ใจเจ็บเพราะออกไปไหนไม่ได้ อยากชวนเพื่อน ๆ มาฟื้นใจตัวเองด้วยการเขียน

“กักตัวอยู่บ้านยาว ๆ จนใจห่อเหี่ยว มาฮีลใจด้วยการเขียนกัน!” ❤

ตั้งแต่โควิด-19 ระลอกใหม่ระบาดจนยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนก็แทบจะไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก อยู่แต่บ้านโดยไม่รู้จุดหมายปลายทางว่าจะเป็นอย่างไร หลายคนขาดแพชชั่นในการใช้ชีวิตไปไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายลงสักที ด้วยเหตุนี้เอง อูก้าเลยอยากชวนทุกคนมาเล่าเรื่องราวของตัวเองเพื่อระบายความในใจผ่านการเขียนกัน

ทำไมต้องเป็นการเขียน ?

หลายคนคงยังไม่รู้ว่าการเขียนช่วยฮีลใจจากความเครียดหรือปัญหาที่รบกวนใจของเราได้ เพราะการเขียนสามารถนำเอาความคิดและความรู้สึกต่อปัญหาต่าง ๆ มาเรียบเรียงแล้วระบายความในใจออกมาเป็นรูปธรรมได้ เราจึงเห็นภาพของปัญหาที่รบกวนใจได้อย่างชัดเจน และเข้าใจถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองได้มากขึ้น ผ่านการเขียนนั่นเอง

💙 แค่เขียนก็ช่วยฮีลใจของเราได้

เวลาที่เรากำลังเจอกับปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตมากมาย ความคิดในหัวเรามักจะเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงเหมือนเชือกที่ไม่สามารถคลี่ปมออกมาได้โดยง่าย หากเราค่อย ๆ แก้ปมไปทีละจุดด้วยการเขียนเรื่องราวของตัวเองลงบนกระดาษเพื่อจัดระเบียบความคิดให้เป็นระบบ เราจะเห็นได้ทันทีเลยว่าตอนนี้เรากำลังคิดหรือรู้สึกอะไร?  และสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงคืออะไร? เพราะการเขียนช่วยให้เราได้เรียนรู้ในการเข้าใจตัวเองผ่านการสะท้อนเนื้อความและความรู้สึกลงบนกระดาษโดยไม่ถูกตัดสินใด ๆ

James Pennebaker นักจิตวิทยาสังคมแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสติน ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการเขียนแสดงออกทางอารมณ์เป็นจำนวนมากเพื่อพิสูจน์ว่าการเขียนสามารถบำบัดรักษาความเครียดและบาดแผลทางใจได้ และงานวิจัยของเขาก็แสดงให้เห็นว่า “การเขียนตามอารมณ์ของตัวเอง” สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของสุขภาพกายและอารมณ์ได้จริงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้

ในหลายทฤษฎีจิตบำบัดเองก็มักจะนำเทคนิคการเขียนไปใช้ในการบำบัดคนไข้ เพราะแค่การพูดคุยเพียงอย่างเดียวไม่พอให้พวกเขาเห็นถึงสาเหตุปัญหาของตัวเองได้อย่างชัดเจน นักจิตบำบัดจึงได้ใช้การเขียนเข้ามาช่วยในการบำบัดรักษาเพื่อให้พวกเขาหลุดพ้นจากวังวนแห่งความคิดที่ผุดขึ้นในใจ และสามารถจัดการกับเรื่องราวที่ซับซ้อนให้เป็นระเบียบมากขึ้นผ่านกระดาษหนึ่งแผ่นได้

บางเรื่องที่ยากจะพูดออกมาเราสามารถพูดได้โดยผ่านการเขียน

แม้ว่าเราจะมีเรื่องที่อยากระบายความในใจกับใครสักคนมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราอยากจะเล่าให้ใครฟังก็ได้ เพราะบางเรื่องเราเองก็อยากเลือกที่จะเก็บไว้คนเดียว เนื่องจากเรามักจะไม่ค่อยได้เรียนรู้ให้พูดในสิ่งที่กำลังคิดหรือรู้สึกอยู่ออกมาให้ผู้อื่นฟัง ทุกครั้งที่อยากระบายความในใจให้คนอื่นฟัง เราจะเกิดความรู้สึกไม่สบายใจและไม่ปลอดภัยทันที เพราะกลัวการถูกตัดสินว่าความคิดของเราเป็นเรื่องที่ไม่ปกติสำหรับคนอื่น หรือกลัวการโดนลดทอนคุณค่าว่าปัญหาของเราไม่ได้สำคัญอะไรเพราะใคร ๆ ก็เป็นกัน

จะดีกว่าไหมถ้าหากเราลองระบายความในใจด้วยการเขียนแทนการพูดในสิ่งที่กำลังคิดหรือรู้สึกอยู่โดยไม่ต้องกลัวการถูกตีตราตัดสินจากคนอื่น เพราะเราได้สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการระบายความในใจด้วยการเขียนลงบนกระดาษไว้แล้ว แน่นอนว่าไม่มีทางที่เรื่องราวของเราจะหลุดออกไปจากพื้นที่ตรงนี้ได้ เมื่อเราอยากปลดปล่อยอารมณ์และความรู้สึกไม่ว่าจะเป็นทั้งดีหรือไม่ดีก็ตาม เราก็สามารถเขียนระบายความในใจตามความต้องการได้อย่างเต็มที่และไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร

🤔 แล้วต้องเขียนอย่างไรถึงฮีลใจเราได้ ?

📝 เขียนเท่าที่ใจเราต้องการ

เราอาจจะเจอปัญหาตอนที่เริ่มเขียนระบายความในใจว่าต้องเขียนอย่างไรดี ซึ่งวิธีง่าย ๆ เลยคือคิดอะไรอยู่ก็เขียนลงไปเลย และให้ความรู้สึกนำพาความคิดของเราไป เมื่อความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวก็ให้จับความรู้สึกเอาไว้แล้วเขียนลงไปบนกระดาษทันที ต่อให้คิดอะไรไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ก็เขียนลงไปว่า ‘ไม่รู้จะเขียนอะไร’ ได้เหมือนกัน

📝 เขียนให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น

หากเรามีความคิดอะไรผุดขึ้นมาในหัวก็เขียนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และไม่จำเป็นต้องเขียนให้ภาษาสวยงาม ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ หรือสะกดคำถูกต้องทุกตัว ปล่อยให้ความคิดเหล่านั้นไหลเรื่อย ๆ และไม่ต้องกลัวว่าเราจะเขียนไม่สวยงามหรือไม่น่าอ่าน เพราะว่าจุดประสงค์ของการเขียนคือการระบายความในใจออกมา เพื่อเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของเราเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเขียนระบายความในใจลงบนกระดาษเปรียบเสมือนพื้นที่ปลอดภัยให้เราสามารถระบายความรู้สึกต่าง ๆ ได้ เพราะการเขียนเป็นเหมือนการเรียบเรียงความคิดและความรู้สึกที่ถูกสะท้อนออกมาให้เราได้เห็นผ่านตัวอักษร ถึงแม้ว่าการได้ระบายความรู้สึกต่าง ๆ ออกมาผ่านการเขียนไม่ได้ทำให้ปัญหาที่รบกวนใจหายไปในทันที แต่แน่นอนว่ามันก็ช่วยให้เรารู้ถึงการจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจที่ดีขึ้น

อูก้าขอเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณได้ระบายความในใจไม่ว่าจะเป็นปัญหาใด หากคุณต้องการเพื่อนที่พูดคุยระบายความในใจสามารถทักอูก้ามาได้เลย จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเราพร้อมรับฟังคุณเสมอ 😃💙

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/ztiK
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก:

HBR: https://bit.ly/3fTBoqx

Harvard Health: https://bit.ly/3yHlN4F

Read More

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่กับการดูแลสุขภาพจิตใจในยุคโควิด!

‘ลูกคนแรก’ มักเป็นข่าวดีที่ใครหลายคนอยากได้ยิน แต่สำหรับหลายคนอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่หลายคู่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตครั้งใหญ่ และยิ่งสุขภาพจิตเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยด้วยแล้ว คุณแม่มือใหม่และคุณพ่อป้ายแดงยิ่งต้องทำการบ้านและใส่ใจเรื่องสุขภาพจิตให้มาก เพื่อสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับลูกรัก

ปัญหาสุขภาพจิตใจที่คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญ

หนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่อาจจะรู้จักกันอยู่แล้วคือ “baby blues” หรือ “ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด” หารู้ไม่ว่าสุขภาพจิตใจอาจได้รับผลกระทบตั้งแต่ ‘เริ่มตั้งครรภ์’ จนเกิดเป็น “ภาวะซึมเศร้าขณะตั้งครรภ์” และในสังคมนี้มีคุณแม่มือใหม่จำนวนมากที่ต้องเผชิญหน้ากับภาวะซึมเศร้าทั้งระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตร จากสถิติของ The American Congress of Obstetricians and Gynecologists ( AGOG ) เผยให้เห็นว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จำนวน 1 ใน 4 มีโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพจิตดังกล่าว

แน่นอนว่าไม่ใช่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะต้องเผชิญหน้ากับภาวะดังกล่าวทุกคน แต่หากไม่รู้เท่าทันปัญหาสุขภาพจิตและปล่อยปละละเลยจนไม่ได้รับการรักษาเยียวยาหรือดูแลจากผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกวิธี อาจเกิดเป็นปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรังอย่าง โรควิตกกังวล (perinatal anxiety) โรคซึมเศร้า (perinatal depression) โรคย้ำคิดย้ำทำ (perinatal OCD) ไปจนถึงโรคจิต (postpartum psychosis) การดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรงเช่นเดียวกับสุขภาพกายอยู่เสมอจึงเป็นหนึ่งในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตนี้

สาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตในคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่

สาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน โดยเฉพาะกับคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน อิสระที่เคยมีกลับหายไป จะทำอะไรต้องระมัดระวังและคิดเยอะมากกว่าเดิม และสำหรับคุณแม่มือใหม่ที่ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอย่างฮอร์โมน ไปจนถึงรูปลักษณ์ภายนอก ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน

หากคุณแม่มีโรคประจำตัว ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เคยมีประวัติโรคซึมเศร้าก่อนตั้งครรภ์ มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับคนในครอบครัว ถูกทำร้ายหรือตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์ ก็เป็นอีกสาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพจิตในระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตรด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านสังคม เพราะความคาดหวังของสังคมที่ไม่อนุญาตให้คนเป็น ‘พ่อคนแม่คน’ ทำผิดพลาด และอุดมคติของสังคมที่มีต่อ “ความเป็นแม่” กดทับความดีใจของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่จนเกิดเป็นความกังวล ความไม่สบายใจ รู้สึกผิดและเกรงกลัวต่อความผิดพลาด อันเป็นบ่อเกิดของปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะปัจจุบันที่ทุกคนกำลังเผชิญกับวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การมีลูกท่ามกลางความไม่มั่นคงเช่นนี้ยิ่งทำให้คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่รู้สึกกังวลและเครียดมากกว่าเดิมหลายเท่า

ผลกระทบของสุขภาพจิตของพ่อและแม่ต่อลูกน้อย

สุขภาพจิตนอกจากจะกระทบถึงการดำเนินชีวิตของคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่แล้ว ยังสามารถกระทบต่อพัฒนาการของลูกน้อยด้วยเช่นกัน มีงานวิจัยเผยให้เห็นว่าภาวะซึมเศร้าในช่วงหลายเดือนหลังคลอดบุตรส่งผลต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกและพัฒนาการของเด็กทั้งด้านกายภาพ พัฒนาการด้านอารมณ์และสติปัญญาด้วยเช่นกัน

หนึ่งในอาการของปัญหาสุขภาพจิตที่กล่าวไปข้างต้นอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่เกิดพฤติกรรมกังวลจนตีตัวออกห่างจากคนรอบข้าง รวมถึงปล่อยปละละเลยลูกน้อย หรือบางกรณีอาจร้ายแรงกว่านั้นเมื่อสุขภาพจิตดำดิ่งจนก่อให้เกิดเป็นโรคจิต ทำให้เกิดอาการเห็นภาพหลอน หรือหูแว่ว ไปจนถึงความพยายามทำร้ายตนเองหรือลูกของตนด้วยเช่นกัน

