eating disorder

OOCAknowledge : Eating Disorders (ED) เรากำลังทำร้ายตัวเองด้วย การกินอยู่หรือเปล่า ?

สังคมที่ให้คุณค่ากับความสวยงามหรือมีค่านิยมเกี่ยวกับการมีรูปร่างผอมบางแล้วกำหนดว่านั่นคือมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) และการมีความดึงดูดใจทางร่างกาย ทำให้หลายคนต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองหรือภาพลักษณ์ทางร่างกาย (Body Image) ให้เข้ากับสิ่งที่คนอื่นบอกว่า “สวย ดูดี” และถ้าเรามีปัญหาในการรับรู้ Body Image เช่น มองตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกไม่ดี เปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วไม่ชอบตัวเอง ก็อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจได้

.

Body Dysmorphia หรือภาวะทางจิตที่ไม่สามารถหยุดคิดได้ว่าร่างกายตัวเองมีความผิดปกติทางรูปลักษณ์ต่าง ๆ เลยส่งผลไปถึงภาวะการกินผิดปกติ โดยต้นตอของปัญหามีหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ความนับถือตนเอง (Self-Esteem) สภาพแวดล้อม (Environment) จินตนาการ (Imagination) ฯลฯ และถูกกระตุ้นด้วยสิ่งที่คนอื่นคาดหวังหรือพร่ำบอกเรา ยิ่งปัจจุบันเรามี Influencer มากมายบนโลกออนไลน์ เราเสพสื่อและแชร์ตัวตนให้คนอื่นเห็นมากขึ้น ความนิยมของภาพ full-body shots ได้รับความนิยม เราเปรียบเทียบตัวเองกับคนดังแล้วมีความสุขกับการเห็นยอดไลค์ยอดแชร์ รวมถึงหลาย ๆ คนก็สามารถสร้างรายได้จากการใช้ภาพลักษณ์หรือสร้างจุดเด่นของตัวเอง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสังคมเราถึงให้คุณค่ากับรูปร่างหน้าตามากขึ้นเรื่อย ๆ

.

Eating Disorders (ED) โรคความผิดปกติด้านการกิน ลักษณะคือหมกมุ่นและกังวลกับน้ำหนักตัว (preoccupation with weight) จนส่งผลต่อพฤติกรรมการกินและพฤติกรรมอื่น ๆ รบกวนการใช้ชีวิตหรือการทำงานอย่างมาก พบมากในกลุ่มผู้หญิงวัยรุ่น 90% ของคนที่เป็น ED เป็นกลุ่มคนมีฐานะ (Upper Social Class) เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งมักรู้สึกอยากผอม (Drive for thinness) คือคนที่มองว่าผอม = สวย หรือกลัวอ้วน (Fear of Fat) คือการที่เราเชื่อมโยงความอ้วนกับความรู้สึกเชิงลบ นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศก็เสี่ยงที่จะเป็น ED เนื่องจากรู้สึกไม่ดีกับร่างกายตัวเอง

.

ซึ่ง ED ประกอบด้วย

Anorexia Nervosa ภาวะไร้ความอยากอาหาร เริ่มจากนิสัยเข้มงวดกับการกิน จนกลายเป็นพยายามอดอาหาร เกิน 50% ของคนเป็นโรคนี้มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

Bulimia Nervosa ภาวะความอยากอาหารมากผิดปกติ หลังจากกินไปแล้วจะรู้สึกผิดเลยพยายามเอาออก โดยการล้วงคอ อาเจียน เป็นต้น

Binge-eating Disorder ภาวะกินอาหารปริมาณมากจนผิดปกติ ควบคุมตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน ไม่สนใจจะลดน้ำหนัก

Eating Disorder Not Otherwise Specified (EDNOS) ระบุไม่ได้ ไม่ใช่ทั้ง 3 แบบข้างต้น

.

ในส่วนของวิธีรักษา มีหลายวิธีขึ้นอยู่กับอาการและควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ยกตัวอย่าง เช่น

1. Drug Treatment เช่น ยาต้านเศร้า เพื่อช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเคมีในปริมาณที่สมดุล

2. การแก้ปัญหาบุคลิกภาพ (Personailty Theory) ด้วยการบำบัดแบบ CBT (Cognitive Behavioral Therapy)

3. Family Therapy เนื่องจากคนที่มีพฤติกรรมการกินปกติส่วนใหญ่มักมีปัญหาด้านครอบครัว ทำให้หมกมุ่นกับตัวเอง ครอบครัวจึงสำคัญมาก

โดยปกติคนที่เป็น ED มักไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ต้องอาศัยการสังเกตและช่วยเหลือจากคนรอบข้างอย่างมาก หากไม่แน่ใจว่าความเครียดของเรากำลังทำร้ายร่างกายทางอ้อมหรือเปล่า อาจลองสังเกตว่าน้ำหนักตัวเราขึ้นลงผิดปกติไหม มีพฤติกรรมการกินเปลี่ยนไปมากหรือเปล่า ถ้ารู้สึกว่าร่างกายมีความผิดปกติ ไม่มีความสุขหรือหมกมุ่นกับรูปร่างหน้าตาจนเกินไป และอาการดังกล่าวไม่ดีขึ้น สามารถปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาของอูก้าได้เสมอนะคะ เพราะทุกปัญหาสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม

อ้างอิงข้อมูลจาก

https://www.psychiatry.org/patients-families/eating-disorders/what-are-eating-disordershttps://www.psychiatry.org/patients-families/eating-disorders/what-are-eating-disorders

https://www.nhs.uk/conditions/eating-disorders/

Read More
คลับเฮ้าส์ สุขภาพจิต ปรึกษาจิตแพทย์

Mindfully@work #4 “ผู้นำแบบไหนที่ดีต่อใจลูกน้อง”

สรุปเนื้อหาจาก Mindfully @work #4 “ผู้นำแบบไหนที่ดีต่อใจลูกน้อง” by OOCA และครูเคท นักจิตวิทยาการปรึกษา

เรื่องกวนใจวัยทำงานวันนี้คือความสัมพันธ์ของเจ้านายกับลูกน้อง ปัญหาคลาสสิกในองค์กรส่วนใหญ่ ความเครียดในที่ทำงานล้วนมาจากการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน แล้วผู้นำที่ดี ที่ลูกน้องจะรักควรเป็นอย่างไร ? ลูกน้องเคยเข้าใจภาระที่ผู้นำแบกไว้หรือเปล่า ? แล้วความเครียดที่ลูกน้องเผชิญจะแก้ไขได้อย่างไร ? เราเลยเชิญครูเคท ดร. เนตรปรียา ชุมไชโย นักจิตวิทยาการปรึกษา เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาองค์กร ความสัมพันธ์และครอบครัว ที่มีประสบการณ์ทำงานทั้งในระบบราชการและเอกชน จนปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับด้านการพัฒนาธุรกิจและทรัพยากรมนุษย์

เปรียบเทียบง่าย ๆ ครูเคทให้เรามองย้อนกลับไปในวัยที่เรามีครูในดวงใจ ครูใจดีเด็กส่วนใหญ่ก็ชอบ แต่บางทีเด็กซน ๆ กลับถูกจริตกับครูโหด ๆ ฉะนั้นผู้นำแต่ละแบบก็มีทั้งคนรักและคนเกลียด การจะเจอหัวหน้าดีหรือมีลูกน้องดีเลยยากยิ่งกว่าถูกหวย หัวหน้ามักบ่นว่าลูกน้องไม่ทำตาม บอกอะไรก็ไม่ทำ ลูกน้องเองก็รู้สึกว่าเจ้านายมีอคติ ไม่ชอบเรา ปรึกษาอะไรก็ไม่ช่วย บอกให้ไปหาทำเอง กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกัน เลี่ยงได้เป็นดี

ก่อนอื่นในองค์กรส่วนใหญ่ต้องบอกว่าอย่างต่ำก็มีคน 3 Generation อยู่ด้วยกัน เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจและเคารพความแตกต่าง ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง คำว่า “พี่อาบน้ำร้อนมาก่อน” อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว เราต้องรู้จัปรับ mindset ให้เข้ากับยุคสมัยและปรับความเข้าใจให้เข้าถึงคนอีกกลุ่ม ในขณะที่คนรุ่น Gen X เขาโตมาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนเร็วเพียงแค่พลิกฝ่ามือ เราต้องลด “อัตตา” หรืออีโก้ของตัวเองลง

ผู้บริหารหรือหัวหน้าที่เป็น Gen X ต้องปรับตัวเพราะพนักงานส่วนใหญ่เป็น Gen y และเริ่มมี Gen z เข้ามาแล้ว ซึ่งเป็นวัยที่เติบโตมาโดยอยู่กับ social network และเครื่องมือสื่อสารตลอดเวลา ปัญหาเรื่อง “Generation gap” เป็นเรื่องสำคัญ วิธีการทำงานและการใช้ชีวิตต่างกันมาก เช่น Gen X มีลักษณะการทำงานแบบถึงลูกถึงคน ทำอะไรต้องเจอหน้ากัน เน้นประชุมเน้นอภิปรายรายงานผล มีลำดับขั้นตอนเยอะไปหมด ในขณะที่ Gen Y ชอบความชัดเจนรวดเร็ว ไม่ชอบนั่งฟังอะไรยาวๆ ไปนั่งคิดตกผลึกแล้วพูดข้อสรุปก็พอ หมดเวลางานคือกลับบ้าน ไม่จำเป็นต้องอยู่ดึกดื่น เรื่องพวกนี้หากไม่พยายามปรับเข้าหากันจะทำให้เกิดความขัดแย้งได้ง่าย

ทั้งนี้ความเครียดที่เกิดก็มาจาก “ความคิด” ของเรา ซึ่งความเครียดในระดับพอดี จะทำให้เรา productive เจ้านายเลยรู้สึกว่าต้องสร้างความเครียดเล็กๆ บ้าง แต่บ่อยครั้งเผลอใส่ความเครียดลงไปมากเกิน จนลูกน้องรับไม่ไหว วิธีแก้คือ “กดดันได้แต่ต้องดูบรรยากาศด้วย” ตอนนี้ในทีมงานหนักไหม ? บรรยากาศแย่หรือเปล่า ? ถ้าทุกคนยุ่งหัวหมุนแล้วไปเร่งซ้ำ จะตึงเกินไป ลูกน้องยิ่งทำยิ่งผิด เจ้านายต้องคำนึงว่า “การรับมือกับความเครียด” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนเจองานเครียดแล้วสู้ตาย บางคนท้อแท้หมดกำลัง ยอมแพ้เจ้านายเอาไปทำเองแล้วกันก็มี

ในมุมครูเคทบอกว่า “เจ้านายที่ดีควรมี ‘อัตตา’ กำลังดี ลดอีโก้ลง ต้องเห็นว่าตัวฉันล้มเหลวได้ ผิดพลาดได้” สิ่งไหนควรเป็นผู้นำก็นำ อันไหนควรให้ลูกน้องสอนก็รับฟัง ในขณะที่เจ้านายส่วนใหญ่ชอบยึดติดกับประสบการณ์หรือวิธีการทำงานของตัวเอง เคยทำแบบนี้ ต้องทำเหมือนเดิมเท่านั้น แต่คนเราส่วนใหญ่ก็หมกมุ่นกับตัวเองนี่แหละ ไม่ว่าจะเจ้านายหรือลูกน้อง ต่างยึดอัตตาตัวเองเป็นหลัก

เคล็บลับสำหรับผู้นำหรือหัวหน้างาน ครูเคทแนะนำว่า “ให้ส่องกระจก” กระจกที่ว่าคือ “คนรอบตัว” เขาจะสะท้อนว่าตัวเราเป็นยังไง เมื่อเรามีสติ เราจะค้นพบตัวเอง ตอนเป็นคนทำงานแล้วขึ้นมาเป็นเจ้านาย เราทำงานเก่งและรวดเร็ว เราไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอทำให้คนอื่นกดดัน ในขณะที่เจ้านายมองตัวเองเป็นนางฟ้า ลูกน้องอาจเห็นว่าเป็นนางร้าย ซึ่งข้างในลึกๆ เราอาจจะมี “ความกลัว” กลัวงานไม่เสร็จ กลัวงานผิดพลาด ตอนที่พูดคุยกับลูกน้องความเครียดมันดันเกิด ทำให้เรากดดันลูกน้อง ถ่ายเทความเครียดความกลัวไปให้ สุดท้ายลูกน้องก็เหินห่างออกไป

หลักๆ เลย “ยิ่งกระจกสะท้อนเยอะเท่าไหร่ เรายิ่งมีสติ รู้สึกตัว” แต่ส่วนใหญ่ระดับหัวหน้ามักจะไม่เห็นตัวเอง มักใช้เหตุและผล มีข้ออ้างเป็นกลไกปกป้องตัวเอง ให้พยายามสังเกตและมองกลับว่า “ลูกน้องเห็นอะไรในตัวเรา จึงมีพฤติกรรมอย่างนั้น ?”

