สึกเครียด กดดันและสับสนยิ่งกว่าเดิม 😥

เซฟโซนที่หายไป …

การจะสร้างบ้านให้เป็นเซฟโซนสำหรับคนในครอบครัว ต้องเริ่มจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน หากเรารู้สึกเหมือนมีช่องว่างกับครอบครัว ขัดแย้งในการแสดงความคิดเห็น โยนคำพูดร้าย ๆ ใส่กัน ไปจนถึงลดทอนความมั่นใจกัน “มีแต่ติ ไม่เคยชม” นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวรู้สึกไม่ปลอดภัยกับบรรยากาศตึงเครียดในบ้าน เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นนาน ๆ การทำร้ายทางอารมณ์นี้จะกลายเป็นความเครียดกดทับใจ 💢

ความหนักอึ้งในใจเป็นสัญญาณว่านี่คือรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) บางครอบครัวอาจหลีกเลี่ยงการปะทะ ขณะที่บางคนกลับใช้วิธีโต้ตอบรุนแรง จนเครียดและอ่อนล้าไปทั้งกายใจกับคำว่า “ครอบครัว”

💥 เพราะ “ความรุนแรง” ในครอบครัว ไม่ใช่แค่บาดแผลที่มองเห็นด้วยตา 💥

มีงานวิจัยยืนยันว่าธรรมชาติของมนุษย์เราจะพยายามกักเก็บ “ความก้าวร้าว” ไว้ภายใน แต่เลือกปลดปล่อยออกมากับครอบครัว ราวกับเป็นเรื่อง “ปกติ” เช่น การแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ชักสีหน้า พูดจาประชดประชัน เป็นต้น และน่าเป็นห่วงที่ทุกคนไม่รู้ว่า สิ่งที่ทำนับเป็นความรุนแรงทางใจ รวมถึงกำลังกัดเซาะความสัมพันธ์ในครอบครับให้เกิดรอยร้าวทีละเล็กละน้อย

พฤติกรรมที่เป็นพิษเหล่านี้เองที่เปลี่ยนเซฟโซนให้กลายเป็นพื้นที่ไม่สบายใจ แม้จะมีสมาชิกเพียงคนเดียวที่เป็นพิษแต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำลายภาพรวมของครอบครัว เพราะพฤติกรรมของหนึ่งส่งผลกระทบต่อการสร้างบุคลิกภาพหรือลักษณะตัวตนของคนรอบข้างด้วย

ในวันที่เราติดหลุมปัญหา (struggle) รู้สึกเครียด หรือสับสนกับการค้นหาอัตลักษณ์ (Identity) และการรับรู้คุณค่าในตนเอง (Self-esteem) เราจะเอาชนะปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยการแรงสนับสนุนทั้งด้านอารมณ์ (Emotional support) และทางสังคม (Social support) จากคนที่รักเรา ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงครอบครัวเป็นอันดับแรก แต่ถ้าเรารับรู้แล้วว่าครอบครัวไม่ใช้พื้นที่ตรงนั้นสำหรับเราล่ะ ? เราจะรู้สึกว่าแตกสลายแค่ไหน ?

‘โดดเดี่ยวและว่างเปล่า’ เมื่อมองไปในบ้านไม่เห็นเซฟโซน

และยิ่งแตกสลายมากขึ้น ในวันที่ครอบครัวไม่เซฟใจกัน 😢

เราเครียดและเป็นทุกข์เมื่อถูกคุกคามพื้นที่ปลอดภัย โดนทำร้ายจิตใจจากคนนอกบ้านก็ว่าหนักแล้ว แต่ยิ่งเจ็บมากขึ้นไปอีกเมื่อครอบครัวหรือคนใกล้ตัวทำร้ายเรา Anita Vangelisti ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสตินกล่าวว่า “ความเจ็บปวดคืออาการบาดเจ็บทางอารมณ์ซึ่งอาจเกิดจากการสื่อสาร และการทำร้ายจิตใจในครอบครัว (Family hurt) นั้นเจ็บปวดเป็นพิเศษด้วยเหตุผลบางอย่าง” หลัก ๆ เลย คือ

  1. ความเชื่อที่ว่า “ครอบครัว” รักเราโดยไม่มีเงื่อนไข

คนส่วนใหญ่มีความเชื่อที่ยึดถือมานานว่าสมาชิกในครอบครัวคือคนที่จะข้างเรา (Be there) อย่างไม่มีเงื่อนไข เรียกว่าสายใยในครอบครัวได้สร้างความผูกพันตั้งแต่เราเกิดมาโดยปริยาย เมื่อสิ่งที่เข้ามากระทบใจมีสาเหตุมาจากการกระทำหรือคำพูดของคนในครอบครัว ความรู้สึกเราจึงเหมือนถูกดึงขึ้นดึงลงไปด้วย แม้คนอื่นจะทำร้ายเราในลักษณะเดียวกันแต่เราจะรู้สึกว่าบาดแผลจากครอบครัวนั้นรุนแรงกว่ามาก

  1. ความทรงจำในบ้านถูกนำมาใช้ทำร้ายกัน

สมาชิกในครอบครัวที่ใช้เวลาร่วมกันหลายเดือนหลายปี บางคนก็เทียบเท่าอายุปัจจุบัน เราต่างมีเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องน่าอาย ตลกขบขันในวัยเด็ก ประวัติที่ผิดพลาด จุดด้อยที่อยากปกปิดและอีกมากมาย ใครจะรู้ว่าคนในครอบครัวจะล้อเลียนในเรื่องที่เราไม่ชอบซ้ำ ๆ ตอกย้ำบาดแผลเดิมอยู่บ่อย ๆ ยิ่งคิดจะลบก็ยิ่งเครียด กลายเป็นคนในครอบครัวนั่นเองที่ข้ามเส้นมาภายใต้คำอ้างว่า “ไม่เห็นเป็นไร คนในครอบครัวทั้งนั้น”

  1. ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจ ?

สมาชิกในครอบครัวมักจะพึ่งพาอาศัยกันในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการสนับสนุน คำแนะนำและการเงิน แถมคนในบ้านยังมีแนวโน้มที่จะลงทุนทางอารมณ์ (Emotionally invested) ซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเวลาที่เราระเบิดอารมณ์ฟูมฟาย เราคาดหวังว่าคนในครอบครัวจะเป็นเซฟโซนเหมือนที่เราโอบกอดพวกเขา ในใจเผลอคิดไปว่าถ้าเราทำบางสิ่งจะได้รับการตอบสนองบางอย่างกลับมา จนกลายเป็นวังวนที่ทำให้เครียดและเจ็บปวดมากกว่าความสัมพันธ์แบบอื่น ๆ

  1. เจ็บแค่ไหนก็ยังวนเวียน

ถ้าใครทำให้เราเจ็บเราก็พร้อมจะถอยห่าง ยิ่งถ้าขยับความสัมพันธ์เข้ามาเป็นเพื่อนหรือคนรักก็ยิ่งตัดยาก แล้วแบบนี้เราจะผลักครอบครัวออกไปได้ไกลแค่ไหนในวันที่พวกเขาทำให้เราเจ็บ ? ห่างเหินชั่วคราวสุดท้ายก็เหมือนวนกลับมาสู่บาดแผลเดิม เรื่องเดิม ๆ ก็ขุดมาตอกย้ำกันอีก ทำให้เราเหนื่อย เครียด หรือโมโหจนแทบบ้า แล้วเราก็ได้แต่บอกตัวเองให้กลั้นใจลืมมันไป ทั้งที่ใจเราไม่เคยจะชิน

🏡 ‘เซฟโซน’ ไม่ใช่แค่พื้นที่ แต่คือความรู้สึกที่ต้องสร้างไปด้วยกัน

ในหลายครอบครัวการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” หรือเซฟโซนสำหรับสมาชิกทุกคนในบ้านอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย ไม่ว่าสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนจะมีบทบาทไหน ปัญหาเรื่องพฤติกรรม ความไว้วางใจ และความใส่ใจก็เกิดได้กับทุกครอบครัว

Courtney Pullen ให้คำแนะนำในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของครอบครัวว่า “ความเป็นครอบครัวคือการมองเห็นความสำคัญในการรักษารูปแบบและบรรทัดฐานของบ้านไว้ ครอบครัวต้องใช้เวลาและพลังอย่างมากในการลงทุนเพื่อทำความฝันและความต้องการของคนในบ้านให้ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับที่ครอบครัวทำในการสร้างค่านิยมและตั้งเป้าหมายร่วมกัน”

Roy Kozupsky ทนายความด้านธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงในนิวยอร์กบอกว่า “ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จไม่เพียงแต่รักษาความมั่นคงและแบบแผนของพวกเขาได้ แต่ยังมีหลายสิ่งที่เหมือนกัน คือ ความรู้สึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายของครอบครัว และความรู้สึกร่วมกันต่อความมั่นคงของครอบครัวและวิธีปฏิบัติตัวต่อคนอื่น ๆ”

