extrovert ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

Extrovert ขอพักใจ “ฉันเองก็เหนื่อยได้ ร้องไห้เป็น”

หลังจากพูดในมุมของ Introvert กันไปแล้ว วันนี้อูก้าขอส่งเสียงแทนใจชาว Extrovert ท่ีดูจะแฮปปี้กับการมี activity รอบตัว แต่ใครเลยจะรู้ว่า Extrovert ก็มีมุมส่วนตัวไว้พักใจในวันที่เหนื่อยล้าเหมือนกัน อาจเพราะความร่าเริงและเข้ากับคนอื่นได้ดี ปรับตัวเก่ง ทำให้ภาพจำของเหล่า Extrovert คือคนที่เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ด้วยสีหน้าร่าเริง

ลึก ๆ แล้วเราเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่เคยเป็นทุกข์หรือเสียน้ำตาเลย เพียงแต่ความคิดของ Extrovert ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก มักจะแสดงออกตรง ๆ (เป็นส่วนใหญ่) จึงทำให้มีทักษะในการเข้าสังคมสูง เหมาะจะเป็นผู้นำและจุดรวมความสนใจ ลักษณะเด่น ๆ ที่กล่าวมา อาจจะไม่ได้มีใน Extrovert ทุกคน แต่ก็เป็นสิ่งที่คนภายนอกคาดหวังเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ จนคิดว่าพวกเขาต้องทำทุกอย่างได้ดีและกระตือรือร้นอยู่เสมอ

หรือมนุษย์ยึดติดกับการจัดกลุ่มคนเป็นประเภทต่าง ๆ มากเกินไป ทั้งที่เราอาจไม่จำเป็นต้องนิยาม

เพราะสุดท้ายแล้วคนเราก็คือเหรียญสองด้าน มีทั้งความ Introvert และ Extrovert อยู่ในตัว ถ้าเราติดภาพว่าคน Extrovert มีอะไรจะต้องแสดงออก เป็นคนเปิดเผย แก้ปัญหาเก่ง แล้ววันหนึ่งหากเขาไม่เป็นแบบนั้น ความเข้าใจของเราอาจถูกบิดเบือนจากอคติก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นเราเคยเห็นเพื่อนที่จับไมค์ร้องเพลง ทำให้เวลาปาร์ตี้ทุกคนจะร้องเรียกให้คน ๆ นี้ขึ้นเวทีตลอด แต่วันหนึ่งเขาอาจจะไม่พร้อมหรือไม่สบายใจที่จะร้องเพลง หลายคนกลับแปลกใจ สับสนที่เพื่อนปฏิเสธและอยากจะนั่งอยู่เฉย ๆ

หากทบทวนดูแล้ว ทำไมทุกคนต้องมองว่าสิ่งที่เกิดเป็นเรื่อง “แปลก” ทั้งที่อาจจะเป็นคนรอบข้างเองก็ได้ที่ไปยึดติดว่าทุกงานรื่นเริงคน ๆ นี้จะต้องขึ้นมาแสดงอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ใช่เขาที่เปลี่ยนไปหรือไม่เป็นตัวเอง เพียงแต่นั่นคืออีกด้านหนึ่งของเขาหรือเป็นวิธีที่เขาเลือกรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ต่างหาก ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบปักธงว่า Extrovert ต้องเฮฮา อยู่ในงานสังคมตลอดเวลา Extrovert บางคนก็ชอบเป็นผู้ตามและรับฟังได้ดี พวกเขาสามารถใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้เหมือนกัน

แล้วในวันที่เสียใจ เหนื่อยล้า พวกเขาเป็นอย่างไร ?

ต้องบอกว่าเหมือนคนทั่วไปที่ต้องใช้เวลา ไม่มีวิธีตายตัวว่า Introvert ทุกข์ใจแล้วจะเก็บตัว ส่วน Extrovert ต้องอยากออกไปเจอผู้คน มีคนอยู่ด้วยเวลาเสียใจ ทุกคนคือมนุษย์ธรรมดาที่เสียใจได้ ร้องไห้เป็น แล้วทำไมเราถึงมองว่าถ้า Extrovert ร้องไห้มันดูเป็นเรื่องใหญ่และหนักหนากว่า ทั้งที่เราต่างมีมุมอ่อนแอกันทั้งนั้น ไม่ผิดเลยถ้าเราอยากรับมือกับความเสียใจด้วยการอยู่คนเดียว ปลดปล่อยอารมณ์หรือร้องไห้ดัง ๆในวันที่เหนื่อยล้าเราก็แค่เลือกสิ่งที่เราทำแล้วสบายใจ หรือหาทางออกให้ตัวเองในแบบที่เราโอเคที่สุด ซึ่งการอยู่กับตัวเองอาจจะดูเหมือนทำได้ง่าย แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่หลายคนต้องเรียนรู้ วันนี้เราจึงมีเทคนิคเล็กน้อยมาฝากกัน เพื่อช่วยในการปรับตัวและหาจุดสมดุลของใจให้ตัวเอง ได้แก่

🧐 ตั้งเป้าหมายที่อยู่บนความเป็นจริง

✍🏻 จัดลำดับของชีวิต มีเวลาให้สิ่งที่ชอบ

🤔 หมั่นสำรวจอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง

🤗 ขจัดความคิดลบที่เข้ามา หลีกเลี่ยงความ ‘ไม่ดี’

💪🏻 พักผ่อน ออกกำลังกาย ห้ามลืมนะ !

🥰 ใช้เวลาเพื่อรู้จักตัวเองมากขึ้นและยอมรับในสิ่งที่เป็น

🎁 ให้รางวัลตัวเองบ้าง

💙 หาสมดุลให้ใจ ใช้ทั้งอารมณ์และเหตุผลไปด้วยกัน

ธรรมชาติของคนหนึ่งคน ประกอบขึ้นจากหลายสิ่งหลายอย่าง ประสบการณ์ ทัศนคติ วิธีการมองโลก ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุขและสบายใจ ลองฝึกให้ตัวเองสามารถหาจุดกึ่งกลางของชีวิต เพื่อให้สุขภาพใจเราแข็งแรงอยู่เสมอ

หากใครมีเรื่องรบกวนใจ อยากเทขยะในใจทิ้งไปบ้าง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ให้อูก้าเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการดูแลความรู้สึก สามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้ตลอดเวลา สะดวกทุกที่เพียงแค่มีอูก้าไว้เป็นเพื่อนคุย เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAstory

———————————————————–
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/etvblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

อ้างอิงจาก

https://faithandbacon.com/living-with-yourself/

Read More
introvert ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

แปลกตรงไหนที่ Introvert จะโหยหาคนอื่นบ้าง?

“เป็น introvert หรอ แบบนี้ก็ชอบอยู่คนเดียวหน่ะสิ”

มนุษย์เราชอบการแบ่งพรรคจัดกลุ่มมาแต่ไหนแต่ไร ใช้สารพัดวิธีในการรวมคนที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน ตามเชื้อชาติบ้าง ศาสนาบ้าง ความชอบบ้าง ปัจจุบันเราก็นิยมการทำแบบทดสอบ MBTI เพื่อบอกว่าคนนี้นิสัยพื้นฐานเป็นแบบนี้เหมาะกับอาชีพอะไร ใครเข้ากับใครได้บ้าง จนเกิดคำถามยอดฮิตว่า “คุณเป็น introvert หรือ extrovert ?”

.

อธิบายง่าย ๆ ลักษณะ introvert จะรักสันโดษ ชอบความสงบ แสดงออกในแบบพอดี มักจะคิดก่อนทำ ชาร์จพลังด้วยการอยู่คนเดียวหรือการทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้เกลียดการเข้าสังคมหรือขี้อาย เพียงแต่สบายใจกับการคิดและอยู่กับตัวเอง คน introvert นั้นใส่ใจคนรอบตัวและอ่อนไหวลึกซึ้ง ตรงกันข้ามคนที่เป็น extrovert นั้นกล้าแสดงออก เติมพลังด้วยการพบปะผู้คน ชอบเข้าสังคมและเป็นมิตร

.

ดูเผิน ๆ จึงคิดว่าการเป็นเพื่อนกับคน introvert น่าจะยากกว่าเพราะนิยามของคนทั้งสองประเภทดูเหมือนจะเป็นขั้วตรงข้าม หลายคนเลยปักใจเชื่อแบบสุดโต่งกว่า introvert เป็นคนเก็บตัว เย็นชา ไม่สนใจใคร ส่วน extrovert เป็นสายปาร์ตี้ เพื่อนเยอะ ต่อมาก็มีการพูดถึง ambivert ที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนสองประเภทอีก ก่อนอื่นเราอยากให้คุณทำลายอคติและความเชื่อเกี่ยวกับนิยามของ introvert และ extrovert ไปก่อน

.

เพราะเราสามารถเป็นแบบไหนก็ได้และบุคลิกภาพของเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

.

“ฉันเป็น introvert แต่ทำไม work from home นาน ๆ แล้วอยากออกไปเจอเพื่อนจัง” รู้ตัวอีกที เราก็เป็นฝ่ายโทรชวนเพื่อนออกไปกินข้าวก่อน หาเรื่องออกนอกบ้าน ไปเดินห้างฯ หรือทำอะไรก็ได้ที่ได้เจอผู้คน ถ้าเราคิดแบบนี้หรือเราจะเปลี่ยนไปเป็น extrovert หรอ ?

จะบอกว่าไม่ใช่…ลองนึกภาพมือถือที่ชาร์จแบตทิ้งไว้นาน ๆ เต็มแล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้นไม่ถอดปลั๊ก สุดท้ายกลายเป็นเครื่องร้อน ส่งผลเสียมากกว่าดี คนอยู่บ้านนาน ๆ ก็แบบนั้นแหละ สุดท้ายก็ต้องออกไปเจอ พูดคุยกับผู้คนบ้างนาน ๆ ครั้ง แต่หากถามว่าจะกลายเป็น extrovert เลยไหม ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น

.

จากที่เคยคิดว่า introvert ต้องชอบอยู่คนเดียวตลอดเวลา ปลีกวิเวก โลกส่วนตัวสูงเท่ากำแพงเมืองจีนก็ไม่เสมอไป ต่อให้เราจะหวงพื้นที่ส่วนตัวแค่ไหน แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวนานไปก็ไม่แปลกเลยที่เราจะโหยหาผู้คนเหมือนกัน เพียงแต่วิธีปฏิสัมพันธ์หรือรูปแบบการเข้าสังคมอาจไม่เหมือนกับ extrovert รวมถึงระดับความ introvert อาจทำให้บางคนเคยชินกับการอยู่คนเดียวนาน ๆ ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แต่พวกเขาไม่ได้เกลียดผู้คน กลับกัน extrovert ก็ใช่ว่าจะชอบเรียกร้องความสนใจหรืออยู่ท่ามกลางผู้คนได้ตลอดเวลา ด้วยไลฟ์สไตล์ ช่วงวัย และปัจจัยอื่น ๆ ก็มีส่งผลต่อบุคลิกภาพเช่นกัน สุดท้ายเราก็ต้องหาสมดุลชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง

.

