รู้หรือไม่ ประเทศไทยมี 6 จังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาเลยสักคน

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่อาจจะยังตอบง่าย ๆ ไม่ได้ในทันที แต่ข้อมูลเหล่านี้ และข่าวเศร้ามากมายที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมานี้ คงจะเป็นธงแดงที่เตือนให้ “เรา” ควรจะหันมา “เตรียมรับมือ” กับวิกฤติสุขภาพจิตที่กำลังฟักตัวในประชากรทุกช่วงอายุ …. และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวิกฤตินี้ไม่สามารถแก้ได้ในชั่วพริบตา 

.

ปี 2565 รายงานจากกรมสุขภาพจิตระบุว่าประเทศไทยมีจิตแพทย์รวม 845 คน ซึ่งถือว่าเรามีจิตแพทย์ 1.28 คน ต่อประชากรจำนวนหนึ่งแสนคน [1] ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่มีอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อประชากรมากที่สุดในโลก จะพบว่าสวิตเซอร์แลนด์มีจิตแพทย์อยู่ที่ที่ 47.17 คนต่อแสนประชากร

.

,

ในขณะที่ถ้าเทียบกับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงเป็นลำดับต้น ๆ ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นมีอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อแสนประชากรอยู่ที่ 12.55 และเทียบกับเกาหลีใต้มีอัตราส่วนจิตแพทย์ต่อแสนประชากรอยู่ที่ 7.91 ซึ่งถือว่ามากกว่าไทยหลายเท่า และในส่วนของนักจิตวิทยา ประเทศไทยมีมีนักจิตวิทยาเพียง 1,037 คนต่อคนทั้งประเทศ คิดเป็น 1.57 คนต่อแสนประชากรด้วยกัน

.

.

หากไม่นับสาเหตุเรื่องระยะเวลาในการเรียนจบด้านจิตแพทย์ (ที่สามารถจ่ายยาได้) ต้องใช้เวลานานกว่าจะจบหลักสูตร แล้วนั้น (9-10 ปี) แม้เราจะโชคดีที่ประเทศไทยยังมีวิชาชีพร่วมทั้ง นักจิตวิทยาคลินิก พยาบาลจิตเวช นักจิตวิทยาให้คำปรึกษา แต่อย่างไรก็ตามการกระจายบุคลากรด้านสุขภาพจิตไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ยังต้องคำนวณจากหลายปัจจัยด้วยกัน 

.

.

ความท้าทายในการกระจายการให้บริการ สะท้อนผ่านข้อมูลที่ว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมา ยโสธร กลายเป็นจังหวัดที่ไม่มีจิตแพทย์เลยสักคน (เพิ่งมีเพิ่ม 2 คนในปีที่ผ่านมา) ส่วนนักจิตวิทยา ยังมีอีก 6 จังหวัดที่ไม่มีนักจิตวิทยาเลยสักคน (ได้แก่ตราด แพร่ สมุทรสงคราม สิงห์บุรี หนองบัวลำภู และอ่างทอง)

.

.

ยิ่งเมื่อเจอกับวิกฤติโรคระบาด เศรษฐกิจ อัตราความเสี่ยงฆ่าตัวตาย และความต้องการที่จะเข้ารับการรักษาก็มีสูงขึ้นทั่วโลก ในขณะที่การผลิตบุคลากรในด้านนี้ต้องใช้เวลาเตรียมล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 5 ปี – คำถามคือ แล้วโลกปรับตัวเพื่อหาทางบรรเทาทุกข์นี้อย่างไร ?

.

.