ถึงบาดแผลจะไม่หายไป แต่เยียวยาได้ด้วยความรู้สึก

แม้การสร้างเซฟโซนในพื้นที่ที่เคยแตกสลายจะเป็นเรื่องยาก แต่สมาชิกในบ้านสามารถช่วยขจัดสิ่งที่เป็นพิษได้ เริ่มต้นจากวิธีดังต่อไปนี้

  1. รับทราบปัญหาร่วมกัน

อย่าลืมมาว่าเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรู้สึกปลอดภัยในบ้านของเราเอง การปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใดก็ตามย่อมมีอุปสรรค มีสิ่งที่เราไม่ชอบ มีคนที่ทำให้เราทุกข์ จนกลายเป็นความเครียดที่เกิดย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ สิ่งสำคัญคือเราต้องตระหนักถึงสถานการณ์ในบ้าน ความไม่ปกติต่าง ๆ ปัญหาที่เรามองเห็นและไม่เห็น อะไรที่อันตรายต่อความรู้สึก ต้นตอของความเครียด หากไม่ได้มองปัญหาให้ชัดเจน การจะหาทางแก้ไขหรือสร้างเซฟโซนก็คงเป็นเรื่องยากอยู่ดี

  1. จัดการสิ่งที่เป็นพิษ

เริ่มจัดการกับสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่ปลอดภัยหรือที่กระตุ้นอารมณ์ลบ ๆ อย่างจริงจัง เราอาจรู้สึกหงุดหงิด เครียด โกรธ หรือเหนื่อยล้าในเวลาที่ต่อสู้กับอะไรสักอย่าง เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกกลัว ละอาย หรือกังวลว่าคนอื่นจะมีท่าทีอย่างไรเมื่อเราบอกถึงปัญหาในครอบครัว แต่หัวใจของเราที่แบกความเจ็บปวดจะไม่มีวันหายถ้าเราไม่แก้ไขมัน

  1. คุยกับใครสักคน

เราเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่เจ็บได้ร้องไห้เป็น ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านทำให้เราเครียด ความสัมพันธ์แย่จนเกินรับไว้ ลองรวบรวมความกล้าบอกใครสักคนที่ไว้ใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราอาจอยากพูดออกไปว่าเราเกลียดคนที่เราเรียกว่า “ครอบครัว” และอาจมีคนมากมายที่ไม่เข้าใจจุดนี้ แต่การพูดคุยและปล่อยภาระในใจก็ช่วยเราได้มาก เพียงแค่เราต้องเลือกคนที่จะมาเป็นเซฟโซนให้ใจเราดูบ้างสักคนเท่านั้นก็พอ

  1. รับการช่วยเหลือจากมืออาชีพ

ไม่ผิดเลยถ้าบางอย่างในชีวิตนั้นอยู่เหนือการควบคุมของเรา การเอาความสำเร็จหรือล้มเหลวไปผูกกับปมปัญหาในชีวิต มีแต่ทำให้เครียด เครียด แล้วก็เครียด ! รู้ตัวอีกที สุขภาพจิตก็ถดถอยไปมาก นั่นเป็นจุดที่เราต้องจริงจังกับการหันกลับมาเป็นเซฟโซนให้ตัวเอง สิ่งที่อูก้าย้ำอยู่เสมอ คือ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่พร้อมช่วยเรารับมือกับสถานการณ์และจัดการกับอารมณ์ ซึ่งในปัจจุบันมีช่องทางมากมายในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพใจทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

“ใจเราต้องมีเซฟโซนเป็นของตัวเอง”

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเป็นเซฟโซนได้ และนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรือความโชคร้ายของใคร เพราะสุขภาพใจของทุกคนในครอบครัวและตัวเราสำคัญมาก เพราะปัญหาครอบครัวนั้นซับซ้อนและเป็นปัญหาต้น ๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดสะสม วิตกกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ เราจึงต้องให้นักจิตวิทยาและจิตแพทย์เข้ามาช่วยดูแล

#อูก้ามีทางออก #จิตแพทย์ออนไลน์ #ปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีไว้คอยดูแลใจทุกคนมากกว่า 90 ท่าน สามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล รองรับทั้ง iOS และ Android สะดวกทุกที่ทุกเวลา ทั้งเป็นส่วนตัวและไม่ต้องเดินทาง เลือกผู้เชี่ยวชาญและเลือกช่วงเวลาที่ต้องการได้ตามใจคุณ

ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจและพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณเสมอ อย่าลืมนะว่าเราสามารถปกป้องตัวเองได้เท่าที่เราต้องการ เริ่มจากการสร้างเซฟโซนในใจเพื่อตัวเราเองกันเถอะ

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/58uT
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://au.reachout.com/articles/what-to-do-when-your-home-is-no-longer-a-safe-place

https://www.denverpost.com/2016/03/11/bruce-deboskey-creating-a-safe-zone-with-family-philanthropy/

https://www.psychologytoday.com/us/blog/silencing-your-inner-bully/202002/the-source-toxic-family-relations

https://www.psychologytoday.com/us/blog/conscious-communication/201703/why-family-hurt-is-so-painful

Read More

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

การดูแลสุขภาพใจเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพใจมากกว่าที่เคยเป็นมา แต่หลายคนก็ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจกันว่าระหว่าง ‘จิตแพทย์’ กับ ‘นักจิตวิทยา’ จะรู้ได้ไงว่าต้องไปหาใครถึงจะเหมาะสมกับปัญหาใจของเรา 🤔

ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาล้วนสามารถประเมิน บำบัด และรักษาโรคทางจิตเวชได้ การทำงานจึงค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกันจนเราสับสนว่าทั้งคู่มีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะดูเหมือนว่าทั้งคู่ก็สามารถดูแลสุขภาพใจของเราได้ ในทางกลับกัน ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาเองมีมุมมองในการรักษาใจที่แตกต่างกัน โดยจิตแพทย์จะทำการรักษาด้วยการใช้ยาเข้ามาช่วยเป็นหลัก และนักจิตวิทยาจะทำการรักษาด้วยการพูดคุยและการทำจิตบำบัดเข้ามาช่วยให้ดีขึ้นนั่นเอง

อยากพูดคุย, จัดการอารมณ์และความรู้สึก หรือประเมินสุขภาพใจให้ ‘นักจิตวิทยา’ เป็นผู้ช่วยของคุณ

เมื่อคุณมีความรู้สึกไม่สบายใจหรือเครียดกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามารุมเร้าจนการใช้ชีวิตประจำวันยากลำบากขึ้น หากมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยจัดการปัญหาให้คลี่คลายลงได้ก็คงจะดีไม่น้อย นักจิตวิทยาก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการจัดการกับปัญหาที่รบกวนใจของคุณได้ เพราะนักจิตวิทยามีความเชี่ยวชาญในการเยียวยาใจให้ดีขึ้นพร้อมกับจัดการอารมณ์และความรู้สึก และยังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ‘นักจิตวิทยา’ มีหลากหลายสาขามาก ไม่ว่าจะเป็น นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาอุตสาหากรรมและองค์กร นักจิตวิทยาการปรึกษา หรืออื่น ๆ มากมาย แต่ในวงการสุขภาพใจส่วนใหญ่แล้วเราต้องเจอกับนักจิตวิทยาคลินิกและนักจิตวิทยาปรึกษาเป็นหลัก บางครั้งนักจิตบำบัดเองก็เข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพใจด้วยเหมือนกัน

ส่วนใหญ่แล้วนักจิตวิทยาให้ความสำคัญกับพฤติกรรม อารมณ์และความคิดที่ส่งผลต่อใจของเรา การรักษามักจะเน้นที่การบำบัดด้วยการพูดคุยที่ให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น พร้อมทั้งรับฟังเรื่องราวและช่วยให้คำปรึกษาโดยไม่ชี้แนะว่าต้องทำแบบไหนถึงจะดี แต่จะพูดคุยสะท้อนเนื้อความ (Reflecting Content) และสะท้อนความรู้สึก (Reflecting Feeling) ให้เราคิดตามและเข้าใจสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเราในระหว่างที่พูดคุยกันเพื่อให้เราได้รู้สึกเหมือนมีเพื่อนที่คอยรับฟังและพร้อมที่เข้าใจปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตโดยไม่ตัดสิน ไม่ตีตราและพยายามหาทางช่วยให้เราจัดการกับปัญหาที่รบกวนใจให้หมดไป

แม้ว่านักจิตวิทยาไม่สามารถสั่งจ่ายยาในการรักษาโรคเหมือนจิตแพทย์ได้ แต่นักจิตวิทยาก็มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยามาประเมินปัญหาสุขภาพใจของเราเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาให้ตรงจุด อีกทั้งนักจิตวิทยายังสามารถใช้ทฤษฎีต่าง ๆ มาปรับพฤติกรรม อารมณ์ และความคิดที่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตของเราให้สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปได้