วิธีการดูแลสุขภาพจิตใจด้วยตนเอง

สุขภาพจิตก็เหมือนสุขภาพกาย มีวิธีป้องกับ รับมือ และรักษาให้หายได้เช่นเดียวกัน คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมและความคิดของตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อเข้ารับการรักษาเยียวยาอย่างทันท่วงที

วิธีการรักษาสุขภาพจิตก็มีแตกต่างกันไป เริ่มจากกิจกรรมทั่วไปที่สามารถทำได้เองที่บ้างอย่างการออกกำลังกาย หรือดูแลสุขภาพภาพกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีการทำจิตบำบัด การพูดคุยปรึกษาปับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นระยะ ในกรณีที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วอาจจะมีการทานยาประกอบกับการทำจิตบำบัดควบคู่กันด้วยก็ได้

การให้กำเนิดอีกหนึ่งชีวิตเป็นเรื่องน่ายินดี ขณะเดียวกันก็เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ การดูแลสุขภาพจิตใจให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ หากกำลังมองหาที่ปรึกษาในการดูแลสุขภาพใจ มาหาอูก้าได้เสมอ เพราะเรามีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่พร้อมรับฟังทุกปัญหาใจ ไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ การจัดการความเครียดและอารมณ์ ไปจนถึงพัฒนาการเด็ก เพราะฉะนั้นไม่ว่าที่ไหนหรือเมื่อไร เรื่องของใจให้เรารับฟังนะ

________________________________⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/t2FB
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิง:

https://theconversation.com/mental-disorders-are-common-for-new-parents-you-dont-have-to-go-through-it-alone-153243

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29331695/

https://www.healthline.com/health/depression/perinatal-depression#prevention

https://www.mind.org.uk/information-support/types-of-mental-health-problems/postnatal-depression-and-perinatal-mental-health/postnatal-and-antenatal-depression/

Read More

“แน่ใจว่าไม่ได้จัดฉาก?” ปฏิเสธความจริงหรือต่อสู้กับ “ความเชื่อ” ในใจ

“เรื่องโกหกฉันไม่เสียเวลาอ่านหรอก”

“ฉันไม่เถียงกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

“ที่แชร์กันไม่จริงสักอย่าง แหล่งข่าวเชื่อถือไม่ได้”

ถ้าเราเคยมีความคิดทำนองนี้กับข่าวหรือโพสต์อะไรก็ตามที่คนแชร์ต่อหรือถกเถียงกันในสังคม ที่จริงมันอาจเป็นเรื่องดีที่เรารู้จักตั้งคำถามก่อนที่จะหาคำตอบ แต่ถ้าเราปฏิเสธบางสิ่งบางอย่างหรือผลัก ‘ความจริง’ ออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะการ ‘ยอมรับ’ จะทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกเหมือนถูกคุกคามทางใจ การเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราอาจทนไม่ได้นั้น อาจเป็นกลไกทางจิตที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง

เจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ซิกมุนด์ ฟรอยด์ได้เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า ‘กลไกการป้องกันทางจิต’ (Defense mechanism) แต่ไม่ใช่ทุกคนจะปฏิเสธด้วยวิธีแบบที่ฟรอยด์บอก เพราะเราทุกคนต่างมีรูปแบบในการปฏิเสธแตกต่างกันไป ตามความสบายใจหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ซึ่งการปฏิเสธในระยะสั้นมักถูกนำมาใช้บ่อย ๆ เพราะเป็นประโยชน์ในการทำลายความตึงเครียดหรือสถานการณ์ที่รุนแรง เพื่อช่วยไม่ให้ร่างกายเราตกใจและติดหลุมของความทุกข์ในระยะยาว จนเราเคยชินกับการปฏิเสธความจริงซ้ำ ๆ หากติดเป็นนิสัยเราอาจละทิ้งความจริงไปเลย สุดท้ายเราจะเจอกับปัญหาการปรับตัว (Unhealthy adaptive pattern)

หลีกหนีข้อเท็จจริงแม้จะมีหลักฐานมากมาย อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังตัดสินใจว่า

🤔 เมินดีไหม ?

“มองไม่เห็น เท่ากับมันไม่มี” หรือเป็นการปฏิเสธในเชิง “out of sight, out of mind” เมื่อเราไม่พอใจหรือมีอะไรที่รบกวนความรู้สึกก็แค่วางมันไว้ที่เดิม ดันออกไปด้านข้าง หรือจับมันโยนออกจากตัวเราไปซะ เท่านี้ก็แปลว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องยอมรับการมีอยู่ของก้อนความจริงที่เราไม่ต้องการ

🙈 ย่อขนาดความจริงให้เล็กที่สุด

“มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล…ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรือส่งต่อความกังวลให้คนอื่น” การย่อปัญหาให้เล็กที่สุดเกิดขึ้น แปลได้ว่าพวกเขามีคนมีสติพอที่จะรับรู้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แต่มีแนวโน้มที่จะมองข้ามผลกระทบ หรือยอมรับว่ามันเป็นปัญหา เพราะต้องการลดความรุนแรงทางจิตใจ

☹️ ถ่ายโอนความรับผิดชอบ

“รู้ว่ามันเป็นปัญหา แต่ฉันไม่สามารถทำอะไรกับมันได้”

“ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะต้องออกมาดี”

การปฏิเสธประเภทนี้พบได้เมื่อเรายอมรับปัญหาที่มีอยู่ แต่ปฏิเสธบทบาทและความรับผิดชอบในการแก้ไข รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงจังและสิ่งที่เกิดมีข้อเท็จจริงพิสูจน์ แต่ไม่อยากเผชิญกับการถูกตำหนิหรือความเสี่ยงที่จะตามมา

ปัญหาของความคิดเหล่านี้คือปัญหาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและมักจะทับถมขึ้นเรื่อย ๆ อะไรที่เราไม่แก้ไข มนุษย์จะตกหลุมของความเคยชินและทำซ้ำ ในขณะที่การเอาตัวรอดด้วยการหลีกเลี่ยงเหมือนจะง่ายกว่า แต่สุดท้ายการปกป้องใจตัวเองแบบผิด ๆ อาจผลักไสความช่วยเหลือออกไป เมื่อไรที่เราหนีไม่พ้นหรือใช้วิธีปฏิเสธความจริงแบบเดิม ๆ ไม่ได้ เราก็มองหาทางใหม่ไปเรื่อย ๆ จนเราเริ่มแยกแยะความเป็นจริงกับสิ่งที่เป็นเท็จไม่ออก สุดท้ายกลายเป็นวงจรที่นำความทุกข์มาให้ใจเรา

สิ่งที่น่ากังวลคือกลไกป้องกันตัวเองแบบนี้ เชื่อมโยงกับพฤติกรรมอันตราย เช่น การเสพติด การทำร้ายร่างกาย และปัญหาทางใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความนับถือตนเองต่ำ (Low self-esteem) ปัญหาความสัมพันธ์ (Relationship issues) ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality disorders) ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล

🤔 เราต่อสู้กับความจริงหรือต่อสู้กับ “ความเชื่อ” ในใจตัวเอง

การปฏิเสธเป็นรากฐานที่สำคัญของความเป็นจริงทางเลือก (Alternative reality) คือเราเลือกได้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ การให้เหตุผลที่มีแรงจูงใจ การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ความไม่ลงรอยกันทางปัญญา (Cognitive dissonance) การคิดแบบเหมารวม และอคติในการยืนยัน (Confirmation bias) ซึ่งทำให้เราเปิดรับแต่ชุดข้อมูลที่จะมายืนยันความเชื่อของเราเท่านั้น ความชอบไม่ชอบจะทำให้เราเลือกวิธีหาหลักฐานและตีความในแบบที่เราสบายใจ การหลีกเลี่ยงอารมณ์เชิงลบกระตุ้นให้เราปรับสิ่งต่าง ๆ ตามใจตัวเองและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรืออะไรที่ขัดกับใจเรา

👀 ลืมตาเพื่อรับรู้ แม้จะเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

การยอมรับความจริงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ “ความจริง” ไม่ได้ถูกลดทอนคุณค่าจากคนที่ทำลายมันเท่านั้น แต่คนที่ปฏิเสธความจริงด้วยกลไกป้องตนเองก็กำลังเพิกเฉยมันเช่นกัน เพราะนั่นอาจเท่ากับเรากำลังสนับสนุนคนที่พยายามล้มล้าง “ความจริง”

พวกเราไม่มีใครอยากเผชิญความเจ็บปวดทางอารมณ์ ดังนั้นการปฏิเสธความจริงจึงถือเป็นความตั้งใจเริ่มต้นของเรา บางครั้งมันก็คือ “หนทางรอด” อย่างไรก็ตามการเรียนรู้วิธีรับมือและจัดการกับความรู้สึก ปัญหา และสถานการณ์ที่ไม่สบายใจในชีวิต เป็นการถนอมสุขภาพจิตของเราอย่างถูกวิธีมากกว่าและทำให้เราก้าวข้ามการปฏิเสธความจริงแบบผิด ๆ ได้

บางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่จริงอาจตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเชื่อ เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าเราอยากเชื่อในแบบที่ต่างออกไป จะให้ยอมรับทั้งที่ไม่ชอบมันได้อย่างไร ? วิธีที่ง่ายที่สุดอาจเริ่มจากการถามตัวเองว่าถ้าเราไม่ตอบสนองต่อสิ่งนั้น จะมีผลกระทบหรืออันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างมากน้อยเพียงใด ?

ในวันนี้ที่เราใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าที่เคย แต่ข้อมูลข่าวสารกับล้นหลามจนรับไม่ไหว ถ้าจิตใจของคุณกำลังเหนื่อยล้าหรือต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่รบกวนใจ ลองเริ่มต้นด้วยการถ่ายเทภาระทางใจมาให้อูก้า เพื่อนรู้ใจที่พร้อมดูแลคุณทุกที่ทุกเวลากับบริการปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาออนไลน์ เรายินดีรับฟังทุกปัญหาและหาทางออกร่วมกันกับคุณ เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกละเลย 💙💚

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/v1W7
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.psychalive.org/denial-the-danger-in-rejecting-reality/

https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/adult-health/in-depth/denial/art-20047926

https://www.betterhelp.com/advice/general/what-is-denial-psychology-how-to-address-it/

Read More

ทำยังไง ? เมื่อบ้านไม่เคยเป็นเซฟโซน และครอบครัวไม่เคยเซฟใจ

วันที่เหนื่อยล้าเราก็อยากพาตัวเองกลับบ้าน เพราะมีครอบครัวที่พร้อมจะเป็นเซฟโซน (Safe zone) ให้เราพึ่งพิงแต่สำหรับใครอีกหลายคน ที่ที่เรียกว่า “บ้าน” อาจไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบนั้น และ “ครอบครัว” อาจฟังดูหนักแน่นเพียงแค่ชื่อ แต่กลับเปราะบางทางความรู้สึก เพราะนอกจากจะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยแล้ว ยังทำให้รู้สึกเครียด กดดันและสับสนยิ่งกว่าเดิม 😥

เซฟโซนที่หายไป …

การจะสร้างบ้านให้เป็นเซฟโซนสำหรับคนในครอบครัว ต้องเริ่มจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน หากเรารู้สึกเหมือนมีช่องว่างกับครอบครัว ขัดแย้งในการแสดงความคิดเห็น โยนคำพูดร้าย ๆ ใส่กัน ไปจนถึงลดทอนความมั่นใจกัน “มีแต่ติ ไม่เคยชม” นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวรู้สึกไม่ปลอดภัยกับบรรยากาศตึงเครียดในบ้าน เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นนาน ๆ การทำร้ายทางอารมณ์นี้จะกลายเป็นความเครียดกดทับใจ 💢

ความหนักอึ้งในใจเป็นสัญญาณว่านี่คือรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) บางครอบครัวอาจหลีกเลี่ยงการปะทะ ขณะที่บางคนกลับใช้วิธีโต้ตอบรุนแรง จนเครียดและอ่อนล้าไปทั้งกายใจกับคำว่า “ครอบครัว”

