สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า

ขออยู่เฉยๆได้ไหม ? ฉันไม่อยากเริ่มอะไรเพราะไม่อยาก ‘เฟล’

ตลอดชีวิตของเรา อาจมีความฝันนับร้อยนับพันอย่าง สารพัดเป้าหมายที่เราอยากจะไปให้ถึง แต่พอจะเริ่มออกเดินจริง ๆ กลับรู้สึกไม่มั่นใจ อยากหันหลังกลับ หรือไม่ก็ขออยู่เฉย ๆ แบบเดิมจะดีกว่า เป็นไปได้ไหมว่าที่เราไม่ยอมออกจากพื้นที่ปลอดภัยเป็นเพราะเรากำลัง ‘กลัว’

แม้การไม่ลงมือทำอะไรเลยจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่สำหรับหลาย ๆ คนก็ยังดีกว่าต้องรู้สึก ‘เฟล’ หรือต้องยอมรับว่า ‘ฉันล้มเหลว’

‘ฉันไปไม่ถึงจุดที่ฉันตั้งใจไว้’ แน่นอนว่าการไม่ลงมือทำ หมายถึงโอกาสสำเร็จเป็นศูนย์ แต่อย่างน้อยเราก็มีข้ออ้างให้ตัวเองว่า ‘ฉันยังไม่ได้เริ่มเลย’ เพราะฉะนั้นยังไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลว เหมือนเราสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มความกลัวของตัวเองและไม่จะยอมให้ตัวเองรู้สึกไม่ดี

เพราะความเฟลมันน่ากลัว … เพราะมนุษย์มีความต้องการ

เราอยากเป็นที่รักของคนอื่น อยากได้รับการยอมรับ อยากเติมเต็มเป้าหมายของตัวเอง

มนุษย์จึงสร้างกลไกปกป้องตัวเองขึ้นมา เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกลบทั้งหลายที่พุ่งเข้ามา ‘การไม่ทำอะไรเลย’ ก็เป็นการ play safe อย่างหนึ่ง

อีโก้ของเรากำลังบอกเราว่าอย่าทำอะไรให้ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น อย่าปล่อยให้ตัวเองมีภาพลักษณ์ของผู้แพ้ติดตัว สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม เรามีตัวตนและเรียนรู้ที่จะสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เพราะเราแคร์สายตาคนอื่น เมื่อเกิดการเปรียบเทียบระหว่างคนในสังคมเดียวกัน หากเราเป็นคนเก่ง คนดีก็จะทำให้เราได้รับการยอมรับมากกว่า

หากการเดินตามฝันทำให้เราเฉียดใกล้ความล้มเหลว แม้สุดท้ายเราอาจจะทำสำเร็จ แต่แค่เราจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) ที่เป็นไปได้หรือความเจ็บปวดที่เกิดจากความล้มเหลว แล้วเรารู้ว่าตัวเองไม่สามารถรับมือกับมันได้แน่ ๆ การอยู่เฉย ๆ จึงเป็นทางออกที่เราเลือก

จริง ๆ แล้วเราอาจจะกำลังหวั่นไหวกับเสียงรอบตัวมากเกินไป มนุษย์เรามักรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง ถูกตัดสินจากสังคมตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้มีใครมาเพ่งเล็งชีวิตเราขนาดนั้น ถ้าเรากลับมาโฟกัสที่ตัวเองได้ แล้วค่อย ๆ ตั้งเป้าหมาย พยายามเข้าใกล้มันทีละนิด เราอาจพบว่าตัวเองเดินออกจากจุดเดิมมาได้ไกลกว่าที่คิด

แรงจูงใจจากภายในสำคัญที่สุด เป็นธรรมดาที่ชีวิตเราจะพบเจอกับเรื่องเฟล ๆ สิ่งสำคัญคือการรับมือและก้าวผ่านความรู้สึกล้มเหลวไปให้ได้ ถ้าเราเข้าใจว่าสิ่งที่เราตั้งใจสำคัญกว่าสายตาของคนอื่นและเราก็เติบโตจากความล้มเหลวได้ เราจะมีความกล้าในการเปิดประตูอีกหลายบานข้างหน้า

สิ่งที่เราทำอาจจะเฟล แต่นั่นไม่ได้วัดคุณค่าที่เรามี ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เราทุ่มเทไปไม่มีความหมาย

เพราะอย่างน้อยเราก็กล้าที่จะออกเดิน เราเอาชนะความกลัวได้

อย่าลืมขอบคุณตัวเองที่ “ฉันได้พยายามแล้ว :)”

วันนี้ถ้ายังไม่พร้อมไม่เป็นไร คุณไม่จำเป็นต้องฝืนใจ หากอยากได้กำลังใจดี ๆ อูก้าพร้อมอยู่ตรงนี้กับคุณเสมอ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/failblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
ย้ายประเทศ ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์ สุขภาพจิต

ส่องประเทศที่น่าโยกย้ายไป เพราะมีบริการดูแลใจประชาชนดีเยี่ยม

เมื่อหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ป่วยที่สูงจนน่าตกใจ ทำให้ระบบการดูแลสุขภาพใจ (Mental Health Care System) ต้องพัฒนาตาม อย่างสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกตามรายงานขององค์การอนามัยโลก โดยวัดจากความพิการหรืออัตราการเสียชีวิต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สหรัฐอเมริกา🇺🇸อยู่ในอันดับที่สามสำหรับโรคซึมเศร้าแบบ unipolar ตามหลังจีน🇨🇳 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 1 ตามด้วยอินเดีย🇮🇳

สถิติในปี 2019 รายงานว่า 20.6% (ประมาณ 51.5 ล้านคน) ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา🇺🇸 มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งหมายถึงในจำนวนผู้ใหญ่ 5 คน มี 1 คนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพใจ ซึ่งมีเพียง 40 % ของจำนวนผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางใจเท่านั้นที่ได้รับการรักษา ซึ่งอินเดีย🇮🇳 จีน 🇨🇳 และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความวิตกกังวล โรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้วตามรายงานของ World Health Organization (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก

ซึ่ง WHO ได้มีการทำงานร่วมกับ NGOs การวิจัยระดับชาติและภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการปรับปรุงระบบการเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตที่มีคุณภาพสูงและการดูแลภาวะซึมเศร้า (depression) โรคลมบ้าหมู (epilepsy) โรคจิตเภท (schizophrenia) ไปจนถึงการใช้สารเสพติด (substance abuse) และจัดการกับอัตราการฆ่าตัวตาย (suicide rate) ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ปัญหาหลักของเรื่องสุขภาพจิตคือการปิดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตและผู้ให้บริการ

WHO เสริมว่า “ในปี 2014 ประชากรโลกเกือบครึ่งอาศัยอยู่ในประเทศที่มีสัดส่วนจิตแพทย์น้อยกว่า 1 คนต่อประชากรราว 100,000 คน” โดยเฉพาะในโซนเอเชียที่มีจิตแพทย์อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปมีจำนวนผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตมากพอ เช่น โมนาโก🇲🇨 นอร์เวย์🇳🇴 เบลเยียม🇧🇪 และเนเธอร์แลนด์🇳🇱 โดยแต่ละแห่งมีจิตแพทย์มากถึง 20-40 คนต่อประชากร 100,000 คน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา🇺🇸และแคนาดา 🇨🇦 มีจิตแพทย์ประมาณ 13 คนต่อประชากร 100,000

จากบทความของ Business Insider ในปี 2017 ลักเซมเบิร์ก🇱🇺 มีระบบการดูแลสุขภาพที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกโดยมีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 82 ปี ในส่วนของการรักษาสุขภาพจิตลักเซมเบิร์กมุ่งเน้นไปที่รูปแบบ “การศึกษาเชิงบวก” ที่สามารถเชื่อมโยง “ทักษะด้านคุณภาพชีวิต” และ “ทักษะแห่งความสำเร็จ” เข้าด้วยกันได้ โดยพื้นฐานแล้วลักเซมเบิร์กจะสอนให้วัยรุ่นค้นพบจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตนซึ่งแตกต่างจากวิธีการสอนแบบเดิมที่ส่งเสริมให้เด็กสร้างตัวตนเหมือน ๆ กัน ซึ่งวิธีนี้ทำลายความเจ็บป่วยทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างพลเมืองที่มีความสุขและมีคุณภาพมากขึ้น

สวิตเซอร์แลนด์🇨🇭หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและมีความก้าวหน้าในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและมีอำนาจในการแข่งขันสูงคล้ายคลึงกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากจะติดอันดับท็อปของประเทศที่คนอยากไปอยู่มากที่สุดมาโดยตลอด สวิตเซอร์แลนด์ยังมีระบบ Health Care ที่ขึ้นชื่อมาก ๆ อย่างประกันสุขภาพที่มีบริษัทประกันภัยมากกว่า 58 แห่งให้ประชาชนได้เลือก แล้วยังครอบคลุมในเรื่องของการรักษาทางจิตเวช การใช้สารเสพติด และอื่น ๆ อีกมากมายโดยมีการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพจิตให้มีบริการเพียงพอแก่ความต้องการ สะดวกแก่ประชาชน และมีค่ารักษาที่จับต้องได้ คุ้มครองและควบคุมตามข้อกำหนดเรื่องภาษี บางรัฐเลือกที่จะเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อให้อัตราค่ารักษาและค่ายาคงที่สำหรับประชาชน ทำให้ประชาชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพียง 10-20 % ของค่ารักษาทั้งหมดเท่านั้น