อยากวินิจฉัยและรักษาโรคทางใจ ‘จิตแพทย์’ ช่วยคุณได้

หากคุณมีอาการ เศร้า วิตกกังวลหรือเครียดมากเกินไปจนรู้สึกควบคุมตัวเองหรือสิ่งต่าง ๆ ได้ยาก ในบางครั้งอาจมีอาการผิดปกติทางร่างกายหรือสมองร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น

🤒 มีปัญหาการนอนไม่หลับ

🤒 สมาธิในการทำงานน้อยลงมาก

🤒 ป่วยกายโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างแน่ชัด เช่น ปวดหัว ปวดท้อง เป็นต้น

🤒 เศร้า หรือวิตกกังวลจนหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม

เมื่ออาการดังกล่าวนี้ส่งผลเสียจนรบกวนการใช้ชีวิตของคุณมากเกินไป การไปหาจิตแพทย์จึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะกับปัญหาใจของคุณที่สุด เพราะจิตแพทย์เข้าใจอาการผิดปกติทางใจที่ส่งผลต่อร่างกายและสมองได้ดี อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาโรคทางใจ ว่าอาการดังกล่าวนี้ต้องประเมินการรักษาอย่างไรให้ตรงจุดที่สุด

จิตแพทย์ให้ความสำคัญกับอาการผิดปกติทางใจจากการทำงานของร่างกาย สมองและระบบประสาทส่วนกลางเป็นอย่างมาก การรักษามักจะเน้นที่วินิจฉัยและรักษาโรคทางจิตเวช เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า หรือโรคทางใจอื่น ๆ ด้วยการใช้ยาเข้ามาช่วยควบคุมระดับสารเคมีในสมอง นอกจากนี้ จิตแพทย์เองก็ยังรักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองด้วย และก็ยังสามารถให้คำปรึกษาและทำจิตบำบัดเหมือนกับนักจิตวิทยาได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าจิตแพทย์กับนักจิตวิทยามีมุมมองในการรักษาที่แตกต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเสมอ โดยปกติแล้ว จิตแพทย์เป็นด่านแรกในการประเมินและวินิจฉัยเบื้องต้นแล้วส่งต่อให้กับนักจิตวิทยาได้ทำการดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยการบำบัดด้วยการพูดคุยนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ไม่มีสายงานไหนที่มีความเชี่ยวชาญมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะถ้าหากขาดสายงานใดสายงานหนึ่งไป สุขภาพใจของเราก็จะไม่ได้เข้ารับการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาล้วนมีความสำคัญในการดูแลสุขภาพใจไม่แพ้กัน

การไปหาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าหวาดกลัว หากคุณต้องการพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนและจะต้องเริ่มต้นอย่างไร ให้อูก้าเป็นจุดเริ่มต้นของคุณ ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ยินดีรับฟังเรื่องราวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่เราพร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ

🥰💙


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/XEK8
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Psychology Today: https://bit.ly/3BBcXaF

Choosing Therapy: https://bit.ly/3y6iZ0K

POBPAD: https://bit.ly/2TEYhWS

Read More

Romanticize ผิดมากไหมที่พยายามหาข้อดีของโควิด?

ท่ามกลางความเครียดและความกดดันจากข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เรามักจะเห็นความคิดเห็นบางส่วนบนโซเชียลมีเดีย ที่ออกมาชื่นชมหรือพยายามหาข้อดีจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ ในยุคนี้คงเรียกการกระทำเหล่านี้ว่าเป็นการ “โรแมนติไซส์” (romanticize) ความเดือดร้อนของผู้อื่น ซึ่งหลายครั้งความเห็นเหล่านั้นมักถูกตอบโต้ด้วยถ้อยคำมากมาย 🤔

‘โง่’

‘ไม่ใช่คนแล้ว’

‘ทำไมไม่ใช่คุณที่ตาย’

‘ก็ลองไปตายเป็นเพื่อนเขาสิ’

ความโกรธ ความเครียด ความอึดอัด ทุกพลังงานลบถูกอัดรวมกันแล้วยิงออกมาผ่านคำพูด หมายมั่นให้คนฟังรู้สึกเจ็บปวดใจเหมือนที่ใครหลายคนต้องเผชิญในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่จริงแล้วหรือที่ว่า ‘การพยายามมองโลกในแง่บวกจากสถานการณ์นี้’ แปลว่ากำลังมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น ? หรือบางทีพวกเขาอาจจะกำลัง “หนีความจริงที่โหดร้าย” ด้วยการตะเกียกตะกายหาพลังงานบวก แม้เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอให้มีกำลังใจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสักหน่อย.. 😥

“มองข้ามความเดือดร้อนของคนอื่น”

หลายคนกำลังโดนประโยคนี้กดทับหัวใจให้หนักอึ้งอยู่หรือเปล่า ?

เพราะเห็นว่ามีคนมากมายต้องเดือดร้อน จึงไม่กล้ามีความสุขได้เต็มอก ไม่กล้าอนุญาตให้ตนเองได้รู้สึกดีเพราะมีคนอีกมากมายกำลังร้องขอความช่วยเหลือ มีคนอีกมากมายกำลังล้มหายตายจากอย่างไม่เป็นธรรม นานวันเข้าหัวใจก็ขาดแคลนพลังงานบวกจนพาให้เหนื่อย ท้อ และสิ้นหวัง ทั้งทีความจริง เราสามารถมีความสุขพร้อมกับถือความทุกข์ไว้ในมือไปด้วยก็ได้ 👌🏻

เพราะโลกนี้เป็นสีเทา ไม่มีขาวหรือดำที่ชัดเจน จึงไม่แปลกเลยหากสองสิ่งที่ตรงข้ามกันจะอยู่ร่วมกันได้ เช่นเดียวกับความทุกข์และความสุข เราสามารถมีความสุขกับบางเรื่อง โดยที่ตระหนักถึงข้อเสียหรือผลกระทบจากมันได้ไปพร้อม ๆ กัน เราสามารถใช้หลอดพลาสติกโดยตระหนักได้ว่ามันส่งผลกระทบอย่างไรต่อสิ่งแวดล้อม เราสามารถเสพซีรี่ย์สนุก ๆ หรือยิ้มให้กับท้องฟ้าพร้อมกับรู้ว่าอีกมุมหนึ่งของโลกกำลังมีคนที่เดือดร้อน ไม่ผิดอะไรเลยหากเราจะหัวเราะและร้องไห้ไปพร้อมกัน เพราะทุกคนก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

🚫 ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่าการโรแมนติไซส์เชื้อไวรัสโควิด-19 จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือควรทำ 🚫

การโรแมนติไซส์ นอกจากจะเป็นการทำร้ายจิตใจคนที่กำลังเดือดร้อนแล้ว ยังนับป็นการหนีปัญหาอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วปัญหาหรือต้นตอของปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้รับการแก้ไข จนอาจทำให้อะไรหลายอย่างต้องแย่ลงจนกระทั่งถึงจุดที่หนีไม่ได้อีกต่อไป ถึงตอนนั้นก็อาจจะสายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้อีก ไม่ได้แปลว่าห้ามหนีปัญหาหรือต้องฝืนเผชิญหน้าในเวลาที่เรายังไม่พร้อม แค่ระหว่างที่กำลังพักชาร์จใจ ระวังไม่ให้คำพูดตนเองต้องไปทำร้ายจิตใจของหลายคนที่กำลังเดือดร้อน หรือต่อสู้กับความยากลำบากนี้อยู่อย่างสุดชีวิต เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

คนแต่ละคนมีความพร้อมและวิธีรับมือกับความเครียด ความหดหู่ หรือความสิ้นหวังต่างกัน บางคนอาจจะพุ่งเข้าชนเพื่อรีบแก้ไขให้เสร็จสิ้น บางคนอาจจะต้องการเวลาในการเตรียมใจและกายให้พร้อมก่อนเผชิญหน้ากับมันอย่างจริงจัง คงจะดีหากเราเข้าใจความแตกต่างของกันและกันในเรื่องนี้ คงจะดีหากเราใจดีกับตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้นอีกสักหน่อย เพื่อระวังไม่ให้เราต้องเป็นแหล่งเผยแพร่พลังงานลบสู่สังคมโดยที่ตนเองไม่ได้ตั้งใจ

การยอมรับความจริง และการแยกแยะข้อดีและข้อเสียก็เป็นเครื่องมือที่ดีที่จะทำให้เราประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนว่าเรากำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรบ้าง เช่นนั้นเราจึงจะเห็นสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นและแก้ไขมันได้อย่างตรงจุด แม้จะเครียด อึดอัด หรือเจ็บปวดมากเพียงใด อูก้าขอเป็นกำลังใจและหนึ่งในแรงสนับสนุน ที่จะคอยจับมือทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน ไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไร เรื่องของใจให้เรารับฟัง ติดต่อมาพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของเราได้ตลอดเลยนะ 💚💙

#OOCAissue

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/romanticizeblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

มารู้จักกับ Platonic Love ‘ชาย-หญิง เป็นเพื่อนกันไม่ได้’ จริงหรอ?