Q&A

1. ถ้าลูกน้องอยากลาออกจากงานเพราะหัวหน้า แต่ก็ลาออกไม่ได้ จะปรับตัวอย่างไรให้สามารถทำงานต่อไปได้โดยที่ใจไม่พัง ?

ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมเขาเป็นคนไม่น่ารัก เราจะแก้ปัญหาได้ ยกตัวอย่างเจ้านายที่พูดไม่รักษาน้ำใจ ก็เพราะเขาเป็นคนบ้างาน ถูกขับเคลื่อนด้วยความคิด “เดี๋ยวไม่ดี ไม่เสร็จ ไม่ถูกต้อง” ความกลัวของเจ้านายที่ถูกสะกิดเลยกระแทกความโกรธออกมาเพื่อปิดความรู้สึกกลัวอันนั้น วิธีแก้คือถ้าเจ้านายร้อน ให้เราตอบรับ “ค่ะ/ครับ” ไว้ก่อน ค่อยๆ พูด อาจถาม “งั้นทำแบบนี้ดีไหมคะ?” ไม่ควรเถียงกลับ เหตุผลของลูกน้องก็มาจากมุมของลูกน้อง เจ้านายก็มีเหตุผลของเขา อย่าเทน้ำมันราดเข้ากองไฟ พยายามผ่อนหนักผ่อนเบา ตามอารมณ์ไปก่อน ใจเย็นแล้วค่อยคุยกัน

2. มีคำแนะนำอย่างไรสำหรับเจ้านายที่อีโก้สูง ยืนกรานจะสอนลูกน้องด้วยวิธีที่ตัวเองคิดว่าถูกเพราะ “นี่เป็นวิธีของฉัน” ?

เคยมีผู้ใหญ่กล่าวว่าเวลาที่เรามีลูกน้องอย่าเอาแต่สั่ง ตัวเราต้องเข้าใจงานทุกขั้นตอน แล้วดูด้วยว่าลูกน้องเราเป็นแบบไหน ง่ายๆ แบ่งลูกน้องเป็น “บัวสี่เหล่า” บัวเหล่าที่หนึ่ง ใกล้จะเบ่งบานโผล่พ้นน้ำ คือลูกน้องที่ฉลาดอยู่แล้ว สอนนิดเดียวได้ พูดไม่ต้องเยอะ บัวเหล่าที่สอง ก็เก่งอยู่แล้วแต่ยังอ่อนประสบการณ์อ่อนวัย อาจจะต้องสอนสักเล็กน้อย บอกว่าเป็นไกด์ว่าเราอยากได้อะไร แต่ไม่ต้องถึงขั้นบอกว่าทำยังไง เหล่าที่สาม ประเภทนี้ก็เป็นพนักงานที่ดี แต่ขนาดความเชื่อมั่นในตัวเอง อาจจะมีไอเดียดีแต่ไม่กล้าพูด เวลาอธิบายงานหัวหน้าต้องชัดเจน ให้ลูกน้องเสนอก่อน แล้วเราก็บอกวิธีที่เราอยากทำ ไม่ตัดสินแต่แรกว่าความคิดเขาผิด เป็นการเปิดโอกาสให้เขาคิด จากนั้นให้เขาไปต่อยอดจากความคิดเราและเขา และบัวเหล่าสุดท้าย ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่ไม่เชื่อมั่นในตัวเองอย่างรุนแรง หรือไม่เก่งอย่างแรง อาจจะออกนอกทางไปบ้าง ให้ใช้วิธี “น้องช่วยพี่ดูหน่อยสิ ทำแบบนี้ดีไหม” “น้องว่ายังไง” “น้องช่วยพี่ทำอันนี้นะมีสิบขั้น แต่วันนี้น้องไปทำอย่างที่หนึ่งก่อน แล้วถ้าทำไม่ได้วิ่งมาหาพี่” ผู้บริหารที่ดีต้องเก่งทั้งงาน ทั้งคน ลูกน้องมี 10 แบบ ก็ต้องมี 10 วิธีในการดีลงาน

3. ปัญหาที่ได้ยินบ่อยคือลูกน้องนินทาเจ้านาย เพราะเป็นการระบายความเครียดกับเพื่อนร่วมงาน คิดว่าเป็นเพราะอะไรคะ ?

ปัญหาคลาสสิกที่เกิดจากมุมมองที่ต่างกัน ที่เลือกเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังเพราะเป็นแวดวงเดียวกัน พูดไปก็รู้ว่าพูดถึงใคร ถ้ามองในแง่ร้ายคนที่ชอบนินทาคนอื่นแปลว่า “อิจฉา” หรือ “หมั่นไส้” แต่ถ้ามองในแง่ดีคือลูกน้องยังคิดถึง อาจเป็นเพราะ “เขาอยากเข้าใจคนๆ นั้นให้ดีกว่านี้” แม้แต่เพื่อนร่วมงานที่แปลกๆ บางทีเราก็นินทาเพราะเราเข้าไม่ถึงเขา แต่เราอยากจะเข้าใจเลยเอาเขามาเป็น topic ในการสนทนา จะแบ่งแยกว่านินทาหรือพูดถึงไม่มีตัวแบ่งแยกชัดเจน แต่เราสนทนาเพื่ออะไร ? ถ้าอยากให้เปลี่ยนแปลงก็เพราะว่าหวังดี ถ้าทับถม ออกอรรถรส ไม่น่าใช้วัตถุประสงค์เชิงบวก

4. ถ้าในที่ทำงานมีการสร้างเรื่องนินทาปล่อยข่าวเท็จ มีลูกน้องประเภทบ่างช่างยุ จนเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกในองค์กร ทำให้คนทะเลาะกัน เราเป็นคนที่ต้องดูแลพนักงานจะต้องทำยังไง ?

ต้องเข้าใจว่า “การนินทา” มีอยู่ทุกที่ พนักงานบางคนรู้สึกว่าไม่มีใครสนใจ low self-esteem เกลียดแต่ไม่กล้าเผชิญหน้าเลยสร้างประเด็นขึ้นมา ให้เราพยายามทำตัวเป็นนักสืบ แล้วยิ่งคำถามให้ฉุกคิด “ทำไมเรื่องเป็นแบบนั้นล่ะ?” เราเป็นหัวหน้าเราควรลงไปทุกกลุ่ม แทรกซึมไปฟังทุกกลุ่มจะได้รู้ปัญหา เขาขัดแย้งกันเพราะอะไร ? แต่อย่าร่วมนินทา เราจะเริ่มเข้าใจและมองเห็นว่าแต่ละกลุ่มมองยังไง บางทีเราได้ฟังแล้วอาจจะรู้ว่าตัวเองตีความผิดไป ไม่ได้มองมุมอื่น ถ้าเข้าร่วมไม่ได้ต้องกลับมามองเราที่เป็นหัวหน้า เรามี “อัตตา” มากไปหรือเปล่า ส่วนใหญ่หัวหน้าใช้การสื่อสารแบบสั่งกับสอน แต่จริงๆ เราต้องมีสามแบบ คือ 1) เป็น parent แบบสั่งสอน 2) companion คือสื่อสารแบบเพื่อน คุยเล่นบ้าง และ 3) แบบ child คือเป็นเด็ก มีพลาด มีหลุดบ้าง หากเราใช้การสื่อสารทั้ง 3 แบบตามวาระโอกาสก็จะสามารถเข้าถึงลูกน้องได้

5. หัวหน้าไม่ค่อย open mind กับความคิดของลูกน้อง เพราะเขามีสิ่งที่อยากให้เราทำอยู่แล้ว เวลาเราเสนอเขารู้สึกว่าเราท้าทายหรือหักหน้าเขา แต่เราแค่มั่นใจในความคิดของเราที่ทำการบ้านมาแล้ว

หัวหน้าอาจจะมีอีโก้สูง เมื่อเราไปบอกเขาว่าเราไม่เห็นด้วย เขาจะรู้สึกว่า “เราพยายามสอนจระเข้ว่ายน้ำ” ให้ใช้เทคนิค “ยัดคำพูดใส่ปากเขา” วิธีคือทำให้เขาพูดออกมาจากปาก แล้วเขาจะทำตามนั้น เริ่มด้วยเดินไปทางเดียวกับเขาก่อน แล้วค่อยๆ ตะล่อมเขา

เพิ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าเลยสับสนในการบริหาร การเชื่อมต่อกับลูกน้อง เพราะในทีมมีทั้งคนที่อายุมากและอายุน้อยกว่าเราซึ่งต่างก็เป็นบัวสี่เหล่า จะทำอย่างไรดีถึงจะดูแลทุกคนได้ ?

ปัญหาคืออะไร ? ลงไปแฝงตัวว่าที่มันปั่นป่วนเกิดจากอะไร ลองเปลี่ยนเขาจากตำแหน่งไม่สำคัญให้กลายเป็นคนสำคัญ พนักงานมักสงสัยว่า “ฉันมีความสำคัญอย่างไรในองค์กร” ถ้าเห็นว่าตัวเองสำคัญเขาจะทำ ต้องหา “success DNA” ของพนักงานให้เจอ

6. ถ้าลูกน้องไม่ศรัทธาในตัวหัวหน้าแล้ว แต่ต้องอยู่กันต่อไปจะทำอย่างไร ? มีวิธีที่ทำให้กลับมาศรัทธาไหม ?

หัวหน้าต้องส่องกระจกก่อนเลย อะไรทำให้เขาหมดศรัทธา ? อย่าเพิ่งโทษว่า “ลูกน้องไม่เห็นหัว” เลิกวางมาด แล้วเปิดใจ “เราเรียนรู้จากลูกน้องได้” การพูดคุยฟังความรู้สึกซึ่งกันและกันสำคัญมาก นอกจากนี้คือ “ความรับผิดชอบ” ลูกน้องทำผิด เราผิดด้วย เราต้องรับหน้าแล้วหาทางออกไปด้วยกัน อยู่เคียงข้างแต่ไม่ใช่ตามใจ

7. ในมุมของ partner ที่ทำธุรกิจร่วมกัน ถ้าเราไม่เชื่อใจ คิดเห็นไม่ตรงกันในเรื่องทัศนคติ จะปรับจูนยังไง ?

