เครียดแค่ไหนถึงต้องพบจิตแพทย์?

เคยไหมที่ดูหนังฝรั่งทีไรแล้วต้องได้เห็นฉากที่ตัวละครพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาในเรื่องกันอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนัดพบ คุยประจำทั่วไปในแต่ละเดือน บางครั้งก็คุยเดี่ยว บางทีก็คุยกลุ่ม หรือจับคู่สามีภรรยามานั่งคุยกันก็มี แม้แต่เด็ก ๆ เองก็เปิดใจเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ตัวละครเหล่านี้กลับดูไม่ได้มีเรื่องเครียดอะไร

อย่างนี้แปลว่าไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเครียดก็พบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้เหรอ ?

อูก้าขอตอบเลยว่า ได้ ! เพราะการพบจิตแพทย์นั้นจริง ๆ แล้วก็เหมือนเราไปตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป ไม่ต้องรอให้เครียด ไม่ต้องรอให้เกิดโรค ไม่ต้องรอให้เจอปัญหาใด ๆ เราก็สามารถไปหาหมอเพื่อพูดคุยปรึกษา เช็คสุขภาพใจกันสักนิดได้ทันที ซึ่งจริง ๆ แล้วในแต่ละประเทศเอง การไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยานั้นเป็นเรื่องที่ปกติมาก ๆ เพราะนอกจากจะได้เป็นการพูดคุยปรึกษาปัญหาคาใจของแต่ละคนแล้ว จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยายังสามารถให้คำปรึกษาและแนะนำเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ เช่น ปัญหาครอบครัว ชีวิตคู่ ปัญหาความสัมพันธ์ การเรียน การงาน ปรึกษาก่อนแต่งงาน หรือแม้แต่การปรึกษาเรื่องพัฒนาการเด็กก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

ดังนั้นหากไม่สบายใจ แทนที่จะไปหาหมอดู ลองเปลี่ยนมาเป็นหาหมอ “ใจ” อย่างจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา อาจจะช่วยให้คุณค้นหาต้นตอของปัญหาเจอก็ได้นะ 🙂

แล้วอย่างนี้ถ้าเราอยากลองตรวจสุขภาพใจของเราดูบ้างการไปหาจิตแพทย์จะตอบโจทย์ไหมนะ? แล้วจะเริ่มจากที่ไหนดี? คำถามนี้ก็ไม่อยาก เพราะถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรละก็ #อูก้ามีทางออก มาให้จ้า

เพราะที่อูก้า เราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่เป็นมากกว่าแค่การรับฟัง ที่อูก้านั้นคุณไม่จำเป็นที่จะต้องขับรถวนหาที่จอดจนเหนื่อย หรือต้องลางานมานั่งรอคิวคุยกับจิตแพทย์ทั้งวัน ทั้งยังไม่ต้องไปเสาะหาแหล่งปรึกษาให้ยุ่งยาก เพราะที่นี่เรามีบริการพร้อม ทั้งนักจิตวิทยาที่จะคอยให้คำปรึกษาและบำบัดใจ จนไปถึงจิตแพทย์ที่มีประสบการณ์ดูแลทุกคำปรึกษา อยากจะทักมาคุยเมื่อไหร่ ที่ไหน กับใคร ก็เลือกเองได้ง่าย ๆ สะดวกสบายด้วยปลายนิ้ว

❤️ อยากทำแบบทดสอบวัดความเครียดดูก่อนก็ย่อมได้

❤️ หากอยากนัดปรึกษาเมื่อไหร่ ก็สามารถนัดหมายได้ทุกเมื่อ

❤️ ใช้เพียงแค่โทรศัพท์มือถือและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ก็คุยได้แล้ว ไม่ต้องไปไหนไกล

❤️ ทุกอย่างที่คุยกันรับรองว่าเป็นความลับ ถ้าไม่สะดวกใจให้ใครเห็น ก็คุยกันในสถานที่ ๆ คุณสบายใจได้เลย

เพราะการพูดคุยปรึกษาปัญหาใจ ไม่จำเป็นต้องรอให้เครียด

หากเรามีแพทย์ไว้ดูแลร่างกาย “หัวใจ” เอง ก็ต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลเช่นเดียวกัน อย่างที่ใครหลายคนเคยกล่าวไว้ว่า “ป่วยกายยังไม่เท่ากับป่วยใจ” ดังนั้นหากเรายังมีโอกาสดูแลใจของเราให้ดี อย่ามัวรอช้า อย่ากลัวที่จะก้าวเข้ามาปรึกษากับจิตแพทย์ของเราได้เสมอ พลังใจมีเต็มร้อย จะให้เจอกับอุปสรรคอะไรในชีวิตก็ไม่ท้อถอยไปง่าย ๆ

“ไม่ต้องเครียดก็ทักหาเราได้ ให้อูก้าได้มีโอกาสดูแลจิตใจและเป็นเพื่อนช่วยวางแผนชีวิตเคียงข้างคุณ❤️”

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/hmstblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca..

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
lgbtq

เพราะโลกนี้มีความหลากหลายมากกว่าชาย-หญิง

ด้วยโลกสมัยใหม่ที่เปิดกว้างขึ้นกว่าที่เคย คำกล่าวนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดขนบธรรมเนียมประเพณีอีกต่อไป เพราะคนรุ่นใหม่เรียนรู้ที่จะเปิดใจยอมรับความหลากหลายมากขึ้น ให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางอัตลักษณ์และตัวตนของบุคคลอื่นมากขึ้น ดังนั้นเรื่องของเพศจึงไม่ได้ถูกขีดกรอบจำกัดไว้แต่เพศกำเนิดแค่ “หญิง” หรือ “ชาย” เหมือนในสมัยก่อนอีกต่อไป แต่เรามีคำเรียกแทนตนและความหมายใหม่ ๆ ให้ใช้เพื่อแสดงความเป็นตัวตนของคนแต่ละกลุ่ม หรืออย่างคำที่เราได้ยินบ่อยครั้งนั่นก็คือ “LGBTQ+” 🏳️‍🌈

“LGBTQ+” เป็นคำย่อที่ต่างประเทศใช้เรียกกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยคำนี้เป็นการรวมเอาตัวอักษรแรกของคำเรียกอัตลักษณ์ทางเพศของคนแต่ละกลุ่มมารวมกัน ตัวอักษร L G B T Q นั้นย่อมาจากคำว่า Lesbian Gay Bisexual Transgender และ Queer (บางที่อาจจะหมายถึง Questioning) โดย 4 ตัวอักษรแรกนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่ยุค 1990s ก่อนที่จะเพิ่มตัวอักษรอื่น ๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทุกเพศสภาพ ซึ่งแต่ละตัวอักษรนั้นหมายถึงอัตลักษณ์ทางเพศที่ต่างกัน ดังนี้

Lesbian – นิยมใช้สื่อถึงเพศหญิงที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้กับเพศหญิงด้วยกัน ซึ่งบางคนอาจจะสบายใจที่จะใช้คำว่า “Gay” หรือ “Gay Woman” มากกว่า ก็สื่อได้เช่นกัน

Gay – นิยมใช้สื่อถึงเพศชายที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจให้แก่เพศชายด้วยกัน แต่โดยทั่วไปแล้วคำนี้สามารถใช้สื่อถึงเพศที่ชอบเพศเดียวกันกับตนได้ทั้งหมด (เช่น Gay Man, Gay Woman) แต่มักจะพบการใช้ถึง ชาย-ชาย มากกว่า

Bisexual – มักสื่อถึงบุคคลที่มีความรัก ความชอบพอ ทั้งทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจ ให้กับผู้ที่มีเพศเดียวกัน หรือผู้ที่มีเพศต่างจากตน

Transgender – ในขณะที่คำอื่นอาจจะบ่งบอกถึงความชอบของแต่ละคนในจิตใจ แต่คำนี้แตกต่างด้วยการสื่อถึง “รูปลักษณ์ภายนอก” คำนี้ให้ความหมายถึงบุคคลที่มีความพึงพอใจต่อเพศสภาพของตนที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด เช่น ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากชาย ไปสู่หญิง หรือจากหญิง ไปสู่ชาย อย่างไรก็ตามคำนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศเท่านั้น แต่เป็นความหมายสำหรับใครก็ตามที่ “ข้ามเพศ” จากที่ตนเองมีอยู่ ไปสู่เพศสภาพที่เขาสบายใจที่สุด

Queer – คำว่า “Queer” เป็นอีกคำหนึ่งที่ใช้ครอบคลุมกับอัตลักษณ์ทางเพศคำอื่น ๆ เพราะบางครั้งการเรียกตนเองว่าเลสเบี้ยน เกย์ หรืออื่น ๆ ก็ดูจะจำกัดเกินไป “Queer” จึงเป็นอีกหนึ่งคำที่เปรียบเสมือนร่มคันใหญ่ที่ทอดเงาไปยังคำอื่น ๆ ในกลุ่มด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นในบางที่ ตัวอักษร “Q” ยังสามารถหมายถึง “Questioning” ซึ่งมีความหมายตรงตัวก็คือกลุ่มที่คนที่ยังรู้สึกว่า ตัวเองยังคงตั้งคำถามกับความชอบและรสนิยมของตนเอง เป็นช่วงที่กำลังตั้งคำถามหรือค้นหาตนเองอยู่

