‘ท้อแล้วท้ออีก’ สิ้นหวังกับชีวิตจนไม่รู้จะไปต่อยังไงในยุคโควิด

“คนอื่นอยู่ได้เราก็ต้องอยู่ได้” แม้จะบอกว่าในสถานการณ์โควิดแบบนี้ใครๆ ก็รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังด้วยกันทั้งนั้น แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อความทุกข์ของคนเรามีขนาดไม่เท่ากัน ความท้อแท้ในวัยเรียน ความเครียดของคนทำงาน และความสิ้นหวังของคนที่สูญเสียต่างก็ทำให้เราประคับประคองชีวิตให้ไปต่อได้ยากเหลือเกิน

‘ความเข้มแข็ง’ ที่ถูกพรากไปพร้อม ๆ กับการมีอยู่ของ ‘โควิด’

เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกเครียด กังวลและโดดเดี่ยว ถึงเราจะรู้ดีว่านี่เป็นมาตรการสำคัญและจำเป็นที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าการแพร่ระบาดของโควิดจะยืดเยื้อเกือบสองปีและยังต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ต่อให้โควิดหมดไปการฟื้นฟูสิ่งต่าง ๆ ให้กลับมาสู่สภาพเดิมก็ใช้เวลาไม่น้อย

แล้วเราจะต้องสิ้นหวังเพราะโควิดไปอีกนานแค่ไหน ?

บางคนต้องกักตัวหลายครั้ง พนักงานก็เปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน นักเรียนต้องนั่งเรียนออนไลน์ เด็กจบใหม่ท้อแท้กับการหางาน ในขณะที่อีกหลายชีวิตตกงานอย่างสิ้นหวัง หรือแม้แต่คนที่กำลังต่อสู้กับสถานการณ์โควิด สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความรู้สึกราวกับถูกทอดทิ้ง และเมื่ออยู่อย่างสิ้นหวังก็นำไปสู่การขาดความรู้สึกสนใจ (loss of interest) สูญเสียความตั้งใจ (loss of attention) ได้

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 1,700 คน ในหัวข้อ “สภาพจิตใจของคนไทยในยุค โควิด-19” จากสวนดุสิตโพล ระบุว่า 75.35 % รู้สึกเครียดและวิตกกังวล อันดับสองคือรู้สึกแย่และสิ้นหวัง 72.95 % โดยการแพร่ระบาดของโควิดระลอกล่าสุดทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ นอกจากนี้เกือบ 90 % รู้สึกสิ้นหวังกับการทำมาหากินเพราะสภาพเศรษฐกิจ ซึ่ง 3 ใน 4 อยากให้เร่งการฉีดวัคซีน อีก 60.52 % ต้องการให้ภาครัฐและเอกชนช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและ 41.97 % บอกว่ากำลังพยายามอดทนและแก้ปัญหาเพื่อให้อยู่ได้

ท้อแท้กับการหาเลี้ยงปากท้อง จนรู้สึกสิ้นหวังไม่อยากมีชีวิตอยู่

สิ่งที่น่ากังวลคือ มีประชาชน 3.79 % ที่รู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้ “รู้สึกท้อแท้ที่สุด/เกินจะรับมือได้” อาจดูเหมือนไม่มาก แต่หากเทียบดูประชาชน 4 จาก 100 คน กำลังสิ้นหวังจนไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ที่สำคัญหากเราทำการสำรวจมากขึ้น จำนวนตัวเลขของคนที่รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังก็จะยิ่งมีให้เห็นเพิ่มขึ้นด้วย

สถานการณ์โควิดทำให้เกิดการฆ่าตัวตายรายวันเพราะรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต หากย้อนกลับไปสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งก็เคยมีสถิติการฆ่าตัวตายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน มองเผิน ๆ อาจดูเหมือนโควิดเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ในชีวิต แต่เบื้องลึกเราล้วนมีภาระมากมายในใจที่แบกรับอยู่ ไม่ว่าจะการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพ ฯลฯ เมื่อโควิดเข้ามาจะกลายเป็นความเครียดกังวลที่ถาโถม

ความรู้สึกสิ้นหวังต้องระวังมากกว่าที่คิด ผู้ที่มีแนวโน้มจะทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายมีสิ่งที่เราสังเกตได้คือ

  • รู้สึกทุกข์ทรมานจนยากจะทนต่อไปได้ (suffer)
  • ท้อแท้ผิดหวังกับสิ่งต่าง ๆ (disappoint)
  • รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า (worthless)
  • ไม่มีใครช่วยเหลือ (helpless)
  • รู้สึกสิ้นหวังหมดหนทาง (hopeless)

“ไม่ใช่แค่เราที่ลำบาก” นี่คือคำปลอบใจที่เราอยากได้รับจริงเหรอ ? ใครจะเข้าใจว่าก้อนความสิ้นหวังตรงหน้ามีขนาดใหญ่กว่าที่คิด จริงอยู่ที่โควิดทำให้ทุกคนต้องปรับ แต่ระยะเวลาที่นานร่วมปีย่อมไม่ใช่ภาวะปกติที่ใจเราจะรับไหว เราต่างเครียดกังวลกับการใช้ชีวิตประจำวัน แม้แต่พื้นที่ของความสุขก็ถูกจำกัด พลังใจลดลงสวนทางกับความท้อแท้ที่มากขึ้น เราคงบอกตัวเองให้เดินหน้าได้ยากลำบาก การเยียวยาจิตใจอย่างถูกวิธีจึงสำคัญมาก

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ช่วยได้อย่างไร ?

เมื่อรู้สึกเครียด ท้อแท้ สิ้นหวัง หรือมีความคิดในเชิงลบอย่างมาก ควรรีบหาทางรับมือกับอารมณ์ความรู้สึกที่เข้ามา ซึ่งการเข้ารับบริการปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนจิตใจได้อย่างดี เพราะสุขภาพใจก็เหมือนสุขภาพกายที่ไม่ควรถูกมองข้าม หากไม่เคยโยนขยะในใจทิ้งไป วันหนึ่งสิ่งที่สั่งสมอยู่ภายในอาจกดทับจนเรารับมือไม่ไหว

ไม่ต้องกังวลกับการกำจัดภาระที่หนักอึ้ง เพราะ #อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพใจทางออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์กว่า 90 ท่าน ที่ผ่านการคัดสรรมาโดยเฉพาะ ใช้การพูดคุยปรึกษาในรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวกทุกที่ทุกเวลา ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัว สามารถเลือกผู้เชี่ยวชาญและเลือกช่วงเวลาที่อยากพูดคุยได้โดยไม่ต้องรอคิว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้าก็ยินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจของทุกคน

ซึ่งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้านั้น สามารถให้คำปรึกษาได้ในทุก ๆ ด้าน ยกตัวอย่างเช่น

  • ภาวะซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล หดหู่
  • ความรัก ความสัมพันธ์
  • ความเครียดในองค์กร
  • ภาวะหมดไฟ หางาน เลิกจ้าง
  • ปัญหาการปรับตัว
  • ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์
  • โรคทางจิตเวชต่าง ๆ

ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่โควิดเริ่มแพร่ระบาด สถิติการเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพใจเพิ่มมากขึ้น อาจดูเหมือนน่ากังวล แต่แท้จริงแล้วถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นหมายถึงมีการตระหนักรู้ถึงความเครียดที่เกิดขึ้นและเรากำลังพยายามจะแก้ไขมัน เพราะอาการซึมเศร้าอาจนำไปสู่ความคิดแง่ร้าย แต่ถ้าเราตระหนักว่าโควิดเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับทุกคนและรับรู้ความซึมเศร้าที่เกิดขึ้น

แทนที่จะอารมณ์เสียหรือกล่าวโทษตัวเอง สุดท้ายแม้จะไม่พอใจแต่เราก็จะยอมรับความจริงได้ เมื่อรู้ตัวว่าความเครียดและอาการซึมเศร้าเกิดกับเราแล้ว การรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร หากแต่เป็นทางออกในการจัดการชุดความคิดแง่ลบให้เรา โดยการวางแผนและดำเนินกิจวัตรประจำวันที่เป็นวิถีใหม่ เน้นที่ความยืดหยุ่นเป็นหลัก คือสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม

4 วิธีสร้างเกราะป้องกันให้ใจในวันที่ท้อแท้สิ้นหวัง

  1. มองหาตัวช่วยสนับสนุน

อย่ากังวลเกินไปเมื่อต้องมองหาตัวช่วย บางครั้งเราติดอยู่กับความคิดที่ว่า “ฉันต้องพึ่งพาตนเองให้ได้” หรือคนไทยมักจะถูกสอนให้ “ยืนด้วยลำแข้ง” โดยลืมไปว่าเราเป็นมนุษย์ที่สามารถเจ็บปวดได้ ร้องไห้เป็น และสามารถท้อแท้สิ้นหวังได้เช่นกัน แต่เราก็สามารถก้าวผ่านความรู้สึกเหล่านี้ไปได้ หากมีทรัพยากรทางใจที่ดี ในที่นี้อาจจะเพื่อน ครอบครัว หรือสิ่งรอบตัวที่ให้ความสุขกับเรา ทำให้เราปล่อยวางความทุกข์ลงได้ หรือลำบากใจในการปรึกษาคนรู้จักก็สามารถเลือกปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเราเครียดกังวลสูงอาจต้องใช้การบำบัดเพื่อช่วยบรรเทาความรู้สึกสิ้นหวังและร่วมกันหาหนทางเพื่อใช้ชีวิตต่อไป

  1. เปิดรับการเปลี่ยนแปลง

ฟังดูเหมือนเราได้ยินประโยคนี้มานับพันครั้ง แต่เราทำได้จริงหรือไม่ ? การออกจาก comfort zone อาจไม่ง่ายขนาดนั้นและเป็นอะไรที่หลายคนรู้สึกกลัวที่จะก้าวออกมา (fear of stepping out) สิ่งที่แย่ที่สุดคือวันหนึ่ง comfort zone ของเราอาจหายไป เหมือนเช่นวันนี้ที่โควิดอาจพรากบางอย่างไปจากเรา บางครั้งเราต้องยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป แม้จะทำใจได้ยากแต่ความสิ้นหวังนี้ก็ไม่ได้คงอยู่ถาวรเช่นกัน “ทุก ๆ อย่างจะดีขึ้น”

การมอบความหวังเล็ก ๆ ให้ตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เราแค่อ่อนโยนกับตัวเองที่กำลังเหนื่อยล้าและท้อแท้ ไม่จำเป็นเพิ่มความกดดันให้ชีวิตสิ้นหวังลงไปมากกว่าเดิม อนุญาตให้ตัวเองได้มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงและผ่อนคลายดูบ้าง