เพราะมองคนละมุม ที่สำคัญต้องเคารพความคิดของคนทุกคน เพราะมันเกิดจากสิ่งที่เขาคิดและเห็น ณ ขณะนั้น แต่คนสมัยนี้ไม่ค่อยเคารพกันเพราะเห็นมุมเดียวแล้วเชื่อว่าสิ่งนั้นถูก อย่า fixed mindset พอเขาเปลี่ยนก็อย่าทับถมว่า “บอกแล้วไม่เชื่อ” มันเป็นเรื่อง perception ของแต่ละคน

8. กรณีที่หัวหน้าเรามีอีโก้ เขาเริ่มออกหน้าว่าสิ่งที่เราคิดเป็นผลงานของตัวเอง ทั้งที่จริงๆ เป็นความคิดของเรา

เรากำลังมองเรื่องการแพ้ชนะมากไป อยากให้มองว่านี่คือ “การทำงานเป็นทีม” พอนายเอาไปเสนอได้หน้าได้ตาก็เป็นความเลวร้ายของเจ้านาย เขารู้อยู่เต็มอก หัวหน้าที่ดีต้องได้หน้าทั้งทีม แต่จริงๆ นายที่อยู่เหนือกว่าเขารู้ดี ถามก่อนว่า “ความก้าวหน้า” เป็นแบบไหน ? อยากให้จำไว้ว่าผู้ชนะที่แท้จริงคือเรา

9. ถ้าเกิด sexual harassment ในองค์กร โดยที่คนทำเป็นคนระดับสูงในองค์กร มีการให้อภัยกันแต่มองหน้ากันไม่ติด ต้องทำยังไง ?

ในองค์กรอาจใช้การ rotate เปลี่ยนไปไม่เจอหน้ากัน โดยปกติกลุ่มที่มักเป็นเหยี่อมีลักษณะเฉพาะคือ ไม่เป็นพวกอ่อนไปเลย ก็คือพวกที่แข็งไปเลย ในขณะที่คนที่ดูกลางๆ จะเอาตัวรอดเก่ง อย่างไรก็ตามทำดำเนินการลงโทษกับคนทำ ห้ามยอม เพราะจะเสื่อมความศรัทธาทั้งองค์กร ภาพลักษณ์ของผู้บริหารระดับสูงไปก็เสียไปด้วย

10. หัวหน้าบอกว่าเราขาดทักษะ เราคิดว่าการเสริมแรงที่ดีควรเพิ่มแรงให้กับคนที่ไม่ active แต่บริษัทพิจารณาลดตำแหน่งและลดเงินเดือน รู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเราก็ทำเต็มที่แล้ว ?

แล้วแต่กรณีบริษัทอาจจะไม่มีงบประมาณหรือไม่มีเวลาสอนงาน หากมองเรื่องถูกตัดสินเราคงท้อใจหมดกำลังใจ แต่ถ้าเรามองว่าเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ ตำแหน่งใหม่ เราอาจจะมีกำลังใจมากขึ้น อยากให้ “ให้โอกาสตัวเอง” ว่าเราอาจจะเจอความสามารถใหม่ของเรา ถ้าเรามีความรู้ความสามารถมากเท่าไหร่เรายิ่งเป็น asset สำคัญขององค์กร

โปรโมทน้องให้เลื่อนตำแหน่ง แต่พอทำไปไม่นานน้องขอกลับไปตำแหน่งเดิม พยายามคุยแล้วแต่ลูกน้องไม่มีความสุข คนอื่นในทีมก็ไม่เคารพน้องคนนี้ ทำให้เขาเครียด จะทำอย่างไรดี ?

ลูกน้องแบบนี้มักทำงานเก่งแต่รู้สึกตัวเองไม่ดีพอและพยายามกดตัวเองไว้ เทคนิคคือการชม แบบ deep ลงไปในรายละเอียด “ชอบอะไรในตัวเขา” พยายาม motivation เขาต่อ เขาไม่กล้าพูดไม่ดีกับลูกน้อง ทำให้โทษตัวเองตลอด ต้องมีหลักฐานมาชม เพราะคนกลุ่มนี้พร้อมกดตัวเองลงไปเสมอ “เก่งแต่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง” กระตุ้น self-esteem เยอะ ๆ

หวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้และนำเทคนิคดีๆ จากครูเคท ไปปรับใช้กับการทำงานในองค์กรกันนะคะ

ขอขอบคุณ

ครูเคท ดร. เนตรปรียา ชุมไชโย นักจิตวิทยาการปรึกษา เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาองค์กร ความสัมพันธ์และครอบครัว

Read More
คลับเฮ้าส์ สุขภาพจิต ปรึกษาจิตแพทย์

Mindfully Dose #3 บ้านแตกเพราะเห็นต่าง ทางการเมือง…ทำยังไงดี ?

สรุปเนื้อหาจาก Clubhouse เมื่อวานนี้ Mindfully dose #3 “บ้านแตกเพราะเห็นต่างทางการเมือง…ทำยังไงดี ?” by ooca และอาจารย์ปาริชาต สุขศรีวงษ์ กับ อาจารย์อัจฉรา ปัญญามานะ

แม้ช่วงนี้จะดูเหมือนว่าการเมืองเข้มข้มพอสมควร แต่จริงๆ แล้วต้องบอกว่าคนไทยอยู่กับเรื่องนี้มานานมากๆ เราต่อสู้เพื่ออะไรหลายๆ อย่างมาตลอด ซึ่งอาจจะเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาคนไทยหลายกลุ่มมีความเห็นต่าง ไม่ว่าจะเพราะเราตระหนักและกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้นหรืออะไรก็ตาม แต่หลายคนได้รับผลกระทบทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ กลายเป็นความเครียดที่สะสมและนำไปสู่ปัญหาสุขภาพใจได้

.

อย่างในปัจจุบันอาจารย์อัจฉราได้แบ่งปันว่าอายุน้อยที่สุดที่เจอว่าสนใจเรื่องการเมือง คือป.3 สิ่งที่เกิดขึ้นคือครูบางคนแสดงออกไม่ดีกับเด็ก เช่น บอกว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก ส่วนผู้ปกครองก็พยายามห้ามปราม แม้แต่ป.6 ก็เริ่มมีการตั้งกลุ่มกันคุยเรื่องการเมืองแล้ว เรียกว่าวัยไหนก็สามารถเข้าถึงสื่อและมีความคิดเห็นทางการเมืองได้

.

สาเหตุที่เรามีความคิดเห็นไม่ตรงกันเป็นเพราะอะไร ? แล้วเราจะทำความเข้าใจกับเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร ?

อ.อัจฉรา: ส่วนหนึ่งอาจมาจาก relationship ที่มีมาอยู่ก่อนนอกจากเรื่องการเมือง ความสัมพันธ์นั้น healthy หรือเปล่า หรือเปราะบางระหองระแหงอยู่แล้ว หากไม่ได้สื่อสารเพื่อทำความเข้าใจ แต่สื่อสารเพื่อเอาชนะ ถกเถียงจะทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข นำไปสู่ความเครียด อึดอัด ขับข้องใจ ถ้าเราพูดคุยบน emotional ทำให้อารมณ์นำ เริ่มขึ้นเสียง ใช้ภาษาไม่เหมาะสม นำไปสู่การทะเลาะ ทัศนคติเป็นตัวกำหนด โดยเฉพาะภาษากาย เช่น เบะปากมองบน คนที่ไม่เข้าใจอาจมองว่ามีการปะทะหรือเหยียดหยามเกิดขึ้น ควรแยกอารมณ์ออกจากความรัก ความคิด ทัศนคติที่ต่างจากเรา ถ้าเรายอมรับได้ทุกอย่างก็ดีขึ้น

อ.ปาริชาติ: ถ้าเราอยู่บนความต่างแต่เราเข้าใจและรับฟังก็อยู่ด้วยกันได้ “ยอมรับแม้เราไม่ชอบ” ไม่ว่าจะเรื่องการเมืองหรือเรื่องอะไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน แต่หลายคนไม่สามารถเข้าใจกันได้ก็นำไปสู่การเลิกราหรือแยกย้ายในที่สุด

บางคนขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นทะเลาะกันบ้านแตก unfriend ตัดขาดกัน ทำไมเราถึงมองว่าการเมืองเป็นเรื่องสำคัญมาก ?

อ.อัจฉรา: สำคัญเพราะมันเกิดจากความคาดหวังของเราเป็นหลัก ยิ่งคนใกล้ตัวเท่าไหร่ เป็นครอบครัวหรือคนรัก เรายิ่งต้องการการยอมรับ อยากให้เค้าคิดเหมือนเรา ยอมรับเรา เพราะเราอยากรู้สึกปลอดภัยในพื้นที่ของตัวเอง โดยเฉพาะสิ่งที่เราให้คุณค่าแล้วเราเชื่อว่าสิ่งนั้นถูกและดี แม้เราจะมีความเชื่อต่างกันแต่ถ้าเรามี empathy รู้จักรับฟังเราก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้

อ.ปาริชาติ: ความเป็นพวกเดียวกัน เราอยากให้เขาคล้อยตามเรา การที่เขายอมรับความคิดเห็นเราก็เหมือนยอมรับตัวเราไปด้วย พอเห็นต่างเลยกลายเป็นเหมือนเขายืนคนละข้างกับเรา

เมื่อเจอคนที่คิดต่าง เราควรแสดงออกอย่างไร ?

อ.อัจฉรา:  ถ้าในกรณีที่เป็นเด็ก เราควรพยายามทำความเข้าใจในมุมมองของเด็กก่อน เปิดใจรับฟัง อย่าเพิ่งตัดสินหรือ blaming เขา เพราะปัจจุบันการเข้าถึงเทคโนโลยีค่อนข้างไว เด็กอยากจะแชร์มุมมองไหนให้เรารับทราบ การปรับที่ผู้ใหญ่นั้นง่ายกว่าเพราะเรามีวุฒิภาวะมากกว่า ผู้ใหญ่ทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ได้ง่ายกว่า

อ.ปาริชาติ: วัยรุ่นมักรู้สึกว่าอยู่คนละโลกกับพ่อแม่ เหมือนอยู่คนละฝั่ง ทำให้ไม่อยากจะคุยกัน ทำให้เกิดความห่างเหิน ในมุมของผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จะดีลกับลูกวัยรุ่นยังไง วิธีการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพนำไปสู่การทะเลาะได้ เราควรเริ่มที่ “การรับฟังโดยไม่ตัดสิน” อย่าพูดว่า “เด็กไม่รู้เรื่องพวกนี้ ไม่เข้าใจหรอก” นั่นคือเราได้ตัดสินเขาไปแล้ว เราไม่ควรกล่าวโทษหรือต่อว่าโดยที่เราไม่เข้าใจมุมมองของเขาจริงๆ

ราจะพูดคุยกับครอบครัวอย่างไร ?
วิธีสื่อสารที่ใช้ได้ผลกับคนที่เห็นต่างทางการเมืองกับเรา

อ.ปาริชาติ: ก่อนอื่นให้เข้าใจว่า “ความสัมพันธ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน” ไม่ว่าจะอยู่สถานะอะไร ทำงานอะไร อายุเท่าไหร่ เรามีความเป็นมนุษย์เท่ากัน คิดต่างได้ทำผิดพลาดได้

อ.อัจฉรา: แม้เรามักจะดึงดูดกันเพราะความเหมือน แต่ “คนเราเติบโตเพราะความแตกต่าง” ต่างในความคิด ต่างในมุมมอง เราสามารถเรียนรู้จากความต่างนั้นได้ ลองปรับมุมมองบ้าง ใช้ I – message มี empathy จะทำให้เราสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น แทนที่เราจะมัวมาหงุดหงิด ไม่พอใจ ให้เรามาสำรวจกันว่าจริงๆ เพราะเราเป็นคนสำคัญซึ่งกันและกัน เราอยากให้ความสัมพันธ์เดินไปต่อได้

คุณอิ๊ก: เวลาที่คุยกันแล้วมีอารมณ์ น้ำเสียงเปลี่ยน ก็อาจจะเตือนอีกฝ่ายให้รู้ตัว บอกตรงๆ เรียกว่าผลัดกันดูแล ทั้งนี้ก็แล้วแต่ข้อตกลงของแต่ละคู่ว่าจะมีวิธีแก้ยังไง ขึ้นอยู่กับ stage ของความสัมพันธ์ด้วย สามารถพูดเปิดใจได้ขนาดไหน

Q&A

1) เคยเจอความเห็นต่างด้านอื่นนอกจากเรื่องการเมืองด้วยไหม หรือเป็นเพราะในไทยเหมือนไม่ได้ถูกสอนให้คิดต่าง เราไม่ค่อยได้มีการปะทะกันของความคิด ทำให้คนมีภูมิคุ้มกันน้อยเมื่อเจอความเห็นต่าง

อ.ปาริชาติ:  จริงๆ ความเห็นต่างเป็นสิ่งที่มีมาเรื่อยๆ แม้หัวหน้ากับลูกน้อง เด็กกับครู แต่สังคมไทยเราถูกสั่งสอนมาด้วย “อย่าเถียงผู้ใหญ่” “เป็นเด็กต้องเชื่อฟัง” เลยกลายเป็นนิสัยที่เด็กต้องยอม ลูกน้องต้องยอมเจ้านาย ทำให้ความเห็นต่างไม่ได้ถูกสื่อออกมา มันถูกกดไว้ ไม่ได้รับโอกาส พอมีประเด็นทางการเมืองเข้ามา กลายเป็นความเห็นต่างที่ปะทุขึ้นมาอย่างชัดเจน หลายคนไม่เคยมีโอกาสได้แสดงความเห็นต่าง ตอนนี้มีเวทีมากมายให้แสดงความเห็นได้

คุณอิ๊ก : การเห็นต่างมันคือความหลากหลายทางความคิด เป็นธรรมดาของมนุษย์ ต้องมีการคิดต่างเพื่อให้ได้มุมมองที่ครบถ้วน

2. ถ้าสมมติว่าเรากระตุ้นให้ความเห็นต่างเพิ่มมากขึ้นในสังคม อาจทำให้ไทยมีภูมิคุ้มกันและอยู่ในสังคมที่คิดต่างได้มากขึ้นไหม ?