💥 เพราะ “ความรุนแรง” ในครอบครัว ไม่ใช่แค่บาดแผลที่มองเห็นด้วยตา 💥

มีงานวิจัยยืนยันว่าธรรมชาติของมนุษย์เราจะพยายามกักเก็บ “ความก้าวร้าว” ไว้ภายใน แต่เลือกปลดปล่อยออกมากับครอบครัว ราวกับเป็นเรื่อง “ปกติ” เช่น การแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว ชักสีหน้า พูดจาประชดประชัน เป็นต้น และน่าเป็นห่วงที่ทุกคนไม่รู้ว่า สิ่งที่ทำนับเป็นความรุนแรงทางใจ รวมถึงกำลังกัดเซาะความสัมพันธ์ในครอบครับให้เกิดรอยร้าวทีละเล็กละน้อย

พฤติกรรมที่เป็นพิษเหล่านี้เองที่เปลี่ยนเซฟโซนให้กลายเป็นพื้นที่ไม่สบายใจ แม้จะมีสมาชิกเพียงคนเดียวที่เป็นพิษแต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำลายภาพรวมของครอบครัว เพราะพฤติกรรมของหนึ่งส่งผลกระทบต่อการสร้างบุคลิกภาพหรือลักษณะตัวตนของคนรอบข้างด้วย

ในวันที่เราติดหลุมปัญหา (struggle) รู้สึกเครียด หรือสับสนกับการค้นหาอัตลักษณ์ (Identity) และการรับรู้คุณค่าในตนเอง (Self-esteem) เราจะเอาชนะปัญหาเหล่านั้นได้ด้วยการแรงสนับสนุนทั้งด้านอารมณ์ (Emotional support) และทางสังคม (Social support) จากคนที่รักเรา ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงครอบครัวเป็นอันดับแรก แต่ถ้าเรารับรู้แล้วว่าครอบครัวไม่ใช้พื้นที่ตรงนั้นสำหรับเราล่ะ ? เราจะรู้สึกว่าแตกสลายแค่ไหน ?

‘โดดเดี่ยวและว่างเปล่า’ เมื่อมองไปในบ้านไม่เห็นเซฟโซน

และยิ่งแตกสลายมากขึ้น ในวันที่ครอบครัวไม่เซฟใจกัน 😢

เราเครียดและเป็นทุกข์เมื่อถูกคุกคามพื้นที่ปลอดภัย โดนทำร้ายจิตใจจากคนนอกบ้านก็ว่าหนักแล้ว แต่ยิ่งเจ็บมากขึ้นไปอีกเมื่อครอบครัวหรือคนใกล้ตัวทำร้ายเรา Anita Vangelisti ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสในออสตินกล่าวว่า “ความเจ็บปวดคืออาการบาดเจ็บทางอารมณ์ซึ่งอาจเกิดจากการสื่อสาร และการทำร้ายจิตใจในครอบครัว (Family hurt) นั้นเจ็บปวดเป็นพิเศษด้วยเหตุผลบางอย่าง” หลัก ๆ เลย คือ

  1. ความเชื่อที่ว่า “ครอบครัว” รักเราโดยไม่มีเงื่อนไข

คนส่วนใหญ่มีความเชื่อที่ยึดถือมานานว่าสมาชิกในครอบครัวคือคนที่จะข้างเรา (Be there) อย่างไม่มีเงื่อนไข เรียกว่าสายใยในครอบครัวได้สร้างความผูกพันตั้งแต่เราเกิดมาโดยปริยาย เมื่อสิ่งที่เข้ามากระทบใจมีสาเหตุมาจากการกระทำหรือคำพูดของคนในครอบครัว ความรู้สึกเราจึงเหมือนถูกดึงขึ้นดึงลงไปด้วย แม้คนอื่นจะทำร้ายเราในลักษณะเดียวกันแต่เราจะรู้สึกว่าบาดแผลจากครอบครัวนั้นรุนแรงกว่ามาก

  1. ความทรงจำในบ้านถูกนำมาใช้ทำร้ายกัน

สมาชิกในครอบครัวที่ใช้เวลาร่วมกันหลายเดือนหลายปี บางคนก็เทียบเท่าอายุปัจจุบัน เราต่างมีเรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องน่าอาย ตลกขบขันในวัยเด็ก ประวัติที่ผิดพลาด จุดด้อยที่อยากปกปิดและอีกมากมาย ใครจะรู้ว่าคนในครอบครัวจะล้อเลียนในเรื่องที่เราไม่ชอบซ้ำ ๆ ตอกย้ำบาดแผลเดิมอยู่บ่อย ๆ ยิ่งคิดจะลบก็ยิ่งเครียด กลายเป็นคนในครอบครัวนั่นเองที่ข้ามเส้นมาภายใต้คำอ้างว่า “ไม่เห็นเป็นไร คนในครอบครัวทั้งนั้น”

  1. ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องเกรงใจ ?

สมาชิกในครอบครัวมักจะพึ่งพาอาศัยกันในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการสนับสนุน คำแนะนำและการเงิน แถมคนในบ้านยังมีแนวโน้มที่จะลงทุนทางอารมณ์ (Emotionally invested) ซึ่งกันและกัน ยกตัวอย่างเวลาที่เราระเบิดอารมณ์ฟูมฟาย เราคาดหวังว่าคนในครอบครัวจะเป็นเซฟโซนเหมือนที่เราโอบกอดพวกเขา ในใจเผลอคิดไปว่าถ้าเราทำบางสิ่งจะได้รับการตอบสนองบางอย่างกลับมา จนกลายเป็นวังวนที่ทำให้เครียดและเจ็บปวดมากกว่าความสัมพันธ์แบบอื่น ๆ

  1. เจ็บแค่ไหนก็ยังวนเวียน

ถ้าใครทำให้เราเจ็บเราก็พร้อมจะถอยห่าง ยิ่งถ้าขยับความสัมพันธ์เข้ามาเป็นเพื่อนหรือคนรักก็ยิ่งตัดยาก แล้วแบบนี้เราจะผลักครอบครัวออกไปได้ไกลแค่ไหนในวันที่พวกเขาทำให้เราเจ็บ ? ห่างเหินชั่วคราวสุดท้ายก็เหมือนวนกลับมาสู่บาดแผลเดิม เรื่องเดิม ๆ ก็ขุดมาตอกย้ำกันอีก ทำให้เราเหนื่อย เครียด หรือโมโหจนแทบบ้า แล้วเราก็ได้แต่บอกตัวเองให้กลั้นใจลืมมันไป ทั้งที่ใจเราไม่เคยจะชิน

🏡 ‘เซฟโซน’ ไม่ใช่แค่พื้นที่ แต่คือความรู้สึกที่ต้องสร้างไปด้วยกัน

ในหลายครอบครัวการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” หรือเซฟโซนสำหรับสมาชิกทุกคนในบ้านอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย ไม่ว่าสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนจะมีบทบาทไหน ปัญหาเรื่องพฤติกรรม ความไว้วางใจ และความใส่ใจก็เกิดได้กับทุกครอบครัว

Courtney Pullen ให้คำแนะนำในฐานะที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของครอบครัวว่า “ความเป็นครอบครัวคือการมองเห็นความสำคัญในการรักษารูปแบบและบรรทัดฐานของบ้านไว้ ครอบครัวต้องใช้เวลาและพลังอย่างมากในการลงทุนเพื่อทำความฝันและความต้องการของคนในบ้านให้ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับที่ครอบครัวทำในการสร้างค่านิยมและตั้งเป้าหมายร่วมกัน”

Roy Kozupsky ทนายความด้านธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงในนิวยอร์กบอกว่า “ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จไม่เพียงแต่รักษาความมั่นคงและแบบแผนของพวกเขาได้ แต่ยังมีหลายสิ่งที่เหมือนกัน คือ ความรู้สึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายของครอบครัว และความรู้สึกร่วมกันต่อความมั่นคงของครอบครัวและวิธีปฏิบัติตัวต่อคนอื่น ๆ”

ถึงบาดแผลจะไม่หายไป แต่เยียวยาได้ด้วยความรู้สึก

แม้การสร้างเซฟโซนในพื้นที่ที่เคยแตกสลายจะเป็นเรื่องยาก แต่สมาชิกในบ้านสามารถช่วยขจัดสิ่งที่เป็นพิษได้ เริ่มต้นจากวิธีดังต่อไปนี้

  1. รับทราบปัญหาร่วมกัน

อย่าลืมมาว่าเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะรู้สึกปลอดภัยในบ้านของเราเอง การปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใดก็ตามย่อมมีอุปสรรค มีสิ่งที่เราไม่ชอบ มีคนที่ทำให้เราทุกข์ จนกลายเป็นความเครียดที่เกิดย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ สิ่งสำคัญคือเราต้องตระหนักถึงสถานการณ์ในบ้าน ความไม่ปกติต่าง ๆ ปัญหาที่เรามองเห็นและไม่เห็น อะไรที่อันตรายต่อความรู้สึก ต้นตอของความเครียด หากไม่ได้มองปัญหาให้ชัดเจน การจะหาทางแก้ไขหรือสร้างเซฟโซนก็คงเป็นเรื่องยากอยู่ดี

  1. จัดการสิ่งที่เป็นพิษ

เริ่มจัดการกับสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ไม่ปลอดภัยหรือที่กระตุ้นอารมณ์ลบ ๆ อย่างจริงจัง เราอาจรู้สึกหงุดหงิด เครียด โกรธ หรือเหนื่อยล้าในเวลาที่ต่อสู้กับอะไรสักอย่าง เป็นเรื่องปกติที่เราจะรู้สึกกลัว ละอาย หรือกังวลว่าคนอื่นจะมีท่าทีอย่างไรเมื่อเราบอกถึงปัญหาในครอบครัว แต่หัวใจของเราที่แบกความเจ็บปวดจะไม่มีวันหายถ้าเราไม่แก้ไขมัน

  1. คุยกับใครสักคน

เราเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่เจ็บได้ร้องไห้เป็น ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านทำให้เราเครียด ความสัมพันธ์แย่จนเกินรับไว้ ลองรวบรวมความกล้าบอกใครสักคนที่ไว้ใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราอาจอยากพูดออกไปว่าเราเกลียดคนที่เราเรียกว่า “ครอบครัว” และอาจมีคนมากมายที่ไม่เข้าใจจุดนี้ แต่การพูดคุยและปล่อยภาระในใจก็ช่วยเราได้มาก เพียงแค่เราต้องเลือกคนที่จะมาเป็นเซฟโซนให้ใจเราดูบ้างสักคนเท่านั้นก็พอ

  1. รับการช่วยเหลือจากมืออาชีพ

ไม่ผิดเลยถ้าบางอย่างในชีวิตนั้นอยู่เหนือการควบคุมของเรา การเอาความสำเร็จหรือล้มเหลวไปผูกกับปมปัญหาในชีวิต มีแต่ทำให้เครียด เครียด แล้วก็เครียด ! รู้ตัวอีกที สุขภาพจิตก็ถดถอยไปมาก นั่นเป็นจุดที่เราต้องจริงจังกับการหันกลับมาเป็นเซฟโซนให้ตัวเอง สิ่งที่อูก้าย้ำอยู่เสมอ คือ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ที่พร้อมช่วยเรารับมือกับสถานการณ์และจัดการกับอารมณ์ ซึ่งในปัจจุบันมีช่องทางมากมายในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพใจทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

“ใจเราต้องมีเซฟโซนเป็นของตัวเอง”

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเป็นเซฟโซนได้ และนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรือความโชคร้ายของใคร เพราะสุขภาพใจของทุกคนในครอบครัวและตัวเราสำคัญมาก เพราะปัญหาครอบครัวนั้นซับซ้อนและเป็นปัญหาต้น ๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดสะสม วิตกกังวล ซึมเศร้า ฯลฯ เราจึงต้องให้นักจิตวิทยาและจิตแพทย์เข้ามาช่วยดูแล

#อูก้ามีทางออก #จิตแพทย์ออนไลน์ #ปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีไว้คอยดูแลใจทุกคนมากกว่า 90 ท่าน สามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล รองรับทั้ง iOS และ Android สะดวกทุกที่ทุกเวลา ทั้งเป็นส่วนตัวและไม่ต้องเดินทาง เลือกผู้เชี่ยวชาญและเลือกช่วงเวลาที่ต้องการได้ตามใจคุณ

ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจและพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณเสมอ อย่าลืมนะว่าเราสามารถปกป้องตัวเองได้เท่าที่เราต้องการ เริ่มจากการสร้างเซฟโซนในใจเพื่อตัวเราเองกันเถอะ

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/58uT
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://au.reachout.com/articles/what-to-do-when-your-home-is-no-longer-a-safe-place

https://www.denverpost.com/2016/03/11/bruce-deboskey-creating-a-safe-zone-with-family-philanthropy/

https://www.psychologytoday.com/us/blog/silencing-your-inner-bully/202002/the-source-toxic-family-relations

https://www.psychologytoday.com/us/blog/conscious-communication/201703/why-family-hurt-is-so-painful

Read More

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

การดูแลสุขภาพใจเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพใจมากกว่าที่เคยเป็นมา แต่หลายคนก็ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจกันว่าระหว่าง ‘จิตแพทย์’ กับ ‘นักจิตวิทยา’ จะรู้ได้ไงว่าต้องไปหาใครถึงจะเหมาะสมกับปัญหาใจของเรา 🤔

ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาล้วนสามารถประเมิน บำบัด และรักษาโรคทางจิตเวชได้ การทำงานจึงค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกันจนเราสับสนว่าทั้งคู่มีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะดูเหมือนว่าทั้งคู่ก็สามารถดูแลสุขภาพใจของเราได้ ในทางกลับกัน ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาเองมีมุมมองในการรักษาใจที่แตกต่างกัน โดยจิตแพทย์จะทำการรักษาด้วยการใช้ยาเข้ามาช่วยเป็นหลัก และนักจิตวิทยาจะทำการรักษาด้วยการพูดคุยและการทำจิตบำบัดเข้ามาช่วยให้ดีขึ้นนั่นเอง

อยากพูดคุย, จัดการอารมณ์และความรู้สึก หรือประเมินสุขภาพใจให้ ‘นักจิตวิทยา’ เป็นผู้ช่วยของคุณ

เมื่อคุณมีความรู้สึกไม่สบายใจหรือเครียดกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามารุมเร้าจนการใช้ชีวิตประจำวันยากลำบากขึ้น หากมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยจัดการปัญหาให้คลี่คลายลงได้ก็คงจะดีไม่น้อย นักจิตวิทยาก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการจัดการกับปัญหาที่รบกวนใจของคุณได้ เพราะนักจิตวิทยามีความเชี่ยวชาญในการเยียวยาใจให้ดีขึ้นพร้อมกับจัดการอารมณ์และความรู้สึก และยังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ‘นักจิตวิทยา’ มีหลากหลายสาขามาก ไม่ว่าจะเป็น นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาอุตสาหากรรมและองค์กร นักจิตวิทยาการปรึกษา หรืออื่น ๆ มากมาย แต่ในวงการสุขภาพใจส่วนใหญ่แล้วเราต้องเจอกับนักจิตวิทยาคลินิกและนักจิตวิทยาปรึกษาเป็นหลัก บางครั้งนักจิตบำบัดเองก็เข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพใจด้วยเหมือนกัน

ส่วนใหญ่แล้วนักจิตวิทยาให้ความสำคัญกับพฤติกรรม อารมณ์และความคิดที่ส่งผลต่อใจของเรา การรักษามักจะเน้นที่การบำบัดด้วยการพูดคุยที่ให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น พร้อมทั้งรับฟังเรื่องราวและช่วยให้คำปรึกษาโดยไม่ชี้แนะว่าต้องทำแบบไหนถึงจะดี แต่จะพูดคุยสะท้อนเนื้อความ (Reflecting Content) และสะท้อนความรู้สึก (Reflecting Feeling) ให้เราคิดตามและเข้าใจสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเราในระหว่างที่พูดคุยกันเพื่อให้เราได้รู้สึกเหมือนมีเพื่อนที่คอยรับฟังและพร้อมที่เข้าใจปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตโดยไม่ตัดสิน ไม่ตีตราและพยายามหาทางช่วยให้เราจัดการกับปัญหาที่รบกวนใจให้หมดไป

แม้ว่านักจิตวิทยาไม่สามารถสั่งจ่ายยาในการรักษาโรคเหมือนจิตแพทย์ได้ แต่นักจิตวิทยาก็มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยามาประเมินปัญหาสุขภาพใจของเราเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาให้ตรงจุด อีกทั้งนักจิตวิทยายังสามารถใช้ทฤษฎีต่าง ๆ มาปรับพฤติกรรม อารมณ์ และความคิดที่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตของเราให้สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปได้

อยากวินิจฉัยและรักษาโรคทางใจ ‘จิตแพทย์’ ช่วยคุณได้

หากคุณมีอาการ เศร้า วิตกกังวลหรือเครียดมากเกินไปจนรู้สึกควบคุมตัวเองหรือสิ่งต่าง ๆ ได้ยาก ในบางครั้งอาจมีอาการผิดปกติทางร่างกายหรือสมองร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น

🤒 มีปัญหาการนอนไม่หลับ

🤒 สมาธิในการทำงานน้อยลงมาก

🤒 ป่วยกายโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างแน่ชัด เช่น ปวดหัว ปวดท้อง เป็นต้น

🤒 เศร้า หรือวิตกกังวลจนหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม

เมื่ออาการดังกล่าวนี้ส่งผลเสียจนรบกวนการใช้ชีวิตของคุณมากเกินไป การไปหาจิตแพทย์จึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะกับปัญหาใจของคุณที่สุด เพราะจิตแพทย์เข้าใจอาการผิดปกติทางใจที่ส่งผลต่อร่างกายและสมองได้ดี อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาโรคทางใจ ว่าอาการดังกล่าวนี้ต้องประเมินการรักษาอย่างไรให้ตรงจุดที่สุด

จิตแพทย์ให้ความสำคัญกับอาการผิดปกติทางใจจากการทำงานของร่างกาย สมองและระบบประสาทส่วนกลางเป็นอย่างมาก การรักษามักจะเน้นที่วินิจฉัยและรักษาโรคทางจิตเวช เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า หรือโรคทางใจอื่น ๆ ด้วยการใช้ยาเข้ามาช่วยควบคุมระดับสารเคมีในสมอง นอกจากนี้ จิตแพทย์เองก็ยังรักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองด้วย และก็ยังสามารถให้คำปรึกษาและทำจิตบำบัดเหมือนกับนักจิตวิทยาได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าจิตแพทย์กับนักจิตวิทยามีมุมมองในการรักษาที่แตกต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเสมอ โดยปกติแล้ว จิตแพทย์เป็นด่านแรกในการประเมินและวินิจฉัยเบื้องต้นแล้วส่งต่อให้กับนักจิตวิทยาได้ทำการดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยการบำบัดด้วยการพูดคุยนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ไม่มีสายงานไหนที่มีความเชี่ยวชาญมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะถ้าหากขาดสายงานใดสายงานหนึ่งไป สุขภาพใจของเราก็จะไม่ได้เข้ารับการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาล้วนมีความสำคัญในการดูแลสุขภาพใจไม่แพ้กัน

การไปหาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าหวาดกลัว หากคุณต้องการพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนและจะต้องเริ่มต้นอย่างไร ให้อูก้าเป็นจุดเริ่มต้นของคุณ ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ยินดีรับฟังเรื่องราวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่เราพร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ

🥰💙


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/XEK8
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Psychology Today: https://bit.ly/3BBcXaF

Choosing Therapy: https://bit.ly/3y6iZ0K

POBPAD: https://bit.ly/2TEYhWS

Read More

ทำไมเราจึงเปิดใจให้เพื่อนใหม่ได้ยาก เมื่อเคยถูกเพื่อนหักหลัง

เคยไหมที่เรารู้สึกว่าอยากลองเปิดใจให้เพื่อนใหม่ดู แต่ก็ไม่กล้าเพราะเคยถูกเพื่อนหักหลังมาก่อนจนไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีกเลย สุดท้ายก็เลือกที่จะสร้างกำแพงและไม่ยอมสนิทกับคนอื่นง่าย ๆ เพราะกลัวตัวเองต้องเจ็บปวดเหมือนที่เคยผ่านมา 💔

ทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก แม้กระทั่งเพื่อนก็ตามล้วนมีความเชื่อใจเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ แต่ถ้าหากว่าความเชื่อใจของเราถูกทำลายลง ไม่ว่าจะด้วยการที่เพื่อนพูดถึงเราในทางที่ไม่ดีลับหลัง การที่เพื่อนเอาความลับที่เราเล่าให้ฟังไปบอกคนอื่น หรือการมีปัญหากับเพื่อนในรูปแบบอื่น ๆ ก็สร้างความเจ็บปวดให้กับเราเป็นอย่างมากจนอาจจะกลายเป็นบาดแผลทางใจเลยก็ว่าได้ พอมีความสัมพันธ์ใหม่เข้ามาแล้วอยากลองเปิดใจให้เพื่อนใหม่สักคนก็ดันกลัวว่าจะลงอีหรอบเดิมซะงั้น เป็นเพราะอะไรกัน ?

เราอาจจะเคยเห็นทฤษฎีทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Attachment Theory” กันผ่าน ๆ มาบ้าง โดย Bartholomew และ Horowitz (1991) ได้แบ่งความผูกพันในความสัมพันธ์ออกเป็น 4 แบบ ได้แก่

  • ความผูกพันแบบมั่นคง (Secure Attachment)
  • ความผูกพันแบบหมกมุ่น (Preoccupied Attachment)
  • ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงเชิงปฏิเสธ (Dismissing Avoidant Attachment)
  • ความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงเชิงหวาดกลัว (Fearful Avoidant Attachment)

ทฤษฎีทางจิตวิทยานี้อธิบายเหตุผลของคนที่เคยถูกเพื่อนหักหลังแล้วไม่กล้าเปิดใจให้กับเพื่อนใหม่ไว้ว่าอย่างไรบ้าง?

เมื่อต้องเริ่มต้นความสัมพันธ์หรือเปิดใจให้กับเพื่อนใหม่สักคน เราจะเกิดความผูกพันแบบหลีกเลี่ยงเชิงหวาดกลัว (Fearful Avoidant Attachment) กล่าวคือ เราจะรู้สึกวิตกกังวลมากขึ้นเพราะมักจะมองตัวเองและคนอื่นในเชิงลบเสมอ คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ อีกทั้งยังคิดว่าคนอื่นไม่ชอบตัวเอง ไม่น่าไว้วางใจ เข้าหาตัวเองเพื่อผลประโยชน์ และคอยเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตไปในแง่ร้ายเสมอ เนื่องจากเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับเพื่อนมาก่อน เราเลยเลือกที่จะสร้างกลไกการป้องกันตนเองด้วยการหลีกเลี่ยง จะได้ไม่ต้องมาวิตกกังวลกับความสัมพันธ์ว่าอีกฝ่ายจะทำไม่ดีกับเราเหมือนคนก่อน

ถึงแม้ว่าการหลีกเลี่ยงจะช่วยให้หายวิตกกังวลกับความสัมพันธ์ก็จริง แต่มันก็ทำให้เราเผลอปล่อยโอกาสของตัวเองที่จะรับเพื่อนใหม่เข้ามาในชีวิตและไม่ได้พบเจอกับความสัมพันธ์ใหม่จากเพื่อนใหม่ จนในท้ายที่สุดเราก็ไม่สามารถพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ในระยะยาวได้สักที

เราจะสามารถกลับไปเปิดใจให้เพื่อนใหม่ได้อย่างไร?