  1. ความทรงจำดี ๆ มีคุณค่า

เราได้ยินแต่คนบอกให้โฟกัสอยู่กับปัจจุบัน แต่อย่าลืมว่าช่วงเวลาดี ๆ ในชีวิตก็ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจที่สิ้นหวังได้เหมือนกัน เชื่อว่าโควิดคงไม่ใช่สถานการณ์เดียวที่ทำให้เราท้อแท้สิ้นหวังหรือประสบกับความรู้สึกด้านลบ เพราะฉะนั้นอะไรที่เคยช่วยให้เราผ่านมาได้หรือเป้าหมายอะไรพาเราเดินต่อ นี่ไม่ใช่การยึดติดกับอดีตจนละเลย เพียงแต่อย่าหลงลืมตัวเองในอดีตไปจนหมด เพราะเราสามารถหยุดพักและถอยหลังได้เมื่อเราต้องการ เมื่อเริ่มมีความหวังอีกครั้งก็ค่อย ๆ เดินหน้าใหม่

ให้เราใช้สิ่งต่าง ๆ มาเสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเองอีกครั้ง แม้ในวันที่เลวร้าย ข้อดีของเราก็ยังอยู่ เรายังมีคุณค่าไม่เปลี่ยนแปลง แค่สถานการณ์อาจจะไม่เอื้อให้ถูกมองเห็น ลองให้เวลากับตัวเองเพื่อหาว่าสร้างความหวังในชีวิตขึ้นอีกครั้ง

  1. ย่อขนาดของเป้าหมาย

ใจเราไม่ได้แข็งแกร่งทุกวัน ในเวลาที่เราท้อแท้สิ้นหวัง ขนาดของใจก็อาจเล็กลงไปด้วย เป้าหมายที่เคยวางไว้อาจไปไม่ถึง ทำให้เรารู้สึกท้อแท้มากกว่าเดิม เมื่อเราต้องต่อสู้กับเวลาและการทำงานของจิตใจ ให้เราปรับขนาดและระยะเวลาของเป้าหมายให้พอดีกับภาวะของใจในขณะนั้น การวางขั้นตอนสั้น ๆ ทำเป้าหมายเล็ก ๆ สำเร็จในแต่ละวัน ถือเป็นกำลังใจชั้นดีที่จะช่วยให้เรามีความหวังอีกครั้ง ความสำเร็จที่ได้สัมผัสไม่สำคัญว่าเล็กหรือใหญ่ แต่อย่างน้อยเราได้สร้างโอกาสใหม่ ๆ และผลักดันตัวเองให้เดินต่อไปข้างหน้า

อย่างที่เรารู้ว่า ‘ความสิ้นหวัง’ ก็เป็นเหมือนหลุมลึก เมื่อตกลงไปก็ยากที่จะขึ้นมาได้ ต้องใช้พลังกายและพลังใจอย่างมาก ระหว่างที่พยายาม ‘ความรู้สึกท้อแท้’ ก็อาจเกิดขึ้นเป็นระยะ วนเวียนซ้ำๆ ในใจของเรา จึงไม่ใช่แค่บอกตัวเองให้มีความหวัง แล้วมันจะเกิดขึ้นทันที่ แต่เป็นเกราะที่เราต้องสร้างให้ตัวเองโดยเฉพาะช่วงที่โควิดกำลังแพร่ระบาดอยู่

ภูมิคุ้มกันทางใจสร้างได้ด้วยการเติบโตจากภายใน เมื่อเราไม่ยอมแพ้ความท้อแท้ในใจก็จะเบาบางลง การมีสติในการใช้ชีวิตจะช่วยให้เรารักษาสมดุลของใจไว้ ไม่ก้าวเข้าไปในหลุมของความสิ้นหวัง แต่ถ้าหากเหนื่อยล้าท้อแท้ใจ อย่าลืมให้อูก้าช่วยดูแลสุขภาพใจของคุณ

.________________________________

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/m95x
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://siamrath.co.th/n/248678

https://psychcentral.com/blog/3-ways-to-cultivate-hope#1

https://wellness.chula.ac.th/?q=th/content/ดูแลใจในช่วง-covid-19-สิ้นหวังอย่างไรให้มีหวัง

http://164.115.42.194/e_doc/views/uploads/5cf7930fad074-820449b051214e4506acd7b594ebb06c-509.pdf

Read More

จบใหม่แต่ไร้งาน เมื่อที่ว่าง…ไม่ใช่ของฉัน

เรียนมาหลายปี พอถึงวันที่ได้เป็นบัณฑิตป้ายแดงแทนที่จะดีใจ กลับต้องมานั่งกลุ้มกับการหางานที่ชอบ องค์กรที่ใช่ ไป ๆ มา ๆ เครียดยิ่งกว่าตอนเรียน จากที่จบใหม่ไฟแรงก็ค่อย ๆ ถูกสภาพเศรษฐกิจในยุคนี้กดทับ จำยอมต้องอยู่ในสภาวะคนตกงานตั้งแต่ยังไม่ออกเดิน คิดแล้วก็เหนื่อยจนไม่มีใจจะไปหางานที่ไหนอีก แล้วแบบนี้เด็กจบใหม่จะทำยังไง เมื่อต้องแบกรักความคาดหวังของตัวเองและครอบครัว ในวันที่การหางานเป็นไปได้ยากเหลือเกิน

เพิ่งจบใหม่แต่ไร้งาน ? หรือตรงนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับเด็กจบใหม่ 😥

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแล้วระลอกเล่าทำให้กระทบการจ้างงานในหลายภาคส่วน ทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คนที่มีงานทำก็กลายเป็นตกงาน เด็กจบใหม่ต้องหางานไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2563 เด็กจบใหม่ แรงงานอายุน้อยและมีการศึกษาสูงเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาการว่างงานมากที่สุดถึงร้อยละ 3.15 ข้อมูลของปี 2564 จากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่ามีคนว่างงานมากถึง 760,000 คน

“อนาคตของเด็กเจนเนอเรชัน Z น่าเป็นห่วงอย่างมาก” ศูนย์วิจัย Pew และมูลนิธิการแก้ปัญหาการว่างงานกังวลเกี่ยวกับเด็กจบใหม่เพราะเป็นช่วงวัยที่ก้ำกึ่งระหว่างเรียนกับทำงาน ยังไม่มีรายได้ที่แน่นอน ประกอบกับการจ้างงานที่ชะลอตัวไปด้วย ถึงแม้จะคาดการณ์ไว้ว่าประเทศไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวภายใน 4-5 ปี แต่การขยายขนาดองค์กรดูจะเป็นภาระที่หนักเกินไป

ตำแหน่งงานจึงไม่เพียงพอกับจำนวนนักศึกษาจบใหม่กว่า 490,000 คนที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน การว่างงานของเด็กจบใหม่นี้ทำให้หลาย ๆ คนขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพช่วงแรกเริ่มของการเข้าสู่โลกของการทำงาน จากผลสำรวจระบุว่าประชาชนในวัย 15-24 ปี กว่าร้อยละ 14% และวัยทำงานเกือบ 20% ต้องเผชิญกับการว่างงานแบบไม่เต็มใจ

ไม่ใช่แค่หางาน แต่ทุกอย่างหลับจบใหม่ช่างหดหู่ 👨🏻‍🎓

ภาพความสำเร็จและอาชีพการงานที่มั่นคงที่วาดไว้ทำให้ทุ่มเทเรียนมาตลอดหลายปี แต่ทำไมวันแล้ววันเล่าเราก็ยังไม่เจองานที่ใช่ จนต้องถามตัวเองว่า “ทำไมเป็นเราที่ยังว่างเปล่าอยู่แบบนี้” พ่อแม่เอาแต่ถามว่าเมื่อไหร่จะได้งาน ไม่มีใครเข้าใจว่าเราคาดหวังไว้แค่ไหน เราก็เครียดกับการอยู่บ้านเฉย ๆ เหมือนกัน ทั้งกังวล กดดัน ซึมเศร้า สับสน กลัวไปหมดทุกอย่าง

ภาวะแบบนี้เป็นสิ่งที่เด็กเจ็บใหม่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ เรียกว่าภาวะซึมเศร้าของเด็กจบใหม่ (Post-Graduation Depression หรือ Post-Graduate Blues)  ข้อมูลจาก City Mental Health Alliance  ประเทศอเมริกาพบว่าเกือบครึ่งของบัณฑิตจบใหม่มีสภาวะซึมเศร้าหลังเรียนจบ ดร.เบอร์นาร์ด ลัสกิน (Bernard Luskin) นักจิตบำบัดชาวอเมริกัน เสริมว่าภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลนั้น สามารถเกิดได้ทั้งก่อนและหลังเรียนจบ

Huffington Post พูดถึงความเครียดกังวลของเด็กจบใหม่ว่า “พวกเขามีความกดดันตัวเองสูง รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องหางานทำทันที จนละเลยที่จะให้เวลากับตัวเอง ส่วนหนึ่งเพราะว่าปัญหา ‘เศรษฐกิจ’ และความคาดหวังของ ‘สังคม’ ที่บีบบังคับพวกเขาอยู่” ฉะนั้นการที่พวกเขาหางานไม่ได้ในยุคนี้ก็มีแต่จะทำให้เครียดมากยิ่งขึ้น ไม่รู้ “จะเอายังไงดีกับชีวิต ?” แล้วตอนนี้ทุกอย่างก็ดูมืดมนลงไปอีกเพราะสถานการณ์โควิดที่เหมือนมาหยุดเวลาของเด็กจบใหม่ในยุคนี้

เกิด ‘วิกฤตสองต่อ’ (Double Crises) จากโควิด สู่การมีต่อที่สาม 😰

“คนรุ่นล็อกดาวน์” (lockdown generation) คือนิยามที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เรียกเด็กจบใหม่และกำลังเข้าสู่โลกของการทำงานในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด พวกเขาอาจกลายเป็น “รุ่นที่สาบสูญ” เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ราวกับถูกลืมในตลาดแรงงานเพราะทุกคนมุ่งเน้นที่ปัญหาการตกงาน การรักษาธุรกิจให้ไปต่อ แต่จริง ๆ แล้วกลุ่มเด็กจบใหม่ก็กำลังเครียดและต่อสู้ไม่แพ้กัน มี 3 เรื่องหลัก ๆ ที่เด็กจบใหม่และวัยเริ่มทำงานกังวล ได้แก่ 1) การตกงาน 2) การเรียน การอบรมฝึกงานที่ถูกระงับไป 3) ความยากในการหางานหรือเปลี่ยนงาน

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช กล่าวถึงปรากฏการณ์ ‘วิกฤตสองต่อ’ (Double Crises) คือวิกฤตโควิด-19 ตามด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ หน้าที่ของรัฐฯในการดำเนินการฝ่าวิกฤตสำคัญมาก ทั้งนี้ไทยอาจเจอกับวิกฤตที่สามพ่วงด้วยคือ “การบริหารงานที่ผิดพลาด” เพราะเราไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีพอ แถมยังปล่อยให้เศรษฐกิจซบเซาจนเกินเยียวยา ประชาชนก็ตกงาน ขาดความเชื่อมั่น เครียด ซึมเศร้า เพราะหมดหวังในการใช้ชีวิต

