คิดได้ในวันที่สายไป จิตวิทยาความรัก

OOCAinsight: กด Undo ตรงไหน? มีทางใดไหมให้แก้ตัว คนๆนี้เพิ่งรู้สึกตัวในวันที่สายไป

ว่ากันว่าความสัมพันธ์ก็เหมือนหนังสือ “อ่านซ้ำเรื่องเดิม ตอนจบก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน” เราจึงเชื่อว่าถ้ามันผิดพลาดไปแล้วคงแก้ไขได้ยาก การทำผิดซ้ำๆ เลยเป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยใจสำหรับทั้งสองฝ่าย ต่อให้จะรักกันมากแค่ไหน ถ้าไม่อยากเจ็บแบบเดิมก็ควรเดินหน้าต่อไป ไม่ย้อนกลับมารักกันอีก

.

กด Undo ตรงไหน มีทางใดไหมให้แก้ตัว

คนคนนี้เพิ่งรู้สึกตัวในวันที่สายไป

มารู้ตัววันที่ไม่มี ที่ตรงนี้เงียบเหงาเท่าไร

โอ้..เธอ กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้หรือเปล่า

.

บังเอิญได้ยินเพลง Undo ของ POP PONGKOOL X WONDERFRAME ซึ่งเราไม่เคยฟังมาก่อน ต้องบอกว่าเป็นเพลงที่เชื่อมโยงได้กับทุกคนจริงๆ พูดถึงความอ้างว้างในวันที่คนสำคัญหล่นหายไป ได้แต่นั่งเสียใจและอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขให้ทุกอย่างเหมือนเดิม เข้าข่าย “รู้ตัวเมื่อสาย” ถือเป็นเรื่องที่พบเจอบ่อยในเรื่องความรัก หลายคนกว่าจะเจอจุดที่ความสัมพันธ์ลงตัว ย่อมผ่านความผิดหวัง เจ็บปวด สารพัดเรื่องงี่เง่าที่เราทำไปโดยไม่มีเหตุผล รู้ตัวอีกทีเราก็ตอนที่รักษาคนข้างตัวไว้ไม่ได้แล้ว

.

แค่เสี้ยวนาทีที่ไม่ทันห้ามใจ ปล่อยใจไปให้มันทำผิด

ไม่เคยจะคิดว่ามันจะทำให้เรามีวันสุดท้าย

ผิดที่ฉันที่มันไม่รู้ตัว ว่าตัวเองรักเธอเท่าไร

และได้ทำร้ายเธอไปอย่างนั้น

.

แน่นอนว่าเราอยากทำให้ดีที่สุดในทุกๆ ความสัมพันธ์ รู้สึกรักก็อยากจะรักให้หมดใจ แต่ใช่ว่าเราจะไม่เผลอทำอะไรพลาดไป อะไรที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจมาก่อน แม้จะเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีหรือเป็นเรื่องเล็กๆ สำหรับบางคน แต่อาจนำไปสู่การเลิกราได้เหมือนกัน บางคนโชคดีอาจจะได้โอกาสแก้ตัว ชดเชยสิ่งที่ทำพลาดไป ในขณะที่บางคนก็ต้องเดินจากกันไปตลอดกาล

.

เรื่องวันนั้นที่ฉันได้ทำพลาดไป เพราะฉันที่ทำให้เธอเสียใจ

ถ้าได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง จะไม่ยอมให้เธอจากไป

บางอย่างกว่าจะรู้ว่าสำคัญก็คือวันที่เราไม่มีสิ่งนั้นแล้ว เพราะความรักไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงาม นอกจากจดจำเรื่องดีๆ บาดแผลที่สร้างให้กันก็ถูกเก็บไว้เหมือนกัน ถ้าเรื่องราวที่ใจเรารู้ตอนจบว่าจะเป็นยังไง เราคงเลือกที่จะปล่อยให้มันผ่านไปดีกว่า ต่อให้ความรักจะยังอยู่แต่สุดท้ายเราอาจทำได้แค่โหยหากันและกัน

.

ถ้าวันนี้เรามีใครให้รัก ให้ดูแล ขอให้รักษาเขาไว้ดีๆ บอกให้เขารู้ตัวว่าเขามีค่าสำหรับเรา เพราะชีวิตจริงมีแต่เดินไปข้างหน้า ไม่มีปุ่ม Undo ให้แก้ไข ความรู้สึกที่เสียไปก็ไม่มีวันเหมือนเดิม

อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ ความสัมพันธ์ ดูแลใจตัวเองแล้ว อย่าลืมดูแลใจคนสำคัญด้วยนะ

ฟังเพลง Undo ของ POP PONGKOOL X WONDERFRAME ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=tm2N4gntigI

Read More
จิตวิทยา หนังให้กำลังใจ

OOCAinsights : เธอมีพร้อมทุกอย่างแล้ว เหลือแค่สู้และลงมือทำ

ทุกคนคงจะต้องเคยผ่านเหตุการณ์ร้าย ๆ หรือวันแย่ ๆ กันมาใช่หรือเปล่าคะ แน่นอนว่าวันเหล่านั้นคงทำให้เกิดผลกระทบกับจิตใจของเราไม่มากก็น้อย บางคนก็รับมือไหว แต่ก็มีอีกหลายคนที่ผ่านมันไปไม่ได้และทำให้สภาพจิตใจถดถอยลง หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เราผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นไปไม่ได้ ก็เพราะว่าเรามองข้ามบางสิ่งที่เรามีอยู่กับตัวเอง สงสัยใช่มั้ยว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร ?

ยกตัวอย่างจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวละครชื่อ เบบี้ดอล ในภาพยนตร์เรื่อง Sucker Punch เธอลุกขึ้นมาต่อสู้แทนที่จะยอมแพ้ให้กับโชคชะตาอันเลวร้าย และสามารถเอาชนะมันได้ด้วยสิ่งที่เธอมีอยู่กับตัว เราได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยบทพูดในตอนสุดท้ายของเรื่องราว

“Your fight for survival starts right now.

You don’t want to be judged? You won’t be.

You don’t think you’re strong enough? You are.

You’re afraid. Don’t be.

You have all the weapons you need. Now fight!”

“การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดมันเริ่มแล้ว

เธอไม่อยากโดนตัดสินใช่ไหม? เธอไม่โดนแน่

เธอคิดว่าเธอไม่แข็งแกร่งพอเหรอ? เธอแกร่งแน่

เธอหวาดกลัว.. อย่ากลัว

เธอมีอาวุธทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว เธอต้องสู้”

ในบางครั้งที่เราเจอปัญหาและเหตุการณ์ร้าย ๆ มากมาย เราอาจจะลืมไปว่าสุดท้ายแล้ว “ตัวเราเองนี่แหละ ที่จะพาเราผ่านพ้นทุกอย่างไปได้ด้วยสิ่งที่เรามี” เรามีอะไรล่ะ ? เรามีความกล้า เรามีความสามารถ เรามีความเชื่อมั่น และที่สำคัญ เรามีกำลังใจอีกมากมายจากผู้คนรอบตัวที่คอยช่วยเหลือเรา สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือน “อาวุธ” ให้เราต่อสู้กับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต เมื่อเราผ่านมันมาได้เราจะกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น ขอเพียงแค่เชื่อมั่นอาวุธในมือของตัวเอง แล้วจงสู้