นอร์เวย์🇳🇴เป็นหนึ่งในประเทศที่การดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุม มีการจัดหาทรัพยากรสำหรับผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกอย่างเพียงพอ รวมถึงคลินิกผู้ป่วยทางจิตเวชซึ่งโดยทั่วไปเป็นห้องฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้นอร์เวย์ยังประกาศโครงการริเริ่ม “การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา” ในปี 2017 สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการลดหรือไม่ต้องการใช้ยา เนื่องจากเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและอิสระทางร่างกายผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามในหลาย ๆ ประเทศ แม้จะมีระบบการดูแลสุขภาพใจที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังพบการละเมิดสิทธิต่อผู้ป่วยทางจิตโดยอาศัยคำว่า “การรักษา” ในการเอาเปรียบ ยกตัวอย่างประเทศอาร์เจนตินา🇦🇷 การขอคำปรึกษาและไปพบนักจิตวิทยาถือเป็นเรื่องธรรมดาและเปิดกว้าง ไม่เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่มองว่าการรักษาสุขภาพจิตและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นเรื่องต้องห้าม แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาร์เจนตินาก็มีจำนวนนักจิตวิทยาต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสถาบันบางแห่งในอาร์เจนตินาทำร้ายผู้ป่วย บังคับให้อยู่ในสภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัย หรือไม่ปลอดภัยและไม่ได้ให้การดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย🇹🇭นั้นกรมสุขภาพจิตได้รายงานจำนวนผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งสุขภาพจิตเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตรองจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ นับว่าสุขภาพจิตของคนไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ ตัวอย่างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2017 กล่าวว่ามีผู้เข้ารับการรักษาเพียง 48.5% ของผู้ป่วยซึมเศร้าทั้งหมด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตั้งเป้าว่าจะผลักดันการเข้าถึงบริการให้ได้ 70% ภายในปี พ.ศ.2564 แต่ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงดูเหมือนว่าผู้ให้บริการไม่สมดุลกับความต้องการของผู้ป่วย รวมถึงจำนวนเยาวชนต้องการปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นสัญญานว่าประเทศไทยต้องผลักดันบริการด้านสุขภาพจิตให้ถึงมือประชาชนมากยิ่งขึ้น

เมื่อผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้น #อูก้ามีทางออก มีคนไทยจำนวนมากที่ตระหนักถึงปัญหานี้ ในปัจจุบันนวัตกรรมการปรึกษาสุขภาพจิตแบบออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม อย่างแอปพลิเคชันอูก้าเองที่อยากช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาสะดวกทุกที่ทุกเวลาในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้อูก้ายังมีแพ็กเกจดี ๆสำหรับองค์กรและบริการปรึกษาฟรีค่าใช้จ่ายสำหรับนักศึกษาอีกด้วย

ทุกประเทศล้วนทีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อยู่ที่เราเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง ? ปัญหาท่ีเกิดขึ้นล้วนรอวันได้รับการแก้ไข ดังนั้นการรักษาสุขภาพจิตเช่นเดียวกับปัญหาอื่น ๆ แทนที่จะตีตราว่าเป็นความอับอายที่เกิดขึ้นกับ “คนอื่น” อย่าลืมว่าทุกคนสามารถได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสุขภาพจิตได้ โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลัง การเลี้ยงดู ระดับรายได้ เชื้อชาติ วัฒนธรรม การทำให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ที่ต้องการบริการสุขภาพจิตสบายใจที่จะเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจจึงสำคัญ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องต่อสู้หรือดิ้นรนเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม

จนกว่าความเจ็บป่วยทางจิตจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับภาวะสุขภาพทางกายอื่น ๆ เราสามารถเปิดใจเรียนรู้และสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพใจที่เหมาะสมไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะตึงเครียดจากการระบาดของ COVID-19 หรือสถานการณ์ใด ๆ หากมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาช่วยดูแลใจก็ไม่ต้องห่วง อูก้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมให้บริการเสมอ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rawblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.nami.org/mhstats

https://ps.psychiatryonline.org/doi/10.1176/appi.ps.201700412

https://www.bustle.com/p/what-does-mental-health-care-look-like-abroad-this-is-how-9-countries-treat-mental-illness-2885010

https://www.usnews.com/news/best-countries/articles/2016-09-14/the-10-most-depressed-countries

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

https://www.talkspace.com/blog/america-mental-health-care-systems/

Read More
ฝัน ทำนายฝัน ฝันร้าย สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

รู้สึกจริงหรือแค่ฝันไป…รู้ไหมความฝันบอกอะไรกับเรา ?

“เมื่อคืนฝันว่าได้เป็นแฟนกับซงจุงกิว่ะ”

“คืนก่อนเราฝันแปลกมาก ฝันว่าทะเลาะกับเพื่อน แล้วเพื่อนก็ลุกขึ้นเต้นเฉยเลย”

“เคยฝันเห็นใครไม่รู้พาไปเที่ยวสวนสนุก ในฝันมีความสุขมากเลย แต่ตื่นมาแอบหลอนแฮะ ไม่เคยเห็นหน้าคนนั้นมาก่อนเลย”

“ฝันว่าโดนหมากัด แบบนี้ตีเลขอะไรได้บ้าง จะเอาไปซื้อหวย”

รู้ไหมว่าเมื่อคนเราหลับใหล ร่างกายของเราสามารถสร้างสิ่งลึกลับสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือ “ความฝัน” ความฝันในที่นี้ไม่ใช่การที่เราจินตนาการหรือนึกอยากให้ส่ิงใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น แต่มันคือเรื่องราวที่เราเองก็เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นแบบไหน เพราะบางเรื่องที่ฝันก็ช่างหลุดโลกเกินจินตนาการของเราไปไกล แถมยังมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับฝัน ที่มักจะส่งผลต่อความรู้สึกของเรายามตื่นอีกด้วย

💭 ความฝันคืออะไรกันแน่ ?

ในทางวิทยาศาสตร์ “ความฝัน” คือภาวะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะที่เราหลับ โดยสมองจะฉายภาพสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่มีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริงขึ้นมา คนเราไม่สามารถคาดเดาฝันของตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น หรือการบังคับให้ตัวเองฝันหรือไม่ฝัน และแม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะพยายามศึกษาเกี่ยวกับความฝันมากเท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความฝันได้อย่างแน่ชัด แต่หลาย ๆ ทฤษฎีก็เชื่อว่าความฝันมาจากจิตใต้สำนึกลึก ๆ ของคนเรานี่แหละ ที่อาจมีความกังวลหรือมีอะไรอยู่ภายในใจ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของความฝันโดยไม่รู้ตัว

🤔 แล้วทำไมเราถึงฝัน ?

ในปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าทำไมคนเราถึงฝัน แต่ก็พอจะมีการคาดเดาและการศึกษาที่น่าสนใจถึงความเป็นไปได้ของสาเหตุในการฝัน เช่น

💭 เราฝันเพราะสมองกำลังจัดการความจำของตัวเอง

💭 เราฝันเพราะผลกระทบจากความคิด ความเครียด อารมณ์

💭 เราฝันเพราะสารเคมีและกระแสไฟฟ้าในสมองเปลี่ยนไป

💭 เราฝันเพราะเป็นสัญญาณการเจ็บป่วยของร่างกาย

เพราะความฝันอาจเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าที่คิด มีทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับความฝันมากมาย

ในทางจิตวิทยาแล้วได้มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความฝันอยู่บ้าง โดยเฉพาะผลงานของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งจิตวิเคราะห์ นั่นก็คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์  (Sigmund Freud)  ซึ่งเขามองว่าความฝันนั้นคือการแสดงออกถึงอารมณ์ ความรู้สึก และความปรารถนาบางอย่าง ซึ่งอาจจะถูกกดทับอยู่ในจิตใต้สำนึก (Unconscious) และเขาเชื่อว่าส่วนมากแล้วความฝันมักจะเกี่ยวข้องกับแรงขับ (Drive) หรือความปรารถนาทางเพศบางอย่างอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่น่าสนใจของเอียน วอลเลซ  (Ian Wallace)  นักจิตวิทยาผู้ศึกษาเกี่ยวกับจิตใต้สำนึก ที่มองว่าความฝันนั้นคือการบ่งบอกถึงความรู้สึกลึก ๆ ของมนุษย์ เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง โดยเขาใช้เวลามากกว่า 30 ปีในการศึกษาความฝันกว่า 150,000 ฝัน จนได้ข้อสังเกตว่าความฝันอาจจะมีรูปแบบที่คอยกำหนดลักษณะของความฝันนั้น ๆ อยู่ จึงทำให้เราสามารถจำแนกความฝันที่คล้ายกันออกเป็นสาเหตุต่าง ๆ ได้ เช่น

⚠️ ฝันว่าตกจากที่สูง อาจจะหมายถึงเรากำลังจดจ่อกับบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป

🧚‍♀️ ฝันว่าบินได้ แปลว่าเรากำลังปล่อยตัวให้เป็นอิสระจากบางอย่างที่ทำให้รู้สึกแย่

🦷 ฝันว่าฟันหลุด ความฝันนี้พบมากเป็นอันดับ 2 เลยทีเดียว โดยฝันนี้หมายถึงเรากำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้เราเสียความมั่นใจไป