แล้วเด็กจบใหม่กังวลกับอะไร แล้วต้องทำอย่างไรต่อ ? 🤔

จากแบบสอบถามของ JobThai ที่สำรวจความคิดเห็นของเด็กจบใหม่ในยุคนี้ พบว่าความกังวลสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. จะหางานไม่ได้

แทบทุกคนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ เคยประสบปัญหานี้เพราะไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับสายงานไหน หรือมีทักษะอะไรที่นำไปใช้กับงานได้ ตัวเลือกที่มีอยู่ก็ดูจะน้อยนิด เลยยากที่จะหางานได้ตรงกับความต้องการจริง ๆ

  1. เศรษฐกิจไม่ดี ชีวิตเราก็แย่

ภาพรวมของประเทศสั่นคลอนความมั่นคงของคนวัยทำงานได้ ยิ่งจบใหม่ยังไม่มีประสบการณ์การมากนัก ยิ่งอยู่ใกล้คำว่า “หางาน” และ “ตกงาน” ทำให้ต้องใช้ชีวิตแบบพยายามเซฟ ๆ ตัวเองไว้ก่อน

  1. รายได้ไม่เพียงพอ

แม้โควิดจะรุนแรง แต่ค่าครองชีพก็มีแต่จะสูงขึ้น ดูแล้วสวนทางกันเหลือเกิน ทั้งอาหาร ค่าเดินทาง หรือของใช้ทั่วไป ทำให้เด็กจบใหม่รู้สึกเครียด หางานว่ายากแล้วแต่หารายได้ให้เพียงพอที่จะรับผิดชอบตัวเองนั้นยากกว่า ลำพังเงินเดือนเด็กจบใหม่ก็น้อยนิดอยู่แล้ว ถ้าต้องเตะฝุ่นหางานไปยาว ๆ ก็มีแต่เครียด

  1. เจองานไม่ตรงใจ

ใคร ๆ ก็บอกว่า “มีงานดีกว่าไม่มี” แต่ถ้าได้งานไม่ตรงใจฝืนไปก็เสียสุขภาพ สุดท้ายเด็กจบใหม่กลายเป็นกลุ่มที่ต้องต่อสู้กับความเครียดและความอ้างว้างในใจมากที่สุด เพราะเหมือนอยู่ในสถานะที่เลือกอะไรไม่ค่อยได้ ทั้งที่ความชอบ ความต้องการหรือแม้แต่ทางเลือก เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้และทุกคนก็ควรได้รับโอกาสนั้น สุดท้ายจะตกงานหรือมีงานก็อาจประสบกับภาวะซึมเศร้าได้

  1. เข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้

ไม่ว่างานไหน ๆ ก็เจอปัญหาเรื่องคน การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ แต่ละคนก็ใช้เวลามากน้อยแตกต่างกัน เมื่อการทำงานไม่ได้มีแต่เรื่องงาน การปฏิสัมพันธ์กับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของความสุขในการทำงานเลยด้วยซ้ำ หมั่นสังเกตบรรยากาศโดยรอบ อาจพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนในการสมัครงานเลยก็ได้ว่าเรารู้สึกถึงความเข้ากันได้กับที่นี่หรือเปล่า เพื่อช่วยเราในการตัดสินใจ

ที่นั่งน้อยลงแต่คู่แข่งเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรให้องค์กรเตะตาเรซูเม่ของเด็กจบใหม่อย่างเรา หรือรู้สึกว่าเรานี่แหละคือคนที่เขากำลังตามหา ผลสำรวจบอกว่าโดยเฉลี่ยคนหางานจะส่งใบสมัครครั้งละ 16 บริษัท ซึ่งจำนวนมากน้อยไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราต้องใส่ใจทุก ๆ ใบสมัครที่เรายื่นไป แสดงตัวตนให้ชัดเจนและไม่ลืมชูจุดเด่นขององค์กรที่เรายื่นไปด้วย

จากสถิติยังบอกอีกกว่า กว่า 36.2% ไม่เคยได้รับการเรียกสัมภาษณ์งาน และอีก 35.4% ถูกเรียกไปสัมภาษณ์แต่ไม่ผ่าน ซึ่งแบบแรกคือเราต้องปรับที่เอกสารหรือการหางานให้ตรงกับคุณสมบัติของเรา แบบที่สองคือเอกสารเราอาจจะดีแล้ว แต่ติดขัดในขั้นการสื่อสาร การนำเสนอความคิดอย่างเป็นระบบ วัฒนธรรมองค์กร หรือไหวพริบในการตอบคำถาม

วิธีการลดภาวะเครียดและซึมเศร้าของเด็กจบใหม่ที่สำนักข่าว ABS ของประเทศฟิลิปปินส์ ได้แนะนำ คือ “การปล่อยวาง” และ “เตรียมพร้อม” อาจจะฟังดูเหมือนง่ายแต่เรารู้ดีว่าทำได้ยาก อย่างไรก็ตามเราต้องฝึกใจให้มีสติ ท่ามกลางความเครียดทั้งหลาย แล้วเริ่มวางแผนชีวิตให้ตัวเอง

Tips สำหรับเด็กจบใหม่ที่กำลังหางาน 💡

  • อย่าเพิ่งไปโฟกัสว่าเราต้องเจองานที่ถูกใจใช่เลยตั้งแต่งานแรก แม้จะมีสิ่งที่ไม่ตรงใจเราบ้าง แต่อย่างน้อยทุกโอกาสก็แปรเปลี่ยนเป็นประสบการณ์และช่วยพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ให้เราได้
  • เรามีโอกาสใหม่ ๆ เสมอ การไม่ผ่านสัมภาษณ์หรือไม่ได้รับคัดเลือก ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสามารถหรือทักษะไม่ดี แต่อาจยังไม่เจอที่ที่เหมาะสมกับเรา
  • วิเคราะห์เรซูเม่และใบสมัครของตัวเอง เอกสารที่ใช้ต้องมีความโดดเด่น เรามีจุดแข็งอะไรที่น่าสนใจ คุณสมบัติของเราตรงกับ Job Description หรือไม่ คุณสมบัติของเราจึงต้องแตกต่างและตอบโจทย์
  • ไม่หยุดพัฒนาทักษะในช่วงหางาน ยังไม่ได้งานที่ไหนก็สามารถหาอะไรทำไปก่อนได้ ทั้งเรียนออนไลน์ อ่านหนังสือ ฝึกทักษะใหม่ ๆ หรือจะลองหางานชั่วคราว งานพาร์ทไทม์ เพื่อสะสมประสบการณ์ไปก่อนก็ดีเช่นกัน
  • วางแผนชีวิตไว้หลาย ๆ ทาง ตั้งเป้าหมายโดยแบ่งเป็นระยะสั้น กลาง ยาว ถ้าไม่ได้งานจะทำอย่างไร ช่วงที่หางานจะทำอะไรต่อ ถ้าได้งานแล้วจะมองอนาคตไว้ว่ายังไง
  • การตกงานอาจน่ากลัว แต่เป็นประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราอาจได้เจอ ไม่ต้องโทษตัวเองจนเกินไปแต่เรียนรู้ว่าเราจะเอาตัวรอดได้อย่างไรหากต้องเจอกับการตกงานจริง ๆ

จริงอยู่ท่ีการหางานหรือตกงานก่อให้เกิดความเครียดอย่างมาก ยิ่งอยู่กับมันยาวนานเรายิ่งเครียดและซึมเศร้า หลาย ๆ คนรู้สึกไม่ดี สูญเสียความมั่นใจ กล่าวโทษตัวเอง ไปจนถึงรู้สึกผิดกับคนรอบตัว การฝึกคิดเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราอยู่กับสิ่งที่ตัวเองควรจะโฟกัสจริง ๆ มากกว่าคิดฟุ้งซ่านว่า “ทำไมฉันหางานไม่ได้สักที” “ไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่นเลย” หรือ “ฉันไม่ดีตรงไหนทำไมถึงตกงาน”

หากใครรู้สึกเครียด กังวล หรือมีความคิดในเชิงลบอย่างมาก ขอแนะนำให้เข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อดูแลสุขภาพจิตใจให้แข็งแรง จะได้พร้อมรับมือกับการหางาน ในขณะเดียวกันถ้ารู้สึกทุกข์ใจกับงานที่ทำอยู่ก็สามารถพูดคุยได้เช่นกัน อย่าทิ้งให้ตัวเองรู้สึกซึมเศร้าหรือวิตกกังวลนานจนเกินไป ไม่รู้จะเริ่มเข้ารับการช่วยเหลืออย่างไร #อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่พร้อมดูแลสุขภาพใจของทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ใช้รูปแบบของวิดีโอคอล ในการพูดคุย ทั้งสะดวกและมีความเป็นส่วนตัวสูง นัดหมายช่วงเวลาได้ง่าย ๆ ไม่ต้องรอคิว ที่สำคัญทุกอย่างเก็บไว้เป็นความลับเสมอ เรามีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น

🤯 ความเครียดในองค์กร

🥵 ภาวะหมดไฟ หางาน เลิกจ้าง

😰 ปัญหาการปรับตัวในที่ทำงาน

😓 ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์

😥 ซึมเศร้า วิตกกังวล

😭 ความรัก ความสัมพันธ์

เพราะปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ ความเครียด วิตกกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้แต่เราก็ต้องพยายามหาทางอยู่ร่วมกับมันอย่างถูกวิธีด้วย ใจที่พร้อมจะนำเราไปสู่ผลลัพธ์และการรักตัวเองมากกว่าท่ี หากไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้านะคะ 💙

.________________________________

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/kKnn
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.artefactmagazine.com/2019/02/04/graduate-blues/

https://www.bbc.com/thai/thailand-53068272

https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_6332412

https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/125822?

https://bottomlineis.co/Social_Pressure_on_New_Graduates

https://thestandard.co/kittiratt-say-take-4-years-to-recover-from-coronavirus/

https://blog.jobthai.com/career-tips/oh-my-job-podcast-ep-9- เด็กจบใหม่ตอนนี้เป็นยังไง-หางานยากไหมในยุคโควิด

Read More

LGBTQ+ แตกต่างแต่ไม่ได้ผิดปกติ ยอมรับตัวตนเริ่มต้นที่ครอบครัว

หลายคนคุ้นหูกับคำว่า LGBTQ+ หรือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งการจำแนกสถิติระหว่างประเทศของโลกและปัญหาสุขภาพฉบับที่ 10 (ICD10) ขององค์การอนามัยโลก ( WHO) ได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยนำเอาหัวข้อ ” การมีเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกําเนิด” ราชูปถัมภ์ออกจากหมวดความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรม และย้าย LGBTQ+ ไปอยู่ในหมวด ” กรณีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพทางเพศ” ด้วยสาเหตุที่ว่าการมีเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิดนั้น ไม่ถือว่าเป็นอาการป่วยทางจิต ดังนั้นจึงเริ่มมีคนหันมาสนใจว่าแท้จริงแล้ว LGBTQ+ คืออะไร ?

ความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ คือ

🏳️‍🌈 กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเพศทางเลือก ซึ่ง LGBTQ+ ย่อมาจาก

L – Lesbian กลุ่มหญิงรักหญิง

G – Gay กลุ่มชายรักชาย

B – Bisexual กลุ่มที่รักได้ทั้งชายและหญิง

T – Transgender กลุ่มคนข้ามเพศจากชายเป็นหญิง จากหญิงเป็นชาย

Q – Queer กลุ่มคนที่ไม่จำกัดในเรื่องเพศและความรัก

เพศทางเลือกเป็นความผิดปกติหรือไม่ ?

ในยุคก่อน คนมักให้ความสำคัญกับเพศที่ตรงกำเนิดและมักมีความเชื่อว่าคนที่มีลักษณะไม่ตรงกับเพศกําเนิดมีความผิดปกติ ซึ่งความคิดเหล่านี้มักถูกกำหนดด้วยความเชื่อพื้นฐานที่มาจากบรรทัดฐานทางสังคมหรือวัฒนธรรม จนทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และเกิดการเหลื่อมล้ำในสิทธิเสรีภาพของบุคคล

แต่ในยุคปัจจุบัน อิทธิพลของชาติตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อสังคมไทยมากขึ้น ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเราจึงสามารถพบเห็นกลุ่มคนที่เป็นเพศทางเลือกได้ทั่วไป ทั้งจากสื่อมัลติมีเดีย สื่อโซเชียล ทางโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ เป็นต้น

ซึ่งในทางการแพทย์บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้เป็นโรค หรือมีความผิดปกติทางจิตใจ เพียงแต่เกิดจากการผสมผสานที่มาจากภายในและภายนอกที่หลากหลาย เช่น ฮอร์โมน สารเคมีในสมอง การเลี้ยงดู วัฒนธรรมและพื้นฐานทางสังคมที่หล่อหลอมตัวบุคคล จึงไม่ใช่เกิดจากความผิดปกติแต่อย่างใด 🙂

🏡 สำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานอยู่ในกลุ่ม LGBTQ+

นอกจากบุคคลในกลุ่ม LGBTQ+ จะต้องเผชิญกับบุคคลทั่วไปแล้ว ปัญหาเรื่องการยอมรับจากคนในครอบครัวก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากคนในกลุ่มนี้มักถูกคาดหวังจากพ่อแม่หรือคนในครอบครัว  ซึ่งส่วนใหญ่มักจะสวนทางกับกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ดังนั้น ครอบครัว และคนรอบข้างจึงควรเรียนรู้และทำความเข้าใจเมื่อพบว่ามีสมาชิกในครอบครัวอยู่ในกลุ่ม LGBTQ+

💙 เน้นการสื่อสารเชิงบวก หมั่นพูดคุย เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้อธิบายและรับฟังความคิดเห็นด้วยความเข้าใจ

💙 ไม่เปรียบเทียบ ไม่ควรเปรียบเทียบลูกหลานกับใคร เพราะจะเป็นการสร้างความกดดันและทำให้ไม่อยากเปิดใจ

💙 ให้โอกาสได้เรียนรู้ ครอบครัวควรคอยดูแลอยู่ห่างๆและให้ความช่วยเหลือเมื่อลูกหลานต้องการ

💙 หมั่นคอยสังเกตพฤติกรรม ยิ่งหากเป็นช่วงวัยรุ่นแล้ว มักเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆทั้งทางด้านสรีระร่างกาย ความคิด ดังนั้นคนในครอบครัวจึงต้องคอยสังเกตพฤติกรรมที่อาจเป็นสัญญาณอันตราย เช่น เริ่มมีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น หรือเริ่มแยกตัว และมีอาการซึมเศร้า เป็นต้น

ท้ายที่สุดการยอมรับกลุ่มคน LGBTQ+ ไม่ได้มาจากการตัดสินใจของสังคม แต่มาจากการยอมรับตัวตนของตนเองและได้รับความเข้าใจจากคนในครอบครัวและคนรอบข้าง เหล่านี้จึงจะสามารถทำให้บุคคลกลุ่ม LGBTQ+ ได้แสดงออกอย่างอิสระและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข 🥰

หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร อูก้าพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้พูดคุยโดยไม่ถูกตัดสิน ทุกเรื่องราวทุกปัญหา สามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เสมอ ✨

บทความโดยดร. จุฑารัตน์ จีนจรรยา นักจิตวิทยาคลินิกจากแอปพลิเคชันอูก้า
ผู้ให้คำปรึกษาและบำบัดช่วยเหลือด้านจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น ครอบครัว เด็กพิเศษ บำบัดคู่สมรส

#OOCAprovider

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/TdnH
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

‘Binge Eating’ กินไม่หยุด น้ำหนักก็ฉุดไม่อยู่ นี่เราแค่หิวหรือกำลังป่วย ?

ทำไมหิวอีกแล้ว ดึก ๆ ต้องลุกมาเปิดตู้เย็นตลอด 😂

วันนี้ยังไม่ได้กินชานมไข่มุกรู้สึกหงุดหงิดเหมือนต้องการน้ำตาล

ทำไมน้ำหนักเพิ่มขึ้นเยอะกว่าปกติ นี่ไม่ใช่แค่โลฯ สองโลฯ แล้ว

มีแต่คนทักว่าอ้วนขึ้นจนนอยด์ แต่กลับหยุดกินไม่ได้เลย 😥

นี่เราหิว เราเครียด หรือเรากำลังป่วยเป็นโรคกันแน่ ?

เราเคยพูดถึงโรคความผิดปกติด้านการกิน หรือ Eating Disorders (ED) กันไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีลักษณะคือหมกมุ่นและกังวลกับน้ำหนักตัว จนส่งผลต่อพฤติกรรมการกินและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก อาจรู้สึกอยากผอม (Drive for thinness) หรือกลัวอ้วน (Fear of Fat) คือการที่เราเชื่อมโยงความอ้วนกับความรู้สึกเชิงลบ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

🥯 Anorexia Nervosa ภาวะไร้ความอยากอาหาร หรือคนที่เข้มงวดกับการกินจนกลายเป็นอดอาหาร

🥯 Bulimia Nervosa ภาวะความอยากอาหารมากผิดปกติ แต่มักรู้สึกผิดหลังจากกินไปเลยพยายามเอาออก

🥯 Binge eating Disorder ภาวะกินอาหารปริมาณมากจนผิดปกติ ควบคุมตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน ไม่สนใจจะลดน้ำหนัก

🥯 Eating Disorder Not Otherwise Specified (EDNOS) ระบุไม่ได้

เราคุ้นเคยกับ Anorexia และ Bulimia แต่ใครจะรู้ว่าทุกวันนี้มีคนจำนวนมากกำลังเป็นโรค Binge eating disorder โรงพยาบาลรามาธิบดีได้อธิบายอาการของโรคนี้ว่าเป็นโรคที่มีการรับประทานอาหารเป็นปริมาณมาก ๆ ผิดปกติ ซ้ำ ๆ หลายครั้งโดยควบคุมไม่ได้และไม่มีการใช้พฤติกรรมลดน้ำหนักทดแทนเลย อย่างการล้วงคอ อดอาหาร ใช้ยา หรือ ออกกําลังกายอย่างหนัก ต่างจากที่พบในโรค Bulimia nervosa หรือ Anorexia nervosa

ที่สำคัญคือผู้ที่มีอาการมักจะมีพฤติกรรมกินอาหารปริมาณมากทั้งที่ไม่หิว เพราะยากที่จะระบุว่าตนเองหิวหรืออิ่ม ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็วในระยะเวลาสั้น ๆ  และอาจอ้วนตั้งแต่อายุยังน้อย ส่วนใหญ่พบร่วมกับภาวะอ้วน (obesity) และภาวะน้ำหนักเกิน (over weight) โดยพบว่าผู้ที่เป็น Binge eating จะมีน้ำหนักในช่วงที่คงที่มากกว่าในคนอ้วนปกติที่ไม่มีพฤติกรรม Binge eating

ในสมัยก่อนมีผู้ป่วยที่ต้องการรักษาภาวะ Binge eating แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องเพราะผู้รักษาเน้นแต่โรค Anorexia และ Bulimia ซึ่ง Binge eating  ไม่เข้าข่ายทั้งสองอย่าง ทำให้ไม่มีแนวทางการรักษาที่เหมาะสม สิ่งที่ต้องระวังคือการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) เนื่องจากผู้ป่วยมักไวต่อความรู้สึกเชิงลบ สูญเสียความมั่นใจเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น

ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจาก 1. ปัจจัยทางชีวภาพ (Biological factor) อย่างพันธุกรรมหรือสารเคมีในร่างกาย 2. ปัจจัยทางจิตวิทยา (Psychological factor) เช่นการเลี้ยงดูที่เหมาะสม บุคลิกภาพที่คิดลบ ภาวะซึมเศร้า low self-esteem เป็นต้น หลายคนทุกข์ทรมาณจากภาวะทางใจ เป็นโรคเครียด ซึมเศร้า ไบโพลาร์ ภาวะป่วยทางใจจากเหตุการณ์รุนแรง (Post-traumatic Stress Disorder) ก็อาจพบโรค Binge eating Disorder ร่วมด้วยได้

🚨 อาการที่พบบ่อยของโรคนี้ ได้แก่ 🚨

☑️ ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการกินได้

☑️ ทานอาหารมากจนถึงจุดที่ไม่สบายตัวหรือรู้สึกทรมาน

☑️ ทานอาหารได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกอิ่ม

☑️ น้ำหนักตัวขึ้นลงไม่คงที่

☑️ รู้สึกผิดหรือรังเกียจตัวเองหลังจากทานอาหารปริมาณมาก

☑️ มีการซุกซ่อนอาหารไว้รอบ ๆ

☑️ ชอบรับประทานอาหารในช่วงดึก กินจุกจิกบ่อย ๆ

☑️ มีอารมณ์ซึมเศร้าหรือวิตกกังวล

☑️ ความมั่นใจลดลงผิดปกติ รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง

☑️ ส่งผลต่อพฤติกรรมทางเพศ

สำหรับการรักษานั้นนอกจากจะใช้ยาเพื่อปรับสภาพร่างการแล้ว การรักษาทางจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน จึงควรใช้วิธีนี้ควบคู่ไปด้วย อย่างแรกคือการรักษาแบบ Cognitive behavioral therapy (CBT) เน้นปรับเปลี่ยนที่แนวคิดและพฤติกรรม ในที่นี้ก็คือพฤติกรรมการกินโดยพยายามลดความถี่ของการ Binge eating ลดการกินอาหารที่พลังงานสูง ปรับการมองภาพลักษณตนเอง (Self-image)

อย่างที่สองคือ Individual Psychotherapy โดยใช้การรักษาแบบ psycho-dynamically oriented ที่จัดการ กับปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตใจขณะนั้น ซึ่งมันใช้วิธีรักษานี้ร่วมกับ CBT เช่น หากพบภาวะซึมเศร้าก็รักษาที่อาการซึมเศร้า และจัดการความขัดแย้งในจิตใจของตนเอง หาสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างและหาแหล่งสนับสนุนทางใจที่จะช่วยพวกเขาได้

