Work From Home นาน ผลาญพลังงานชีวิต จน “ไม่มีสมาธิทำงาน”

ช่วงนี้หลายคนคงรู้สึกว่าไม่มีสมาธิในการทำงานกันสักเท่าไหร่ จากที่เคยทำงานแค่หนึ่งชั่วโมงก็เสร็จ กลับกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ต้องใช้เวลาเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า ถ้าเป็นเมื่อก่อนแค่หาพื้นที่ส่วนตัวอยู่คนเดียวก็ช่วยให้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้นแล้ว แต่พอต้องมาทำงานอยู่บ้านยาว ๆ เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายเป็นว่าสมาธิสั้นลงซะงั้น พองานไม่เดินหน้าไปไหนสักที เราก็ยิ่งกังวลว่างานจะทำเสร็จไหมจนนอนไม่หลับ ต้องลุกขึ้นมาเปิดคอมทำงานต่อจนแทบไม่มีสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว เพราะอะไรกันนะ ?

เพราะ “บ้าน” ทำให้เรากังวล จนไม่มีสมาธิในการทำงาน

โดยปกติแล้วเรามักจะคุ้นชินตามสัญชาตญานว่าบ้านต้องเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจหลังจากที่เลิกงานมาเหนื่อย ๆ แต่โควิด-19 ทำให้หลายคนต้องปรับเปลี่ยนไปทำงานอยู่ที่บ้าน เราจึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการพักผ่อนไปควบคู่ไปกับการทำงานด้วย พอต้องทำงานอยู่ที่บ้านแน่นอนว่าสภาพแวดล้อมภายในบ้านย่อมรบกวนการทำงานจนทำอะไรก็ไม่มีสมาธิ เคยไหมที่เรานั่งทำงานอยู่แล้วเห็นว่า ‘บ้านไม่สะอาด’ จนรู้สึก ‘รกหูรกตา’ เลยต้องลุกขึ้นมาทำความสะอาด เพราะเราต้องคอยมานั่งกังวลเรื่องที่บ้านและยังต้องมากังวลเรื่องงานอีกก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะไม่มีสมาธิในการทำงาน

งานวิจัยใน Emotion Journal (2007) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลและประสิทธิภาพในการรู้คิด (Cognition) ได้แสดงให้เห็นว่าคนที่มีความกังวลมักให้ความสนใจกับสิ่งเร้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน เมื่อปริมาณงานของเราทั้งจากที่ทำงานและที่บ้านสูงขึ้น เราจำเป็นต้องใช้สมาธิมากขึ้นตามไปด้วย แต่กลายเป็นว่ามันกลับส่งผลให้เราเกิดความวิตกกังวลมากกว่าเดิม นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงหลีกเลี่ยงความวิตกกังวลจากงานตรงหน้าด้วยการให้ความสนใจกับสิ่งเร้ารอบข้างภายในบ้านมากกว่านั่นเอง

และเมื่อภาระงานทั้งจากที่ทำงานและที่บ้านผสมปนเปกันไปหมด เราก็ยิ่งต้องใช้พลังสมองมากเพื่อจัดลำดับความสำคัญว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลังจนเป็นผลให้เกิดอาการสมองล้ามากขึ้น ซึ่งอาการนี้เองก็ส่งผลให้ความคิดของเรายุ่งเหยิง กลายเป็นความวิตกกังวลจนไม่สามารถจดจ่อกับเรื่องต่าง ๆ ได้ทีละอย่าง และสุดท้ายเลยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้น้อยลง ถ้ายิ่งเราต้องทำงานที่ต้องใช้สมาธิหรือซับซ้อนมาก ก็ยิ่งฟุ้งซ่านและไม่สามารถจดจ่อกับมันได้เลย

กังวลจนนอนไม่หลับก็ทำให้ไม่มีสมาธิได้เหมือนกัน

เพราะการอยู่บ้านอย่างที่หลายคนรู้ว่าแทบไม่มีสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเลย ทำให้เราทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็นจนลากยาวไปถึงค่ำกว่าจะเลิกงานได้ หรือแม้แต่ตอนที่นอนหลับอยู่ก็ยังกังวลเรื่องงานจนต้องลุกจากเตียงมาเปิดคอมทำงานต่อให้เสร็จ หลายคนต้องพักผ่อนไม่เพียงพอเพราะต้องทำงานแบบนี้อยู่เป็นประจำจนร่างการอ่อนเพลียจากการหักโหมงาน เมื่อร่างกายของเรารับมือกับมันไม่ไหวก็เป็นผลให้ไม่สามารถจดจ่อกับงานได้นานและทำงานได้ช้าลงกว่าตอนที่ทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ

งานวิจัยใน Journal of Health Psychology (2021) ได้ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการนอนไม่หลับและการไม่มีสมาธิ แสดงให้เห็นว่าคนที่มีอาการนอนไม่หลับจะมีสมาธิหรือความสามารถในการจดจ่อกับงานและตัดสินใจอย่างถูกต้องได้น้อยลงกว่าเดิม เป็นผลให้เราจดจ่อกับสิ่งเร้ารอบตัวภายในบ้านมากกว่างานที่ต้องทำจนไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

หากเรามีความกังวลอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม สมองของเราจะเต็มไปด้วยอคติและให้ความสนใจกับเรื่องที่กำลังวิตกกังวลมากขึ้น และความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่องนี้เองก็ส่งผลให้นอนไม่หลับได้ หากเราอดนอนมาก ๆ หรือง่วงแต่นอนไม่หลับ ความจำในการทำงานก็ถูกทำลายจนเสื่อมสภาพและความสามารถในการจดจ่อกับงานก็ลดลงเป็นอย่างมาก เพราะอาการเหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นผลให้ไม่มีสมาธิในการทำงานมากขึ้นจนนำไปสู่การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพได้

แค่เปลี่ยนมุมมองก็สามารถรับมือกับการไม่มีสมาธิในการทำงานได้แล้ว

แม้ว่าการอยู่บ้านนาน ๆ จะทำให้เราไม่มีสมาธิในการทำงาน แต่เราก็ยังต้องทำงานอยู่ที่บ้าน จนกว่าวิกฤติครั้งนี้จะผ่านพ้น การพยายามจัดการและรับมือกับปัญหาก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคนวัยทำงานหลายคน เราจะได้ไม่ต้องทรมานกับการไม่มีสมาธิทำงานที่บ้านอีกต่อไป

😣 จัดการกับสิ่งเร้าที่รบกวนสมาธิของเราให้ได้มากที่สุด

การถูกขัดจังหวะในการทำงานถือว่าเป็นตัวทำลายสมาธิชั้นดีเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการขัดจังหวะที่สั้นแค่ไหนก็ตาม เพราะเมื่อเรากำลังจดจ่อกับงานไปได้อย่างราบรื่นแต่ดันมีสิ่งเร้ามารบกวนสมาธิจนหลุดออกจากวงจรในการทำงานก็สร้างความน่าหงุดหงิดใจให้กับเราไม่น้อยเลย ถึงแม้ว่ามันเป็นไปได้ยากที่เราจะจัดการกับสิ่งเร้าที่มารบกวนสมาธิของเราไปได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราเริ่มต้นจากปิดการแจ้งเตือนบนโทรศัพท์ประมาณสามชั่วโมง และลองโฟกัสไปที่งานเพียงอย่างเดียวก็ช่วยกำจัดสิ่งเร้าที่เป็นต้นตอของการรบกวนที่ใหญ่ที่สุดไปได้หนึ่งอย่าง และก็ยังมีเวลาได้จดจ่อกับงานอย่างเต็มที่อีกด้วย

⏰ จัดตารางเวลาให้เหมาะสมกับความเป็นตัวเรา

ตารางเวลาช่วยให้เราสามารถจัดระเบียบความคิดของเราได้ดีว่าตั้งแต่เวลาไหนที่ต้องทำงานหรือถ้าเป็นเวลานี้ควรได้พักผ่อนแล้ว เพราะสมองของเราก็ไม่สามารถทำงานนาน ๆ ได้ตลอดทั้งวันเหมือนกับร่างกายของเรา ถ้าเรามีเวลาพักผ่อนที่ชัดเจน เช่น ภายในหนึ่งวันเรามีเวลาพักผ่อน 3 ครั้ง แบ่งออกเป็น ช่วงเช้า 30 นาที ช่วงพักเที่ยง 1 ชั่วโมง ช่วงบ่ายอีก 30 นาที  หรืออาจจะหาเวลาสร้างความบันเทิงให้กับตัวเองด้วยการฟังเพลงประมาณ 10 นาที มันก็ช่วยลดอาการสมองล้าที่นำไปสู่การไม่มีสมาธิได้ หรือถ้าหากจำเป็นต้องทำงานเกินเวลาที่กำหนดก็อย่าลืมหยุดพักผ่อนหลังจากที่ทำงานเสร็จแล้ว

ในช่วงสถานการณ์แบบนี้เราคงหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ที่น่าเบื่อหน่ายจากการกักตัวอยู่บ้านไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าหากพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจนส่งผลต่อสุขภาพใจของตัวเอง เช่น กังวลจนนอนไม่หลับ หรือกังวลจนไม่มีสมาธิทำงาน มันก็อาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าหรือส่งผลให้ทำลายสุขภาพใจของเราได้ ถ้าหากเราให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็เป็นตัวช่วยอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถกลับมามีความสุขกับทุก ๆ เรื่องได้เหมือนเดิม

หากใครที่กำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญมาดูแลใจของคุณ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือคุณทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้คุณกังวลจนนอนไม่หลับ หรือกังวลจนไม่มีสมาธิทำงานก็ตาม เราก็พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพใจของคุณเสมอ 😊💙

[ด่วน🔥] สำหรับผู้ใช้บริการครั้งแรก รับเลยส่วนลดถึง 10%

เพียงกรอกรหัส NEWCOMER289 ในการจองนัดหมายครั้งแรกผ่านแอปฯ ooca

วันนี้-30 กันยายนนี้เท่านั้น ดาวน์โหลดเลย 👉🏻 https://ooca.page.link/x78u

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Eysenck, Michael W., et al. “Anxiety and cognitive performance: attentional control theory.” Emotion 7.2 (2007): 336.

Miller, Christopher B., et al. “Tired and lack focus? Insomnia increases distractibility.” Journal of health psychology 26.6 (2021): 795-804.

BBC: https://bbc.in/2Wwzk13

Forbes: https://bit.ly/3gx6EMg

The Conversation (1): https://bit.ly/3Dh5Q8d

The Conversation (2): https://bit.ly/2Wt0VAj

Read More

Hello , Anxiety ขอบคุณที่อยู่กับฉันในวันที่โดดเดี่ยว

Hello, Anxiety

You’ve come to keep me company

Tonight, a lonely soul

I’ve tried to learn the art of letting go

สวัสดีความกังวลใจ

เธอเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนฉัน

คืนนี้ ที่ฉันรู้สึกโดดเดี่ยว

ฉันได้เรียนรู้ความสวยงามของการปล่อยวาง

แต่ละคืนเรานั่งอยู่เพียงลำพังในโลกใบเล็กของตัวเอง บอกไม่ได้เลยว่าตอนนี้ทุกอย่างมันยากลำบากเพราะอะไร ทำไมเราถึงต้องร้องไห้ ทำไมเราถึงต้องแบกรับความเหนื่อยล้า เรากังวล เราเป็นทุกข์ เรามีคำถามในใจมากมายที่หาคำตอบไม่ได้

วันที่โลกที่มืดมน เราได้แต่ภาวนาให้ตัวเองพบเจอความสว่างอีกครั้ง 💫

ความกังวลพัดมาเกาะกินใจเรา บางสิ่งสามารถเข้าใจและยอมรับได้แต่บางอย่างกลับมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดเป็นหมอกควันรบกวนความรู้สึก ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะหยิบมันขึ้นมาแก้ไข ใช้เวลาทำใจกว่าจะโยนมันทิ้งไป ไม่ต่างอะไรจากการสะสมขยะจนล้นถัง ไม่ได้ระบายไม่ได้ปล่อยวาง สุดท้ายก็กลายเป็นความกังวลที่เข้ามาทักทายไม่มีสิ้นสุด

What if the world won’t bend my way?
What will it take to be happy?