🏃🏻 ฝันว่าโดนวิ่งไล่ แปลว่า เรากำลังมีเหตุการณ์บางอย่างที่เราต้องเผชิญหรือต่อสู้กับมัน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

โดยสรุปแล้วความฝันในมุมมองของนักจิตวิทยาจึงเปรียบเสมือนโลกที่เราสามารถปลดปล่อยความคิด ความต้องการ ความปรารถนาบางอย่างที่ถูกกดทับไว้ได้นั่นเอง

“อย่าปล่อยให้ฝันส่งผลกระทบกับเรา”

บางทีเราก็จดจำความฝันไม่ได้ รู้แต่ว่าเมื่อคืนฝันอะไรเยอะแยะไปหมด แต่หลายครั้งคนเราเอาปรากฎการณ์ความฝันที่เกิดขึ้นมาแปลความหมายตามความเชื่อที่แตกต่างกันไป และทำให้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจยามตื่น เช่น ไทยเราหากฝันเห็นงูเขาว่าจะเจอเนื้อคู่ ตื่นมาก็อาจจะอารมณ์ดี แต่ของฝรั่งบางที่เชื่อว่าเป็นการฝันที่บ่งบอกถึงศัตรู ตื่นมาก็อาจจะหัวเสียหน่อย ๆ ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราทำได้ คือการที่ไม่เอาตัวเองไปผูกติดกับความฝันมากเกินไปจนกระทบต่อจิตใจของเราเอง

อย่างไรก็ตาม หากคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังมีความฝันที่ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตและจิตใจมากเกินไป เช่น ฝันร้ายบ่อยครั้ง ฝันติดต่อกันต่อเนื่องหลายคืน ฝันแล้วเหนื่อยมาก ฝันเหล่านี้อาจจะเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางอารมณ์หรือสุขภาพ ซึ่งเราสามารถปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ เพื่อที่จะได้วิเคราะห์และประเมินต่อไปได้ถึงสาเหตุของการฝันเหล่านั้น

คืนนี้อูก้าขอให้ทุกคนนอนหลับฝันดี และอย่าลืมว่าหากไม่สบายใจ ปรึกษาอูก้าได้เสมอ ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราไม่ได้มาขายฝัน แต่จะมาช่วยคุณหาทางออกจากฝันร้ายด้วยกันแบบไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวอีกต่อไป 💙

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/dreamblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.pobpad.com/ฝัน-เรื่องลึกลับของสมอง

https://thestandard.co/podcast/ruok24/

https://themomentum.co/the-list-psychologist-reveals-the-9-most-common-dreams-and-meaning/

Read More
บีทีเอส lifegoeson bts เศร้า สุขภาพจิต

“Life goes on” จาก BTS จงใช้ชีวิตต่อไปแม้โลกใบนี้จะใจร้ายกับเรา

“จู่ๆ วันหนึ่งโลกทั้งใบก็หยุดหมุน หยุดโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว

ฤดูใบไม้ผลิไม่รีรอ มาถึงตามเวลาของมันเหมือนเคย

รอยเท้าบนถนนเหมือนกับถูกลบเลือนไป ฉันล้มลงตรงนี้

แต่กาลเวลายังคงเดินต่อไปตามปกติ โดยไม่มีแม้แต่คำขอโทษให้กัน”

.

วง BTS ได้ปล่อยเพลงไตเติ้ลของอัลบั้ม BE ชื่อเพลง “Life goes on” เพื่อบอกเล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับโควิด ทำให้เราเห็นภาพความเคว้งคว้าง ความเหงาในการใช้ชีวิต ไม่มีใครเตรียมใจมาก่อนเลยว่าโลกนี้จะหยุดอยู่กับที่ แต่ฤดูกาลก็ยังหมุนเวียนไปตามปกติ ในขณะที่เราไม่สามารถทำอะไรที่เคยทำได้ นอกจากหายใจเพื่อมอบความอบอุ่นให้ตัวเอง

.

ไม่ใช่แค่สถานการณ์โควิดที่พาเราดำดิ่งไปกับความรู้สึกล้มเหลว สิ้นหวัง แต่หลายๆ คนเคยมีช่วงเวลาแบบนี้ในชีวิต เหมือนเราติดอยู่ในหลุมใดหลุมหนึ่งแบบที่หาทางออกไม่ได้เลย ทั้งที่รอบๆ ตัวมีแต่คนก้าวไปข้างหน้า มีแต่คนที่ดีกว่าและสมบูรณ์แบบกว่าเรา ทำไมเราถึงจมอยู่ตรงนี้ หรือโลกใบนี้ใจร้ายแค่กับเราคนเดียว ?

.

แต่ชีวิตเรามีวันที่เลวร้ายมากมาย เหมือนฝนที่เทกระหน่ำลงมา ฉันพยายามต่อสู้กับมันเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ บางครั้งเราแค่ต้องใช้ชีวิตต่อไปแบบนั้น…แบบที่สั่นไหวและมองไม่เห็นทางออก อย่างท่อนแร็ปในเพลงนี้บอกกับเราว่า

“ฉันคิดว่าถ้าวิ่งให้เร็วยิ่งกว่าเมฆฝนพวกนั้นจะเพียงพอ

แต่ก็เหมือนทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

คงเพราะว่าฉันเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

ฉันอยู่ในโลกของความเจ็บปวดและความหนาวเหน็บที่โลกมอบให้

กระตุ้นให้ฉันปัดฝุ่นหนาที่ปกคลุมออกไป

และฉันก็เต้นไปแบบนั้น แม้ว่าสุดท้ายจะล้มลง”

.

“ฉันมองไม่เห็นทางออกเลย เรื่องต่างๆ เหล่านี้พอจะมีทางออกบ้างไหม ? ฉันก้าวเท้าไปไหนไม่ได้เลย”

นี่คงเป็นประโยคที่แทนความรู้สึกใครหลายคนไม่ใช่แค่โควิด แต่บางเหตุการณ์ในชีวิตก็เหมือนพาเราไปยืนที่ปากเหว ไม่อยากจะถอยหลัง แต่ก็เดินต่อไปไม่ได้ ในใจเราอาจได้แต่ภาวนาให้ใครซักคนพาเราออกไปจากตรงนี้…จากความรู้สึกที่มืดมิดนี้

.

“Like a echo in the forest วันเวลากำลังจะหวนมา

ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น Life goes on”

.

ท่อนนี้มีความหมายลึกซึ้งเชิงปรัชญา โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำถามที่ว่า

“If a tree falls in the forest and no one is there, does it makes a sound ?”

ต้นไม้ที่ล้มลงในป่าแต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นหรือได้ยินเสียงมันล้ม ถ้างั้นแปลว่ามันมีเสียงเกิดขึ้นจริงๆ ไหม?

เขาก็นำมาเปรียบเปรยว่าต่อให้ไม่มีใครได้ยิน ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจบลง เพราะเรามองไม่เห็น แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มีจริง หลังจากที่สถานการณ์คลี่คลาย ทุกอย่างจะวนกลับไปเหมือนเดิมราวกับที่ผ่านมาไม่มีอะไรเกิดขึ้น เนื้อเพลงกำลังพูดถึงชีวิตที่ดำเนินต่อไปแบบนั้น หลังจากนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น

.

หลังความเจ็บปวดเราได้เห็นวันใหม่ปรากฎขึ้น เพราะฉะนั้นถึงเราจะต้องหยุดเดินหรือเจออุปสรรคอะไร เราก็อย่ามัวจมอยู่กับความเศร้า ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือหลบอยู่ในเงามืดหรอกนะ ยังไงแสงสว่างก็จะส่องมาอีกครั้งและอีกครั้ง แม้ความสุขจะผ่านเราไปอย่างรวดเร็วแต่ความทุกข์ก็ไม่ได้คงอยู่ตลอดไปเช่นกัน

“ใช่ ชีวิตต้องเดินต่อไป”

ฟังเพลง Life goes on – BTS ได้ที่ > https://www.youtube.com/watch?v=-5q5mZbe3V8

ถ้าหากตอนนี้เรารู้สึกเหมือนเพลงนี้อยู่ ลองเปิดโอกาสให้อูก้าได้ดูแลใจและเป็นเพื่อนที่รับฟังความรู้สึกของคุณเสมอ เราอยากช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพใจที่แข็งแรงและพร้อมใช้ชีวิตต่อไป แบบที่บทเพลงนี้กำลังเยียวยาเราอยู่ มาพยายามไปด้วยกันนะ

#OOCAinsight


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/lgoblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์

6 วิธี reset ใจเพื่อไปต่อ READY GO !