เพราะมนุษย์นั้นมีหลากหลายแง่มุมในตัวเอง บุคลิกภาพก็แตกต่างกัน นิสัยแบบนี้นิด อารมณ์แบบนั้นหน่อยฉะนั้นเราไม่ควรตีกรอบว่างานสังสรรค์จะชวนแต่เพื่อนที่เป็น extrovert เพราะพวก introvert ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว หรือถ้ามีปัญหาอยากปรึกษาเพื่อน ควรเลือกคนที่เป็น introvert มากกว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ introvert คือหลายคนเชื่อว่า introvert มักวิตกกังวล แปลกแยกเวลาเข้าสังคม ไปจนถึงมีปัญหาในเชิงบุคลิกภาพ แต่ที่จริง introvert ก็คือคนทั่วไปที่เดินสวนกับเรานี่แหละ บางคนอาจเป็นคนพูดเก่ง เป็นมิตรด้วยซ้ำ

.

ไม่ว่าจะ introvert หรือ extrovert เราต่างต้องการที่พึ่งทางใจ (emotional support) และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ทุกคนมีความรู้สึกเหงา แม้แต่คนที่อยู่ท่ามกลางสปอร์ตไลท์ มีเพื่อนมากมายก็ยังเหงาได้ introvert อาจจะมีส่วนร่วมโดยการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมแต่ไม่ได้ต้องการทำอะไรมาก พวกเขาก็รู้สึกเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ และมีความสุขแล้ว สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ระดับลึกมากกว่า การพบปะเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ และมีบทสนทนาที่ลึกซึ้งก็เพียงพอที่จะช่วยให้หายเหงาได้แล้ว

.

การโหยหาผู้คนไม่ได้มีข้อจำกัด ไม่มีใครถูกหรือผิด ทุกคนต่างมีอารมณ์ความรู้สึก ถ้าหากสบายใจที่จะอยู่คนเดียวเราก็แค่ใช้เวลาเพียงลำพัง แต่ถ้าเมื่อไหร่อยากออกไปเจอผู้คนก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ไม่ต้องรู้สึกหนักใจหรือไปยึดติดกับคำพูดคนอื่นให้มากมาย “ความสุข” ควรมาจากตัวเราที่เลือกให้ตัวเอง

จะบุคลิกแบบไหน เราก็มีความเหงา ความเครียดด้วยกันทั้งนั้น หากคุณต้องการใครสักคนคอยรับฟังและเป็นที่พึ่งพิงทางใจ ให้อูก้าช่วยคุณได้ เราพร้อมบริการทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอูก้าหรือเข้าเว็บไซต์ของเรา ก็พบจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เลย

#OOCAstory

————————————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/itvblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More
เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

ภาระทางใจของความเป็นผู้ใหญ่ “เรื่องแบบฉันนี้บอกใครไม่ได้”

“เราเหนื่อยไม่เป็นไร แต่ครอบครัวห้ามลำบาก” นี่เป็นสิ่งที่ผู้เป็น “หัวหน้าครอบครัว” คิดไว้เสมอ โดยเฉพาะเวลาแบบนี้มากกว่าครั้งไหน ๆ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เหลือแค่เราที่ต้องปรับตัวตามมันให้ทัน

.

แม่เราเป็นผู้จัดการธุรกิจที่บ้านทั้งหมด 2 ธุรกิจ ซึ่งกำลังค่อย ๆ กลายเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนยุคนี้อีกแล้ว ยิ่งเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ในสภาพที่มันเป็นอยู่ ทุกสัปดาห์เป็นการต่อสู้ที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ไม่ว่าจะจากยอดขาย ทั้งจากลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยที่ลดลงเรื่อย ๆ และการต้องคิดหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อการปรับตัวระยะยาว ซึ่งยังไม่รวมกับการต้องดูแลคนงานอีกหลายชีวิตในโรงงานอีกด้วย ไหนจะต้องดูแลลูก ๆ ที่ยังเพิ่งเป็นเด็กจบใหม่ ยังหางานทำไม่ได้ และแมวอีกสามตัว

.

ถ้าเราอยู่ในจุดเดียวกันกับเขา เราคิดว่าคงไม่มีทางแบกความรับผิดชอบแบบนี้ไหวแน่นอน แค่การเรียน การทำงาน การดูแลสุขภาพกายและใจไปพร้อม ๆ กันก็เป็นเรื่องยากแล้ว หัวหน้าครอบครัวเขาทำได้ยังไง โดยแทบจะไม่เอ่ยปากบ่นเลย ?

.

จริง ๆ แล้วบ่อยครั้งการเป็นหัวหน้าครอบครัวนี่แหละคือคำตอบ ว่าทำให้คนรุ่นพ่อแม่เราหลาย ๆ คนไม่ค่อยพูดเรื่องภายในใจเลย หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทำให้เขาเลือกที่จะก้มหน้าทำงานหนักต่อไป “ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้สึกถึงความหนักหน่วง เหมือนอย่างที่เรารู้สึก”

.

Tracy Ross นักสังคมสงเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบำบัดคู่รักและครอบครัวกล่าวว่า สำหรับคนรุ่น Baby Boomer มองเรื่องการไปหาจิตแพทย์ว่าเป็นเรื่องที่ควรเก็บไว้เป็นความลับและเป็นเรื่องน่าละอาย “พวกเขาเชื่อมโยงปัญหาทางใจกับการเป็นคนอ่อนแอและความล้มเหลว รวมไปถึงการเป็นจุดด่างพร้อยของครอบครัว เรียกว่าเฟลทั้งชีวิตส่วนตัวไปจนถึงระดับสังคม และจะไม่ไปปรึกษาแพทย์จนกว่าจะไม่มีทางเลือกอื่น”

.

โดยเธอกล่าวอีกว่าคนรุ่นพ่อแม่มักใช้การเข้าสังคมเพื่อกดทับความคิดแง่ลบภายในเอาไว้แทน ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าตั้งแต่มี Covid-19 เข้ามาและเจอกับการกักตัวเป็นระยะๆ วิธีนี้จึงไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป นอกจากนั้นหลาย ๆ คนยังเชื่อว่าการออกไปพบจิตแพทย์เป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง กับการเสียเงินเพื่อไปนั่งคุยกับหมอ ทั้งที่ปัญหาเกิดขึ้นที่เราก็ควรจะจบที่เรา

.

แต่ไม่ได้แปลว่าการคุยเรื่องปัญหาชีวิตของพ่อแม่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงการคุยเพื่อทำลายกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นหลายสิบปีนั้นต้องเริ่มจากคนใกล้ตัวและใช้เวลาในการทำความเข้าใจ เราอาจยกตัวอย่างเคสผู้ใหญ่ที่ไปได้รับคำปรึกษาแล้วดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เข้าหาเขาด้วยความรักความเข้าใจ ให้เขาได้รู้ว่าเรื่องของการดูแลตนเองเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการใส่ใจสุขภาพจิตที่ดีไม่ถือว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเวลา รวมถึงเปิดใจเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้เขาฟัง

.

เพราะคนแต่ละวัยมีความเชื่อและค่านิยมที่แตกต่างกันไป อยากให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่สามารถยอมรับได้หากเข้าใจว่าประสบการณ์และวิธีการมองชีวิตของคนเรานั้นไม่เหมือนกันเลย มันมาจากความเชื่อที่ถูกปลูกฝังโดยไม่รู้ตัว จากรุ่นสู่รุ่น วิวัฒนาการ การเติบโตขึ้น การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ทุกวันนี้ก็ทั่วถึงและครอบคลุมกว่าเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เหลือแค่เราที่ต้องปรับตัวตามมันให้ทัน เช่นเดียวกันกับการดูแลจิตใจของตัวเอง

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนมีความเครียด อยากพูดคุยกับใครสักคน สามารถนัดกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าได้เลย ไม่ว่าจะปัญหาอะไรเราก็พร้อมดูแลใจทุกคนเสมอ ให้อูก้าได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับทุกคนนะ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/adstrblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More
นักจิตวิทยา จิตแพทย์ เครียด ซึมเศร้า

กว่าจะเป็น Providers ของอูก้า เราคัดสรรมาเพื่อคุณ

“ทำไมต้องปรึกษากับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญของอูก้าในเมื่อใคร ๆ ก็ให้คำปรึกษาได้?”

คำตอบก็คือ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องจิตวิทยามาโดยเฉพาะ นอกจากความรู้จะแน่น ทฤษฎีซัพพอร์ตจะเยี่ยม พวกเขายังมีประสบการณ์รับฟังและให้คำปรึกษามาแล้วหลายร้อยเรื่องราว จึงรู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรให้เรามองเห็นทางออกของปัญหา ที่ไม่ใช่แค่การให้ “คำปลอบใจ” หรือ “ชี้ให้ทำ” เหมือนกับที่คนใกล้ตัวเราอาจจะให้มา พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนกับเวลาที่เราป่วยกายยังต้องไปหาหมอ ดังนั้นป่วยใจก็ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ใจได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีไงล่ะ !

#ทีมอูก้าไม่ได้มาเล่นๆ

#อูก้ามีทางออก

รู้ไหมว่านักจิตวิทยาและจิตแพทย์ หรือทีม “Provider” ของเราไม่ได้มาเล่น ๆ แต่เราขอบอกเลยว่ากว่าจะผ่านมาเป็น #ทีมอูก้า ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างเข้มข้น ว่าคุณคือ “คนที่ใช่” ที่จะมาช่วยรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษาได้อย่างดีที่สุด

คนที่ใช่สำหรับทีมอูก้า ก็จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • เป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่มีใบอนุญาตหรือได้รับการรับรองในไทยหรือจากต่างประเทศ
  • มีประสบการณ์ให้คำปรึกษามาแล้วอย่างน้อย 600 ชั่วโมงขึ้นไป
  • ผ่านการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงก่อนที่จะร่วมงานกับอูก้า
  • ผ่านการสัมภาษณ์โดยตรงกับอูก้า เพื่อให้มั่นใจว่าคือคนที่ “ใช่”

นอกจากนี้อูก้ายังเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่มาพร้อมบริการแบบจัดหนัก จัดเต็ม อำนวยความสะดวกให้กับคุณอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น

  • บริการแบบทดสอบความเครียดที่เชื่อถือได้
  • บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตโดยนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • สะดวกเมื่อไหร่ ตอนไหนก็นัดมา คุยได้ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
  • รักษาความลับเพื่อความสบายใจสูงสุดของผู้ใช้บริการ

ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าบริการของอูก้า นอกจากจะอำนวยความสะดวกให้คุณได้ปรึกษาปัญหาคาใจกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ง่าย ๆ ยังมั่นใจได้ว่าผู้ที่จะมารับฟังปัญหาของคุณยังไม่ใช่แค่ใครก็ได้ แต่เป็นคนที่อูก้าคัดสรรมาอย่างเข้มข้น เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การใช้บริการที่ดีที่สุดจากเรา