ไม่รู้ว่าตอนนี้เรายืนอยู่ที่จุดไหน แต่ปลายทางฉันอยากเป็นคนที่มีความสุข หลายครั้งเราถามตัวเองว่าทำไมคนรอบตัวถึงมีความสุขยกเว้นเรา “ทำไมชีวิตคนอื่นถึงดูง่าย มีแค่ชีวิตเราที่ยากเสมอ” เราหวังเพียงสักครั้ง โลกนี้จะเข้าข้างเราและทำให้เราเป็นคนที่มีความสุขที่สุด แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ อดีตยังคงเป็นความเจ็บปวดเสมอ อนาคตที่รอคอยก็ยังมาไม่ถึง สิ่งที่เราสัมผัสได้อาจเป็นเวลา “ปัจจุบัน” ที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ เพื่อรับรู้การมีอยู่ของ “ตัวเอง”

เหมือนกับที่เราโหยหายความเป็นจริง อะไรก็ได้ที่เข้ามาทำให้เรารับรู้การมีอยู่ของตัวเอง

I’m craving something real, a kind of rush that I can feel
The night is rough you know, I’ve cried but I won’t dare to let it show

เราอาจเดินหลงทางไปบ้าง บอกตัวเองนะว่า “ไม่เป็นไร”
เราอาจเคว้งคว้างในค่ำคืนที่ไม่รู้จะผ่านไปอย่างไร กอดตัวเองไว้นะ เราจะ “ไม่เป็นไร”

พรุ่งนี้จะยังคงเป็นวันใหม่ พระอาทิตย์จะยังทักทายเราด้วยแสงสว่างเสมอ
เราไม่จำเป็นต้องกลัวเมื่อ “ความกังวล” เดินเข้ามา

เสียงในหัวที่บีบให้เราทรมานอาจเป็นเพราะความกังวลนั้นไม่มีคำตอบ
‘ถ้าฉันไม่ทำแบบนั้นจะเป็นอย่างไร’
‘ฉันที่เป็นแบบนี้ ยังเป็นที่ต้องการอยู่ไหม’
‘พรุ่งนี้ทุกอย่างอาจเลวร้ายกว่าที่คิด’

นี่คือสิ่งที่ความกังวลบอกเรา ตอกย้ำว่า ‘เราหยุดคิดไม่ได้เลย’ คนรอบตัวก็คอยบอกเสมอว่า ‘คิดมากเกินไป’
อย่าโกรธเกลียดที่ตัวเองเป็นแบบนี้เลย ไม่ผิดอะไรถ้าเราจะมี “ความกังวล” เป็น “เพื่อน”
เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะอยู่กับความกังวล ลองเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความกังวลแบบที่ไม่มากไปไม่น้อยไป

แต่ละคนจัดการความกังวลได้ไม่เหมือนกัน รู้สึกกับมันในระดับที่ต่างกัน

ถ้าต้องอดทนกับทุกอย่าง เราเองคงจะ “เหนื่อย” มาก แต่การบอกให้เลิกกังวลคงเป็นไปได้ยาก ถ้าวันไหนความกังวลก่อตัวขึ้นในใจ อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธสิ่งที่มันกำลังรบกวนใจ อย่าเพิ่งเก็บกดมันไว้ ให้เราใช้เวลาอยู่กับความกังวลนั้นสักพัก จนเราเรียนรู้ว่าจะ “ปล่อยวาง” มันได้อย่างไร ปลายทางหลังผ่านพ้นความมืดนี้ไป อาจไม่มีอะไรเลวร้ายอย่างที่คิด

ไม่เป็นไร เราบอกลาความกังวลได้เสมอ
ฉันจะไม่เป็นไร
เธอจะไม่เป็นไร
เราจะไม่เป็นไร

เชื่อเถอะว่าเราผ่านมันไปได้ เราอยู่กับความกังวลได้ บางครั้งเราอาจต้องเดินออกมาจากบางสิ่งบางอย่าง เลิกคาดเดากับอะไรที่ยังมาไม่ถึง พาตัวเองกลับมาโอบกอดความรู้สึกในปัจจุบันอีกครั้ง 🙂

บอกตัวเองว่าเราเก่งพอที่จะผ่านทุกอย่างไปได้ในวันที่ความกังวลเข้ามาทักทาย
เราอาจเติบโตในอีกรูปแบบหนึ่งโดยมีความกังวลเป็นเพื่อนร่วมทางไปกับคุณ

ไม่ผิดเลยถ้าเราเดินออกจากโลกที่มืดมิดไม่ได้ ถ้าวันไหนความกังวลนั้นแผ่ขยายจนใจเรารับไม่ไหว อยากขอความช่วยเหลือจากใครสักคน อูก้าพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณได้พักหัวใจ เรามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยามากมายในแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาออนไลน์ คอยรับฟังและดูแลใจคุณทุกที่ทุกเวลา ให้อูก้าเป็นอีกหนึ่งกำลังใจดี ๆ ที่จะเดินไปกับคุณนะ 💙

🌟 ฟังเพลง Hello, Anxiety ของ Phum Viphurit ได้ที่นี่ https://bit.ly/3zrBsow

#OOCAinsight #PhumViphurit #HelloAnxiety

________________________________
⠀⠀⠀⠀
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/KFYm

Read More

เดี๋ยวดาวน์ เดี๋ยวนอยด์ เมื่อไหร่โควิดจะหายไปให้เราได้ใช้ชีวิตปกติซะที ?

เป็นไหม ? รู้สึกนอยด์ ๆ จากการเสพข่าวหรือเห็นในโซเชียลมีเดียว่าสถานการณ์โควิดในต่างประเทศเริ่มดีขึ้น คนประเทศอื่นเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่เรายังต้องอยู่บ้าน work from home ไปไหนไม่ได้ อยากออกไปเที่ยวผ่อนคลาย ทำกิจกรรมและใช้ชีวิตแบบปกติซะที สุดท้ายกลายเป็นรู้สึกดาวน์กับตัวเอง

ไม่ใช่แค่นอยด์เพราะเบื่อ แต่ดูเหมือนเราจะนอยด์กับ “โควิด” สุด ๆ แล้ว

อาการนอยด์หรือหวาดระแวง (Paranoia) เป็นภาวะผิดปกติทางความคิดที่ทำให้เรารู้สึกระแวง สงสัยอย่างไม่มีเหตุผล เกี่ยวข้องกับวิธีคิดที่แปลกหรือผิดปกติ หากเป็นชั่วครั้งชั่วคราวกับเรื่องที่ใคร ๆ ก็นอยด์ อาจไม่นับว่าเป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพ อย่างในช่วงโควิดสังเกตได้ว่าคนรอบตัวต่างก็ “นอยด์” กันไปหมด ไม่ต้องแปลกใจที่เราดาวน์ลง เพราะโควิดทั้งพรากความสุขและสั่นคลอนความปลอดภัยในชีวิตเรา

แต่ถ้าเรานอยด์กับโควิดจนอยู่ในจุดที่ใจเป็นทุกข์ ไม่สามารถควบคุมความคิดตัวเองได้ เราอาจดาวน์จนถึงจุดที่เรารับไม่ไหวอาจนำไปสู่โรคความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหวาดระแวง (Paranoid personality disorder : PPD) เป็นความหวาดระแวงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มักอยู่กับความสงสัย แม้ว่าจะไม่มีเหตุผลให้ต้องสงสัยก็ตาม เช่น คิดว่าคนอื่นไม่ชอบเรา รู้สึกไม่ไว้ใจใคร โดยเชื่อว่าผู้อื่นพยายามดูหมิ่น ทำร้าย หรือข่มขู่พวกเขาอยู่ตลอดเวลา

ด้วยชุดความคิดที่บิดเบือนนี้ทำให้ยากที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง มีปัญหาในการเข้าสังคม ความผิดปกตินี้มักเริ่มต้นในวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและดูเหมือนจะพบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อาการนอยด์นั้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึกแต่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวช (mental illness) นับเป็นอาการที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์

อะไรทำให้เกิดความผิดปกติของบุคลิกภาพหวาดระแวง ?

แม้จะมีการศึกษามากมายแต่ก็ยังไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงของ PPD แต่อาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางชีววิทยาและจิตวิทยาร่วมกัน พบว่าโรค PPD นั้นพบได้บ่อยในผู้ที่มีญาติหรือคนใกล้ชิดเป็นโรคจิตเภท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมระหว่างความผิดปกติทั้งสอง ประสบการณ์ในวัยเด็ก การถูกทอดทิ้ง ละเลยทางความรู้สึก รวมทั้งการบาดเจ็บทางร่างกายหรือทางอารมณ์อาจมีส่วนสำคัญต่อ PPD

จะรู้ได้ยังไงว่าเราแค่รู้สึกนอยด์หรือเสี่ยงต่อการเป็น PPD ?

ลองสังเกตความรู้สึกและความคิดของตัวเอง รวมถึงอาการดังต่อไปนี้ว่าเข้าข่ายหรือไม่

  • สงสัยในความสัมพันธ์ ความเคารพนับถือ หรือความเชื่อใจของผู้อื่น โดยคิดไปว่าผู้อื่นกำลังหลอกใช้หรือหลอกลวง
  • ไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยข้อมูลให้ผู้อื่นรู้ ระแวงเกินกว่าปกติ กลัวว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด
  • เป็นผู้ที่ไม่ให้อภัยใครและชอบยึดถือความขุ่นเคือง
  • อ่อนไหวง่าย และขาดความสามารถในการวิเคราะห์วิจารณ์
  • พยายามตีความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดหรือท่าทีของคนอื่นเสมอ ๆ
  • รู้สึกเหมือนถูกโจมตีจากคนอื่น ทั้งที่ไม่มีลักษณะนั้นปรากฏให้เห็น
  • ตอบโต้ด้วยความโกรธและตอบสนองอย่างรวดเร็ว
  • เกิดความสงสัยซ้ำ ๆ โดยไม่มีเหตุผล เช่น คิดว่าคู่รักของตนนอกใจ เพื่อนนินทาลับหลัง
  • มักเย็นชาและเหินห่างในความสัมพันธ์กับผู้อื่น ชอบคนควบคุมและหึงหวง
  • มองไม่เห็นบทบาทของตนในปัญหา เชื่อว่าตนเองถูกต้องเสมอ
  • จัดการอารมณ์ไม่ค่อยได้ ผ่อนคลายไม่เป็น
  • ตั้งตนเป็นศัตรู ดื้อรั้น และชอบโต้แย้ง

หากมีหลายข้อที่ตรงกับตัวเรา อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังมีปัญหาสุขภาพใจ แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์เพื่อทำการประเมินและวินิจฉัย สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ที่เป็นโรค PPD มักไม่แสวงหาการรักษาเพราะไม่ได้มองว่าตนเองมีปัญหา เมื่อต้องเข้ารับการปรึกษา ทำจิตบำบัด วิธีรักษาจะเน้นไปที่การจัดระบบความคิด เพิ่มทักษะการเผชิญหน้าและรับมือกับปัญหาทั่วไป ตลอดจนการเสริมทักษะทางสังคม การสื่อสาร และความภาคภูมิใจในตนเอง เพื่อให้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น

กระบวนการการรักษาต้องอาศัยความไว้วางใจเป็นพื้นฐาน จึงเป็นเรื่องท้าทายที่จะสร้างความเชื่อใจกับคนที่เป็น PPD ส่วนใหญ่การใช้ยาไม่ใช่หัวใจหลักของการรักษาโรคนี้ อย่างไรก็ตามอาจมีการใช้ยาร่วมด้วย หากอาการนั้นรุนแรงมากหรือมีปัญหาทางจิตที่เกี่ยวข้อง เช่น ความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า เช่น ยาต้านเศร้า ยาต้านความวิตกกังวล ยากล่อมประสาท หรือยารักษาโรคจิตเภท

ไม่อยากนอยด์ง่าย นอยด์เก่ง มีวิธีไหนที่เยียวยาใจตัวเองได้บ้าง ?