ใครรู้สึกบ้างว่าการเดินทางในปีนี้มันเหนื่อยเหลือเกิน แบกภาระ แบกปัญหา จนอ่อนล้าไปทั้งใจ ไหน ๆ ก็เริ่มเดือนใหม่แล้ว
อูก้าอยากชวนคุณมา reset ตัวเองใหม่แล้วขจัดขยะในใจออก อาจารย์รุจิรา จาริยะ นักจิตวิทยาลินิกจากแอปพลิเคชันอูก้าเคยบอกกับเราว่า “ใจเราก็เหมือนถังใบหนึ่งที่ใส่ขยะลงไปทุกวัน หากไม่ได้ระบายออก วันหนึ่งก็ขยะต้องล้นออกมา”

ดังนั้นเราต้องจัดการมันตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกรับอะไรที่มากเกินไป
ระหว่างทางลองพักจัดการพลังลบ ๆ ในใจดูนะ เรามีวิธีง่าย ๆ มาให้เพื่อน ๆ ได้ทำตามกัน เพราะนี่คือ Time to reset

1. สำรวจความรู้สึก
เพราะอารมณ์เป็นเรื่องซับซ้อนและเราไม่เคยถูกสอนให้ระบุชื่อเรียกอารมณ์ต่าง ๆ หลายคนเวลาเกิดความรู้สึกทางลบก็มักจะใช้คำอธิบายไม่ถูก เช่น รู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี อยากร้องไห้ แต่ไม่รู้ว่าจะลงรายละเอียดของคำว่า “แย่/ไม่ดี” นั้นได้อย่างไร แต่ไม่เป็นไรขอแค่เมื่อไหร่ที่เราตระหนักว่าตัวเองกำลังมีพลังลบในตัวเยอะ ไม่ต้องพยายามซ่อนความรู้สึกนั้นหรือเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่น แม้จะเจ็บปวดหรือรู้สึกดิ่งในชั่วขณะหนึ่ง แต่ขอให้สำรวจว่าสาเหตุของความรู้สึกลบคืออะไร ก่อนที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าเราต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุดเสียก่อน

2.หายใจลึก ๆ แล้วพักใจพักสมอง
หากรู้สึกว่าตัวเองโกรธ หงุดหงิด หรือนอนไม่หลับเพราะความคิดวิ่งวนอยู่ในใจให้ลองหายใจเข้าออกอย่างมีจังหวะ ใช่ สิ่งง่าย ๆ อย่างการหายใจเข้าออกลึก ๆ 3-5 ครั้งนี่แหละ สามารถช่วยให้จิตใจสงบและลดความดันโลหิตได้ ต่อมาก็หาทางพักใจ พักสมอง รู้สึกหนักใจกับงานในมือหรือเปล่า ? ใช้เวลาว่างอยู่กับตัวเองบ้างไหม ? แม้ว่าเราจะมีภาระมากมายที่ต้องแบกรับเอาไว้ แต่การออกไปเดินเล่นข้างนอก รับอากาศบริสุทธิ์และรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายก็สามารถช่วยให้เรากลับมามีพลังใหม่เหมือนกันนะ

3. ปล่อยออกมาให้หมด
วิธีที่ดีในการปลดปล่อยความรู้สึกเชิงลบคือปล่อยให้อารมณ์ได้ทำงาน ได้ออกมาเคลื่อนไหว ปลดปล่อยพลังด้านลบไปกับการออกกำลัง ระบายกับเพื่อน หรือแม้แต่การร้องไห้ ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง inside out คงจำ sadness ได้ เจ้าตัวสีฟ้าตัวแทนอารมณ์เศร้าหมองที่มนุษย์ชอบพยายามเก็บกดไว้แล้วบอกว่าไม่ต้องการในชีวิต จริง ๆ แล้วการรู้จักระบุอารมณ์ตัวเองแล้วหาทางอยู่ร่วมกับมันต่างหากที่สำคัญกว่า

4. ต้อนรับพลังบวก
ทำในสิ่งที่ดึงดูดพลังงานดี ๆ เข้ามาในชีวิต เช่น การดูหนัง ฟังเพลงโปรด แม้แต่การเดินเล่นสบาย ๆ ก็ช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งได้ ไม่ว่าเราจะชอบที่จะวาดรูป ร้องเพลง อ่านหนังสือ ไปคาเฟ่ ใช้เวลากับเพื่อน หากพบว่าอารมณ์ทางลบกำลังคืบคลานเข้ามาในชีวิตและรบกวนใจ ให้ลองทำบางสิ่งบางอย่างที่พาพลังบวกเข้ามา อาจจะทดแทนกันไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็มีแหล่งสนับสนุนทางใจให้ตัวเองได้มีความสุขสดชื่นบ้าง

5. บันทึกความรู้สึก
การจดบันทึกเป็นอีกวิธีที่ช่วยในการประมวลผลความคิดเชิงลบ ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตกันเร็วมากจนไม่มีเวลาทบทวนเลยว่าแต่ละวันเกิดอะไรขึ้นบ้าง การจดบันทึกความคิดอาจใช้เวลา 2-3 นาที แต่เราสามารถมองกลับไปเห็นสิ่งดี ๆ ในเรื่องราวที่เกิดขึ้นและมองเห็นความรู้สึกที่มันติดขัดอยู่ในใจได้ หากคิดอยู่ในหัว ทบทวนอยู่ในใจแล้วมันยุ่งยากเกินไปในการเริ่มต้นระบุอารมณ์ทางลบ ให้ลองจดจ่อกับบางสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณแทนที่จะครุ่นคิดถึงแต่สิ่งที่ไม่ดี อีกอย่างเราอาจจะลองเขียน “5 things you are grateful for” ทุกวัน เมื่อทำอย่างต่อเนื่องเราจะเสริมสร้างนิสัยคิดบวกไปโดยปริยาย

6. มี self-compassion กับตัวเอง
สุดท้ายนี้หากชีวิตต้องรับมือสิ่งที่ยากลำบากอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ว่าทำไมฉันทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลแบบนี้ บางเวลาก็ปล่อยให้ตัวเองได้สัมผัสกับอารมณ์ความรู้สึกอย่างเต็มที่ก่อน แล้วค่อยสังเกตว่าอะไรทำให้เกิดความรู้สึกเชิงลบ แต่อย่าตัดสินตัวเองว่าสิ่งไม่ดีเป็นเพราะตัวเราเองที่ไม่ดีพอ ไม่มีค่าหรือว่าโชคร้าย ลองนึกดูว่าถ้าสิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับคนอื่น เราจะปลอบโยนหรือพูดอะไรกับคน ๆ นั้น ให้เราทำแบบนั้นกับตัวเองบ้าง เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจและปรับอารมณ์ของเราให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง

เมื่อเราได้ reset และ รู้สึก refresh แล้ว ใจเราก็จะ get ready พร้อมรับมือกับเรื่องตื่นเต้นที่จะเข้ามาท้าทายชีวิตเราอีกครั้ง
อูก้าขอส่งพลังไปให้ทุก ๆ คนที่กำลังต่อสู้กับเส้นทางของตัวเองอยู่ แล้วอย่าปล่อยให้อารมณ์ลบ ๆ อยู่กับใจเรานานเกินไป
แต่ก็ใช่ว่าจะต้องหลบหลีกมันตลอด ขอแค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับด้านที่ดีและไม่ดีโดยไม่ทำร้ายใจตัวเองก็เพียงพอแล้ว
ให้อูก้าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สบายใจของคุณ ด้วยการพูดคุยและปล่อยพลังลบ ๆ ทิ้งไป จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรา
ยินดีรับฟังทุกเรื่องราวของคุณเลย เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม เรื่องของใจให้อูก้าดูแลนะ


#OOCAknowledge


————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rsagrdblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา


อ้างอิงจาก
Bach : https://bit.ly/2RkPkjS
Better health : https://bit.ly/3edjpuK

Read More
extrovert ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

Extrovert ขอพักใจ “ฉันเองก็เหนื่อยได้ ร้องไห้เป็น”

หลังจากพูดในมุมของ Introvert กันไปแล้ว วันนี้อูก้าขอส่งเสียงแทนใจชาว Extrovert ท่ีดูจะแฮปปี้กับการมี activity รอบตัว แต่ใครเลยจะรู้ว่า Extrovert ก็มีมุมส่วนตัวไว้พักใจในวันที่เหนื่อยล้าเหมือนกัน อาจเพราะความร่าเริงและเข้ากับคนอื่นได้ดี ปรับตัวเก่ง ทำให้ภาพจำของเหล่า Extrovert คือคนที่เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ด้วยสีหน้าร่าเริง

ลึก ๆ แล้วเราเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่เคยเป็นทุกข์หรือเสียน้ำตาเลย เพียงแต่ความคิดของ Extrovert ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก มักจะแสดงออกตรง ๆ (เป็นส่วนใหญ่) จึงทำให้มีทักษะในการเข้าสังคมสูง เหมาะจะเป็นผู้นำและจุดรวมความสนใจ ลักษณะเด่น ๆ ที่กล่าวมา อาจจะไม่ได้มีใน Extrovert ทุกคน แต่ก็เป็นสิ่งที่คนภายนอกคาดหวังเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ จนคิดว่าพวกเขาต้องทำทุกอย่างได้ดีและกระตือรือร้นอยู่เสมอ

หรือมนุษย์ยึดติดกับการจัดกลุ่มคนเป็นประเภทต่าง ๆ มากเกินไป ทั้งที่เราอาจไม่จำเป็นต้องนิยาม

เพราะสุดท้ายแล้วคนเราก็คือเหรียญสองด้าน มีทั้งความ Introvert และ Extrovert อยู่ในตัว ถ้าเราติดภาพว่าคน Extrovert มีอะไรจะต้องแสดงออก เป็นคนเปิดเผย แก้ปัญหาเก่ง แล้ววันหนึ่งหากเขาไม่เป็นแบบนั้น ความเข้าใจของเราอาจถูกบิดเบือนจากอคติก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นเราเคยเห็นเพื่อนที่จับไมค์ร้องเพลง ทำให้เวลาปาร์ตี้ทุกคนจะร้องเรียกให้คน ๆ นี้ขึ้นเวทีตลอด แต่วันหนึ่งเขาอาจจะไม่พร้อมหรือไม่สบายใจที่จะร้องเพลง หลายคนกลับแปลกใจ สับสนที่เพื่อนปฏิเสธและอยากจะนั่งอยู่เฉย ๆ

หากทบทวนดูแล้ว ทำไมทุกคนต้องมองว่าสิ่งที่เกิดเป็นเรื่อง “แปลก” ทั้งที่อาจจะเป็นคนรอบข้างเองก็ได้ที่ไปยึดติดว่าทุกงานรื่นเริงคน ๆ นี้จะต้องขึ้นมาแสดงอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่ใช่เขาที่เปลี่ยนไปหรือไม่เป็นตัวเอง เพียงแต่นั่นคืออีกด้านหนึ่งของเขาหรือเป็นวิธีที่เขาเลือกรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ต่างหาก ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบปักธงว่า Extrovert ต้องเฮฮา อยู่ในงานสังคมตลอดเวลา Extrovert บางคนก็ชอบเป็นผู้ตามและรับฟังได้ดี พวกเขาสามารถใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้เหมือนกัน

แล้วในวันที่เสียใจ เหนื่อยล้า พวกเขาเป็นอย่างไร ?