เนื่องใน #วันสุขภาพจิตโลก #WorldMentalHealthDay2022 อูก้าจึงได้รวบรวมแนวคิดที่น่าสนใจจากทั่วโลก เช่นว่า แพทย์ในกรุบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยมจ่ายยาด้วยการให้ผู้ใช้บริการไปเข้าพิพิธภัณฑ์ในเมือง [2] / นักวิจัยทั่วโลกได้สร้างความร่วมมือกันสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมที่ครอบคลุมความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากขึ้น [3] / การใช้ปัญญาประดิษฐ์คัดกรองเนื้อหาหรือคำศัพท์ที่นำไปสู่การกระตุ้นให้คนทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย [4] / การใช้แพทย์ทางไกล (Telehealth) มาช่วยให้บริการผู้ป่วยนอกในช่วงโรคระบาดโควิด [5] และอื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นการเฝ้าระวังหรือป้องกันก่อนจะสาย เช่น การปรับวัฒนธรรมองค์กรให้ยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อผู้ที่กำลังรักษาอาการทางจิตเวชให้มากขึ้น

.

.

นอกจากนี้เทรนด์การใช้แอพลิเคชันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกัน / ประเมิน / เรียนรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิต หรือรับบริการสุขภาพจิต ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก โดยในปัจจุบันนี้ ใน App Store และ Play Store มีแอพลิเคชันด้านสุขภาพจิตมากกว่า 10,000+ แอพลิเคชันด้วยกัน ส่งผลให้องค์กรอย่าง Onemind, Health Navigator และ World Economic Forums เริ่มที่จะพัฒนาการคัดกรองมาตรฐานและให้ “การรับรอง” ในแง่จริยธรรมในการให้บริการ, ผ่านการทดสอบทางคลินิก, ความปลอดภัย และความมีประสิทธิภาพ [6]

.

.

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ว่านวัตกรรมต่อไปนี้ได้เกิดขึ้น (มาสักระยะแล้ว) แต่จะ “ใช้ได้จริง” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการให้บริการได้อย่างไร ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ทั้งสังคมต้องบูรณาการร่วมกันนอกเหนือไปจากส่วนของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ เช่น

.

–  เราจะสั่งยาให้คนไข้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไรหากจังหวัดนั้น ๆ ไม่มีพื้นที่สาธารณะ หรือไม่มีพิพิธภัณฑ์ที่สร้างแรงบันดาลใจ? 

.

– ปัญญาประดิษฐ์ที่อ่านข้อความภาษาไทยถูกส่งเสริมและถูกนำไปใช้ประโยชน์มากแค่ไหน? 

.

– ผู้มีรายได้น้อยจะเข้าถึงบริการสุขภาพจิตผ่านสวัสดิการต่าง ๆ ได้อย่างไร ? เราจะป้องกันให้ประชากรเกิดความเสี่ยงทางสุขภาพจิตน้อยลงตั้งแต่ตอนอายุน้อยได้ไหม เพราะในปีที่ผ่านมานี้ ข้อมูลจากยูนิเซฟระบุว่า เด็กไทยอายุ 5-9 ปี ประมาณ 1 ใน 14 คน และ วัยรุ่นไทยอายุ 10-19 ปี ประมาณ 1 ใน 7 คน มีความผิดปกติทางจิตประสาทและอารมณ์ [7] ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

.

– ฯลฯ

.

.

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่อาจจะยังตอบง่าย ๆ ไม่ได้ในทันที แต่ข้อมูลเหล่านี้ และข่าวเศร้ามากมายที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมานี้ คงจะเป็นธงแดงที่เตือนให้ “เรา” ควรจะหันมา “เตรียมรับมือ” กับวิกฤติสุขภาพจิตที่กำลังฟักตัวในประชากรทุกช่วงอายุ …. และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวิกฤตินี้ไม่สามารถแก้ได้ในชั่วพริบตา 

.

.

การฝ่าปัญหานี้ จะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และอูก้าเชื่อว่า เราทุกคนสามารถเป็นส่วนร่วมในการให้ความรู้ที่ถูกต้อง การสร้างความตระหนัก และการส่งเสียงให้เกิดการจัดสวัสดิการด้านสุขภาพจิตให้กับผู้ที่ต้องการ

.

.

