ถ้ารับฟังเพื่อนที่เป็นซึมเศร้า แล้วเราจะเป็นไปด้วยไหม?

โรคซึมเศร้าคือหนึ่งในปัญหาสุขภาพใจที่คนจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ เพื่อน ๆ เองก็อาจจะมีคนใกล้ชิดหรือเพื่อนสนิทที่กำลังต่อสู้กับโรคนี้อยู่เช่นกัน ปัจจุบันการตระหนักถึงปัญหาและความรู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้ากระจายออกไปอย่างกว้างขวาง เราจึงมักจะคุ้นเคยกับวิธีรับมือกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเป็นอย่างดี แต่แม้เราจะเข้าใจอาการของเพื่อนมากแค่ไหน หลายครั้งก็รู้สึกว่าใจของเราเริ่มจะรับต่อไปไม่ไหวแล้วเช่นกัน ยิ่งในสภาพสังคมที่มีแต่พลังงานลบรอบด้าน ยิ่งทำให้หวั่นใจว่าเราเองจะเป็นโรคซึมเศร้าไปด้วยหรือเปล่า ?

ที่เป็นอยู่คืออะไร ใช่โรคซึมเศร้าไหมนะ?

คนส่วนมากมักจะสับสนระหว่างความรู้สึกเศร้ากับโรคซึมเศร้า เส้นแบ่งที่สำคัญของสองสิ่งนี้คือระยะเวลาของความเศร้าและผลกระทบกับชีวิตประจำวัน ใครที่รู้สึกซึมเศร้ามากกว่า “สองสัปดาห์ติดต่อกัน” ให้ลองสังเกตตนเองมากขึ้นกว่าเดิมอีกสักหน่อยว่าพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเราต่างไปจากเดิมไหม ทานเยอะเกินไปหรือไม่ อยากอาหารหรือเปล่า มีอาการนอนไม่หลับหรือนอนหลับมากกว่าปกติหรือไม่

หากคำตอบคือไม่ใช่ บางทีเราต้องการใครสักคนมาคอยรับฟัง การพูดคุยกับนักจิตวิทยาก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ แต่หากตอบว่าใช่ ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรถ้าจะลองปรึกษาจิตแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียดอีกครั้ง

อาการของโรคซึมเศร้า ที่ทำให้เราเฉาตามไปด้วย

คนที่มีเพื่อนสนิทหรือคนใกล้ชิดเป็นโรคซึมเศร้าอาจจะเคยรู้สึกเช่นเดียวกัน ทั้งที่รู้ว่าโรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ทำไมเราถึงรู้สึกว่าจะเป็นซึมเศร้าไปด้วยทุกครั้งที่รับฟังเพื่อนของเรา คำตอบคือเป็นเพราะเราหวังดียังไงล่ะ

ในฐานะเพื่อนที่หวังดี เรามักจะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะ “ช่วยรักษา” เพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าให้เขา “หาย” จากความรู้สึกแย่ ๆ ที่คอยกัดกินหัวใจของพวกเขาอยู่ แต่เจ้าโรคซึมเศร้านี้ก็มักจะพาเพื่อนรักให้กลับไปติดอยู่ในวังวนของความรู้สึกนึกคิดแง่ลบอยู่บ่อย ๆ เราจึงมักจะเผชิญกับสถานการณ์ที่เพื่อนมาระบายเรื่องเดิมที่เคยเข้าใจให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แรงกดดันจากความคาดหวังว่าตนเองจะต้องช่วยเพื่อนจากโรคซึมเศร้าตัวร้าย ทำให้เรารู้สึกล้มเหลวเมื่อเพื่อนรักกลับมาสู่วังวนซึมเศร้าอีกครั้ง จนเผลอคิดไปว่า “ถ้าฉันเป็นกำลังใจให้เขาได้จริง เขาคงไม่กลับมาซึมเศร้าอีกครั้งหรอก” และแล้วความคิดดังกล่าวก็เข้าโจมตีทำให้คุณรู้สึกยอมแพ้และถอยห่างออกจากความสัมพันธ์กับเพื่อนที่คุณรัก