ส่วนสัญลักษณ์สุดท้ายในกลุ่มคำนี้คือ เครื่องหมาย “+” ใช้สื่อถึงเพศอื่น ๆ ทั้งหมดที่ไม่ได้ปรากฎอยู่ในตัวอักษร 5 ตัวแรกนั่นเอง ถึงแม้ว่าชื่อเรียกของกลุ่มจะมีหลากหลายแตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์ของคนแต่กลุ่ม แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่าการจดจำชื่อเรียก คือการที่เราเข้าใจและยอมรับความหลากหลายที่มีอยู่อย่างแท้จริง 🙂

เราอาจพูดได้ว่าเรื่องของเพศหรือรสนิยมทางเพศเป็นเรื่องที่ไม่มีขอบเขต แม้มนุษย์จะพยายามศึกษาและเขียนตำราวิชาการมากมาย สุดท้ายเราก็ยังค้นพบด้านใหม่ ๆ ของเรื่องราวเหล่านี้อยู่ดี การหาคำนิยาม พยายามตีกรอบหรือจัดแบ่งคนอยู่เป็นหมวดหมู่จึงเป็นเรื่องถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุด จะดีกว่าไหม ? หากเราเรียนรู้ที่จะยอมรับคุณค่าซึ่งกันและกันในแบบที่เขาเป็น เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงออกต่อกันได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น ให้ทุกคนได้เป็นตัวตนอย่างสบายใจ ไม่ต้องถูกใครตัดสินว่าสิ่งที่เขาเป็น “ถูกหรือผิด” “ปกติหรือแปลกแยก” ส่วนใครที่กำลังรู้สึกว่าเราต้องเผชิญกับความไม่สบายใจ รู้สึกกดดันจากสภาพสังคมและความสับสนที่ก่อเกิดขึ้นในจิตใจ จนทำให้คุณรู้สึกอยากคุยกับใครสักคนที่พร้อมรับฟังละก็ สามารถทักมาหาอูก้าได้เสมอเลยนะคะ เพราะทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหาใจแน่นอน ไม่ว่าจะเพศไหนก็คุยได้

เพราะเรื่องของใจ ไม่ว่าจะเพศไหนเราก็รับฟัง ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge #HappyPrideMonth

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/kllgbtblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

ไทยรัฐ : https://bit.ly/3fCfDLX
The center : https://bit.ly/3c7pbN3
Alliance : https://bit.ly/3yQ3P0h
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : https://bit.ly/3fFi0Oe

Read More
minari

‘Minari’ ต่อสู้เพื่อเบ่งบาน เมื่อความฝันไม่ใช่ของฉันเพียงคนเดียว

หากใครชื่นชอบวัฒนธรรมของประเทศเกาหลี คงพอคุ้นตากับ ‘มินาริ’ (미나리) หรือผักชีล้อม ที่มักไปโผล่ในซีรีส์หรือรายการวาไรตี้ต่าง ๆ นิยมนำมาปรุงอาหาร เพราะปลูกง่าย ราคาไม่แพง ดูเผิน ๆ เหมือนวัชพืชเพราะมีความทนทานในทุกสภาพแวดล้อม แต่ยิ่งได้ผลัดใบแรกจะยิ่งผลิดอกงอกงาม 🌱

“มินาริสามารถเติบโตได้ทุกที่ แม้ในพื้นที่ว่างเปล่า เอาไปใส่ในแกงอะไรก็อร่อย” คุณยายที่มาพร้อมกับความรักจากประเทศบ้านเกิด ทำให้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นจาค็อบ หัวหน้าครอบครัวที่มุ่งมั่น โมนิกา ภรรยาที่เชื่อใจและสนับสนุนทุกการตัดสินใจของสามี พร้อมทั้งแอนน์และเดวิด ลูก ๆ ที่เติบโตมาแบบสองวัฒนธรรม

ครอบครัวนี้ได้วาดฝันอนาคตร่วมกัน โดยเริ่มจาก “ศูนย์” สะท้อนให้เห็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่กำลังต่อสู้กับอะไรที่ไม่คุ้นชินในที่ต่างถิ่นต่างแดน ความไม่คุ้ยเคยอาจทำให้หวั่นใจ แต่เพราะความฝันที่เราแบกไว้นั้นมีขนาดใหญ่กว่าเลยยอมแพ้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกเข้าถึงหนังเรื่องนี้ เพราะถ้าให้พูดตรง ๆ สิ่งที่จาค็อบกำลังเริ่มต้นนั้นท้าทายเขาและครอบครัวพอสมควร ที่ดินว่างเปล่ากับความสำเร็จที่เลือนราง จะเป็นอย่างไรหากครอบครัวไม่เคารพการตัดสินใจของเขา ?

เพราะความฝันของเรา อาจมีหลายคนรวมอยู่ในนั้นด้วย 🙂

นอกจากการต่อสู้เพื่อความฝันและการอดทนต่อความยากลำบาก สิ่งสำคัญคือการมีอยู่ของกันและกัน
การมาถึงของคุณยายซุนจา ได้พัดพา ‘กลิ่นเกาหลี’ มายังบ้านหลังนี้ หรือนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของความคิดถึง กลิ่นที่หลาน ๆ ไม่ชอบในตอนแรก กลายเป็นความอบอุ่นที่พวกเขาขาดไม่ได้ คุณยายทำให้เรานึกถึงคำว่า ‘ไม่คุ้นเคยแต่รู้สึกดี’ ลองนึกภาพเด็กที่เติบโตมาแบบอเมริกัน เห็นแต่ภาพคุณยายอารมณ์ดี ชอบอบคุกกี้และไม่พูดคำหยาบ ตัดภาพมาที่การปราฎตัวของคุณยายที่เป็นคนเกาหลีแท้ ๆ ชอบต้มยาสมุนไพร พูดจาโผงผาง ความแตกต่างแบบสุดขั้วและช่องว่างระหว่างวัย กลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ครอบครัวนี้ต้องปรับตัว

หนังเรื่องนี้นำเสนอปัญหาของตัวละครผ่านมุมองของ ‘การอพยพย้ายถิ่นฐาน’ เพื่อไปสร้างความมั่นคงใหม่ แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเมื่อเทียบกับในชีวิตจริงที่อาจมีหลายร้อยพันปัญหาเกิดขึ้นกับเรา อย่างหลาย ๆ ฉากที่สื่อถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน หากเราไม่มองว่าความไม่รู้เป็นเรื่องผิดหรือตัดสินคนอื่นจากความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว เราจะพบว่ามิตรภาพเกิดขึ้นได้และทุกคนก็ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นเช่นกัน


ความรักก่อตัวผ่านการเรียนรู้ ยอมรับ และพยายาม 🥰


บางครั้งปลายทางอาจไม่สำคัญเท่ากับเราผ่านอะไรมาด้วยกัน ความผิดหวัง ท้อแท้ที่เกิดขึ้นในหนังสอนเราว่าการต่อสู้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กว่าความฝันจะสำเร็จก็ไม่ง่ายเลย แต่จะดีแค่ไหนหากในช่วงเวลาที่เราล้มลุกคลุกคลาน ยังมีคนที่รักคอยประคับประคองกันไว้ ในวันที่เราเหนื่อยจนแทบถอดใจ อาจมีพลังของครอบครัวที่ช่วยเติมไฟให้เราอีกครั้ง อย่างที่หนังเรื่องนี้บอกเราว่า ‘แม้จะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่ปล่อยมือ’
มินาริอาจไม่ได้ขยี้ปมครอบครัวจนใจเราเจ็บ แต่ก็ทำให้น้ำตาไหลได้ไม่ยาก เพราะการเริ่มต้นใหม่ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย การให้โอกาสตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ บางครั้งในวันที่ล้มเราไม่จำเป็นต้องตอกย้ำอีกฝ่ายว่าเขาไม่ดีตรงไหน เขาทำอะไรพลาดไป หรือบอกว่าสิ่งที่เขาคิดมันผิด แต่เราอาจบอกเขาได้ว่าจะทำอย่างไรให้มันดีขึ้นและเราพร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เหมือนกับที่ครอบครัวนี้เริ่มต้นจากความโดดเดี่ยวมีเพียงสมาชิกในบ้านที่อยู่เพื่อกันและกัน สุดท้ายความอบอุ่นนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังคนอื่น ๆ
‘เติบโตให้ได้อย่างมินาริ’ อาจไม่ได้สวยงามที่สุดในหมู่พืช แต่อดทนและแข็งแกร่งไม่แพ้ใคร

อูก้าเป็นกำลังใจให้ทุกความฝัน ทุกเส้นทางล้วนสวยงามในแบบของมัน เราพร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางที่รับฟังคุณเสมอ สามารถพูดคุยกับเราได้ทุกที่ทุกเวลา แล้วมารวบรวมพลังไปต่อสู้กับความฝันด้วยกันนะ 💙


#OOCAinsight


—————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/minari
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More

เครียดจนขอลางาน อาการป่วยใจที่พักยังไงก็ไม่ดีขึ้น

ทำงานเกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ บางคนทำงาน 7 วัน กินนอนไม่เป็นเวลา ใจเราจะไม่เหนื่อยล้าเลยได้อย่างไร ต่อให้เป็นสิ่งที่เรารัก เราชอบและมี passion เปี่ยมล้น แต่พอถึงระยะเวลาหนึ่งร่างกายก็จะเป็นฝ่ายส่งสัญญาณเตือนเราเองว่า “ตอนนี้ฉันเหนื่อยมาก” หรือ “ฉันต้องการพักผ่อน” มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายก็แค่ลางาน ใช้วันหยุดไปทำในสิ่งที่ชอบ นอนให้เต็มอิ่ม ก่อนจะลุยงานต่อ แต่ถ้ามันไม่ใช่แค่อาการเหนื่อยล้าธรรมดา แต่เรากำลังต่อสู้กับบางอย่างในใจล่ะ ?