ต้องบอกว่าเหมือนคนทั่วไปที่ต้องใช้เวลา ไม่มีวิธีตายตัวว่า Introvert ทุกข์ใจแล้วจะเก็บตัว ส่วน Extrovert ต้องอยากออกไปเจอผู้คน มีคนอยู่ด้วยเวลาเสียใจ ทุกคนคือมนุษย์ธรรมดาที่เสียใจได้ ร้องไห้เป็น แล้วทำไมเราถึงมองว่าถ้า Extrovert ร้องไห้มันดูเป็นเรื่องใหญ่และหนักหนากว่า ทั้งที่เราต่างมีมุมอ่อนแอกันทั้งนั้น ไม่ผิดเลยถ้าเราอยากรับมือกับความเสียใจด้วยการอยู่คนเดียว ปลดปล่อยอารมณ์หรือร้องไห้ดัง ๆในวันที่เหนื่อยล้าเราก็แค่เลือกสิ่งที่เราทำแล้วสบายใจ หรือหาทางออกให้ตัวเองในแบบที่เราโอเคที่สุด ซึ่งการอยู่กับตัวเองอาจจะดูเหมือนทำได้ง่าย แต่จริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่หลายคนต้องเรียนรู้ วันนี้เราจึงมีเทคนิคเล็กน้อยมาฝากกัน เพื่อช่วยในการปรับตัวและหาจุดสมดุลของใจให้ตัวเอง ได้แก่

🧐 ตั้งเป้าหมายที่อยู่บนความเป็นจริง

✍🏻 จัดลำดับของชีวิต มีเวลาให้สิ่งที่ชอบ

🤔 หมั่นสำรวจอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง

🤗 ขจัดความคิดลบที่เข้ามา หลีกเลี่ยงความ ‘ไม่ดี’

💪🏻 พักผ่อน ออกกำลังกาย ห้ามลืมนะ !

🥰 ใช้เวลาเพื่อรู้จักตัวเองมากขึ้นและยอมรับในสิ่งที่เป็น

🎁 ให้รางวัลตัวเองบ้าง

💙 หาสมดุลให้ใจ ใช้ทั้งอารมณ์และเหตุผลไปด้วยกัน

ธรรมชาติของคนหนึ่งคน ประกอบขึ้นจากหลายสิ่งหลายอย่าง ประสบการณ์ ทัศนคติ วิธีการมองโลก ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุขและสบายใจ ลองฝึกให้ตัวเองสามารถหาจุดกึ่งกลางของชีวิต เพื่อให้สุขภาพใจเราแข็งแรงอยู่เสมอ

หากใครมีเรื่องรบกวนใจ อยากเทขยะในใจทิ้งไปบ้าง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ให้อูก้าเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการดูแลความรู้สึก สามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราได้ตลอดเวลา สะดวกทุกที่เพียงแค่มีอูก้าไว้เป็นเพื่อนคุย เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAstory

———————————————————–
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/etvblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

อ้างอิงจาก

https://faithandbacon.com/living-with-yourself/

Read More
introvert ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

แปลกตรงไหนที่ Introvert จะโหยหาคนอื่นบ้าง?

“เป็น introvert หรอ แบบนี้ก็ชอบอยู่คนเดียวหน่ะสิ”

มนุษย์เราชอบการแบ่งพรรคจัดกลุ่มมาแต่ไหนแต่ไร ใช้สารพัดวิธีในการรวมคนที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน ตามเชื้อชาติบ้าง ศาสนาบ้าง ความชอบบ้าง ปัจจุบันเราก็นิยมการทำแบบทดสอบ MBTI เพื่อบอกว่าคนนี้นิสัยพื้นฐานเป็นแบบนี้เหมาะกับอาชีพอะไร ใครเข้ากับใครได้บ้าง จนเกิดคำถามยอดฮิตว่า “คุณเป็น introvert หรือ extrovert ?”

.

อธิบายง่าย ๆ ลักษณะ introvert จะรักสันโดษ ชอบความสงบ แสดงออกในแบบพอดี มักจะคิดก่อนทำ ชาร์จพลังด้วยการอยู่คนเดียวหรือการทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้เกลียดการเข้าสังคมหรือขี้อาย เพียงแต่สบายใจกับการคิดและอยู่กับตัวเอง คน introvert นั้นใส่ใจคนรอบตัวและอ่อนไหวลึกซึ้ง ตรงกันข้ามคนที่เป็น extrovert นั้นกล้าแสดงออก เติมพลังด้วยการพบปะผู้คน ชอบเข้าสังคมและเป็นมิตร

.

ดูเผิน ๆ จึงคิดว่าการเป็นเพื่อนกับคน introvert น่าจะยากกว่าเพราะนิยามของคนทั้งสองประเภทดูเหมือนจะเป็นขั้วตรงข้าม หลายคนเลยปักใจเชื่อแบบสุดโต่งกว่า introvert เป็นคนเก็บตัว เย็นชา ไม่สนใจใคร ส่วน extrovert เป็นสายปาร์ตี้ เพื่อนเยอะ ต่อมาก็มีการพูดถึง ambivert ที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนสองประเภทอีก ก่อนอื่นเราอยากให้คุณทำลายอคติและความเชื่อเกี่ยวกับนิยามของ introvert และ extrovert ไปก่อน

.

เพราะเราสามารถเป็นแบบไหนก็ได้และบุคลิกภาพของเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

.

“ฉันเป็น introvert แต่ทำไม work from home นาน ๆ แล้วอยากออกไปเจอเพื่อนจัง” รู้ตัวอีกที เราก็เป็นฝ่ายโทรชวนเพื่อนออกไปกินข้าวก่อน หาเรื่องออกนอกบ้าน ไปเดินห้างฯ หรือทำอะไรก็ได้ที่ได้เจอผู้คน ถ้าเราคิดแบบนี้หรือเราจะเปลี่ยนไปเป็น extrovert หรอ ?

จะบอกว่าไม่ใช่…ลองนึกภาพมือถือที่ชาร์จแบตทิ้งไว้นาน ๆ เต็มแล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้นไม่ถอดปลั๊ก สุดท้ายกลายเป็นเครื่องร้อน ส่งผลเสียมากกว่าดี คนอยู่บ้านนาน ๆ ก็แบบนั้นแหละ สุดท้ายก็ต้องออกไปเจอ พูดคุยกับผู้คนบ้างนาน ๆ ครั้ง แต่หากถามว่าจะกลายเป็น extrovert เลยไหม ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น

.

จากที่เคยคิดว่า introvert ต้องชอบอยู่คนเดียวตลอดเวลา ปลีกวิเวก โลกส่วนตัวสูงเท่ากำแพงเมืองจีนก็ไม่เสมอไป ต่อให้เราจะหวงพื้นที่ส่วนตัวแค่ไหน แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวนานไปก็ไม่แปลกเลยที่เราจะโหยหาผู้คนเหมือนกัน เพียงแต่วิธีปฏิสัมพันธ์หรือรูปแบบการเข้าสังคมอาจไม่เหมือนกับ extrovert รวมถึงระดับความ introvert อาจทำให้บางคนเคยชินกับการอยู่คนเดียวนาน ๆ ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แต่พวกเขาไม่ได้เกลียดผู้คน กลับกัน extrovert ก็ใช่ว่าจะชอบเรียกร้องความสนใจหรืออยู่ท่ามกลางผู้คนได้ตลอดเวลา ด้วยไลฟ์สไตล์ ช่วงวัย และปัจจัยอื่น ๆ ก็มีส่งผลต่อบุคลิกภาพเช่นกัน สุดท้ายเราก็ต้องหาสมดุลชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง

.

เพราะมนุษย์นั้นมีหลากหลายแง่มุมในตัวเอง บุคลิกภาพก็แตกต่างกัน นิสัยแบบนี้นิด อารมณ์แบบนั้นหน่อยฉะนั้นเราไม่ควรตีกรอบว่างานสังสรรค์จะชวนแต่เพื่อนที่เป็น extrovert เพราะพวก introvert ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว หรือถ้ามีปัญหาอยากปรึกษาเพื่อน ควรเลือกคนที่เป็น introvert มากกว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ introvert คือหลายคนเชื่อว่า introvert มักวิตกกังวล แปลกแยกเวลาเข้าสังคม ไปจนถึงมีปัญหาในเชิงบุคลิกภาพ แต่ที่จริง introvert ก็คือคนทั่วไปที่เดินสวนกับเรานี่แหละ บางคนอาจเป็นคนพูดเก่ง เป็นมิตรด้วยซ้ำ

.