อ.ปาริชาติ: ภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นมาตั้งแต่ในหน่วยย่อยเล็กๆในสังคมตั้งแต่ในครอบครัว ถ้าทุกบ้านสามารถช่วยให้เด็กสามารถกล้าพูดและยอมรับซึ่งกันและกัน

อ.อัจฉรา: ความต่างมีมานานและมีอยู่เสมอ แต่ต้องตามมาด้วย social movement ความต่างนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไร ที่เรารู้สึกถึงความต่างได้เยอะในยุคนี้ เกิดการตั้งคำถามเพราะพื้นที่เปิดกว้าง แต่ถ้ามองย้อนกลับไป ณ ตอนนั้นในอดีตการที่เขาเลือกที่จะเงียบอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว เรื่องที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายคือเรื่องที่มันส่งผลกับทุกคน

อ.ศิริพร : วิธีการแก้ไขความขัดแย้ง ความคิดเห็นที่ต่างกัน หลายครอบครัวมีการเขียนข้อตกลงร่วมกันว่าจะแสดงความคิดเห็นได้ระดับไหน ระหว่างในครอบครัว ภูมิคุ้มกัน ความคิดเห็นต่าง กระแสสังคมตอนนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น มีทั้งคนที่ยืนกรานความคิดเห็นของตัวเองและคนที่สมยอม

3. แต่ก่อนสนิทกับแม่มาก เห็นต่างเรื่องเดียวคือการเมือง มีการกระทบกระทั่งกันในโลกออนไลน์ รู้สึกสะเทือนใจกับเรื่องนี้ ควรจะทำยังไงดี ? จะบล็อกแม่ หรือคุยให้เขาเข้าใจเรา แสดงความเชื่อของเราออกไปเลยดี ?

อ.อัจฉรา: พ่อแม่ก็มีความเชื่อในมิติของเขา เข้าใจและลองยืนในมุมของเขาบ้าง ถ้าเรายืนแต่มุมของเรา เราจะเห็นแต่ความต้องการของตัวเอง ถ้าเป็นคนใกล้ตัว relationship ที่มีจะทำให้เรารู้ว่าเวลานี้ควรผ่อน ควรหย่อน ถ้าเห็นว่าอารมณ์แม่เริ่มไม่โอเค เราถอยก่อนมั๊ย ถามตัวเองก่อนว่าเราให้คุณค่าจะไหนมากกว่ากันระหว่างความสัมพันธ์กับแม่หรือความเชื่อของเรา

อ.ปาริชาติ: เรารักกันใช่มั๊ย ? แล้วอยากให้เรื่องนี้มาทำลายความสัมพันธ์ของเรากลับแม่หรือเปล่า ถ้าเรารับฟังโดยไม่ตัดสินก่อน เขาก็จะเริ่มรับฟังเราบ้างเหมือนกัน

4. เวลาที่ไปม็อบก็อยากแชร์ในโลกออนไลน์ อยากให้คนอื่นทราบว่าเราอยู่ในสถานการณ์ไหน เผื่อมีอันตรายจะได้มาช่วยเหลือ แต่กลายเป็นว่าครอบครัวต่อว่าหรือด่าทอ รู้สึกโดดเดี่ยวเพราะไม่มีใครเข้าใจเราเลย

อ.อัจฉรา: เจตนาจริงๆ พ่อแม่ก็เป็นห่วงเรานี่แหละ ให้รู้ว่าความปลอดภัยของเรามาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ แต่คนสมัยก่อนจะไม่มีทางสื่อตรงๆ อย่าง I – message (บอกว่าฉันต้องการอะไร แม่เป็นห่วงนะ) แต่เขาจะใช้บ่น ต่อว่า ตำหนิแทน เช่น เธอทำแบบนั้นสิ เธอทำแบบนี้สิ เธอห้ามทำอย่างนั้น อันนี้คือวิธีของคนรุ่นก่อน จะอ้อม 234 เผื่อให้เข้าประเด็น

อ.ปาริชาติ: ให้เราเริ่มเปลี่ยนตัวเองก่อน ลองบอกความต้องการของเรา เช่น อยากคุยทำความเข้าใจเพื่ออยากให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้น เพราะเรื่องนี้ทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยดีมาของเราเริ่มสั่นคลอน อยากฟังความเห็นแม่ด้วย เพราะอะไรแม่ถึงไม่อยากให้ผมทำแบบนั้น จะได้เห็นว่าแม่มองในมุมไหนบ้าง มีคล้ายกับมุมของเราบ้างไหม ที่แม่พูดอย่างนี้ ผมเข้าใจถูกไหม พอถึงจุดหนึ่งผมเข้าใจแม่มากขึ้นแล้ว ผมอยากแชร์มุมของตัวเองให้แม่ฟังบ้าง ไม่รู้ว่าแม่พร้อมจะรับฟังหรือเปล่า ? ถ้าต่างฝ่ายต่างใช้ You-message เหมือนถูกกล่าวหา ถูกตำหนิ กลายเป็นต่อต้าน ไม่อยากทำตาม

คุณอิ๊ก : จุดประสงค์คืออะไร อยากให้พ่อแม่เข้าใจเรื่องการเมืองมุมเรา หรือแค่ไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ เราต้องการระดับไหน การกระทำหรือคำพูดระดับไหนที่สามารถบอกออกไปได้ อาจแก้ปัญหาด้วยการหลีกเลี่ยงจุดที่เป็นประเด็น ถ้าทะเลาะบนโซเชียลก็ตั้งค่าไม่ให้เขาเห็น ให้เห็นแค่คนที่เราสบายใจ

5. หน้าที่การงานของพ่อแม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองค่อนข้างเยอะ แต่เราเห็นต่างและอยากให้เขารับฟังเพราะเราชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น แต่เขาไม่ยอมคุยเรื่องนี้เลย อยากรู้ว่าเขาคิดยังไง ?

อ.อัจฉรา: อาจมาจากทัศนคติตั้งต้น ถ้าเราใช้ความรุนแรงในการสื่อสาร บางทีเรามีอารมณ์มากไปก็ต้องพัก ไม่เราก็พ่อแม่ต้องเบรกก่อน การสื่อสารที่ผ่านมาบ่งบอกว่าไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ้าเราใช้อารมณ์และความรุนแรง กลายเป็นเราตัดสินไปแล้วว่าเขาผิด ซึ่งคนรุ่นก่อนเขายอมรับยากอยู่แล้วว่าเขาผิด

จริงๆ เริ่มตั้งแต่พูดดีๆ แต่พ่อแม่เมินเฉยมาตลอดจนบางทีกลายเป็นก้าวร้าวเพราะอยากให้เขาฟัง ผมเคยไปปรึกษาหมอมาแล้ว ลึกๆ ก็รู้สึกเห็นใจพ่อแม่ แต่ก็เห็นใจตัวเองด้วยที่อยากมีพื้นที่คุยกับคนใกล้ชิด แต่มันไม่เกิดขึ้น

อ.ปาริชาติ: ที่เรารู้สึกไม่ดี เพราะเขาไม่คุยกับเราใช่ไหม ? แล้วเรารู้สึกยังไงกับความรู้สึกไม่ดีนั้น จริงๆ มันมีความรู้สึกซ้อนความรู้สึกอยู่ ความรู้สึกหลายอย่างที่เกิดขึ้น เช่น อึดอัด โมโห หลายคนไม่เคยถูกถามแบบนี้เลย ไม่ได้ทบทวนตัวเอง อยากให้ลองไปคิดต่อ ที่เขาไม่อยากคุยกับเรา เขากำลังคิดอะไรอยู่ ?

คิดว่าเขาคิดไม่เหมือนเรา

อ.ปาริชาติ: เราอาจจะรู้สึกว่าทำไมเขาไม่ฟัง ทั้งที่เราเจตนาดี ลองมองอีกมุม เป็นไปได้ไหมว่าพ่อแม่อาจจะกลัว เขาไม่รู้จะพูดยังไงกับเรา หรือทำยังไงให้เราเข้าใจ เขาเลี่ยงตลอดเพราะกลัวการปะทะ เลยเลือกที่จะไม่พูด

อ.อัจฉรา: เราหาทางออกเพราะเราอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ เพื่อความรักของครอบครัว ความเป็นเพื่อน เพราะยังอยากให้พวกเขาอยู่ในชีวิตของเรา

คุณอิ๊ก : อยากให้เข้าใจว่าพ่อแม่เคยเป็นพ่อแม่คนครั้งแรก เพิ่งเคยมีลูกเป็นวัยรุ่น  เพิ่งเจอกับปัญหาครั้งแรก จริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากเราเลย เขาก็เป็นคนหนึ่งที่มีสิทธิ์จะทำผิดบ้างพลาดบ้าง เขาไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เลยไม่รู้จะรับมือยังไง ถ้าท้ายที่สุดถ้าเรามองว่าเขาเป็นพ่อแม่ที่เรารัก เราควรให้โอกาสเขา เรื่องบางเรื่องต้องเคยเจอถึงจะรู้ว่าเราทำถูกหรือผิดหรือทำแบบไหนมันดีกว่า และเรื่องใหญ่ที่มนุษย์ไม่อยากพลาดคือการเลี้ยงลูก ทำให้เขาลังเลและตัดสินใจได้ยากในหลายๆ ครั้ง อาจจะต้องให้อภัยกันมากๆ อาจจะไม่ยอมเรียนรู้จริงๆ หรือเรียนรู้กันแบบมี pain แต่ท้ายที่สุดมันจะอยู่ร่วมกันยังไงให้มีความสุข

ขอขอบคุณ

อาจารย์ปาริชาต สุขศรีวงษ์ เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูเด็ก ครอบครัว ความสัมพันธ์

อาจารย์อัจฉรา ปัญญามานะ เชี่ยวชาญพัฒนาการเด็ก วัยรุ่น ให้คำปรึกษาพ่อแม่ ครู ความเครียดในโรงเรียน

Read More
คลับเฮ้าส์ จิตแพทย์ สุขภาพจิต

Mindfully dose #2 “เมื่อใจพังแต่ยังต้องไปทำงาน”

สรุปเนื้อหาจาก Clubhouse เมื่อวานนี้ Mindfully dose #2 “เมื่อใจพังแต่ยังต้องไปทำงาน” by ooca และ นพ. รัตนภูมิ วัฒนปัญญาสกุล (จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ) และทีมงานอูก้า

.