ความเครียดในที่ทำงานจะถูกนำมาพูดถึงก็ต่อเมื่อองค์กรเปิดกว้างในระดับหนึ่ง จากข้อมูลของศูนย์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยของแคนาดาระบุสาเหตุทั่วไปของความเครียดในที่ทำงานนั้น ได้แก่

  • การทำงานหนักเกินไป
  • ความคาดหวังในงานที่ไม่แน่นอน
  • การพัฒนาด้านอาชีพ
  • การคุกคามหรือถูกการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน
  • รู้สึกไม่มั่นคงในสภาพแวดล้อมการทำงาน

เมื่อความเครียดกดทับใจ ใคร ๆ ก็อยากใช้วันลา แต่จะให้เหตุผลของการลางานว่าอะไรดี ที่จะไม่มีคำถามที่ 2 3 4 5 ตามมา ไอ้ลางานนอนอยู่บ้านไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเราอยากลางานไปหาจิตแพทย์จะทำอย่างไร ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่ต้องแจ้งที่ทำงานไหม ? หรือแค่ไปหาหมอเงียบ ๆ ทำตัวปกติก็พอ นี่ถือเป็นปัญหาใจของพนักงานหลายคน ซึ่งจากการสัมภาษณ์พนักงานฝ่ายบุคคลหลายบริษัทได้ให้คำตอบใกล้เคียงกันว่าโดยปกติไม่ได้ซักไซร้เรื่องการลางานของพนักงาน ขอแค่ส่งใบลาและไม่กระทบการทำงานก็พอแล้ว แต่บางกรณีที่อาจต้องสอบถามเพิ่มเติมก็เช่น ลางานค่อนข้างถี่ หรือลาเป็นประจำทุกสัปดาห์วันเดิมเวลาเดิม อาจมีการสอบถามด้วยความห่วงใยเพราะองค์กรก็ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพของพนักงานเช่นกัน

น่าเสียดายที่การลางานจากความเครียดไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมาย อย่างไรก็ตามสุขภาพจิตที่ได้รับผลกระทบจากงานนั้นมองเห็นได้ชัดเจน ท้ายที่สุดแล้วพนักงานก็ตัดสินใจลางานเพราะความเครียด และนี่อาจะเป็นทางออกที่ช่วยให้เขากลับมามีสมดุลและรักษาประสิทธิภาพในการทำงานได้ ซึ่งปัจจุบันอาจกลายเป็นเรื่องที่องค์กรต้องให้ความใส่ใจเพราะจำนวนพนักงานที่ลางานเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตมีมากขึ้น แต่ทำไมพนักงานถึงรู้สึกเหมือน ‘ต้อง’ ไปทำงาน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองป่วยและมีสิทธิ์ที่จะลางาน

University of East Anglia กล่าวว่าเป็นการผสมผสานระหว่างความคาดหวังในงานที่สูง ความเครียดและความรู้สึกไม่มั่นคง จิตสำนึกเป็นตัวกำหนดว่าเราจะลางานเมื่อรู้สึกไม่สบายดีไหม ? แต่การจะดีลกับงานหรือคนที่ทำงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง Gail Kinman ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาอาชีวอนามัยของมหาวิทยาลัย Bedfordshire กล่าวว่า “คนที่มีส่วนรับผิดชอบในงานมากและมีนิสัยบ้างานมักจะไม่ยอมลางาน ไม่ว่าพวกเขาจะรู้สึกป่วยแค่ไหนก็ตาม” พูดง่าย ๆ คือยิ่งเรารู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญต่องานมากเท่าไหร่ เราก็จะเห็นสุขภาพสำคัญน้อยลงเท่านั้น

เมื่อพูดถึงความเครียดและความวิตกกังวล Gen Z และ Millennials อาจพูดได้ว่ามีความเสี่ยงมากกว่าวัยอื่น ๆ ในปี 2015 การสำรวจหัวข้อ Stress และ Wellbeing ของ Australian Psychological Society พบว่าคนรุ่นใหม่ในช่วงอายุ 18-25 ปีพบว่ามีคุณภาพชีวิตที่ต่ำที่สุดและมีความเครียดอยู่ในระดับสูงสุด นักวิจัยระบุว่าแรงกดดันทางการเงิน การเปรียบเทียบวิถีชีวิตและปัญหาครอบครัวเป็นสิ่งที่กดทับใจคนกลุ่มนี้

จากการสำรวจพนักงาน 1,000 คนโดย Aetna International พนักงานถึง 1 ใน 3 กล่าวว่าพวกเขาป่วยเพราะความเครียด และมีแนวโน้มที่จะหยุดพักเนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตมากถึง 34% ทั้งนี้พวกเขาอาจระบุว่าลางานเพราะสุขภาพกาย เพราะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองมีปัญหาหรือรับมือกับความเครียดไม่ได้ รวมถึงวัฒนธรรมในองค์กรที่แตกต่างกัน อย่างบางบริษัทนิยมการทำงานแบบ ‘always on’ หรือพร้อมตอบสนองเสมอถ้าเป็นเรื่องงาน ทำให้พนักงานไม่กล้าแสดงพฤติกรรมที่แปลกแยก สิ่งนี้บ่งบอกว่าพนักงานยังไม่สบายใจที่จะพูดเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพจิตหรืออารมณ์ ยิ่งประเด็นละเอียดอ่อนอย่างการพบจิตแพทย์ยิ่งเป็นเรื่องยาก

แม้ ‘ความเครียด’ จะกำจัดทิ้งได้ยาก แต่อย่างน้อยการลางานก็พอจะช่วยเยียวยาได้บ้าง ถือเป็นสิทธิ์ที่ควรได้รับ ในกรณีที่คุณรู้สึกเหนื่อยหน่าย วิตกกังวล ซึมเศร้าหรือมีปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ การหยุดพักงานอาจช่วยให้พนักงานฟื้นตัวได้

อย่างไรก็ตามในแก้ปัญหา หรือวิธีการคลายความเครียดที่เรารู้ดีคือการได้พูดคุยตรง ๆ หรือระบายความเครียด พนักงานจึงควรพูดถึงเรื่องอาการป่วยกายป่วยใจของตนเองกับคนใกล้ชิด นักจิตวิทยา จิตแพทย์หรือแม้แต่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) นั่นหมายความว่าพนักงานต้องสามารถอธิบายได้ชัดเจนเกี่ยวกับอาการป่วยใจและแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน แต่ก่อนจะพูดได้อย่างเปิดใจก็ต้องเริ่มจากการ ‘ยอมรับ’ และ ‘เข้าใจ’

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองไม่ไหวจนต้อง ‘ลางาน’

เพราะเป็นผู้ใหญ่เราจึงพยายามปกปิดปัญหาใจ แต่การแบกรับทุกอย่างไม่ใช่ทางออก การสังเกตตัวเองเป็นอีกหนึ่งตัวช่วย สัญญาณบางอย่างจะบอกเราว่าควรพาตัวเองออกจากความเครียดและใช้วันลางานได้แล้ว

  • เราไม่สามารถจดจ่อหรือมีสมาธิกับงานที่ทำได้
  • ระดับความเครียดส่งผลต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความเครียดจากการทำงานส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัว
  • อารมณ์ที่เปลี่ยนไป ไม่สดใส ไม่อยากทำงาน
  • อาการของภาวะซึมเศร้าหรือความวิตกกังวล
  • คนรอบข้างสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหรือได้รับการยืนยันโดยแพทย์

มาลองทดสอบความเครียดกัน : https://ooca.page.link/stressstestdob

การ ‘ลางาน’ กับ ‘อาการป่วยใจ’ เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด

ข้อมูลจาก Brand buffet บอกว่าแรงงานชาวไทยเกิน 80 % ฝืนตัวเองมาทำงานทั้งที่ป่วย อาจด้วยนิสัยขี้เกรงใจและรู้สึกว่าการลางานคือการผลักภาระให้ผู้อื่น แต่หากไม่มีการพักผ่อนก็อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ใหญ่กว่า เช่น ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) โรคซึมเศร้า ฯลฯ ตามมา