หากคุณเพียงแค่รู้สึกดาวน์ นอยด์กับสถานการณ์โควิด ท้อแท้กับสิ่งที่เป็นอยู่ อาจเริ่มจากการพูดคุยกับ “อูก้าแอปพลิเคชันคุยกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาผ่านวีดีโอคอล” ตัวช่วยที่ทำให้คุณเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ง่าย ๆ ในยุคโควิด ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลารอคิว เพราะอูก้าพร้อมอยู่กับคุณทุกที่ทุกเวลา แค่มีอินเทอร์เน็ตก็ดูแลใจแบบออนไลน์กันไปเลย #อูก้ามีทางออก #ปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์ #ปรึกษานักจิตวิทยาออนไลน์

  • คุยได้ทุกปัญหาส่วนตัวและอาการนอยด์ อารมณ์ดาวน์ สิ้นหวังเพราะโควิด หมดไฟ ฯลฯ
  • มีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี
  • นัดปรึกษาได้ในวันและเวลาที่คุณสะดวก
  • สะดวก ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวสูง
  • มีแบบทดสอบความเครียดเพื่อการประเมินที่เชื่อถือได้

ใครที่รู้สึกว่าตัวเองนอยด์ง่าย หงุดหงิดกับโควิด อยู่คนเดียวแล้วดาวน์บ่อย ๆ ก็ควรหาวิธีรับมือกับอารมณ์ลบที่สามารถทำได้เอง ไม่ว่าจะเป็น

  • เขียนบันทึก ลองสังเกตตัวเองและเขียนสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ตัวหนังสือช่วยสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าสิ่งที่เราเขียนมีอารมณ์เป็นบวกหรือลบมากกว่ากัน เริ่มตั้งแต่บันทึกเรื่องทั่วไป สิ่งที่ทำให้หวาดระแวง คิดลบบ่อยแค่ไหน เรามักจะดาวน์ช่วงไหน ทำให้ค้นหาสาเหตุหรือแนวโน้มของการเกิดอาการนอยด์ได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อไร มีอะไรที่ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้บ้าง
  • ปรึกษาคนรอบข้าง การพูดคุยกับคนที่ไว้วางใจเพื่อระบายสิ่งที่เราอึดอัดเป็นอีกวิธีที่ดี ไม่ทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว ทั้งยังช่วยรักษาความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อนและคนรอบข้างไว้
  • ผ่อนคลายและยืดหยุ่น หากิจกรรมที่ช่วยปรับสมดุลความคิด เช่น ออกกำลัง นั่งสมาธิ งานอดิเรกที่สนใจ เป็นต้น
  • ดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง ใส่ใจพฤติกรรมการนอนหลับ การรับประทานอาหาร มีสติรู้เท่าทันอารมณ์อยู่เสมอ

เชื่อว่าทุกคนอยากพาตัวเองออกจากอารมณ์ดิ่ง อยากให้โควิดหายไป แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนจากสลัดความรู้สึกดาวน์หรือความคิดในแง่ลบออกไป ยิ่งโควิดรุนแรงขึ้นทุกวัน เราอาจนอยด์ทั้งเรื่องสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงกังวลเรื่องอนาคต หน้าที่การงาน บ้างก็ระแวงว่าคนรอบตัวจะติดโควิดหรือเปล่า จนสิ่งเหล่านี้กระทบต่อสุขภาพกายและใจ นอยด์จนไม่อยากเจอกับใคร ยิ่งเห็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระยิ่งรู้สึกหมดหวังกับสิ่งที่เผชิญอยู่ ไร้ซึ่งพลังบวกในชีวิต จนจัดการความรู้สึกดาวน์ไม่ได้สักที

ถ้าโควิดไม่หมดไป แปลว่าเราต้องดาวน์แบบนี้ต่อเรื่อย ๆ หรือเปล่า ?

อย่างแรกให้เรา “ตั้งสติ” แล้วค่อย ๆ พิจารณาถึงสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดาวน์
สิ่งที่กังวลเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นและกระทบกับเราโดยตรงหรือไม่ ?
ก้อนความกังวลที่เราคิดเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ?
หรือเป็นอารมณ์ดาวน์เพราะเราคิดเปรียบเทียบกับคนอื่น ?

ไม่ผิดเลยที่เราจะห่วงความปลอดภัยของตัวเอง อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากพัฒนาเติบโตไปข้างหน้า แต่ความคิดที่ฟุ้งซ่านเกินความพอดีหรือห่างไกลจากความเป็นจริงมากเกินไปอาจบิดเบือนการรับรู้ของเราได้ โดยเฉพาะช่วงโควิดที่เราอยู่กับตัวเองค่อนข้างมาก ทำให้ความคิดแตกขยายได้ง่าย ยามที่เราทั้งโดดเดี่ยวทั้งควบคุมความคิดไม่ได้ เป็นอะไรที่อันตรายกับใจอยู่เหมือนกัน

โควิดเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายและคุกคามเรามากก็จริงแต่ไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองหรือรู้สึกผิดที่เราติดอยู่กับที่ นอยด์บ้างดาวน์บ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าลืมหาความสุขให้ชีวิต ยิ้มให้กับเรื่องง่าย ๆ จะได้มีแรงพาตัวเองออกจากอาการนอยด์ที่คอยบั่นทอนจิตใจ เริ่มต้นจัดการกับความรู้สึกดาวน์หรืออารมณ์นอยด์ง่ายที่ฉุดรั้งเรา ด้วยการเป็นเพื่อนกับอูก้า เพราะสุขภาพใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเสมอ

________________________________⠀⠀⠀⠀
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/Y8ep

อ้างอิงจาก

https://www.pobpad.com/หวาดระแวง

https://www.blockdit.com/posts/6034822d845c6b081e27fb84

https://www.webmd.com/mental-health/paranoid-personality-disorder

Read More

“ซึมเศร้า” ควรเป็นก่อนแล้วค่อยไปหาหมอ หรือควรไปหาหมอก่อนจะได้ไม่เป็น?

ในวิกฤติเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงในประเทศไทยจากสถานการณ์โควิด-19 สร้างความไม่แน่นอนให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ทางการเงิน ทางเศรษฐกิจมหภาค และทางการเมือง ฯลฯ ไหนจะมีข่าวด้านลบเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนและสื่อโซเชี่ยลมีเดียที่สร้างความหดหู่ให้กับเราไม่เว้นแต่ละวันจนหลายคนวิตกกังวลหรือกลัวว่า หากเจอแต่เรื่องเศร้าแบบนี้ทุกวันแล้วเราจะเป็นซึมเศร้าไหม ถ้าไม่ได้เป็นซึมเศร้าแต่อยากปรึกษาจิตแพทย์ป้องกันไว้ก่อนจะได้ไหม หรือว่าต้องรอให้เป็นซึมเศร้าก่อนถึงต้องไปปรึกษาจิตแพทย์ได้

เมื่อรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมรอบข้างของเรามีแต่พลังงานด้านลบ และเต็มไปด้วยความหดหู่หรือความโศกเศร้ามากเกินไปจนเสี่ยงต่อการเป็นซึมเศร้า เราควรรีบไปปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจป้องกันไว้จะดีที่สุด เพราะซึมเศร้าอาจเกิดขึ้นได้ทุกช่วงเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว หากเราปรึกษาจิตแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ช่วยให้ความเสี่ยงต่อการเป็นซึมเศร้าลดลงได้

ไม่ต้องรอให้เป็นซึมเศร้าก่อนก็ปรึกษาจิตแพทย์ได้เพื่อสุขภาพใจที่ดีของเรา

เป็นเรื่องปกติถ้าเราไปหาหมอก่อนที่จะเป็นซึมเศร้า เพราะขนาดการดูแลสุขภาพกายเองก็ยังมีการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อดูว่าร่างกายมีจุดบกพร่องตรงจุดไหน การดูแลสุขภาพใจก็ไม่ต่างกัน หากเราได้เข้ารับการประเมินสุขภาพใจ และได้เทคนิคในการจัดการกับภาวะทางอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะได้รู้ว่าใจของเรายังรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ไหวอยู่ไหม หรือมีภาวะทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันที่ลำบากขึ้นหรือไม่นั่นเอง

เพราะเรื่องของสุขภาพใจไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเหมือนกับสุขภาพกาย ถึงแม้ว่าเราคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไร แต่เมื่อเราต้องเจอกับภาระงานที่หนักอึ้งหรือปัญหาชีวิตมากมายที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนก็อาจนำไปสู่ภาวะทางอารมณ์ต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว หากรู้สึกว่าพฤติกรรมของเราเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น

🤒 ภาวะทางอารมณ์ไม่คงที่ เช่น เครียดมากกว่าปกติ

🤒 ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างไม่มีสาเหตุ

🤒 ความสนใจในเรื่องต่าง ๆ ของตัวเองลดลงอย่างไม่มีเหตุผล

🤒 ไม่สามารถจัดการกับความสัมพันธ์ได้ หรือมีความขัดแย้งกับคนรอบข้างบ่อยขึ้น

เมื่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากเกินไป การปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการหนักจนถึงขั้นป่วยเป็นโรคก็จะช่วยให้สามารถจัดการกับภาวะทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด ความกังวล หรือ ความเศร้าเองที่พอปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะนำไปสู่อาการซึมเศร้าได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างสุขภาพใจให้มีความสุขกับชีวิตเพิ่มมากขึ้นด้วย

เป็นซึมเศร้าแล้วก็ต้องรีบปรึกษาจิตแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้อาการหนักไปมากกว่านี้

แน่นอนว่าเมื่อรู้สึกเจ็บป่วยกายก็ต้องไปหาหมอเพื่อรักษาให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ใจของเราก็เช่นกัน เมื่อเจ็บป่วยใจก็ต้องได้รับการรักษาจากหมอเพื่อให้ใจกลับมาเข้มแข็งได้เหมือนกับร่างกาย ถ้าหากเรารู้ตัวว่าการเจ็บป่วยที่เรากำลังเผชิญอยู่ส่งผลให้การใช้ชีวิตของเราลำบากมากขึ้นจนไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์และเข้ารับการรักษาสุขภาพใจทันที เพราะถ้าปล่อยให้ป่วยใจนานก็ยิ่งเยียวยาใจได้ยาก เราจึงต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อบรรเทาอาการซึมเศร้าไม่ให้เป็นหนักไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม การไปหาหมอหลังเป็นซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่าเราละเลยกับการดูแลสุขภาพใจของตัวเองแต่อย่างใด บางครั้งเราต้องมีภาระทำงานที่ต้องจัดการค่อนข้างมากหรือยุ่งอยู่กับการใช้ชีวิตจนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ซึ่งจุดนี้เองทำให้เราเกิดเครียดหรือวิตกกังวลจนไม่ทันได้สังเกตตัวเอง พอมารู้ตัวอีกทีก็ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่เหมือนแต่ก่อนแล้ว เมื่อเรารู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่กับซึมเศร้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าปล่อยให้อาการซึมเศร้าคุกคามจนเรื้อรัง แต่ควรรีบไปปรึกษาจิตแพทย์และเข้ารับการรักษาสุขภาพใจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือไปหาหมอก่อนก็ควรได้รับการปรึกษาจิตแพทย์ทั้งคู่