ถ้าภาวะการกินของเราเริ่มเปลี่ยนไป อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าใจเรากำลังเป็นกังวล ลองสังเกตตัวเองว่าการกินและการนอนของเรายังปกติอยู่ไหม ถ้าไม่แน่ใจสามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าได้เสมอ เรายินดีรับฟังทุกปัญหา ช่วยคุณดูแลทั้งสุขภาพกายและใจให้พร้อมใช้ชีวิตอย่างมีความสุข 🙂

#OOCAknowledge

—————————————————
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/bingeeatingblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca
.
.
#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.springnews.co.th/news/810881

https://www.pobpad.com/binge-eating-disorder

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/psychiatristknowledge/generalpsychiatrist/06132015-1342

Read More

“กะเทย = คนตลก” เป็นตัวตนตามธรรมชาติหรือสังคมเรายึดติดคิดไปเอง

“มีคนบอกว่าฉันนิสัยเหมือนกะเทย เพราะฉันตลก” นี่คือประโยคที่เพื่อนมาเล่าให้เราฟัง มันบอกว่าไม่ได้รู้สึกดีหรือไม่ดีกับคำพูดนั้น แต่พวกเรากลับรู้สึกว่าน่าสนใจมากกว่า จนต้องมานั่งคิดกันต่อว่า แล้วตุ๊ดหรือกะเทยต้องมีนิสัยยังไง ? ในเมื่อพวกเขาก็คือมนุษย์ที่มีความหลากหลาย มีนิสัยแตกต่างกันเหมือนกับคนอื่น แต่ทำไมจึงเป็นกลุ่มที่มักถูกมองในลักษณะเหมารวม (Stereotype) แทบจะตลอดเวลา 🙄

ความลำบากใจของเพื่อนที่เป็นตุ๊ด กะเทยหรือ LGBTQ+ ที่เคยได้ฟังมา บ่อยครั้งจะเกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่คนยึดติด ยกตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนใจเย็นมาก เรียบร้อยและพูดจาสุภาพ บอกว่าอึดอัดเพราะที่ทำงานชอบบังคับให้ออกไปเต้นหรือโชว์เวลามีงานเลี้ยงหรือทำอะไรตลก ๆ เพียงเพราะว่าเป็น “ตุ๊ด” ทุกคนเลยคิดว่าน่าจะเก่งเรื่องกิจกรรมรื่นเริง แถมหลายคนยังชมในเชิงว่า “เป็นตุ๊ดที่เรียบร้อยจัง ปกติเจอแต่แนวโวยวายเสียงดัง” เพื่อนเราก็สงสัยเช่นกันว่า ทุกคนมีนิสัยแตกต่างกันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ ?

ลักษณะนิสัย (traits) ที่แสดงออกก็มาจากบุคลิกภาพ (Personality) หรือตัวตนที่เราสร้างมาตั้งแต่วัยเด็ก Erik Erikson นักจิตวิทยาได้อธิบายทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิตออกเป็น 8 ขั้น ซึ่งเริ่มพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเราเจอกับปัญหาหรือความขัดแย้งบางอย่างแล้วสามารถเอาชนะมันได้ก็ถือว่าเราพัฒนาและเติบโตขึ้นไปอีกขั้น เพราะฉะนั้นตัวตนของเรามักเริ่มจากการสร้างความผูกพัน (attachment) ระหว่างเรากับผู้ที่เลี้ยงดู หลอมรวมกับการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกและประสบการณ์ที่ได้รับ

ขั้นที่เด่นชัดว่าเชื่อมโยงกับการสร้างตัวตนก็คือขั้นที่ 2 ตัวของตัวเอง vs ความรู้สึกสงสัยในตัวเอง (Autonomy vs Shame and Doubt) ในวัย 1 ขวบครึ่งถึง 3 ปี พวกเขาจะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบสำรวจสิ่งต่าง ๆ การเปิดโอกาสให้เด็กได้มีอิสระในการเรียนรู้จึงสำคัญมาก ๆ แต่ถ้าถูกควบคุมมากเกินไปหรือปล่อยปะละเลยก็จะเกิดความสงสัยและละอายในตนเอง 😓

หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็จะพัฒนาขั้นที่ 5 ในเรื่องของเอกลักษณ์ vs ความสับสนในบทบาท (Identity vs Role confusion) นั่นคือจุดที่หลายคนเริ่มสงสัยว่า “ฉันเป็นใคร” มีการวาดภาพชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายคือค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง เรามีอะไรที่พิเศษแตกต่างจากคนอื่น จุดแข็งและความสามารถของเราจะเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้เราเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) แต่ถ้าเราไม่ได้คำตอบก็อาจจะรู้สึกสับสน ว่างเปล่า ไปจนถึงซึมเศร้าได้

สิ่งใดที่ทำแล้วได้รับความรัก การเติมเต็มหรือถูกมองเป็นคนสำคัญ เราก็มีแนวโน้มจะทำสิ่งนั้นมากขึ้น ไม่ต่างอะไรจากการถูกเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) อารมณ์ขัน (Sense of humor) ก็เป็นหนึ่งในนิสัยที่เรามักแสดงออกเพราะเป็นนิสัยส่วนหนึ่ง แต่หากมีคนเสริมแรงเรา เช่น หัวเราะตาม ชอบใจ หรือยอมรับเราในแง่ของความตลก เราก็มีแนวโน้มจะแสดงความตลกออกมาอีกเรื่อย ๆ ฉะนั้นการสร้างตัวตนของตุ๊ด กระเทยหรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศก็ไม่ได้ต่างกับคนทั่วไปเลย

เราอาจจะกำลังใช้สกีมา (Schemas) กับกลุ่ม LGBTQ+ เพียงเพราะความตลกโปกฮาเป็นนิสัยที่โดดเด่นและภาพจำของคนกลุ่มนี้ โดย ‘สกีมา’ เป็นรูปแบบความคิดที่เกิดจากความคาดหวังของเราเองทั้งนั้น โดยเชื่อว่าหากใครมีพฤติกรรมแบบหนึ่งก็จะมีพฤติกรรมหรือคุณสมบัติบางอย่างควบคู่กันไปด้วย และเมื่อสกีมาถูกนำไปใช้กับคนทั้งกลุ่มก็จะกลายเป็น stereotype นั่นเอง

เหมือนกับที่คนมองว่าเป็นนางงามต้องรักเด็ก เป็นกะเทยต้องตลก ส่วนหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยกว่าจะมาถึงจุดที่เปิดกว้างมากขนาดนี้ก็เพราะสื่อช่วยผลักดันให้เราเห็นหลากหลายแง่มุมของกลุ่มตุ๊ดหรือกะเทย แต่เพราะภาพความตลกที่ถูกนำเสนออยู่บ่อย ๆ ทำให้เราเคยชินกับ ‘สีสัน’ และเสียงหัวเราะที่พวกเขาสร้างเผลอมองข้ามตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาไป 🙃

ไม่เพียงแค่นั้น…ความตลกยังถูกนำมาเชื่อมโยงกับความสำเร็จเพราะการนำเสนอภาพความตลกทำให้หลายคนเป็นที่ยอมรับและได้รับความรักมากขึ้น เรามักจะเห็นตุ๊ดหรือกระเทยเป็นจุดศูนย์กลางของงานเลี้ยง เป็นคนสำคัญในกลุ่มเพื่อน หรือเป็นคนมีเอกลักษณ์ในที่ทำงาน แต่เบื้องหลังจริง ๆ คือความสามารถ ความพยายามและตั้งใจไม่แพ้ใคร ปัจจัยด้านอื่น ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กันและนิสัยตลกขบขันก็ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกอย่าง

ด้วยภาพในความคิดที่ถูกส่งต่อทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากมองตุ๊ดหรือกะเทยเป็นต้นแบบ (Model) เพราะเห็นได้ชัดว่าหากอยากเป็นที่ยอมรับ เป็นกลุ่ม LGBTQ+ ที่ประสบความสำเร็จฉันสามารถทำเหมือนเขาได้ หรือถ้าอยากเป็นที่รักของเพื่อน ๆ อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (in-group) เราก็ต้องมีความตลกแบบนั้นบ้าง มายาคติเหล่านี้จะไม่มีทางหายไปหากเรายังไม่เข้าใจว่ามนุษย์มีความเป็นปัจเจกบุคคล (Individual) และเราควรจะมองให้ลึกลงไปถึงคุณค่าภายในที่เขามี มากกว่าความเชื่อแบบผิวเผินที่สังคมคิดกันไปเอง

กะเทยต้องสวย ตุ๊ดต้องตลก…หรือมายาคติใด ๆ ก็ตามที่สั่งสมมา หวังว่าวันนี้เราจะได้ฉุกคิดกันเล็กน้อยถึงเรื่องของตัวตนและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เริ่มต้นที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย ให้พื้นที่แก่กันและกัน เพื่อให้ทุกคนได้มีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเอง อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมอบความอ่อนโยนให้โลกใบนี้ ถ้าอยากมีเพื่อนที่คอยรับฟังและช่วยดูแลสุขภาพใจ อย่าลืมนึกถึงอูก้าก่อนใครนะ ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge #ShareWithPride

—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/vtYL
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

หนังสือจิตวิทยาทั่วไป โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คัคนางค์ มณีศรี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Read More

การตีตราที่สวนทางกับประโยค “สมัยนี้เราควรมองข้ามเรื่องเพศกันได้แล้ว”

ทำไมการตีตราหรือคำดูถูกถึงชอบมาพร้อมกับ ‘เพศ’ ? 🤔

ไม่ว่าจะของเล่นในวัยเด็ก เสื้อผ้าที่เราใส่ ไปจนถึงภาษาที่ใช้ ชีวิตประจำวันเราถูกสอดแทรกด้วยการแบ่งเพศ การจะถอดถอนวิถีปฏิบัติที่ฝังอยู่ในสังคมวัฒนธรรมหรือแม้แต่ศาสนาย่อมเป็นเรื่องยาก แม้ homosexuality หรือ ‘รักเพศเดียวกัน’ จะถูกตัดออกจากกลุ่ม ‘ความผิดปกติทางจิต’ ในคู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต (The Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders-DSM) ไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1974 แล้ว แต่ความหลากหลายทางเพศก็ยังผูกติดกับ ‘ความผิดปกติ’ เพียงเพราะเราไม่สามารถจำแนกออกเป็นชายหรือหญิงได้

แน่นอนว่าความแตกต่างก็นำไปสู่ ‘ความแตกแยกทางความคิด’ ขณะเดียวกันมนุษย์เราก็ไม่อยากเป็นคนใจแคบในยุคที่สังคมเปิดกว้าง กลายเป็นพฤติกรรม ‘เหยียดหยาม’ ที่สวนทางกับคำพูดว่า ‘ยอมรับ’ ไปจนถึงการนำเสนอแบบผิด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนิยาม ‘เพศ’ ในเชิงเพศสภาพ (gender) เพศวิถี (sexuality) หรือเพศสรีระ (sex) สุดท้ายก็วกกลับมาที่ประเด็น “คุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนเราเท่ากันจริงหรือไม่ ?”