แม้พนักงานจะอยากทำงานขนาดไหน แต่ถ้ากายใจไม่ไหวจริง ๆ การทุ่มเทลักษณะนี้อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี บทวิเคราะห์จาก American Productivity Audit ประเทศสหรัฐอเมริการที่พูดถึงนิสัยบ้างานว่ามันมีข้อเสียกับองค์กรเหมือนกัน เพราะประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การสูญเสียทรัพยากรและอีกหลายเหตุผล ตีเป็นมูลค่าที่ประเทศต้องเสียประโยชน์รวมกันนั้นมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน ด้วยพื้นนิสัยที่ขยันขันแข็งและรับผิดชอบสูง ทำให้สถิติการลางานนั้นน้อยจนแทบจะไม่มี แต่การที่พนักงานญี่ปุ่นฝืนไปทำงานทั้งที่ตัวเองไม่พร้อมกลับสร้างผลกระทบจนทำให้บริษัทอาจมีรายได้ลดลงราวๆ 3,100 ดอลลาร์ต่อปีเลยทีเดียว

องค์กรต้องตระหนักว่าความเจ็บป่วยทางจิตบางรูปแบบเกี่ยวกับความผิดปกติในร่างกายและมีมาตรการสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมทรัพยากรในการทำงาน การทำงานที่ยืดหยุ่น บริการให้คำปรึกษาหรือการผู้เชี่ยวชาญที่คอยรับฟังพนักงาน การสนับสนุนพนักงานรายบุคคล เพราะในฐานะลูกจ้างพนักงานควรได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวดจากการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ

เพราะสุขภาพจิตไม่ควรเป็นสาเหตุของความลำบากใจสำหรับพนักงาน

#อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว ที่สำคัญทุกอย่างเก็บไว้เป็นความลับ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณ เรามีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น

  • ความเครียดในองค์กร
  • ภาวะหมดไฟ
  • ปัญหาการปรับตัวในที่ทำงาน
  • ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์
  • ซึมเศร้า วิตกกังวล
  • ความรัก ความสัมพันธ์

นอกจากนี้ยังสามารถพูดคุยกับอูก้าในเชิงผ่อนคลายจิตใจและหาแนวทางในการพัฒนาตนเองได้อีกด้วย แล้วชีวิตของคุณจะเข้าสู่จุดสมดุลยิ่งกว่าที่เคย เพราะปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้อาการเหนื่อยล้า ความเครียดจากการทำงานหนักเป็นแผลที่กดทับใจ หากไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า

—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/stressseoblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://hrexecutive.com/hres-number-of-the-day-employee-sick-days/

https://www.healthline.com/health/mental-health/stress-leave#check-in

https://www.elas.uk.com/taking-sick-leave-mental-health-issues/

https://thematter.co/social/presenteeism-and-burnout/77760

https://www.oiyo.com.au/income-protection/what-is-stress-leave/

https://sonilaw.ca/how-to-ask-for-stress-leave-from-your-doctor-a-break-may-be-better-than-burnout/

Read More

5 วิธี ปลอบหัวใจยังไง เมื่อฉันทั้ง “นอยด์ง่ายและเฟลเก่ง”

อะไรนิดอะไรหน่อยเราก็เฟลจนอย่างร้องไห้ ถ้ามันไม่เป็นแบบที่หวังก็นอยด์สุด ๆ

ไม่ว่าคนอื่นเขาจะทำอะไรก็ไม่เคยสะดุด แต่เรานี่สิกว่าจะทำสำเร็จแต่ละอย่าง เรียกว่า “เหนื่อยลากเลือด”

เบื่อตัวเองจังที่ “นอยด์ง่ายและเฟลเก่ง” แบบนี้ แถมกว่าจะกลับมารู้สึกเป็นปกติก็ใช้เวลานานเหลือเกิน

เหมือนว่าหลุมของความเฟลเรามันอยู่ลึกกว่าคนอื่น พาลรู้สึกไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้เลย 😰

“เฟล” บ่อย ๆ การวิจารณ์ (Self-criticism) หรือการตำหนิตัวเอง (Self-blame) เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราขาดความไว้วางใจในตัวเอง ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น เราเติบโตมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับ “ความถูกต้องและสมบูรณ์แบบ” บางบ้านสื่อสารแบบใช้คำพูดกล่าวโทษกัน หรือบางครั้งเมื่อเราเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากเกินไป (Hyper-empathy) และมีได้รับประสบการณ์ “เชือดไก่ให้ลิงดู” บ่อย ๆ เราก็มักจะหลีกเลี่ยงการลงโทษ ประสบการณ์ที่ไม่ดีด้วยการยอมรับและบอกว่า “ทุกอย่างเป็นความผิดของฉันเอง” 😥

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องแบกความรับผิดชอบไปโดยอัตโนมัติ เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือการปะทะกัน แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเราก็จะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการตำหนิตัวเอง ซึ่งนิสัยเหล่านี้ทำให้เราขาดความมั่นใจ นำไปสู่นิสัยเฟลเก่ง นอยด์ง่าย และปัญหาสุขภาพจิตในภายหลัง ดังนั้นถ้าเรารู้ตัวว่าตกลงไปในห้วงอารมณ์ลบ ๆ เราเคล็ดลับในการปลอบโยนหัวใจมากฝากกัน 🥰

  • ปรับวิธีคิด

ใคร ๆ ก็เฟลได้ ทุกคนคือคนธรรมดาที่สับสน ผิดพลาด ล้มเหลว เพื่อที่จะเติบโต แล้วความเฟลนั้นก็ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าสิ่งที่เป็นฉันนั้น “ไม่ดี” ตัวฉัน “บกพร่อง” หรืออะไร ลองเขียนสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับตัวเอง เช่น คุณสมบัติที่น่าชื่นชมหรือความสามารถที่ค่อนข้างดีและใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นให้บ่อยขึ้น มองว่าเราเป็นเพื่อนกับตัวเอง เราชี้ข้อบกพร่องของตัวเองได้ เราก็ชี้ข้อดีของตัวเองได้เหมือนกัน มองตัวเองแบบที่เราเป็น ไม่ใช่ประเมินด้อยกว่าความเป็นจริง

  • ความเฟลเป็นเรื่องชั่วคราว

เฟลวันนี้ไม่ใช่เฟลตลอดไป แม้โมเมนต์ที่น่าเหนื่อยหน่ายทำท่าจะปักธงอยู่ในชีวิตเราซะแล้ว แต่ใครบอกว่ามันจะไม่มีทางออก เรากดดันตัวเองให้ต้องทำได้ ทำได้ ทำได้! แล้วถ้าทำไม่ได้นั่นหมายถึงเราหมดหนทางไปต่อแล้วหรือเปล่า เหมือนที่เราให้เวลากับการพยายาม เราก็สามารถให้เวลากับความเฟลได้ แต่สุดท้ายก็คือการให้เวลากับตัวเองในการหาทางออกด้วย

  • รับมือความไม่ได้ดั่งใจ

ลองถามตัวเองสิว่า “ทำไมเราถึงจะพลาดไม่ได้” เพราะจริง ๆ แล้วทุกคนบนโลกนี้ก็ต้องเรียนรู้ด้วยกันทั้งนั้น เราต่างเพิ่งได้ลองใช้ชีวิต เราไม่มีทางรู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำจะได้ผลอย่างที่ต้องการหรือเปล่า เราทำได้แค่พยายามและพยายามเท่านั้น ต่อให้ไม่เป็นดั่งใจแล้วมันเลวร้ายตรงไหน อะไรที่กดดันเราอยู่ ? เราถึงได้รู้สึกว่าความผิดพลาดนั้นมันเลวร้าย หรือเราแค่มองก้อนความผิดพลาดของตัวเองใหญ่กว่าที่มันเป็น

  • พูดกับตัวเองอย่างอ่อนโยน

หากเป็นคนอื่นที่เฟลในเรื่องเดียวกัน หรือเวลาที่ครอบครัวหรือเพื่อนเรามีอาการนอยด์ ทำไมเราถึงสามารถรับฟังและปลอบเขาได้อย่างอ่อนโยน แต่เรากลับเข้มงวดกับความผิดพลาดของตัวเองเหลือเกิน การเห็นอกเห็นใจตนเอง (Self-Compassion) เป็นเรื่องยาก อันดับแรกเราต้องตระหนักถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับใจเราแต่ไม่ถูกครอบงำโดยความรู้สึกนั้นหรือให้คุณค่ากับความล้มเหลวมากจนเกินไป เราสามารถฝึกฝนที่จะอ่อนโยนกับตัวเองได้ แล้วการตำหนิตัวเองจะค่อย ๆ ลดลง

  • ให้โอกาสตัวเองได้เสมอ

คนส่วนใหญ่มักจะเฟลและนอยด์กับเรื่องที่เป็น “อดีต” ซึ่งหมายความว่าสิ่งนั้นได้ผ่านไปแล้ว เรานึกเสียใจได้แต่สุดท้ายเราก็ย้อนเวลาไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่เราทำได้คือพาตัวเองกลับมาอยู่ที่ “here & now” แล้ววางแผนรับมือกับอนาคต “นอยด์แล้วเอายังไงต่อ ?” เมื่อรู้สึกโอเคขึ้นแล้ว อย่าลืมลุกขึ้นเดินต่อ

ถ้าเราเชื่อว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ เราก็จะทำได้ งานวิจัยของ Carol Dweck ผู้นำเสนอเรื่อง Growth Mindset และนักวิจัยอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่านอกจากความเชื่อที่เรามีต่อตัวเองจะส่งผลต่อความคิดและการกระทำแล้ว ความเชื่อนี้ยังส่งผลต่อการฟื้นตัวจากการถูกปฏิเสธและความเฟลอีกด้วย เหมือนที่ Winston Churchill นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยกล่าวว่า “ความสำเร็จ ไม่ใช่บทสรุปทุกอย่าง ความล้มเหลวก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ความกล้าหาญที่จะเดินต่อไปต่างหากที่สำคัญ”