“สองคนนี้ตัวติดกันอีกแล้ว เป็นแฟนกันก็บอก”

“พวกแกคบกันอยู่สิท่า”

เสียงแซวขำขันที่ไม่ได้ทำให้คนฟังตลกไปด้วย เมื่อคำว่า “เพื่อน” มักถูกใช้ในการกลบเกลื่อนความสัมพันธ์แสนครุมเครือจนทำให้หลายคนอดจะจินตนาการไม่ได้ว่า ‘จะต้องเป็นอะไรมากกว่านั้น’ ยิ่งเมื่อเรายืนกรานว่า “เป็นแค่เพื่อนกัน” ก็ยิ่งเหมือนราดน้ำมันบนกองไฟ ให้ยิ่งจ้องจับติดคิดหาพิรุธในความสัมพันธ์ เสียงแซวที่ควรจะขำขันจึงกลายเป็นการสร้างบรรยากาศที่อึดอัดหรือกำแพงบางอย่างระหว่างเรากับเพื่อนสนิท บ่อยเข้าก็ทำให้เราไม่สามารถสนิทใจกับเพื่อนคนนั้นได้เหมือนเดิม เพราะไม่อยากถูกคนอื่นเข้าใจผิดคิดไปไกล 😔

หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้นเมื่อเรามีเพื่อนสนิทต่างเพศ คำพูดแฝงค่านิยมบางประการที่ยังฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรม เช่น ‘ผู้หญิงกับผู้ชายเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก’ ‘สนิทกันอย่างนี้เสียตัวไปแล้วสิ’ หรือบางทีหากเรามีเพื่อนเป็น LGBTQ+ ก็มักจะมีเสียงแว่วว่า ‘ระวังโดน…นะ’ มาคอยรบกวนจิตใจอยู่เสมอ สุดท้ายคำพูดเหล่านั้นมักจะนำไปสู่ข่าวลือไม่น่าภิรมย์มากมาย โหมกระพือเกิดเป็นความเสื่อมเสียทั้งเราและเพื่อนสนิท จนหลายคู่กลายเป็นมองหน้ากันไม่ติดไปเลยก็มี

หรือเพราะสังคมนี้ยังไม่รู้จัก “Platonic Love” ? ✨

เมื่อเราพูดถึงคำว่า “ความรัก” คนก็มักจะนึกถึงความรักโรแมนติก การคบหากันเป็นคู่รัก คู่แต่งงาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในสื่อกระแสหลัก แนวความรักโรแมนติก-คอมเมดี (Romantic Comedy) หรือที่เรารู้จักกันว่า ‘รอมคอม’ เป็นแนวทางการสร้างภาพยนตร์ ซีรี่ย์ หรืออนิเมชันที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ทำให้เรามักคุ้นชินกับภาพชาย-หญิงต้องคู่กันฉัน ‘คนรัก’ และหลาย ๆ ครั้งความสัมพันธ์เหล่านั้นก็มักจะเริ่มมาจากคำว่า “เพื่อน”

ความจริงแล้วบนโลกนี้ยังมีความรักอีกหลายรูปแบบ มากเสียจนมนุษย์อาจจะตั้งชื่อให้ไม่หมดเสียด้วยซ้ำ และหนึ่งในนั้นคือความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “เพื่อนแท้” หรือ “Platonic Love” มีที่มามาจากชื่อนักปรัชญาชาวกรีก คนเด่นคนดังอย่าง ‘เพลโต’ (Plato) 🌟

‘Platonic Love’ หากแปลให้ตรงตัวแล้วจะหมายถึง “ความรักบริสุทธิ์” ซึ่งความหมายของความรักบริสุทธิ์ในปัจจุบันกับในยุคสมัยของเพลโตอาจจะแตกต่างกันสักหน่อย แต่ส่วนที่สำคัญยังคงอยู่ไม่ไปไหน นั่นคือ “ความรักบริสุทธิ์” เป็นความสัมพันธ์ที่จะดึง ‘ตัวตนที่ดีที่สุด’ ของเราออกมานั่นเอง ก็เหมือนกันกับ “เพื่อนแท้” ที่จะคอยอยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจ คนที่หัวเราะ ร้องไห้ โกรธให้กับเรื่องของเรา เป็นคนที่คอยเตือนเราอย่างจริงใจยามเห็นอันตรายของทางที่เรากำลังจะเลือกเดิน และยังเป็นคนที่จับมือเราไว้ในตอนที่เจ็บปวดจากการตัดสินใจของตัวเอง และแน่นอนว่า “ความรักบริสุทธิ์” นี้ไม่มีเพศ เป็นเพียงความรู้สึกที่คนคนหนึ่งจะสามารถมีให้กับมนุษย์อีกคนหนึ่งได้ก็เท่านั้น

🤔 ความรักบริสุทธิ์…ต้อง “บริสุทธิ์” สักแค่ไหน ?

ความรักเป็นความรู้สึกงดงาม และตัวมันเองไม่มีเส้นแบ่งหรือเกณฑ์ตายตัวที่จะมาบอกว่ารู้สึกอย่างนี้สิเรียกว่ารักแบบเพื่อน ความรู้สึกแบบนี้คือรักแบบครอบครัว เพราะสุดท้ายแล้วคนหนึ่งคนอาจจะเป็นได้ทั้งเพื่อน คนรัก และครอบครัวเลยก็ได้

แม้ว่าความรู้สึกจะวัดค่าไม่ได้ว่ามากหรือน้อยเพียงใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระดับของความรู้สึกมักจะขึ้นอยู่กับ “การกระทำ” หรือพฤติกรรมที่คนสองคนตอบโต้กัน การกระทำใดการกระทำหนึ่ง เช่น การหึงหวง การดูแลแบบถึงเนื้อถึงตัวจนเกินไป การลูบหัวที่มักจะทำให้ใครหลายคนต้องใจสั่น อาจทำให้เกิดความรู้สึก ‘มากกว่าเพื่อน’ เข้ามาแทรกกลางความสัมพันธ์นั้นก็ได้ เราจึงมักจะเห็นการพัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนไปเป็นคนรักอยู่บ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “เพื่อน” จะจบลงที่คำว่า “คนรัก” เสมอไป ทุกความสัมพันธ์มี “ขอบเขต” (Bounderies) ที่คนในความสัมพันธ์ยอมรับได้และไม่ได้อยู่เสมอ การล้ำเส้นขอบเขตที่ถูกวางไว้โดยที่อีกฝ่ายไม่พร้อมหรือไม่เต็มใจอาจจะนำมาสู่ตอนจบของความสัมพันธ์อย่างน่าเสียดาย หลายคนเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของเส้นแบ่งนี้ดี จึงเลือกที่จะไม่ทำการกระทำบางอย่างที่เสี่ยงให้เกิดบรรยากาศที่เปลี่ยนไปในความสัมพันธ์

แม้ความสัมพันธ์จะมีขอบเขตที่ชัดเจน แต่ความรู้สึกก็เป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ทำให้หลายคนหลุดเข้าไปติดอยู่ใน ‘Friend Zone’ โดยที่ไม่รู้ตัว ถึงอย่างนั้นความสบายใจของทั้งสองฝ่ายในความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะทำให้ความสัมพันธ์นั้นคงอยู่ เดินหน้าต่อ หรือจบลง การพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อกำหนดขอบเขตและเคารพการตัดสินใจของกันและกันจึงจำเป็นกว่าสิ่งอื่นใด

หากเพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังสับสนกับความรู้สึกที่มีอยู่หรือกำลังทรมานจากความสัมพันธ์ที่แสนครุมเครือจนเดินต่อไปไม่ได้สักที รวมถึงคนที่กำลังเผชิญกับเสียงและสายตาจากคนรอบข้างที่คอยทิ่มแทงให้ใจบอบช้ำ อูก้าจะคอยอยู่ตรงนี้ เป็นเพื่อนอีกหนึ่งคนที่จะคอยรับฟังความสับสนและเจ็บปวดที่เข้ามาทำให้ใจของทุกคนหนักอึ้ง สามารถติดต่อมาหาเราได้เสมอเลยนะ 💚

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/platonicloveblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิง

https://www.verywellmind.com/what-is-a-platonic-relationship-5185281

https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-empowerment-diary/201802/the-secret-platonic-relationships

https://thematter.co/science-tech/can-men-and-women-be-just-friends/6582

https://www.regain.us/advice/general/the-definition-of-a-platonic-relationship-and-what-the-opposite-is/

Read More

The Shawshank Redemption มิตรภาพท่ามกลางความสิ้นหวังคือพลังแห่งความกล้าหาญ

เมื่อพูดถึง “เพื่อน” หรือ “มิตรภาพ” หลายคนมักจะคิดถึงความทรงจำสมัยเก่าครั้งที่ยังเยาว์วัย ตอนที่ได้ออกผจญภัยสำรวจโลกใบนี้ไปกับผองเพื่อน การเดินทางออกตามหาเรื่องราวและความสัมพันธ์ใหม่ ๆ เรียกได้ว่าช่วงเวลาวัยรุ่นคือยุคทองของความฝัน ความท้าทาย และความสนุกสนาน 💫