#มากกว่าคำปลอบใจ

เพราะแม้ว่าจะเป็นเรื่องดีที่มีคน “ปลอบใจ” แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราได้คนรับฟังที่มีประสบการณ์รับฟังเรื่องราวมาแล้วนับร้อยพัน และให้คำปรึกษากับผู้คนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญยังเป็นมากกว่าแค่การฟังคำปลอบใจ แต่เป็นเหมือนคนที่จะช่วยจับมือคุณก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกันอย่างเต็มใจ และที่สำคัญ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กจะใหญ่ จะเป็นเรื่องที่หนักใจมากขนาดไหน แต่ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของอูก้าพร้อมที่จะรับฟังคุณเสมอโดยไม่ตัดสินและพร้อมหาทางออกร่วมกัน

อูก้าให้ความสำคัญกับทุกปัญหาของใจเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การงาน ชีวิตส่วนตัว จะปรึกษาแบบเดี่ยว ๆ หรืออยากจะสมัครให้พนักงานในองค์กรได้ใช้ อูก้าและทีมนักจิตวิทยา พร้อมทั้งจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยินดีรับฟังทุกเรื่องราวเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องไหน ให้โอกาสเราได้ดูแลหัวใจของคุณ 🙂


————————————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/oocapvdblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca


#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

Read More
จิตเภท โรคจิต พบจิตแพทบ์

รู้จักโรคจิตเภทให้มากขึ้น แล้วเลิกใช้คำว่า’โรคจิต’ แบบพร่ำเพรื่อกันเถอะ

ถ้าใครเคยดูซีรี่ย์เรื่อง It’s Okay, that’s Love (2014) คุณอาจจะได้พบความ “ผิดปกติ” ที่อยู่ท่ามกลางสิ่งปกติธรรมดาที่สุด ถือเป็นซีรีส์ที่ถ่ายทอดโรคทางจิตเภทได้อย่างลึกซึ้งและเข้าถึงจิตใจคนทั่วไป เล่าถึงจางแจยอลที่ป่วยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือที่คนชอบเรียกสั้น ๆ ว่า “โรคจิต” ซึ่งหลายคนยังเข้าใจผิดว่า “โรคจิต” คือการทำตัวแปลกแยก บ้า ๆ บอ ๆ บางทีก็ใช้เรียกคนที่ทำพฤติกรรมอนาจาร แต่อาจไม่เคยรู้ที่มาที่ไปของโรคนี้จริง ๆ มาก่อนเลย

ทั้งที่แจยอลมีแม่ที่รักและเอาใจใส่ ประสบความเร็จอย่างมากให้ฐานะนักเขียนชื่อดัง เขาดูมีความสุขและยิ้มแย้มเสมอ แต่กลับมีอดีตที่เจ็บปวดจากความรุนแรงในครอบครัว แจยอลเลือกที่จะใส่ร้ายพี่ชายเพื่อปกป้องแม่ สุดท้ายเขากับแม่ได้ทิ้งอดีตเพื่อเดินหน้าต่อไป ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ของเขาราบรื่นมากจนเหมือนว่าภาพเก่า ๆ ไม่อยู่ในหัวอีกแล้ว โดยเผลอลืมไปว่าตัวเองก็มีมุมที่อ่อนแอ ซึ่งเขาได้มองข้ามบาดแผลพวกนั้นไป

จนวันหนึ่งเขาได้พบกับคังวู แฟนคลับของเขาที่มีชีวิตลำบากเหมือนกับเขาในวัยเด็ก เขาจึงรู้สึกเชื่อมโยงกับเด็กคนนี้และพยายามช่วยเหลือทุกอย่าง จนเริ่มมีอันตรายและกระทบกับการใช้ชีวิต โดยไม่รู้ว่าคังวูคือภาพหลอนที่แจยอลมองเห็นเพราะอาการของโรค ในซีรีส์ได้ผูกชีวิตของแจยอลกับตัวตนคังวูเพื่อให้เราเข้าใจโรคนี้ได้ง่ายขึ้น แต่จริง ๆ แล้วโรคจิตเภทนั้นมีความซับซ้อนพอสมควร ซึ่งเราแบ่งอาการออกได้เป็น 5 ประเภทกว้าง ๆ คือ

  1. อาการหลงเชื่อผิด (Delusions)

เป็นความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้าย ระแวงว่าตนจะถูกวางยาพิษ คิดว่าตนส่งกระแสจิตได้

  1. ความคิดผิดปกติ (Disorganized thinking)

ทำให้คิดแบบเป็นเหตุเป็นผลอย่างต่อเนื่องไม่ได้ จึงมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร คุยกับคนอื่นไม่เข้าใจ ปะติดปะต่อไม่ได้ หรือเปลี่ยนเรื่องโดยไม่มีเหตุผล

  1. ประสาทหลอน (Hallucinations)

คิดหรือเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ความจริงไม่มีสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น เช่น หูแว่ว เห็นภาพหลอน มีเพื่อนในจินตนาการ

  1. มีพฤติกรรมผิดปกติ (Extremely disorganized or abnormal motor behavior)

มาจากความคิดและความเชื่อที่บิดเบือนจนเกิดพฤติกรรมอันตราย เช่น ทำร้ายคนอื่น ทำท่าทางแปลก ๆ มีอารมณ์ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ควบคุมไม่ได้ อาจหัวเราะหรือร้องไห้สลับกัน

  1. อาการด้านลบ (Negative symptoms)

คือการขาดในสิ่งที่ควรจะมีในคนทั่วๆ ไป ได้แก่ เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ไม่ทุกข์ร้อน ไม่สนใจตัวเอง อาจอยู่เฉยๆ ได้ทั้งวัน ไม่อยากปฏิสัมพันธ์กับใคร

จุดเริ่มต้นของความเศร้าในวัยผู้ใหญ่ คือภาพสะท้อนจากชีวิตวัยเด็ก ในตอนแรกแจยอลนั้นรับไม่ได้ที่รู้ว่าคังวูเป็นแค่ภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นมา เขาปฏิเสธการรักษาเพราะเชื่อว่าตนเองไม่ได้ป่วยและเขาเติบโตมาด้วยความรักของแม่ แต่เขากลับลืมไปว่าการได้รับความรักจากใครคนหนึ่งอาจกลายเป็นบาดแผลในใจได้เช่นกัน ซึ่งก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคคืออะไร ? แล้วการเลี้ยงดูส่งผลหรือไม่ ?

ในที่นี้จะขอพูดถึงความผิดปกติที่ชัดเจนทางด้านร่างกายว่าสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้คน ๆ หนึ่งป่วยเป็นโรคจิตเภทมาจาก

  • กรรมพันธุ์ : อาจได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง มีเครือญาติป่วยด้วยโรคนี้
  • สารเคมีในสมอง : โดพามีน (Dopamine) มีการทำงานมากเกินไป
  • ความผิดปกติในสมอง : ช่องในสมองโตกว่าคนทั่วไป หรือมีเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าน้อย การทำงานของสมองผิดปกติ เป็นต้น

ปัจจัยด้านครอบครัวพบว่าอาจจะมีผลในแง่การกำเริบของโรค โดยเฉพาะการใช้อารมณ์สื่อสารกัน มีการต่อว่ารุนแรง หรือพยายามควบคุมผู้ป่วยมากเกินไป จากการศึกษามากมายเชื่อว่าโรคจิตเภทมีสาเหตุหลายอย่างประกอบกัน ทั้งร่างกายและจิตใจสำคัญทั้งสิ้น ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เป็นโรคจิตเภทจะไม่ทราบว่าตัวเองผิดปกติและยากที่จะยอมรับ เพราะเขาเชื่อในสิ่งที่เห็น ที่ได้ยิน ที่มันเกิดกับเขาว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงและคนอื่นไม่ได้รับรู้สิ่งนั้นด้วย หากเริ่มรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลก็มักจะเลือกบิดเบือนและหลอกตัวเอง ปกปิดอาการ อาจถึงขั้นสูญเสียการควบคุมตัวเองเพราะเชื่อในความไม่จริงนั้นทำให้ยากจะรักษา บางรายเยียวยาตัวเองผิดวิธี เช่น พึ่งพาแอลกอฮอล์/ยาเสพติด แยกตัวจากสังคม ทำร้ายคนอื่น

ซึ่งโรคจิตเภทในแต่ละรายก็มีรายละเอียดแตกต่างกันไป แม้จะเรียกว่าโรคจิตเภทเหมือนกันก็ตาม คำว่า “โรคจิต” จึงเป็นคำเหมารวมง่าย ๆ ที่คนทั่วไปใช้เรียกผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งเราอยากให้เข้าใจคนกลุ่มนี้มากขึ้นและไม่ตีตราคนกลุ่มนี้ท่ีต้องการกำลังใจอย่างมากในการดูแลฟื้นฟูจิตใจ ที่สำคัญคือคนรอบข้างต้องเข้าใจและมีความรู้เกี่ยวกับโรคจิตเภทพอสมควร เพื่อให้ผู้ป่วยได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ต้องบอกว่าการรักษาโรคจิตเภทนั้นค่อนข้างยากและใช้เวลานาน หลัก ๆ ต้องใช้ยารักษา ทำจิตบำบัด อยู่ภายใต้การดูแลแนะนำจากจิตแพทย์ หากรุนแรงควรเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เมื่ออาการทุเลาก็สามารถใช้ชีวิตปกติได้ เพียงแต่ควรมีครอบครัวดูแลใกล้ชิด เผื่อมีอาการกำเริบหรือลืมทานยา จากการศึกษาลักษณะของโรคในระยะยาวพบว่าประมาณ 20-30 % ใช้ชีวิตประจำวันได้แทบจะปกติ อีก 20-30 % ยังมีอาการอยู่บ้างแต่ไม่รุนแรง ในขณะที่ 40-60 % นั้นแสดงอาการอยู่ตลอด ดังนั้นการเข้ารับการรักษาสำคัญมาก

เมื่อได้รับการรักษาแจยอลจึงปลดล็อกในใจได้ สิ่งสำคัญที่เขาเพิ่งเข้าใจในวัยสามสิบตอนปลายคือ เขาลืมที่จะมอบความรักให้ตัวเอง มีประโยคหนึ่งที่ได้แม่นจากเรื่องนี้คือ “ได้รับความรัก ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เจ็บปวด”   เราไม่มีทางรู้เลยว่าบาดแผลของแต่ละคนอยู่ตรงไหน ดังนั้นอย่าปล่อยให้ความเครียดหรืออึดอัดคับข้องใจอยู่กับเรานาน