สุขสันต์วัน #วันสุขภาพจิตโลก #WorldMentalHealthDay2022 โดยอูก้าขอเชิญชวนมาคุยกันกับ ‘อิ๊ก’ กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ ผู้ก่อตั้ง Ooca แพลตฟอร์มให้บริการด้านสุขภาพจิต ในหัวข้อ “ถอดรหัสอนาคตสุขภาพจิตคนไทย” โดยเล่าจากประสบการณ์บริหารแพลตฟอร์มอูก้ามาตั้งแต่ปี 2017 จนมาถึงปัจจุบันที่อูก้าได้ให้บริการด้านสุขภาพจิตแก่หน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน ดูแลผู้ใช้บริการหลายหมื่นคน รวมถึงได้ขยายผลไปยังการให้บริการทางสังคมผ่านโครงการ Wall of Sharing ที่ช่วยดูแลสุขภาพใจให้กับนักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไปในยามวิกฤติ ผ่านทาง Twitter Space ในวันที่ 10 ตุลาคม 2022 เวลา 20.00 เป็นต้นไป

.

-ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อจะได้หาแนวทางในการรักษาเยียวยา – แอดเลย Line Official : https://lin.ee/6bnyEvy .

– สนใจปรึกษานักจิตวิทยา ดาวน์โหลดได้เลยที่ : https://ooca.page.link/ZHMD

.

.

#OOCAitsOK #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #นักจิตวิทยา #จิตแพทย์ #สุขภาพใจ #mentalhealth #จิตแพทย์ออนไลน์ #นักจิตวิทยาออนไลน์

——- 

[1] https://data.go.th/dataset/specialist และข้อมูลรวบรวมโดย Rocketmedialab

[2] https://www.weforum.org/videos/doctors-in-brussels-prescribe-free-museum-visits-to-boost-mental-health

[3] https://www.weforum.org/agenda/2022/09/diverse-genetic-data-tools-factors-causing-mental-illness/

[4] https://www.scientificamerican.com/article/mining-social-media-reveals-mental-health-trends-and-helps-prevent-self-harm/

[5] https://news.ohsu.edu/2022/04/04/pandemic-drives-use-of-telehealth-for-mental-health-care

[6] https://www.scientificamerican.com/article/how-consumers-and-health-care-providers-can-judge-the-quality-of-digital-mental-health-tools/

[7] https://www.unicef.org/thailand/th/press-releases/ยูนิเซฟและกรมสุขภาพจิตชี้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นไทยน่าเป็นห่วง

Read More
นักจิตวิทยา พบจิตแพทย์ เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ สุขภาพจิต

นักจิตวิทยา คือใคร ?

ต้องบอกว่าปัจจุบันอาชีพนักจิตวิทยาได้รับความสนใจมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่านักจิตวิทยาคือใครกันแน่ ใช่ดูดวง อ่านใจหรือเปล่า ? วันนี้อูก้าเลยอยากพาทุกคนมารู้จักกับนักจิตวิทยาให้มากขึ้นว่าจริง ๆ แล้วนักจิตวิทยาต้องเรียนอะไร มีสาขาใดบ้าง แตกต่างกันอย่างไรและเมื่อจบแล้วจะประกอบอาชีพอะไรต่อไป รวมถึงอธิบายด้วยว่าในระบบของอูก้านั้นเรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านใดบ้าง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและสามารถเลือกคุยกับนักจิตวิทยาที่ตรงใจคุณได้ ทั้งนี้นักจิตวิทยาต่างจากจิตแพทย์ตรงที่ไม่ได้เรียนจบแพทยศาสตร์บัณฑิต ทำให้ขอบเขตการรักษานั้นแตกต่างกัน โดยนักจิตวิทยาจะต้องศึกษาต่อจิตวิทยาในระดับปริญญาโทสาขาที่เกี่ยวข้อง ผ่านกระบวนการฝึกฝนมาอย่างดีและมีการเก็บชั่วโมงให้คำปรึกษาเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถทำหน้าที่นี้ได้

รู้ไหมว่า “นักจิตวิทยา” เรียนอะไรบ้าง ?