วันนี้มาเริ่มต้นใหม่โดยการปลอบหัวใจตัวเองด้วยความรู้สึกที่อ่อนโยนที่สุดกันนะ อูก้าจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อคุณ ไม่ว่าจะเฟลเก่งหรือนอยด์ง่ายก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ปล่อยให้ใจตัวเองได้ระบายความเศร้ากับคนที่พร้อมรับฟังกันเถอะ เมื่อต้องการเยียวยาหัวใจ สามารถปรึกษาอูก้าได้ทุกที่ทุกเวลา 💙

#OOCAhowto


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/5stthlblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://thestandard.co/podcast/knd455/

https://www.psychologytoday.com/us/blog/tech-support/201801/tackling-self-blame-and-self-criticism-5-strategies-try

Read More

แม้จะลำบากแต่อยาก ‘รวยทิพย์’ และต่อให้ไม่ขัดสนก็ขอ ‘จนทิพย์’

เที่ยวทิพย์ แฟนทิพย์ กักตัวทิพย์ อิ่มทิพย์ กลายเป็นคำฮิตติดปากและครองกระแสจากการที่ ‘พระมหาเทวีเจ้า’ นำคำว่า “ทิพย์” มาใช้จนโด่งดัง รวมถึงหลายคนในโซเชียลมีเดียที่ใช้คำนี้ในหลาย ๆ โอกาส อย่างเช่นการมโนสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง หากใช้คำว่าทิพย์ต่อท้ายก็เป็นอันรู้กันว่าสิ่งที่พูดหรือพิมพ์ไปนั้นเป็นแค่เรื่องสมมติหรือหยอกล้อกันเท่านั้น 💫

แต่นอกจากจะใช้พูดคุยในเชิงสนุกสนาน คำว่าทิพย์ยังทำให้เราเห็นภาพหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้นด้วย อย่างกระแส “จนทิพย์” ที่หมายถึงไม่ได้มีฐานะยากลำบากจริง ๆ ซึ่งหากมองให้ลึกแล้วมีเรื่องราว “จนทิพย์ หรือ รวยทิพย์” (ที่ไม่ได้ร่ำรวยจริง) เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย ซึ่งก็ไม่พ้นสายตาของผู้คนในสังคม เป็นเรื่องราวที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันได้

หรือจริง ๆ แล้ว “มนุษย์เรามักเข้าใจผิดเกี่ยวกับฐานะหรือสถานะทางการเงินของตัวเอง ?” 🤔

ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่เราถกเถียงกันมานาน โดยมองว่าความแตกต่างของชนชั้นหรือฐานะนั้นช่างเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมและเลวร้ายในโลกใบนี้ มีเพียงคนบางกลุ่มหรือบางสังคมเท่านั้นที่เกิดมาโชคดีกว่าคนอื่น หรือบางครั้งเราก็รู้สึกสงสารคนที่ลำบาก อยากให้เขามีชีวิตดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ในสังคมไทยเราจะเห็นภาพคุ้นตาจากการแสดงน้ำใจต่อกัน การบริจาคช่วยเหลือ รวมถึงการนำเสนอภาพตามสื่อต่าง ๆ จนกลายเป็นความร่วมรู้สึก (sympathy) แทน

Ameriprise Financial ทำการสำรวจชาวอเมริกันที่ร่ำรวยประมาณ 3,000 คนอายุระหว่าง 30 ถึง 69 ปี ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามมีทรัพย์สินที่ลงทุนอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์และมากกว่า 700 คนเป็นเศรษฐี เมื่อถามว่าพวกเขามองสถานะทางการเงินของตัวเองอย่างไร ? มีเพียง 13% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ให้คำจำกัดความว่า “ตัวเองร่ำรวย” กว่า 60% บอกว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลางระดับสูงในขณะที่ประมาณ 25% คิดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง มากกว่า 3% ระบุว่าคิดว่าต่ำกว่านั้น

ในทางตรงกันข้ามการสำรวจโดย INSIDER และ Morning Consult พบว่าชาวอเมริกันบางคนที่มีรายได้น้อยกว่า 50,000 ดอลลาร์รู้สึกว่าตัวเองร่ำรวย ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่มีรายได้มากกว่า 100,000 ดอลลาร์รู้สึกยากจน จากการสำรวจพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกันที่มีรายได้ 100,000 ดอลลาร์ขึ้นไประบุว่าเป็นชนชั้นกลาง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ว่าในแต่ละประเทศ สังคม วัฒนธรรม หรือความเชื่อ เส้นแบ่งระหว่างความรวยและความจนนั้นแตกต่างกัน ไม่มีใครรู้ว่าบรรทัดฐานไหนถูก แต่มุมมองที่เรามีต่อฐานะของตัวเองย่อมสัมพันธ์กับแรงขับเคลื่อน (Drive) และแรงจูงใจ (Self-motivation) ในการใช้ชีวิตของเรา การวางเป้าหมายในอนาคตและหากเราไม่ได้มองตัวเองบนพื้นฐานความเป็นจริง เราอาจบิดเบือนการรับรู้ นำไปสู่ความเข้าใจผิดและปัญหาทางการเงินได้ 🤑

ที่น่าสังเกตคือต่อให้เรามีรายได้น้อย แต่เราก็ยังแสดงนิสัย “รวยทิพย์” ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือต่อให้เรามีเงินพอใช้ไม่ขัดสน เราก็ยังทำเหมือนว่าเราลำบาก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร ?

เราอาจเคยมีเพื่อนที่บ่นว่า “เดือนนี้ไม่มีเงิน จนมากกก” ทั้งที่มีเงินเก็บเยอะมาก

หรือคนรู้จักที่ไลฟ์สไตล์เข้าขั้นไฮโซ แต่กลับชอบหยิบยืมเงินคนอื่น

แม้จะลำบาก แต่อยาก ‘รวยทิพย์’ หรือ ไม่ได้ขัดสน แต่ขอ ‘จนทิพย์’ ✨

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เรามองเห็นก่อนคือลักษณะภายนอก นอกจากรูปร่างหน้าตาก็คือข้าวของที่ใช้หรือไลฟ์สไตล์บนโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับคุณลักษณะเชิงบวก เช่น สติปัญญา ความขยัน และความสมบูรณ์แบบ ซึ่งดึงดูดให้เราสนใจและมีทัศนคติที่ดีต่อคน ๆ นั้น อีกมุมหนึ่งบางคนอาจรู้สึกดีที่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ ได้พึ่งพาคนอื่นบ้าง ลึก ๆ แล้วมนุษย์ต่างแสวงหาการยอมรับและการเป็นที่รักเพื่อเติมเต็ม ดังนั้นทัศนคติและสิ่งที่เราทำจึงมักจะสอดคล้องไปในทิศทางที่เราคาดหวัง

“สัมผัสออร่าความรวย” หรือ “ได้กลิ่นความรวย” คำพูดเล่น ๆ แต่เสริมแรงได้จริง เพราะความต้องการ “สมบูรณ์แบบ” นั้นรุนแรงจนกระตุ้นให้คนเราทำพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในยุคที่ตัวตนของเราถูกมองเห็นได้ง่ายผ่านโลกออนไลน์ แต่ไม่มีใครใช้ชีวิตอยู่บนความไม่จริงได้นาน มีงานวิจัยจาก University of Toronto ที่ยืนยันว่าแค่การสังเกตใบหน้า เราก็รู้สึกถึงสถานะทางการเงินของอีกฝ่ายแล้ว การมองตัวเองอย่างที่เป็นจึงสำคัญที่สุด

การบิดเบือนสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic status) เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างแน่นอน เพราะความเครียดก็เป็นผลมาจากความไม่สมดุลสิ่งที่มีอยู่กับความต้องการ ไม่ว่าจะรวยหรือจน มนุษย์ก็แสวงหาการอยู่รอดและโอกาสด้วยกันทั้งนั้น การที่ชีวิตถูกผูกกับความไม่แน่นอน ความขัดแย้งและทรัพยากรที่ขาดแคลนสามารถสร้างความเครียดเรื้อรังนำไปสู่สุขภาพจิตที่แย่ลง

คำพูดที่โด่งดังของ Jim Rohn บอกว่า “ถ้าคุณเอาเงินทั้งหมดในโลกมาแบ่งให้ทุกคนเท่า ๆ กัน สุดท้ายเงินมันก็จะกลับมาอยู่ในกระเป๋าใบเดิมในไม่ช้า” ซึ่งมีคนมากมายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนบอกว่าโลกนี้ลำเอียงตั้งแต่แรกและส่งต่อวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวมาเรื่อย ๆ ในขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่าคนที่บริหารเงินเป็นสุดท้ายก็จะหาทางนำเงินกลับมาเป็นของเขาได้ในที่สุด

สิ่งสำคัญคือการที่เรามองตัวเองและเข้าใจเส้นทางชีวิตเราโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เพราะความสุขไม่สามารถวัดได้ด้วยมุมมองของคนอื่น ที่เรากำลังพยายามก็เพื่อเป้าหมายของเราเอง ไม่ใช่เป้าหมายของใคร 😃