อูก้าขอเป็นกำลังให้กับทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาที่เข้ามาในชีวิต ใครที่อยากได้คำปรึกษาสามารถติดต่อพวกเรามาได้เลย เราพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหาเลยนะ

Read More
ซีรี่ย์เน็ทฟลิกและจิตวิทยา Bridgerton

OOCAinsight: “ถ้าไม่ได้แต่งงาน ฉันก็ไม่มีค่าอะไรเลย” Bridgerton กับยุคที่ผู้หญิงห้ามขึ้นคาน

ฉากที่สะเทือนใจเรามากๆ คือตอนที่ดาฟนี่คุยกับพี่ชายของเธอว่า “พี่ไม่เข้าใจหรอกว่าผู้หญิงรู้สึกยังไงที่ทั้งชีวิตเราเหลือความสำคัญแค่เพียงช่วงเวลาเดียว หนูถูกเลี้ยงดูมาเพื่อสิ่งนี้ นี่คือสิ่งเดียวที่หนูเป็น หนูไม่มีคุณค่าอย่างอื่นแล้ว ถ้าหนูหาสามีไม่ได้ หนูก็จะไร้ค่า” เป็นฉากพูดคุยธรรมดาๆ ระหว่างพี่น้อง แต่คำพูดของดาฟนี่ที่คุยกับพี่ชายกลับทำให้เรารู้สึกสะเทือนใจเรามากๆ ทำไมคุณค่าของผู้หญิงถึงอยู่ที่การแต่งงาน

.

ม่านประเพณีที่บดบังคุณค่าที่แท้จริงของผู้หญิง ถูกนำมาสะท้อนผ่าน Bridgerton ซีรีส์จาก netflix ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ Julia Quinn กล่าวถึงค่านิยมการออกเรือนได้ครบเครื่องและโรแมนติกมาก แกนหลักของเราอยู่ที่ตัวละคร “ดาฟนี่ บริดเจอร์ตัน” ลูกสาวคนสวยจากพี่น้องทั้งแปดของตระกูลไฮโซแห่งกรุงลอนดอน ทุกสายตาที่จ้องมองมา ราวกับจับผิดชีวิตผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ว่าเธอจะเดินบนเส้นทางที่คู่ควรกับชาติตระกูลหรือไม่ นี่อาจเป็นราคาที่สาวๆ จากวงสังคมชั้นสูงต้องจ่าย เพื่อแลกกับหลักประกันในชีวิต

.

(โปรดระวังมีการสปอยล์เนื้อหาเล็กน้อย)

ในอังกฤษตามธรรมเนียมแล้วแวดวงชนชั้นสูงจะมีการเข้าเฝ้าฯ พระราชินี หญิงสาววัยแรกรุ่นที่เพียบพร้อมทั้งกิริยาและฐานะทางสังคมจะได้เปิดตัวในงานเต้นรำ หรือที่เรียกว่าเดบูตองต์ (Debutante) บรรดาแม่ๆ ของแต่ละตระกูลก็จะพยายามชิงดีชิงเด่นและทำทุกวิถีทางให้ลูกสาวสวยโดดเด่นสะดุดตามากที่สุด เพื่อให้ลูกสาวได้รับการทาบทามจากชายหนุ่มสูงศักดิ์ ลูกสาวบ้านไหนได้แต่งงานออกเรือนจะถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว เรียกว่าแค่แต่งงานกับคนที่เหมาะสมก็เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล

.

ซึ่งในงานเต้นรำปีนี้ก็เป็นหน้าที่ของดาฟนี่ที่ต้องรับบทบาทสำคัญ จากการปลูกฝังเลี้ยงดูให้เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมในทุกๆ ด้าน รวมถึงหน้าตาที่สวยงามไร้ที่ติ ใครๆ ต่างมองว่าเธอเป็นตัวเต็งของสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่น่าจะได้ออกเรือนก่อนใคร แต่แล้วเหตุการณ์ดันไม่เป็นดั่งใจ ทำให้ดาฟนี่เจออุปสรรคในการหาคู่ จนต้องไปขอความช่วยเหลือจากพระเอกของเรา “ไซม่อน บาสเซ็ต” ท่านดยุกแห่งเฮสติ้งส์ที่ขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้และเป็นที่หมายปองของสาวชั้นสูงทั่วอังกฤษ

.

จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ช่วงต้นเรื่อง เราจะได้เห็นภาพสาวๆ ที่เอาจริงเอาจังกับการหาคู่ครอง และแม่ๆ ที่พยายามดันลูกสาวเต็มที่ เป็นภาพที่ยากจะจินตนาการสำหรับผู้หญิงสมัยใหม่ ว่าทำไมเป้าหมายเดียวในชีวิตเราถึงเป็นการแต่งงานและเป็นแม่คน ต้องรักษาภาพลักษณ์ที่มีคุณค่าสูงส่ง แต่ขณะเดียวกันเมื่อมองมาแล้วก็ควรต้องตาต้องใจผู้อื่นด้วย ทั้งเสื้อผ้าการแต่งกายที่ไม่ได้สะดวกสบายเอาเสียเลย อย่างในเรื่องเราจะเห็นสาวๆ ขยันออกงานสังคมและแวะเวียนไปตัดชุดที่ร้านดังอยู่เป็นประจำ เหล่าคุณแม่มักจะพิถีพิถันเลือกชุดที่สวยที่สุดแพงที่สุดเพื่อให้ลูกสาวตัวเองมีโอกาสมากขึ้นอีกสักนิด

.

สิ่งที่สะท้อนใจเราอย่างมากคือฉากที่ดาฟนี่คุยกับเอโลอีส น้องสาวที่จะเปิดตัวต่อจากเธอ เอโลอีสไม่เข้าใจเลยว่าทำไมดาฟนี่ถึงต้องพยายามแทบเป็นแทบตายกับการหาคู่ขนาดนี้ “ความสำเร็จในการหาคู่ครองของพี่จะส่งผลดีกับพวกเธอทุกคนนะ” ดาฟนี่บอกน้องๆ แม่พร่ำสอนมาตลอดว่าการดูแลครอบครัวคือหน้าที่ เธอจะพบความสุขและความสะดวกสบายเมื่อได้แต่งงาน ดูแลบ้านให้น่าอยู่และมีลูกๆ ที่น่ารัก ตั้งแต่เด็กดาฟนี่จึงไม่เคยมีเป้าหมายอย่างอื่นในชีวิตเลย

.

ส่วนหนึ่งเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ดีในยุคนั้นไม่ได้ทำงาน แต่เป็นหน้าเป็นตาให้สามีแทน หน้าที่หลักคือดูแลบ้านช่องและปูทางให้ลูกๆ อย่างที่แม่ของดาฟนี่ทำ เมื่อผู้เป็นพ่อจากไปหน้าที่ผู้นำครอบครัวก็ตกเป็นของลูกชายคนโตที่มีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องสำคัญในบ้าน แม้แต่เรื่องคู่ครองของน้องสาว

.