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “จิตวิทยา” เป็นศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ความเชื่อหรือเรื่องงมงายอย่างที่เข้าใจกัน Psychology มีรากศัพท์มาจากคำว่า Psyche (จิตใจ) + logos (วิชา) หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ กระบวนความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คนชอบถามว่า “เรียนไปรักษาคนบ้าหรอ ?” หรือ “ถ้าเรียนจิตวิทยาก็ต้องอ่านใจคนได้สิ” ขอบอกเลยว่าจิตวิทยาคือการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสมอง พัฒนาการทางด้านต่าง ๆ ทั้งสังคม ร่างกาย การเรียนรู้ สติปัญญา ตั้งแต่มนุษย์อยู่ในครรภ์จนถึงสิ้นอายุขัย เรียกว่าเข้าใจการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่ามีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน ในเรื่องของอารมณ์ พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประสบการณ์ชีวิต พื้นฐานครอบครัวที่ทุกคนแตกต่างกัน พูดง่าย ๆ คือเรียนเพื่อเข้าใจ “ความเป็นมนุษย์” และช่วยเหลือในจุดที่เกิดปัญหาให้ชีวิตสามารถเดินต่อไปได้

.

“นักจิตวิทยา” (Psychologists) ที่สามารถให้บริการในมิติของ “สุขภาพ” ได้ จะต้องเรียนมาทางด้านจิตวิทยาคลินิก หรือไม่ก็จิตวิทยาการปรึกษา แต่การให้คำปรึกษาในมิติอื่นๆ นอกเหนือจากสุขภาพ เช่น มิติจิตวิทยาอุตสาหกรรม ก็มีรายละเอียดต่างกันออกไป

.

การจะเรียกตัวเองว่านักจิตวิทยาอาชีพได้นั้น จะต้องเก็บชั่วโมงการให้คำปรึกษา เนื่องจากเป็นวิชาชีพที่ทำงานกับชีวิตและจิตใจ เลยต้องระมัดระวังให้ความสำคัญกับทุก ๆ ขั้นตอน

จิตวิทยามีกี่สาขา แตกต่างกันอย่างไร ?

อย่างที่บอกว่าเราศึกษาเกี่ยวกับ “มนุษย์” ฉะนั้นคงไม่เกินจริงถ้าจะบอกว่าจิตวิทยาอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้สังเกต ซึ่งปัจจุบันหลาย ๆ มหาวิทยาลัยก็มีการเปิดสอนวิชาจิตวิทยา แต่หากก่อตั้งเป็น “คณะจิตวิทยา” จะมีเพียงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งสาขาก็มีเยอะมาก ๆ ยิ่งถ้าเป็นต่างประเทศจะมีสาขาที่น่าสนใจเยอะแยะมากมาย วันนี้เราคัดมาบางส่วน เช่น