มันไม่มีผิดไม่มีถูกว่าควรเป็นซึมเศร้าก่อนถึงไปหาหมอ หรือควรไปหาหมอก่อนที่จะเป็นซึมเศร้า เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราเลือกแบบไหน แต่ถ้าปลายทางของเรา คือ การปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการดูแลสุขภาพใจแล้ว หากมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือในการเริ่มต้นดูแลสุขภาพใจของเราก็เป็นเรื่องง่ายที่จะจัดการกับปัญหาในชีวิตและภาวะซึมเศร้าที่รบกวนใจอยู่ตลอดเวลาออกไปได้ ถ้าเราตระหนักถึงความสำคัญของการปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาให้มากขึ้น และคิดว่าเสมอการป่วยใจเป็นเรื่องปกติที่ควรจะได้รับการรักษาไม่ต่างกับป่วยกาย ก็ช่วยให้เราผ่านพ้นจากการเป็นซึมเศร้าและสามารถกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง

อย่าลืมว่า ‘ใจ’ ของเราเองควรได้รับการดูแลเหมือนกับร่างกายเสมอ หากคุณยังไม่รู้ว่าจะต้องไปปรึกษาจิตแพทย์ ที่ไหนให้อูก้าเป็นตัวช่วยของคุณ เพราะเรามีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี รับรองได้ว่าสุขภาพใจของคุณได้รับการดูแลที่ดีอย่างแน่นอน 🥰💙

________________________________⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/7erU
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

อ้างอิงข้อมูลจาก:

APA: https://bit.ly/3lgcHrV

verywellmind: https://bit.ly/2VpLDeA

HelpGuide: https://bit.ly/3BThh54

THE STANDARD: https://bit.ly/3BYF2Zy

THAI PUBLICA: https://bit.ly/37cblWQ

Read More

“แน่ใจว่าไม่ได้จัดฉาก?” ปฏิเสธความจริงหรือต่อสู้กับ “ความเชื่อ” ในใจ

“เรื่องโกหกฉันไม่เสียเวลาอ่านหรอก”

“ฉันไม่เถียงกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

“ที่แชร์กันไม่จริงสักอย่าง แหล่งข่าวเชื่อถือไม่ได้”

ถ้าเราเคยมีความคิดทำนองนี้กับข่าวหรือโพสต์อะไรก็ตามที่คนแชร์ต่อหรือถกเถียงกันในสังคม ที่จริงมันอาจเป็นเรื่องดีที่เรารู้จักตั้งคำถามก่อนที่จะหาคำตอบ แต่ถ้าเราปฏิเสธบางสิ่งบางอย่างหรือผลัก ‘ความจริง’ ออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะการ ‘ยอมรับ’ จะทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกเหมือนถูกคุกคามทางใจ การเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราอาจทนไม่ได้นั้น อาจเป็นกลไกทางจิตที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเอง

เจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ซิกมุนด์ ฟรอยด์ได้เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า ‘กลไกการป้องกันทางจิต’ (Defense mechanism) แต่ไม่ใช่ทุกคนจะปฏิเสธด้วยวิธีแบบที่ฟรอยด์บอก เพราะเราทุกคนต่างมีรูปแบบในการปฏิเสธแตกต่างกันไป ตามความสบายใจหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ซึ่งการปฏิเสธในระยะสั้นมักถูกนำมาใช้บ่อย ๆ เพราะเป็นประโยชน์ในการทำลายความตึงเครียดหรือสถานการณ์ที่รุนแรง เพื่อช่วยไม่ให้ร่างกายเราตกใจและติดหลุมของความทุกข์ในระยะยาว จนเราเคยชินกับการปฏิเสธความจริงซ้ำ ๆ หากติดเป็นนิสัยเราอาจละทิ้งความจริงไปเลย สุดท้ายเราจะเจอกับปัญหาการปรับตัว (Unhealthy adaptive pattern)

หลีกหนีข้อเท็จจริงแม้จะมีหลักฐานมากมาย อาจเป็นเพราะพวกเขากำลังตัดสินใจว่า

🤔 เมินดีไหม ?

“มองไม่เห็น เท่ากับมันไม่มี” หรือเป็นการปฏิเสธในเชิง “out of sight, out of mind” เมื่อเราไม่พอใจหรือมีอะไรที่รบกวนความรู้สึกก็แค่วางมันไว้ที่เดิม ดันออกไปด้านข้าง หรือจับมันโยนออกจากตัวเราไปซะ เท่านี้ก็แปลว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องยอมรับการมีอยู่ของก้อนความจริงที่เราไม่ต้องการ

🙈 ย่อขนาดความจริงให้เล็กที่สุด

“มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล…ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่หรือส่งต่อความกังวลให้คนอื่น” การย่อปัญหาให้เล็กที่สุดเกิดขึ้น แปลได้ว่าพวกเขามีคนมีสติพอที่จะรับรู้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว แต่มีแนวโน้มที่จะมองข้ามผลกระทบ หรือยอมรับว่ามันเป็นปัญหา เพราะต้องการลดความรุนแรงทางจิตใจ

☹️ ถ่ายโอนความรับผิดชอบ

“รู้ว่ามันเป็นปัญหา แต่ฉันไม่สามารถทำอะไรกับมันได้”

“ไม่เป็นไร ทุกอย่างจะต้องออกมาดี”

การปฏิเสธประเภทนี้พบได้เมื่อเรายอมรับปัญหาที่มีอยู่ แต่ปฏิเสธบทบาทและความรับผิดชอบในการแก้ไข รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงจังและสิ่งที่เกิดมีข้อเท็จจริงพิสูจน์ แต่ไม่อยากเผชิญกับการถูกตำหนิหรือความเสี่ยงที่จะตามมา

ปัญหาของความคิดเหล่านี้คือปัญหาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและมักจะทับถมขึ้นเรื่อย ๆ อะไรที่เราไม่แก้ไข มนุษย์จะตกหลุมของความเคยชินและทำซ้ำ ในขณะที่การเอาตัวรอดด้วยการหลีกเลี่ยงเหมือนจะง่ายกว่า แต่สุดท้ายการปกป้องใจตัวเองแบบผิด ๆ อาจผลักไสความช่วยเหลือออกไป เมื่อไรที่เราหนีไม่พ้นหรือใช้วิธีปฏิเสธความจริงแบบเดิม ๆ ไม่ได้ เราก็มองหาทางใหม่ไปเรื่อย ๆ จนเราเริ่มแยกแยะความเป็นจริงกับสิ่งที่เป็นเท็จไม่ออก สุดท้ายกลายเป็นวงจรที่นำความทุกข์มาให้ใจเรา

สิ่งที่น่ากังวลคือกลไกป้องกันตัวเองแบบนี้ เชื่อมโยงกับพฤติกรรมอันตราย เช่น การเสพติด การทำร้ายร่างกาย และปัญหาทางใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความนับถือตนเองต่ำ (Low self-esteem) ปัญหาความสัมพันธ์ (Relationship issues) ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality disorders) ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวล

🤔 เราต่อสู้กับความจริงหรือต่อสู้กับ “ความเชื่อ” ในใจตัวเอง

การปฏิเสธเป็นรากฐานที่สำคัญของความเป็นจริงทางเลือก (Alternative reality) คือเราเลือกได้ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ การให้เหตุผลที่มีแรงจูงใจ การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ความไม่ลงรอยกันทางปัญญา (Cognitive dissonance) การคิดแบบเหมารวม และอคติในการยืนยัน (Confirmation bias) ซึ่งทำให้เราเปิดรับแต่ชุดข้อมูลที่จะมายืนยันความเชื่อของเราเท่านั้น ความชอบไม่ชอบจะทำให้เราเลือกวิธีหาหลักฐานและตีความในแบบที่เราสบายใจ การหลีกเลี่ยงอารมณ์เชิงลบกระตุ้นให้เราปรับสิ่งต่าง ๆ ตามใจตัวเองและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงหรืออะไรที่ขัดกับใจเรา

👀 ลืมตาเพื่อรับรู้ แม้จะเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้

การยอมรับความจริงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะ “ความจริง” ไม่ได้ถูกลดทอนคุณค่าจากคนที่ทำลายมันเท่านั้น แต่คนที่ปฏิเสธความจริงด้วยกลไกป้องตนเองก็กำลังเพิกเฉยมันเช่นกัน เพราะนั่นอาจเท่ากับเรากำลังสนับสนุนคนที่พยายามล้มล้าง “ความจริง”

พวกเราไม่มีใครอยากเผชิญความเจ็บปวดทางอารมณ์ ดังนั้นการปฏิเสธความจริงจึงถือเป็นความตั้งใจเริ่มต้นของเรา บางครั้งมันก็คือ “หนทางรอด” อย่างไรก็ตามการเรียนรู้วิธีรับมือและจัดการกับความรู้สึก ปัญหา และสถานการณ์ที่ไม่สบายใจในชีวิต เป็นการถนอมสุขภาพจิตของเราอย่างถูกวิธีมากกว่าและทำให้เราก้าวข้ามการปฏิเสธความจริงแบบผิด ๆ ได้

บางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่จริงอาจตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเชื่อ เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าเราอยากเชื่อในแบบที่ต่างออกไป จะให้ยอมรับทั้งที่ไม่ชอบมันได้อย่างไร ? วิธีที่ง่ายที่สุดอาจเริ่มจากการถามตัวเองว่าถ้าเราไม่ตอบสนองต่อสิ่งนั้น จะมีผลกระทบหรืออันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างมากน้อยเพียงใด ?

ในวันนี้ที่เราใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าที่เคย แต่ข้อมูลข่าวสารกับล้นหลามจนรับไม่ไหว ถ้าจิตใจของคุณกำลังเหนื่อยล้าหรือต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่รบกวนใจ ลองเริ่มต้นด้วยการถ่ายเทภาระทางใจมาให้อูก้า เพื่อนรู้ใจที่พร้อมดูแลคุณทุกที่ทุกเวลากับบริการปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาออนไลน์ เรายินดีรับฟังทุกปัญหาและหาทางออกร่วมกันกับคุณ เพราะสุขภาพใจไม่ควรถูกละเลย 💙💚

#OOCAknowledge

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/v1W7
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

https://www.psychalive.org/denial-the-danger-in-rejecting-reality/

https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/adult-health/in-depth/denial/art-20047926

https://www.betterhelp.com/advice/general/what-is-denial-psychology-how-to-address-it/

Read More

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปหาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา?

การดูแลสุขภาพใจเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพใจมากกว่าที่เคยเป็นมา แต่หลายคนก็ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเข้ารับบริการด้านสุขภาพใจกันว่าระหว่าง ‘จิตแพทย์’ กับ ‘นักจิตวิทยา’ จะรู้ได้ไงว่าต้องไปหาใครถึงจะเหมาะสมกับปัญหาใจของเรา 🤔

ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาล้วนสามารถประเมิน บำบัด และรักษาโรคทางจิตเวชได้ การทำงานจึงค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกันจนเราสับสนว่าทั้งคู่มีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะดูเหมือนว่าทั้งคู่ก็สามารถดูแลสุขภาพใจของเราได้ ในทางกลับกัน ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาเองมีมุมมองในการรักษาใจที่แตกต่างกัน โดยจิตแพทย์จะทำการรักษาด้วยการใช้ยาเข้ามาช่วยเป็นหลัก และนักจิตวิทยาจะทำการรักษาด้วยการพูดคุยและการทำจิตบำบัดเข้ามาช่วยให้ดีขึ้นนั่นเอง

อยากพูดคุย, จัดการอารมณ์และความรู้สึก หรือประเมินสุขภาพใจให้ ‘นักจิตวิทยา’ เป็นผู้ช่วยของคุณ

เมื่อคุณมีความรู้สึกไม่สบายใจหรือเครียดกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามารุมเร้าจนการใช้ชีวิตประจำวันยากลำบากขึ้น หากมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยจัดการปัญหาให้คลี่คลายลงได้ก็คงจะดีไม่น้อย นักจิตวิทยาก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการจัดการกับปัญหาที่รบกวนใจของคุณได้ เพราะนักจิตวิทยามีความเชี่ยวชาญในการเยียวยาใจให้ดีขึ้นพร้อมกับจัดการอารมณ์และความรู้สึก และยังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ‘นักจิตวิทยา’ มีหลากหลายสาขามาก ไม่ว่าจะเป็น นักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยาอุตสาหากรรมและองค์กร นักจิตวิทยาการปรึกษา หรืออื่น ๆ มากมาย แต่ในวงการสุขภาพใจส่วนใหญ่แล้วเราต้องเจอกับนักจิตวิทยาคลินิกและนักจิตวิทยาปรึกษาเป็นหลัก บางครั้งนักจิตบำบัดเองก็เข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพใจด้วยเหมือนกัน

ส่วนใหญ่แล้วนักจิตวิทยาให้ความสำคัญกับพฤติกรรม อารมณ์และความคิดที่ส่งผลต่อใจของเรา การรักษามักจะเน้นที่การบำบัดด้วยการพูดคุยที่ให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น พร้อมทั้งรับฟังเรื่องราวและช่วยให้คำปรึกษาโดยไม่ชี้แนะว่าต้องทำแบบไหนถึงจะดี แต่จะพูดคุยสะท้อนเนื้อความ (Reflecting Content) และสะท้อนความรู้สึก (Reflecting Feeling) ให้เราคิดตามและเข้าใจสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเราในระหว่างที่พูดคุยกันเพื่อให้เราได้รู้สึกเหมือนมีเพื่อนที่คอยรับฟังและพร้อมที่เข้าใจปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตโดยไม่ตัดสิน ไม่ตีตราและพยายามหาทางช่วยให้เราจัดการกับปัญหาที่รบกวนใจให้หมดไป

แม้ว่านักจิตวิทยาไม่สามารถสั่งจ่ายยาในการรักษาโรคเหมือนจิตแพทย์ได้ แต่นักจิตวิทยาก็มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยามาประเมินปัญหาสุขภาพใจของเราเพื่อเป็นแนวทางในการรักษาให้ตรงจุด อีกทั้งนักจิตวิทยายังสามารถใช้ทฤษฎีต่าง ๆ มาปรับพฤติกรรม อารมณ์ และความคิดที่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตของเราให้สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไปได้

อยากวินิจฉัยและรักษาโรคทางใจ ‘จิตแพทย์’ ช่วยคุณได้

หากคุณมีอาการ เศร้า วิตกกังวลหรือเครียดมากเกินไปจนรู้สึกควบคุมตัวเองหรือสิ่งต่าง ๆ ได้ยาก ในบางครั้งอาจมีอาการผิดปกติทางร่างกายหรือสมองร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น

🤒 มีปัญหาการนอนไม่หลับ

🤒 สมาธิในการทำงานน้อยลงมาก

🤒 ป่วยกายโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างแน่ชัด เช่น ปวดหัว ปวดท้อง เป็นต้น

🤒 เศร้า หรือวิตกกังวลจนหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม

เมื่ออาการดังกล่าวนี้ส่งผลเสียจนรบกวนการใช้ชีวิตของคุณมากเกินไป การไปหาจิตแพทย์จึงเป็นตัวช่วยที่เหมาะกับปัญหาใจของคุณที่สุด เพราะจิตแพทย์เข้าใจอาการผิดปกติทางใจที่ส่งผลต่อร่างกายและสมองได้ดี อีกทั้งยังมีความเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาโรคทางใจ ว่าอาการดังกล่าวนี้ต้องประเมินการรักษาอย่างไรให้ตรงจุดที่สุด

จิตแพทย์ให้ความสำคัญกับอาการผิดปกติทางใจจากการทำงานของร่างกาย สมองและระบบประสาทส่วนกลางเป็นอย่างมาก การรักษามักจะเน้นที่วินิจฉัยและรักษาโรคทางจิตเวช เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า หรือโรคทางใจอื่น ๆ ด้วยการใช้ยาเข้ามาช่วยควบคุมระดับสารเคมีในสมอง นอกจากนี้ จิตแพทย์เองก็ยังรักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองด้วย และก็ยังสามารถให้คำปรึกษาและทำจิตบำบัดเหมือนกับนักจิตวิทยาได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าจิตแพทย์กับนักจิตวิทยามีมุมมองในการรักษาที่แตกต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเสมอ โดยปกติแล้ว จิตแพทย์เป็นด่านแรกในการประเมินและวินิจฉัยเบื้องต้นแล้วส่งต่อให้กับนักจิตวิทยาได้ทำการดูแลอย่างต่อเนื่องด้วยการบำบัดด้วยการพูดคุยนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ไม่มีสายงานไหนที่มีความเชี่ยวชาญมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะถ้าหากขาดสายงานใดสายงานหนึ่งไป สุขภาพใจของเราก็จะไม่ได้เข้ารับการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาล้วนมีความสำคัญในการดูแลสุขภาพใจไม่แพ้กัน

การไปหาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าหวาดกลัว หากคุณต้องการพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปที่ไหนและจะต้องเริ่มต้นอย่างไร ให้อูก้าเป็นจุดเริ่มต้นของคุณ ทีมนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ยินดีรับฟังเรื่องราวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่เราพร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ

🥰💙


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/XEK8
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca.⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงข้อมูลจาก:

Psychology Today: https://bit.ly/3BBcXaF

Choosing Therapy: https://bit.ly/3y6iZ0K

POBPAD: https://bit.ly/2TEYhWS

Read More
introvert ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

แปลกตรงไหนที่ Introvert จะโหยหาคนอื่นบ้าง?

“เป็น introvert หรอ แบบนี้ก็ชอบอยู่คนเดียวหน่ะสิ”

มนุษย์เราชอบการแบ่งพรรคจัดกลุ่มมาแต่ไหนแต่ไร ใช้สารพัดวิธีในการรวมคนที่เหมือนกันเข้าด้วยกัน ตามเชื้อชาติบ้าง ศาสนาบ้าง ความชอบบ้าง ปัจจุบันเราก็นิยมการทำแบบทดสอบ MBTI เพื่อบอกว่าคนนี้นิสัยพื้นฐานเป็นแบบนี้เหมาะกับอาชีพอะไร ใครเข้ากับใครได้บ้าง จนเกิดคำถามยอดฮิตว่า “คุณเป็น introvert หรือ extrovert ?”

.

อธิบายง่าย ๆ ลักษณะ introvert จะรักสันโดษ ชอบความสงบ แสดงออกในแบบพอดี มักจะคิดก่อนทำ ชาร์จพลังด้วยการอยู่คนเดียวหรือการทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคนกลุ่มนี้เกลียดการเข้าสังคมหรือขี้อาย เพียงแต่สบายใจกับการคิดและอยู่กับตัวเอง คน introvert นั้นใส่ใจคนรอบตัวและอ่อนไหวลึกซึ้ง ตรงกันข้ามคนที่เป็น extrovert นั้นกล้าแสดงออก เติมพลังด้วยการพบปะผู้คน ชอบเข้าสังคมและเป็นมิตร

.

ดูเผิน ๆ จึงคิดว่าการเป็นเพื่อนกับคน introvert น่าจะยากกว่าเพราะนิยามของคนทั้งสองประเภทดูเหมือนจะเป็นขั้วตรงข้าม หลายคนเลยปักใจเชื่อแบบสุดโต่งกว่า introvert เป็นคนเก็บตัว เย็นชา ไม่สนใจใคร ส่วน extrovert เป็นสายปาร์ตี้ เพื่อนเยอะ ต่อมาก็มีการพูดถึง ambivert ที่อยู่ตรงกลางระหว่างคนสองประเภทอีก ก่อนอื่นเราอยากให้คุณทำลายอคติและความเชื่อเกี่ยวกับนิยามของ introvert และ extrovert ไปก่อน

.

เพราะเราสามารถเป็นแบบไหนก็ได้และบุคลิกภาพของเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

.

“ฉันเป็น introvert แต่ทำไม work from home นาน ๆ แล้วอยากออกไปเจอเพื่อนจัง” รู้ตัวอีกที เราก็เป็นฝ่ายโทรชวนเพื่อนออกไปกินข้าวก่อน หาเรื่องออกนอกบ้าน ไปเดินห้างฯ หรือทำอะไรก็ได้ที่ได้เจอผู้คน ถ้าเราคิดแบบนี้หรือเราจะเปลี่ยนไปเป็น extrovert หรอ ?

จะบอกว่าไม่ใช่…ลองนึกภาพมือถือที่ชาร์จแบตทิ้งไว้นาน ๆ เต็มแล้วก็ทิ้งไว้อย่างนั้นไม่ถอดปลั๊ก สุดท้ายกลายเป็นเครื่องร้อน ส่งผลเสียมากกว่าดี คนอยู่บ้านนาน ๆ ก็แบบนั้นแหละ สุดท้ายก็ต้องออกไปเจอ พูดคุยกับผู้คนบ้างนาน ๆ ครั้ง แต่หากถามว่าจะกลายเป็น extrovert เลยไหม ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น

.

จากที่เคยคิดว่า introvert ต้องชอบอยู่คนเดียวตลอดเวลา ปลีกวิเวก โลกส่วนตัวสูงเท่ากำแพงเมืองจีนก็ไม่เสมอไป ต่อให้เราจะหวงพื้นที่ส่วนตัวแค่ไหน แต่ถ้าเราอยู่คนเดียวนานไปก็ไม่แปลกเลยที่เราจะโหยหาผู้คนเหมือนกัน เพียงแต่วิธีปฏิสัมพันธ์หรือรูปแบบการเข้าสังคมอาจไม่เหมือนกับ extrovert รวมถึงระดับความ introvert อาจทำให้บางคนเคยชินกับการอยู่คนเดียวนาน ๆ ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ แต่พวกเขาไม่ได้เกลียดผู้คน กลับกัน extrovert ก็ใช่ว่าจะชอบเรียกร้องความสนใจหรืออยู่ท่ามกลางผู้คนได้ตลอดเวลา ด้วยไลฟ์สไตล์ ช่วงวัย และปัจจัยอื่น ๆ ก็มีส่งผลต่อบุคลิกภาพเช่นกัน สุดท้ายเราก็ต้องหาสมดุลชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง

.

เพราะมนุษย์นั้นมีหลากหลายแง่มุมในตัวเอง บุคลิกภาพก็แตกต่างกัน นิสัยแบบนี้นิด อารมณ์แบบนั้นหน่อยฉะนั้นเราไม่ควรตีกรอบว่างานสังสรรค์จะชวนแต่เพื่อนที่เป็น extrovert เพราะพวก introvert ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว หรือถ้ามีปัญหาอยากปรึกษาเพื่อน ควรเลือกคนที่เป็น introvert มากกว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ introvert คือหลายคนเชื่อว่า introvert มักวิตกกังวล แปลกแยกเวลาเข้าสังคม ไปจนถึงมีปัญหาในเชิงบุคลิกภาพ แต่ที่จริง introvert ก็คือคนทั่วไปที่เดินสวนกับเรานี่แหละ บางคนอาจเป็นคนพูดเก่ง เป็นมิตรด้วยซ้ำ

.

ไม่ว่าจะ introvert หรือ extrovert เราต่างต้องการที่พึ่งทางใจ (emotional support) และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ทุกคนมีความรู้สึกเหงา แม้แต่คนที่อยู่ท่ามกลางสปอร์ตไลท์ มีเพื่อนมากมายก็ยังเหงาได้ introvert อาจจะมีส่วนร่วมโดยการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมแต่ไม่ได้ต้องการทำอะไรมาก พวกเขาก็รู้สึกเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ และมีความสุขแล้ว สิ่งสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์ระดับลึกมากกว่า การพบปะเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ และมีบทสนทนาที่ลึกซึ้งก็เพียงพอที่จะช่วยให้หายเหงาได้แล้ว

.