ใครที่กำลังเป็นทุกข์กับความสุขแบบทิพย์ ๆ ลองมาเคลียร์ใจไปกับอูก้า เพื่อนที่พร้อมรับฟังคุณเสมอ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรายินดีเป็นที่ปรึกษาทุกปัญหาใจ แล้วมาหาทางออกไปกับเรานะ 💙💚

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/blognrnp
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

อ้างอิงจาก

https://www.businessinsider.com/most-millionaires-dont-think-they-are-rich-2019-8

https://reece-robertson.medium.com/people-struggle-with-money-because-they-misunderstand-these-2-things-1c958839d1ee

https://www.inc.com/wanda-thibodeaux/the-surprising-way-people-can-tell-if-youre-rich-according-to-science.html

https://www.theguardian.com/us-news/2018/jan/29/rich-people-wealth-america

Read More
social media effect mental health

Social Media พาเศร้า เพราะความเหงาเกิดขึ้นในชีวิตจริง

“วันนี้ในทวิตพูดเรื่องอะไรกัน สงสัยต้องตามหน่อยแล้ว”

“แต่งรูปสวย ๆ นะ ยอดไลก์จะได้ดี”

“ทำไมยอดฟอลน้อยลงอ่ะ ต้องรีบทำคอนเทนต์ใหม่แล้ว”

เพราะทุกวันนี้เราใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหลายมากกว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนด้วยกันเอง แล้วชีวิตส่วนตัวเกินกว่าครึ่งก็ถูกแชร์ออกไปในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะคน Gen Y และ Gen Z ไปจนถึงเด็ก Gen Alpha ทำให้เราเคยชินกับการโพสต์ คอมเมนต์ ไลก์ แชร์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าเราใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตโดยเฉลี่ยมากถึง 10.22 ชั่วโมง/วัน แล้วกิจกรรมยามว่างยอดฮิตก็หนีไม่พ้นเข้าโซเชียลมีเดีย แชท ดูคลิป ลงรูป

การเปิดรับสื่อเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้แล้วสำหรับวัยรุ่น ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าอะไรที่มากเกินไป อาจกลายเป็นนิสัย “เสพติด” ไม่ใช่แค่เราไม่สามารถห่างจากมือถือหรืออินเทอร์เน็ตได้ แต่เราอาจกำลังเอาใจไปใส่ในโลกดิจิทัลมากจนแยกกับชีวิตจริงไม่ออก หากเราไม่ได้ความมั่นใจหรือมีตัวตนที่แข็งแกร่งมากพอ เราอาจสูญเสียความมั่นใจให้กับโลกออนไลน์ อย่างเช่นคอมเมนต์ กระแสข่าว หรือคำพูดที่พุ่งเข้ามากระทบใจเรา อาจทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง (Self-esteem) รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่ง หรือแม้แต่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ค่านิยมที่เปลี่ยนไป มาพร้อมกับความมั่นใจที่ลดลง

ดูเหมือนว่าโซเชียลมีเดียกำลังสร้าง paradox effect ที่ขัดแย้งกัน นั่นคือทำให้เกิดภาพลวงตาว่าทุกอย่างช่างดูดี ดูสวยงาม แต่กลับทำให้เรารู้สึกแย่กับสิ่งที่ตัวเองเป็น Dr. Jennifer Rhodes นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์และผู้ก่อตั้ง Rapport Relationships อธิบายว่า “มีหลายคนมาเข้ารับการปรึกษาที่หมกมุ่นอยู่กับการอัพเดทบนโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แต่กลับขาดทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตจริง นำไปสู่ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า”

Dr. Suzana Flores นักเขียนจาก Facehooked บอกว่า “เมื่อมีคนโต้ตอบผ่านโซเชียลมีเดียเป็นเวลานานพวกเขารู้สึกว่าจำเป็นต้องเช็กการอัปเดตต่อไปอย่างหยุดไม่อยู่ พฤติกรรมนี้เรียกว่า“ Slot Machine Effect” ซึ่งเมื่อเราได้รับการกดไลก์หรือแสดงความคิดเห็นในโพสต์ หรือเมื่อเราพบโพสต์ใหม่ที่น่าสนใจจากคนอื่น มันกลายเป็น “การเสริมแรงแบบไม่ต่อเนื่อง” เหมือนกับเราได้รับ “รับรางวัล” จากการเป็นที่สนใจและถึงแม้จะไม่ได้รางวัล แต่เราก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ของโลกดิจิทัล

60% ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียรายงานว่าส่งผลกระทบต่อความนับถือตนเองในทางลบ

50% รายงานว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ของเขา

แม้งานวิจัยมากมายจะยืนยันมาโซเชียลมีเดียส่งผลทางลบมากมายจริง ๆ หากใช้อย่างไม่ระวัง แต่ทำไมคนจำนวนมากถึงจมอยู่กับมันได้ไม่มีที่สิ้นสุด

หรือโลกโซเชียลคือพื้นที่ระบายความเจ็บปวด

ในทางตรงกันข้ามโซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางสำคัญท่ีวัยรุ่นไทยใช้พูดถึงโรคซึมเศร้า ความทุกข์ทางใจ ระบายความเครียด และอารมณ์ทางลบทั้งหลาย จากสถิติตั้งแต่กรกฎาคม พ.ศ.2561 – มิถุนายน พ.ศ.2562 พบว่ามีการพูดถึง ‘ปัญหาซึมเศร้า’ ในทวิตเตอร์มากกว่า 1.4 แสนข้อความ ซึ่งเพิ่มสูงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงที่ข่าวนักเรียนและนิสิตนักศึกษาฆ่าตัวตายช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2562

เห็นได้ชัดว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังต่อสู้กับปัญหาในใจ แต่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้ระบายจริง ๆ โซเชียลมีเดียจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากที่สุด อย่างน้อยก็เหมือนกับความเศร้าในใจมีใครสักคนที่รับฟังหรือรู้สึกเหมือน ๆ กันกับเรา

ปัญหาที่วัยรุ่นมักจะพูดถึงในทวิตเตอร์สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ความสัมพันธ์ในครอบครัว หน้าที่การงาน/ความรับผิดชอบ และปัญหาการกลั่นแกล้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากและ ‘#โรคซึมเศร้า’ ก็เป็นอีกหนึ่งเสียงที่ต้องการการรับฟัง

แม้เทคโนโลยีจะว่องไว แต่ก็ยังรู้สึกไกลห่าง

แค่มีมือถือเราก็ไม่น่าจะรู้สึกเหงา เพราะเราสามารติดต่อกับคนได้ทั้งโลก แต่จริง ๆ แล้วเรากลับว่างเปล่ายิ่งกว่าเดิม สุดท้ายเราต่างต้องการความอบอุ่นในชีวิตจริง พอหันไปรอบ ๆ ตัวหลังจากโฟกัสที่หน้าจอทั้งวัน เราอาจรู้สึกถึงความเหงาที่มากกว่าเดิม “ความเหงาทำให้รู้สึกซึมเศร้าและภาวะซึมเศร้าก็ทำให้คนเหงาเช่นกัน”

เราไม่สามารถกล่าวโทษได้ว่าทุกอย่างเป็นผลจากการที่โลกนี้มีส่ิงที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างอุปกรณ์ดิจิทัล เมื่อเราสร้างมันขึ้นมาแล้วเราก็ต้องรู้วิธีในการอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยด้วย หากใครที่กำลังเป็นทุกข์เพราะพึ่งพาโลกเสมือนจริงมากเกินไป ลองกลับมาอยู่กับตัวเอง มีช่วงเวลา ‘detox’ บ้างและใช้เวลากับคนที่มีค่าให้มากขึ้น กลับมาโฟกัสกับสิ่งที่เราควรทำและสิ่งที่เรากำลังรู้สึก เพื่อตามหาคุณค่าที่แท้จริงให้ชีวิตจากสิ่งที่มีในโลกแห่งความเป็นจริง

เพราะการติดโซเชียลส่งผลต่อสุขภาพใจ ภาวะหดหู่ ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนและการนับถือตนเอง หากเราไม่รู้ว่ามันส่งผลต่อเรามากน้อยแค่ไหน จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราพร้อมรับฟังทุกเรื่องราว อูก้ายินดีช่วยเคลียร์ปัญหาใจและร่วมเดินทางไปกับคุณ

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/snsimpactblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://journals.sagepub.com/doi/full/10.1177/2056305120912488

https://www.huffpost.com/entry/social-medias-impact-on-self-esteem_b_58ade038e4b0d818c4f0a4e4

https://theconversation.com/6-ways-to-protect-your-mental-health-from-social-medias-dangers-117651

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

Read More
เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

“สารพัดสิ่งที่คนวัย 30 ต้องมี” เวิร์กจริงไหม ? ใครกำหนด ?