แต่พอโตขึ้นมาก็ราวกับว่าโลกทั้งใบหยุดเคลื่อนไหวไปดื้อ ๆ

ไร้ความฝัน ไร้ความท้าทาย ไร้ความหวัง ราวกับใช้ชีวิตแต่ละวันให้ผ่านไป ไม่มีเรื่องราวหรือความสัมพันธ์ใหม่ ทุกอย่างเกิดขึ้นซ้ำมาซ้ำไปอยู่อย่างนั้น เช่นเดียวกันกับชีวิตของนักโทษในเรือนจำชอว์แชงค์ จากภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง “The Shawshank Redemption ชอว์แชงค์ มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง”

เรื่องราวสร้างจากนวนิยายของนักเขียนแนวสยองขวัญชื่อก้องโลกอย่างสตีเฟ่น คิง (Stephen King) ที่สามารถอธิบายคำว่า “นักโทษ” และ “คุก” ออกมาได้ละเอียดอ่อน เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเข้าอกเข้าใจที่จะสามารถมีให้ ‘มนุษย์’ คนหนึ่งได้ ภายใต้บุคลิกที่เฉื่อยชาของ “แอนดี้ ดูเฟรน” (Andy Dufresne) นายธนาคารที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาฆาตกรรมภรรยากับชู้รักของเธอ ❌

ตัวตนของเขาในเรือนจำสุดโหดที่มีชื่อว่า “ชอว์แชงค์” (Shawshank) และการพบเจอกับเอลลิส เร้ด เร้ดดิ้ง (Ellis Red Redding) นักโทษคดีฆาตกรรม และนักโทษคนอื่น ๆ ในเรือนจำนี้ เผยให้เห็นแง่คิดบางอย่างที่สังคมปัจจุบันอาจจะลืมเลือนไป

สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึมและความตึงเครียด ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนกำลังพังลงอย่างช้า ๆ เหลือไว้แต่ความสิ้นหวัง หมดซึ่งศรัทธาต่ออะไรทั้งนั้น ความโกรธเกรี้ยวเนื่องจากความรุนแรง ความขัดแย้งและความอยุติธรรมรอบตัว กำลังบั่นทอนเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของใครหลาย ๆ คนให้สูญสิ้น 😢

เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำชอว์แชงค์ สายตาคนภายนอกที่มองเข้ามาคงเห็นว่าสถานที่แห่งนี้คือแหล่งรวมตัวของพวกเดนตาย ส่วนเกินที่สังคมไม่ต้องการให้มีอยู่ เหล่านักโทษในเรือนจำได้รับการปฏิบัติไม่ต่างอะไรจากสัตว์ในคอก หนึ่งชีวิตที่หายไปจากเรือนจำแห่งนี้ช่างปกติเสียจนไม่มีใครสนใจ เพื่อมีชีวิตอยู่รอดโดยไม่สูญเสียโลกความเป็นจริงไป หลายคนจึงยอมแลก ‘การกลับตัวกลับใจ’ และหันเข้าสู่พฤติกรรมที่หลายคนมองว่า ‘ป่าเถื่อน’ หรือ ‘โหดร้าย’ อย่างสมบูรณ์

ทว่าแอนดี้ ดูเฟรนได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ทั้งภายนอกที่เน่าเฟะและภายในที่ชอกช้ำ จนกระทั่งเมื่อรู้ตัวอีกทีสถานที่แห่งนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากโลกภายนอกนัก หากจะให้อธิบายว่าเขาทำอะไร คำตอบที่จะบอกได้ก็คงเป็น “เขานำ ‘ความปกติ’ กลับเข้ามาอีกครั้ง” ความปกติที่มนุษย์ในสังคมปัจจุบันอาจลืมเลือน นั่นคือ “ความห่วงใยและความหวังดีที่มีให้กันและกัน”

สิ่งที่แอนดี้ ดูเฟรนนำกลับมาสู่สถานที่แห่งความสิ้นหวังนี้คือ ‘มิตรภาพและความหวัง’ เขามอบความเป็นไปได้ในการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ย้ำเตือนเหล่านักโทษผู้สิ้นหวังในการ ‘มีชีวิต’ ถึงรสชาติอันหอมหวานของความฝันและความสุข ที่สำคัญที่สุดดูเฟรนมอบ ‘ความกล้าหาญ’ ในการเดินหน้าต่อ ผ่านมิตรภาพที่เป็นเครื่องยืนยันว่าหนทางข้างหน้า  พวกเขาจะไม่ต้องอยู่ตัวคนเดียว 🙂

ภาพยนตร์เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ‘เพื่อน’ หรือ ‘มิตรภาพ’ สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ทุกเวลาของชีวิต มิตรภาพนี่เองผลักดันให้เรากลายเป็นคนที่ดีกว่าเดิมและยังสร้างแรงบันดาลใจให้เราอยากมีชีวิตต่อไปในเส้นทางของตนเอง เพราะเชื่อว่าปลายทางข้างหน้าเราจะมาบรรจบกันอีกครั้ง ขอเพียงรู้ว่ามีอีกหนึ่งคนที่พร้อมจะเดินไปกับเรา เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่โลกโยนมาให้แล้ว

เพื่อนคนไหนที่สนใจสามารถติดตามดูภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างถูกลิขสิทธิ์ที่ได้เน็ตฟลิกซ์ ไทยแลนด์ (Netflix Thailand) และหากใครที่กำลังรู้สึกเช่นเดียวกับผู้คนในชอว์แชงค์ โดดเดี่ยว สิ้นหวัง ไร้ที่พึ่ง อูก้ายังคงอยู่ตรงนี้ พร้อมจะจับมือและย้ำเตือนให้รู้ว่าตัวตนของทุกคนสำคัญเพียงใด เราจะคอยอยู่เคียงข้าง เป็นที่พักพิงใจให้ทุกคนได้รวมแรงกายแรงใจเดือนหน้าต่อไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าเมื่อไรก็ติดต่อมาได้เสมอเลยนะ 💚

เพื่อน ๆ คนไหนที่ชื่นชอบและสนใจติดตามข่าวสาร สาระความรู้ และอีกมากมายที่เราจะนำมาแชร์ให้ทุกคนได้รับชม สามารถติดตามอูก้าที่ LINE Official Account ได้แล้วนะ! แอดเลย 👉🏻 https://oocasea.page.link/mwoj

#OOCAinsight

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rfLq
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

มากอดกันไหม ? วันที่ใจเราต่างเหนื่อยล้า

‘ถ้าเราหายไปก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง’ 😢

เคยรู้สึกแบบนี้เหมือนกันไหม ? เหมือนเราเป็นเพียงเศษเสี้ยวแสนไร้ค่าเมื่อเทียบกับผู้คนมากมายที่ต่างเดินหน้าไปถึงไหนต่อไหน ยิ่งนานวันไปก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองนั้นเล็กเสียจนหายไปก็คงไม่มีใครรู้

“เหนื่อยมาก เหนื่อยจัง เหนื่อยจริงๆ”

ท่อนหนึ่งจากบทเพลง Hug (กอด) – Seventeen ศิลปินชาวเกาหลีใต้ ทำเอาน้ำตาไหลลงมาโดยที่ไม่รู้ตัว ราวกับเสียงสะท้อนที่อยู่ในใจถูกขับขานออกไปผ่านคำร้องและทำนองที่แสนอ่อนโยน ชวนให้หันกลับไปมองแต่ละก้าวเดินที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ เรากำลังใจร้ายกับตัวเองอยู่หรือเปล่านะ ?