  1. จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ ทฤษฎีและหลักการทั่วไปทางจิตวิทยา ความรู้พื้นฐาน พัฒนาการของมนุษย์และที่มาของจิตวิทยา
  2. จิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychology) เป็นการศึกษาโดยการนำหลักจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยโรคและรักษาปัญหาทางจิต เช่น ปัญหาพฤติกรรม การใช้ความรุนแรง การก่ออาชญากรรม การติดยาเสพติด เป็นต้น โดยจะพยายามค้นหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมหรือความผิดปกติทางจิตว่ามีสาเหตุมาจากอะไร
  3. จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (Industrial Psychology) ปรับใช้หลักทางจิตวิทยากับโลกของการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน แก้ไขปัญหาในองค์กร ตลอดจนดูแล อบรม พัฒนาบุคลากรทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำความรู้ทางจิตวิทยามาใช้ในการดำเนินการคัดเลือก พัฒนา บุคลากร วางแผนการบริหาร ฯลฯ โดยเน้น “ทรัพยากรมนุษย์” เป็นสำคัญ
  4. จิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychology) ส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้รับคำปรึกษาได้ทำความเข้าใจปัญหาในเชิงลึก รวมกับมองหาทางออกร่วมกัน สาขานี้จะศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ซึ่งทำงานเป็นกระบวนการ มีขั้นตอนและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี จนสามารถเป็นผู้ให้คำปรึกษาได้ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ของผู้มาปรึกษา จะไม่แทรกแซงการตัดสินใจหรือบังคับ เน้นการรักษาความลับและไม่สร้างสัมพันธ์อื่นนอกจากให้คำปรึกษาเท่านั้น
  5. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) เน้นศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ทุกลำดับตั้งแต่เกิดจนจบวงจรชีวิต ทั้งด้านพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคม เมื่อเข้าใจแล้วจึงสามารถส่งเสริมให้มนุษย์พัฒนาได้อย่างสมวัย อาจมุ่งเน้นไปที่การเติบโตเด็กและวัยรุ่น เป็นสาขาที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษเพราะทุกประสบการณ์คือการหล่อหลอมตัวตน นอกจากนี้ยังมีสาขาย่อยอีก เช่น จิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาวัยรุ่น เป็นต้น
  6. จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) มุ่งเข้าใจพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ การตอบสนองและการตัดสินใจของมนุษย์ เช่น การรับรู้ การตอบสนองระหว่างบุคคล อิทธิพลของบุคคลที่มีต่อผู้อื่น ฯลฯ ปกติมักเป็นเรื่องที่เราเห็นทั่วไป อย่างการซื้อของ การทำความรู้จักคนใหม่ ๆ เราจะทำความเข้าใจคนอื่นได้ผ่านการสังเกตอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการกระทำของมนุษย์
  7. จิตวิทยาการแนะแนว เป็นการให้คำปรึกษาเชิงแนะแนวการศึกษา อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน “ครู” ลองนึกภาพครูแนะนำที่รับฟังและช่วยแนะนำเรื่องเส้นทางชีวิตให้นักเรียน เช่น การแนะแนวเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ สนับสนุนความสามารถ ความชื่นชอบ รวมถึงเข้าใจเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ให้ความช่วยเหลือ พัฒนาและส่งเสริมเด็กอย่างเต็มศักยภาพ
  8. จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสอน โดยนำหลักทางจิตวิทยาและความเข้าใจเรื่องพัฒนาการมนุษย์มาช่วยในการหาวิธีส่งเสริมประสิทธิภาพทางการเรียนรู้

นอกจากนี้ยังมีจิตวิทยาชุมชน จิตวิทยาครอบครัว อาชญาวิทยา นิติจิตวิทยา และสาขาอื่น ๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยา ซึ่งการเรียนจิตวิทยาสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ครูแนะแนว นักกระตุ้นพัฒนาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าเราศึกษาต่อหรือลงลึกในด้านไหน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

pyschologynet.blogspot.com

https://campus.campus-star.com/variety/70291.html

psy.slc.ac.th

ในระบบอูก้า เรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านใดบ้าง ?

เรามีทั้งนักจิตวิทยาที่เป็นนักจิตวิทยาคลินิกและนักจิตวิทยาการปรึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาซึมเศร้า วิตกกังวล ปัญหาครอบครัว หรือจะมาขอคำปรึกษาเรื่องปัญหาพฤติกรรมเด็ก การดูแลบุตร พัฒนาการและพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่น เด็กที่มีความต้องการพิเศษ การเลี้ยงดูลูกเชิงบวกและมีความสุขในแต่ละช่วงวัย การปรับพฤติกรรมในเด็กและวัยรุ่น การให้คำปรึกษาพ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู นักเรียน ความเครียดในโรงเรียน ปัญหาครอบครัวและความสัมพันธ์ การดูแลผู้สูงอายุ

ไม่ว่าจะปัญหาความรัก  การปรับตัวกับคนรอบข้าง ความคิดทางลบ ความรู้สึกไร้คุณค่า ความรู้สึกสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ชีวิตไม่มีความสุข ความรู้สึกสิ้นหวัง การค้นหาความหมายของชีวิต โดยเราเน้นการจัดการอารมณ์ การตระหนักรู้และเข้าใจตนเอง การเห็นคุณค่าในตัวเอง โดยนักจิตวิทยาหลายท่านชำนาญในการประยุกต์จิตวิทยาเชิงบวกเพื่อช่วยในการปรึกษา