สมัยนี้ (ที่อาจยังมาไม่ถึง) เราควรมองข้ามเรื่องเพศกันได้แล้ว 🙂

เราได้ยินประโยคนี้จนชินแต่สุดท้ายก็เผลอปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไม่เหมาะสม เพราะอะไร ? ส่วนหนึ่งมันคือการไหลตามของกระแสสังคม มีการวิจัยในหัวข้อการศึกษาเพศวิถี อัตลักษณ์ทางเพศสถานะ และการแสดงออกอัตลักษณ์ทางเพศในสื่อ นำทีมโดยอาจารย์กังวาฬ ฟองแก้ว ภาควิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ใช้เวลา 1 ปีในการเก็บตัวอย่างข่าวที่เกี่ยวกับคนหลากหลายทางเพศ จากการสุ่มเลือกตัวอย่างสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ และสื่อโทรทัศน์มาทั้งหมดราว 870 ข่าว พบว่า 65% มีการเผยแพร่ข่าวในเชิงกระตุ้นอารมณ์แต่เนื้อหาไม่ได้ก่อให้เกิดความสำคัญใด ๆ ต่อสังคม โดยเฉพาะหมวดบันเทิง มีเพียง 1 ใน 3 ของข่าวที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ศิลปวัฒนธรรม และการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นข่าวต่างประเทศทั้งสิ้น

สิ่งที่น่ากังวลคือการนำเสนอข่าวได้สร้างภาพบางอย่างหรือการตีตราที่ติดตัวกลุ่ม LQBTQ+ ไปด้วย ผลวิจัยของอาจารย์กังวาฬ มองว่า ถ้อยคำที่รุนแรงที่ใช้คือการคุกคามและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยกตัวอย่างกลุ่มหญิงรักหญิง (Lesbian) มักมีคำว่า ดนตรีไทย ลดตัวคบทอม กลิ่นเลสเบี้ยนโชย ฯลฯ พร้อมทั้งภาพที่แฝงนัยยะทางเพศให้คนไปตีความต่อหรือวิจารณ์กันสนุกปาก ทางด้านเกย์ (Gay) ก็ต้องเจอกับการพ่วงด้วยภาพของกลุ่มที่หมกมุ่นเรื่องเพศ มีโรคเอดส์ การเสพยาและอาชญากรรม หรือเป็นการตีตราเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของคนที่เป็นข่าวด้วย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนข้ามเพศ (Transgender) และอีกมากมายที่ถูกตั้งฉายาจนเราเคยชินและลืมไปว่านี่คือการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

เพราะเราขาดความรู้ความเข้าใจ หรือลึก ๆ แล้วเราต่างมีอคติอยู่ ? 🤭

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้จัดทำงานวิจัยที่ชื่อว่า ‘รับได้แต่ไม่อยากสุงสิง: การสำรวจระดับชาติเกี่ยวกับประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติ และทัศนคติของสังคมที่มีต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย’ ผลลัพธ์น่าสนใจมาก ๆ ตรงนี้คนส่วนใหญ่บอกว่าการยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศที่อยู่นอกครอบครัวมากกว่าที่จะยอมรับคนในครอบครัวตัวเอง และถึงแม้ทัศนคติต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจะเป็นบวก รวมถึงเข้าใจและอยากผลักดันให้เกิดความเท่าเทียม แต่การยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนใกล้ตัว อย่างครอบครัว กลุ่มเพื่อน และในชนบท

เรอโนด์ เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทยพูดถึงประเด็นนี้ว่า “ถึงแม้สังคมไทยจะมีการยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศ และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในพื้นที่สื่อและสังคม แต่ยังมีคนที่มีความหลากหลายทางเพศอีกไม่น้อยที่ถูกคุกคามเพียงเพราะตัวตนของพวกเขา”

คุณเต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้อำนวยการบริษัท กันตนา กรุ๊ปและนักผลิตรายการชื่อดังมากมายเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม L, G, B, หรือ T มาหมดแล้วแต่หากถามใจแล้วก็ไม่ได้อยากถูกจำกัดอยู่ในคำไหนเลย เพราะมองตัวเองเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะเพศใด มีไลฟ์สไตล์แบบไหนก็มีความสามารถ มีคุณค่าความเป็นมนุษย์และควรมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน 🌈

นี่อาจจะถึงเวลาที่เราต้องมองข้ามเรื่องเพศ แล้วหันมามองกันที่ความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น 🙂

ไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไร ใครจะตัดสินเราแบบไหน สิ่งที่ห้ามลืมก็คือการรับรู้ตัวตนและคุณค่าของตัวเองคือสำคัญที่สุด บางครั้งแค่เราชอบตัวเองและพร้อมจะโอบกอดมันเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว อูก้าเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้กับเสียงรอบตัว หากมีเรื่องราวอยากพูดคุยปรึกษาก็สามารถดาวน์โหลดแอปฯหรือเข้าเว็บไซต์ของอูก้าได้เพื่อนัดกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้เลย สะดวกทุกที่ทุกเวลา พร้อมดูแลสุขภาพใจให้คุณเสมอ ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge

—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/WS1i
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.posttoday.com/politic/report/402619

https://thematter.co/thinkers/homophobia-with-in-words/68832

https://www.facebook.com/watch/?v=10157883620684848

https://www.thaipbspodcast.com/podcast/genderfocus/EP61-สังคมตีตรา_ร้ายกว่า_เอชไอวี

https://www.undp.org/content/undp/en/home/librarypage/democratic-governance/tolerance-but-not-inclusion.html

Read More

เลิกใช้คำว่าวิปริตผิดเพศ เพราะ “คุณค่าของฉัน” ไม่ได้อยู่ที่เพศ

“ผิดเพศหน่ะมันเป็นเรื่องของบาปกรรม”

“สับสนทางเพศแบบนี้ แก่ตัวไปจะอยู่กับใคร”

“โชคดีนะที่ลูกเราปกติ ไม่เป็นเหมือนคนนั้น”

สารพัดอคติที่หลั่งไหล่เข้ามา จะกี่เดือนกี่ปี ก็ยังมีความข้อความเหล่านี้ให้ได้เห็นกันอยู่ แม้เราจะคิดว่าปัจจุบันโลกของเราก้าวหน้ามาไกลแล้ว รวมถึงเรื่องเพศหรืออัตลักษณ์ก็เปิดกว้างกว่าหลายปีก่อนมาก มีการ come out และมีบุคคลมีชื่อเสียงมากมายที่ออกมาพูดถึงเรื่อง LQBTQ+ ในสังคม ถึงแม้จะสามารถสร้างความตระหนักได้มากขึ้น แต่แน่นอนว่าอคติก็ไม่ได้หมดไป 😢

เพื่อนเราหลายคนเล่าให้ฟังว่าการพูดคุยกับที่บ้านก็ยังเป็นเรื่องยาก ความเชื่อหรือค่านิยมบางอย่าง ยังคงตอกย้ำอยู่เสมอว่าสังคมควรมีแค่ “เพศชาย” และ “เพศหญิง” ส่วนบุคคลที่นอกเหนือจากนี้ กลับถูกมองว่า “แปลก” อาจถูกเรียกด้วยคำจำกัดความต่าง ๆ ไปจนถึงตีตราว่า “วิปริตผิดเพศ” หรือถูกกีดกันให้อยู่ในกลุ่ม “อื่นๆ”

มันสำคัญมากแค่ไหนกับการแบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตาม “เพศ”

เพศ (Gender) เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าโลกนี้มีชายและหญิง การกำหนดเพศสภาพขึ้นมาเกิดจากหลายเหตุปัจจัย ถ้าพูดในแง่ของวิทยาศาสตร์ เราอาจแยกตามโครงสร้างร่างกาย หากพูดในเชิงสังคมก็คือการแบ่งกลุ่ม กำหนดบทบาท หน้าที่ สิ่งที่ตามมาจากการแบ่งเพศคือ เรามีคำศัพท์เฉพาะสำหรับชายหญิง เช่น “ค่ะ/ครับ” มีการตั้งชื่อที่รู้กันว่าชื่อนี้เหมาะกับเด็กผู้ชาย ชื่อนั้นเหมาะกับผู้หญิง  มีการใช้สัญลักษณ์หรือสีแทนเพศ อย่างสีฟ้าสีชมพู ฯลฯ 😅

เพศไม่ได้จบแค่การแบ่งมนุษย์ออกเป็นกลุ่ม แต่เกี่ยวพันไปถึงการปลูกฝังค่านิยมและทัศนคติบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงต้องอ่อนหวาน รู้จักดูแลบ้าน ได้รับการอบรมให้เป็นแม่และภรรยาที่ดี ส่วนผู้ชายจะต้องปกป้องครอบครัว มีความเข้มแข็ง ห้ามร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น สุดท้ายก็นำไปสู่ความคาดหวังต่อบุคคลหนึ่งตามเพศของเขา เมื่อเขาไม่เป็นไปตามสิ่งที่สังคมหรือคนรอบตัวคาดหวัง เรากลับมองว่าเขาล้มเหลวหรือผิดแปลกจากคนอื่น

เป็นเรื่องยากที่ต้องรับมือกับคำพูดและการกระทำที่สื่อไปในทางลบ ไม่ว่าจะคำล้อเลียนจากเพื่อน ความคาดหวังจากครอบครัว ไหนจะความกดดันในสังคมที่เราเติบโตมา ยิ่งต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม ทุกอย่างก็ยิ่งซับซ้อนไปหมด บางคนอาจถึงขั้นถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อกลับมาเป็นอย่างที่สังคมบอกว่าเรา ‘ควร’ เป็น มิฉะนั้นเราก็อาจถูกตีตราว่าเป็นคนโรคจิต วิปริตหรือครอบครัวอาจจะต้องอับอาย ทั้งที่ตัวตนข้างในเขาอาจมีคุณค่าอื่น ๆ ซ่อนอยู่มากมาย ถ้าเรามองเขาในฐานะ ‘มนุษย์’ คนหนึ่ง

เลิกเถอะ…การใช้คำพูดตีตราคนอื่น เพราะ ‘คุณค่าของมนุษย์คนหนึ่ง’ ไม่ควรถูกกำหนดด้วยอะไรเลย

หลายคนหันมาสนับสนุนแนวคิด ‘Post Genderism’ หรือ ‘โลกหลังการมีเพศ’ ✨

อธิบายง่าย ๆ คือ การมองมนุษย์แบบไม่มีเพศ ไม่ใช่แค่ชายหญิงแต่รวมถึงการไม่ LGBTQ+ ด้วย อย่างที่ George Dvorsky เคยกล่าวในบทความวิชาการว่า “Post-genderist เชื่อว่าเพศสภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและเป็นขีดจำกัดที่ไม่จำเป็นต่อการพัฒนาของมนุษย์” ซึ่งก็มีกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดนี้เพราะมองว่าการห้ามหรือบังคับให้กระทำบางสิ่งบางอย่าง เพียงเพราะเขาเป็นเพศนั้นเพศนี้ควรจะยุติเสียที รวมถึงอคติที่มองกลุ่ม LGBTQ+ ด้วย stereotype ที่ฝังรากลึกในสังคมก็ควรถูกแก้ไขด้วย 🤔

ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าคำว่า ‘เพศ’ ไม่มีทางหายไป เพราะจุดเริ่มต้นของมนุษย์ยังถูกกำหนดด้วยโครโมโซมและสภาพร่างกายตามที่ธรรมชาติให้มา รวมถึงประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่าง คนที่เกิดมามีสองเพศหรือคนที่เกิดมาไม่มีเพศ ไปจนถึงความแตกต่างระหว่าง Sex และ Gender และที่ถกเถียงกันมาตลอดอย่างเรื่อง “รสนิยมทางเพศ” หากจะพูดทั้งหมดนี้เชื่อว่าเราคงไม่มีทางหาข้อสรุปได้ รวมถึงไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจในแนวคิดในแนวคิดหนึ่งได้

แต่สิ่งที่เราอยากสร้างความตระหนักมากที่สุดคือ “คุณค่าของมนุษย์” หรือ “ตัวเรา” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นใดเลย ไม่ว่าจะเป็น เพศ เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว ฯลฯ แม้การแบ่งแยกจะยังไม่หมดไป แต่การใช้คำพูดรุนแรงเพื่อต่อว่าหรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ต่างหากที่สามารถแก้ไขได้

แน่นอนการต่อสู้กับอคติจะเป็นเรื่องเลวร้าย แต่เราเชื่อว่าความคิดและการกระทำของคนอื่นจะไม่มีผลกับใจ ถ้าวันนี้ “คุณยังชอบตัวเองอยู่” เริ่มต้นที่การยอมรับตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข มอบความอ่อนโยนและอ้อมกอดให้ตัวเองบ้าง ความรู้สึกลบ ๆ ที่รบกวนใจจะได้เบาบางลง ไม่ต้องคาดหวังให้ทุกคนยอมรับ ไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง เราสามารถเป็นตัวเราที่สร้างสิ่งดี ๆ และมีความสุขได้เหมือนคนอื่น 🙂

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังค้นหาคุณค่าของตัวเองและต่อสู้เพื่อบางสิ่งบางอย่างอยู่ ไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน อูก้าขอเป็นพื้นที่ปลอดภัยในคุณได้พูดคุยปรึกษาทุกปัญหาใจอย่างไม่มีเงื่อนไข เราพร้อมดูแลคุณเสมอ ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAstory #Pride
—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/lgbtqstrfb
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

I = intersex เมื่อโลกของ’ชาย-หญิง’ ไม่มีที่สำหรับฉัน

จะเป็นอย่างไรถ้าคำว่า “เพศ” เป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากและสำหรับบางคนก็อาจเป็นคำที่เจ็บปวด เราอยากพาทุกคนมารู้จักกับอินเตอร์เซ็กส์ (Intersex) หรือภาวะเพศกำกวม หากเราคิดว่าการพูดถึง LGBTQ+ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่งแล้ว ก็ยังมีกลุ่ม I – Intersex ที่ไม่สามารถระบุเพศที่ชัดเจนได้ พวกเขาอาจไม่ได้เป็นทั้งชายและหญิง โครงสร้างทางกายภาพ อวัยวะเพศ โครโมโซม รวมถึงฮอร์โมนมีความแตกต่างไปจากปกติ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเพศสภาพหรือรสนิยมทางเพศของพวกเขามีปัญหาแต่อย่างใด 😢

หากอธิบายในเชิงการแพทย์อินเตอร์เซ็กส์มีความซับซ้อนเพราะไม่มีรูปแบบตายตัว บางคนอาจจะเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศหญิง แต่ไม่มีมดลูกและรังไข่ หรือเกิดมาพร้อมโครโมโซมเพศชายแต่อวัยวะเพศคล้ายผู้หญิง เด็กบางคนมองจากภายนอกเหมือนจะมีทั้งอวัยวะเพศชายและหญิง ทำให้แพทย์ต้องดูแลรักษาต่อไป

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งเหมารวมว่าพวกเขาเป็นคนมีสองเพศหรือไม่มีเพศ เพราะนอกจากเรื่องของสรีระร่างกาย ยังมีปัญหาอีกมากมายที่อินเตอร์เซ็กส์ต้องเผชิญ 😰

ย้อนกลับไปราว ๆ 50 ปีก่อนแพทย์มักรักษาอินเตอร์เซ็กส์ด้วยการ ‘ผ่าตัด’ เพื่อให้มีลักษณะเพศใดเพศหนึ่งอย่างชัดเจน อย่างเช่นการผ่าตัดตกแต่งอวัยเพศ โดยเชื่อว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ช่วยลดความกังวลของครอบครัวได้ แต่ใช่ว่าทุกเคสจะจบลงด้วยดี เนื่องจากเมื่อโตขึ้นอาจมีลักษณะบางอย่างที่ปรากฎชัดเจนขึ้น หรือเด็กก็มีอารมณ์ความรู้สึกเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ส่งผลให้พวกเขารู้สึกสับสน โดดเดี่ยวและขาดความมั่นใจได้ นำไปสู่ข้อถกเถียงว่า เป็นเรื่องที่ควรหรือไม่กับการเลือกเพศให้กับเด็กที่เป็นอินเเตอร์เซ็กส์ ?

มีกรณีศึกษามากมายที่เกิดการแทรกแซงทางการแพทย์ โดยเลือกให้เด็กเป็นเพศใดเพศหนึ่งจากลักษณะอวัยเพศที่มองเห็น แต่เมื่อโตขึ้นข้างในของเด็กคนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเป็นอีกเพศหนึ่ง เมื่อจิตใจสวนทางกับร่างกายและต้องใช้ชีวิตต่อไปแบบนั้น เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลัง “แตกสลาย” 😭

ในยุคหลัง ๆ จึงมีการเปิดโอกาสให้อินเตอร์เซ็กส์เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองมากขึ้น เนื่องจากทุก ๆ อย่างมีผลต่อสุขภาพกายและสภาพจิตใจของพวกเขา ภาวะเพศกำกวมนั้นส่วนใหญ่ไม่มีความเจ็บป่วยร้ายแรงที่ต้องกังวล  แต่อาจต้องดูแลเรื่องของฮอร์โมนที่อาจส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรม

สิ่งสำคัญคือ การสร้างความมั่นคงทางจิตใจ เป็นเรื่องยากที่อินเตอร์เซ็กส์จะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเป็นได้อย่างเปิดเผยและเป็นเรื่องลำบากใจสำหรับครอบครัวในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา กลับกันสิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร ? เราได้เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เลือกความสุขให้กับตัวเองหรือเปล่า ?

ยังมีคนจำนวนมากที่ไม่เข้าใจสิ่งที่คนเป็นอินเเตอร์เซ็กส์ต้องเผชิญ การตีตราในเรื่องเพศเป็นบาดแผลที่เจ็บปวด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องร้าย ๆ ที่ผ่านเข้ามาแล้วจะผ่านไป แต่เราต้องอยู่กับอคติและร่างกายที่เป็นตัวเราแบบนี้ หากสังคมกีดกันพวกเขาออกไปย่อมสร้างประสบการณ์ที่เลวร้ายให้กับคนที่กำลังต่อสู้อยู่อย่างแน่นอน

เมื่อเรารับรู้ว่า ‘เราแตกต่าง’ ธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการ ‘การยอมรับ’ และรักษาความเป็นพวกพ้อง อาจทำให้พวกเขาต้องสัมผัสกับความโดดเดี่ยวและสิ้นหวังที่ตัวเองไม่ได้เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ อย่างแท้จริง อีกทั้งในบางสังคมก็มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถพูดคุยอย่างตรงไปตรงมาได้ ดังนั้นการสนับสนุนทางจิตใจ (Psychological support) จึงสำคัญมาก รวมถึงในสังคมที่ควรเปิดกว้างและมีการให้ความรู้ในด้านนี้ เพราะถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เราเข้าใจและยอมรับความแตกต่างได้ 🌈

เพราะความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ (Human Diversity) นั้นไม่มีขอบเขต ไม่มีใครควรใช้ชีวิตอยู่ด้วยความอับอายหรือต้องกล่าวโทษตัวเองที่เป็นแบบนั้นแบบนี้ เพียงเพราะสังคมมีบรรทัดฐานอีกรูปแบบหนึ่ง อยากให้ทุกคนกลับมาดูแลใส่ใจตนเอง (Self-care) ความรักและการยอมรับจะทำให้เราผ่านประสบการณ์เหล่านี้ไปได้

เวลาที่เราสงสัยในตัวเองหรือไม่แน่ใจกับสิ่งที่เราเผชิญอยู่ ตลอดจนการตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก เป็นธรรมดาที่เราจะมองหาความช่วยเหลือ การพึ่งพาคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญ ครอบครัวหรือแพทย์ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและจำเป็นเพื่อให้เขาได้เลือกวางแผนอนาคต ไม่ว่าจะในแง่ของการใช้ชีวิต การรับรู้อัตลักษณ์ของตัวเอง การสร้างตัวตน บุคลิกภาพและพัฒนาการทางเพศ เมื่อเขามีส่วนร่วมก็จะเกิดการยอมรับในตัวตนของตัวเองมากขึ้นด้วย

ความกดดันให้เปลี่ยนแปลงในเรื่องเพศไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำให้จิตใจของพวกเขาย่ำแย่ลงและยิ่งทรมาน จะกี่ครั้งที่ต้องพูดคุยเรื่องเพศก็เป็นเรื่องอ่อนไหวเสมอ หากเราไม่รู้ทางไหนถูกต้องและเหมาะสม หรือจะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไร สิ่งที่ง่ายที่สุดคือการไม่ตัดสินเขาจากค่านิยมส่วนตัวและอยู่เคียงข้างรับฟังอย่างเข้าใจ หลีกเลี่ยงคำพูดที่ตีตรา ล้อเลียนหรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เพียงเท่านี้ก็สร้างกำลังใจเล็ก ๆ ให้พวกเขาได้แล้ว 🙂

ใครที่กำลังเป็นทุกข์หรือต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยเปิดใจ สามารถเข้ามาปรึกษาอูก้าได้ เรามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องราวของคุณ หากต้องการหาแนวทางเพื่อดูแลจิตใจคนในครอบครัวก็พูดคุยกับเราได้เช่นกันนะ 💙

#OOCAknowledge #PrideMonth


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/intersexblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://story.motherhood.co.th/intersex/

https://adaymagazine.com/intersex/

Read More

เครียดแค่ไหนถึงต้องพบจิตแพทย์?