อย่างไรก็ตามเมื่อได้ชมแล้วเราจะเห็นว่าผู้หญิงมีส่วนอย่างมากในการผลักดันครอบครัวให้ประสบความสำเร็จ ซีรีส์ได้ตอกย้ำให้เราเห็นความปราดเปรื่องของผู้หญิง การเป็นแม่และเป็นเมียที่ดีนั้นเป็นเรื่องยาก ซึ่งบางครั้งเราก็ได้หลงลืมจุดนี้ไป ทำให้คุณค่าของผู้หญิงถูกลดทอนอย่างน่าเสียดาย

.

น่าดีใจที่ทุกวันนี้ค่านิยมเราเปลี่ยนไปมากและเริ่มส่งผลในทางตรงกันข้าม ผู้หญิงเราไม่ได้เคร่งเครียดกับเรื่องการแต่งงานมีลูกเท่าเมื่อก่อน หรือเรื่องของงานบ้านงานเรือนก็ไม่ใช่หน้าที่ของผู้หญิงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ความเท่าเทียมกันค่อยๆ ฉายชัดขึ้นตามวันเวลา รวมถึงผู้หญิงสามารถที่จะมีอาชีพที่รัก มีโอกาสที่จะเลือกสิ่งดีๆ ให้ตัวเองพอๆ กับผู้ชาย แต่ไม่ว่าค่านิยมหรือประเพณีจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าตัวเราจะเป็นใคร เพศอะไร หรือตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่สำคัญมากๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจเสมอคือ “คุณค่าในตัวเราไม่เคยหายไปไหนเลย”

.

เพราะอูก้าเชื่อว่าทุกๆ คนมีคุณค่าที่ไม่ควรถูกตัดสิน เหมือนชีวิตของดาฟนี่ที่แม้จะเติบโตมาด้วยความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่สุดท้ายเธอได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าเธอมีคุณค่าและดีพอที่จะได้รับความรัก พวกคุณเองก็เหมือนกันนะ ถ้าวันไหนรู้สึกท้อแท้ใจ ลองดูซีรีส์สักเรื่องที่ช่วยส่งพลังให้เราดู แล้วอย่าลืมคิดถึงอูก้า เพื่อนแท้ที่จะคอยดูแลใจคุณนะ

Read More
จิตวิทยาและซีรีย์

OOCAinsights Bravo, My Life! ขอบคุณชีวิตของฉันที่มันไม่ สมบูรณ์แบบ

ฝีมือของผู้กำกับชินวอนโฮและเพลง Bravo, My Life ของซีรี่ย์เกาหลี 슬기로운 감빵생활 หรือ prison playbook (2017) เป็นความเข้ากันที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจเราได้อย่างลงตัว ซีรี่ย์ได้เล่าถึงชีวิตของ “คิมแจฮยอก” นักเบสบอลที่กำลังรุ่งสุดๆ ในลีกอาชีพ ชีวิตของเขากลับพลิกผันในคืนเดียวเพราะช่วยชีวิตน้องสาวจากอันตรายแต่ตัวเองกลับถูกส่งเข้าคุกอย่างไม่เป็นธรรม เขาต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย แถมยังเป็นมุมมืดของสังคมอีก

.

ที่เรือนจำเขาได้พบกับอีจุนโฮ เพื่อนซี้วัยเด็กที่ปัจุบันทำงานเป็นผู้คุม นอกจากนี้ยังมีนักโทษสารพัดคดีแวะเวียนมาอยู่ห้องขังเดียวกัน ซ้ำร้ายยังเจอพวกคนเลวในคราบคนดีที่คอยใช้อำนาจบีบบังคับให้เขาทำนู่นทำนี่ เรียกได้ว่ามรสุมพัดเข้าชีวิตคิมแจฮยอกเต็มๆ

.

ความน่าสนใจอยู่ที่ความ “มองโลกในแง่ดี” สุดๆ ของแจฮยอกที่ทำเอาคนรอบข้างถึงกับเอ่ยปากถามว่านาย “ทำไมถึงยังยิ้มได้” นี่นาย “ใสซื่อ” หรือ “โง่” กันแน่ เพราะนอกจากเบสบอลแล้วเขาก็ไม่ประสากับอะไรเลย แถมยังเชื่องช้าและยอมคน แต่ใครจะรู้ว่าท่าทางที่เป็นมิตรและดูเหมือนจะปรับตัวเข้ากับคุกได้ดีมากๆ นั้น เขาทั้งอึดอัดและเจ็บปวด

.

ในคุกเขาต้องเจ็บตัวนับครั้งไม่ถ้วนจนเกือบเล่นกีฬาไม่ได้อีก เมื่อถึงจุดที่เขาอยากยอมแพ้ แจฮยอกระบายออกมาว่า “ผมไม่ใช่นกฟีนิกซ์หรือฮีโร่หรอก ผมมันแค่คนดวงซวย ชีวิตใครน่าสมเพชหรือแย่กว่าผมก็บอกมา” ใครจะรู้ว่าเขาเคยเป็นมะเร็งตอนวัยรุ่น ฝีมือก็ธรรมดาจนไม่มีทีมไหนต้องการตัวเขาเลย พอชีวิตเริ่มจะดีกลับต้องผ่าตัดหัวไหล่อีก

.

“ผมอยากยอมแพ้วันนึงเป็นร้อยครั้ง แต่จะยอมแพ้ได้ยังไง นอกจากเบสบอล…ผมก็ไม่เก่งอะไรเลย” นั่นคือความคิดที่ผลักดันเขามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นนักกีฬาชื่อดัง “ผมคิดว่าในที่สุดชีวิตผมก็มีวันดีๆกับเขาบ้าง แต่คนโชคร้ายมันก็โชคร้ายอยู่อย่างนั้น ทำไมผมกลายเป็นฆาตกรล่ะ ผมทำอะไรผิดนักหนา ทำไมผมถึงโชคร้ายอยู่คนเดียว”

.

เพราะคดีความที่คิดว่าจะสั้นกลับถูกยืดออกไปเพราะฝ่ายโจทก์บาดเจ็บสาหัส เขาจึงถูกเพิ่มโทษ นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาอยากหันหลังให้เบสบอลจริงๆ แต่หลังจากผ่านบททดสอบชีวิตมากมาย สุดท้ายแจฮยอกเลือกทางที่ยากลำบากที่สุดแล้วพยายามทำให้มันเป็นไปได้ เรียกว่าที่สุดของ “ความอดทน” และเราจะได้เห็นว่า hard work pays off หน้าตาเป็นยังไง

.

ไม่ใช่แค่แจฮยอกที่พยายามอย่างสุดตัวเพื่อให้อยู่รอดในคุก คนรอบตัวที่คอยช่วยเขาล้วนสำคัญ แจฮยอกสอนให้เรารู้ว่า “ความเชื่อใจ” เปลี่ยนแปลงคนได้จริงๆ นักโทษที่ถูกมองว่าเหลือขอ ไม่เป็นที่ต้อนรับของสังคมนอกคุก แจฮยอกกลับเชื่อใจและให้เกียรติพวกเขาเสมอ

.

เราไม่เคยรู้ว่าสถานที่น่ากลัวอย่างคุกจะอบอุ่นได้ถึงขนาดนี้ แท้จริงแล้วอาจไม่มีที่ไหนในโลกที่เป็นสีขาวหรือสีดำทั้งหมด แม้แต่เรือนจำที่น่ากลัว ยังมีคนที่เป็นแสงสว่างและมีจิตใจงดงาม ขณะเดียวกันโลกที่เราคุ้นเคยก็ยังมีคนที่จิตใจโหดร้ายเหมือนกัน ถ้าไม่มัวแต่โทษโชคชะตา ทางเดินจะปรากฏให้เห็น

.