ต้องบอกว่าไม่ว่าจะทำงานด้านไหน เราก็มีความเครียดด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งบางครั้งเราไม่รู้ตัวว่าเกิดความเครียด วิตกกังวล แต่ร่างกายไม่เคยโกหก มันส่งสัญญาณเตือนเราเสมอ เช่น อาการนอนไม่หลับ ปวดเมื่อนตามร่างกาย ไปจนถึงคิดเรื่องงานตลอด คล้ายจะบ้างาน ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือเรากำลัง “mentally breakdown” รู้สึกมึนๆ งงๆ บางทีก็ซึมๆ ไม่มีกะจิตกะใจ ไม่พร้อมจะทำงาน แต่เรายังต้องฝึนตัวเองให้ทำ เป็นสภาวะที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ไม่ใช่แค่เหนื่อยหน่ายเรื่องงาน บางคนอาจจะทะเลาะกับแฟน ไม่ถูกกับเพื่อนร่วมงาน หรือมีปัญหาส่วนตัวอื่นๆ ที่ทำให้ตัวเอง mentally breakdown เลยเป็นที่มาของคำว่า “ใจพัง”

.

ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นยังไงดี ? ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ? เป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนหรือไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องสุขภาพใจ เราจึงได้เชิญนพ. รัตนภูมิ วัฒนปัญญาสกุล (จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น) มาตอบปัญหาเรื่องนี้กัน

.

ปัจจุบันมีคนวัยทำงานมาเข้ารับการปรึกษาเยอะหรือไม่ ? และส่วนใหญ่เป็นเรื่องอะไรบ้าง ?

คุณหมอเล่าว่าปัจจุบันคนวัยทำงานเป็นคนไข้ใหม่ในแผนกจิตเวชค่อนข้างเยอะ อาจด้วยสภาพสังคมที่มีความเครียดสูง  สถานการณ์โควิด-19 เศรษฐกิจ มีคนตกงานจำนวนมาก หรือถ้าไม่ตกงานก็จะเป็นกลุ่มที่งานหนัก overload จนเหนื่อยล้า หลักๆ ที่พบเยอะคือ โรคซึมเศร้าและภาวะหมดไฟ หรือ “burnout”

.

ความแตกต่างระหว่างภาวะซึมเศร้ากับอาการหมดไฟ burnout สังเกตได้จากอะไร ?

ในส่วนของภาวะซึมเศร้า จะมีอาการซึม + เศร้าลามไปทุกเรื่อง ต่อให้เป็นเรื่องที่น่าจะมีความสุขหรือเคยทำแล้วสนุกมันไม่สนุกอีกต่อไป กลายเป็นเศร้าไปหมดและเป็นต่อเนื่องยาวนานสองสัปดาห์ขึ้นไป

.

ขณะที่ burnout เราอาจซึมๆ กับบางเรื่องที่เราหมดไฟหรือแค่วันที่ต้องไปทำงาน วันหยุดอาจจะไม่เป็น ทำอย่างอื่นก็ยังมีความสุขและชุบชูใจเราได้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ของคนยุคนี้ เพราะเราถูกกระตุ้นด้วยสิ่งแวดล้อมที่ไม่รบกวนจิตใจแทบจะตลอดเวลา บางคนไม่รู้วิธีจัดการอารมณ์หรือความเครียดอย่างเหมาะสมทำให้ใจพังได้ รวมถึงหลายๆ คนไม่กล้าไปปรึกษาจิตแพทย์ ไม่กล้าไปโรงพยาบาล ใช้ความอดทนอดกลั้นจนป่วยเรื้อรัง ดังนั้นไม่ว่าจะ burnout หรืออะไรก็ตามคุณหมอแนะนำว่าไม่ควรปล่อยไว้ยาวนาน

.

ด้านการรักษากระบวนการรักษาภาวะหมดไฟแทบไม่ต่างจากภาวะซึมเศร้าเลย เพียงแต่หมดไฟเราไม่ต้องใช้ยารักษา สิ่งที่ควรระวังมากๆ คือ คนที่เป็น burnout สะสมนานๆ สามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้

.

ถ้ามีปัญหาสุขภาพใจ เช่น พบจิตแพทย์ ทานยา หรือแม้แต่ “ใจพัง” เราควรบอกที่ทำงานไหม ?

#คำตอบจากทีมงานอูก้า

ในฐานะ hr อยากให้พนักงานแชร์ให้เราฟัง อยากให้เขารู้สึกเบาขึ้น เพื่อให้เขาสามารถทำงานต่อไปได้ การที่องค์กรหรือหัวหน้างานทราบปัญหาของพนักงานเพื่อนร่วมงานจะได้เข้าใจปัญหามากขึ้นและสามารถจัดการงานได้ดีกว่าเดิม หลายๆ องค์กรอาจมีช่องทางให้พนักงานติดต่อกับฝ่ายบุคคลหรือคนที่ไว้ใจในบริษัทได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบรรยากาศและลักษณะของแต่ละที่ด้วย

.

ซึ่งไม่ได้บอกว่า “ต้อง” บอกที่ทำงาน แต่หากสบายใจที่จะเล่า รู้สึกว่าสามารถไว้วางใจที่ทำงานได้ พร้อมเมื่อไหร่ก็อยากให้มีโอกาสได้บอกเล่าปัญหาให้ฟัง ส่วนทางคนรับฟังเองไม่จำเป็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ มองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พนักงานจะเกิดความเครียด ใช้การพูดคุยสบายๆ ให้อีกฝ่ายรู้สึกปลอดภัย สิ่งสำคัญในฐานะ hr หรือผู้รับฟังคือ เริ่มจากใจที่ไม่ตัดสินคนอื่น ไม่ตั้งแง่หรือมีอคติ เปิดพื้นที่ให้พนักงานมาคุยกันได้ บางครั้งก็เป็นฝ่ายเข้าหาพนักงานก่อนให้เขารู้ว่าเราเปิดใจ

1. ขอวิธีการจัดการอารมณ์ เมื่อหงุดหงิดกับเพื่อนร่วมงาน บางครั้งโกรธจนไม่อยากมองหน้า

คุณหมอ : เคล็บลับคือ “การให้อภัย” อาจฟังเป็นคำทั่วไป แต่เราต้อง “ใจดีกับตัวเอง” การที่เราโกรธ เกลียด คนที่เราโกรธเกลียดคนนั้นเค้าไม่รับรู้ด้วย การให้อภัยจริงๆ แล้วเป็นการปล่อยเพื่อให้เรามีความสุข ไม่ใช่การทำเพื่อคนอื่น แต่เป็นการทำเพื่อตัวเอง

.

การออกกำลังกายก็สำคัญ ควรออก 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที – 1 ชม. คือ ประสิทธิภาพของวิธีนี้ดีเทียบเท่ากับการใช้ยาเลย เมื่อเราทำดีกับร่างกายตัวเอง ใจเราจะรับรู้ว่าเรากำลัง “รักและทำเพื่อตัวเอง” เป็นการเยียวยาหัวใจไปในตัว

2. เวลาที่เรามองโลกในแง่ดี คนชอบหาว่า “โลกสวย” เลยอยากรู้ว่าการมองโลกในแง่บวก vs โลกสวย ต่างกันตรงไหน ?

คุณหมอ : การมองโลกบวกต่างจากโลกสวย ตรงที่โลกสวยมองทุกอย่างบวกหมด จะแฟนทิ้งสอบตกก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น เพราะตัวเองปฏิเสธไม่รับรู้ด้านลบ จริงๆ ธรรมชาติของสรรพสิ่งทุกๆ อย่างมีสองด้านเสมอ มองโลกบวกคือ มองทั้งสองด้าน มีทุกข์และสุขปะปนกัน มองโลกตามความเป็นจริง คนที่สุขภาพจิตดีก็จะมองโลกในแง่บวก ในขณะที่คนโลกสวยเมื่อเจอด้านลบก็มักจะยอมรับไม่ได้

3. เราจะมี reaction ในฐานะผู้รับฟังยังไงดี เพราะเวลามีคนมาเล่าปัญหา บางทีก็ทำตัวไม่ถูก ?

คุณหมอ : ต้องมี empathy เข้าใจอย่างผู้สังเกตการณ์ (Observer) รับฟังแบบ active listening อาจมีพยักหน้า แตะตัวเล็กน้อย แต่ไม่ร่วมรู้สึก (sympathy) ไม่ร้องไห้ฟูมฟายไปกับเขา จิตใจต้องเป็นกลาง ไม่โกรธไม่เกลียดตาม เรายกเรื่องที่เราเครียดและเหนื่อยออกไปก่อน ฟังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแต่ไม่ต้องอิน ถ้าฟังแล้วทุกข์ไปด้วยคือผิดวิธี

สำหรับผู้ที่เป็นซึมเศร้า หลักๆ คืออยู่ข้างๆ เขา ให้รู้ว่า “มีฉันอยู่ตรงนี้” วันไหนไปใช้ชีวิตแล้วมันไม่ไหว ฉันอยู่ตรงนี้และพร้อมรับฟัง แต่ระมัดระวังเรื่องคำพูด ประโยคเดียวกันพูดกับคนละคน น้ำเสียงต่างกัน ก็ได้ผลลัพธ์ที่ต่างกันเลย ถ้าไม่รู้ว่าควรพูดยังไง แค่ให้รู้ว่าเรา “be there for you”

นอกจากนี้เวลาที่คนรอบข้างหรือเพื่อนร่วมงานใจพัง ปัญหาหลักของผู้รับฟังคือ รับเอามาใส่ใจจนเป็นทุกข์ด้วย ดังนั้นใจเราก็ต้องหาทางระบายออก หาสายดินแล้วปล่อยพลังงานด้านลบออกให้ตัวเองไม่ดาวน์ตาม เช่น ออกกำลังกาย สะสมของที่ชอบ มีกิจกรรมผ่อนคลายเมื่อกลับถึงบ้าน

4. มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานที่เคยสนิทกันมาก เขาบล็อกเราทุกช่องทาง สรุปเราเบื่อกัน หมดใจหรือเราเกลียดกัน

คุณหมอ : แนะนำให้ประเมินสิ่งที่อยู่ในใจเรา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคืออะไร ? สำรวจตัวเอง โกรธ เกลียด เบื่อ ฯลฯ ถ้าเรารู้ว่าตัวเองคิดยังไง เราจะคลายปมนั้นได้ และต่อให้เราเคยมี empathy กับคนๆ นึงมากๆ แต่เราสามารถหมดใจ หมด passion กันได้ นี่เป็นเรื่องจริง

5. ขอ How to เวลาที่ใจพังและ burnout เพื่อนร่วมงานและเจ้านายทำให้ไม่มีความสุข ต้องทำยังไงให้ร่วมงานต่อไปได้ก่อนจะไปเริ่มงานใหม่

คุณหมอ : ต้องบอกว่าทุกที่ เราจะมีเรื่องที่ถูกใจครึ่งหนึ่งและไม่ถูกใจอีกครึ่ง ถ้าเราตั้งโจทย์ไว้แบบนั้น เราอาจจะไม่ได้มองโลกตามความเป็นจริง เราอาจจะต้องเปิดใจยอมรับว่า “ทุกที่ต้องมีเรื่องที่เราไม่ชอบใจ”

เราต้องการความสุขในการทำงาน ใช้ “passion” เป็นตัวขับเคลื่อน เอาเป็นว่าอีกครึ่งให้เผื่อใจว่ามันไม่โอเค เราต้องยอมรับว่าทุกที่มีอสรพิษ มีหัวหน้า มีเพื่อนร่วมงาน มีสิ่งที่เราไม่ชอบ อยากให้มี “mission” ร่วมกัน เช่น ฉันจะทำอะไรให้สำเร็จ ?  ให้ตัวเองรู้สึกภูมิใจ แล้วแต่ละวันที่ไปทำงานจะมีเป้าหมาย