อย่างที่รู้กันว่าทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้ ถึงแม้ว่ารอบตัวของเราจะรายล้อมไปด้วยเพื่อนที่ดีแค่ไหน แต่บางครั้งเราก็ต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับเพื่อนอยู่ดี เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์แล้วก็ย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ การให้เวลาซึ่งกันและกันจึงมีความสำคัญ เมื่อเราไม่มั่นใจกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ ลองเริ่มเปิดใจให้พวกเขาจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ยังไม่ต้องเป็นส่วนตัวมาก เช่น การพูดคุยกันถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ทั่วไปของกันและกัน พยายามเข้าใจเขาแล้วก็ต้องเข้าใจตัวเองด้วย ค่อย ๆ ทลายกำแพงที่สร้างไว้ลงทีละเล็กทีละน้อย และปล่อยให้เวลาได้พิสูจน์ว่าเราสามารถเปิดใจให้พวกเขาอย่างเต็มที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การเปิดใจให้เพื่อนใหม่จะเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้นหากเรายอมรับและเห็นคุณค่าของตัวเอง ลองพยายามมองตัวเองในด้านดีบ่อย ๆ ปล่อยให้ความเจ็บปวดในอดีตเป็นประสบการณ์ทางความรู้สึกที่สอนให้เราเข้าใจตัวเองหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิม และคิดไว้เสมอว่า “เราดีพอที่จะมีเพื่อนคอยอยู่เคียงข้าง”

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังเริ่มต้นความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่และต่อสู้กับความกลัวของตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน เราก็จะขอเป็นเพื่อนที่คอยอยู่เคียงข้างและรับฟังทุกปัญหาของคุณเสมอ 💙

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/34yM
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Social Pro: https://bit.ly/3yllmfN

Social Pro: https://bit.ly/36arP1h

Simply Psychology: https://bit.ly/3heIFlG

Psychology Today: https://bit.ly/2UiIVqW

PSYCHOLOGIST WORLD: https://bit.ly/2V8r4n5

Read More

‘ท้อแล้วท้ออีก’ สิ้นหวังกับชีวิตจนไม่รู้จะไปต่อยังไงในยุคโควิด

“คนอื่นอยู่ได้เราก็ต้องอยู่ได้” แม้จะบอกว่าในสถานการณ์โควิดแบบนี้ใครๆ ก็รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังด้วยกันทั้งนั้น แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อความทุกข์ของคนเรามีขนาดไม่เท่ากัน ความท้อแท้ในวัยเรียน ความเครียดของคนทำงาน และความสิ้นหวังของคนที่สูญเสียต่างก็ทำให้เราประคับประคองชีวิตให้ไปต่อได้ยากเหลือเกิน

‘ความเข้มแข็ง’ ที่ถูกพรากไปพร้อม ๆ กับการมีอยู่ของ ‘โควิด’

เพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมคือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกเครียด กังวลและโดดเดี่ยว ถึงเราจะรู้ดีว่านี่เป็นมาตรการสำคัญและจำเป็นที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าการแพร่ระบาดของโควิดจะยืดเยื้อเกือบสองปีและยังต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ต่อให้โควิดหมดไปการฟื้นฟูสิ่งต่าง ๆ ให้กลับมาสู่สภาพเดิมก็ใช้เวลาไม่น้อย

แล้วเราจะต้องสิ้นหวังเพราะโควิดไปอีกนานแค่ไหน ?

บางคนต้องกักตัวหลายครั้ง พนักงานก็เปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน นักเรียนต้องนั่งเรียนออนไลน์ เด็กจบใหม่ท้อแท้กับการหางาน ในขณะที่อีกหลายชีวิตตกงานอย่างสิ้นหวัง หรือแม้แต่คนที่กำลังต่อสู้กับสถานการณ์โควิด สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความรู้สึกราวกับถูกทอดทิ้ง และเมื่ออยู่อย่างสิ้นหวังก็นำไปสู่การขาดความรู้สึกสนใจ (loss of interest) สูญเสียความตั้งใจ (loss of attention) ได้

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกว่า 1,700 คน ในหัวข้อ “สภาพจิตใจของคนไทยในยุค โควิด-19” จากสวนดุสิตโพล ระบุว่า 75.35 % รู้สึกเครียดและวิตกกังวล อันดับสองคือรู้สึกแย่และสิ้นหวัง 72.95 % โดยการแพร่ระบาดของโควิดระลอกล่าสุดทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ นอกจากนี้เกือบ 90 % รู้สึกสิ้นหวังกับการทำมาหากินเพราะสภาพเศรษฐกิจ ซึ่ง 3 ใน 4 อยากให้เร่งการฉีดวัคซีน อีก 60.52 % ต้องการให้ภาครัฐและเอกชนช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและ 41.97 % บอกว่ากำลังพยายามอดทนและแก้ปัญหาเพื่อให้อยู่ได้

ท้อแท้กับการหาเลี้ยงปากท้อง จนรู้สึกสิ้นหวังไม่อยากมีชีวิตอยู่

สิ่งที่น่ากังวลคือ มีประชาชน 3.79 % ที่รู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้ “รู้สึกท้อแท้ที่สุด/เกินจะรับมือได้” อาจดูเหมือนไม่มาก แต่หากเทียบดูประชาชน 4 จาก 100 คน กำลังสิ้นหวังจนไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ที่สำคัญหากเราทำการสำรวจมากขึ้น จำนวนตัวเลขของคนที่รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังก็จะยิ่งมีให้เห็นเพิ่มขึ้นด้วย

สถานการณ์โควิดทำให้เกิดการฆ่าตัวตายรายวันเพราะรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต หากย้อนกลับไปสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งก็เคยมีสถิติการฆ่าตัวตายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน มองเผิน ๆ อาจดูเหมือนโควิดเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความรู้สึกท้อแท้ในชีวิต แต่เบื้องลึกเราล้วนมีภาระมากมายในใจที่แบกรับอยู่ ไม่ว่าจะการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพ ฯลฯ เมื่อโควิดเข้ามาจะกลายเป็นความเครียดกังวลที่ถาโถม

ความรู้สึกสิ้นหวังต้องระวังมากกว่าที่คิด ผู้ที่มีแนวโน้มจะทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายมีสิ่งที่เราสังเกตได้คือ

  • รู้สึกทุกข์ทรมานจนยากจะทนต่อไปได้ (suffer)
  • ท้อแท้ผิดหวังกับสิ่งต่าง ๆ (disappoint)
  • รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า (worthless)
  • ไม่มีใครช่วยเหลือ (helpless)
  • รู้สึกสิ้นหวังหมดหนทาง (hopeless)

“ไม่ใช่แค่เราที่ลำบาก” นี่คือคำปลอบใจที่เราอยากได้รับจริงเหรอ ? ใครจะเข้าใจว่าก้อนความสิ้นหวังตรงหน้ามีขนาดใหญ่กว่าที่คิด จริงอยู่ที่โควิดทำให้ทุกคนต้องปรับ แต่ระยะเวลาที่นานร่วมปีย่อมไม่ใช่ภาวะปกติที่ใจเราจะรับไหว เราต่างเครียดกังวลกับการใช้ชีวิตประจำวัน แม้แต่พื้นที่ของความสุขก็ถูกจำกัด พลังใจลดลงสวนทางกับความท้อแท้ที่มากขึ้น เราคงบอกตัวเองให้เดินหน้าได้ยากลำบาก การเยียวยาจิตใจอย่างถูกวิธีจึงสำคัญมาก

นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ช่วยได้อย่างไร ?

เมื่อรู้สึกเครียด ท้อแท้ สิ้นหวัง หรือมีความคิดในเชิงลบอย่างมาก ควรรีบหาทางรับมือกับอารมณ์ความรู้สึกที่เข้ามา ซึ่งการเข้ารับบริการปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนจิตใจได้อย่างดี เพราะสุขภาพใจก็เหมือนสุขภาพกายที่ไม่ควรถูกมองข้าม หากไม่เคยโยนขยะในใจทิ้งไป วันหนึ่งสิ่งที่สั่งสมอยู่ภายในอาจกดทับจนเรารับมือไม่ไหว

ไม่ต้องกังวลกับการกำจัดภาระที่หนักอึ้ง เพราะ #อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มดูแลสุขภาพใจทางออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์กว่า 90 ท่าน ที่ผ่านการคัดสรรมาโดยเฉพาะ ใช้การพูดคุยปรึกษาในรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวกทุกที่ทุกเวลา ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัว สามารถเลือกผู้เชี่ยวชาญและเลือกช่วงเวลาที่อยากพูดคุยได้โดยไม่ต้องรอคิว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้าก็ยินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจของทุกคน

ซึ่งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้านั้น สามารถให้คำปรึกษาได้ในทุก ๆ ด้าน ยกตัวอย่างเช่น

  • ภาวะซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล หดหู่
  • ความรัก ความสัมพันธ์
  • ความเครียดในองค์กร
  • ภาวะหมดไฟ หางาน เลิกจ้าง
  • ปัญหาการปรับตัว
  • ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์
  • โรคทางจิตเวชต่าง ๆ

ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่โควิดเริ่มแพร่ระบาด สถิติการเข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพใจเพิ่มมากขึ้น อาจดูเหมือนน่ากังวล แต่แท้จริงแล้วถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนั่นหมายถึงมีการตระหนักรู้ถึงความเครียดที่เกิดขึ้นและเรากำลังพยายามจะแก้ไขมัน เพราะอาการซึมเศร้าอาจนำไปสู่ความคิดแง่ร้าย แต่ถ้าเราตระหนักว่าโควิดเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับทุกคนและรับรู้ความซึมเศร้าที่เกิดขึ้น

แทนที่จะอารมณ์เสียหรือกล่าวโทษตัวเอง สุดท้ายแม้จะไม่พอใจแต่เราก็จะยอมรับความจริงได้ เมื่อรู้ตัวว่าความเครียดและอาการซึมเศร้าเกิดกับเราแล้ว การรับคำปรึกษาจากนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร หากแต่เป็นทางออกในการจัดการชุดความคิดแง่ลบให้เรา โดยการวางแผนและดำเนินกิจวัตรประจำวันที่เป็นวิถีใหม่ เน้นที่ความยืดหยุ่นเป็นหลัก คือสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม

4 วิธีสร้างเกราะป้องกันให้ใจในวันที่ท้อแท้สิ้นหวัง

  1. มองหาตัวช่วยสนับสนุน

อย่ากังวลเกินไปเมื่อต้องมองหาตัวช่วย บางครั้งเราติดอยู่กับความคิดที่ว่า “ฉันต้องพึ่งพาตนเองให้ได้” หรือคนไทยมักจะถูกสอนให้ “ยืนด้วยลำแข้ง” โดยลืมไปว่าเราเป็นมนุษย์ที่สามารถเจ็บปวดได้ ร้องไห้เป็น และสามารถท้อแท้สิ้นหวังได้เช่นกัน แต่เราก็สามารถก้าวผ่านความรู้สึกเหล่านี้ไปได้ หากมีทรัพยากรทางใจที่ดี ในที่นี้อาจจะเพื่อน ครอบครัว หรือสิ่งรอบตัวที่ให้ความสุขกับเรา ทำให้เราปล่อยวางความทุกข์ลงได้ หรือลำบากใจในการปรึกษาคนรู้จักก็สามารถเลือกปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เช่นกัน ยิ่งถ้าเราเครียดกังวลสูงอาจต้องใช้การบำบัดเพื่อช่วยบรรเทาความรู้สึกสิ้นหวังและร่วมกันหาหนทางเพื่อใช้ชีวิตต่อไป

  1. เปิดรับการเปลี่ยนแปลง

ฟังดูเหมือนเราได้ยินประโยคนี้มานับพันครั้ง แต่เราทำได้จริงหรือไม่ ? การออกจาก comfort zone อาจไม่ง่ายขนาดนั้นและเป็นอะไรที่หลายคนรู้สึกกลัวที่จะก้าวออกมา (fear of stepping out) สิ่งที่แย่ที่สุดคือวันหนึ่ง comfort zone ของเราอาจหายไป เหมือนเช่นวันนี้ที่โควิดอาจพรากบางอย่างไปจากเรา บางครั้งเราต้องยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอดไป แม้จะทำใจได้ยากแต่ความสิ้นหวังนี้ก็ไม่ได้คงอยู่ถาวรเช่นกัน “ทุก ๆ อย่างจะดีขึ้น”

การมอบความหวังเล็ก ๆ ให้ตัวเองไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เราแค่อ่อนโยนกับตัวเองที่กำลังเหนื่อยล้าและท้อแท้ ไม่จำเป็นเพิ่มความกดดันให้ชีวิตสิ้นหวังลงไปมากกว่าเดิม อนุญาตให้ตัวเองได้มีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงและผ่อนคลายดูบ้าง