ต้องบอกเลยว่าทุกครั้งที่เราเศร้าหรือรู้สึกอยากยอมแพ้กับอะไรก็ตาม เรามักจะเปิด prison playbook ดู ถ้าได้เห็นความพยายามและความอดทนของแจฮยอกแล้วละก็ เราจะมีความกล้าและบอกตัวเองว่า “อดทนอีกนิดนะ เราทำได้ดีมากแล้ว” หรือต่อให้มันไม่เป็นอย่างที่หวังเราก็จะยังก้าวต่อไป

.

วันพรุ่งนี้ท้องฟ้าอาจมืดมนเหมือนเดิม

และอาจมีความลำบากรอฉันอยู่

บนโลกกว้างใหญ่ใบนี้

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังก้าวต่อไป

เพราะไม่ว่าเลือกทางไหน มันจะมีทางให้เราเดินเสมอ

.

Bravo Bravo My Life ชีวิตของฉัน

มีเพียงความกล้าหาญเท่านั้น ที่ทำให้คุณเดินต่อไปได้

ทำได้ดีมากเลยนะ ชีวิตของฉัน

เดินไปสู่อนาคตที่สดใสของเรา

(เนื้อเพลง Bravo, My Life OST.Prison playbook)

.

ฟังเพลง Bravo, My Life! – Eric Nam ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=ZaTepMIcsqA

.

อูก้าขออยู่เคียงข้างทุกคนที่กำลังเจอกับปัญหา ลองทักมาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้เสมอ เราพร้อมที่จะรับฟังทุกปัญหา อย่าเพิ่งท้อนะ

Read More
เกมส์และจิตวิทยา

Disco Elysium ทำให้เราเข้าใจผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ได้อย่างไร?

“ถ้าเราไม่ใช่เขา เราคงไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกยังไง”

เป็นความคิดที่โผล่มาบ่อยครั้งเวลาพยายามทำความเข้าใจผู้มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต ความซับซ้อนของมนุษย์แต่ละคนทำให้ไม่ว่าเราจะรู้เรื่องทฤษฎีมากมายขนาดไหน ในที่สุดต่างคนก็ต่างกันไป แต่ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยี ความรู้และงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตที่สั่งสมมา และความคิดสร้างสรรค์ ได้นำมาซึ่งช่องใหม่ ๆ ที่เราจะบอกเล่าเรื่องราวของผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตโดยให้เราได้ไปยืนอยู่ในจุดที่เขายืนอยู่ นั่นคือวิดีโอเกมชื่อ ‘Disco Elysium’ เกมที่โยนเราลงไปสู่สถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดเท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งจะเจอได้ เพื่อให้เราได้ทบทวนตัวเองว่าเราจะพาตัวเองหลุดพ้นออกจากมันได้ยังไง

Disco Elysium เป็นวิดีโอเกมสวมบทบาท (Role-play Game หรือ RPG) ที่ยึดมั่นกับคอนเซ็ปต์ดั้งเดิมของเกมประเภทนี้ คือการทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเรากำลังเป็นตัวละครตัวนี้อยู่ โดยเนื้อเรื่องของเกมเกี่ยวกับนักสืบคนหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาในห้องโรงแรมแห่งหนึ่งโดยปราศจากความทรงจำว่าเขาอยู่ที่ไหน มาทำอะไร และแม้กระทั้งว่าเขาเป็นใคร หลังจากหาเบาะแสอยู่สักพักเขาพบว่าตัวเองเป็นนักสืบที่กำลังประสบภาวะหมดไฟ (Burnout) และติดสุรา จนดื่มเหล้าเข้าไปหลังความเครียดเข้าครอบงำจนความทรงจำทั้งหมดของเขาแตกเป็นเสี่ยง

นอกจาก Burnout และโรคติดสุรา ตัวเอกยังมีโรคอย่าง PTSD (Post Traumatic Stress Disorder,) โรคซึมเศร้า และที่สำคัญคือโรคหลายบุคคลิก (Dissociative Identity Disorder) ที่ผู้สร้างเกมออกแบบให้ทุกบุคลิกเป็นตัวละครของมันเองแล้วเถียงกันในหัวทุกครั้งตัวเอกคุยกับใคร

แม้ว่าเกมจะดำเนินเนื้อเรื่องเป็นเกมสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรม ที่เต็มไปด้วยการเมือง เรื่องราวที่สำคัญที่สุดที่เกมพยายามจะเล่าคือ ตัวเอกต้องสืบสวนเรื่องภายในใจของตัวเอง และนี่คือส่วนที่ผู้เล่นจะต้องเข้าไปยืนในที่ที่ตัวเอกยืน ในทุกบทสนทนาตัวหนังสือยาวเหยียด เราได้เรียนรู้ว่าตัวเอกกำลังคิดอะไร และเราต้องตัดสินใจจากความคิดเหล่านั้นเพื่อเลือกว่าเราจะทำยังไงกับความคิดนั้น ๆ ต่อ ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าเรากำลังเป็นตัวเอกอยู่จริง ๆ ด้วยการที่เราได้เลือกแม้กระทั่งว่าเขามีความเห็นทางการเมืองอย่างไร มองว่าสุขภาพจิตของตัวเองเป็นเรื่องแย่หรือมันมีมุมที่ดี และไปจนถึงว่าเขาต้องการจะหายขาดจากโรคต่าง ๆ ที่เขาเป็นหรือไม่ ซึ่งเมื่อเราสามารถรู้สึกได้ว่าตัวเลือกที่เราเลือกมีผลต่อตัวตนของเขา เราก็จะยิ่งเข้าใจเขามากขึ้นไปอีก

หากเราเบนมุมมองของเราออกจากสายตาของคนที่อยากเข้าใจ มาพูดถึงคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต การเล่น Disco Elysium เป็นประสบการณ์ที่บวกกว่าที่คิดมาก ๆ แม้ว่าเกมจะเต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงตัวตน การมีอยู่ และสุขภาพจิต แต่เกมก็พูดถึงเรื่องการเห็นค่าของตัวเองแม้ในสภาวะที่ย่ำแย่ที่สุด ถ้าเราเข้าใจตัวเอกและอยากให้เขาก้าวข้ามผ่านความคิดแย่ ๆ และเรื่องร้าย ๆ ที่เขากำลังเจอ เราก็ทำให้มันเกิดขึ้นได้ และเมื่อเราดำเนินถึงตอนจบของเกม หนึ่งในข้อคิดที่เราได้มาคือ “ถ้าฉันพาตัวเอกออกจากเรื่องแบบนี้ได้ ฉันก็ต้องพาตัวเองออกจากตรงนี้ได้เหมือนกัน” ซึ่งอูก้าก็เชื่อในตัวทุกคนที่กำลังประสบปัญหาอยู่ว่าจะก้าวข้ามมันไปได้และพร้อมจะเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยกันไปถึงจุดนั้นให้ได้เลย

Read More
จิตวิทยาในหนัง

ซอมบี้ที่มาปลุกความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

ช่วงฮาโลวีนปีนี้ อูก้าอยากพาไปรู้จักกับตัวตนของซอมบี้เกาหลีจากหนังดังอย่าง Train to Busan หรือซีรี่ย์อย่าง Kingdom ที่สร้างกระแสซอมบี้ฟีเวอร์มาแล้ว

.