ไม่ว่าจะ introvert หรือ extrovert เราต่างต้องการที่พึ่งทางใจ (emotional support) และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ทุกคนมีความรู้สึกเหงา แม้แต่คนที่อยู่ท่ามกลางสปอร์ตไลท์ มีเพื่อนมากมายก็ยังเหงาได้ introvert อาจจะมีส่วนร่วมโดยการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมแต่ไม่ได้ต้องการทำอะไรมาก พวกเขาก็รู้สึกเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ และมีความสุขแล้ว สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ระดับลึกมากกว่า การพบปะเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ และมีบทสนทนาที่ลึกซึ้งก็เพียงพอที่จะช่วยให้หายเหงาได้แล้ว

.

การโหยหาผู้คนไม่ได้มีข้อจำกัด ไม่มีใครถูกหรือผิด ทุกคนต่างมีอารมณ์ความรู้สึก ถ้าหากสบายใจที่จะอยู่คนเดียวเราก็แค่ใช้เวลาเพียงลำพัง แต่ถ้าเมื่อไหร่อยากออกไปเจอผู้คนก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ไม่ต้องรู้สึกหนักใจหรือไปยึดติดกับคำพูดคนอื่นให้มากมาย “ความสุข” ควรมาจากตัวเราที่เลือกให้ตัวเอง

จะบุคลิกแบบไหน เราก็มีความเหงา ความเครียดด้วยกันทั้งนั้น หากคุณต้องการใครสักคนคอยรับฟังและเป็นที่พึ่งพิงทางใจ ให้อูก้าช่วยคุณได้ เราพร้อมบริการทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอูก้าหรือเข้าเว็บไซต์ของเรา ก็พบจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เลย

#OOCAstory

————————————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/itvblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More
เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

ภาระทางใจของความเป็นผู้ใหญ่ “เรื่องแบบฉันนี้บอกใครไม่ได้”

“เราเหนื่อยไม่เป็นไร แต่ครอบครัวห้ามลำบาก” นี่เป็นสิ่งที่ผู้เป็น “หัวหน้าครอบครัว” คิดไว้เสมอ โดยเฉพาะเวลาแบบนี้มากกว่าครั้งไหน ๆ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เหลือแค่เราที่ต้องปรับตัวตามมันให้ทัน

.

แม่เราเป็นผู้จัดการธุรกิจที่บ้านทั้งหมด 2 ธุรกิจ ซึ่งกำลังค่อย ๆ กลายเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนยุคนี้อีกแล้ว ยิ่งเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ในสภาพที่มันเป็นอยู่ ทุกสัปดาห์เป็นการต่อสู้ที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ไม่ว่าจะจากยอดขาย ทั้งจากลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยที่ลดลงเรื่อย ๆ และการต้องคิดหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อการปรับตัวระยะยาว ซึ่งยังไม่รวมกับการต้องดูแลคนงานอีกหลายชีวิตในโรงงานอีกด้วย ไหนจะต้องดูแลลูก ๆ ที่ยังเพิ่งเป็นเด็กจบใหม่ ยังหางานทำไม่ได้ และแมวอีกสามตัว

.

ถ้าเราอยู่ในจุดเดียวกันกับเขา เราคิดว่าคงไม่มีทางแบกความรับผิดชอบแบบนี้ไหวแน่นอน แค่การเรียน การทำงาน การดูแลสุขภาพกายและใจไปพร้อม ๆ กันก็เป็นเรื่องยากแล้ว หัวหน้าครอบครัวเขาทำได้ยังไง โดยแทบจะไม่เอ่ยปากบ่นเลย ?

.

จริง ๆ แล้วบ่อยครั้งการเป็นหัวหน้าครอบครัวนี่แหละคือคำตอบ ว่าทำให้คนรุ่นพ่อแม่เราหลาย ๆ คนไม่ค่อยพูดเรื่องภายในใจเลย หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทำให้เขาเลือกที่จะก้มหน้าทำงานหนักต่อไป “ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้สึกถึงความหนักหน่วง เหมือนอย่างที่เรารู้สึก”

.

Tracy Ross นักสังคมสงเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบำบัดคู่รักและครอบครัวกล่าวว่า สำหรับคนรุ่น Baby Boomer มองเรื่องการไปหาจิตแพทย์ว่าเป็นเรื่องที่ควรเก็บไว้เป็นความลับและเป็นเรื่องน่าละอาย “พวกเขาเชื่อมโยงปัญหาทางใจกับการเป็นคนอ่อนแอและความล้มเหลว รวมไปถึงการเป็นจุดด่างพร้อยของครอบครัว เรียกว่าเฟลทั้งชีวิตส่วนตัวไปจนถึงระดับสังคม และจะไม่ไปปรึกษาแพทย์จนกว่าจะไม่มีทางเลือกอื่น”

.

โดยเธอกล่าวอีกว่าคนรุ่นพ่อแม่มักใช้การเข้าสังคมเพื่อกดทับความคิดแง่ลบภายในเอาไว้แทน ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าตั้งแต่มี Covid-19 เข้ามาและเจอกับการกักตัวเป็นระยะๆ วิธีนี้จึงไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป นอกจากนั้นหลาย ๆ คนยังเชื่อว่าการออกไปพบจิตแพทย์เป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง กับการเสียเงินเพื่อไปนั่งคุยกับหมอ ทั้งที่ปัญหาเกิดขึ้นที่เราก็ควรจะจบที่เรา

.

แต่ไม่ได้แปลว่าการคุยเรื่องปัญหาชีวิตของพ่อแม่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงการคุยเพื่อทำลายกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นหลายสิบปีนั้นต้องเริ่มจากคนใกล้ตัวและใช้เวลาในการทำความเข้าใจ เราอาจยกตัวอย่างเคสผู้ใหญ่ที่ไปได้รับคำปรึกษาแล้วดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เข้าหาเขาด้วยความรักความเข้าใจ ให้เขาได้รู้ว่าเรื่องของการดูแลตนเองเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการใส่ใจสุขภาพจิตที่ดีไม่ถือว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเวลา รวมถึงเปิดใจเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้เขาฟัง

.

เพราะคนแต่ละวัยมีความเชื่อและค่านิยมที่แตกต่างกันไป อยากให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่สามารถยอมรับได้หากเข้าใจว่าประสบการณ์และวิธีการมองชีวิตของคนเรานั้นไม่เหมือนกันเลย มันมาจากความเชื่อที่ถูกปลูกฝังโดยไม่รู้ตัว จากรุ่นสู่รุ่น วิวัฒนาการ การเติบโตขึ้น การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ทุกวันนี้ก็ทั่วถึงและครอบคลุมกว่าเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เหลือแค่เราที่ต้องปรับตัวตามมันให้ทัน เช่นเดียวกันกับการดูแลจิตใจของตัวเอง

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนมีความเครียด อยากพูดคุยกับใครสักคน สามารถนัดกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าได้เลย ไม่ว่าจะปัญหาอะไรเราก็พร้อมดูแลใจทุกคนเสมอ ให้อูก้าได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับทุกคนนะ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/adstrblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More
นักจิตวิทยา จิตแพทย์ เครียด ซึมเศร้า

กว่าจะเป็น Providers ของอูก้า เราคัดสรรมาเพื่อคุณ

“ทำไมต้องปรึกษากับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญของอูก้าในเมื่อใคร ๆ ก็ให้คำปรึกษาได้?”

คำตอบก็คือ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องจิตวิทยามาโดยเฉพาะ นอกจากความรู้จะแน่น ทฤษฎีซัพพอร์ตจะเยี่ยม พวกเขายังมีประสบการณ์รับฟังและให้คำปรึกษามาแล้วหลายร้อยเรื่องราว จึงรู้ดีว่าจะต้องทำอย่างไรให้เรามองเห็นทางออกของปัญหา ที่ไม่ใช่แค่การให้ “คำปลอบใจ” หรือ “ชี้ให้ทำ” เหมือนกับที่คนใกล้ตัวเราอาจจะให้มา พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนกับเวลาที่เราป่วยกายยังต้องไปหาหมอ ดังนั้นป่วยใจก็ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ใจได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีไงล่ะ !