บ้าน รถ ที่ดิน การศึกษา งานที่มั่นคง เงินเก็บ มีแฟน แต่งงาน มีลูก ตอบแทนพ่อแม่
สิ่งที่ยกตัวอย่างมากสำหรับแต่ละคนมีน้ำหนักมากน้อยต่างกัน
แต่ก็นับเป็นปัจจัยที่หลายคนรู้สึกว่า “จำเป็นต้องมี”

นอกจากความฝันและเป้าหมายในชีวิตที่เราพยายามก้าวไป
ธงที่เราปักไว้ว่าต้องทำให้สำเร็จก่อนเข้าวัย 30 ก็มีเยอะมากกก
แล้วสิ่งที่เราคิดเป็นสิ่งที่จำเป็นกับเราจริง ๆ เพราะมันสำคัญ
หรือเราแค่คิดว่า “ต้องมี” เพื่อเติมเต็มอะไรบางอย่างในใจ

ถ้าเราทำได้ = ประสบความสำเร็จในฐานะมนุษย์คนนึง
แล้วถ้าเราไม่มีสิ่งที่ว่านี้ เราจะกลายเป็นคนล้มเหลวเลยหรือเปล่า ?

ใครริเริ่มความคิดที่ว่าอายุ 30 ต้องมีอะไรบ้าง ?

เราเห็นกระทู้ซักถามเรื่องนี้เยอะมาก เช่น อายุ 30 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ ? ผ่อนบ้านด้วยเงินเดือนเท่านี้เป็นไปได้ไหม ? ฯลฯ อีกมากมาย แล้วก็มีหลายคอนเทนต์สร้างแรงบันดาลใจที่บอกเราว่าก่อนอายุ 30 เราควรมีอะไรเป็นของตัวเองบ้าง หากถามว่าการเผยแพร่ข้อมูลลักษณะนี้ก็น่าจะเป็นไปด้วยเจตนาดีที่อยากให้เราผลักดันตัวเอง มีแรงบันดาลใจในการตั้งเป้าหมาย เตรียมพร้อมกันการวางแผนชีวิตอย่างรอบคอบ

ในบางมุมเรารู้สึกกดดันไหมกับเสียงรอบข้างที่คอยบอกเราให้เป็นแบบนั้น แบบนี้
ถึงจะเรียกว่า “ดี” ตามบรรทัดฐานที่คนส่วนใหญ่มอง
หลายคนรับมือได้ ไม่เก็บมาใส่ใจ แถมยังรู้สึกท้าทายจากแรงกระตุ้นดังกล่าว
แต่บางคนก็บอบช้ำกับการกดดันตัวเอง ชีวิตที่ถูกคาดหวังไม่ใช่เรื่องสนุกเสียทีเดียว

เมื่ออายุแตะเลข 3 หลายคนรู้สึกว่านี่คือเส้นแบ่งของความสนุกกับความเป็นจริง
เข้าสู่การเป็น “ผู้ใหญ่” เต็มตัว เราต้องจริงจังและต่อยอดความมั่นคงให้ชีวิตตัวเองได้แล้ว
เพราะอีกครึ่งทางก็คือคำว่า “วัยเกษียณ”
จริง ๆ แล้วเราอาจจะกำลังถูก “การวางแผนอนาคต” วิ่งไล่หลัง
การเตรียมพร้อม เตรียมพร้อมและเตรียมพร้อม กำลังหลอกหลอนเรา

อย่างไรก็ตามเงื่อนไขและความสุขของชีวิต ก็มาจากรูปแบบการใช้ชีวิตของเราเอง
เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับใคร หรือต้องมีให้ได้เท่าใคร
สำคัญที่เราไม่หยุดเดินไปหาเป้าหมายของตัวเอง ย้ำ ! เป้าหมายของเราเอง
ไม่ใช่เราไปยึดเป้าหมายที่คนอื่นบอก โดยที่เราไม่มีแรงใจจะขับเคลื่อนให้ไปถึง

การตระหนักรู้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการคือ “คำตอบ”
และความฝัน ควรสอดคล้องกับ ความเป็นจริง
นั่นถึงจะเรียกว่าเรามองโลกในแบบที่มันเป็น ไม่ใช่การฝันล้ม ๆ แล้ง ๆ หรือกดดันตัวเองจนเกินไป
ดังนั้นก่อนจะวางแผนว่าเราต้องมีอะไร ตอนอายุเท่าไหร่ ลองทำความรู้จักกับตัวเองให้ดีเสียก่อน

สุดท้าย…ไม่ว่าวัยไหน คุณก็สามารถเบ่งบานได้ในแบบที่คุณเป็น

แล้วอย่าปล่อยให้ความกังวลกดทับใจคุณ แม้จะมีอะไรหลายอย่างต้องเรียนรู้และทำให้คุณต้องลุกขึ้นสู้กับความโหดร้ายของโลกใบนี้ อูก้าพร้อมจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับใจคุณเสมอ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ทุกที่ทุกเวลา หากไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มาเปิดใจให้รับฟังก่อนได้นะ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/30sblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า

ขออยู่เฉยๆได้ไหม ? ฉันไม่อยากเริ่มอะไรเพราะไม่อยาก ‘เฟล’

ตลอดชีวิตของเรา อาจมีความฝันนับร้อยนับพันอย่าง สารพัดเป้าหมายที่เราอยากจะไปให้ถึง แต่พอจะเริ่มออกเดินจริง ๆ กลับรู้สึกไม่มั่นใจ อยากหันหลังกลับ หรือไม่ก็ขออยู่เฉย ๆ แบบเดิมจะดีกว่า เป็นไปได้ไหมว่าที่เราไม่ยอมออกจากพื้นที่ปลอดภัยเป็นเพราะเรากำลัง ‘กลัว’

แม้การไม่ลงมือทำอะไรเลยจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่สำหรับหลาย ๆ คนก็ยังดีกว่าต้องรู้สึก ‘เฟล’ หรือต้องยอมรับว่า ‘ฉันล้มเหลว’

‘ฉันไปไม่ถึงจุดที่ฉันตั้งใจไว้’ แน่นอนว่าการไม่ลงมือทำ หมายถึงโอกาสสำเร็จเป็นศูนย์ แต่อย่างน้อยเราก็มีข้ออ้างให้ตัวเองว่า ‘ฉันยังไม่ได้เริ่มเลย’ เพราะฉะนั้นยังไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลว เหมือนเราสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มความกลัวของตัวเองและไม่จะยอมให้ตัวเองรู้สึกไม่ดี

เพราะความเฟลมันน่ากลัว … เพราะมนุษย์มีความต้องการ

เราอยากเป็นที่รักของคนอื่น อยากได้รับการยอมรับ อยากเติมเต็มเป้าหมายของตัวเอง

มนุษย์จึงสร้างกลไกปกป้องตัวเองขึ้นมา เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกลบทั้งหลายที่พุ่งเข้ามา ‘การไม่ทำอะไรเลย’ ก็เป็นการ play safe อย่างหนึ่ง

อีโก้ของเรากำลังบอกเราว่าอย่าทำอะไรให้ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น อย่าปล่อยให้ตัวเองมีภาพลักษณ์ของผู้แพ้ติดตัว สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม เรามีตัวตนและเรียนรู้ที่จะสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เพราะเราแคร์สายตาคนอื่น เมื่อเกิดการเปรียบเทียบระหว่างคนในสังคมเดียวกัน หากเราเป็นคนเก่ง คนดีก็จะทำให้เราได้รับการยอมรับมากกว่า

หากการเดินตามฝันทำให้เราเฉียดใกล้ความล้มเหลว แม้สุดท้ายเราอาจจะทำสำเร็จ แต่แค่เราจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) ที่เป็นไปได้หรือความเจ็บปวดที่เกิดจากความล้มเหลว แล้วเรารู้ว่าตัวเองไม่สามารถรับมือกับมันได้แน่ ๆ การอยู่เฉย ๆ จึงเป็นทางออกที่เราเลือก

จริง ๆ แล้วเราอาจจะกำลังหวั่นไหวกับเสียงรอบตัวมากเกินไป มนุษย์เรามักรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง ถูกตัดสินจากสังคมตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้มีใครมาเพ่งเล็งชีวิตเราขนาดนั้น ถ้าเรากลับมาโฟกัสที่ตัวเองได้ แล้วค่อย ๆ ตั้งเป้าหมาย พยายามเข้าใกล้มันทีละนิด เราอาจพบว่าตัวเองเดินออกจากจุดเดิมมาได้ไกลกว่าที่คิด

แรงจูงใจจากภายในสำคัญที่สุด เป็นธรรมดาที่ชีวิตเราจะพบเจอกับเรื่องเฟล ๆ สิ่งสำคัญคือการรับมือและก้าวผ่านความรู้สึกล้มเหลวไปให้ได้ ถ้าเราเข้าใจว่าสิ่งที่เราตั้งใจสำคัญกว่าสายตาของคนอื่นและเราก็เติบโตจากความล้มเหลวได้ เราจะมีความกล้าในการเปิดประตูอีกหลายบานข้างหน้า

สิ่งที่เราทำอาจจะเฟล แต่นั่นไม่ได้วัดคุณค่าที่เรามี ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เราทุ่มเทไปไม่มีความหมาย

เพราะอย่างน้อยเราก็กล้าที่จะออกเดิน เราเอาชนะความกลัวได้

อย่าลืมขอบคุณตัวเองที่ “ฉันได้พยายามแล้ว :)”