สิ่งรอบตัวมากมายกำลังบีบอัดเราให้เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนความรู้สึกของเราแตกสลายไปพร้อมกับหัวใจที่เก็บไว้แต่ความเจ็บปวด รู้ตัวอีกทีก็ลืมไปแล้วว่าความสุขเป็นอย่างไร ในตอนนั้นหากมีใครสักคนมากอดเราและถามว่า “เหนื่อยไหม” หัวใจดวงน้อยคงรับไม่ไหวจนเผลอแสดงความอ่อนแอออกไปให้ใครต่อใครได้เห็น

อยากจะบอกออกไปให้ใครต่อใครได้รู้ว่าแต่ละวันที่ผ่านไปมันแสนจะลำบากยากเย็นเพียงใด ว่าหัวใจดวงนี้กำลังจะรับอะไรต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่เก็บคำพูดเหล่านั้นไว้ในใจ เพราะมองออกไปก็เห็นแต่คนที่พยายามอย่างหนักเช่นเดียวกัน ยิ่งเห็นแบบนั้นมากเท่าไร ยิ่งเข้าใจความเหนื่อยล้านั้นมากเท่าไร ยิ่งพูดออกไปไม่ได้เท่านั้น

ขอโทษนะที่เป็นคนอ่อนแอ

ขอโทษนะที่เป็นคนไม่เอาไหน

ขอโทษนะที่เป็นคนไม่เก่ง

ขอโทษนะที่เกิดมา

ได้แต่ตะโกนร้องอยู่ในใจ เพราะความคาดหวังมากมายให้เราต้องโตขึ้น ต้องพัฒนามากกว่านี้ ต้องเก่งมากกว่านี้ แต่นานวันเข้าความกดดันกลับเข้ามาแทนที่จนเผลอรู้สึกผิดที่ตนเองไม่เดินหน้าต่อไปไหนเสียที หากใครที่กำลังรู้สึกแบบเดียวกัน ลองกดเปิดเพลงนี้ขึ้นฟังแล้วปล่อยให้ใจได้รับคำปลอบโยนดูสักครั้ง

“ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกนะ

ไม่ต้องกังวลอะไร

ไม่ต้องกลัวนะ”

ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ไม่เป็นอะไรเลยหากจะมีสักวันที่เหนื่อยล้าหรือท้อแท้ ไม่เป็นไรเลยที่ไม่ได้เก่งเหมือนคนอื่นเขา เพราะแค่มีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว ขอเพียงยังหายใจ วันพรุ่งนี้และการเริ่มต้นใหม่จะมาอีกครั้ง ถึงตอนนั้นไม่ต้องกลัวไป มาจับมือกันเอาไว้ แล้วเผชิญหน้ากับมันไปด้วยกันนะ

“เพราะสำหรับฉัน เธอนั้นสำคัญมากกว่าใคร”

“แด่เธอ…ที่ผ่านแต่ละวันอย่างยากลำบาก ฉันอยากบอกบางอย่างกับเธอไว้

ว่าเธอยังมีฉัน ว่าเธอทำได้ดีมากแล้ว ว่าฉันรักเธอนะ

และฉันจะกอดเธอไว้เอง”

เช่นเดียวกับชื่อมินิอัลบั้มที่มาในธีม ‘YOU MADE MY DAWN’ ที่ส่งผ่านเสียงสะท้อนของหัวใจมากพร้อมกับความห่วงใยและคำปลอบโยน หวังว่าเพลงนี้จะส่งไปถึงคนที่กำลังฟังอยู่และทำให้อีกหนึ่งวันที่แสนเหนื่อยล้าจบลงไปพร้อมกับความรู้สึกดี ๆ

💎 ฟังเพลง Hug – Seventeen ได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=j69PEX9bzRY

ใครที่เห็นเพื่อนกำลังเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ก็ลองส่งเพลงนี้ให้เป็นกำลังใจ แทนข้อความว่า ‘ฉันจะอยู่ข้างเธอเสมอ’ หรือใครที่กำลังเหนื่อยล้าทั้งกายและใจจากการทำงานมาทั้งวัน ก็ลองเปิดเพลงขึ้นขึ้นมาฟังและอนุญาตให้ตนเองได้ร้องไห้ ระบายความอึดอัดที่เก็บมาตลอดออกไปบ้างสักครั้ง และหากใครที่เหนื่อยกายท้อใจ หันไปทางไหนก็มืดมน อยากได้ใครสักคนคอยรับฟังเรื่องราวและก้าวผ่านวันนี้ไปด้วยกัน อูก้ายังคงอยู่ตรงนี้ พร้อมรับฟังและจับมือทุกคนไว้ ไม่ว่าเมื่อไรก็ติดต่อมาได้เสมอเลยนะ 💚💙

#OOCAinsight

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/2zqc
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

ถ้ารับฟังเพื่อนที่เป็นซึมเศร้า แล้วเราจะเป็นไปด้วยไหม?

โรคซึมเศร้าคือหนึ่งในปัญหาสุขภาพใจที่คนจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ เพื่อน ๆ เองก็อาจจะมีคนใกล้ชิดหรือเพื่อนสนิทที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้อยู่เช่นกัน ปัจจุบันการตระหนักถึงปัญหาและความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้ากระจายออกไปอย่างกว้างขวาง เราจึงมักจะคุ้นเคยกับวิธีรับมือกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเป็นอย่างดี แต่แม้เราจะเข้าใจอาการของเพื่อนมากแค่ไหน หลายครั้งก็รู้สึกว่าใจของเราเริ่มจะรับต่อไปไม่ไหวแล้วเช่นกัน ยิ่งในสภาพสังคมที่มีแต่พลังงานลบรอบด้าน ยิ่งทำให้หวั่นใจว่าเราเองจะเป็นโรคซึมเศร้าไปด้วยหรือเปล่า ?

ที่เป็นอยู่คืออะไร ใช่โรคซึมเศร้าไหมนะ?

คนส่วนมากมักจะสับสนระหว่างความรู้สึกเศร้ากับโรคซึมเศร้า เส้นแบ่งที่สำคัญของสองสิ่งนี้คือระยะเวลาของความเศร้าและผลกระทบกับชีวิตประจำวัน ใครที่รู้สึกซึมเศร้ามากกว่า “สองสัปดาห์ติดต่อกัน” ให้ลองสังเกตตนเองมากขึ้นกว่าเดิมอีกสักหน่อยว่าพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเราต่างไปจากเดิมไหม ทานเยอะเกินไปหรือไม่ อยากอาหารหรือเปล่า มีอาการนอนไม่หลับหรือนอนหลับมากกว่าปกติหรือไม่

หากคำตอบคือไม่ใช่ บางทีเราต้องการใครสักคนมาคอยรับฟัง การพูดคุยกับนักจิตวิทยาก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ แต่หากตอบว่าใช่ ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรถ้าจะลองปรึกษาจิตแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียดอีกครั้ง

อาการของโรคซึมเศร้า ที่ทำให้เราเฉาตามไปด้วย

คนที่มีเพื่อนสนิทหรือคนใกล้ชิดเป็นโรคซึมเศร้าอาจจะเคยรู้สึกเช่นเดียวกัน ทั้งที่รู้ว่าโรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ทำไมเราถึงรู้สึกว่าจะเป็นซึมเศร้าไปด้วยทุกครั้งที่รับฟังเพื่อนของเรา คำตอบคือเป็นเพราะเราหวังดียังไงล่ะ

ในฐานะเพื่อนที่หวังดี เรามักจะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะ “ช่วยรักษา” เพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าให้เขา “หาย” จากความรู้สึกแย่ ๆ ที่คอยกัดกินหัวใจของพวกเขาอยู่ แต่เจ้าโรคซึมเศร้านี้ก็มักจะพาเพื่อนรักให้กลับไปติดอยู่ในวังวนของความรู้สึกนึกคิดแง่ลบอยู่บ่อย ๆ เราจึงมักจะเผชิญกับสถานการณ์ที่เพื่อนมาระบายเรื่องเดิมที่เคยเข้าใจให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แรงกดดันจากความคาดหวังว่าตนเองจะต้องช่วยเพื่อนจากโรคซึมเศร้าตัวร้าย ทำให้เรารู้สึกล้มเหลวเมื่อเพื่อนรักกลับมาสู่วังวนซึมเศร้าอีกครั้ง จนเผลอคิดไปว่า “ถ้าฉันเป็นกำลังใจให้เขาได้จริง เขาคงไม่กลับมาซึมเศร้าอีกครั้งหรอก” และแล้วความคิดดังกล่าวก็เข้าโจมตีทำให้คุณรู้สึกยอมแพ้และถอยห่างออกจากความสัมพันธ์กับเพื่อนที่คุณรัก

อีกหนึ่งลักษณะของโรคซึมเศร้าที่ทำให้เรารู้สึกหม่นตามไปด้วยคือพฤติกรรมการผลักไสของเพื่อนที่มักจะเอาแต่ถอยห่างยามที่เราต้องการเป็นพลังให้ ทำให้เรารู้สึกว่าเข้าหาเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าได้ยาก เพื่อนอาจจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากเรา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมผลักไสเหล่านั้นเกิดมาจากเจ้าโรคซึมเศร้าที่คอยเล่นตลก ย้ำเตือนให้เพื่อนของเรารู้สึกว่ากำลังรบกวนเราอยู่ หรือแม้กระทั่งทำให้เพื่อนที่เรารักรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าเกินกว่าจะมีมิตรภาพหรือได้รับการช่วยเหลือ

วิธีรับมือกับเพื่อนซึมเศร้า แบบที่เราจะไม่หม่นตาม

แม้หลายครั้งการกระทำของเพื่อนจะแสดงออกในทางผลักไสหรือถอยห่าง แต่เชื่อเถอะว่าภายในใจพวกเขาต้องการคนอยู่เคียงข้างมากเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ เรียกได้ว่าการผลักไสหรือถอยห่างก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการขอความช่วยเหลือของเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้านั่นเอง เพราะฉะนั้นยิ่งเพื่อนเราผลักไสมากเท่าไร ก็หมายความว่าพวกเขาต้องการคนคอยอยู่ข้าง ๆ มากเท่านั้น