  1. ความทรงจำดี ๆ มีคุณค่า

เราได้ยินแต่คนบอกให้โฟกัสอยู่กับปัจจุบัน แต่อย่าลืมว่าช่วงเวลาดี ๆ ในชีวิตก็ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจที่สิ้นหวังได้เหมือนกัน เชื่อว่าโควิดคงไม่ใช่สถานการณ์เดียวที่ทำให้เราท้อแท้สิ้นหวังหรือประสบกับความรู้สึกด้านลบ เพราะฉะนั้นอะไรที่เคยช่วยให้เราผ่านมาได้หรือเป้าหมายอะไรพาเราเดินต่อ นี่ไม่ใช่การยึดติดกับอดีตจนละเลย เพียงแต่อย่าหลงลืมตัวเองในอดีตไปจนหมด เพราะเราสามารถหยุดพักและถอยหลังได้เมื่อเราต้องการ เมื่อเริ่มมีความหวังอีกครั้งก็ค่อย ๆ เดินหน้าใหม่

ให้เราใช้สิ่งต่าง ๆ มาเสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเองอีกครั้ง แม้ในวันที่เลวร้าย ข้อดีของเราก็ยังอยู่ เรายังมีคุณค่าไม่เปลี่ยนแปลง แค่สถานการณ์อาจจะไม่เอื้อให้ถูกมองเห็น ลองให้เวลากับตัวเองเพื่อหาว่าสร้างความหวังในชีวิตขึ้นอีกครั้ง

  1. ย่อขนาดของเป้าหมาย

ใจเราไม่ได้แข็งแกร่งทุกวัน ในเวลาที่เราท้อแท้สิ้นหวัง ขนาดของใจก็อาจเล็กลงไปด้วย เป้าหมายที่เคยวางไว้อาจไปไม่ถึง ทำให้เรารู้สึกท้อแท้มากกว่าเดิม เมื่อเราต้องต่อสู้กับเวลาและการทำงานของจิตใจ ให้เราปรับขนาดและระยะเวลาของเป้าหมายให้พอดีกับภาวะของใจในขณะนั้น การวางขั้นตอนสั้น ๆ ทำเป้าหมายเล็ก ๆ สำเร็จในแต่ละวัน ถือเป็นกำลังใจชั้นดีที่จะช่วยให้เรามีความหวังอีกครั้ง ความสำเร็จที่ได้สัมผัสไม่สำคัญว่าเล็กหรือใหญ่ แต่อย่างน้อยเราได้สร้างโอกาสใหม่ ๆ และผลักดันตัวเองให้เดินต่อไปข้างหน้า

อย่างที่เรารู้ว่า ‘ความสิ้นหวัง’ ก็เป็นเหมือนหลุมลึก เมื่อตกลงไปก็ยากที่จะขึ้นมาได้ ต้องใช้พลังกายและพลังใจอย่างมาก ระหว่างที่พยายาม ‘ความรู้สึกท้อแท้’ ก็อาจเกิดขึ้นเป็นระยะ วนเวียนซ้ำๆ ในใจของเรา จึงไม่ใช่แค่บอกตัวเองให้มีความหวัง แล้วมันจะเกิดขึ้นทันที่ แต่เป็นเกราะที่เราต้องสร้างให้ตัวเองโดยเฉพาะช่วงที่โควิดกำลังแพร่ระบาดอยู่

ภูมิคุ้มกันทางใจสร้างได้ด้วยการเติบโตจากภายใน เมื่อเราไม่ยอมแพ้ความท้อแท้ในใจก็จะเบาบางลง การมีสติในการใช้ชีวิตจะช่วยให้เรารักษาสมดุลของใจไว้ ไม่ก้าวเข้าไปในหลุมของความสิ้นหวัง แต่ถ้าหากเหนื่อยล้าท้อแท้ใจ อย่าลืมให้อูก้าช่วยดูแลสุขภาพใจของคุณ

.________________________________

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/m95x
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://siamrath.co.th/n/248678

https://psychcentral.com/blog/3-ways-to-cultivate-hope#1

https://wellness.chula.ac.th/?q=th/content/ดูแลใจในช่วง-covid-19-สิ้นหวังอย่างไรให้มีหวัง

http://164.115.42.194/e_doc/views/uploads/5cf7930fad074-820449b051214e4506acd7b594ebb06c-509.pdf

Read More

จบใหม่แต่ไร้งาน เมื่อที่ว่าง…ไม่ใช่ของฉัน

เรียนมาหลายปี พอถึงวันที่ได้เป็นบัณฑิตป้ายแดงแทนที่จะดีใจ กลับต้องมานั่งกลุ้มกับการหางานที่ชอบ องค์กรที่ใช่ ไป ๆ มา ๆ เครียดยิ่งกว่าตอนเรียน จากที่จบใหม่ไฟแรงก็ค่อย ๆ ถูกสภาพเศรษฐกิจในยุคนี้กดทับ จำยอมต้องอยู่ในสภาวะคนตกงานตั้งแต่ยังไม่ออกเดิน คิดแล้วก็เหนื่อยจนไม่มีใจจะไปหางานที่ไหนอีก แล้วแบบนี้เด็กจบใหม่จะทำยังไง เมื่อต้องแบกรักความคาดหวังของตัวเองและครอบครัว ในวันที่การหางานเป็นไปได้ยากเหลือเกิน

เพิ่งจบใหม่แต่ไร้งาน ? หรือตรงนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับเด็กจบใหม่ 😥

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกแล้วระลอกเล่าทำให้กระทบการจ้างงานในหลายภาคส่วน ทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คนที่มีงานทำก็กลายเป็นตกงาน เด็กจบใหม่ต้องหางานไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2563 เด็กจบใหม่ แรงงานอายุน้อยและมีการศึกษาสูงเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาการว่างงานมากที่สุดถึงร้อยละ 3.15 ข้อมูลของปี 2564 จากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยว่ามีคนว่างงานมากถึง 760,000 คน

“อนาคตของเด็กเจนเนอเรชัน Z น่าเป็นห่วงอย่างมาก” ศูนย์วิจัย Pew และมูลนิธิการแก้ปัญหาการว่างงานกังวลเกี่ยวกับเด็กจบใหม่เพราะเป็นช่วงวัยที่ก้ำกึ่งระหว่างเรียนกับทำงาน ยังไม่มีรายได้ที่แน่นอน ประกอบกับการจ้างงานที่ชะลอตัวไปด้วย ถึงแม้จะคาดการณ์ไว้ว่าประเทศไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวภายใน 4-5 ปี แต่การขยายขนาดองค์กรดูจะเป็นภาระที่หนักเกินไป

ตำแหน่งงานจึงไม่เพียงพอกับจำนวนนักศึกษาจบใหม่กว่า 490,000 คนที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน การว่างงานของเด็กจบใหม่นี้ทำให้หลาย ๆ คนขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพช่วงแรกเริ่มของการเข้าสู่โลกของการทำงาน จากผลสำรวจระบุว่าประชาชนในวัย 15-24 ปี กว่าร้อยละ 14% และวัยทำงานเกือบ 20% ต้องเผชิญกับการว่างงานแบบไม่เต็มใจ

ไม่ใช่แค่หางาน แต่ทุกอย่างหลับจบใหม่ช่างหดหู่ 👨🏻‍🎓

ภาพความสำเร็จและอาชีพการงานที่มั่นคงที่วาดไว้ทำให้ทุ่มเทเรียนมาตลอดหลายปี แต่ทำไมวันแล้ววันเล่าเราก็ยังไม่เจองานที่ใช่ จนต้องถามตัวเองว่า “ทำไมเป็นเราที่ยังว่างเปล่าอยู่แบบนี้” พ่อแม่เอาแต่ถามว่าเมื่อไหร่จะได้งาน ไม่มีใครเข้าใจว่าเราคาดหวังไว้แค่ไหน เราก็เครียดกับการอยู่บ้านเฉย ๆ เหมือนกัน ทั้งกังวล กดดัน ซึมเศร้า สับสน กลัวไปหมดทุกอย่าง

ภาวะแบบนี้เป็นสิ่งที่เด็กเจ็บใหม่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ เรียกว่าภาวะซึมเศร้าของเด็กจบใหม่ (Post-Graduation Depression หรือ Post-Graduate Blues)  ข้อมูลจาก City Mental Health Alliance  ประเทศอเมริกาพบว่าเกือบครึ่งของบัณฑิตจบใหม่มีสภาวะซึมเศร้าหลังเรียนจบ ดร.เบอร์นาร์ด ลัสกิน (Bernard Luskin) นักจิตบำบัดชาวอเมริกัน เสริมว่าภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลนั้น สามารถเกิดได้ทั้งก่อนและหลังเรียนจบ

Huffington Post พูดถึงความเครียดกังวลของเด็กจบใหม่ว่า “พวกเขามีความกดดันตัวเองสูง รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องหางานทำทันที จนละเลยที่จะให้เวลากับตัวเอง ส่วนหนึ่งเพราะว่าปัญหา ‘เศรษฐกิจ’ และความคาดหวังของ ‘สังคม’ ที่บีบบังคับพวกเขาอยู่” ฉะนั้นการที่พวกเขาหางานไม่ได้ในยุคนี้ก็มีแต่จะทำให้เครียดมากยิ่งขึ้น ไม่รู้ “จะเอายังไงดีกับชีวิต ?” แล้วตอนนี้ทุกอย่างก็ดูมืดมนลงไปอีกเพราะสถานการณ์โควิดที่เหมือนมาหยุดเวลาของเด็กจบใหม่ในยุคนี้

เกิด ‘วิกฤตสองต่อ’ (Double Crises) จากโควิด สู่การมีต่อที่สาม 😰

“คนรุ่นล็อกดาวน์” (lockdown generation) คือนิยามที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เรียกเด็กจบใหม่และกำลังเข้าสู่โลกของการทำงานในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาด พวกเขาอาจกลายเป็น “รุ่นที่สาบสูญ” เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ราวกับถูกลืมในตลาดแรงงานเพราะทุกคนมุ่งเน้นที่ปัญหาการตกงาน การรักษาธุรกิจให้ไปต่อ แต่จริง ๆ แล้วกลุ่มเด็กจบใหม่ก็กำลังเครียดและต่อสู้ไม่แพ้กัน มี 3 เรื่องหลัก ๆ ที่เด็กจบใหม่และวัยเริ่มทำงานกังวล ได้แก่ 1) การตกงาน 2) การเรียน การอบรมฝึกงานที่ถูกระงับไป 3) ความยากในการหางานหรือเปลี่ยนงาน

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช กล่าวถึงปรากฏการณ์ ‘วิกฤตสองต่อ’ (Double Crises) คือวิกฤตโควิด-19 ตามด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ หน้าที่ของรัฐฯในการดำเนินการฝ่าวิกฤตสำคัญมาก ทั้งนี้ไทยอาจเจอกับวิกฤตที่สามพ่วงด้วยคือ “การบริหารงานที่ผิดพลาด” เพราะเราไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีพอ แถมยังปล่อยให้เศรษฐกิจซบเซาจนเกินเยียวยา ประชาชนก็ตกงาน ขาดความเชื่อมั่น เครียด ซึมเศร้า เพราะหมดหวังในการใช้ชีวิต

แล้วเด็กจบใหม่กังวลกับอะไร แล้วต้องทำอย่างไรต่อ ? 🤔

จากแบบสอบถามของ JobThai ที่สำรวจความคิดเห็นของเด็กจบใหม่ในยุคนี้ พบว่าความกังวลสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. จะหางานไม่ได้

แทบทุกคนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ๆ เคยประสบปัญหานี้เพราะไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับสายงานไหน หรือมีทักษะอะไรที่นำไปใช้กับงานได้ ตัวเลือกที่มีอยู่ก็ดูจะน้อยนิด เลยยากที่จะหางานได้ตรงกับความต้องการจริง ๆ

  1. เศรษฐกิจไม่ดี ชีวิตเราก็แย่

ภาพรวมของประเทศสั่นคลอนความมั่นคงของคนวัยทำงานได้ ยิ่งจบใหม่ยังไม่มีประสบการณ์การมากนัก ยิ่งอยู่ใกล้คำว่า “หางาน” และ “ตกงาน” ทำให้ต้องใช้ชีวิตแบบพยายามเซฟ ๆ ตัวเองไว้ก่อน