มาทำความเข้าใจเรื่องของสุขภาพจิตกันใหม่และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รักษาอย่างถูกวิธีกันเถอะ หากใครมีความเครียด รู้สึกไม่สบายใจ อย่าลืมนึกถึงอูก้าที่พร้อมจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณ อูก้ามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญในการปรึกษาปัญหาใจที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องราว ให้เรารับฟังคุณนะ 🙂


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/schizophreniablog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth#สุขภาพจิต#เครียด#ซึมเศร้า#พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.manarom.com/blog/schizophrenia.html

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/schizophrenia/symptoms-causes/syc-20354443

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-0855

Read More
กักตัว โควิด10 ซึมเศร้า

“กักตัว” แต่ “ป่วยใจ” ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์

ต้องกักตัวอยู่บ้านเพราะโควิดใช่ว่าจะสบาย บางคนมองว่าอยู่บ้านก็ดีไม่ติดอะไร แรก ๆ ก็สนุกดีมีหลายอย่างให้ได้ลอง ไม่ว่าจะทำขนม ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ แต่งบ้าน ฯลฯ แต่รู้ไหมว่าการเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเราแบบฉับพลันในหลาย ๆ ด้าน อาจทำให้เรารู้สึกหดหู่ กังวล และซึมเศร้าอยู่ลึก ๆ ก็เป็นได้ ไม่ว่าจะการเรียน การทำงาน ไปจนถึงรูปแบบการใช้ชีวิต กิน เที่ยว นอน ที่ต้องปรับตาม บวกกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในอนาคต อาจกระทบความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ นำไปสู่ความคิดที่ว่า ‘อะไรจะเกิดก็เกิด ฉันเหนื่อยแล้ว’

การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ซึ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2019 ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเราไปอย่างสิ้นเชิงนับเป็นเวลาปีกว่าแล้วที่เราต่อสู้กับสถานการณ์โควิด เนื่องจากเป็นวิกฤติที่สังคมไม่เคยมีมาก่อน จึงมีมาตรการต่าง ๆ มากมาย แต่ละประเทศก็มีข้อกำหนดในการปฏิบัติตัวและเว้นระยะห่างทางสังคมที่ไม่เหมือนกัน สร้างความห่างเหินของผู้คน กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงและการดำรงชีวิตก็ได้รับผลกระทบในทางลบ

ปรับตัวใหม่ แต่ใจเป็นทุกข์

วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ถูกนำมาปรับใช้ในช่วงโควิด ทั้งการทำงานที่บ้าน (work from home) การใช้เทคโนโลยีการสังสรรค์ ล้วนเปลี่ยนรูปแบบแทบทั้งหมด แรกเริ่มเราต่างพยายามปรับตัวตามสถานการณ์เพราะความตระหนักถึงวิกฤติร่วมกัน แม้จะขัดแย้งในใจบ้าง แต่เราก็ได้แต่บอกตัวเองว่าต้องเอาชนะโควิดได้ แต่เมื่อการแพร่ระบาดของโควิดกินเวลานานเกือบสองปีและยังคงดำเนินต่อไป หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะท้อแท้ใจกับแผนการในชีวิต กิจกรรมสำคัญที่ถูกยกเลิกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะที่ทั้งโลกกำลังเผชิญกับความเครียด ซึมเศร้าร่วมกันในการกักตัวเป็นระยะเวลานาน บางคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทุกข์ใจจากสถานการณ์โควิด เผลอคิดไปว่าคุ้นชินกับมันแล้ว แต่กลับรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวตามร่างกาย ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ ไปจนถึงต่อสู้กับสุขภาพใจที่ไม่คงที่ เมื่อปี 2020 สำนักงานบริการสุขภาพ (NHS) ในประเทศอังกฤษได้ทำรายงานด้านสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นอายุระหว่าง 5-16 ปีกว่า 3,000 คน โดยเปรียบเทียบในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา พบว่าปีที่ผ่านมาเด็กมีปัญหาสุขภาพจิตคิดเป็นอัตราส่วน 1 : 6  คน จากเมื่อสามปีก่อนที่เป็น 1 : 9 พวกเขาบอกว่ารู้สึกเครียดจากบรรยากาศในครอบครัว เรื่องรายได้ ที่สำคัญคือรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว และกังวลเพราะสถานการณ์โควิดด้วย

มีผลสำรวจพบว่าสถานการณ์โควิดส่งผลกระทบต่อประเทศยากจนมากที่สุด และยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีมาอยู่ก่อนนั้นเลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้ไม่มั่นคง กลุ่มบัณฑิตจบใหม่หรือวัยทำงานตอนต้น (Gen Z) นอกจากนี้เด็กเล็กไปจนถึงวัยมัธยมก็ได้รับความเครียดเช่นกัน เพราะการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนและการจำกัดพื้นที่ในการเล่น องค์กรการกุศลเพื่อเด็กในสหราชอาณาจักร (NSPCC) เปิดเผยข้อมูลว่าสายด่วนสำหรับเด็กที่ต้องการคำปรึกษามีความต้องการเพิ่มขึ้นเกิน 10% ตั้งแต่การกระบาดครั้งใหญ่ของโควิด เหตุผลหลักคือ เพราะรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่งทางใจ มีการให้บริการเพิ่มมากขึ้น 10% ตั้งแต่การระบาดใหญ่เริ่มต้น อาสาสมัครให้คำปรึกษาได้นิยามว่า “โควิดส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง”

‘โคโรนา บลู’ เมื่อเราหดหู่ ซึมเศร้ากับชีวิตที่ไม่คุ้นเคย

เมื่อทุกคนในสังคมพร่ำบ่นเรื่องความเครียดที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด ความรู้สึกหดหู่ โกรธ เหนื่อยหลายได้กลายเป็นการแผ่ขยายของปัญหาสุขภาพจิต โรคความวิตกกังวลและซึมเศร้าที่เกิดจากความคับข้องใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกวัน ในเรื่องนี้ศาสตราจารย์ Jung Young-Chul จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ที่ Yonsei University ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ได้อธิบายถึงวิธีรับมือกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในยุคโควิดว่า “จากการระบาดของโควิด 19 ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน มีคนบ่นว่าวิตกกังวล ซึมเศร้าและทำอะไรไม่ถูกเป็นจำนวนมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากความเครียด จนเกิดคำใหม่ที่เรียกว่า ‘โคโรนาบลู’ (Corona Blue) หรือ ภาวะซึมเศร้าและหดหู่เนื่องจากการแยกตัวและความห่างเหินทางสังคม แต่กลับกันมันอาจจะแปลกกว่านี้ ถ้าผู้คนไม่รู้สึกหดหู่ใจในช่วงสถานการณ์ผิดปกติที่ดำเนินต่อเนื่องมากหลายเดือน”

ศาสตราจารย์จุงอธิบายว่า Corona Blue เป็น “ปฏิกิริยาตอบสนองปกติต่อสถานการณ์ที่ผิดปกติ”

ถ้าอย่างนั้นเราจะเข้าใจปฏิกิริยาตอบสนองต่อโคโรนา บลูที่ผิดปกตินี้ได้อย่างไร?

เพราะมนุษย์มักประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณมากกว่าการคิดวิเคราะห์อารมณ์ของตนเองอย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสัญชาตญาณนี่แหละที่มีผลต่อการตัดสินใจ จนบางครั้งเรามองข้ามความรู้สึกลึก ๆ ในใจเรา ดังนั้นเราควรเริ่มจากทำความเข้าใจกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า หากมีสาเหตุมาจากสถานการณ์โควิดที่ยืดเยื้อมานานจะแก้ไขอย่างไร

“ความวิตกกังวลเป็นอารมณ์ที่เราพบในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ เป็นสัญญาณที่ทำให้เราตื่นตัวและจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในทางกลับกันเรารู้สึกหดหู่เมื่อถูกบังคับให้ยอมรับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อยอมรับความเป็นจริงไม่ได้ เราอาจประสบกับภาวะซึมเศร้า” ศาสตราจารย์จุงอธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นธรรมดาที่เราจะพยายามต่อสู้ในช่วงแรกของปัญหา แต่เมื่ออยากจะยอมแพ้หลังจากพยายามหลายครั้งเราอาจรู้สึกเศร้าซึม ซึ่งความรู้สึกหดหู่นี้เองกำลังบอกเราว่าอย่าใช้พลังงานไปเปล่า ๆ เพราะอยากเอาชนะสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น โควิด

ปากบอกไหว แต่กายใจไม่โอเค

สัญญาณของภาวะซึมเศร้าสามารถรับรู้ได้ว่าเป็นข้อความที่ส่งมาจากร่างกายของเราที่เตือนให้รออย่างอดทนและรักษาพลังงานของเราไว้ในขณะที่ก็ต้องทำใจยอมรับสถานการณ์โควิด ณ ปัจจุบันไปด้วย อาจเป็นเรื่องยากแต่การรับมือกับอารมณ์ซึมเศร้าและความเบื่อหน่ายช่วงกักตัวคือการทำให้ร่างกายแข็งแรง ปรับความคิด 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ด้วยการ

🥰 มองโลกในแง่บวก
😡 ขจัดความโกรธ
🧐 วางแผนชีวิตใหม่
🤗 ยืดหยุ่นเข้าไว้

เรามักตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า “ฉันต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ?” แต่ใครเลยจะรู้คำตอบ ความรู้สึกสิ้นหวัง สูญเสียความมั่นใจนั้นบั่นทอนกำลังใจของเราอยู่ทุกวัน แต่หากเราไม่รับฟังสัญญาณความเครียดก็คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหมดหนทาง นำไปสู่พฤติกรรมทางลบ เช่น หงุดหงิดง่าย ทะเลาะกัน ละเมิดข้อปฏิบัติ ไม่กักตัว หรือแสดงพฤติกรรมผิดปกติเพื่อระบายความเครียด ในบางกรณีอาจรุนแรงและเป็นอันตราย ควรได้รับการดูแลจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่คนอื่นอาจแสดงออกเป็นภาวะซึมเศร้าหดหู่มากกว่า ซึ่งตรงกันข้ามกับความฉุนเฉียว

ป้องกันภาวะซึมเศร้าจากโควิด

ตามที่ศาสตราจารย์จุงกล่าวว่ามีประมาณ 20% ของผู้ที่เป็นโรคโคโรนาบลูที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าในระดับที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาล โดยเริ่มจากอาการนอนไม่หลับติดต่อกันเป็นเดือน หรือน้ำหนักลดลงมากกะทันหัน ที่สำคัญผู้คนประเมิน ‘ความยากลำบาก’ จากสถานการณ์โควิดจากมุมมองส่วนตัวมากเกินไป หรือให้คุณค่ากับมันมากจนกระทบกับใจ กลายเป็นบิดเบือนความเป็นจริง การรับรู้ ความเข้าใจไปโดยปริยาย ทั้งเริ่มคิดแง่ลบเกี่ยวกับตัวเอง ตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถ มองตัวเองไร้ค่า เช่น ‘ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันไม่ดีพอ’ หรือ ‘ที่ธุรกิจไปไม่รอด เพราะฉันไม่มีความสามารถ ทำให้ลูกน้องเดือดร้อน’ ซึ่งอาจลุกลามไปถึงความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่