อีกหนึ่งลักษณะของโรคซึมเศร้าที่ทำให้เรารู้สึกหม่นตามไปด้วยคือพฤติกรรมการผลักไสของเพื่อนที่มักจะเอาแต่ถอยห่างยามที่เราต้องการเป็นพลังให้ ทำให้เรารู้สึกว่าเข้าหาเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าได้ยาก เพื่อนอาจจะไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากเรา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมผลักไสเหล่านั้นเกิดมาจากเจ้าโรคซึมเศร้าที่คอยเล่นตลก ย้ำเตือนให้เพื่อนของเรารู้สึกว่ากำลังรบกวนเราอยู่ หรือแม้กระทั่งทำให้เพื่อนที่เรารักรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าเกินกว่าจะมีมิตรภาพหรือได้รับการช่วยเหลือ

วิธีรับมือกับเพื่อนซึมเศร้า แบบที่เราจะไม่หม่นตาม

แม้หลายครั้งการกระทำของเพื่อนจะแสดงออกในทางผลักไสหรือถอยห่าง แต่เชื่อเถอะว่าภายในใจพวกเขาต้องการคนอยู่เคียงข้างมากเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้ เรียกได้ว่าการผลักไสหรือถอยห่างก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการขอความช่วยเหลือของเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้านั่นเอง เพราะฉะนั้นยิ่งเพื่อนเราผลักไสมากเท่าไร ก็หมายความว่าพวกเขาต้องการคนคอยอยู่ข้าง ๆ มากเท่านั้น

อยู่ข้างหมายถึงอะไร ? เพื่อนที่กำลังซึมเศร้าไม่ได้ต้องการคำแนะนำหรือคำตอบของชีวิต ด้วยเหตุนี้เองหลายครั้งเราจะเจอกับสถานการณ์ที่ว่า ไม่ว่าเราจะให้คำแนะนำเรื่องนี้ไปกี่ครั้ง พวกเขาก็ยังจะกลับมาโศกเศร้ากับมันเหมือนเดิม จนทำให้เราเผลอคิดไปว่าพวกเขาไม่ได้กำลังพยายามที่จะหลุดออกจากวังวนนี้อยู่ แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าเพื่อนของเราไม่ได้สนใจคำพูดของเรา เพียงแต่ในภาวะซึมเศร้า ความต้องการเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาคือพื้นที่ให้ได้ปล่อยก้อนความรู้สึกที่ไม่น่าอภิรมย์นี้ออกไปจากอกที่อึดอัดเหมือนกำลังจะแตกออก

เพราะฉะนั้นการช่วยเหลือที่ดีที่สุดสำหรับเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าคือการรับฟังความรู้สึกของพวกเขาโดยไม่ต้องแสดงความคิดเห็น ไม่ต้องพูดขัดหรือให้คำแนะนำอะไร เพียงแค่ฟังและคอยถามความรู้สึกของพวกเขา คอยย้ำเตือนให้เพื่อนของเรารับรู้ว่าตัวตนของพวกเขาก็สำคัญกับเราเช่นกัน

“เธอเหนื่อยไหม ?”

“มีอะไรที่เราจะทำให้เธอได้บ้างไหม ?”

“เธอสำคัญกับเรานะ ถ้ามีอะไรที่เราให้เธอทำได้ก็บอกเราได้เสมอ”

การสังเกตพฤติกรรมของเขาเป็นประจำ หรือการถามอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเขาเริ่มรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรจะทำให้เราเข้าใจวังวนภาวะซึมเศร้าของพวกเขามากขึ้น นอกจากนี้การเป็นกำลังใจให้เขาเข้ารับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ หรือโน้มน้าวให้เพื่อนที่เราสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าเข้ารับการตรวจวินิจฉัยกับจิตแพทย์ ก็เป็นการช่วยเหลือที่สำคัญอีกประการที่เราจะทำให้เพื่อนที่เรารักคลายความหนักอึ้งได้บ้าง เพราะ “โรคซึมเศร้ารักษาหายได้” เราจึงต้องคอยย้ำให้เพื่อนของเรารับรู้ความจริงข้อนี้เพื่อมีกำลังใจในการรับการรักษาอย่างถูกวิธี