6. ได้ทำงานที่ชอบ แต่พอช่วงโควิดกลับต้องหยุดทำงาน ท้อ ล้า รู้สึกหมด passion

คุณหมอ : ถ้าเข้าใจเรื่อง passion ที่มี mission ร่วมด้วย “อย่าฝากความสุขไว้แค่กับ passion แต่ให้ mission หล่อเลี้ยงใจเรา” ทำงานแล้วมีความสุขคือโบนัส แต่ทำงานแล้วทุกข์เป็นเรื่องปกติ

7. รู้ได้ยังไงว่า “ใจพัง” แล้ว หรือมันเป็นอาการชั่วครั้งชั่วคราว จะใช้อะไรวัดได้บ้าง ? ตอนนี้เป็นไมเกรน บางทีก็เหมือนจะโอเค แต่กลายเป็นว่าเราจมลงไป

คุณหมอ : ก่อนอื่นหาทุกข์ให้เจอว่ามันเกิดเพราะอะไร ? ที่ร่างกายเราปวดหัว เป็นปกติที่เราจะคิดว่ามันไม่มีอะไร แต่ร่างกายไม่เคยโกหก ฟังร่างกายให้ดี พาร่างกายไปผ่อนคลาย อย่าฝืนตัวเองเกินไป “จริงๆ เราคิดว่าเราไหว แต่ร่างกายจะเป็นตัวบอกที่ชัดเจนที่สุด” ใจดีกับตัวเองหน่อยนะ

8. จบป.เอกเลือกทำงานที่ไม่ตรงสาย ต้องมารับตำแหน่งหัวหน้าแต่ไม่มีใครสนับสนุนเลย 90% ของคนไทยในบริษัทเราไม่โอเคด้วยเลย ไม่มีใครพร้อมเปลี่ยนแปลง จนมัน Toxic กับใจเรา รู้สึกตัวเองเดินถอยหลัง รู้สึกเสียเวลา เสียดายวุฒิ เริ่มมีอาการนอนไม่หลับ ร้องไห้ ไม่อยากทำงาน

คุณหมอ : ถามใจว่า “เรากลัว / กังวลอะไร” เท่าที่ฟังเหมือนใจอยากเปลี่ยนงาน แล้วเราหวั่นใจว่ามันจะแย่กว่าเดิม? หมอขอไม่ตัดสินใจแทนว่าให้เปลี่ยนงานหรือทำต่อ แต่แนะนำให้ฟังร่างกาย อะไรที่ทำแล้วรู้สึกดี ถ้ายังมีความสุขแปลว่ายังพอไหว แต่ถ้ามีอาการทางร่างกายมากๆ เข้า หมั่นสังเกตอาการของตัวเอง ถ้าช่วงที่ไม่โอเคนั้นยาวนาน ลุกลามกัดกินเรา ขอแนะนำให้หาหมอ

.

หวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากคำแนะนำดีๆ ของคุณหมอรัตนภูมิ อย่างที่บอกว่า “ใจพัง” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เราจะมีวิธีจัดการอย่างไรให้ตัวเองสามารถทำงานและรับผิดชอบสิ่งข้างหน้าต่อไปได้ สิ่งที่คุณหมอเน้นย้ำคือเราต้องสำรวจความรู้สึกตัวเอง รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราไม่ไหวและอย่ากังวลถ้าต้องขอความช่วยเหลือ

หากอยากพูดคุยกับนพ. รัตนภูมิ วัฒนปัญญาสกุล เป็นการส่วนตัว สามารถนัดหมายผ่านแอปพลิชันอูก้าได้เลย นอกจากนี้เรายังมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญอีกมากมาย พร้อมให้คำปรึกษากับทุกคนอยู่นะ

Read More
เพื่อนทะเลาะกับแฟน จิตวิทยาความรัก

OOCAstory: เขากลับไปคืนดีกัน ส่วนเรานั้น “เป็นหมาอีกแล้ว”

“ฉันจะเลิกจริงๆ แก มันทำตัวแย่ๆ อีกแล้ว”

“พอแล้ว รอบนี้ไม่รีเทิร์นแน่ ฉันไม่เอาแล้วแก”

ภาพเพื่อนที่โทรมาโวยวายหรือร้องไห้ฟูมฟายให้กับรักห่วยๆ เชื่อว่าในกลุ่มเพื่อนจะต้องมีอย่างน้อยคนหนึ่งที่พูดซ้ำๆ แต่ก็ติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ดูไม่ต่างจากคู่เวรคู่กรรม แม้จะด่ากันเป็นพันครั้ง สุดท้ายก็ตัดไม่ได้อยู่ดี แล้วพอเขากลับไปคีนดีกัน ฉันล่ะ?

.

ฉันที่คอยปลอบมัน บอกให้มันรักตัวเอง บอกให้ทิ้งคนแย่ๆ ออกจากความรักที่ทำร้ายมัน

หนักกว่านั้น ครั้งที่แย่ๆ ฉันทักไปด่าแฟนมันให้ด้วยที่มาทำให้เพื่อนเสียใจ

“ฉันจะกลายเป็นอะไร ‘หมาเลย’ ไง” นี่คงเป็นสิ่งที่คิดกันในใจ บางทีก็โมโหเพื่อนนะ ที่มาหาเราแต่เวลาทุกยาก ตอนแฮปปี้นี่เงียบหายไปเลย จนเผลอแอบคิดไปว่า “อย่าให้เห็นว่าคืนดีกันนะ จะด่าให้” แต่พอเอาเข้าจริง เราก็ใจแข็งเวลาเห็นเพื่อนทุกข์ใจไม่ลง ได้แต่ประคับประคองกันไป รับตำแหน่ง “ที่ปรึกษาคนสนิท” เหมือนเดิม

.

แล้วเราเบื่อมั๊ย ? ที่ต้องเป็นหมาในความสัมพันธ์ของเพื่อน แม้เราจะรู้สึกขำๆ กับประโยคนี้เหมือนเป็นแค่ตลกร้าย แต่ฉากเดิมๆ ที่ถูกฉายซ้ำ แน่นอนว่าคนฟังคงเหนื่อยใจไม่น้อย รับฟังก็แล้ว แนะนำก็แล้ว ยังพาตัวเองกลับไปเจอ toxic relationship อยู่อีก เราคงอึดอัดกับเพื่อนเวลาที่มันมาเล่าในครั้งต่อๆ ไป เพราะคงจะเดาผลลัพธ์ออกว่าเพื่อนจะเลือกทางไหน

.

เราอยากบอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีใครเป็น “หมา” หรอก ความเป็นห่วงและความจริงใจที่เรามีให้ไม่ได้หายไป อย่างน้อยการมีอยู่ของเราในช่วงที่เพื่อนดาวน์มากๆ ก็เพียงพอแล้ว อย่าคาดหวังว่าคำแนะนำที่ให้ไปจะนำไปสู่ปลายทางที่เราต้องการ เพราะการตัดสินใจเป็นหน้าที่ของเพื่อนที่จะต้องเลือกชีวิตของเขา ส่วนเราคือคนที่จะจับมือมันไว้ในวันที่ต้องการ

.

จริงๆ อยากให้มองทั้งสองมุม ถ้าเราเป็นฝ่ายอกหักแล้วกลับไปคืนดีกับแฟน พอเพื่อนหยอกว่า “แหม เอาซะกูเป็นหมาเลย” ต่อไปเราจะกล้าเล่าปัญหาให้เพื่อนฟังอีกมั๊ย ? อย่างน้อยเราคงเกรงใจเพื่อนอยู่บ้าง ไม่รู้ว่ามันคิดเล่นหรือคิดจริงว่าตัวเองเป็นหมา กลัวเพื่อนจะรำคาญ สุดท้ายถ้ามีปัญหาความรักอีกก็ขอเลือกเก็บไว้กับตัวเองอาจจะดีกว่า ไม่อยากให้เพื่อนมองว่าเราอ่อนแอหรือโง่ที่จมอยู่กับความสัมพันธ์แย่ๆ ยึดติดกับอะไรไม่เข้าเรื่อง

.

คนที่ติดอยู่ในลูปเดิมก็ไม่ใช่หมา มีแค่คนที่พร้อมจะเดินต่อกับคนที่ยังไม่พร้อมจะตัด เพียงแต่ติดอยู่ในขั้นรักๆ เลิกๆ ยังไม่รู้จะเลือกทางไหนดี การที่เพื่อนมาปรึกษาเราซ้ำๆ แต่ก็เลือกทางออกเดิมๆ ไม่ใช่เพื่อนไม่ฟังเรา หรือไม่เห็นความหวังดีที่เรามอบให้ แต่บางคนอาจจะพร้อมตัดสินใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เล่า ในขณะที่บางคนอาจต้องการเพิ่มความมั่นใจอีกครั้งและอีกครั้ง จนพร้อมในครั้งที่สิบก็เป็นได้

.

ถ้าใครเจอความสัมพันธ์ที่วนอยู่แต่ปัญหาเดิมๆ หรือถ้าคุณเหนื่อยกับการเป็นที่ปรึกษา ลองให้อูก้าทำหน้าที่แทนคุณได้ ไม่ว่าจะความรัก ชีวิตคู่ เพื่อน หรือความสัมพันธ์แบบไหน นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราก็พร้อมรับฟังคุณอยู่นะ ทักเข้ามาได้เลย

Read More
อาถรรพ์ 7 ปี จิตวิทยาความรัก

OOCAknowledge : อาถรรพ์ 7 ปีมีจริงไหม ? จิตวิทยาบอกได้ว่าทำไม รักเรามาถึงทางตัน

เลข 7 นี้เหมือนมีอาถรรพ์ ว่ากันว่าหลายๆ อย่างถ้าเข้าสู่ปีที่ 7 ก็จะเกิดอุปสรรคบางอย่าง จนเกิดเป็นคำว่า “อาถรรพ์ 7 ปี” หรือ Seven Year Itch จริงๆ แล้วต้นตอของปัญหาคืออะไรกันแน่ ทำไมสิ่งที่เราทำหรือแม้แต่ความรู้สึกถึงมีวันหมดอายุ ? มันเกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่ ?

.

ต้องบอกว่าสาเหตุหลักเลยคือ “ภาวะเหนื่อยล้าต่อความสุนทรีย์” (aesthetic fatigue) ง่ายๆ เลย “เราเบื่อหน่าย” กับความสัมพันธ์นี้ กับสิ่งที่ทำเป็นประจำ คนที่เจอทุกวัน ปัญหาที่เข้ามา ต่อให้รู้สึกดีต่อกันมากเท่าไหร่ ก็หลีกเลี่ยงความรู้สึกแย่ๆ ไม่ได้อยู่ดี ข้อดีที่เคยมองเห็น กลับกลายเป็นรับรู้ข้อเสียมากขึ้น สุดท้ายถ้าความคาดหวังที่มีต่ออีกฝ่ายไม่สอดคล้องกับสิ่งที่อีกฝ่ายเป็นจริงๆ ทั้งสองคนก็จะไปคนละทางและจบลงด้วยการเลิกรา

.

อาจเคยได้ยิน “ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรัก” (Triangular theory of love) ของ Sternberg กันอยู่บ้าง เขาบอกว่าความรักมีองค์ประกอบด้วยกัน 3 อย่าง คือ ความใกล้ชิด (Intimacy) ความเสน่หา (Passion) และความผูกพัน (Commitment) ซึ่งความรักสำหรับบางคู่ก็มีครบทั้ง 3 ข้อ แต่บางคู่ก็มีแค่ 1-2 ข้อ หรือเพิ่มลดตามช่วงเวลา ทำให้ความสัมพันธ์นั้นมีขึ้นมีลง

ความรักบทจะยากก็ยาก จะให้นิยามด้วยคำไม่กี่คำคงไม่ได้ ในบทความนี้เราขอมองภาพความรักเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ 1) ความรักแบบโรแมนติก (Romantic Love) คือมีความใกล้ชิดและความสเน่หาอยู่ในนั้น เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ทั้งอ่อนโยนแต่บางครั้งก็รุนแรง ซึ่งความสเน่หาจะจืดจางไปเองตามกาลเวลา แบบที่ 2) ความรักแบบมิตรภาพ (Compassionate Love) หากพัฒนาความใกล้ชิดและความผูกพันต่อกันด้วย ความรักก็จะยืนยาว มีความเข้าใจและห่วงใยในลักษณะครอบครัว พร้อมจะเคียงข้างในเวลาทุกข์และสุข

.