จากการสำรวจในประเทศญี่ปุ่นช่วงปลายปี 2020 เทียบกับปีก่อนหน้าพบว่า อัตราการฆ่าตัวตายในหมู่ผู้หญิงญี่ปุ่นสูงถึง 897 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 70% ศาสตราจารย์ มิชิโก อูเอดะ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิจัยชั้นนำกล่าวว่า ไม่เคยเห็นตัวเลขที่น่าตกใจขนาดนี้มาก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการแพร่ระบาดของโควิดที่กระทบอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นงานที่ผู้หญิงทำ เช่น การท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอาหาร เป็นต้น ทำให้มั่นคงน้อยกว่า ประกอบกับผู้หญิงยุคใหม่เลือกที่จะเป็นโสดหรือแต่งงานช้าลง จึงรู้สึกกดดันสูงต่อความรับผิดชอบที่มีต่อตัวเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเราโทษตัวเองในสถานการณ์โควิด ทั้งที่จริง ๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครควบคุมได้และไม่ใช่ความผิดของเราเลยแม้แต่น้อย ความคิดนำไปสู่ความเครียดและวิตกกังวลซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อโควิดไม่หายไป ความทุกข์ใจก็ยังอยู่ ดังนั้นเราต้องเริ่มหา ‘มุมมองใหม่’ ดึงตัวเองออกจากการอะไรก็ตามที่ดึงเราเข้าสู่สิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิต ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น

✍🏻 ลองจดบันทึก เป็นการ ‘ทิ้ง’ สิ่งที่รบกวนสมองและระบายความเครียด
⛅ ตากแดดสักหน่อย แสงแดดทุกวันเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดช่วยจัดการกับภาวะซึมเศร้า
😎 ออกไปข้างนอกกันเถอะ เลือกสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่าน ในช่วงที่สถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ลองออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศผ่อนคลาย
🎁 ซื้อ ‘ความสุข’ ให้รางวัลตัวเองเล็กน้อยในการซื้อของที่อยากได้ในงบประมาณที่พอดี
💪🏻 ขยับร่างกายในบ้าน ออกกำลังเบา ๆ ที่ทำได้เอง หรือใช้อุปกรณ์ที่สะดวกสำหรับออกกำลังในบ้าน
🎮 เทคโนโลยีช่วยได้ แอปพลิเคชันหรือเกมในปัจจุบันช่วยให้เราผ่อนคลายได้หลายวิธีเลย
👭🏻 อย่าลืมโลกภายนอก ติดต่อกับเพื่อนและคนรอบตัวเป็นระยะ ช่วยให้ไม่ห่างเหิน
🛀🏻 อาบน้ำทุกวัน ไม่น่าเชื่อว่าการอาบน้ำเป็นประจำและกลิ่นหอม ๆ ของสบู่ ช่วยลดความเศร้าหมองในใจได้
💤 นอนหลับให้เพียงพอ นอนนานไม่สำคัญเท่าหลับได้ดี เพราะการหลับไม่สนิทกระทบสุขภาพกว่าที่คิด (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.ooca.co/2021/04/21/insomnia/)

#อูก้ามีทางออก #จิตแพทย์ออนไลน์ #ปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ช่วยได้อย่างไร ?

เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง วิตกกังวล หรือซึมเศร้าที่รบกวนเราจำเป็นต้องได้รับการดูแล อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณ

จากช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่โควิดเริ่มแพร่ระบาด สถิติการเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพใจเพิ่มมากขึ้น อาจดูเหมือนน่ากังวล แต่แท้จริงแล้วถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นหมายถึงมีการตระหนักรู้ถึงความเครียดที่เกิดขึ้นและเรากำลังพยายามจะแก้ไขมัน เพราะอาการซึมเศร้าอาจนำไปสู่ความคิดแง่ร้าย แต่ถ้าเราตระหนักว่าโควิดเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับทุกคนและรับรู้ความซึมเศร้าที่เกิดขึ้น

แทนที่จะอารมณ์เสียหรือกล่าวโทษตัวเอง สุดท้ายแม้จะไม่พอใจแต่เราก็จะยอมรับความจริงได้ เมื่อรู้ตัวว่าความเครียดและอาการซึมเศร้าเกิดกับเราแล้ว การรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร หากแต่เป็นทางออกในการจัดการชุดความคิดแง่ลบให้เรา โดยการวางแผนและดำเนินกิจวัตรประจำวันที่เป็นวิถีใหม่ เน้นที่ความยืดหยุ่นเป็นหลักคือสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/quarantineblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

.#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth#สุขภาพจิต#เครียด#ซึมเศร้า#พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

Yonsei University : https://bit.ly/3dKlnm8

Healthline : https://bit.ly/3esAY8X

BBC Thai : https://bbc.in/3nnZjkn , https://bbc.in/3eu9gbU

Read More
ปัญหาในองค์กร ลาออก

แก้ปัญหาในองค์กรก่อนจะสาย ทำอย่างไรไม่ให้พนักงานดีๆต้องโบกมือลา?

การจะรักษาพนักงานคนเก่งให้อยู่กับองค์กรของเรานาน ๆ บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ช่างยากและท้าทายเสียเหลือเกิน เพราะเมื่อพวกเขาเจอกับปัญหาในองค์กรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกไม่แฮปปี้ ไม่มีทางออกที่ตรงใจ หรือคิดว่ามีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะเลือกไปเริ่มต้นใหม่กับที่อื่น ทิ้งให้เพื่อนร่วมงานต้องแอบเหงาเพราะเสียเพื่อนที่ทำงานเก่งและดีที่จากไปเพราะปัญหาในองค์กร

“ปัญหาในองค์กรคือศัตรูตัวร้ายที่ทำให้พนักงานโบกมือลา”

จะว่าไปปัญหาในองค์กรนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ไกลตัวชาววัยทำงานเลยซักนิด และยังนับว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการ ‘อยู่ต่อ’ หรือ ‘พอแค่นี้’ ของเหล่าพนักงานเลยทีเดียว และในเมื่อแต่ละที่มีปัญหาในองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของพนักงานบางส่วนจนต้องขอโบกมือบ๊ายบายแตกต่างกันไป ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาในองค์กรแต่ละที่ก็ย่อมต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นก้าวแรกก่อนจะแก้ปัญหาในองค์กรคือเราจะต้องมีวิธีการค้นหาปัญหาในองค์กรของเราให้เจอ และจัดการปัญหาในองค์กรให้เหมาะสมเพื่อที่จะรักษาพนักงานของเราไว้ให้ได้มากที่สุด

“ไม่มีที่ไหนไร้ปัญหาในองค์กร”

สัจธรรมข้อนี้มีทุกที่แน่นอน ต้องขอบอกเลยว่าไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ ไทยหรือต่างชาติ ในทุกที่ล้วนมีปัญหาในองค์กรอยู่เสมอ เพราะการจะเป็นองค์กรได้ไม่ใช่แค่ตึกเปล่า ๆ แต่มีพนักงานร้อยพ่อ พันแม่ ต่างอารมณ์ ต่างสภาพแวดล้อม แถมยังต่างวัยมาอยู่ร่วมกัน การที่จะเกิดปัญหาในองค์กรขึ้นมาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ที่สำคัญคือการเกิดปัญหาในองค์กรนับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป เพราะถ้าเกิดปัญหาในองค์กรแล้วได้รับการแก้ไข ก็เหมือนกับร่างกายคนเราที่ป่วยแล้วหาย มีภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ ในครั้งหน้า นั่นแหละคือหนึ่งในสิ่งที่บอกได้ว่าองค์กรของเรากำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จากการแก้ปัญหาในองค์กรนั่นเอง

“ลองเช็กดูไหม ปัญหาในองค์กรแบบไหนที่เราเจอ?”

ก่อนจะมองถึงวิธีแก้ปัญหาในองค์กร เราอยากให้คุณลองสังเกตดูว่าปัญหาในองค์กรที่เรายกตัวอย่างมานี้มีอยู่ที่องค์กรของคุณหรือเปล่า?

  • ปัญหาความขัดแย้งภายใน
  • ปัญหาด้านการสื่อสารที่ผิดพลาด
  • ปัญหาการซุบซิบนินทา
  • ปัญหาการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน
  • ปัญหาการละเมิดสิทธิ
  • ปัญหาการคุกคาม หรือ Harassment
  • ปัญหาเรื่องผลตอบแทน

ปัญหาในองค์กรเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างที่มักเจอร่วมกันในหลายองค์กร ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็จะต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งพนักงาน หัวหน้าฝ่าย ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้องในการที่จะมาพูดคุยและหาทางแก้ไขปัญหาในองค์กรนี้ร่วมกัน และสิ่งสำคัญคือ “การยอมรับ”

“หัวใจของการแก้ปัญหาในองค์กร คือการยอมรับว่ามีปัญหา”

หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาในองค์กรคือสมาชิกในองค์กรจะต้องรับฟังและยอมรับว่าปัญหาในองค์กรนี้เกิดขึ้นจริง เพื่อที่จะไปสู่ขั้นตอนการแก้ปัญหาในองค์กรได้

เมื่อเรายอมรับถึงการมีอยู่ของปัญหาในองค์กรที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งต่อไปก็คือการหาสาเหตุของปัญหาในองค์กร รวมถึงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น เพื่อที่จะได้มาพูดคุยเพื่อหาทางออกของปัญหาในองค์กรเรื่องนั้น ๆ ร่วมกัน จุดหนึ่งที่ควรระวังคือแต่ละฝ่ายอาจจะไม่สะดวกใจในการเผชิญหน้ากันตรง ๆ เราอาจจะต้องมีวิธีคุยกับแต่ละฝ่ายแยก เพื่อหาว่าเขาเจอกับปัญหาในองค์กรอะไร ต้องการให้แก้ไขแบบไหน

จากนั้นเราอาจจะเริ่มพิจารณาหาทางแก้ไขของปัญหาในองค์กรเบื้องต้นจากกฎระเบียบขององค์กรที่มีอยู่ เช่น ถ้าเป็นปัญหาเรื่องการคุกคามทางเพศในที่ทำงานต้องทำอย่างไร แล้วใช้ระเบียบเหล่านั้นเป็นหลักยึดในการแก้ไขปัญหาในองค์กรนั้น ๆ

แต่ถ้าปัญหาในองค์กรบางเรื่องพิจารณาแล้วว่าเกิดจากการปะทะหรือขัดแย้งระหว่างหลายฝ่าย ก็จำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาคุยกันตรง ๆ หาข้อตกลงและยึดความถูกต้อง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำได้ในการลดแรงปะทะเมื่อต้องประชุมการแก้ปัญหาในองค์กรก็คือการหาตัวกลางมารับฟังและไกล่เกลี่ยปัญหาในองค์กร

วิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรก็สำคัญ เราจะต้องเลือกและระวังอย่าให้วิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรของเราไปสร้างความรู้สึกเลือกฝ่ายเลือกข้างให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งอาจจะทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับองค์กรของเรา กลายเป็นปัญหาในใจที่สะสมต่อไปได้

สุดท้ายแล้วเมื่อปัญหาในองค์กรได้รับการแก้ไข อย่าลืมที่จะสรุปปัญหา สาเหตุ และวิธีการแก้ไขปัญหาในองค์กรเรื่องนั้น ๆ ออกมาเป็นข้อตกลงให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้เป็นมาตรการรับมือหากเกิดปัญหาในองค์กรแบบเดียวกันขึ้นมาอีก

“ลดความเดือดของปัญหาในองค์กร ด้วยคนที่รับฟังอย่างตั้งใจ”

ปัญหาในองค์กรไม่ต้องรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยแก้ไข เพราะแค่การรับฟังอย่างตั้งใจก็อาจจะช่วยคลายความร้อนแรงของปัญหาในองค์กรนั้น ๆ ได้แล้วในระดับหนึ่ง

อย่างที่ทราบกันดีว่าสาเหตุของการเกิดปัญหาในองค์กรเป็นได้หลากหลาย ทั้งความเครียด ความกดดันจากที่ทำงาน ปัญหาด้านการเมืองระหว่างแผนก ไหนจะปัญหาส่วนตัวของพนักงานแต่ละคน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชนวนให้เกิดปัญหาในที่ทำงานได้เสมอ หลาย ๆ องค์กรจึงมอบหมายหน้าที่ฝ่ายดูแลจิตใจที่คอยรับฟังปัญหาต่าง ๆ ให้เป็นหน้าที่ของ HR หรือฝ่ายบุคคลของแผนก

แน่นอนว่าทักษะการรับฟังไม่ใช่แค่ใครจะทำแล้วได้ผลเสมอไป ฟังปัญหาในองค์กรเฉย ๆ อาจจะไม่ช่วยอะไรถ้าคนฟังไม่ได้มีทักษะการฟังและการให้คำปรึกษาที่ดีพอ ดังนั้นจึงมีทางเลือกใหม่คือการที่องค์กรมีทีมนักจิตวิทยาการให้คำปรึกษาประจำองค์กรไว้คอยรับฟังปัญหาในองค์กรต่าง ๆ เลยทีเดียว

อูก้าเองก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่หลาย ๆ องค์กรไว้วางใจเช่นกัน เพราะเราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่โดดเด่นเรื่องการให้คำปรึกษาจากทีมจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ทั้งยังสะดวกสบาย ใช้บริการได้อย่างส่วนตัว ตามวันและเวลาที่พนักงานต้องการ ก็นับว่าเป็นอีกทางเลือกที่ทำให้พนักงานได้ระบายความในใจ และจัดระเบียบความคิด มองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีลำดับมากขึ้น

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นองค์กรแบบไหน การที่คุณมีปัญหาในองค์กรอาจจะเป็นโอกาสทองให้เราได้ทำความเข้าใจกับพนักงานของเราให้มากขึ้น และยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาองค์กรของเราให้ก้าวหน้าขึ้นไปกว่าเดิม ขอเพียงแค่เราต้องยอมรับ เปิดใจกับปัญหาในองค์กรที่เกิดขึ้น แล้วค่อย ๆ หาทางออกร่วมกัน อูก้าขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเจอกับปัญหา ถ้ารู้สึกไม่ไหว อยากได้คนที่จะรับฟังอย่างตั้งใจ ปรึกษาอูก้าได้เสมอเลยนะคะ


เพราะเรื่อง “สุขภาพใจ” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับพนักงานทุกคน
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/iquitblog
🏙 บริการดูแลใจพนักงานในองค์กร > https://ooca.page.link/wh_corporate
.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #พร้อมดูแลใจพนักงานองค์กร #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า

ขอบคุณข้อมูลจาก

Wealth Me Up : https://bit.ly/32EJyvL
Jobthai : https://bit.ly/32Gl1GA
Westford University : https://bit.ly/3x97nKe
Mazzitti & Sullivan : https://bit.ly/3vo7Si7

Read More
นอนไม่หลับ เหนื่อย พบจิตแพทย์

“เหนื่อย” แต่ “นอนไม่หลับ” ปรึกษาจิตแพทย์

เบื่อไหมที่นอนกลิ้งไปมา แต่หลับไม่ลง ?

รู้สึกเหนื่อยแทบตาย แต่นอนไม่หลับแทบทุกคืน

ตื่นมาไม่สดชื่น ง่วงซึมทั้งวัน

ใคร ๆ ก็มีอาการเหนื่อยล้า โดยเฉพาะคนที่ใช้แรงกายเยอะ แต่รู้ไหม คำว่า ‘เหนื่อย’ มีความหมายซ่อนอยู่

เมื่อเราเริ่มเหนื่อยล้าหรือพักผ่อนอาจจะไม่เพียงพอ นี่เป็นสัญญาณที่อันตรายกว่าที่คิด เพราะเรากำลังมองข้ามสาเหตุที่แท้จริงของความเหนื่อยอยู่ แล้วกายและใจของเราก็ยิ่งเหนื่อยล้า หม่นหมองเมื่อเราอยากผ่อนคลาย แต่ไม่สามารถทำได้ อย่างการนอนหลับให้สนิท ทำให้ตื่นมารู้สึกไม่สดชื่น เหมือนยังไม่ได้พักผ่อน

ข้อมูลจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยอธิบายว่า ปัญหาการนอนหลับนั้นเป็นเรื่องที่พบบ่อยมาก สูงถึง 30 % ของประชากรทั่วไป ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เลยไม่คิดว่าต้องรักษาหรือพบแพทย์ แต่การนอนไม่หลับสามารถทำให้เรารู้สึกหดหู่ กังวลและเครียด จึงไม่แปลกใจเลยว่าการนอนไม่หลับนั้นส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและใจ

สาเหตุของอาการนอนไม่หลับ

  • ชีวิตประจำวัน ในแง่ของพฤติกรรมที่เราทำทุก ๆ วันส่งผลให้นอนไม่หลับโดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้แต่ก็ปรับได้ยาก เช่น ติดกาแฟ แอลกอฮอล์ การกิน หรือติดโซเชียลมากเกินไป เป็นต้น เพราะบางอย่างทำให้สมองทำงานหนักจนยากที่จะหยุดได้ แม้แต่ตอนกลางคืนที่ควรพักผ่อน
  • สภาพแวดล้อม หลายคนอาจจะมีปัญหาเมื่อต้องนอนแปลกที่ หรือเป็นคนหลับยาก ฉะนั้น อากาศ อุณหภูมิ แสง เสียง ขนาดของห้อง หรือแม้แต่ที่นอนก็ทำให้นอนไม่หลับได้ อาจต้องใส่ใจเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้คุ้นชินและสบายมากที่สุด
  • ปัญหาสุขภาพ เมื่อร่างกายมีบางอย่างผิดปกติ เราอาจรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว หายใจไม่สะดวก มวนท้อง ฯลฯ อาการเจ็บปวดที่รู้สึกได้นี้ อาจรบกวนการนอนของเรา ทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือนอนไม่ได้
  • ด้านจิตใจ ต้องบอกว่าสำคัญมาก ความเหนื่อย ความเครียด วิตกกังวล หรือพลังงานลบต่าง ๆ ที่เข้ามารบกวนจิตใจ ทำให้เราหยุดคิดมากไม่ได้ ยิ่งเราคิดวนเวียนในช่วงกลางคืนอาจจะทำให้เรารู้สึกไร้ค่าท้อแท้ หดหู่ ซึมเศร้าได้ เมื่อสะสมนานไปอาจมีผลต่อสุขภาพจิตของเราได้

ทำไมควรพบจิตแพทย์เมื่อนอนไม่หลับ ?

อย่างที่กล่าวไปว่าอาการนอนไม่หลับ เหนื่อยล้า หากสะสมเป็นเวลานานย่อมส่งผลต่อร่างกาย อารมณ์ ความคิดและสภาพจิตใจ หลายคนที่นอนไม่หลับ จริง ๆ แล้วทั้งเหนื่อย อ่อนล้า ง่วงนอน แต่เมื่อถึงเวลาเข้านอนกลับหยุดความคิดตัวเองไม่ได้ บางครั้งคล้ายกับว่าเรานอนหลับแต่ไม่รู้ทำไมตื่นมาก็ยังเพลียอยู่ตลอดเวลา ปัญหาการนอนหลับ เช่น การนอนไม่หลับเป็นอาการที่พบบ่อยของการเจ็บป่วยทางจิตหลายอย่าง ไม่ว่าจะโรควิตกกังวลภาวะซึมเศร้า โรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้วและโรคสมาธิสั้น (ADHD)

ความสัมพันธ์ระหว่างการนอนไม่หลับและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นแบบสองทิศทาง (bidirectional) ราว ๆ 50% ของผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนอนไม่หลับมีปัญหาสุขภาพจิต ในขณะที่ผู้ใหญ่ 90% ที่เป็นโรคซึมเศร้ามีปัญหาการนอนหลับ ที่สำคัญพฤติกรรมการนอนที่ผิดปกติยังทำให้เราฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยทางจิตได้ช้าลง ตัวอย่างเช่นผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าที่ยังคงมีอาการนอนไม่หลับมักไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัญหาในการนอนหลับด้วย

ลองสังเกตตัวเองว่าเรามีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ ?