เคยไหมที่ดูหนังฝรั่งทีไรแล้วต้องได้เห็นฉากที่ตัวละครพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาในเรื่องกันอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบ คุยประจำทั่วไปในแต่ละเดือน บางครั้งก็คุยเดี่ยว บางทีก็คุยกลุ่ม หรือจับคู่สามีภรรยามานั่งคุยกันก็มี แม้แต่เด็ก ๆ เองก็เปิดใจเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ตัวละครเหล่านี้กลับดูไม่ได้มีเรื่องเครียดอะไร

อย่างนี้แปลว่าไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเครียดก็พบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้เหรอ ?

อูก้าขอตอบเลยว่า ได้ ! เพราะการพบจิตแพทย์นั้นจริง ๆ แล้วก็เหมือนเราไปตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป ไม่ต้องรอให้เครียด ไม่ต้องรอให้เกิดโรค ไม่ต้องรอให้เจอปัญหาใด ๆ เราก็สามารถไปหาหมอเพื่อพูดคุยปรึกษา เช็คสุขภาพใจกันสักนิดได้ทันที ซึ่งจริง ๆ แล้วในแต่ละประเทศเอง การไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยานั้นเป็นเรื่องที่ปกติมาก ๆ เพราะนอกจากจะได้เป็นการพูดคุยปรึกษาปัญหาคาใจของแต่ละคนแล้ว จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยายังสามารถให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ เช่น ปัญหาครอบครัว ชีวิตคู่ ปัญหาความสัมพันธ์ การเรียน การงาน ปรึกษาก่อนแต่งงาน หรือแม้แต่การปรึกษาเรื่องพัฒนาการเด็กก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นหากไม่สบายใจ แทนที่จะไปหาหมอดู ลองเปลี่ยนมาเป็นหาหมอ “ใจ” อย่างจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา อาจจะช่วยให้คุณค้นหาต้นตอของปัญหาเจอก็ได้นะ 🙂

แล้วอย่างนี้ถ้าเราอยากลองตรวจสุขภาพใจของเราดูบ้างการไปหาจิตแพทย์จะตอบโจทย์ไหมนะ? แล้วจะเริ่มจากที่ไหนดี? คำถามนี้ก็ไม่อยาก เพราะถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรละก็ #อูก้ามีทางออก มาให้จ้า

เพราะที่อูก้า เราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่เป็นมากกว่าแค่การรับฟัง ที่อูก้านั้นคุณไม่จำเป็นที่จะต้องขับรถวนหาที่จอดจนเหนื่อย หรือต้องลางานมานั่งรอคิวคุยกับจิตแพทย์ทั้งวัน ทั้งยังไม่ต้องไปเสาะหาแหล่งปรึกษาให้ยุ่งยาก เพราะที่นี่เรามีบริการพร้อม ทั้งนักจิตวิทยาที่จะคอยให้คำปรึกษาและบำบัดใจ จนไปถึงจิตแพทย์ที่มีประสบการณ์ดูแลทุกคำปรึกษา อยากจะทักมาคุยเมื่อไหร่ ที่ไหน กับใคร ก็เลือกเองได้ง่าย ๆ สะดวกสบายด้วยปลายนิ้ว

❤️ อยากทำแบบทดสอบวัดความเครียดดูก่อนก็ย่อมได้

❤️ หากอยากนัดปรึกษาเมื่อไหร่ ก็สามารถนัดหมายได้ทุกเมื่อ

❤️ ใช้เพียงแค่โทรศัพท์มือถือและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็คุยได้แล้ว ไม่ต้องไปไหนไกล

❤️ ทุกอย่างที่คุยกันรับรองว่าเป็นความลับ ถ้าไม่สะดวกใจให้ใครเห็น ก็คุยกันในสถานที่ ๆ คุณสบายใจได้เลย

เพราะการพูดคุยปรึกษาปัญหาใจ ไม่จำเป็นต้องรอให้เครียด

หากเรามีแพทย์ไว้ดูแลร่างกาย “หัวใจ” เอง ก็ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลเช่นเดียวกัน อย่างที่ใครหลายคนเคยกล่าวไว้ว่า “ป่วยกายยังไม่เท่ากับป่วยใจ” ดังนั้นหากเรายังมีโอกาสดูแลใจของเราให้ดี อย่ามัวรอช้า อย่ากลัวที่จะก้าวเข้ามาปรึกษากับจิตแพทย์ของเราได้เสมอ พลังใจมีเต็มร้อย จะให้เจอกับอุปสรรคอะไรในชีวิตก็ไม่ท้อถอยไปง่าย ๆ

“ไม่ต้องเครียดก็ทักหาเราได้ ให้อูก้าได้มีโอกาสดูแลจิตใจและเป็นเพื่อนช่วยวางแผนชีวิตเคียงข้างคุณ❤️”

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/hmstblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca..

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
lgbtq

เพราะโลกนี้มีความหลากหลายมากกว่าชาย-หญิง

ด้วยโลกสมัยใหม่ที่เปิดกว้างขึ้นกว่าที่เคย คำกล่าวนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดขนบธรรมเนียมประเพณีอีกต่อไป เพราะคนรุ่นใหม่เรียนรู้ที่จะเปิดใจยอมรับความหลากหลายมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางอัตลักษณ์และตัวตนของบุคคลอื่นมากขึ้น ดังนั้นเรื่องของเพศจึงไม่ได้ถูกขีดกรอบจำกัดไว้แต่เพศกำเนิดแค่ “หญิง” หรือ “ชาย” เหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป แต่เรามีคำเรียกแทนตนและความหมายใหม่ ๆ ให้ใช้เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของคนแต่ละกลุ่ม หรืออย่างคำที่เราได้ยินบ่อยครั้งนั่นก็คือ “LGBTQ+” 🏳️‍🌈

“LGBTQ+” เป็นคำย่อที่ต่างประเทศใช้เรียกกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยคำนี้เป็นการรวมเอาตัวอักษรแรกของคำเรียกอัตลักษณ์ทางเพศของคนแต่ละกลุ่มมารวมกัน ตัวอักษร L G B T Q นั้นย่อมาจากคำว่า Lesbian Gay Bisexual Transgender และ Queer (บางที่อาจจะหมายถึง Questioning) โดย 4 ตัวอักษรแรกนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่ยุค 1990s ก่อนที่จะเพิ่มตัวอักษรอื่น ๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทุกเพศสภาพ ซึ่งแต่ละตัวอักษรนั้นหมายถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่ต่างกัน ดังนี้

Lesbian – นิยมใช้สื่อถึงเพศหญิงที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้กับเพศหญิงด้วยกัน ซึ่งบางคนอาจจะสบายใจที่จะใช้คำว่า “Gay” หรือ “Gay Woman” มากกว่า ก็สื่อได้เช่นกัน

Gay – นิยมใช้สื่อถึงเพศชายที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้แก่เพศชายด้วยกัน แต่โดยทั่วไปแล้วคำนี้สามารถใช้สื่อถึงเพศที่ชอบเพศเดียวกันกับตนได้ทั้งหมด (เช่น Gay Man, Gay Woman) แต่มักจะพบการใช้ถึง ชาย-ชาย มากกว่า

Bisexual – มักสื่อถึงบุคคลที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ ให้กับผู้ที่มีเพศเดียวกัน หรือผู้ที่มีเพศต่างจากตน

Transgender – ในขณะที่คำอื่นอาจจะบ่งบอกถึงความชอบของแต่ละคนในจิตใจ แต่คำนี้แตกต่างด้วยการสื่อถึง “รูปลักษณ์ภายนอก” คำนี้ให้ความหมายถึงบุคคลที่มีความพึงพอใจต่อเพศสภาพของตนที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด เช่น ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากชาย ไปสู่หญิง หรือจากหญิง ไปสู่ชาย อย่างไรก็ตามคำนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศเท่านั้น แต่เป็นความหมายสำหรับใครก็ตามที่ “ข้ามเพศ” จากที่ตนเองมีอยู่ ไปสู่เพศสภาพที่เขาสบายใจที่สุด

Queer – คำว่า “Queer” เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้ครอบคลุมกับอัตลักษณ์ทางเพศคำอื่น ๆ เพราะบางครั้งการเรียกตนเองว่าเลสเบี้ยน เกย์ หรืออื่น ๆ ก็ดูจะจำกัดเกินไป “Queer” จึงเป็นอีกหนึ่งคำที่เปรียบเสมือนร่มคันใหญ่ที่ทอดเงาไปยังคำอื่น ๆ ในกลุ่มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นในบางที่ ตัวอักษร “Q” ยังสามารถหมายถึง “Questioning” ซึ่งมีความหมายตรงตัวก็คือกลุ่มที่คนที่ยังรู้สึกว่า ตัวเองยังคงตั้งคำถามกับความชอบและรสนิยมของตนเอง เป็นช่วงที่กำลังตั้งคำถามหรือค้นหาตนเองอยู่

ส่วนสัญลักษณ์สุดท้ายในกลุ่มคำนี้คือ เครื่องหมาย “+” ใช้สื่อถึงเพศอื่น ๆ ทั้งหมดที่ไม่ได้ปรากฎอยู่ในตัวอักษร 5 ตัวแรกนั่นเอง ถึงแม้ว่าชื่อเรียกของกลุ่มจะมีหลากหลายแตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์ของคนแต่กลุ่ม แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่าการจดจำชื่อเรียก คือการที่เราเข้าใจและยอมรับความหลากหลายที่มีอยู่อย่างแท้จริง 🙂

เราอาจพูดได้ว่าเรื่องของเพศหรือรสนิยมทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่มีขอบเขต แม้มนุษย์จะพยายามศึกษาและเขียนตำราวิชาการมากมาย สุดท้ายเราก็ยังค้นพบด้านใหม่ ๆ ของเรื่องราวเหล่านี้อยู่ดี การหาคำนิยาม พยายามตีกรอบหรือจัดแบ่งคนอยู่เป็นหมวดหมู่จึงเป็นเรื่องถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุด จะดีกว่าไหม ? หากเราเรียนรู้ที่จะยอมรับคุณค่าซึ่งกันและกันในแบบที่เขาเป็น เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงออกต่อกันได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น ให้ทุกคนได้เป็นตัวตนอย่างสบายใจ ไม่ต้องถูกใครตัดสินว่าสิ่งที่เขาเป็น “ถูกหรือผิด” “ปกติหรือแปลกแยก” ส่วนใครที่กำลังรู้สึกว่าเราต้องเผชิญกับความไม่สบายใจ รู้สึกกดดันจากสภาพสังคมและความสับสนที่ก่อเกิดขึ้นในจิตใจ จนทำให้คุณรู้สึกอยากคุยกับใครสักคนที่พร้อมรับฟังละก็ สามารถทักมาหาอูก้าได้เสมอเลยนะคะ เพราะทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหาใจแน่นอน ไม่ว่าจะเพศไหนก็คุยได้

เพราะเรื่องของใจ ไม่ว่าจะเพศไหนเราก็รับฟัง ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge #HappyPrideMonth

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/kllgbtblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยรัฐ : https://bit.ly/3fCfDLX
The center : https://bit.ly/3c7pbN3
Alliance : https://bit.ly/3yQ3P0h
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : https://bit.ly/3fFi0Oe

Read More