แม้จะบอกว่าอาการคลั่งรักเป็นเรื่องของอารมณ์ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวิทยาศาสตร์ก็มีส่วน สารโดพามีน (Dopamine) ที่มาพร้อมความรักโรแมนติกจะมีอายุประมาณ 1-3 ปี พอเข้าปีที่ 4 โดพามีนและความดึงดูดซึ่งกันและกันจะลดลง งานวิจัยพบว่าหลังจาก 3 ปีแรกของการแต่งงานเป็นเรื่องธรรมดาที่ความรัก ความใกล้ชิดและความพึงพอใจในชีวิตสมรสจะเริ่มลดลงไม่ว่าจะมีลูกหรือไม่มีก็ตาม อีกทั้งสถิติการหย่าร้างก็ขึ้นสูงสุดในช่วงปีที่ 2-4 คือหลังจาก Honey Moon Period (2 ปีแรก) และอีกทีปีที่ 7 ซึ่งว่ากันว่าความพึงพอใจในชีวิตแต่งงานลดลงมากที่สุด ทั้งนี้ก็มีงานวิจัยโต้เถียงกันมากมายว่าแท้จริงแล้วควรเป็นอาถรรพ์ 4 ปี หรืออาถรรพ์ 5 ปีแทน อย่างไรก็ตาม นี่แหละคือคำตอบว่าทำไมความรักถึงมีวันจางหาย

.

หากสิ่งต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดีฮอร์โมนออกซิโทซินและวาโซเพรสซินจะเข้ามาแทนที่โดพามีน ซึ่งจะกระตุ้นให้เราอยากสร้างความผูกพันและอยากดูแลคู่ของเราต่อไป ทำให้อยากใกล้ชิดและแบ่งปันความลึกซึ้งในชีวิตของเรากับคนรัก ใช่ว่าจะโทษแต่ตัวเลขเพียงอย่างเดียวแล้วบอกว่า “รักล่มในปีที่ 7” เป็นเรื่องปกติ เพราะปัญหานั้นได้ทับถมมาตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่ 6 แล้ว ประกอบกับภาพความสวยงามถูกบีบด้วยโลกความจริงอันโหดร้ายและปัญหาวัยกลางคน (Midlife Crisis) ที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ชีวิตคู่หมดหวัง หลายคนจึงเริ่มหนีจากความทุกข์ตรงหน้าไปตามหารักครั้งใหม่ เพื่อกลับไปจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เพราะอยากสัมผัสความโรแมนติกอีกครั้ง

.

ตราบใดที่เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์เริ่มสั่นคลอนและไม่พยายามแก้ปัญหา จะคบเป็นแฟนหรือแต่งงานแล้วก็ย่อมแพ้เลขอาถรรพ์นี้ได้ ทุกๆ ความสัมพันธ์เราต้องคำนึงเสมอว่าความพึงพอใจในชีวิตคู่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตามระยะเวลา ไม่ใช่ว่าความรักในช่วงเริ่มต้นจะคงที่เสมอไป หากไม่ให้ความสำคัญมันก็น้อยลงได้เป็นธรรมดา ทั้งสองฝ่ายจึงต้องช่วยกันประคับประคองและหมั่นสร้างความรักมาคอยเติมเต็มกันและกัน

.

เหมือนกับต้นไม้ที่ต้องรักและเอาใจใส่ ถ้ายังอยากรักษาความสัมพันธ์ไว้เราก็ต้องสื่อสารกับคนรักให้มีประสิทธิภาพ ปรับสมดุลความคาดหวังให้อยู่ในระดับที่เป็นไปได้ นี่จึงเป็นความท้าทายสำหรับคู่รักว่าคุณจะดูแลความรักของตัวเองได้ยาวนานแค่ไหน ? ถ้าต่างฝ่ายต่างปรับเข้าหากัน ไว้ใจกันก็ไม่ยากที่จะเจอความมั่นคงในชีวิตคู่ หากเลือกได้ใครๆ ก็อยากมีรักที่มั่นคงตลอดไป จริงไหม ?

อ้างอิงข้อมูลจาก

หนังสือคู่มือข้างหมอน จิตวิทยาความรัก เขียนโดย เฉิน ซู่ เจวียน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและครอบครัว

Sternberg, Robert J. (2004). “A Triangular Theory of Love”. In Reis, H. T.; Rusbult, C. E. Close Relationships. New York: Psychology Press. p. 258.

https://www.psychologytoday.com/us/blog/meet-catch-and-keep/202002/is-the-7-year-itch-myth-or-reality

https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67522/-blo-womlov-wom-laneng-lan-

https://www.goodtherapy.org/blog/after-the-thrill-is-gone-the-science-of-long-term-love-1205147

Read More
คิดได้ในวันที่สายไป จิตวิทยาความรัก

OOCAinsight: กด Undo ตรงไหน? มีทางใดไหมให้แก้ตัว คนๆนี้เพิ่งรู้สึกตัวในวันที่สายไป

ว่ากันว่าความสัมพันธ์ก็เหมือนหนังสือ “อ่านซ้ำเรื่องเดิม ตอนจบก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน” เราจึงเชื่อว่าถ้ามันผิดพลาดไปแล้วคงแก้ไขได้ยาก การทำผิดซ้ำๆ เลยเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยใจสำหรับทั้งสองฝ่าย ต่อให้จะรักกันมากแค่ไหน ถ้าไม่อยากเจ็บแบบเดิมก็ควรเดินหน้าต่อไป ไม่ย้อนกลับมารักกันอีก

.

กด Undo ตรงไหน มีทางใดไหมให้แก้ตัว

คนคนนี้เพิ่งรู้สึกตัวในวันที่สายไป

มารู้ตัววันที่ไม่มี ที่ตรงนี้เงียบเหงาเท่าไร

โอ้..เธอ กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้หรือเปล่า

.

บังเอิญได้ยินเพลง Undo ของ POP PONGKOOL X WONDERFRAME ซึ่งเราไม่เคยฟังมาก่อน ต้องบอกว่าเป็นเพลงที่เชื่อมโยงได้กับทุกคนจริงๆ พูดถึงความอ้างว้างในวันที่คนสำคัญหล่นหายไป ได้แต่นั่งเสียใจและอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขให้ทุกอย่างเหมือนเดิม เข้าข่าย “รู้ตัวเมื่อสาย” ถือเป็นเรื่องที่พบเจอบ่อยในเรื่องความรัก หลายคนกว่าจะเจอจุดที่ความสัมพันธ์ลงตัว ย่อมผ่านความผิดหวัง เจ็บปวด สารพัดเรื่องงี่เง่าที่เราทำไปโดยไม่มีเหตุผล รู้ตัวอีกทีเราก็ตอนที่รักษาคนข้างตัวไว้ไม่ได้แล้ว

.

แค่เสี้ยวนาทีที่ไม่ทันห้ามใจ ปล่อยใจไปให้มันทำผิด

ไม่เคยจะคิดว่ามันจะทำให้เรามีวันสุดท้าย

ผิดที่ฉันที่มันไม่รู้ตัว ว่าตัวเองรักเธอเท่าไร

และได้ทำร้ายเธอไปอย่างนั้น

.

แน่นอนว่าเราอยากทำให้ดีที่สุดในทุกๆ ความสัมพันธ์ รู้สึกรักก็อยากจะรักให้หมดใจ แต่ใช่ว่าเราจะไม่เผลอทำอะไรพลาดไป อะไรที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจมาก่อน แม้จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีหรือเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับบางคน แต่อาจนำไปสู่การเลิกราได้เหมือนกัน บางคนโชคดีอาจจะได้โอกาสแก้ตัว ชดเชยสิ่งที่ทำพลาดไป ในขณะที่บางคนก็ต้องเดินจากกันไปตลอดกาล

.

เรื่องวันนั้นที่ฉันได้ทำพลาดไป เพราะฉันที่ทำให้เธอเสียใจ

ถ้าได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง จะไม่ยอมให้เธอจากไป

บางอย่างกว่าจะรู้ว่าสำคัญก็คือวันที่เราไม่มีสิ่งนั้นแล้ว เพราะความรักไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงาม นอกจากจดจำเรื่องดีๆ บาดแผลที่สร้างให้กันก็ถูกเก็บไว้เหมือนกัน ถ้าเรื่องราวที่ใจเรารู้ตอนจบว่าจะเป็นยังไง เราคงเลือกที่จะปล่อยให้มันผ่านไปดีกว่า ต่อให้ความรักจะยังอยู่แต่สุดท้ายเราอาจทำได้แค่โหยหากันและกัน

.

ถ้าวันนี้เรามีใครให้รัก ให้ดูแล ขอให้รักษาเขาไว้ดีๆ บอกให้เขารู้ตัวว่าเขามีค่าสำหรับเรา เพราะชีวิตจริงมีแต่เดินไปข้างหน้า ไม่มีปุ่ม Undo ให้แก้ไข ความรู้สึกที่เสียไปก็ไม่มีวันเหมือนเดิม

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ ความสัมพันธ์ ดูแลใจตัวเองแล้ว อย่าลืมดูแลใจคนสำคัญด้วยนะ

ฟังเพลง Undo ของ POP PONGKOOL X WONDERFRAME ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=tm2N4gntigI

Read More
เขารั้งเราไว้ทำไม move on จิตวิทยาความรัก

OOCAstory: เขารั้งเราไว้หรือเป็นฉันเองที่ move on อยู่ที่เดิม

ใครๆ ก็บอกว่าเรื่องความสัมพันธ์นั้นซับซ้อน เข้าใจยาก

ถ้าไม่เจอกับตัวคงไม่รู้ แต่ถึงจะรู้ ก็ยังทำควบคุมได้ยาก

.

เพื่อนเล่าให้เราฟังว่า

ในช่วงปีแรกที่คบกัน เธอจับได้ว่าแฟนโกหก

แล้วก็ตัดสินใจเลิกลา ห่างกันไปสักพักจนทำใจได้

แต่จังหวะเวลาบางทีก็เล่นตลก เพื่อนเรากลับไปคบกับเขา

ด้วยคำสัญญาว่าจะไม่ทำให้เสียใจ เหตุการณ์เดิมๆจะไม่เกิดขึ้น

.

แต่เพราะไม่มีใครรู้อนาคต

ครั้งนี้เขานอกใจเพื่อนเรา สร้างบาดแผลที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม

เพื่อนเราพยายามบอกตัวเองให้ปล่อยเขาไป

เพราะถือว่าการนอกใจหมายความว่าอีกฝ่ายได้เลือกคนอื่นที่ไม่ใช่เรา

.

แต่บางทีคนเราก็ใจร้ายกว่านั้น

เขาไม่ปล่อยเพื่อนเรา เขาอยากคบทั้งสองคน

เพื่อนเราตัดช่องทางการติดต่อทุกอย่าง

บางครั้งก็ยอมรับว่ายังคิดถึง ภาพช่วงเวลาดีๆยังชัดเจน

.

หลังจากอยู่ในความสัมพันธ์ที่ยื้อกันกว่าสามปี

ครั้งสุดท้ายทั้งสองคนทะเลาะกันทางโทรศัพท์

เพื่อนเราร้องไห้เสียใจ … ทำไมเป็นแบบนี้อีกแล้ว

.

ตอนที่ร้องไห้เพื่อนเราอยู่กับหลาน

หลานถามว่า “ร้องไห้หรอ เป็นอะไร”

เพื่อนเราบอก “ทะเลาะกับเพื่อน”

“ถ้าเขานิสัยไม่ดีก็อย่าไปคบเขา ก็แค่นั้น” หลานบอกอย่างไม่ใส่ใจนัก

.