อยู่ข้างหมายถึงอะไร ? เพื่อนที่กำลังซึมเศร้าไม่ได้ต้องการคำแนะนำหรือคำตอบของชีวิต ด้วยเหตุนี้เองหลายครั้งเราจะเจอกับสถานการณ์ที่ว่า ไม่ว่าเราจะให้คำแนะนำเรื่องนี้ไปกี่ครั้ง พวกเขาก็ยังจะกลับมาโศกเศร้ากับมันเหมือนเดิม จนทำให้เราเผลอคิดไปว่าพวกเขาไม่ได้กำลังพยายามที่จะหลุดออกจากวังวนนี้อยู่ แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าเพื่อนของเราไม่ได้สนใจคำพูดของเรา เพียงแต่ในภาวะซึมเศร้า ความต้องการเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาคือพื้นที่ให้ได้ปล่อยก้อนความรู้สึกที่ไม่น่าอภิรมย์นี้ออกไปจากอกที่อึดอัดเหมือนกำลังจะแตกออก

เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าคือการรับฟังความรู้สึกของพวกเขาโดยไม่ต้องแสดงความคิดเห็น ไม่ต้องพูดขัดหรือให้คำแนะนำอะไร เพียงแค่ฟังและคอยถามความรู้สึกของพวกเขา คอยย้ำเตือนให้เพื่อนของเรารับรู้ว่าตัวตนของพวกเขาก็สำคัญกับเราเช่นกัน

“เธอเหนื่อยไหม ?”

“มีอะไรที่เราจะทำให้เธอได้บ้างไหม ?”

“เธอสำคัญกับเรานะ ถ้ามีอะไรที่เราให้เธอทำได้ก็บอกเราได้เสมอ”

การสังเกตพฤติกรรมของเขาเป็นประจำ หรือการถามอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเขาเริ่มรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรจะทำให้เราเข้าใจวังวนภาวะซึมเศร้าของพวกเขามากขึ้น นอกจากนี้การเป็นกำลังใจให้เขาเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือโน้มน้าวให้เพื่อนที่เราสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับจิตแพทย์ ก็เป็นการช่วยเหลือที่สำคัญอีกประการที่เราจะทำให้เพื่อนที่เรารักคลายความหนักอึ้งได้บ้าง เพราะ “โรคซึมเศร้ารักษาหายได้” เราจึงต้องคอยย้ำให้เพื่อนของเรารับรู้ความจริงข้อนี้เพื่อมีกำลังใจในการรับการรักษาอย่างถูกวิธี

ข้อสำคัญที่สุดเราต้องจำให้ขึ้นใจเมื่อมีเพื่อนเป็นโรคซึมเศร้าคือ “ตัวตนของคุณมีค่ากับเพื่อนมากกว่าที่คิด” คนที่เป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้ต้องการให้เราเข้าใจความรู้สึกหรือเจ็บปวดเช่นเดียวกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญ เพื่อนเราไม่ได้อยากให้ความซึมเศร้าลากคุณลงไปพร้อมกับพวกเขาแต่อย่างใด เขาต้องการแค่ความเห็นอกเห็นใจ เพียงแค่มีคนรับรู้ว่าพวกเขากำลังรู้สึกแย่ เพียงแค่นี้ก็มีค่ามากพอสำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าแล้ว

เพราะเราเองก็สำคัญกับเพื่อนเช่นกัน เพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าของเราจึงไม่โกรธและยินดีหากเราจะถอยออกสักนิดเพื่อดูแลใจของตนเองก่อน เราไม่ได้กำลังหักหลังหรือทิ้งเพื่อนแต่อย่างใด พร้อมเมื่อไรค่อยกลับไปเป็นที่พึ่งให้พวกเขาอีกครั้ง ทุกคนพร้อมจะเข้าใจเสมอ เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าเริ่มจะหลงทางหรือไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือรู้สึกว่าความหม่นหมองเริ่มคลืบคลานเข้ามาหา ไม่เป็นไรเลยที่เราจะกลับมาอยู่กับตัวเองสักหน่อย และเมื่อเรากลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง เมื่อนั้นเราจะกลายเป็นที่พึ่งที่มั่นคงให้กับเพื่อนของเราได้อย่างแน่นอน

แด่เพื่อนผู้แสนดีและคอยเป็นที่พึ่งให้คนอื่นเสมอมา อย่าลืมว่าทุกคนย่อมมีช่วงเวลาที่ต้องการพึ่งพาหรือซบบ่าใครสักคนเสมอ ขณะที่คุณกำลังเป็นห่วงคนอื่น ระลึกไว้เสมอว่ายังมีเราที่แคร์คุณอยู่เช่นกัน เมื่อใดที่คุณอ่อนล้าจากการเป็นที่พึ่ง อูก้ายังอยู่ตรงนี้และพร้อมจะเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่งให้คุณเอนกายพิงพักผ่อนเสมอ ไม่ว่าเมื่อไรก็ติดต่อมาได้เสมอนะ 😊

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/c6HE
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิง

Psycom: https://bit.ly/3xtKvVB

Helpguide: https://bit.ly/3dWM6eP

MetroUK: https://bit.ly/3jTnlnz

Mind: https://bit.ly/2Uz8V1d

Read More

“เพื่อนหาย อยากได้คืน” ไม่เจอตัว มองแต่จอ มิตรภาพจะจืดจางไหม ?

“เข้าลิงก์นี้เลย เจอกันทุ่มนึง”

“คืนนี้ beer night หน่อยมั๊ยเพื่อน ?”

“ไม่อยากดูหนังคนเดียว ขอ movie night กับพวกแกหน่อย”

จากที่เคยบอกว่าเจอกันร้านไหน ทุกวันนี้กลับเปลี่ยนไปกลายเป็นเปิดจอเพื่อคุยกันแทน เพราะช่วงโควิดที่ยาวนานสุดแสนจะเบื่อ อยากไปชิลกับเพื่อนตามคาเฟ่ร้านอาหารแต่ดันปิดแล้วปิดอีก ไม่รู้รอบนี้จะยาวแค่ไหน กลายเป็นนัดเจอเพื่อนที่ไหนก็ไม่สะดวก กี่ครั้งกี่ทริปมีแต่ล่ม แถมบางช่วงต้องกักตัวยาว สุดท้ายได้แต่ส่งไลน์ไปทัก ส่องเฟสบุ๊กไอจีกันและกันวนไป 😰

หลายคนเลยเปลี่ยนวิธีนัดหมายหันมาคุยกันผ่านจอ เจอเพื่อนแบบเสมือนจริง (Virtual meeting) แทน เพราะไม่อยากจะห่างหายกันไป แต่จริงๆ แล้วเรารู้สึกห่างเหินกับเพื่อนบ้างหรือเปล่า ? หรือก็ยังรู้สึกว่าแนบแน่นดี บางคนรู้สึกว่าถ้าไม่นัดกันแบบออนไลน์ก็คงไม่มีทางได้ใช้เวลากับเพื่อนเลย ในช่วงที่ทุกคนอยู่แต่บ้านไม่ก็ work from home กันเป็นเดือน ๆ 😓

เจอกันผ่านจอยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

แน่นอนว่าคุยไลน์ก็ไม่เหมือนเจอหน้า สังสรรค์ผ่านจอก็อาจไม่สนุกเท่าเจอตัวจริง แต่การที่เรายังพยายามหากิจกรรมอะไรทำร่วมกัน ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าเราให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอีกฝ่าย อย่างน้อยในช่วงที่ห่างกันต่างคนต่างยังหาเวลาเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะด้วยคิดถึงหรือห่วงใย เชื่อว่าการเจอกันผ่านจอก็ยังช่วยกระชับมิตรภาพได้และทำให้รู้สึก feel good ไม่มากก็น้อย ถือเป็นวิถีใหม่สำหรับใช้เวลาร่วมกับคนสำคัญ

รักษาความสัมพันธ์กันด้วย ‘ความสม่ำเสมอ’

เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนมีเพื่อนที่ไม่เจอกันเป็นปี ๆ แต่พอได้นัดกี่ที ๆ ก็รู้สึกสนิทใจเหมือนเดิม เราอาจลองจินตนาการว่านี่คือความรู้สึกเดียวกัน ถึงแม้ว่าตัวจะอยู่ห่างไกลกันคนละที่ ก็ใช่ว่าเราจะต้องคุยกันทั้งวันทั้งคืน หรือนัดเจอกันในจอเป็นมีตติ้งอะไรจริงจัง เพราะการอยู่บ้านนาน ๆ อาจทำให้หลายคนคุ้นชินกับการอยู่คนเดียว จนเหนื่อยล้าเวลาเจอคนได้