ข้อสำคัญที่สุดเราต้องจำให้ขึ้นใจเมื่อมีเพื่อนเป็นโรคซึมเศร้าคือ “ตัวตนของคุณมีค่ากับเพื่อนมากกว่าที่คิด” คนที่เป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้ต้องการให้เราเข้าใจความรู้สึกหรือเจ็บปวดเช่นเดียวกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญ เพื่อนเราไม่ได้อยากให้ความซึมเศร้าลากคุณลงไปพร้อมกับพวกเขาแต่อย่างใด เขาต้องการแค่ความเห็นอกเห็นใจ เพียงแค่มีคนรับรู้ว่าพวกเขากำลังรู้สึกแย่ เพียงแค่นี้ก็มีค่ามากพอสำหรับคนที่เป็นโรคซึมเศร้าแล้ว

เพราะเราเองก็สำคัญกับเพื่อนเช่นกัน เพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้าของเราจึงไม่โกรธและยินดีหากเราจะถอยออกสักนิดเพื่อดูแลใจของตนเองก่อน เราไม่ได้กำลังหักหลังหรือทิ้งเพื่อนแต่อย่างใด พร้อมเมื่อไรค่อยกลับไปเป็นที่พึ่งให้พวกเขาอีกครั้ง ทุกคนพร้อมจะเข้าใจเสมอ เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าเริ่มจะหลงทางหรือไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือรู้สึกว่าความหม่นหมองเริ่มคลืบคลานเข้ามาหา ไม่เป็นไรเลยที่เราจะกลับมาอยู่กับตัวเองสักหน่อย และเมื่อเรากลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง เมื่อนั้นเราจะกลายเป็นที่พึ่งที่มั่นคงให้กับเพื่อนของเราได้อย่างแน่นอน

แด่เพื่อนผู้แสนดีและคอยเป็นที่พึ่งให้คนอื่นเสมอมา อย่าลืมว่าทุกคนย่อมมีช่วงเวลาที่ต้องการพึ่งพาหรือซบบ่าใครสักคนเสมอ ขณะที่คุณกำลังเป็นห่วงคนอื่น ระลึกไว้เสมอว่ายังมีเราที่แคร์คุณอยู่เช่นกัน เมื่อใดที่คุณอ่อนล้าจากการเป็นที่พึ่ง อูก้ายังอยู่ตรงนี้และพร้อมจะเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่งให้คุณเอนกายพิงพักผ่อนเสมอ ไม่ว่าเมื่อไรก็ติดต่อมาได้เสมอนะ 😊

________________________________⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/c6HE
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > http://bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิง

Psycom: https://bit.ly/3xtKvVB

Helpguide: https://bit.ly/3dWM6eP

MetroUK: https://bit.ly/3jTnlnz

Mind: https://bit.ly/2Uz8V1d

Read More

“กะเทย = คนตลก” เป็นตัวตนตามธรรมชาติหรือสังคมเรายึดติดคิดไปเอง

“มีคนบอกว่าฉันนิสัยเหมือนกะเทย เพราะฉันตลก” นี่คือประโยคที่เพื่อนมาเล่าให้เราฟัง มันบอกว่าไม่ได้รู้สึกดีหรือไม่ดีกับคำพูดนั้น แต่พวกเรากลับรู้สึกว่าน่าสนใจมากกว่า จนต้องมานั่งคิดกันต่อว่า แล้วตุ๊ดหรือกะเทยต้องมีนิสัยยังไง ? ในเมื่อพวกเขาก็คือมนุษย์ที่มีความหลากหลาย มีนิสัยแตกต่างกันเหมือนกับคนอื่น แต่ทำไมจึงเป็นกลุ่มที่มักถูกมองในลักษณะเหมารวม (Stereotype) แทบจะตลอดเวลา 🙄