สิ่งที่ดึงดูดใจให้คนติดตามเรื่องราวของซอมบี้ นอกจากฉากที่ตื่นเต้น ลุ้นระทึกไปกับการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดของมนุษย์แล้ว แน่นอนว่าเราอยากรู้ว่าซอมบี้มีหน้าตาอย่างไร ใช้ชีวิตแบบไหน ตัวละครจะรอดหรือไม่ หรือหนังต้องการจะสื่ออะไร รวมถึงนักแสดงนำที่ทำให้น่าติดตาม ที่สำคัญคือผู้กำกับจะถ่ายทอดให้เรารับรู้และอินไปกับเรื่องราวได้อย่างไร เพราะในชีวิตจริงแค่จินตนาการว่ามีซอมบี้ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับคนธรรมดาก็แปลกมากแล้ว

.

ในปี 2016 หนังเกาหลีเรื่อง Train to Busan ทำรายได้ถล่มทลายด้วยเรื่องราวที่สนุกตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งนอกจากขบวนรถไฟที่ออกจากโซลไปปูซานแล้ว ในหนังก็ไม่ได้ใช้โลเคชั่นอื่นเป็นพิเศษด้วยซ้ำ แต่ทำไมหลังดูจบเราถึงรู้สึกว่าหนังสอนอะไรเรามากมาย

.

เริ่มต้นจากการเดินทางของพ่อกับลูกสาวคู่หนึ่งที่ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีนัก แต่เพราะลูกอยากเจอแม่ในวันเกิด พ่อจึงต้องจำใจพาลูกไปปูซานทั้งที่ตัวเองงานยุ่งมากๆ ขณะนั้นคนเกาหลีบางส่วนก็ได้รับรายงานข่าวว่าเกิดเหตุการณ์ซอมบี้บุกเมืองให้รีบอพยพ จุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่การไล่ล่าของเหล่าซอมบี้ แต่เมื่อเหตุเกิดในรถไฟคนจะหนีไปไหนรอด ซึ่งตอนแรกพระเอกของเรื่องก็สนใจแต่ชีวิตตัวเองและลูกสาวเท่านั้น แต่เมื่อสถานการณ์เลวร้ายลงจนไม่สามารถควบคุมจำนวนซอมบี้ได้อีก คนที่เหลือจึงต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองและเพื่อนร่วมทาง

.

ในหลายๆ ซีนของหนังเรื่องนี้แสดงถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ชัดเจนมากๆ ทั้งท่าทีไม่สนใจชีวิตคนอื่นเลย การหนีเอาตัวรอด ปิดประตูโบกี้ใส่คนอื่น ที่น่ากลัวที่สุดคือทางการรู้อยู่แล้วว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น แต่สื่อกลับออกข่าวแค่ผิวเผินเพราะกลัวจะเกิดความวุ่นวายและส่งผลต่อประเทศ จึงไม่ได้บอกให้ประชาชนเตรียมตัวรับมือแต่อย่างใด

.

เมื่อความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ทุกคนย่อมรักษาชีวิตตัวเองก่อน แต่การผลักคนอื่นไปตายแทนนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้เรารอดเช่นกัน มีบางช่วงที่คนในรถไฟเกือบจะเอาชนะซอมบี้ได้ แต่เพราะมีบางคนที่เห็นแก่ตัว ทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในอันตรายซ้ำๆ

.

ในขณะเดียวกันบางคนเลือกที่จะสละชีวิตเพื่อปกป้องคนอื่น แม้อยู่ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขายังหวังให้คนที่เรารักรอด เรารู้สึกบีบหัวใจสุดๆ เมื่อตัวละครพูดถึงครอบครัวที่รออยู่ ถึงจะแสร้งทำเป็นว่าเข้มแข็งและยังไหว แต่ลึกๆ พวกเขาแค่อยากกลับบ้าน อยากรู้สึกปลอดภัยเท่านั้นเอง

.

Kingdom ที่ฉายเมื่อปี 2019-2020 นำเสนอเรื่องซอมบี้ในยุคโชซอนของเกาหลี แม้พล็อตจะต่างจาก Train to Busan ตรงที่เล่าถึงราชวงศ์ที่มีองค์ชายไร้อำนาจอย่างอีชาง พยายามหยุดยั้งโรคระบาดที่ทำให้คนกลายเป็นซอมบี้ แต่เขากลับต้องต่อสู้กับข้าราชการและอำนาจมืดที่ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชนเลย ซึ่งแก่นของทั้งสองเรื่องมีความคล้ายกันคือเรื่องจิตใจที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์จะนำภัยที่ยิ่งใหญ่มาให้เสมอ

.

ปมปัญหาใน Kingdom คือการบริหารบ้านเมืองในแบบที่แบ่งแยกชนชั้นสูงกับชาวบ้านอย่างชัดเจน เมื่อองค์ชายอีชางได้สืบหาความจริงและพยายามช่วยเหลือประชาชน เขายิ่งพบว่าอำนาจของคนชนชั้นสูงนั้นน่ารังเกียจและสิ้นหวังเพียงใด

.

เราจะยอมจำนนต่ออำนาจหรือไม่? Kingdom นำเสนอภาพพระราชาพ่อของอีชางเป็นตัวแทนของมนุษย์ที่มีจิตใจอ่อนแอและพ่ายแพ้ต่ออำนาจ เพื่อจะรักษาตำแหน่งของตัวเองเขาจึงยอมถูกกลืนกินจนกลายร่างเป็นผีดิบ

สุดท้ายประชาชนต้องมาแบกรับปัญหาจากการกระหายอำนาจของคนในวังหลวง

.

จุดที่น่าเศร้าคือคนเราหวงแหนอำนาจแม้แต่ยามที่ไม่มีลมหายใจ เช่น แม่ที่ไม่ยอมให้ตัดหัวลูกชายที่ตายแล้วเพราะหมิ่นเกียรติของครอบครัวที่เป็นตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งที่รู้ว่าหากไม่ตัดหัว ผีดิบจะสามารถฟื้นขึ้นมาทำร้ายคนอื่นได้อีก อีกฉากที่ทำเราหดหู่ไม่น้อยคือชาวบ้านอดอยากจนถึงขั้นต้องนำร่างของคนที่ตายมาทำเป็นอาหาร ไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์หรืออะไร แค่การมีชีวิตอยู่ยังเป็นเรื่องยากลำบากเลย

.

ทุกตัวละครผ่านบททดสอบว่าจะเลือกอำนาจหรือความยุติธรรม ซึ่งอีชางก็ได้เลือกที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน แต่ต้องแลกมาซึ่งการถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ อกตัญญูต่อพ่อตัวเอง แถมยังต้องหนีตายนับครั้งไม่ถ้วน

.

ส่วนหนึ่งที่ Kingdom จับใจคนดูได้คือการชิงดีชิงเด่นเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ที่น่าสนใจคือทั้งสองเรื่องที่ยกมาเล่าไม่ได้ทำให้เราโฟกัสที่ความน่ากลัวของซอมบี้เลย หลังจากอินไปกับเรื่องราวแล้ว เรากลับรู้สึกว่าซอมบี้ไม่ได้คุกคามมนุษย์ แต่ช่วยกระตุ้นให้เรามองเห็นความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่มันน่ากลัวกว่าซอมบี้หลายเท่าต่างหาก

.