การโหยหาผู้คนไม่ได้มีข้อจำกัด ไม่มีใครถูกหรือผิด ทุกคนต่างมีอารมณ์ความรู้สึก ถ้าหากสบายใจที่จะอยู่คนเดียวเราก็แค่ใช้เวลาเพียงลำพัง แต่ถ้าเมื่อไหร่อยากออกไปเจอผู้คนก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ ไม่ต้องรู้สึกหนักใจหรือไปยึดติดกับคำพูดคนอื่นให้มากมาย “ความสุข” ควรมาจากตัวเราที่เลือกให้ตัวเอง

จะบุคลิกแบบไหน เราก็มีความเหงา ความเครียดด้วยกันทั้งนั้น หากคุณต้องการใครสักคนคอยรับฟังและเป็นที่พึ่งพิงทางใจ ให้อูก้าช่วยคุณได้ เราพร้อมบริการทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันอูก้าหรือเข้าเว็บไซต์ของเรา ก็พบจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เลย

#OOCAstory

————————————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/itvblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More
เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์

ภาระทางใจของความเป็นผู้ใหญ่ “เรื่องแบบฉันนี้บอกใครไม่ได้”

“เราเหนื่อยไม่เป็นไร แต่ครอบครัวห้ามลำบาก” นี่เป็นสิ่งที่ผู้เป็น “หัวหน้าครอบครัว” คิดไว้เสมอ โดยเฉพาะเวลาแบบนี้มากกว่าครั้งไหน ๆ เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เหลือแค่เราที่ต้องปรับตัวตามมันให้ทัน

.

แม่เราเป็นผู้จัดการธุรกิจที่บ้านทั้งหมด 2 ธุรกิจ ซึ่งกำลังค่อย ๆ กลายเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนยุคนี้อีกแล้ว ยิ่งเศรษฐกิจชะลอตัวอยู่ในสภาพที่มันเป็นอยู่ ทุกสัปดาห์เป็นการต่อสู้ที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ไม่ว่าจะจากยอดขาย ทั้งจากลูกค้ารายใหญ่และรายย่อยที่ลดลงเรื่อย ๆ และการต้องคิดหาโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อการปรับตัวระยะยาว ซึ่งยังไม่รวมกับการต้องดูแลคนงานอีกหลายชีวิตในโรงงานอีกด้วย ไหนจะต้องดูแลลูก ๆ ที่ยังเพิ่งเป็นเด็กจบใหม่ ยังหางานทำไม่ได้ และแมวอีกสามตัว

.

ถ้าเราอยู่ในจุดเดียวกันกับเขา เราคิดว่าคงไม่มีทางแบกความรับผิดชอบแบบนี้ไหวแน่นอน แค่การเรียน การทำงาน การดูแลสุขภาพกายและใจไปพร้อม ๆ กันก็เป็นเรื่องยากแล้ว หัวหน้าครอบครัวเขาทำได้ยังไง โดยแทบจะไม่เอ่ยปากบ่นเลย ?

.

จริง ๆ แล้วบ่อยครั้งการเป็นหัวหน้าครอบครัวนี่แหละคือคำตอบ ว่าทำให้คนรุ่นพ่อแม่เราหลาย ๆ คนไม่ค่อยพูดเรื่องภายในใจเลย หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบทำให้เขาเลือกที่จะก้มหน้าทำงานหนักต่อไป “ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้สึกถึงความหนักหน่วง เหมือนอย่างที่เรารู้สึก”

.

Tracy Ross นักสังคมสงเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบำบัดคู่รักและครอบครัวกล่าวว่า สำหรับคนรุ่น Baby Boomer มองเรื่องการไปหาจิตแพทย์ว่าเป็นเรื่องที่ควรเก็บไว้เป็นความลับและเป็นเรื่องน่าละอาย “พวกเขาเชื่อมโยงปัญหาทางใจกับการเป็นคนอ่อนแอและความล้มเหลว รวมไปถึงการเป็นจุดด่างพร้อยของครอบครัว เรียกว่าเฟลทั้งชีวิตส่วนตัวไปจนถึงระดับสังคม และจะไม่ไปปรึกษาแพทย์จนกว่าจะไม่มีทางเลือกอื่น”

.

โดยเธอกล่าวอีกว่าคนรุ่นพ่อแม่มักใช้การเข้าสังคมเพื่อกดทับความคิดแง่ลบภายในเอาไว้แทน ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าตั้งแต่มี Covid-19 เข้ามาและเจอกับการกักตัวเป็นระยะๆ วิธีนี้จึงไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป นอกจากนั้นหลาย ๆ คนยังเชื่อว่าการออกไปพบจิตแพทย์เป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง กับการเสียเงินเพื่อไปนั่งคุยกับหมอ ทั้งที่ปัญหาเกิดขึ้นที่เราก็ควรจะจบที่เรา

.

แต่ไม่ได้แปลว่าการคุยเรื่องปัญหาชีวิตของพ่อแม่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงการคุยเพื่อทำลายกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นหลายสิบปีนั้นต้องเริ่มจากคนใกล้ตัวและใช้เวลาในการทำความเข้าใจ เราอาจยกตัวอย่างเคสผู้ใหญ่ที่ไปได้รับคำปรึกษาแล้วดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เข้าหาเขาด้วยความรักความเข้าใจ ให้เขาได้รู้ว่าเรื่องของการดูแลตนเองเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการใส่ใจสุขภาพจิตที่ดีไม่ถือว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเวลา รวมถึงเปิดใจเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้เขาฟัง

.

เพราะคนแต่ละวัยมีความเชื่อและค่านิยมที่แตกต่างกันไป อยากให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่สามารถยอมรับได้หากเข้าใจว่าประสบการณ์และวิธีการมองชีวิตของคนเรานั้นไม่เหมือนกันเลย มันมาจากความเชื่อที่ถูกปลูกฝังโดยไม่รู้ตัว จากรุ่นสู่รุ่น วิวัฒนาการ การเติบโตขึ้น การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจมนุษย์ทุกวันนี้ก็ทั่วถึงและครอบคลุมกว่าเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เหลือแค่เราที่ต้องปรับตัวตามมันให้ทัน เช่นเดียวกันกับการดูแลจิตใจของตัวเอง

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนมีความเครียด อยากพูดคุยกับใครสักคน สามารถนัดกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้าได้เลย ไม่ว่าจะปัญหาอะไรเราก็พร้อมดูแลใจทุกคนเสมอ ให้อูก้าได้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยกับทุกคนนะ

#OOCAstory


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/adstrblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง

Read More
นอนไม่หลับ เหนื่อย พบจิตแพทย์

“เหนื่อย” แต่ “นอนไม่หลับ” ปรึกษาจิตแพทย์

เบื่อไหมที่นอนกลิ้งไปมา แต่หลับไม่ลง ?

รู้สึกเหนื่อยแทบตาย แต่นอนไม่หลับแทบทุกคืน

ตื่นมาไม่สดชื่น ง่วงซึมทั้งวัน

ใคร ๆ ก็มีอาการเหนื่อยล้า โดยเฉพาะคนที่ใช้แรงกายเยอะ แต่รู้ไหม คำว่า ‘เหนื่อย’ มีความหมายซ่อนอยู่

เมื่อเราเริ่มเหนื่อยล้าหรือพักผ่อนอาจจะไม่เพียงพอ นี่เป็นสัญญาณที่อันตรายกว่าที่คิด เพราะเรากำลังมองข้ามสาเหตุที่แท้จริงของความเหนื่อยอยู่ แล้วกายและใจของเราก็ยิ่งเหนื่อยล้า หม่นหมองเมื่อเราอยากผ่อนคลาย แต่ไม่สามารถทำได้ อย่างการนอนหลับให้สนิท ทำให้ตื่นมารู้สึกไม่สดชื่น เหมือนยังไม่ได้พักผ่อน

ข้อมูลจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยอธิบายว่า ปัญหาการนอนหลับนั้นเป็นเรื่องที่พบบ่อยมาก สูงถึง 30 % ของประชากรทั่วไป ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เลยไม่คิดว่าต้องรักษาหรือพบแพทย์ แต่การนอนไม่หลับสามารถทำให้เรารู้สึกหดหู่ กังวลและเครียด จึงไม่แปลกใจเลยว่าการนอนไม่หลับนั้นส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและใจ

สาเหตุของอาการนอนไม่หลับ

  • ชีวิตประจำวัน ในแง่ของพฤติกรรมที่เราทำทุก ๆ วันส่งผลให้นอนไม่หลับโดยไม่รู้ตัว หรืออาจจะรู้แต่ก็ปรับได้ยาก เช่น ติดกาแฟ แอลกอฮอล์ การกิน หรือติดโซเชียลมากเกินไป เป็นต้น เพราะบางอย่างทำให้สมองทำงานหนักจนยากที่จะหยุดได้ แม้แต่ตอนกลางคืนที่ควรพักผ่อน
  • สภาพแวดล้อม หลายคนอาจจะมีปัญหาเมื่อต้องนอนแปลกที่ หรือเป็นคนหลับยาก ฉะนั้น อากาศ อุณหภูมิ แสง เสียง ขนาดของห้อง หรือแม้แต่ที่นอนก็ทำให้นอนไม่หลับได้ อาจต้องใส่ใจเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้คุ้นชินและสบายมากที่สุด
  • ปัญหาสุขภาพ เมื่อร่างกายมีบางอย่างผิดปกติ เราอาจรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว หายใจไม่สะดวก มวนท้อง ฯลฯ อาการเจ็บปวดที่รู้สึกได้นี้ อาจรบกวนการนอนของเรา ทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ หรือนอนไม่ได้
  • ด้านจิตใจ ต้องบอกว่าสำคัญมาก ความเหนื่อย ความเครียด วิตกกังวล หรือพลังงานลบต่าง ๆ ที่เข้ามารบกวนจิตใจ ทำให้เราหยุดคิดมากไม่ได้ ยิ่งเราคิดวนเวียนในช่วงกลางคืนอาจจะทำให้เรารู้สึกไร้ค่าท้อแท้ หดหู่ ซึมเศร้าได้ เมื่อสะสมนานไปอาจมีผลต่อสุขภาพจิตของเราได้

ทำไมควรพบจิตแพทย์เมื่อนอนไม่หลับ ?

อย่างที่กล่าวไปว่าอาการนอนไม่หลับ เหนื่อยล้า หากสะสมเป็นเวลานานย่อมส่งผลต่อร่างกาย อารมณ์ ความคิดและสภาพจิตใจ หลายคนที่นอนไม่หลับ จริง ๆ แล้วทั้งเหนื่อย อ่อนล้า ง่วงนอน แต่เมื่อถึงเวลาเข้านอนกลับหยุดความคิดตัวเองไม่ได้ บางครั้งคล้ายกับว่าเรานอนหลับแต่ไม่รู้ทำไมตื่นมาก็ยังเพลียอยู่ตลอดเวลา ปัญหาการนอนหลับ เช่น การนอนไม่หลับเป็นอาการที่พบบ่อยของการเจ็บป่วยทางจิตหลายอย่าง ไม่ว่าจะโรควิตกกังวลภาวะซึมเศร้า โรคจิตเภท โรคอารมณ์สองขั้วและโรคสมาธิสั้น (ADHD)

ความสัมพันธ์ระหว่างการนอนไม่หลับและความเจ็บป่วยทางจิตเป็นแบบสองทิศทาง (bidirectional) ราว ๆ 50% ของผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนอนไม่หลับมีปัญหาสุขภาพจิต ในขณะที่ผู้ใหญ่ 90% ที่เป็นโรคซึมเศร้ามีปัญหาการนอนหลับ ที่สำคัญพฤติกรรมการนอนที่ผิดปกติยังทำให้เราฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยทางจิตได้ช้าลง ตัวอย่างเช่นผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าที่ยังคงมีอาการนอนไม่หลับมักไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษาภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการกำเริบของโรคมากกว่าผู้ที่ไม่มีปัญหาในการนอนหลับด้วย

ลองสังเกตตัวเองว่าเรามีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ ?