ความลำบากใจของเพื่อนที่เป็นตุ๊ด กะเทยหรือ LGBTQ+ ที่เคยได้ฟังมา บ่อยครั้งจะเกี่ยวกับภาพลักษณ์ที่คนยึดติด ยกตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนใจเย็นมาก เรียบร้อยและพูดจาสุภาพ บอกว่าอึดอัดเพราะที่ทำงานชอบบังคับให้ออกไปเต้นหรือโชว์เวลามีงานเลี้ยงหรือทำอะไรตลก ๆ เพียงเพราะว่าเป็น “ตุ๊ด” ทุกคนเลยคิดว่าน่าจะเก่งเรื่องกิจกรรมรื่นเริง แถมหลายคนยังชมในเชิงว่า “เป็นตุ๊ดที่เรียบร้อยจัง ปกติเจอแต่แนวโวยวายเสียงดัง” เพื่อนเราก็สงสัยเช่นกันว่า ทุกคนมีนิสัยแตกต่างกันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ ?

ลักษณะนิสัย (traits) ที่แสดงออกก็มาจากบุคลิกภาพ (Personality) หรือตัวตนที่เราสร้างมาตั้งแต่วัยเด็ก Erik Erikson นักจิตวิทยาได้อธิบายทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ตลอดช่วงชีวิตออกเป็น 8 ขั้น ซึ่งเริ่มพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเราเจอกับปัญหาหรือความขัดแย้งบางอย่างแล้วสามารถเอาชนะมันได้ก็ถือว่าเราพัฒนาและเติบโตขึ้นไปอีกขั้น เพราะฉะนั้นตัวตนของเรามักเริ่มจากการสร้างความผูกพัน (attachment) ระหว่างเรากับผู้ที่เลี้ยงดู หลอมรวมกับการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกและประสบการณ์ที่ได้รับ

ขั้นที่เด่นชัดว่าเชื่อมโยงกับการสร้างตัวตนก็คือขั้นที่ 2 ตัวของตัวเอง vs ความรู้สึกสงสัยในตัวเอง (Autonomy vs Shame and Doubt) ในวัย 1 ขวบครึ่งถึง 3 ปี พวกเขาจะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบสำรวจสิ่งต่าง ๆ การเปิดโอกาสให้เด็กได้มีอิสระในการเรียนรู้จึงสำคัญมาก ๆ แต่ถ้าถูกควบคุมมากเกินไปหรือปล่อยปะละเลยก็จะเกิดความสงสัยและละอายในตนเอง 😓

หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็จะพัฒนาขั้นที่ 5 ในเรื่องของเอกลักษณ์ vs ความสับสนในบทบาท (Identity vs Role confusion) นั่นคือจุดที่หลายคนเริ่มสงสัยว่า “ฉันเป็นใคร” มีการวาดภาพชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายคือค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง เรามีอะไรที่พิเศษแตกต่างจากคนอื่น จุดแข็งและความสามารถของเราจะเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและทำให้เราเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-esteem) แต่ถ้าเราไม่ได้คำตอบก็อาจจะรู้สึกสับสน ว่างเปล่า ไปจนถึงซึมเศร้าได้

สิ่งใดที่ทำแล้วได้รับความรัก การเติมเต็มหรือถูกมองเป็นคนสำคัญ เราก็มีแนวโน้มจะทำสิ่งนั้นมากขึ้น ไม่ต่างอะไรจากการถูกเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) อารมณ์ขัน (Sense of humor) ก็เป็นหนึ่งในนิสัยที่เรามักแสดงออกเพราะเป็นนิสัยส่วนหนึ่ง แต่หากมีคนเสริมแรงเรา เช่น หัวเราะตาม ชอบใจ หรือยอมรับเราในแง่ของความตลก เราก็มีแนวโน้มจะแสดงความตลกออกมาอีกเรื่อย ๆ ฉะนั้นการสร้างตัวตนของตุ๊ด กระเทยหรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศก็ไม่ได้ต่างกับคนทั่วไปเลย