แต่ใครจะเชื่อ…เพื่อนเราปลดล็อกตัวเองจากประโยคนั้น

ประโยคสั้นๆ ที่ทำให้รู้ว่า มันง่ายๆแค่นี้เอง

.

ที่ผ่านมา เพื่อนเราหลอกตัวเองว่าเขารั้งเอาไว้

ทั้งๆที่เดินออกมาจากความสัมพันธ์ตั้งนานแล้ว

แต่เปล่าเลย ตัวเองต่างหากที่ไม่ยอมเดินออกมา

แม้จะรู้ว่าความสัมพันธ์นี้มัน “ไม่ดี” เอาเสียเลย

.

แล้วคุณล่ะ พร้อมจะปลดล็อกตัวเองหรือยัง

ให้อูก้าเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยคุณปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาใจ เรามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญที่พร้องจะดูแลคุณมากมาย สามารถติดต่อเข้ามาได้ ที่ไหน เมื่อไหร่ เราก็พร้อมรับฟังคุณเสมอ

Read More
ทฤษฎี ถ่านไฟเก่า จิตวิทยาความรัก

OOCAknowledge: “ทฤษฎีถ่านไฟเก่า” ถ้ายังมีไฟ ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรื้อฟื้น

ในฐานะคนรักบางครั้งความสัมพันธ์ที่จบลงไปแล้ว จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกทุกอย่างจะกลับไปเป็นศูนย์ แม้จะจางหรือเบาบางลงไปมากจนกลายเป็นความทรงจำ เมื่อเวลาผ่านไปความรู้สึกที่เราคิดว่าหมดไปกลับหวนมาอีกครั้ง โหยหาและคิดถึงจนทนไม่ไหวที่จะทักทายหรือถ้ามีโอกาสได้วนกลับมาเจอกัน เราก็ยังเลือกตกหลุมรักคนๆเดิม นั่นเป็นเพราะ “คนเก่าเขาทำไว้ดี” หรือเราแค่ยึดติดกับบางอย่างที่หายไป

.

จริงๆ เราสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เหมือนกันนะ การปรับพฤติกรรม (Behavioral Modification) มีเรื่องเกี่ยวกับการวางเงื่อนไข (Conditioning) พฤติกรรมไหนที่เราอยากให้มันเกิดเราก็แค่วางเงื่อนไขมันซะ อยากให้หมาน้ำลายไหลเวลาได้ยินเสียงกระดิ่งเราก็ฝึกมันได้ แค่สั่นกระดิ่งพร้อมให้อาหาร ทำซ้ำๆ จนเคยชิน ต่อมาให้เอาอาหารออก เหลือแค่ได้ยินเสียงกระดิ่งหมาก็น้ำลายไหลโดยอัตโนมัติแล้ว ความรักก็มีบางมุมที่ไม่ต่างจากการวางเงื่อนไข มันมักจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำไปด้วยความรู้สึกคุ้นชิน ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

.

เมื่อมาถึงประเด็นแฟนเก่า หรือถ่านไฟเก่าเนี่ยก็เชื่อมโยงกับพฤติกรรมที่เคยได้รับการเสริมแรง (Reinforcement) เช่น เคยทำอาหารให้แฟน แล้วเขาชมว่าอร่อยมาก ถ้าเรามีความสุขกับคำชมนั้น เราก็จะอยากทำอาหารให้เขากินบ่อยๆ เรียกว่า “คำชม” คือการเสริมแรง แต่เมื่อไหร่ที่เราเลิกเสริมแรงพฤติกรรมทำอาหาร ก็คือเราหยุดยั้ง (Extinction) หรือถอนตัวเสริมแรงออก คล้ายๆ กับการเพิกเฉย (ignore)

.

เหมือนเวลาเราทำอาหารแต่ไม่มีคนชมอีกแล้วเพราะเราเลิกรากับแฟนไป ไม่มีคนตอบสนองสิ่งที่เราทำเราก็จะหยุดทำอาหารไปเองหรือค่อยๆ ลดลง ผลข้างเคียงของการหยุดยั้งคือพฤติกรรมนั้นอาจหายไปเลย แต่จะค่อยๆ กลับมาดีขึ้นตามระยะเวลา วันหนึ่งต่อให้ไม่มีตัวเสริมแรงนั้นแล้วก็ไม่มีผลอะไรกับใจเราแล้ว อย่างไรก็ตามทางจิตวิทยาว่ากันว่าการหยุดยั้ง (Extinction) เป็นเรื่องอันตราย อย่าใช้ในการปรับพฤติกรรมโดยไม่จำเป็น สิ่งที่จะช่วยได้คือต้องสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ

.

แต่ถ้าวันหนึ่งตัวเสริมแรงนั้นกลับมาจะเกิดอะไรขึ้น ? เราก็เข้าสู่ “การฟื้นกลับหรือการกลับสู่สภาพเดิม (Spontaneous Recovery)” ยังไงล่ะ หรือบางคนก็เรียกว่า “ทฤษฎีถ่านไฟเก่า”

.

ทำไมสำหรับบางคนถ่านไฟเก่าถึงน่ากลัว

อาจเพราะว่ามันจุดติดง่ายหรือเปล่า? ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดีๆที่หลงเหลืออยู่หรือคำถามที่ยังค้างคาอยู่ในใจ แต่เพราะว่าสมองของเราถูกวางเงื่อนไขเหมือนกับสถานการณ์ที่เราเจอคนรักเก่าเลย บางอย่างหรือความรู้สึกที่ดับหรือการหยุดยั้ง (Extinction) ไปแล้ว เมื่อเว้นระยะไปสักพักหนึ่ง เราจึงคิดว่ามันจบแล้วจริงๆ แต่แล้ววันหนึ่งเราดันเผลอไปเจอตัวกระตุ้น (ในที่นี้อาจจะหมายถึงแฟนเก่า สิ่งของหรือสถานที่ที่เคยไป) ก็จะเกิดความรู้สึกเดิม ทำให้เราตอบสนองแบบเดิมโดยอัตโนมัติ เช่น ใจเต้นแรง มีความสุข คิดถึงโมเมนต์ที่เคยมีร่วมกัน

.

น่าเศร้าที่ต้องยอมรับว่า หากความสัมพันธ์ในอดีตมีอะไรบางอย่างที่เติมเต็มเราแล้วปัจจุบันเราก็ยังโหยหาสิ่งนั้น ใจเราจะยิ่งถูกกระตุ้นให้ต้องการมันมากขึ้น ดังนั้นเขาถึงบอกว่าถ้าใจไม่แข็งพออย่ากลับไปเจอหน้าแฟนเก่าหรือติดต่อกันเลย เมื่อเราเข้าใจที่มาที่ไป ก็จะตอบคำถามได้ว่า “ทำไมหลายความสัมพันธ์อาจถูกสั่นคลอนด้วย ‘แฟนเก่า’ หรือ ‘ความทรงจำเก่าๆ’ ?” มันอาจไม่ใช่ความรัก แต่เราแค่ต้องการในสิ่งที่เคยได้รับ ไม่แปลกถ้าคนรักในปัจจุบันจะน้อยใจหรือหึงหวงเวลาหัวข้อหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับคนรักเก่าโผล่เข้ามาในบทสนทนา เพราะการรู้สึกถูกเปรียบเทียบตลอดเวลามันโหดร้ายยังไงล่ะ

.

ถ้าถ่านไฟเก่ามีพลังขนาดนี้ คำถามคือถ้าอย่างนั้นเราต้องอยู่กับความระแวงไปตลอดเลยเหรอ อยากจะบอกว่าไม่เสมอไป อยากให้ทุกคนโฟกัสและทำเต็มที่กับปัจจุบัน ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องช่วยกันสร้างช่วยกันเติมเต็ม เพราะเราแค่อยากเป็นคนสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ของตัวเอง มีคนจำนวนมากที่เขาสามารถ move on ได้จริงๆ และเรื่องในอดีตก็ไม่ได้มีผลอะไรกับปัจจุบันเลย

.

หากความรักต้องจบลงจะโทษถ่านไฟเก่าอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ถ้าคนสองคนไม่ได้พยายามในความสัมพันธ์ในระดับที่เท่าๆกัน ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ยากทั้งนั้น ถ้าใครยังติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ค้างคาใจ ลองให้อูก้าเป็นที่ปรึกษาปัญหาความรักของคุณดูนะ

อ้างอิงจาก

https://www.verywellmind.com/what-is-extinction-2795176

https://www.verywellmind.com/spontaneous-recovery-2795884

https://fiveable.me/ap-psych/unit-4/classical-conditioning/study-guide/QGn54mzLKcXn3LKcabkL

Read More
เหนื่อยกับชีวิต จิตวิทยา

OOCAstory : เหนื่อยที่แปลว่าเหนื่อยจริงๆ

“เราเหนื่อย เหนื่อยที่เป็นแบบนี้”

บางทีความเหนื่อยมันก็มาในรูปแบบของการที่ไม่รู้ว่า เราเหนื่อยเพราะอะไร แค่รู้สึกและสัมผัสได้ว่าตัวเราไม่ไหวแล้ว ไม่ชอบที่เป็นแบบนี้ แล้วมันแบบไหนกันล่ะ ? บางทีเราก็ตอบตัวเองไม่ได้..

ทุกครั้งเลยนะ เวลาเราพูดว่าเหนื่อย เรามักจะถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาแบบที่เราไม่ชอบ และพูดตอบเราว่า “คนอื่นก็เหนื่อยเหมือนกัน เขาก็สู้ จนบางคนผ่านมันมาได้แล้ว ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะ อดทนหน่อยสิ” ตลกดี… เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังสู้กับอะไร อดทนไปเพื่ออะไร แล้วมันจะเป็นแบบนี้อีกนานแค่ไหนถึงจะผ่านพ้นไปได้

ไม่มีใครรู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเรารู้สึกยังไง เราเหนื่อย เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยกับทุกๆ อย่าง กับทุกๆ คน เราไม่อยากออกจากบ้านไปเจอใครด้วยซ้ำ ถ้าการเจอจะทำให้เราได้รับแต่คำพูดลบๆ แบบนั้น ทำไมต้องเอาความรู้สึกของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นด้วย เขาไม่ใช่เรา และเราก็ไม่ใช่เรา มันเทียบกันไม่ได้หรอก

วันหนึ่งเราทนไม่ไหว เราเลยลองไปพบจิตแพทย์ดู เล่าปัญหาที่เราเจอให้คุณหมอฟัง หลายครั้งเราไม่รู้จะพูดอะไร หรือเล่าเรื่องอะไรด้วยซ้ำ มันสับสนไปหมด ไม่รู้ตัวเองมีปัญหาเรื่องอะไร สุดท้าย เราได้ยามาทาน และคุณหมอแนะนำให้ไปพบนักจิตวิทยาเพิ่มเติม เพื่อจะได้พูดคุยปรึกษาในเวลาที่มากยิ่งขึ้น

เราไม่รู้หรอกนะ ว่าอาการที่เรากำลังเป็นมันจะดีขึ้นตอนไหน แต่เราก็แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า ถ้าเรากินยาเป็นประจำ ไปพบคุณหมอและพี่นักจิตวิทยาอยู่เสมอ สักวันหนึ่ง (เร็วๆ นี้แหละ ขอให้กำลังใจตัวเองหน่อย) มันต้องดีขึ้นแน่ๆ

การรับประทานยาสำคัญมากเลยนะ อย่าหยุดยาเองเด็ดขาด ปล่อยให้หน้าที่ตัดสินใจเป็นของคุณหมอเถอะนะเพื่อนๆ ว่าเราจะลดหรือหยุดยาตอนไหนอย่างไร เราเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีอาการข้างต้น รู้สึกเหนื่อย หาคำตอบไม่ได้ ไม่อยากออกไปพบเจอผู้คน เราอยากให้ลองมารับคำปรึกษาจากพี่ๆ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าดูนะ เพราะว่าเรื่องของใจให้เรารับฟัง อูก้าพร้อมช่วยเหลือและดูแลทุกคนเสมอ 😊

Read More