  • นอนไม่หลับติดต่อกันมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ นานกว่า 1 เดือน
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด อ่อนไหว
  • รู้สึกเครียด กดดัน
  • รบกวนประสิทธิภาพในการทำงาน สมาธิและความจำ
  • เหนื่อยล้า หมดพลัง

แม้จะมีเพียงไม่กี่ข้อข้างต้น คุณก็สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้แล้ว โดยสามารถเล่าถึงกิจวัตรรวมถึงนิสัยการกิน การนอนเพื่อประกอบการประเมินของจิตแพทย์ได้ ในบางกรณีอาจต้องทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ เช่น ความเครียด มีปัญหาสุขภาพส่วนตัว ระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น

เพราะอาการนอนไม่หลับ รุนแรงกว่าที่คิด

เมื่อเราเหนื่อยล้า เรียนหรือทำงานมาทั้งวัน ช่วงเวลานอนหลับคือพลังแห่งการฟื้นฟู ซ่อมแซมให้ร่างกายได้กลับมาพร้อมใช้งานต่อ แต่หากเรานอนหลับไม่สนิท นอนน้อย หรือนอนไม่หลับเลย สิ่งที่ตามมานอกจากอ่อนเพลีย คือปัญหาสุขภาพกาย มีงานวิจัยมากมายกล่าวว่า อาการนอนไม่หลับ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิดสูง ปัญหาหลอดเลือดหัวใจ และระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมถอยได้ นอกจากนี้ความเครียดหรือความรู้สึกทรมานจากการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้เรารู้สึกหมกมุ่น รู้สึกไม่ดีกับตัวเองได้

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการนอนไม่หลับทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคทางใจได้อย่างไร อย่างไรก็ตามการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการนอนหลับอาจส่งผลต่อความสามารถในการประมวลอารมณ์เชิงลบของเรา ในการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่อดนอนแสดงปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อภาพที่ไม่พึงประสงค์มากกว่าภาพที่น่าพึงพอใจหรือภาพที่มีเนื้อหาทางอารมณ์ที่เป็นกลาง ในขณะที่คนทั่วไปจะมีปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ไม่แตกต่างกันกับรูปภาพทุกประเภท

นอกจากนี้การศึกษาอื่น จากการสแกนสมองพบว่าผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับแสดงให้เห็นว่ามีการทำงานในส่วนประมวลผลอารมณ์มากขึ้นในขณะที่พยายามลดปฏิกิริยาเชิงลบต่อรูปภาพ นั่นแสดงให้เห็นว่าการนอนไม่หลับทำให้ยากที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสมกับอารมณ์เชิงลบ สิ่งนี้อาจทำให้ปัญหาการนอนหลับแย่ลงและทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า หลักฐานบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความเจ็บป่วยทางจิตอาจเกิดจากปัญหาการทำงานภายในสมองที่ทับซ้อนกับนาฬิการ่างกายหรือระบบการนอนหลับ

เหนื่อยล้าทางใจ…อย่าปล่อยไว้นาน

เครียดสะสมระหว่างวัน แต่นอนไม่หลับตอนกลางคืน มาสำรวจใจตัวเองกันสักนิดว่าสาเหตุของอาการเหนื่อยล้านั้น เป็นเรื่องทางกายหรือทางใจ หากเราเครียดสะสมก็จะเป็นต้องแก้ไข

🧐 เราเหนื่อยเพราะอะไร ?
😔 คาดหวังมากเกินไปหรือไม่ ?
😓 เก็บเรื่องไม่สำคัญมาใส่ใจหรือเปล่า ?
🚧 ปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองหรือไม่ ?

เมื่อถามตัวเองแล้วให้เราสำรวจหาทางออก ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแต่ละทาง แล้วลงมือแก้ไขไปทีละเล็กละน้อย ไม่ต้องกดดันตัวเองมากจนเกินไป กลับมาดูแลใจเราเอง ไม่จำเป็นว่าเราต้องมีโรคทางจิตเวชหรืออาการป่วยร้ายแรง แต่เหนื่อยล้า นอนไม่หลับก็สามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เช่นกัน

นอนไม่หลับเกี่ยวกับโรคทางใจได้หรือเปล่า ?

สำหรับผู้ที่ป่วยใจหรือกำลังเผชิญความเจ็บป่วยทางจิตอยู่ หากรักษาอย่างถูกวิธีก็มีแนวโน้มที่ปัญหาการนอนหลับจะดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีความเครียดหรือความเจ็บป่วยทางใจเพียงเล็กน้อยอยู่แล้ว การวิจัยกำลังมุ่งเน้นไปที่ว่าการรักษาอาการนอนไม่หลับจะช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตสำหรับผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตหรือไม่รวมทั้งภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล

มีงานวิจัยที่แสดงว่าทั้งการใช้ยาและการรักษาภาวะนอนไม่หลับด้วยการบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา จะทำให้อาการของสุขภาพใจดีขึ้น ดังนั้นความเจ็บป่วยทางจิตส่วนหนึ่งสามารถป้องกันได้โดยการรักษาอาการนอนไม่หลับ การทดลองวิจัยล่าสุดของออสเตรเลียกับผู้เข้าร่วม 1,149 คนชี้ให้เห็นว่าการรักษาอาการนอนไม่หลับช่วยลดอาการซึมเศร้าได้

แต่การนอนไม่หลับมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังหากยังคงไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงหรือรักษาที่ปัญหาต้นทาง ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า 51% ของบุคคลที่รักษาภาวะซึมเศร้าได้สำเร็จหรือมีการรับประทานยายังคงประสบกับอาการนอนไม่หลับ ดังนั้นหากคุณมีอาการนอนไม่หลับให้ลองปรึกษาแพทย์ หากได้การประเมินเบื้องต้นอาจมีการแนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา พวกเขาสามารถประเมินได้ว่าอาการนอนไม่หลับและปัญหาสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกันอย่างไรในแต่ละกรณีและปรับการรักษาให้เหมาะสม

จากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้แนะนำเทคนิคที่ช่วยทำให้การนอนหลับดีขึ้น (sleep hygiene) ได้แก่

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน วันละประมาณ 30 นาที หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น ทั้งนี้ไม่ควรออกกำลังกายใกล้เวลานอนมากเกินไป ควรเว้นช่วงเพื่อให้ไม่ร่างกายตื่นตัว
  2. พยายามอย่างีบหลับตอนกลางวัน จริงอยู่ที่งานวิจัยบอกว่าการงีบเล็กน้อยช่วยชาร์จพลังได้ แต่หากเรารู้ว่าเราหลับยากในตอนกลางคืนให้พยายามอดทนแล้วให้ถึงเวลาเข้านอนจะดีกว่า
  3. หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและงดสูบบุหรี่ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์ทุกชนิด นอกจากทำให้การนอนหลังแย่ลงยังส่งผลต่อระบบหายใจได้ด้วย
  4. การทานอาหาร อย่าให้ท้องอิ่มเกินไป ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนไม่ควรทานอาหาร เพื่อให้ระบบย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มื้อเย็นอาจจะทานอะไรเบา ๆ หรือจิบนมอุ่น ๆ ซักแก้ว
  5. ลดกิจกรรมที่กระตุ้นจิตใจ การคิดเรื่องงาน คุยเรื่องเครียด ดูหนังผี หรือเล่นเกมตื่นเต้น ล้วนทำให้เราตื่นตัว อยากคิด อยากทำต่อ เมื่อเราไม่รู้สึกผ่อนคลายก็นอนหลับได้ไม่สนิท
  6. ลดหรืองดการเล่นโซเชียลมีเดีย หรือการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่รบกวนคลื่นสมอง เช่น มือถือ ไอแพด คอมพิวเตอร์ ฯลฯ การเสพข่าวในอินเทอร์เน็ตก็ทำให้สมองและอารมณ์ถูกกระตุ้นเช่นกัน ควรพักสิ่งที่กล่าวมาก่อนเวลานอน 1-2 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นได้ก็จะดีมาก เมื่ออยู่บนที่นอนควรหยุดทำนิสัยที่เคยชิน เช่น เลื่อนโทรศัพท์ เช็คข่าว หรือคิดเรื่อยเปื่อย
  7. ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม กำจัดทุกอย่างที่รบกวนการนอนและทำให้ห้องนอนเป็นพื้นที่สบายใจที่สุด อย่างที่บอกว่าหมอน ผ้าห่ม แสง สี เสียง อุณหภูมิ ปรับให้พอดีกับรสนิยมของคุณมากที่สุด รวมถึงท่านอนก็เช่นกัน
  8. หากพยายามแล้วแต่นอนไม่หลับ อย่าโมโหหรือฝืนตัวเอง ลองทำกิจกรรมเบา ๆ อย่างอ่านหนังสือ ฟังเพลง asmr ถ้าเริ่มง่วงค่อยกลับไปนอนต่อ
  9. ตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน ไม่ว่าจะนอนมากหรือน้อย ควรฝึกให้ร่างกายและสมองได้เรียนรู้ แล้วเราจะเข้าสู่สมดุลของวงจรการหลับ-ตื่นได้ง่ายขึ้น ทำต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

#อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณ เรามีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น

🤯 ความเครียดในองค์กร
😔 ภาวะหมดไฟ เหนื่อยล้า
🤦🏻 ปัญหาครอบครัว
😤 ปัญหาด้านอารมณ์
💔 ความรัก ความสัมพันธ์
👶 พัฒนาการ การเลี้ยงดูบุตร
😰 ซึมเศร้า โรคทางจิตเวช
🤢 พฤติกรรมการกิน การนอนหลับ ยาเสพติด
🗯️ ฯลฯ

การปรับพฤติกรรมช่วยให้อาการนอนไม่หลับดีขึ้น โดยต้องมีวินัยและทำต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือน และจะยั่งยืนถ้าทำได้เกิน 6 เดือน ซึ่งจะช่วยให้เราหลับได้ด้วยตัวเอง บางรายแพทย์อาจแนะนำให้ทานยาช่วย แต่หากเป็นไปได้อยากให้หลีกเลี่ยงการพึ่งยานอนหลับติดต่อกันนาน ๆ ให้เน้นที่การปรับกิจวัตรและวงจรชีวิตให้ทำงานสอดคล้องกัน เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีในระยะยาว เพราะปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้อาการเหนื่อยล้า นอนไม่หลับกลายเป็นสุขภาพที่กดทับใจ หากไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/insomniabd
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ >> https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://theconversation.com/explainer-whats-the-link-between-insomnia-and-mental-illness-49597

https://www.psychiatrictimes.com/view/does-insomnia-predict-onset-mental-illness

https://www.sleepfoundation.org/mental-health

https://www.paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details/บทความ-สุขภาพจิต/อยากนอน-แต่นอนไม่หลับ-ใช่อาการป่วยทางจิตหรือไม่-

http://www.honghongworld.com/post06067371003649

https://www.facebook.com/ThaiPsychiatricAssociation/posts/729393903831295/

Read More
เครียด ซึมเศร้า อยากตาย พบจิตแพทย์

OOCAstory : ไม่ได้อยาก ‘จากไป’ แต่ก็ไม่ได้ชอบการ ‘มีอยู่’ ของตัวเอง

ทำไมต้องรู้สึกผิดทุกครั้งที่เผลอคิดว่า “ไม่อยากอยู่แล้ว” จะพูดออกไปให้ใครได้ยินก็ไม่ได้

กลัวเขาจะตัดสินว่าเราเป็นคนอ่อนแอ คิดสั้น กลัวเขาทุกข์ใจถ้ารู้ว่าเราคิดอะไรแบบนี้

กลัวจะทำให้คนอื่นดาวน์ไปด้วย แต่เราก็ห้ามไม่ให้ตัวเองไม่รู้สึกแย่ไม่ได้

บางทีที่รู้สึก “ไม่ไหว” เหมือนความรู้สึกเหนื่อยที่ไม่มีจุดจบ แต่ถามใจตัวเองดีๆ เราก็ไม่ถึงกับ “อยากตาย”

อาจจะแค่อยากพัก อยากเว้นพื้นที่ระหว่างตัวเองกับคนอื่น

ประมาณว่า “ไม่ได้อยากตาย แต่ก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้า”

ความเหนื่อยล้าที่สะสมมา ทำให้เราไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

และเราก็เคยชินกับการเก็บมันไว้คนเดียว พยายามอดทน บอกตัวเองว่าเรารับไหว

.