ด้านมืดในใจคนเราจะถูกดึงออกมาในสถานการณ์ที่บีบคั้น เมื่อคนเห็นแก่ตัวมาอยู่รวมกันความเปราะบางจะอาจเปลี่ยนการตัดสินใจของเราได้ ตัวตนที่เราสร้างมาและสิ่งแวดล้อมนี่แหละ ที่ช่วยกำหนดทิศทางที่เราจะเลือกเดินต่อไป

.

Train to Busan และ Kingdom ให้ข้อคิดกับเราว่าการที่คนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้ ต้องมีทั้งความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและเสียสละ ที่สำคัญถ้าเรารู้จักตัวเองดีแล้ว เราจะรู้ว่าต้องปฏิบัติกับคนอื่นอย่างไรและให้คุณค่าความเป็นมนุษย์กับทุกๆ คนอย่างเท่าเทียม

.

อูก้าอยากให้ทุกคนโอบกอดทั้งด้านที่ดีและไม่ดีของตัวเองไว้ ค่อยๆ รู้จักตัวเองไปพร้อมๆกับเรานะ อูก้ายินดีรับฟังและอยู่เคียงข้างคุณเสมอ ลองทักมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้นะคะ

Read More
ไม่สบายใจหาคนรับฟัง จิตวิทยา

OOCAinsight: เธอโอเคไหม เก็บอะไรไว้  “ไหนเล่า”

“เราปลอบคนไม่เก่ง แกลองเอาไปฟังล่ะกัน” คืนนั้นเพื่อนส่งเพลง “ไหนเล่า” ของ AUTTA x BLACKSHEEP x MILLI มาให้ (ฟังเพลงเต็มๆ ได้ที่: https://www.youtube.com/watch?v=YIgvov0RfK8) ต้องบอกเลยว่าแค่ท่อนแรกที่ได้ฟังก็ทั้งซึ้งทั้งขำเพื่อน อาจจะจนปัญญาที่จะปลอบเราจริงๆ นั่นแหละ แต่สุดท้ายก็ไม่ทิ้งเราไปไหนอยู่ดี

.

“เธอโอเคไหม เก็บอะไรไว้

พร้อมรับฟังถ้าหากไม่ไหว

ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นอะไร

ขอบคุณที่เชื่อใจและเล่าให้ฟัง”

.

บางครั้งเราไม่รู้เลยว่าการปลอบใจคนๆ หนึ่งต้องพูดอะไรบ้าง รู้แค่ว่าถ้าปล่อยให้นั่งคิดอยู่คนเดียว จมอยู่กับวงจรความเศร้า เขาอาจจะเป็นบ้าตายเหมือนท่อนหนึ่งในเพลงที่บอกว่า

.

“ทุกความรู้สึกแย่ๆ บางครั้งเกินแก้จนอาจจะเก็บกด”

.

ถ้าแบกเอาไว้นานเกินไปพื้นที่ในใจคงถูกทับถมด้วยความรู้สึกลบเต็มไปหมด แต่ถ้าเราทำความเข้าใจกับคำว่า “ชีวิต” เราจะพบว่าบางทีมันก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ หนึ่งอาจจะไม่ได้ไปสองแล้วต่อด้วยสาม เราต้องทำเหมือนคนอื่น หรือทุกวันจะต้องมีความสุขเท่านั้น เพราะชีวิตมันสามารถพลิกแพลงเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น

.

แล้วถ้าวันไหนที่มีเรื่องไม่สบายใจ การที่เธอเล่าให้เราฟัง ไม่ใช่แค่เธอได้ระบายนะ แต่เราเองก็รู้สึก “ขอบคุณ” ที่ไว้ใจจะเล่าให้เราฟังเหมือนกัน ไม่รู้หรอกว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แต่เก็บไว้คงมีแต่จะบั่นทอนจิตใจ เพราะงั้นเราเลยอยากบอกว่าถ้าอยากเล่าหรือพร้อมจะบอกตอนไหน ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เฟลแค่ไหนก็บอกได้เสมอ

.

เพลงนี้กำลังบอกให้เราหันกลับมาแคร์ใจตัวเองในวันที่ไม่ไหว ยังมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างเราเสมอ เป็นธรรมดาชีวิตเราต้องมีทั้งวันที่ดีและร้าย ต่อให้วันนี้จะเสียใจแต่มันเป็นเพียงเรื่องที่ผ่านเข้ามาแล้ววันหนึ่งจะผ่านไป แต่ถ้าเราละเลยไม่ดูแลใจตัวเองให้ดี ความเศร้าคงจะไม่หายไปไหนแถมปัญหาก็จะยังติดอยู่ในใจเราต่อไป

.

ถ้าเหนื่อยมากลองหาที่พักใจ หันไปรอบๆ ตัวแล้วพึ่งพาคนข้างกายบ้าง เชื่อเถอะว่าการเล่าให้ใครสักคนฟังช่วยเยียวยาใจเราได้ ถ้าผ่านเวลาร้ายๆ ไปได้แล้วก็หันไปขอบคุณเขาสักนิด เพราะ “การรับฟัง” มันยิ่งใหญ่พอจะเรียกว่า “ความรัก” ได้เลยนะ

.

คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเล่าปัญหาให้ใครสักคนฟัง เพราะต้องอาศัยทั้งความสนิท ความไว้ใจและเชื่อใจ ถ้าวันนี้ยังไม่รู้จะบอกใคร นึกถึงอูก้าก็ได้นะ เรายินดีรับฟังทุกคนเสมอ เพราะเรื่องของใจเราพร้อมจะช่วยดูแล

Read More
อาเรียนนา กรานเด

OOCAinsight: Ariana Grande เมื่อชีวิตโยนทุกอย่างใส่เธอ

“When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there” ชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราหันกลับมารักตัวเองและพร้อมจะเผชิญกับทุกอย่างที่พุ่งเข้ามา

หลังจากอัลบั้มล่าสุด Positions ที่เต็มไปด้วยความเซ็กซี่และมั่นใจ เราก็เกือบจะลืมไปเลยว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน Arianna Grande เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวดมา

หากเริ่มนับเราต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2017 ในช่วงทัวร์อัลบั้ม Dangerous Women เกิดเหตุก่อการร้ายที่ Manchester Arena หลังจากคอนเสิร์ตของป๊อปสตาร์สาวที่คร่าชีวิตคนจำนวน 22 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน เป็นเหตุให้เธอเกิดอาการ PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) ซึ่งเธอพูดกับนิตยสาร British Vogue ในปีถัดมา “มันยากมากเลยที่ฉันจะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะผู้คนมากมายเหลือเกินได้สูญเสียอย่างใหญ่หลวงในเหตุการณ์นี้…ฉันไม่รู้จะพูดถึงมันยังไงโดยไม่ร้องไห้ได้เลย”