  1. รายได้ไม่เพียงพอ

แม้โควิดจะรุนแรง แต่ค่าครองชีพก็มีแต่จะสูงขึ้น ดูแล้วสวนทางกันเหลือเกิน ทั้งอาหาร ค่าเดินทาง หรือของใช้ทั่วไป ทำให้เด็กจบใหม่รู้สึกเครียด หางานว่ายากแล้วแต่หารายได้ให้เพียงพอที่จะรับผิดชอบตัวเองนั้นยากกว่า ลำพังเงินเดือนเด็กจบใหม่ก็น้อยนิดอยู่แล้ว ถ้าต้องเตะฝุ่นหางานไปยาว ๆ ก็มีแต่เครียด

  1. เจองานไม่ตรงใจ

ใคร ๆ ก็บอกว่า “มีงานดีกว่าไม่มี” แต่ถ้าได้งานไม่ตรงใจฝืนไปก็เสียสุขภาพ สุดท้ายเด็กจบใหม่กลายเป็นกลุ่มที่ต้องต่อสู้กับความเครียดและความอ้างว้างในใจมากที่สุด เพราะเหมือนอยู่ในสถานะที่เลือกอะไรไม่ค่อยได้ ทั้งที่ความชอบ ความต้องการหรือแม้แต่ทางเลือก เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้และทุกคนก็ควรได้รับโอกาสนั้น สุดท้ายจะตกงานหรือมีงานก็อาจประสบกับภาวะซึมเศร้าได้

  1. เข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้

ไม่ว่างานไหน ๆ ก็เจอปัญหาเรื่องคน การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ แต่ละคนก็ใช้เวลามากน้อยแตกต่างกัน เมื่อการทำงานไม่ได้มีแต่เรื่องงาน การปฏิสัมพันธ์กับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของความสุขในการทำงานเลยด้วยซ้ำ หมั่นสังเกตบรรยากาศโดยรอบ อาจพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนในการสมัครงานเลยก็ได้ว่าเรารู้สึกถึงความเข้ากันได้กับที่นี่หรือเปล่า เพื่อช่วยเราในการตัดสินใจ

ที่นั่งน้อยลงแต่คู่แข่งเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรให้องค์กรเตะตาเรซูเม่ของเด็กจบใหม่อย่างเรา หรือรู้สึกว่าเรานี่แหละคือคนที่เขากำลังตามหา ผลสำรวจบอกว่าโดยเฉลี่ยคนหางานจะส่งใบสมัครครั้งละ 16 บริษัท ซึ่งจำนวนมากน้อยไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราต้องใส่ใจทุก ๆ ใบสมัครที่เรายื่นไป แสดงตัวตนให้ชัดเจนและไม่ลืมชูจุดเด่นขององค์กรที่เรายื่นไปด้วย

จากสถิติยังบอกอีกกว่า กว่า 36.2% ไม่เคยได้รับการเรียกสัมภาษณ์งาน และอีก 35.4% ถูกเรียกไปสัมภาษณ์แต่ไม่ผ่าน ซึ่งแบบแรกคือเราต้องปรับที่เอกสารหรือการหางานให้ตรงกับคุณสมบัติของเรา แบบที่สองคือเอกสารเราอาจจะดีแล้ว แต่ติดขัดในขั้นการสื่อสาร การนำเสนอความคิดอย่างเป็นระบบ วัฒนธรรมองค์กร หรือไหวพริบในการตอบคำถาม

วิธีการลดภาวะเครียดและซึมเศร้าของเด็กจบใหม่ที่สำนักข่าว ABS ของประเทศฟิลิปปินส์ ได้แนะนำ คือ “การปล่อยวาง” และ “เตรียมพร้อม” อาจจะฟังดูเหมือนง่ายแต่เรารู้ดีว่าทำได้ยาก อย่างไรก็ตามเราต้องฝึกใจให้มีสติ ท่ามกลางความเครียดทั้งหลาย แล้วเริ่มวางแผนชีวิตให้ตัวเอง

Tips สำหรับเด็กจบใหม่ที่กำลังหางาน 💡

  • อย่าเพิ่งไปโฟกัสว่าเราต้องเจองานที่ถูกใจใช่เลยตั้งแต่งานแรก แม้จะมีสิ่งที่ไม่ตรงใจเราบ้าง แต่อย่างน้อยทุกโอกาสก็แปรเปลี่ยนเป็นประสบการณ์และช่วยพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ให้เราได้
  • เรามีโอกาสใหม่ ๆ เสมอ การไม่ผ่านสัมภาษณ์หรือไม่ได้รับคัดเลือก ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีความสามารถหรือทักษะไม่ดี แต่อาจยังไม่เจอที่ที่เหมาะสมกับเรา
  • วิเคราะห์เรซูเม่และใบสมัครของตัวเอง เอกสารที่ใช้ต้องมีความโดดเด่น เรามีจุดแข็งอะไรที่น่าสนใจ คุณสมบัติของเราตรงกับ Job Description หรือไม่ คุณสมบัติของเราจึงต้องแตกต่างและตอบโจทย์
  • ไม่หยุดพัฒนาทักษะในช่วงหางาน ยังไม่ได้งานที่ไหนก็สามารถหาอะไรทำไปก่อนได้ ทั้งเรียนออนไลน์ อ่านหนังสือ ฝึกทักษะใหม่ ๆ หรือจะลองหางานชั่วคราว งานพาร์ทไทม์ เพื่อสะสมประสบการณ์ไปก่อนก็ดีเช่นกัน
  • วางแผนชีวิตไว้หลาย ๆ ทาง ตั้งเป้าหมายโดยแบ่งเป็นระยะสั้น กลาง ยาว ถ้าไม่ได้งานจะทำอย่างไร ช่วงที่หางานจะทำอะไรต่อ ถ้าได้งานแล้วจะมองอนาคตไว้ว่ายังไง
  • การตกงานอาจน่ากลัว แต่เป็นประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราอาจได้เจอ ไม่ต้องโทษตัวเองจนเกินไปแต่เรียนรู้ว่าเราจะเอาตัวรอดได้อย่างไรหากต้องเจอกับการตกงานจริง ๆ

จริงอยู่ท่ีการหางานหรือตกงานก่อให้เกิดความเครียดอย่างมาก ยิ่งอยู่กับมันยาวนานเรายิ่งเครียดและซึมเศร้า หลาย ๆ คนรู้สึกไม่ดี สูญเสียความมั่นใจ กล่าวโทษตัวเอง ไปจนถึงรู้สึกผิดกับคนรอบตัว การฝึกคิดเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราอยู่กับสิ่งที่ตัวเองควรจะโฟกัสจริง ๆ มากกว่าคิดฟุ้งซ่านว่า “ทำไมฉันหางานไม่ได้สักที” “ไม่อยากเป็นภาระให้คนอื่นเลย” หรือ “ฉันไม่ดีตรงไหนทำไมถึงตกงาน”

หากใครรู้สึกเครียด กังวล หรือมีความคิดในเชิงลบอย่างมาก ขอแนะนำให้เข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อดูแลสุขภาพจิตใจให้แข็งแรง จะได้พร้อมรับมือกับการหางาน ในขณะเดียวกันถ้ารู้สึกทุกข์ใจกับงานที่ทำอยู่ก็สามารถพูดคุยได้เช่นกัน อย่าทิ้งให้ตัวเองรู้สึกซึมเศร้าหรือวิตกกังวลนานจนเกินไป ไม่รู้จะเริ่มเข้ารับการช่วยเหลืออย่างไร #อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่พร้อมดูแลสุขภาพใจของทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ใช้รูปแบบของวิดีโอคอล ในการพูดคุย ทั้งสะดวกและมีความเป็นส่วนตัวสูง นัดหมายช่วงเวลาได้ง่าย ๆ ไม่ต้องรอคิว ที่สำคัญทุกอย่างเก็บไว้เป็นความลับเสมอ เรามีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น

🤯 ความเครียดในองค์กร

🥵 ภาวะหมดไฟ หางาน เลิกจ้าง

😰 ปัญหาการปรับตัวในที่ทำงาน

😓 ปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์

😥 ซึมเศร้า วิตกกังวล

😭 ความรัก ความสัมพันธ์

เพราะปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ ความเครียด วิตกกังวลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้แต่เราก็ต้องพยายามหาทางอยู่ร่วมกับมันอย่างถูกวิธีด้วย ใจที่พร้อมจะนำเราไปสู่ผลลัพธ์และการรักตัวเองมากกว่าท่ี หากไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้านะคะ 💙

.________________________________

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/kKnn
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.artefactmagazine.com/2019/02/04/graduate-blues/

https://www.bbc.com/thai/thailand-53068272

https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_6332412

https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/125822?

https://bottomlineis.co/Social_Pressure_on_New_Graduates

https://thestandard.co/kittiratt-say-take-4-years-to-recover-from-coronavirus/

https://blog.jobthai.com/career-tips/oh-my-job-podcast-ep-9- เด็กจบใหม่ตอนนี้เป็นยังไง-หางานยากไหมในยุคโควิด

Read More
สุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า

ขออยู่เฉยๆได้ไหม ? ฉันไม่อยากเริ่มอะไรเพราะไม่อยาก ‘เฟล’

ตลอดชีวิตของเรา อาจมีความฝันนับร้อยนับพันอย่าง สารพัดเป้าหมายที่เราอยากจะไปให้ถึง แต่พอจะเริ่มออกเดินจริง ๆ กลับรู้สึกไม่มั่นใจ อยากหันหลังกลับ หรือไม่ก็ขออยู่เฉย ๆ แบบเดิมจะดีกว่า เป็นไปได้ไหมว่าที่เราไม่ยอมออกจากพื้นที่ปลอดภัยเป็นเพราะเรากำลัง ‘กลัว’

แม้การไม่ลงมือทำอะไรเลยจะไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่สำหรับหลาย ๆ คนก็ยังดีกว่าต้องรู้สึก ‘เฟล’ หรือต้องยอมรับว่า ‘ฉันล้มเหลว’

‘ฉันไปไม่ถึงจุดที่ฉันตั้งใจไว้’ แน่นอนว่าการไม่ลงมือทำ หมายถึงโอกาสสำเร็จเป็นศูนย์ แต่อย่างน้อยเราก็มีข้ออ้างให้ตัวเองว่า ‘ฉันยังไม่ได้เริ่มเลย’ เพราะฉะนั้นยังไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลว เหมือนเราสร้างเกราะขึ้นมาห่อหุ้มความกลัวของตัวเองและไม่จะยอมให้ตัวเองรู้สึกไม่ดี

เพราะความเฟลมันน่ากลัว … เพราะมนุษย์มีความต้องการ

เราอยากเป็นที่รักของคนอื่น อยากได้รับการยอมรับ อยากเติมเต็มเป้าหมายของตัวเอง

มนุษย์จึงสร้างกลไกปกป้องตัวเองขึ้นมา เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกลบทั้งหลายที่พุ่งเข้ามา ‘การไม่ทำอะไรเลย’ ก็เป็นการ play safe อย่างหนึ่ง

อีโก้ของเรากำลังบอกเราว่าอย่าทำอะไรให้ดูไม่ดีในสายตาคนอื่น อย่าปล่อยให้ตัวเองมีภาพลักษณ์ของผู้แพ้ติดตัว สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม เรามีตัวตนและเรียนรู้ที่จะสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เพราะเราแคร์สายตาคนอื่น เมื่อเกิดการเปรียบเทียบระหว่างคนในสังคมเดียวกัน หากเราเป็นคนเก่ง คนดีก็จะทำให้เราได้รับการยอมรับมากกว่า

หากการเดินตามฝันทำให้เราเฉียดใกล้ความล้มเหลว แม้สุดท้ายเราอาจจะทำสำเร็จ แต่แค่เราจินตนาการถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (worst case scenario) ที่เป็นไปได้หรือความเจ็บปวดที่เกิดจากความล้มเหลว แล้วเรารู้ว่าตัวเองไม่สามารถรับมือกับมันได้แน่ ๆ การอยู่เฉย ๆ จึงเป็นทางออกที่เราเลือก