#ทีมอูก้าไม่ได้มาเล่นๆ

#อูก้ามีทางออก

รู้ไหมว่านักจิตวิทยาและจิตแพทย์ หรือทีม “Provider” ของเราไม่ได้มาเล่น ๆ แต่เราขอบอกเลยว่ากว่าจะผ่านมาเป็น #ทีมอูก้า ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาอย่างเข้มข้น ว่าคุณคือ “คนที่ใช่” ที่จะมาช่วยรับฟังปัญหาและให้คำปรึกษาได้อย่างดีที่สุด

คนที่ใช่สำหรับทีมอูก้า ก็จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

  • เป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่มีใบอนุญาตหรือได้รับการรับรองในไทยหรือจากต่างประเทศ
  • มีประสบการณ์ให้คำปรึกษามาแล้วอย่างน้อย 600 ชั่วโมงขึ้นไป
  • ผ่านการตรวจสอบบุคคลอ้างอิงก่อนที่จะร่วมงานกับอูก้า
  • ผ่านการสัมภาษณ์โดยตรงกับอูก้า เพื่อให้มั่นใจว่าคือคนที่ “ใช่”

นอกจากนี้อูก้ายังเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่มาพร้อมบริการแบบจัดหนัก จัดเต็ม อำนวยความสะดวกให้กับคุณอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น

  • บริการแบบทดสอบความเครียดที่เชื่อถือได้
  • บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตโดยนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • สะดวกเมื่อไหร่ ตอนไหนก็นัดมา คุยได้ทุกเวลาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
  • รักษาความลับเพื่อความสบายใจสูงสุดของผู้ใช้บริการ

ดังนั้นจึงมั่นใจได้เลยว่าบริการของอูก้า นอกจากจะอำนวยความสะดวกให้คุณได้ปรึกษาปัญหาคาใจกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ง่าย ๆ ยังมั่นใจได้ว่าผู้ที่จะมารับฟังปัญหาของคุณยังไม่ใช่แค่ใครก็ได้ แต่เป็นคนที่อูก้าคัดสรรมาอย่างเข้มข้น เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์การใช้บริการที่ดีที่สุดจากเรา

#มากกว่าคำปลอบใจ

เพราะแม้ว่าจะเป็นเรื่องดีที่มีคน “ปลอบใจ” แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราได้คนรับฟังที่มีประสบการณ์รับฟังเรื่องราวมาแล้วนับร้อยพัน และให้คำปรึกษากับผู้คนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญยังเป็นมากกว่าแค่การฟังคำปลอบใจ แต่เป็นเหมือนคนที่จะช่วยจับมือคุณก้าวผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกันอย่างเต็มใจ และที่สำคัญ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กจะใหญ่ จะเป็นเรื่องที่หนักใจมากขนาดไหน แต่ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของอูก้าพร้อมที่จะรับฟังคุณเสมอโดยไม่ตัดสินและพร้อมหาทางออกร่วมกัน

อูก้าให้ความสำคัญกับทุกปัญหาของใจเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน การงาน ชีวิตส่วนตัว จะปรึกษาแบบเดี่ยว ๆ หรืออยากจะสมัครให้พนักงานในองค์กรได้ใช้ อูก้าและทีมนักจิตวิทยา พร้อมทั้งจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยินดีรับฟังทุกเรื่องราวเสมอ ไม่ว่าจะเรื่องไหน ให้โอกาสเราได้ดูแลหัวใจของคุณ 🙂


————————————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/oocapvdblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca


#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

Read More
กักตัว โควิด10 ซึมเศร้า

“กักตัว” แต่ “ป่วยใจ” ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์

ต้องกักตัวอยู่บ้านเพราะโควิดใช่ว่าจะสบาย บางคนมองว่าอยู่บ้านก็ดีไม่ติดอะไร แรก ๆ ก็สนุกดีมีหลายอย่างให้ได้ลอง ไม่ว่าจะทำขนม ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ แต่งบ้าน ฯลฯ แต่รู้ไหมว่าการเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเราแบบฉับพลันในหลาย ๆ ด้าน อาจทำให้เรารู้สึกหดหู่ กังวล และซึมเศร้าอยู่ลึก ๆ ก็เป็นได้ ไม่ว่าจะการเรียน การทำงาน ไปจนถึงรูปแบบการใช้ชีวิต กิน เที่ยว นอน ที่ต้องปรับตาม บวกกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในอนาคต อาจกระทบความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ นำไปสู่ความคิดที่ว่า ‘อะไรจะเกิดก็เกิด ฉันเหนื่อยแล้ว’

การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ซึ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2019 ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเราไปอย่างสิ้นเชิงนับเป็นเวลาปีกว่าแล้วที่เราต่อสู้กับสถานการณ์โควิด เนื่องจากเป็นวิกฤติที่สังคมไม่เคยมีมาก่อน จึงมีมาตรการต่าง ๆ มากมาย แต่ละประเทศก็มีข้อกำหนดในการปฏิบัติตัวและเว้นระยะห่างทางสังคมที่ไม่เหมือนกัน สร้างความห่างเหินของผู้คน กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงและการดำรงชีวิตก็ได้รับผลกระทบในทางลบ

ปรับตัวใหม่ แต่ใจเป็นทุกข์

วิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ถูกนำมาปรับใช้ในช่วงโควิด ทั้งการทำงานที่บ้าน (work from home) การใช้เทคโนโลยีการสังสรรค์ ล้วนเปลี่ยนรูปแบบแทบทั้งหมด แรกเริ่มเราต่างพยายามปรับตัวตามสถานการณ์เพราะความตระหนักถึงวิกฤติร่วมกัน แม้จะขัดแย้งในใจบ้าง แต่เราก็ได้แต่บอกตัวเองว่าต้องเอาชนะโควิดได้ แต่เมื่อการแพร่ระบาดของโควิดกินเวลานานเกือบสองปีและยังคงดำเนินต่อไป หลายคนก็อดไม่ได้ที่จะท้อแท้ใจกับแผนการในชีวิต กิจกรรมสำคัญที่ถูกยกเลิกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะที่ทั้งโลกกำลังเผชิญกับความเครียด ซึมเศร้าร่วมกันในการกักตัวเป็นระยะเวลานาน บางคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทุกข์ใจจากสถานการณ์โควิด เผลอคิดไปว่าคุ้นชินกับมันแล้ว แต่กลับรู้สึกปวดเมื่อยเนื้อตัวตามร่างกาย ปวดหัว ปวดท้อง นอนไม่หลับ ไปจนถึงต่อสู้กับสุขภาพใจที่ไม่คงที่ เมื่อปี 2020 สำนักงานบริการสุขภาพ (NHS) ในประเทศอังกฤษได้ทำรายงานด้านสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นอายุระหว่าง 5-16 ปีกว่า 3,000 คน โดยเปรียบเทียบในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา พบว่าปีที่ผ่านมาเด็กมีปัญหาสุขภาพจิตคิดเป็นอัตราส่วน 1 : 6  คน จากเมื่อสามปีก่อนที่เป็น 1 : 9 พวกเขาบอกว่ารู้สึกเครียดจากบรรยากาศในครอบครัว เรื่องรายได้ ที่สำคัญคือรู้สึกเหงา โดดเดี่ยว และกังวลเพราะสถานการณ์โควิดด้วย

มีผลสำรวจพบว่าสถานการณ์โควิดส่งผลกระทบต่อประเทศยากจนมากที่สุด และยิ่งทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีมาอยู่ก่อนนั้นเลวร้ายลงไปอีก โดยเฉพาะกลุ่มที่รายได้ไม่มั่นคง กลุ่มบัณฑิตจบใหม่หรือวัยทำงานตอนต้น (Gen Z) นอกจากนี้เด็กเล็กไปจนถึงวัยมัธยมก็ได้รับความเครียดเช่นกัน เพราะการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนและการจำกัดพื้นที่ในการเล่น องค์กรการกุศลเพื่อเด็กในสหราชอาณาจักร (NSPCC) เปิดเผยข้อมูลว่าสายด่วนสำหรับเด็กที่ต้องการคำปรึกษามีความต้องการเพิ่มขึ้นเกิน 10% ตั้งแต่การกระบาดครั้งใหญ่ของโควิด เหตุผลหลักคือ เพราะรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้ที่พึ่งทางใจ มีการให้บริการเพิ่มมากขึ้น 10% ตั้งแต่การระบาดใหญ่เริ่มต้น อาสาสมัครให้คำปรึกษาได้นิยามว่า “โควิดส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง”

‘โคโรนา บลู’ เมื่อเราหดหู่ ซึมเศร้ากับชีวิตที่ไม่คุ้นเคย

เมื่อทุกคนในสังคมพร่ำบ่นเรื่องความเครียดที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด ความรู้สึกหดหู่ โกรธ เหนื่อยหลายได้กลายเป็นการแผ่ขยายของปัญหาสุขภาพจิต โรคความวิตกกังวลและซึมเศร้าที่เกิดจากความคับข้องใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกวัน ในเรื่องนี้ศาสตราจารย์ Jung Young-Chul จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ที่ Yonsei University ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ได้อธิบายถึงวิธีรับมือกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในยุคโควิดว่า “จากการระบาดของโควิด 19 ที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน มีคนบ่นว่าวิตกกังวล ซึมเศร้าและทำอะไรไม่ถูกเป็นจำนวนมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากความเครียด จนเกิดคำใหม่ที่เรียกว่า ‘โคโรนาบลู’ (Corona Blue) หรือ ภาวะซึมเศร้าและหดหู่เนื่องจากการแยกตัวและความห่างเหินทางสังคม แต่กลับกันมันอาจจะแปลกกว่านี้ ถ้าผู้คนไม่รู้สึกหดหู่ใจในช่วงสถานการณ์ผิดปกติที่ดำเนินต่อเนื่องมากหลายเดือน”

ศาสตราจารย์จุงอธิบายว่า Corona Blue เป็น “ปฏิกิริยาตอบสนองปกติต่อสถานการณ์ที่ผิดปกติ”

ถ้าอย่างนั้นเราจะเข้าใจปฏิกิริยาตอบสนองต่อโคโรนา บลูที่ผิดปกตินี้ได้อย่างไร?