ในบทสัมภาษณ์เดียวกันเธอก็พูดถึงเรื่องสุขภาพจิตของเธอในเรื่องการทำงาน นั่นคือเธอเป็นโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) เธอเล่าว่ามันเกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากทัวร์คอนเสิร์ตจบลง เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากหยุดพักและเธอจะทำงานต่อทันที ซึ่งสำหรับแฟนๆ นี่ไม่น่าใช่เรื่องแปลกอะไรหลังจากดูตารางการออกเพลงที่สม่ำเสมอของเธอทุกๆ ปี

อัลบั้ม Sweetener จากปี 2018 เป็นอัลบั้มที่เธอป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าเธอสามารถผ่านเรื่องราวแย่ๆ ที่เธอพบเจอผ่านดนตรีที่อบอุ่น “ฉันอยากกอดทุกคนผ่านดนตรีของฉัน” เธออธิบายเกี่ยวกับอัลบั้มนี้ในบทสัมภาษณ์กับ Apple Music 1 Radio “ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นกว่าที่ฉันเคยเป็นมา และตอนนี้ฉันเริ่มเห็นโลกกลับมาสดใสมากกว่าที่เดิม” เป็นประโยคที่เข้ากันได้ดีกับหน้าปกสีโทนอุ่นและบทเพลงเกี่ยวกับการรักตัวเองและการมอบกำลังให้ผู้คนรอบข้าง

แต่ปี 2018 ก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเสียทีเดียว เพราะหลังจากอัลบั้มประสบความสำเร็จ กลับมีข่าวร้ายว่าแฟนเก่าของเธอ Mac Miller เสียชีวิตลงจากการใช้สารเสพติดเกินขนาด ซึ่งหลายๆ คนโทษว่าเป็นเพราะการเลิกลาที่ทำให้ Mac เป็นแบบนี้ ซึ่งเธอตอบกลับคำกล่าวหาเหล่านั้นว่าการโทษผู้หญิงสำหรับเรื่องที่ผู้ชายไม่สามารถรักษาตัวเองได้นั้นเป็นปัญหาใหญ่ แล้วเธอก็ยังบอกด้วยว่าการจากไปของ Mac ส่งผลต่อเธอมากๆ

“ถ้าให้พูดกันตามตรง ฉันแทบจะจำชีวิตเดือนนั้นของฉันไม่ได้เลย เพราะฉันเมาและเศร้ามากๆ ฉันจำไม่ได้ว่ามันเริ่มยังไง และจบยังไง แต่พอเงยหน้าขึ้นมามองบนกระดานก็เห็นเพลงอยู่บนนั้นเป็น 10 เพลง” ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของอัลบั้มต่อมา “Thank u, next” ซึ่งแค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเธอขอบคุณและเรียนรู้จากทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แล้วบอกกับโลกว่าฉันพร้อมแล้วสำหรับทุกอย่างที่กำลังจะเข้ามา

เรื่องราวของ Arianna เป็นเรื่องที่เราชอบย้อนดูทุกครั้งที่รู้สึกสิ้นหวังกับเหตุการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ แล้วเตือนใจตัวเองว่าการต้องพาตัวเองออกมาจากความเศร้าและไร้หนทางนั้น แม้จะทำได้เจ็บปวดมากๆ แต่ในวันหนึ่งเราจะทำได้แน่นอนไม่ว่ามันจะยากเย็นขนาดไหน

ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะผ่านไปไม่ได้ อูก้าพร้อมจะเป็นเพื่อนคอยอยู่ข้างๆ คุณเสมอ อย่าลืมนะว่า “When you need someone to pull you out the bubble, I’ll be right there just to hug you, I’ll be there”

อ้างอิงจาก

https://www.vogue.co.uk/article/july-cover-vogue-2018

https://www.youtube.com/watch?v=H91O7cyXfMw&ab_channel=AppleMusic

https://www.bbc.com/news/newsbeat-48933931#:~:text=Mac Miller “didn’t deserve,drunk”%2C she told Vogue.&text=She described her grief over,”pretty all-consuming”.

Read More
โดนบอกเลิกต้องทำไง

OOCAinsight: โดนบอกเลิกช่วงเทศกาล เจ็บนี้ไม่มีลืม

ใครๆ ต่างก็แฮปปี้ที่มีคนรักอยู่ข้างๆ ในวันพิเศษ เหมือนเพื่อนเราเคยสัญญากับแฟนว่าจะฉลองและแลกของขวัญกันในวันคริสมาสต์ หลังจากไปดินเนอร์และเดินเล่นกันแล้ว ทั้งสองหยิบของขวัญมาแลกกัน แต่เพื่อนเรากลับได้รับของขวัญพร้อมคำขอโทษและคำบอกเลิก วันที่น่าจะเฉลิมฉลองอย่างมีความสุขที่สุดกลับกลายเป็นวันที่ต้องเสียน้ำตา

และทุกๆ ปี เมื่อวนมาถึงวันคริสมาสต์ เพื่อนเราเกลียดวันนี้ที่สุดเลย

ทั้งที่เราอยากให้วันสำคัญเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

แล้วเราจะเลือกจดจำวันนั้นไว้เป็นภาพสุขหรือความเจ็บปวดดีล่ะ…

เพราะวันมีความหมายกับความสัมพันธ์ คนเรามักเลือกสารภาพรักหรือฉลองกับแฟนในช่วงเทศกาลอย่างวันวาเลนไทน์ คริสมาสต์หรือแม้แต่วันเกิดเพื่อให้เป็นโมเมนต์ที่น่าจดจำ หลายๆ คู่จึงมีวันครบรอบหรือวันพิเศษเป็นของตัวเอง ขณะเดียวกันบางคนอาจเสียน้ำตาหรืออกหักในวันนี้ แล้วหลังจากนั้นเขาจะมีภาพจำเกี่ยวกับวันๆ นั้นยังไงนะ

ไม่ใช่ความผิดของ “วัน” หรอก และไม่อยากให้โทษว่าเป็นความผิดของใคร

แต่เหตุการณ์ที่ฝังใจต่างหากที่ทำให้เราผูกติดความเศร้าเสียใจไว้ที่วันๆ หนึ่ง

ซึ่งก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงลำบากใจเหมือนกัน ที่ต้องพยายามรักษาสัญญาที่ให้ไว้

แต่ลึกๆ กลับรู้ว่าความสัมพันธ์ไม่สามารถไปต่อได้ การยื้อเวลาต่อไปอาจทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายยิ่งกว่า

เราไม่รู้หรอกว่าวันที่หลายๆ คนมีความสุข มันอาจเป็นวันที่เลวร้ายและเจ็บปวดสำหรับใครบางคนก็ได้ บางคนไม่ชอบวันเกิดของตัวเองด้วยซ้ำ ภาพงานปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เพลงดังๆ และงานฉลองอีกมากมาย น่าจะมีความหมายต่อใจและมีความทรงจำดีๆ ให้นึกถึง แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม

ลองจินตนาการดูว่ามันจะรู้สึกแย่แค่ไหนที่ทุกวันปีใหม่ เราต้องนึกถึงแฟนเก่าที่บอกเลิกเราโดยไม่มีทันได้ตั้งตัว มองไปเห็นสถานที่เดิมๆ ได้ยินเพลงปีใหม่หรือบรรยากาศที่ชวนให้คิดถึงเรื่องวันนั้น มันคงแย่มากๆ เลยนะที่ต้องมีภาพของการเลิกราลอยวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนฝันร้ายหน้าหนาวอะไรทำนองนั้น