จริง ๆ แล้วเราอาจจะกำลังหวั่นไหวกับเสียงรอบตัวมากเกินไป มนุษย์เรามักรู้สึกเหมือนถูกจ้องมอง ถูกตัดสินจากสังคมตลอดเวลา ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้มีใครมาเพ่งเล็งชีวิตเราขนาดนั้น ถ้าเรากลับมาโฟกัสที่ตัวเองได้ แล้วค่อย ๆ ตั้งเป้าหมาย พยายามเข้าใกล้มันทีละนิด เราอาจพบว่าตัวเองเดินออกจากจุดเดิมมาได้ไกลกว่าที่คิด

แรงจูงใจจากภายในสำคัญที่สุด เป็นธรรมดาที่ชีวิตเราจะพบเจอกับเรื่องเฟล ๆ สิ่งสำคัญคือการรับมือและก้าวผ่านความรู้สึกล้มเหลวไปให้ได้ ถ้าเราเข้าใจว่าสิ่งที่เราตั้งใจสำคัญกว่าสายตาของคนอื่นและเราก็เติบโตจากความล้มเหลวได้ เราจะมีความกล้าในการเปิดประตูอีกหลายบานข้างหน้า

สิ่งที่เราทำอาจจะเฟล แต่นั่นไม่ได้วัดคุณค่าที่เรามี ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่เราทุ่มเทไปไม่มีความหมาย

เพราะอย่างน้อยเราก็กล้าที่จะออกเดิน เราเอาชนะความกลัวได้

อย่าลืมขอบคุณตัวเองที่ “ฉันได้พยายามแล้ว :)”

วันนี้ถ้ายังไม่พร้อมไม่เป็นไร คุณไม่จำเป็นต้องฝืนใจ หากอยากได้กำลังใจดี ๆ อูก้าพร้อมอยู่ตรงนี้กับคุณเสมอ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/failblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
ย้ายประเทศ ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์ สุขภาพจิต

ส่องประเทศที่น่าโยกย้ายไป เพราะมีบริการดูแลใจประชาชนดีเยี่ยม

เมื่อหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับตัวเลขผู้ป่วยที่สูงจนน่าตกใจ ทำให้ระบบการดูแลสุขภาพใจ (Mental Health Care System) ต้องพัฒนาตาม อย่างสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกตามรายงานขององค์การอนามัยโลก โดยวัดจากความพิการหรืออัตราการเสียชีวิต ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านสาธารณสุขที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย สหรัฐอเมริกา🇺🇸อยู่ในอันดับที่สามสำหรับโรคซึมเศร้าแบบ unipolar ตามหลังจีน🇨🇳 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 1 ตามด้วยอินเดีย🇮🇳

สถิติในปี 2019 รายงานว่า 20.6% (ประมาณ 51.5 ล้านคน) ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา🇺🇸 มีอาการป่วยทางจิต ซึ่งหมายถึงในจำนวนผู้ใหญ่ 5 คน มี 1 คนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพใจ ซึ่งมีเพียง 40 % ของจำนวนผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางใจเท่านั้นที่ได้รับการรักษา ซึ่งอินเดีย🇮🇳 จีน 🇨🇳 และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความวิตกกังวล โรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้วตามรายงานของ World Health Organization (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก

ซึ่ง WHO ได้มีการทำงานร่วมกับ NGOs การวิจัยระดับชาติและภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนประเทศต่าง ๆ ในการปรับปรุงระบบการเข้าถึงการรักษาสุขภาพจิตที่มีคุณภาพสูงและการดูแลภาวะซึมเศร้า (depression) โรคลมบ้าหมู (epilepsy) โรคจิตเภท (schizophrenia) ไปจนถึงการใช้สารเสพติด (substance abuse) และจัดการกับอัตราการฆ่าตัวตาย (suicide rate) ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

ปัญหาหลักของเรื่องสุขภาพจิตคือการปิดช่องว่างระหว่างผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตและผู้ให้บริการ

WHO เสริมว่า “ในปี 2014 ประชากรโลกเกือบครึ่งอาศัยอยู่ในประเทศที่มีสัดส่วนจิตแพทย์น้อยกว่า 1 คนต่อประชากรราว 100,000 คน” โดยเฉพาะในโซนเอเชียที่มีจิตแพทย์อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปมีจำนวนผู้ให้บริการด้านสุขภาพจิตมากพอ เช่น โมนาโก🇲🇨 นอร์เวย์🇳🇴 เบลเยียม🇧🇪 และเนเธอร์แลนด์🇳🇱 โดยแต่ละแห่งมีจิตแพทย์มากถึง 20-40 คนต่อประชากร 100,000 คน ตามด้วยสหรัฐอเมริกา🇺🇸และแคนาดา 🇨🇦 มีจิตแพทย์ประมาณ 13 คนต่อประชากร 100,000

จากบทความของ Business Insider ในปี 2017 ลักเซมเบิร์ก🇱🇺 มีระบบการดูแลสุขภาพที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกโดยมีอายุขัยเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 82 ปี ในส่วนของการรักษาสุขภาพจิตลักเซมเบิร์กมุ่งเน้นไปที่รูปแบบ “การศึกษาเชิงบวก” ที่สามารถเชื่อมโยง “ทักษะด้านคุณภาพชีวิต” และ “ทักษะแห่งความสำเร็จ” เข้าด้วยกันได้ โดยพื้นฐานแล้วลักเซมเบิร์กจะสอนให้วัยรุ่นค้นพบจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของตนซึ่งแตกต่างจากวิธีการสอนแบบเดิมที่ส่งเสริมให้เด็กสร้างตัวตนเหมือน ๆ กัน ซึ่งวิธีนี้ทำลายความเจ็บป่วยทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างพลเมืองที่มีความสุขและมีคุณภาพมากขึ้น

สวิตเซอร์แลนด์🇨🇭หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและมีความก้าวหน้าในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมและมีอำนาจในการแข่งขันสูงคล้ายคลึงกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากจะติดอันดับท็อปของประเทศที่คนอยากไปอยู่มากที่สุดมาโดยตลอด สวิตเซอร์แลนด์ยังมีระบบ Health Care ที่ขึ้นชื่อมาก ๆ อย่างประกันสุขภาพที่มีบริษัทประกันภัยมากกว่า 58 แห่งให้ประชาชนได้เลือก แล้วยังครอบคลุมในเรื่องของการรักษาทางจิตเวช การใช้สารเสพติด และอื่น ๆ อีกมากมายโดยมีการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพจิตให้มีบริการเพียงพอแก่ความต้องการ สะดวกแก่ประชาชน และมีค่ารักษาที่จับต้องได้ คุ้มครองและควบคุมตามข้อกำหนดเรื่องภาษี บางรัฐเลือกที่จะเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อให้อัตราค่ารักษาและค่ายาคงที่สำหรับประชาชน ทำให้ประชาชนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพียง 10-20 % ของค่ารักษาทั้งหมดเท่านั้น

นอร์เวย์🇳🇴เป็นหนึ่งในประเทศที่การดูแลสุขภาพจิตที่ครอบคลุม มีการจัดหาทรัพยากรสำหรับผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกอย่างเพียงพอ รวมถึงคลินิกผู้ป่วยทางจิตเวชซึ่งโดยทั่วไปเป็นห้องฉุกเฉินสำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้นอร์เวย์ยังประกาศโครงการริเริ่ม “การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา” ในปี 2017 สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการลดหรือไม่ต้องการใช้ยา เนื่องจากเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและอิสระทางร่างกายผู้ป่วย

อย่างไรก็ตามในหลาย ๆ ประเทศ แม้จะมีระบบการดูแลสุขภาพใจที่ได้มาตรฐาน แต่ก็ยังพบการละเมิดสิทธิต่อผู้ป่วยทางจิตโดยอาศัยคำว่า “การรักษา” ในการเอาเปรียบ ยกตัวอย่างประเทศอาร์เจนตินา🇦🇷 การขอคำปรึกษาและไปพบนักจิตวิทยาถือเป็นเรื่องธรรมดาและเปิดกว้าง ไม่เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่มองว่าการรักษาสุขภาพจิตและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นเรื่องต้องห้าม แม้จะมีจำนวนผู้ป่วยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาร์เจนตินาก็มีจำนวนนักจิตวิทยาต่อหัวประชากรมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าสถาบันบางแห่งในอาร์เจนตินาทำร้ายผู้ป่วย บังคับให้อยู่ในสภาพที่ไม่ถูกสุขอนามัย หรือไม่ปลอดภัยและไม่ได้ให้การดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะสม

สำหรับประเทศไทย🇹🇭นั้นกรมสุขภาพจิตได้รายงานจำนวนผู้ที่พยายามทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายโดยเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งสุขภาพจิตเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตรองจากโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ นับว่าสุขภาพจิตของคนไทยอยู่ในภาวะวิกฤติ ตัวอย่างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2017 กล่าวว่ามีผู้เข้ารับการรักษาเพียง 48.5% ของผู้ป่วยซึมเศร้าทั้งหมด ซึ่งผู้เกี่ยวข้องตั้งเป้าว่าจะผลักดันการเข้าถึงบริการให้ได้ 70% ภายในปี พ.ศ.2564 แต่ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงดูเหมือนว่าผู้ให้บริการไม่สมดุลกับความต้องการของผู้ป่วย รวมถึงจำนวนเยาวชนต้องการปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นสัญญานว่าประเทศไทยต้องผลักดันบริการด้านสุขภาพจิตให้ถึงมือประชาชนมากยิ่งขึ้น

เมื่อผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้น #อูก้ามีทางออก มีคนไทยจำนวนมากที่ตระหนักถึงปัญหานี้ ในปัจจุบันนวัตกรรมการปรึกษาสุขภาพจิตแบบออนไลน์เริ่มเป็นที่นิยม อย่างแอปพลิเคชันอูก้าเองที่อยากช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการปรึกษาด้านสุขภาพจิตสามารถพูดคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาสะดวกทุกที่ทุกเวลาในราคาที่จับต้องได้ นอกจากนี้อูก้ายังมีแพ็กเกจดี ๆสำหรับองค์กรและบริการปรึกษาฟรีค่าใช้จ่ายสำหรับนักศึกษาอีกด้วย

ทุกประเทศล้วนทีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน อยู่ที่เราเริ่มสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือยัง ? ปัญหาท่ีเกิดขึ้นล้วนรอวันได้รับการแก้ไข ดังนั้นการรักษาสุขภาพจิตเช่นเดียวกับปัญหาอื่น ๆ แทนที่จะตีตราว่าเป็นความอับอายที่เกิดขึ้นกับ “คนอื่น” อย่าลืมว่าทุกคนสามารถได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสุขภาพจิตได้ โดยไม่คำนึงถึงภูมิหลัง การเลี้ยงดู ระดับรายได้ เชื้อชาติ วัฒนธรรม การทำให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ที่ต้องการบริการสุขภาพจิตสบายใจที่จะเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจจึงสำคัญ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องต่อสู้หรือดิ้นรนเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม

จนกว่าความเจ็บป่วยทางจิตจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับภาวะสุขภาพทางกายอื่น ๆ เราสามารถเปิดใจเรียนรู้และสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพใจที่เหมาะสมไปด้วยกันได้ ไม่ว่าจะตึงเครียดจากการระบาดของ COVID-19 หรือสถานการณ์ใด ๆ หากมีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาช่วยดูแลใจก็ไม่ต้องห่วง อูก้าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พร้อมให้บริการเสมอ เรื่องของใจให้เรารับฟัง

#OOCAknowledge


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/rawblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.nami.org/mhstats

https://ps.psychiatryonline.org/doi/10.1176/appi.ps.201700412

https://www.bustle.com/p/what-does-mental-health-care-look-like-abroad-this-is-how-9-countries-treat-mental-illness-2885010

https://www.usnews.com/news/best-countries/articles/2016-09-14/the-10-most-depressed-countries

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/files/90/จับตา 10 พฤติกรรมสุขภาพคนไทย ปี 63.pdf

https://www.talkspace.com/blog/america-mental-health-care-systems/

Read More