ยิ่งไปกว่านั้นเรามีนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญเรื่องความเครียดวัยทำงาน ภาวะหมดไฟ การค้นหาตัวตน เป้าหมายและฟื้นฟูสภาพจิตใจก็สามารพูดคุยได้เช่นกัน อูก้ามีผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับมุมมองความคิด การทำจิตวิทยาบำบัด ไปจนถึงการปรึกษาเกี่ยวกับอาการเสพติด ปัญหาสุขภาพจิตเชิงลึก การกินอิ่มนอนหลับ ความเครียดที่เข้ามากระทบ อูก้าพร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คุณเข้ามาปรึกษาได้ทุกเรื่อง นอกจากนี้ในระบบเรายังมีจิตแพทย์อีกหลายท่านที่พร้อมดูแลทุกปัญหาใจ ไม่ต้องกังวลและกลัวการถูกตัดสิน เพราะทุกคนพร้อมที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวและรับฟังคุณโดยไม่มีเงื่อนไข

แล้วเราจะเลือกพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ดีนะ ?

จิตแพทย์จะเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยทางจิต อาจใช้การตรวจร่างกายร่วมด้วย วิธีทำการรักษา อาจใช้การบำบัดด้วยการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม รวมกับการสั่งจ่ายยา ใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุ้น และประเมินอาการของโรค ในขณะที่นักจิตวิทยาได้รับการฝึกจนเป็นนักจิตวิทยาคลินิกหรือนักจิตวิทยาการปรึกษา เน้นให้คำปรึกษาหรือบำบัดด้วยการพูดคุย เยียวยาจิตใจ แต่ไม่สามารถสั่งจ่ายยาหรือวินิจฉัยอาการทางการแพทย์ได้

.

แม้จะมีจุดที่ต่างกันอยู่บ้าง แต่จริง ๆ เราไม่ได้จำกัดว่าปัญหานี้ต้องคุยกับจิตแพทย์ หรือการระบายความรู้สึกต้องปรึกษานักจิตวิทยา ในเบื้องต้นการพูดคุยครั้งแรกสามารถเลือกคุยกับใครก็ได้ที่ท่านสนใจ อาจดูจากประวัติหรือหัวข้อที่เชี่ยวชาญ เช่น หากคุณกำลังทุกข์ใจเรื่องงานก็สามารถเรื่องนักจิตวิทยาการปรึกษาที่เชี่ยวชาญเรื่องปัญหาในองค์กรได้ หรือสับสนเรื่องความรักประกอบกับมีภาวะซึมเศร้าอาจจะเลือกพูดคุยกับจิตแพทย์ได้เช่นกัน โดยนักจิตวิทยาเน้นที่กระบวนการให้คำปรึกษา ปรับมุมมอง ทัศนคติ รวมถึงวิธีที่เราแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นและมีความสุขมากขึ้น

#OOCAknowledge..

——————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/aboutpsychologistblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca.

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #mentalhealth

Read More

แค่ไหนถึงควรพบจิตแพทย์ ?

บางคนอาจจะเข้าใจว่า การที่จะพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ต้องมีปัญหาทางจิตใจแบบขั้นหนักเท่านั้น แต่วันนี้พวกเราจะมาบอกว่า ใครๆก็สามารถพบได้ ! เพราะบางที เราอาจจะมีเรื่องในใจที่ทำให้เรารู้สึกแย่ เครียด กังวล แต่ไม่แน่ใจว่าควรทำยังไงถึงจะหายซะที
.
แล้วมันต้องถึงระดับไหนกันนะ ที่เราควรจะต้องพิจารณาเรื่องการหาความช่วยเหลือ วันนี้เรามีสัญญาณง่ายๆ ให้ทุกคนได้ลองเช็คสภาพจิตใจตัวเองดูค่า 🙂

Read More