ถ้าต้องบังคับตัวเองให้เปิดคอม เข้าลิงก์ เพื่อที่จะคุยกับเพื่อนอีก อาจรู้สึกเบื่อหน่ายกับการสังสรรค์เข้าไปใหญ่ ดังนั้นการหมั่นคุยด้วยความสม่ำเสมอจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับทุกคน ถามไถ่กันวันละนิดวันละหน่อย คุยกันในเวลาที่สบายใจและแลกเปลี่ยนในเรื่องราวที่ได้พบเจอมา น่าจะทำให้เรามีบทสนทนาใหม่ๆ และไม่ห่างหายกันไปไหน

เหมือนที่เราชอบพูดกันว่า “ไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ” การสื่อสารกับเพื่อน หรือคนอื่นเพื่อรักษาความสัมพันธ์ก็น่าจะเป็นไปในรูปแบบนั้นเช่นกัน แค่ทุก ๆ ครั้งที่คุยกันแล้วได้ส่งต่อความรู้สึกเชิงบวกก็ดีต่อใจแล้ว ต่อไปคือการรักษาสมดุลระหว่าง Virtual meeting และ Face-to-Face meeting เมื่อมีโอกาส ถึงแม้การเจอกันต่อหน้าจะดูยั่งยืนและดูมั่นคงต่อความสัมพันธ์มากกว่า แต่มันก็คือการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์บางอย่างเพื่อที่จะคงความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างไว้ 🙂

ข้อดีของความห่างคือรู้จักหาเวลาให้กันและกัน

จากที่เราเจอหน้าเพื่อนง่าย ๆ วันนี้สถานการณ์อาจทำให้เราได้ฉุกคิดถึงความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบที่อยู่ในชีวิตและประเมินดูว่าที่ผ่านมา เราให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์ต่าง ๆ เหมาะสมดีหรือไม่ ? เพราะการเจอแบบ Virtual meeting นั้นเราสามารถทำได้กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นครอบครัว แฟน เพื่อนสนิท หรือแม้แต่ในเรื่องงาน

ลองหาวิธีการสื่อสารใหม่ ๆ ที่ช่วยซัพพอร์ตให้ความสัมพันธ์ยังคงมีความหมายในระยะเวลาที่ต้องห่างกัน ปกติเราก็พลาดงานสังสรรค์หรือเจอเหตุการณ์ ‘นัดล่ม’ อยู่บ่อย ๆ เราอยากบอกว่า Virtual meeting ก็ช่วยได้ เพราะไม่ใช่แค่ทักทายแต่การพูดคุยถึงเรื่องราวดี ๆ การเล่นเกมหรือดูหนังด้วยกัน ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องรอให้เจอหน้ากันถึงทำได้ เพราะเทคโนโลยีได้คิดค้นมาเพื่อเราแล้ว เหลือแค่ต้องนำไปใช้เพื่อสร้างความทรงจำดี ๆ กับคนที่เราคิดถึง

อย่าเพิ่งโอดครวญว่าการไม่เจอหน้าทำให้มิตรภาพจืดจางไป หากความใส่ใจยังคงอยู่ เชื่อว่าทุกคนจะมีวิธีรักษาความสัมพันธ์ในแบบที่เหมาะกับตัวเองแน่นอน และหากรู้สึกไม่สบายใจหรือเหงาเพราะการรักษาระยะห่าง ก็สามารถเลือกอูก้าเป็นเพื่อนรู้ใจไว้พูดคุยได้นะ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราพร้อมรับฟังทุกปัญหาใจของทุกคนเสมอ 💙💚

#OOCAstory

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/qYhz
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

ทำไมเราจึงเปิดใจให้เพื่อนใหม่ได้ยาก เมื่อเคยถูกเพื่อนหักหลัง

เคยไหมที่เรารู้สึกว่าอยากลองเปิดใจให้เพื่อนใหม่ดู แต่ก็ไม่กล้าเพราะเคยถูกเพื่อนหักหลังมาก่อนจนไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีกเลย สุดท้ายก็เลือกที่จะสร้างกำแพงและไม่ยอมสนิทกับคนอื่นง่าย ๆ เพราะกลัวตัวเองต้องเจ็บปวดเหมือนที่เคยผ่านมา 💔

ทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก แม้กระทั่งเพื่อนก็ตามล้วนมีความเชื่อใจเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ แต่ถ้าหากว่าความเชื่อใจของเราถูกทำลายลง ไม่ว่าจะด้วยการที่เพื่อนพูดถึงเราในทางที่ไม่ดีลับหลัง การที่เพื่อนเอาความลับที่เราเล่าให้ฟังไปบอกคนอื่น หรือการมีปัญหากับเพื่อนในรูปแบบอื่น ๆ ก็สร้างความเจ็บปวดให้กับเราเป็นอย่างมากจนอาจจะกลายเป็นบาดแผลทางใจเลยก็ว่าได้ พอมีความสัมพันธ์ใหม่เข้ามาแล้วอยากลองเปิดใจให้เพื่อนใหม่สักคนก็ดันกลัวว่าจะลงอีหรอบเดิมซะงั้น เป็นเพราะอะไรกัน ?

เราอาจจะเคยเห็นทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Attachment Theory” กันผ่าน ๆ มาบ้าง โดย Bartholomew และ Horowitz (1991) ได้แบ่งความผูกพันในความสัมพันธ์ออกเป็น 4 แบบ ได้แก่

  • ความผูกพันแบบมั่นคง (Secure Attachment)
  • ความผูกพันแบบหมกมุ่น (Preoccupied Attachment)
  • ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงเชิงปฏิเสธ (Dismissing Avoidant Attachment)
  • ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงเชิงหวาดกลัว (Fearful Avoidant Attachment)

ทฤษฎีทางจิตวิทยานี้อธิบายเหตุผลของคนที่เคยถูกเพื่อนหักหลังแล้วไม่กล้าเปิดใจให้กับเพื่อนใหม่ไว้ว่าอย่างไรบ้าง?

เมื่อต้องเริ่มต้นความสัมพันธ์หรือเปิดใจให้กับเพื่อนใหม่สักคน เราจะเกิดความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงเชิงหวาดกลัว (Fearful Avoidant Attachment) กล่าวคือ เราจะรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเพราะมักจะมองตัวเองและคนอื่นในเชิงลบเสมอ คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ อีกทั้งยังคิดว่าคนอื่นไม่ชอบตัวเอง ไม่น่าไว้วางใจ เข้าหาตัวเองเพื่อผลประโยชน์ และคอยเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตไปในแง่ร้ายเสมอ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับเพื่อนมาก่อน เราเลยเลือกที่จะสร้างกลไกการป้องกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยง จะได้ไม่ต้องมาวิตกกังวลกับความสัมพันธ์ว่าอีกฝ่ายจะทำไม่ดีกับเราเหมือนคนก่อน

ถึงแม้ว่าการหลีกเลี่ยงจะช่วยให้หายวิตกกังวลกับความสัมพันธ์ก็จริง แต่มันก็ทำให้เราเผลอปล่อยโอกาสของตัวเองที่จะรับเพื่อนใหม่เข้ามาในชีวิตและไม่ได้พบเจอกับความสัมพันธ์ใหม่จากเพื่อนใหม่ จนในท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ในระยะยาวได้สักที

เราจะสามารถกลับไปเปิดใจให้เพื่อนใหม่ได้อย่างไร?

อย่างที่รู้กันว่าทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้ ถึงแม้ว่ารอบตัวของเราจะรายล้อมไปด้วยเพื่อนที่ดีแค่ไหน แต่บางครั้งเราก็ต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเพื่อนอยู่ดี เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์แล้วก็ย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ การให้เวลาซึ่งกันและกันจึงมีความสำคัญ เมื่อเราไม่มั่นใจกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ ลองเริ่มเปิดใจให้พวกเขาจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ยังไม่ต้องเป็นส่วนตัวมาก เช่น การพูดคุยกันถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ทั่วไปของกันและกัน พยายามเข้าใจเขาแล้วก็ต้องเข้าใจตัวเองด้วย ค่อย ๆ ทลายกำแพงที่สร้างไว้ลงทีละเล็กทีละน้อย และปล่อยให้เวลาได้พิสูจน์ว่าเราสามารถเปิดใจให้พวกเขาอย่างเต็มที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การเปิดใจให้เพื่อนใหม่จะเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้นหากเรายอมรับและเห็นคุณค่าของตัวเอง ลองพยายามมองตัวเองในด้านดีบ่อย ๆ ปล่อยให้ความเจ็บปวดในอดีตเป็นประสบการณ์ทางความรู้สึกที่สอนให้เราเข้าใจตัวเองหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิม และคิดไว้เสมอว่า “เราดีพอที่จะมีเพื่อนคอยอยู่เคียงข้าง”

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่และต่อสู้กับความกลัวของตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน เราก็จะขอเป็นเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างและรับฟังทุกปัญหาของคุณเสมอ 💙

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/34yM
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Social Pro: https://bit.ly/3yllmfN

Social Pro: https://bit.ly/36arP1h

Simply Psychology: https://bit.ly/3heIFlG

Psychology Today: https://bit.ly/2UiIVqW

PSYCHOLOGIST WORLD: https://bit.ly/2V8r4n5

Read More