วันนี้ถ้ายังไม่พร้อมไม่เป็นไร คุณไม่จำเป็นต้องฝืนใจ หากอยากได้กำลังใจดี ๆ อูก้าพร้อมอยู่ตรงนี้กับคุณเสมอ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/failblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
ย้ายประเทศ ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์ สุขภาพจิต

ส่องประเทศที่น่าโยกย้ายไป เพราะมีบริการดูแลใจประชาชนดีเยี่ยม

เมื่อหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ป่วยที่สูงจนน่าตกใจ ทำให้ระบบการดูแลสุขภาพใจ (Mental Health Care System) ต้องพัฒนาตาม อย่างสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกตามรายงานขององค์การอนามัยโลก โดยวัดจากความพิการหรืออัตราการเสียชีวิต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สหรัฐอเมริกา🇺🇸อยู่ในอันดับที่สามสำหรับโรคซึมเศร้าแบบ unipolar ตามหลังจีน🇨🇳 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 1 ตามด้วยอินเดีย🇮🇳

สถิติในปี 2019 รายงานว่า 20.6% (ประมาณ 51.5 ล้านคน) ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา🇺🇸 มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งหมายถึงในจำนวนผู้ใหญ่ 5 คน มี 1 คนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพใจ ซึ่งมีเพียง 40 % ของจำนวนผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางใจเท่านั้นที่ได้รับการรักษา ซึ่งอินเดีย🇮🇳 จีน 🇨🇳 และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความวิตกกังวล โรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้วตามรายงานของ World Health Organization (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก

ซึ่ง WHO ได้มีการทำงานร่วมกับ NGOs การวิจัยระดับชาติและภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการปรับปรุงระบบการเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตที่มีคุณภาพสูงและการดูแลภาวะซึมเศร้า (depression) โรคลมบ้าหมู (epilepsy) โรคจิตเภท (schizophrenia) ไปจนถึงการใช้สารเสพติด (substance abuse) และจัดการกับอัตราการฆ่าตัวตาย (suicide rate) ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ปัญหาหลักของเรื่องสุขภาพจิตคือการปิดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตและผู้ให้บริการ

WHO เสริมว่า “ในปี 2014 ประชากรโลกเกือบครึ่งอาศัยอยู่ในประเทศที่มีสัดส่วนจิตแพทย์น้อยกว่า 1 คนต่อประชากรราว 100,000 คน” โดยเฉพาะในโซนเอเชียที่มีจิตแพทย์อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปมีจำนวนผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตมากพอ เช่น โมนาโก🇲🇨 นอร์เวย์🇳🇴 เบลเยียม🇧🇪 และเนเธอร์แลนด์🇳🇱 โดยแต่ละแห่งมีจิตแพทย์มากถึง 20-40 คนต่อประชากร 100,000 คน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา🇺🇸และแคนาดา 🇨🇦 มีจิตแพทย์ประมาณ 13 คนต่อประชากร 100,000

จากบทความของ Business Insider ในปี 2017 ลักเซมเบิร์ก🇱🇺 มีระบบการดูแลสุขภาพที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกโดยมีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 82 ปี ในส่วนของการรักษาสุขภาพจิตลักเซมเบิร์กมุ่งเน้นไปที่รูปแบบ “การศึกษาเชิงบวก” ที่สามารถเชื่อมโยง “ทักษะด้านคุณภาพชีวิต” และ “ทักษะแห่งความสำเร็จ” เข้าด้วยกันได้ โดยพื้นฐานแล้วลักเซมเบิร์กจะสอนให้วัยรุ่นค้นพบจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตนซึ่งแตกต่างจากวิธีการสอนแบบเดิมที่ส่งเสริมให้เด็กสร้างตัวตนเหมือน ๆ กัน ซึ่งวิธีนี้ทำลายความเจ็บป่วยทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างพลเมืองที่มีความสุขและมีคุณภาพมากขึ้น

สวิตเซอร์แลนด์🇨🇭หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและมีความก้าวหน้าในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและมีอำนาจในการแข่งขันสูงคล้ายคลึงกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากจะติดอันดับท็อปของประเทศที่คนอยากไปอยู่มากที่สุดมาโดยตลอด สวิตเซอร์แลนด์ยังมีระบบ Health Care ที่ขึ้นชื่อมาก ๆ อย่างประกันสุขภาพที่มีบริษัทประกันภัยมากกว่า 58 แห่งให้ประชาชนได้เลือก แล้วยังครอบคลุมในเรื่องของการรักษาทางจิตเวช การใช้สารเสพติด และอื่น ๆ อีกมากมายโดยมีการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพจิตให้มีบริการเพียงพอแก่ความต้องการ สะดวกแก่ประชาชน และมีค่ารักษาที่จับต้องได้ คุ้มครองและควบคุมตามข้อกำหนดเรื่องภาษี บางรัฐเลือกที่จะเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อให้อัตราค่ารักษาและค่ายาคงที่สำหรับประชาชน ทำให้ประชาชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพียง 10-20 % ของค่ารักษาทั้งหมดเท่านั้น

นอร์เวย์🇳🇴เป็นหนึ่งในประเทศที่การดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุม มีการจัดหาทรัพยากรสำหรับผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกอย่างเพียงพอ รวมถึงคลินิกผู้ป่วยทางจิตเวชซึ่งโดยทั่วไปเป็นห้องฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้นอร์เวย์ยังประกาศโครงการริเริ่ม “การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา” ในปี 2017 สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการลดหรือไม่ต้องการใช้ยา เนื่องจากเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและอิสระทางร่างกายผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามในหลาย ๆ ประเทศ แม้จะมีระบบการดูแลสุขภาพใจที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังพบการละเมิดสิทธิต่อผู้ป่วยทางจิตโดยอาศัยคำว่า “การรักษา” ในการเอาเปรียบ ยกตัวอย่างประเทศอาร์เจนตินา🇦🇷 การขอคำปรึกษาและไปพบนักจิตวิทยาถือเป็นเรื่องธรรมดาและเปิดกว้าง ไม่เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่มองว่าการรักษาสุขภาพจิตและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นเรื่องต้องห้าม แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาร์เจนตินาก็มีจำนวนนักจิตวิทยาต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสถาบันบางแห่งในอาร์เจนตินาทำร้ายผู้ป่วย บังคับให้อยู่ในสภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัย หรือไม่ปลอดภัยและไม่ได้ให้การดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย🇹🇭นั้นกรมสุขภาพจิตได้รายงานจำนวนผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งสุขภาพจิตเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตรองจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ นับว่าสุขภาพจิตของคนไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ ตัวอย่างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2017 กล่าวว่ามีผู้เข้ารับการรักษาเพียง 48.5% ของผู้ป่วยซึมเศร้าทั้งหมด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตั้งเป้าว่าจะผลักดันการเข้าถึงบริการให้ได้ 70% ภายในปี พ.ศ.2564 แต่ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงดูเหมือนว่าผู้ให้บริการไม่สมดุลกับความต้องการของผู้ป่วย รวมถึงจำนวนเยาวชนต้องการปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นสัญญานว่าประเทศไทยต้องผลักดันบริการด้านสุขภาพจิตให้ถึงมือประชาชนมากยิ่งขึ้น

เมื่อผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้น #อูก้ามีทางออก มีคนไทยจำนวนมากที่ตระหนักถึงปัญหานี้ ในปัจจุบันนวัตกรรมการปรึกษาสุขภาพจิตแบบออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม อย่างแอปพลิเคชันอูก้าเองที่อยากช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาสะดวกทุกที่ทุกเวลาในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้อูก้ายังมีแพ็กเกจดี ๆสำหรับองค์กรและบริการปรึกษาฟรีค่าใช้จ่ายสำหรับนักศึกษาอีกด้วย

ทุกประเทศล้วนทีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อยู่ที่เราเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง ? ปัญหาท่ีเกิดขึ้นล้วนรอวันได้รับการแก้ไข ดังนั้นการรักษาสุขภาพจิตเช่นเดียวกับปัญหาอื่น ๆ แทนที่จะตีตราว่าเป็นความอับอายที่เกิดขึ้นกับ “คนอื่น” อย่าลืมว่าทุกคนสามารถได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสุขภาพจิตได้ โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลัง การเลี้ยงดู ระดับรายได้ เชื้อชาติ วัฒนธรรม การทำให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ที่ต้องการบริการสุขภาพจิตสบายใจที่จะเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจจึงสำคัญ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องต่อสู้หรือดิ้นรนเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม

จนกว่าความเจ็บป่วยทางจิตจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับภาวะสุขภาพทางกายอื่น ๆ เราสามารถเปิดใจเรียนรู้และสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพใจที่เหมาะสมไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะตึงเครียดจากการระบาดของ COVID-19 หรือสถานการณ์ใด ๆ หากมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาช่วยดูแลใจก็ไม่ต้องห่วง อูก้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมให้บริการเสมอ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rawblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.nami.org/mhstats

https://ps.psychiatryonline.org/doi/10.1176/appi.ps.201700412

https://www.bustle.com/p/what-does-mental-health-care-look-like-abroad-this-is-how-9-countries-treat-mental-illness-2885010

https://www.usnews.com/news/best-countries/articles/2016-09-14/the-10-most-depressed-countries

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

https://www.talkspace.com/blog/america-mental-health-care-systems/

Read More