ไม่รู้จะมีเช้าไหนไหมที่ทำให้รู้สึกดี กว่าจะรวบรวมใจให้พร้อมรับมือกับเรื่องวันนี้นั้นแสนยาก

คิดวนเวียนว่า “ขอให้ฉันผ่านไปได้อีกวัน” หรือ “หวังว่าวันนี้จะไม่แย่มากนะ”

สุดท้ายตอนเย็นก็โล่งนิดๆ ที่หมดวัน แต่วันที่รู้สึกเฟลก็มีไม่น้อย

ไม่ใช่เราคนเดียวใช่ไหมที่มีชีวิตเหนื่อย ๆ หม่น ๆ แบบนี้

.

เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน ? หลายคนบอกว่า เพื่อตามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่

เพื่อเรียนรู้ เพื่อสร้างสิ่งดีๆ เพื่อชดใช้กรรม และอีกสารพัดคำนิยาม

ต่างคนต่างความเชื่อ แต่โดยส่วนตัวเรายังไม่พบคำตอบเหมือนกัน

แต่อย่างน้อยในวันที่ยังตื่นขึ้นมา เราอยากมีความสุข อยากมีคุณค่า อยากใช้ชีวิตในแบบที่ชอบ

เราอยาก…มีชีวิตอยู่

.

จะโอเคไหม ถ้าเรายอมรับว่าบางครั้งเราไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่สามารถเอาชนะความคิดลบๆ ได้เพียงลำพัง

หันไปหาคนรอบข้างที่คอยบอกเราว่า “มีอะไรเล่ามาได้นะ” กับการที่เขาอยู่ข้างๆ เสมอ

ค่อยๆ เปิดประตูความรู้สึกของเรา จากที่ไม่เคยพูดสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ให้หันมาระบายมันออก

.

การพึ่งพิงใครสักคนมันช่วยได้มากเลยนะ เก็บไว้ทั้งเหนื่อยทั้งหนัก และเจ็บปวด…

ไม่ต้องรักตัวเองทุกวันก็ได้ บางวันจะคิดลบบ้างก็ได้ การบังคับตัวเองให้ร่าเริงสดใสไม่มีประโยชน์

ถ้านั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ ขอแค่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองรู้สึกและไม่ต้องรู้สึกผิดกับอารมณ์พวกนั้น

วันนี้ถ้าเหนื่อยเกินไปจนไม่อยากตื่น ก็รับรู้ว่าฉันไม่พร้อมและฉันคงต้องหันกลับมาดูแลใจตัวเอง

.

อย่าละเลยที่จะรักษาสุขภาพใจ ถ้ากำลังสับสน อึดอัดและไม่โอเคกับสิ่งที่เผชิญอยู่ นอกจากการพูดคุยกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิดแล้ว ลองมาปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็ช่วยได้ดีเช่นกัน เพราะเราต่างมองหาการรับฟังโดยไม่ตัดสิน ถ้าอยากให้คนรับฟังอย่างเข้าใจ อูก้าขอชวนมาพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันอูก้าได้เลย ⠀⠀⠀⠀

#OOCAstory

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/idwtdblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

⠀⠀⠀⠀

Read More
พบจิตแพทย์ เครียด ซึมเศร้า จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด

ความต่างระหว่างนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และนักจิตบำบัด

เพื่อน ๆ สับสนกันไหมเวลาที่พูดถึงอาชีพที่เกี่ยวกับ ‘จิตวิทยา’ อูก้าเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่ติดตามกันมานานอาจจะพอคุ้นเคยกับหมวดอาชีพในสายนี้กันมาบ้าง แต่ถ้าให้บอกความต่างกันให้ชัดเจน แยกแยะหน้าที่และรูปแบบการทำงานของสามศรีพี่น้อง ระหว่าง ‘นักจิตวิทยา’ ‘จิตแพทย์’ และ ‘นักจิตบำบัด’ ก็อาจจะมีคนงง ๆ ว่าแล้วมันต่างกันยังไง ต้องเรียนอะไร หรือเราควรเลือกไปปรึกษาใครดี วันนี้อูก้าเลยมีคำตอบมาฝากทุกคนกัน!

#นักจิตวิทยา

ก่อนอื่นเลยมาเริ่มกันที่ ‘นักจิตวิทยา’ หรือ (psychologist) ซึ่งจริง ๆ แล้วนักจิตวิทยามีหลากหลายสาขา เช่น นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาองค์กร นักจิตวิทยาพัฒนาการ นักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งโดยส่วนใหญ่เราอาจจะคุ้นเคยกับนักจิตวิทยาประเภทหลังมากที่สุด

สิ่งที่พวกเขาเน้นคือการให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา หรือถ้าให้เข้าใจง่ายก็คือการพูดคุยที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เรียนรู้ตัวเองผ่านการพูดคุย ค่อย ๆ เยียวยาจิตใจตัวเองจากสิ่งที่เราได้พูดมันออกมา ความโดดเด่นของนักจิตวิทยาคือถ้าเราระบายเรื่องทุกข์ใจกับคนทั่วไป เราอาจจะได้แค่คนรับฟังและคำปลอบใจ แต่นักจิตวิทยาจะทำมากกว่านั้น เพราะพวกเขาจะทำให้เราเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำและอารมณ์ความรู้สึกของเราด้วย และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการใช้จิตวิทยาเข้าช่วยในการพูดคุยทั้งสิ้น

ที่สำคัญนักจิตวิทยาจะไม่บอกให้คุณทำอย่างนั้น ตัดสินใจอย่างนี้ แต่เขาอยากให้คุณเข้าใจและตัดสินใจยอมรับหรือเปลี่ยนแปลงบางสิ่งได้ด้วยตัวของเราเอง สตรองขึ้นด้วยตัวเอง กลายเป็นคุณที่เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม บรรยากาศที่พูดคุยมักเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและไม่กดดัน

#จิตแพทย์

ส่วน ‘จิตแพทย์’ (psychiatrist) แน่นอนว่ามีคำว่าแพทย์ต่อท้าย ก็ต้องหมายถึงคนที่มีพื้นฐานการแพทย์โดยเฉพาะ คือแพทย์ที่เรียนต่อเฉพาะทางเพื่อมาเป็นจิตแพทย์นั่นเอง ดังนั้นจิตแพทย์อาจจะมีอีกชื่อหนึ่งคือหมอรักษาโรคจิตเวช พวกเขาจึงสามารถทำหน้าที่วินิจฉัยและสั่งยาเพื่อใช้ในการรักษา ในมุมมองของจิตแพทย์ พวกเขาจะโฟกัสความผิดปกติที่เกิดขึ้นว่าเป็นความเจ็บป่วยบางอย่าง ดังนั้นจึงมองไปที่การกำจัดความเจ็บป่วยด้วยการใช้ยาเป็นหลักนั่นเอง

แต่ใช่ว่าจิตแพทย์จะไม่รู้วิธีการให้คำปรึกษาหรือบำบัดใจนะ เพียงแต่ว่าหน้าที่หรือจุดโฟกัสหลัก ๆ ของเขาอาจจะมุ่งไปที่โรคต่าง ๆ มากกว่า เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท ฯลฯ เราจะทำอย่างไรให้เขาดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ยาตัวไหน มองในมุมของแพทย์เป็นหลัก และส่วนใหญ่พวกเขาทำงานในโรงพยาบาลที่แสนจะวุ่นวาย ดังนั้นเวลาที่จะนั่งให้คำปรึกษาหรือทำกิจกรรมบำบัดก็อาจจะน้อยนิด จึงไม่ได้มีเวลามาเน้นกระบวนการฮีลใจเท่าอีกสองอาชีพที่เหลือนั่นเอง

#นักจิตบำบัด

สุดท้ายคือ ‘นักจิตบำบัด’ (therapist) อีกหนึ่งสายเฉพาะทางที่อาจจะแตกต่างจากสองอาชีพเบื้องต้นอยู่เล็กน้อย ตรงที่หน้าที่ของเขาจะเน้นไปที่การ ‘บำบัด’ แบบต่าง ๆ ไม่ได้วินิจฉัย สั่งยาให้แบบจิตแพทย์ ไม่ได้เน้นพูดคุยปรึกษาแบบนักจิตวิทยา แต่พวกเขาจะเน้นไปที่การทำจิตบำบัดตามวิธีการที่หลากหลาย เช่น ชวนคุณมานั่งคุย ต่อไปที่การใช้ศิลปะมาฮีลใจ เล่นดนตรี การเล่น หรือวิธีการอื่น ๆ ตามแต่ที่พวกเขาถนัดและร่ำเรียนมา เพื่อที่จะได้ช่วยบำบัดใจของคุณให้สบายยิ่งขึ้น หรือทำให้คุณ “เข้าใจและยอมรับ” กับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

นักจิตบำบัดบางครั้งก็เป็นจิตแพทย์เองที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางในการบำบัด ทำงานร่วมกันกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาด้วยเช่นกัน และในประเทศไทยเองสายจิตบำบัดก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในช่วงหลัง

ดังนั้นแล้วในกระบวนการดูแลรักษาใจ เราอาจจะได้พบเจอทั้งสามอาชีพนี้ทำงานอยู่ร่วมกันเลยก็ได้ เช่น เราอาจจะรู้สึกไม่สบายใจแล้วไปคุยปรึกษากับนักจิตวิทยา นักจิตวิทยาประเมินเบื้องต้นแล้วส่งต่อมายังจิตแพทย์เพื่อช่วยดูแล วินิจฉัย จิตแพทย์ก็อาจจะดูว่ากระบวนการต่อไปควรจะทำอย่างไร จะทานยาร่วมกับการบำบัดแบบไหน แล้วก็อาจจะเป็นหน้าที่ของนักจิตบำบัดที่จะมาช่วยจับมือเราผ่านความรู้สึกนี้ไปด้วยกันนั่นเอง

รู้แบบนี้แล้ว อูก้าหวังว่าเพื่อน ๆ ทุกคนอาจจะคลายสงสัยกันไปได้บ้าง และไม่ว่าเรื่องของเราจะเป็นแบบไหน ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ อยากมีใครรับฟังละก็ อูก้าและทีมนักจิตวิทยาพร้อมจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยินดีรับฟังเรื่องของเพื่อน ๆ เสมอ สามารถพูดคุยกับอูก้าได้ตลอดเวลาเลยนะ

.

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/abtrpblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth#สุขภาพจิต#เครียด#ซึมเศร้า#พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://adaymagazine.com/report-counselling-psychologist/

https://www.bettermindthailand.com/content/4270/นักจิตวิทยากับจิตแพทย์การทำงานต่างกันอย่างไร

https://know-are.com/จิตแพทย์-นักจิตบำบัด-นักจิตวิทยาการปรึกษา-ต่างกันยังไง/

Read More