  • นอนไม่หลับติดต่อกันมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ นานกว่า 1 เดือน
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด อ่อนไหว
  • รู้สึกเครียด กดดัน
  • รบกวนประสิทธิภาพในการทำงาน สมาธิและความจำ
  • เหนื่อยล้า หมดพลัง

แม้จะมีเพียงไม่กี่ข้อข้างต้น คุณก็สามารถเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้แล้ว โดยสามารถเล่าถึงกิจวัตรรวมถึงนิสัยการกิน การนอนเพื่อประกอบการประเมินของจิตแพทย์ได้ ในบางกรณีอาจต้องทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ เช่น ความเครียด มีปัญหาสุขภาพส่วนตัว ระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น

เพราะอาการนอนไม่หลับ รุนแรงกว่าที่คิด

เมื่อเราเหนื่อยล้า เรียนหรือทำงานมาทั้งวัน ช่วงเวลานอนหลับคือพลังแห่งการฟื้นฟู ซ่อมแซมให้ร่างกายได้กลับมาพร้อมใช้งานต่อ แต่หากเรานอนหลับไม่สนิท นอนน้อย หรือนอนไม่หลับเลย สิ่งที่ตามมานอกจากอ่อนเพลีย คือปัญหาสุขภาพกาย มีงานวิจัยมากมายกล่าวว่า อาการนอนไม่หลับ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิดสูง ปัญหาหลอดเลือดหัวใจ และระบบภูมิคุ้มกันที่เสื่อมถอยได้ นอกจากนี้ความเครียดหรือความรู้สึกทรมานจากการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้เรารู้สึกหมกมุ่น รู้สึกไม่ดีกับตัวเองได้

ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการนอนไม่หลับทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคทางใจได้อย่างไร อย่างไรก็ตามการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการนอนหลับอาจส่งผลต่อความสามารถในการประมวลอารมณ์เชิงลบของเรา ในการศึกษาหนึ่งพบว่าคนที่อดนอนแสดงปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อภาพที่ไม่พึงประสงค์มากกว่าภาพที่น่าพึงพอใจหรือภาพที่มีเนื้อหาทางอารมณ์ที่เป็นกลาง ในขณะที่คนทั่วไปจะมีปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ไม่แตกต่างกันกับรูปภาพทุกประเภท

นอกจากนี้การศึกษาอื่น จากการสแกนสมองพบว่าผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับแสดงให้เห็นว่ามีการทำงานในส่วนประมวลผลอารมณ์มากขึ้นในขณะที่พยายามลดปฏิกิริยาเชิงลบต่อรูปภาพ นั่นแสดงให้เห็นว่าการนอนไม่หลับทำให้ยากที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสมกับอารมณ์เชิงลบ สิ่งนี้อาจทำให้ปัญหาการนอนหลับแย่ลงและทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า หลักฐานบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าความเจ็บป่วยทางจิตอาจเกิดจากปัญหาการทำงานภายในสมองที่ทับซ้อนกับนาฬิการ่างกายหรือระบบการนอนหลับ

เหนื่อยล้าทางใจ…อย่าปล่อยไว้นาน

เครียดสะสมระหว่างวัน แต่นอนไม่หลับตอนกลางคืน มาสำรวจใจตัวเองกันสักนิดว่าสาเหตุของอาการเหนื่อยล้านั้น เป็นเรื่องทางกายหรือทางใจ หากเราเครียดสะสมก็จะเป็นต้องแก้ไข

🧐 เราเหนื่อยเพราะอะไร ?
😔 คาดหวังมากเกินไปหรือไม่ ?
😓 เก็บเรื่องไม่สำคัญมาใส่ใจหรือเปล่า ?
🚧 ปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองหรือไม่ ?

เมื่อถามตัวเองแล้วให้เราสำรวจหาทางออก ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแต่ละทาง แล้วลงมือแก้ไขไปทีละเล็กละน้อย ไม่ต้องกดดันตัวเองมากจนเกินไป กลับมาดูแลใจเราเอง ไม่จำเป็นว่าเราต้องมีโรคทางจิตเวชหรืออาการป่วยร้ายแรง แต่เหนื่อยล้า นอนไม่หลับก็สามารถปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้เช่นกัน

นอนไม่หลับเกี่ยวกับโรคทางใจได้หรือเปล่า ?

สำหรับผู้ที่ป่วยใจหรือกำลังเผชิญความเจ็บป่วยทางจิตอยู่ หากรักษาอย่างถูกวิธีก็มีแนวโน้มที่ปัญหาการนอนหลับจะดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีความเครียดหรือความเจ็บป่วยทางใจเพียงเล็กน้อยอยู่แล้ว การวิจัยกำลังมุ่งเน้นไปที่ว่าการรักษาอาการนอนไม่หลับจะช่วยปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตสำหรับผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตหรือไม่รวมทั้งภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล

มีงานวิจัยที่แสดงว่าทั้งการใช้ยาและการรักษาภาวะนอนไม่หลับด้วยการบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา จะทำให้อาการของสุขภาพใจดีขึ้น ดังนั้นความเจ็บป่วยทางจิตส่วนหนึ่งสามารถป้องกันได้โดยการรักษาอาการนอนไม่หลับ การทดลองวิจัยล่าสุดของออสเตรเลียกับผู้เข้าร่วม 1,149 คนชี้ให้เห็นว่าการรักษาอาการนอนไม่หลับช่วยลดอาการซึมเศร้าได้

แต่การนอนไม่หลับมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังหากยังคงไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงหรือรักษาที่ปัญหาต้นทาง ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า 51% ของบุคคลที่รักษาภาวะซึมเศร้าได้สำเร็จหรือมีการรับประทานยายังคงประสบกับอาการนอนไม่หลับ ดังนั้นหากคุณมีอาการนอนไม่หลับให้ลองปรึกษาแพทย์ หากได้การประเมินเบื้องต้นอาจมีการแนะนำให้พบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับ จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา พวกเขาสามารถประเมินได้ว่าอาการนอนไม่หลับและปัญหาสุขภาพจิตเกี่ยวข้องกันอย่างไรในแต่ละกรณีและปรับการรักษาให้เหมาะสม

จากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้แนะนำเทคนิคที่ช่วยทำให้การนอนหลับดีขึ้น (sleep hygiene) ได้แก่

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน วันละประมาณ 30 นาที หรืออย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น ทั้งนี้ไม่ควรออกกำลังกายใกล้เวลานอนมากเกินไป ควรเว้นช่วงเพื่อให้ไม่ร่างกายตื่นตัว
  2. พยายามอย่างีบหลับตอนกลางวัน จริงอยู่ที่งานวิจัยบอกว่าการงีบเล็กน้อยช่วยชาร์จพลังได้ แต่หากเรารู้ว่าเราหลับยากในตอนกลางคืนให้พยายามอดทนแล้วให้ถึงเวลาเข้านอนจะดีกว่า
  3. หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและงดสูบบุหรี่ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์ทุกชนิด นอกจากทำให้การนอนหลังแย่ลงยังส่งผลต่อระบบหายใจได้ด้วย
  4. การทานอาหาร อย่าให้ท้องอิ่มเกินไป ประมาณ 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนไม่ควรทานอาหาร เพื่อให้ระบบย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มื้อเย็นอาจจะทานอะไรเบา ๆ หรือจิบนมอุ่น ๆ ซักแก้ว
  5. ลดกิจกรรมที่กระตุ้นจิตใจ การคิดเรื่องงาน คุยเรื่องเครียด ดูหนังผี หรือเล่นเกมตื่นเต้น ล้วนทำให้เราตื่นตัว อยากคิด อยากทำต่อ เมื่อเราไม่รู้สึกผ่อนคลายก็นอนหลับได้ไม่สนิท
  6. ลดหรืองดการเล่นโซเชียลมีเดีย หรือการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่รบกวนคลื่นสมอง เช่น มือถือ ไอแพด คอมพิวเตอร์ ฯลฯ การเสพข่าวในอินเทอร์เน็ตก็ทำให้สมองและอารมณ์ถูกกระตุ้นเช่นกัน ควรพักสิ่งที่กล่าวมาก่อนเวลานอน 1-2 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นได้ก็จะดีมาก เมื่ออยู่บนที่นอนควรหยุดทำนิสัยที่เคยชิน เช่น เลื่อนโทรศัพท์ เช็คข่าว หรือคิดเรื่อยเปื่อย
  7. ปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม กำจัดทุกอย่างที่รบกวนการนอนและทำให้ห้องนอนเป็นพื้นที่สบายใจที่สุด อย่างที่บอกว่าหมอน ผ้าห่ม แสง สี เสียง อุณหภูมิ ปรับให้พอดีกับรสนิยมของคุณมากที่สุด รวมถึงท่านอนก็เช่นกัน
  8. หากพยายามแล้วแต่นอนไม่หลับ อย่าโมโหหรือฝืนตัวเอง ลองทำกิจกรรมเบา ๆ อย่างอ่านหนังสือ ฟังเพลง asmr ถ้าเริ่มง่วงค่อยกลับไปนอนต่อ
  9. ตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน ไม่ว่าจะนอนมากหรือน้อย ควรฝึกให้ร่างกายและสมองได้เรียนรู้ แล้วเราจะเข้าสู่สมดุลของวงจรการหลับ-ตื่นได้ง่ายขึ้น ทำต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

#อูก้ามีทางออก

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรองและผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว ไม่ว่าจะเรื่องอะไรอูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณ เรามีผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น

🤯 ความเครียดในองค์กร
😔 ภาวะหมดไฟ เหนื่อยล้า
🤦🏻 ปัญหาครอบครัว
😤 ปัญหาด้านอารมณ์
💔 ความรัก ความสัมพันธ์
👶 พัฒนาการ การเลี้ยงดูบุตร
😰 ซึมเศร้า โรคทางจิตเวช
🤢 พฤติกรรมการกิน การนอนหลับ ยาเสพติด
🗯️ ฯลฯ

การปรับพฤติกรรมช่วยให้อาการนอนไม่หลับดีขึ้น โดยต้องมีวินัยและทำต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือน และจะยั่งยืนถ้าทำได้เกิน 6 เดือน ซึ่งจะช่วยให้เราหลับได้ด้วยตัวเอง บางรายแพทย์อาจแนะนำให้ทานยาช่วย แต่หากเป็นไปได้อยากให้หลีกเลี่ยงการพึ่งยานอนหลับติดต่อกันนาน ๆ ให้เน้นที่การปรับกิจวัตรและวงจรชีวิตให้ทำงานสอดคล้องกัน เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีในระยะยาว เพราะปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้อาการเหนื่อยล้า นอนไม่หลับกลายเป็นสุขภาพที่กดทับใจ หากไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาของอูก้า


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/insomniabd
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ >> https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

https://theconversation.com/explainer-whats-the-link-between-insomnia-and-mental-illness-49597

https://www.psychiatrictimes.com/view/does-insomnia-predict-onset-mental-illness

https://www.sleepfoundation.org/mental-health

https://www.paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details/บทความ-สุขภาพจิต/อยากนอน-แต่นอนไม่หลับ-ใช่อาการป่วยทางจิตหรือไม่-

http://www.honghongworld.com/post06067371003649

https://www.facebook.com/ThaiPsychiatricAssociation/posts/729393903831295/

Read More
นักจิตวิทยา พบจิตแพทย์ เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ สุขภาพจิต

นักจิตวิทยา คือใคร ?