เพราะมนุษย์มักประเมินสถานการณ์ด้วยสัญชาตญาณมากกว่าการคิดวิเคราะห์อารมณ์ของตนเองอย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งสัญชาตญาณนี่แหละที่มีผลต่อการตัดสินใจ จนบางครั้งเรามองข้ามความรู้สึกลึก ๆ ในใจเรา ดังนั้นเราควรเริ่มจากทำความเข้าใจกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า หากมีสาเหตุมาจากสถานการณ์โควิดที่ยืดเยื้อมานานจะแก้ไขอย่างไร

“ความวิตกกังวลเป็นอารมณ์ที่เราพบในสถานการณ์ที่เราไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ เป็นสัญญาณที่ทำให้เราตื่นตัวและจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในทางกลับกันเรารู้สึกหดหู่เมื่อถูกบังคับให้ยอมรับผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อยอมรับความเป็นจริงไม่ได้ เราอาจประสบกับภาวะซึมเศร้า” ศาสตราจารย์จุงอธิบายเพิ่มเติมว่าเป็นธรรมดาที่เราจะพยายามต่อสู้ในช่วงแรกของปัญหา แต่เมื่ออยากจะยอมแพ้หลังจากพยายามหลายครั้งเราอาจรู้สึกเศร้าซึม ซึ่งความรู้สึกหดหู่นี้เองกำลังบอกเราว่าอย่าใช้พลังงานไปเปล่า ๆ เพราะอยากเอาชนะสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น โควิด

ปากบอกไหว แต่กายใจไม่โอเค

สัญญาณของภาวะซึมเศร้าสามารถรับรู้ได้ว่าเป็นข้อความที่ส่งมาจากร่างกายของเราที่เตือนให้รออย่างอดทนและรักษาพลังงานของเราไว้ในขณะที่ก็ต้องทำใจยอมรับสถานการณ์โควิด ณ ปัจจุบันไปด้วย อาจเป็นเรื่องยากแต่การรับมือกับอารมณ์ซึมเศร้าและความเบื่อหน่ายช่วงกักตัวคือการทำให้ร่างกายแข็งแรง ปรับความคิด 4 ขั้นตอนง่าย ๆ ด้วยการ

🥰 มองโลกในแง่บวก
😡 ขจัดความโกรธ
🧐 วางแผนชีวิตใหม่
🤗 ยืดหยุ่นเข้าไว้

เรามักตั้งคำถามบ่อย ๆ ว่า “ฉันต้องอยู่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ?” แต่ใครเลยจะรู้คำตอบ ความรู้สึกสิ้นหวัง สูญเสียความมั่นใจนั้นบั่นทอนกำลังใจของเราอยู่ทุกวัน แต่หากเราไม่รับฟังสัญญาณความเครียดก็คงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหมดหนทาง นำไปสู่พฤติกรรมทางลบ เช่น หงุดหงิดง่าย ทะเลาะกัน ละเมิดข้อปฏิบัติ ไม่กักตัว หรือแสดงพฤติกรรมผิดปกติเพื่อระบายความเครียด ในบางกรณีอาจรุนแรงและเป็นอันตราย ควรได้รับการดูแลจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่คนอื่นอาจแสดงออกเป็นภาวะซึมเศร้าหดหู่มากกว่า ซึ่งตรงกันข้ามกับความฉุนเฉียว

ป้องกันภาวะซึมเศร้าจากโควิด

ตามที่ศาสตราจารย์จุงกล่าวว่ามีประมาณ 20% ของผู้ที่เป็นโรคโคโรนาบลูที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าในระดับที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาล โดยเริ่มจากอาการนอนไม่หลับติดต่อกันเป็นเดือน หรือน้ำหนักลดลงมากกะทันหัน ที่สำคัญผู้คนประเมิน ‘ความยากลำบาก’ จากสถานการณ์โควิดจากมุมมองส่วนตัวมากเกินไป หรือให้คุณค่ากับมันมากจนกระทบกับใจ กลายเป็นบิดเบือนความเป็นจริง การรับรู้ ความเข้าใจไปโดยปริยาย ทั้งเริ่มคิดแง่ลบเกี่ยวกับตัวเอง ตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถ มองตัวเองไร้ค่า เช่น ‘ฉันทำอะไรไม่ได้เลย ฉันไม่ดีพอ’ หรือ ‘ที่ธุรกิจไปไม่รอด เพราะฉันไม่มีความสามารถ ทำให้ลูกน้องเดือดร้อน’ ซึ่งอาจลุกลามไปถึงความรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่

จากการสำรวจในประเทศญี่ปุ่นช่วงปลายปี 2020 เทียบกับปีก่อนหน้าพบว่า อัตราการฆ่าตัวตายในหมู่ผู้หญิงญี่ปุ่นสูงถึง 897 ราย หรือเพิ่มขึ้นถึง 70% ศาสตราจารย์ มิชิโก อูเอดะ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิจัยชั้นนำกล่าวว่า ไม่เคยเห็นตัวเลขที่น่าตกใจขนาดนี้มาก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการแพร่ระบาดของโควิดที่กระทบอุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นงานที่ผู้หญิงทำ เช่น การท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอาหาร เป็นต้น ทำให้มั่นคงน้อยกว่า ประกอบกับผู้หญิงยุคใหม่เลือกที่จะเป็นโสดหรือแต่งงานช้าลง จึงรู้สึกกดดันสูงต่อความรับผิดชอบที่มีต่อตัวเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเราโทษตัวเองในสถานการณ์โควิด ทั้งที่จริง ๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครควบคุมได้และไม่ใช่ความผิดของเราเลยแม้แต่น้อย ความคิดนำไปสู่ความเครียดและวิตกกังวลซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อโควิดไม่หายไป ความทุกข์ใจก็ยังอยู่ ดังนั้นเราต้องเริ่มหา ‘มุมมองใหม่’ ดึงตัวเองออกจากการอะไรก็ตามที่ดึงเราเข้าสู่สิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพจิต ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น

✍🏻 ลองจดบันทึก เป็นการ ‘ทิ้ง’ สิ่งที่รบกวนสมองและระบายความเครียด
⛅ ตากแดดสักหน่อย แสงแดดทุกวันเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดช่วยจัดการกับภาวะซึมเศร้า
😎 ออกไปข้างนอกกันเถอะ เลือกสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่าน ในช่วงที่สถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ลองออกไปดื่มด่ำกับบรรยากาศผ่อนคลาย
🎁 ซื้อ ‘ความสุข’ ให้รางวัลตัวเองเล็กน้อยในการซื้อของที่อยากได้ในงบประมาณที่พอดี
💪🏻 ขยับร่างกายในบ้าน ออกกำลังเบา ๆ ที่ทำได้เอง หรือใช้อุปกรณ์ที่สะดวกสำหรับออกกำลังในบ้าน
🎮 เทคโนโลยีช่วยได้ แอปพลิเคชันหรือเกมในปัจจุบันช่วยให้เราผ่อนคลายได้หลายวิธีเลย
👭🏻 อย่าลืมโลกภายนอก ติดต่อกับเพื่อนและคนรอบตัวเป็นระยะ ช่วยให้ไม่ห่างเหิน
🛀🏻 อาบน้ำทุกวัน ไม่น่าเชื่อว่าการอาบน้ำเป็นประจำและกลิ่นหอม ๆ ของสบู่ ช่วยลดความเศร้าหมองในใจได้
💤 นอนหลับให้เพียงพอ นอนนานไม่สำคัญเท่าหลับได้ดี เพราะการหลับไม่สนิทกระทบสุขภาพกว่าที่คิด (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.ooca.co/2021/04/21/insomnia/)

#อูก้ามีทางออก #จิตแพทย์ออนไลน์ #ปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ช่วยได้อย่างไร ?

เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกมองข้าม ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง วิตกกังวล หรือซึมเศร้าที่รบกวนเราจำเป็นต้องได้รับการดูแล อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณ

จากช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่โควิดเริ่มแพร่ระบาด สถิติการเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพใจเพิ่มมากขึ้น อาจดูเหมือนน่ากังวล แต่แท้จริงแล้วถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นหมายถึงมีการตระหนักรู้ถึงความเครียดที่เกิดขึ้นและเรากำลังพยายามจะแก้ไขมัน เพราะอาการซึมเศร้าอาจนำไปสู่ความคิดแง่ร้าย แต่ถ้าเราตระหนักว่าโควิดเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับทุกคนและรับรู้ความซึมเศร้าที่เกิดขึ้น

แทนที่จะอารมณ์เสียหรือกล่าวโทษตัวเอง สุดท้ายแม้จะไม่พอใจแต่เราก็จะยอมรับความจริงได้ เมื่อรู้ตัวว่าความเครียดและอาการซึมเศร้าเกิดกับเราแล้ว การรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร หากแต่เป็นทางออกในการจัดการชุดความคิดแง่ลบให้เรา โดยการวางแผนและดำเนินกิจวัตรประจำวันที่เป็นวิถีใหม่ เน้นที่ความยืดหยุ่นเป็นหลักคือสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/quarantineblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

.#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth#สุขภาพจิต#เครียด#ซึมเศร้า#พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

Yonsei University : https://bit.ly/3dKlnm8

Healthline : https://bit.ly/3esAY8X

BBC Thai : https://bbc.in/3nnZjkn , https://bbc.in/3eu9gbU

Read More
  • 1
  • 2