เราอาจจะกำลังใช้สกีมา (Schemas) กับกลุ่ม LGBTQ+ เพียงเพราะความตลกโปกฮาเป็นนิสัยที่โดดเด่นและภาพจำของคนกลุ่มนี้ โดย ‘สกีมา’ เป็นรูปแบบความคิดที่เกิดจากความคาดหวังของเราเองทั้งนั้น โดยเชื่อว่าหากใครมีพฤติกรรมแบบหนึ่งก็จะมีพฤติกรรมหรือคุณสมบัติบางอย่างควบคู่กันไปด้วย และเมื่อสกีมาถูกนำไปใช้กับคนทั้งกลุ่มก็จะกลายเป็น stereotype นั่นเอง

เหมือนกับที่คนมองว่าเป็นนางงามต้องรักเด็ก เป็นกะเทยต้องตลก ส่วนหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยกว่าจะมาถึงจุดที่เปิดกว้างมากขนาดนี้ก็เพราะสื่อช่วยผลักดันให้เราเห็นหลากหลายแง่มุมของกลุ่มตุ๊ดหรือกะเทย แต่เพราะภาพความตลกที่ถูกนำเสนออยู่บ่อย ๆ ทำให้เราเคยชินกับ ‘สีสัน’ และเสียงหัวเราะที่พวกเขาสร้างเผลอมองข้ามตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาไป 🙃

ไม่เพียงแค่นั้น…ความตลกยังถูกนำมาเชื่อมโยงกับความสำเร็จเพราะการนำเสนอภาพความตลกทำให้หลายคนเป็นที่ยอมรับและได้รับความรักมากขึ้น เรามักจะเห็นตุ๊ดหรือกระเทยเป็นจุดศูนย์กลางของงานเลี้ยง เป็นคนสำคัญในกลุ่มเพื่อน หรือเป็นคนมีเอกลักษณ์ในที่ทำงาน แต่เบื้องหลังจริง ๆ คือความสามารถ ความพยายามและตั้งใจไม่แพ้ใคร ปัจจัยด้านอื่น ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กันและนิสัยตลกขบขันก็ไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกอย่าง

ด้วยภาพในความคิดที่ถูกส่งต่อทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากมองตุ๊ดหรือกะเทยเป็นต้นแบบ (Model) เพราะเห็นได้ชัดว่าหากอยากเป็นที่ยอมรับ เป็นกลุ่ม LGBTQ+ ที่ประสบความสำเร็จฉันสามารถทำเหมือนเขาได้ หรือถ้าอยากเป็นที่รักของเพื่อน ๆ อยากเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (in-group) เราก็ต้องมีความตลกแบบนั้นบ้าง มายาคติเหล่านี้จะไม่มีทางหายไปหากเรายังไม่เข้าใจว่ามนุษย์มีความเป็นปัจเจกบุคคล (Individual) และเราควรจะมองให้ลึกลงไปถึงคุณค่าภายในที่เขามี มากกว่าความเชื่อแบบผิวเผินที่สังคมคิดกันไปเอง

กะเทยต้องสวย ตุ๊ดต้องตลก…หรือมายาคติใด ๆ ก็ตามที่สั่งสมมา หวังว่าวันนี้เราจะได้ฉุกคิดกันเล็กน้อยถึงเรื่องของตัวตนและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เริ่มต้นที่เคารพความแตกต่างหลากหลาย ให้พื้นที่แก่กันและกัน เพื่อให้ทุกคนได้มีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเอง อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนมอบความอ่อนโยนให้โลกใบนี้ ถ้าอยากมีเพื่อนที่คอยรับฟังและช่วยดูแลสุขภาพใจ อย่าลืมนึกถึงอูก้าก่อนใครนะ ❤️🧡💛💚💙💜

#OOCAknowledge #ShareWithPride

—————————————————

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/vtYL
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

อ้างอิงจาก

หนังสือจิตวิทยาทั่วไป โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คัคนางค์ มณีศรี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Read More