ต้องบอกว่าปัจจุบันอาชีพนักจิตวิทยาได้รับความสนใจมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่านักจิตวิทยาคือใครกันแน่ ใช่ดูดวง อ่านใจหรือเปล่า ? วันนี้อูก้าเลยอยากพาทุกคนมารู้จักกับนักจิตวิทยาให้มากขึ้นว่าจริง ๆ แล้วนักจิตวิทยาต้องเรียนอะไร มีสาขาใดบ้าง แตกต่างกันอย่างไรและเมื่อจบแล้วจะประกอบอาชีพอะไรต่อไป รวมถึงอธิบายด้วยว่าในระบบของอูก้านั้นเรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านใดบ้าง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและสามารถเลือกคุยกับนักจิตวิทยาที่ตรงใจคุณได้ ทั้งนี้นักจิตวิทยาต่างจากจิตแพทย์ตรงที่ไม่ได้เรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิต ทำให้ขอบเขตการรักษานั้นแตกต่างกัน โดยนักจิตวิทยาจะต้องศึกษาต่อจิตวิทยาในระดับปริญญาโทสาขาที่เกี่ยวข้อง ผ่านกระบวนการฝึกฝนมาอย่างดีและมีการเก็บชั่วโมงให้คำปรึกษาเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถทำหน้าที่นี้ได้

รู้ไหมว่า “นักจิตวิทยา” เรียนอะไรบ้าง ?

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “จิตวิทยา” เป็นศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความเชื่อหรือเรื่องงมงายอย่างที่เข้าใจกัน Psychology มีรากศัพท์มาจากคำว่า Psyche (จิตใจ) + logos (วิชา) หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ กระบวนความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คนชอบถามว่า “เรียนไปรักษาคนบ้าหรอ ?” หรือ “ถ้าเรียนจิตวิทยาก็ต้องอ่านใจคนได้สิ” ขอบอกเลยว่าจิตวิทยาคือการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสมอง พัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ทั้งสังคม ร่างกาย การเรียนรู้ สติปัญญา ตั้งแต่มนุษย์อยู่ในครรภ์จนถึงสิ้นอายุขัย เรียกว่าเข้าใจการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน ในเรื่องของอารมณ์ พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประสบการณ์ชีวิต พื้นฐานครอบครัวที่ทุกคนแตกต่างกัน พูดง่าย ๆ คือเรียนเพื่อเข้าใจ “ความเป็นมนุษย์” และช่วยเหลือในจุดที่เกิดปัญหาให้ชีวิตสามารถเดินต่อไปได้

.

ซึ่งหากจะเรียกตัวเองว่า “นักจิตวิทยา” (Psychologists) ก็จะต้องเรียนมาทางด้านจิตวิทยาคลินิก หรือไม่ก็จิตวิทยาการปรึกษาเท่านั้น ในจิตวิทยาสาขาอื่น ยังไม่ได้ว่าเป็นนักจิตวิทยาเต็มตัว ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาฝึกฝนให้คำปรึกษาเป็นจำนวนหลายร้อยเคส กว่าจะสามารถทำงานได้จริง เนื่องจากเป็นการทำงานกับชีวิตและจิตใจ ต้องระมัดระวังให้ความสำคัญกับทุก ๆ ขั้นตอนในกระบวนการปรึกษา

จิตวิทยามีกี่สาขา แตกต่างกันอย่างไร ?

อย่างที่บอกว่าเราศึกษาเกี่ยวกับ “มนุษย์” ฉะนั้นคงไม่เกินจริงถ้าจะบอกว่าจิตวิทยาอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้สังเกต ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ มหาวิทยาลัยก็มีการเปิดสอนวิชาจิตวิทยา แต่หากก่อตั้งเป็น “คณะจิตวิทยา” จะมีเพียงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งสาขาก็มีเยอะมาก ๆ ยิ่งถ้าเป็นต่างประเทศจะมีสาขาที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย วันนี้เราคัดมาบางส่วน เช่น

  1. จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ทฤษฎีและหลักการทั่วไปทางจิตวิทยา ความรู้พื้นฐาน พัฒนาการของมนุษย์และที่มาของจิตวิทยา
  2. จิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychology) เป็นการศึกษาโดยการนำหลักจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยโรคและรักษาปัญหาทางจิต เช่น ปัญหาพฤติกรรม การใช้ความรุนแรง การก่ออาชญากรรม การติดยาเสพติด เป็นต้น โดยจะพยายามค้นหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมหรือความผิดปกติทางจิตว่ามีสาเหตุมาจากอะไร
  3. จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (Industrial Psychology) ปรับใช้หลักทางจิตวิทยากับโลกของการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน แก้ไขปัญหาในองค์กร ตลอดจนดูแล อบรม พัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำความรู้ทางจิตวิทยามาใช้ในการดำเนินการคัดเลือก พัฒนา บุคลากร วางแผนการบริหาร ฯลฯ โดยเน้น “ทรัพยากรมนุษย์” เป็นสำคัญ
  4. จิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychology) ส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้รับคำปรึกษาได้ทำความเข้าใจปัญหาในเชิงลึก รวมกับมองหาทางออกร่วมกัน สาขานี้จะศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ซึ่งทำงานเป็นกระบวนการ มีขั้นตอนและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี จนสามารถเป็นผู้ให้คำปรึกษาได้ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ของผู้มาปรึกษา จะไม่แทรกแซงการตัดสินใจหรือบังคับ เน้นการรักษาความลับและไม่สร้างสัมพันธ์อื่นนอกจากให้คำปรึกษาเท่านั้น
  5. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เน้นศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ทุกลำดับตั้งแต่เกิดจนจบวงจรชีวิต ทั้งด้านพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม เมื่อเข้าใจแล้วจึงสามารถส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาได้อย่างสมวัย อาจมุ่งเน้นไปที่การเติบโตเด็กและวัยรุ่น เป็นสาขาที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษเพราะทุกประสบการณ์คือการหล่อหลอมตัวตน นอกจากนี้ยังมีสาขาย่อยอีก เช่น จิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาวัยรุ่น เป็นต้น
  6. จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) มุ่งเข้าใจพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ การตอบสนองและการตัดสินใจของมนุษย์ เช่น การรับรู้ การตอบสนองระหว่างบุคคล อิทธิพลของบุคคลที่มีต่อผู้อื่น ฯลฯ ปกติมักเป็นเรื่องที่เราเห็นทั่วไป อย่างการซื้อของ การทำความรู้จักคนใหม่ ๆ เราจะทำความเข้าใจคนอื่นได้ผ่านการสังเกตอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการกระทำของมนุษย์
  7. จิตวิทยาการแนะแนว เป็นการให้คำปรึกษาเชิงแนะแนวการศึกษา อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน “ครู” ลองนึกภาพครูแนะนำที่รับฟังและช่วยแนะนำเรื่องเส้นทางชีวิตให้นักเรียน เช่น การแนะแนวเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ สนับสนุนความสามารถ ความชื่นชอบ รวมถึงเข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ให้ความช่วยเหลือ พัฒนาและส่งเสริมเด็กอย่างเต็มศักยภาพ
  8. จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสอน โดยนำหลักทางจิตวิทยาและความเข้าใจเรื่องพัฒนาการมนุษย์มาช่วยในการหาวิธีส่งเสริมประสิทธิภาพทางการเรียนรู้

นอกจากนี้ยังมีจิตวิทยาชุมชน จิตวิทยาครอบครัว อาชญาวิทยา นิติจิตวิทยา และสาขาอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา ซึ่งการเรียนจิตวิทยาสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ครูแนะแนว นักกระตุ้นพัฒนาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าเราศึกษาต่อหรือลงลึกในด้านไหน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

pyschologynet.blogspot.com

https://campus.campus-star.com/variety/70291.html

psy.slc.ac.th

ในระบบอูก้า เรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านใดบ้าง ?

เรามีทั้งนักจิตวิทยาที่เป็นนักจิตวิทยาคลินิกและนักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาครอบครัว หรือจะมาขอคำปรึกษาเรื่องปัญหาพฤติกรรมเด็ก การดูแลบุตร พัฒนาการและพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่น เด็กที่มีความต้องการพิเศษ การเลี้ยงดูลูกเชิงบวกและมีความสุขในแต่ละช่วงวัย การปรับพฤติกรรมในเด็กและวัยรุ่น การให้คำปรึกษาพ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู นักเรียน ความเครียดในโรงเรียน ปัญหาครอบครัวและความสัมพันธ์ การดูแลผู้สูงอายุ

ไม่ว่าจะปัญหาความรัก  การปรับตัวกับคนรอบข้าง ความคิดทางลบ ความรู้สึกไร้คุณค่า ความรู้สึกสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ชีวิตไม่มีความสุข ความรู้สึกสิ้นหวัง การค้นหาความหมายของชีวิต โดยเราเน้นการจัดการอารมณ์ การตระหนักรู้และเข้าใจตนเอง การเห็นคุณค่าในตัวเอง โดยนักจิตวิทยาหลายท่านชำนาญในการประยุกต์จิตวิทยาเชิงบวกเพื่อช่วยในการปรึกษา

ยิ่งไปกว่านั้นเรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องความเครียดวัยทำงาน ภาวะหมดไฟ การค้นหาตัวตน เป้าหมายและฟื้นฟูสภาพจิตใจก็สามารพูดคุยได้เช่นกัน อูก้ามีผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับมุมมองความคิด การทำจิตวิทยาบำบัด ไปจนถึงการปรึกษาเกี่ยวกับอาการเสพติด ปัญหาสุขภาพจิตเชิงลึก การกินอิ่มนอนหลับ ความเครียดที่เข้ามากระทบ อูก้าพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณเข้ามาปรึกษาได้ทุกเรื่อง นอกจากนี้ในระบบเรายังมีจิตแพทย์อีกหลายท่านที่พร้อมดูแลทุกปัญหาใจ ไม่ต้องกังวลและกลัวการถูกตัดสิน เพราะทุกคนพร้อมที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวและรับฟังคุณโดยไม่มีเงื่อนไข

แล้วเราจะเลือกพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ดีนะ ?

จิตแพทย์จะเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยทางจิต อาจใช้การตรวจร่างกายร่วมด้วย วิธีทำการรักษา อาจใช้การบำบัดด้วยการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม รวมกับการสั่งจ่ายยา ใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุ้น และประเมินอาการของโรค ในขณะที่นักจิตวิทยาได้รับการฝึกจนเป็นนักจิตวิทยาคลินิกหรือนักจิตวิทยาการปรึกษา เน้นให้คำปรึกษาหรือบำบัดด้วยการพูดคุย เยียวยาจิตใจ แต่ไม่สามารถสั่งจ่ายยาหรือวินิจฉัยอาการทางการแพทย์ได้

.

แม้จะมีจุดที่ต่างกันอยู่บ้าง แต่จริง ๆ เราไม่ได้จำกัดว่าปัญหานี้ต้องคุยกับจิตแพทย์ หรือการระบายความรู้สึกต้องปรึกษานักจิตวิทยา ในเบื้องต้นการพูดคุยครั้งแรกสามารถเลือกคุยกับใครก็ได้ที่ท่านสนใจ อาจดูจากประวัติหรือหัวข้อที่เชี่ยวชาญ เช่น หากคุณกำลังทุกข์ใจเรื่องงานก็สามารถเรื่องนักจิตวิทยาการปรึกษาที่เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาในองค์กรได้ หรือสับสนเรื่องความรักประกอบกับมีภาวะซึมเศร้าอาจจะเลือกพูดคุยกับจิตแพทย์ได้เช่นกัน โดยนักจิตวิทยาเน้นที่กระบวนการให้คำปรึกษา ปรับมุมมอง ทัศนคติ รวมถึงวิธีที่เราแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นและมีความสุขมากขึ้น

#OOCAknowledge..

——————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/aboutpsychologistblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth

Read More
  • 1
  • 2