คงมีแค่เวลาที่จะเยียวยาใจเราได้ พอผ่านไปสักพักเราอาจรู้สึกดีขึ้น หรืออาจมีความทรงจำใหม่ๆ มาช่วยทดแทนช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดนั้นได้ แต่เราเชื่อนะว่าความเศร้าคงสอนอะไรเราบ้างแหละ อย่างน้อยก็เตือนเราว่าอย่าไปสร้างความทรงจำที่เจ็บปวดแบบนี้ให้ใคร

สุดท้ายนี้ อูก้าอยากจะบอกว่าคนบางคนเขาอาจจะผ่านเข้ามา เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะรักตัวเองมากขึ้น แม้ในวันที่มันเลวร้ายก็อยากให้มองหาสิ่งดีๆ เล็กๆ ที่อยู่ในนั้นจนเจอ

ขอให้วันนี้คุณถูกโอบกอดด้วยความรักและมิตรภาพดีๆ นะ

หากอยากระบายให้ใครสักคนฟัง ลองมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าให้สบายใจขึ้นได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับใจให้เราช่วยรับฟังได้เสมอ เพราะอูก้าอยากเข้าใจคุณนะ

Read More
ทำตามความฝัน อิแทวอนคลาส

OOCAinsights ฉันไม่เสียใจเพราะได้ใช้ชีวิต อย่างที่ตัวเองเชื่อ

“ผมเห็นเพื่อนถูกทำร้าย ครูก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอครับ ผมห้ามแต่เขาไม่ฟัง ผมก็เลยต่อยเขา ผมรับผิดที่ต่อยเพื่อน แต่ผมไม่เสียใจเลยสักนิด” จากเหตุการณ์ที่พัคแซรอยเข้าไปช่วยเพื่อนที่ถูกบูลลี่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทุกอย่าง คำพูดที่หนักแน่นในวันนั้นได้ทำให้เขาได้ค้นพบเส้นทางที่ใช่สำหรับตัวเอง

Itaewon Class (2020) ซีรี่ย์ที่จุดประกายให้คนลุกขึ้นมาสู้กับโชคชะตา ด้วยคาแรกเตอร์ของ “พัคแซรอย” ที่ชัดเจนในความคิดและซื่อตรงต่อการกระทำ ไม่ว่าชีวิตจะเจอกับอะไรเขาก็ไม่เคยเปลี่ยนไป หลายคนนับถือเขาเป็น role model เพราะความเชื่อมั่นและยุติธรรมของพัคแซรอยเป็นสิ่งที่คนทั่วไปชื่นชมแต่ยากที่จะเป็นได้

พัคแซรอยเพิ่งย้ายโรงเรียนมาให้ก็เกิดเรื่องทะเลาะวิวาท ในห้องเรียนมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งถูกแกล้งจากชางกึนวอน ลูกชายของเศรษฐีระดับประเทศที่มีอิทธิพลมาก ทุกคนในห้องทำเหมือนว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเลย แม้แต่ครูเองก็ทำเป็นมองไม่เห็นและไม่กล้าแม้แต่จะเรียกชื่อชางกึนวอนด้วยซ้ำ

นี่ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น…เขาไม่สามารถทนเห็นคนถูกรังแกแบบนี้ได้ จึงเดินเข้าไปห้าม แต่เหตุการณ์กลับบานปลายจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน แซรอยถูกครูเรียกไปกดดันให้ขอโทษกึนวอน เมื่อไม่ยอมทำ โรงเรียนเลยตัดสินว่าเขาใช้ความรุนแรง ครูเรียกพ่อของทั้งสองคนมาพบ ท่าทีของครูแสดงออกชัดเจนว่าเกรงใจพ่อของกึนวอนขนาดไหน แถมเขายังเป็นเจ้านายของพ่อแซรอยด้วย “ฉันอยากให้เธอคุกเข่าขอโทษลูกชายฉัน” พ่อของกึนวอนยื่นข้อเสนอ เพื่อแลกกับการไม่ต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียนและปกป้องหน้าที่การงานของพ่อตัวเอง แซรอยเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่น

“ถ้าเราทำความผิด เราต้องได้รับการลงโทษ นั่นคือสิ่งที่พ่อผมสอนมา แต่พ่อก็สอนผมด้วยว่า เราต้องใช้ชีวิตตามที่เราเชื่อ … มันผิดที่เขารังแกเพื่อนในชั้น ทั้งๆ ที่ครูก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอครับ ผมคงขอโทษเขาไม่ได้ เพราะว่าผมไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด” แม้แซรอยจะรู้ดีว่าโลกภายนอกนั้นเลวร้ายและอำนาจเป็นสิ่งที่น่ากลัว อะไรที่ทำให้แซรอยเชื่อว่าจะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้

“ผมไม่อยากเชื่อว่าเจ้าเด็กนี่จะเป็นลูกผม … แต่เขาเท่จริงๆ” พ่อของแซรอยกล่าวทั้งรอยยิ้มและน้ำตา “เขาทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้องและรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ ผมก็คงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว” สิ่งที่พ่อพูดเท่ากับว่าพ่อยอมทิ้งหน้าที่การงานเพื่อปกป้อง “ความเชื่อ” ของแซรอย

“พ่อสอนแกให้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองเชื่อ วันนี้พ่อได้เห็นว่าแกใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ แกไม่รู้หรอกว่าพ่อภูมิใจในตัวแกขนาดไหน … ขอให้ใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อไปนะ” พ่อสอนแซรอยว่าเขาไม่ควรใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา แต่เขาภูมิใจมากที่ลูกชายยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง แม้แต่พ่อเองยังไม่รู้เลยว่าเขาจะกล้าหาญเท่าแซรอยหรือเปล่า

ชีวิตของแซรอยคงไม่เหมือนเดิม ถ้าวันนั้นพ่อบังคับให้เขาคุกเข่าลงไป แต่พ่อกลับเลือกที่จะเชื่อใจเขาแทน ภาพที่พ่อยอมรับเขาด้วยหัวใจทั้งหมด จะอยู่กับแซรอยไปตลอดและเป็นเหมือนคำสัญญาระหว่างเขากับพ่อว่าจะใช้ชีวิตให้ดี ให้สมกับที่พ่อเชื่อในตัวเขา หลายคนบอกว่าแซรอยมีทักษะทางสังคมบกพร่อง ความเถรตรงของเขาทำให้เข้ากับคนอื่นได้ยาก บางครั้งดูเหมือนไม่ยืดหยุ่น ดื้อรั้น และต่อต้าน

ในหลายๆ ครั้งคนรอบข้างพยายามเปลี่ยนสิ่งที่ผิดให้กลายเป็นถูก เพียงเพราะอยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่น ไม่อยากแตกต่างจนดูเหมือนนอกคอก แต่แซรอยก็ยังยืนยันว่า “ผิด” คือ “ผิด” และเขาจะทำในสิ่งที่ “ถูก” เท่านั้น เราคิดว่าที่แซรอยก้าวผ่านทุกอย่างไปได้ด้วยใจที่ซื่อตรงเพราะคำพูดของพ่อในวันที่พาเขาเดินออกจากโรงเรียน

ขอแค่ใครสักคนที่เชื่อใจและสนับสนุนเราอย่างไม่มีเงื่อนไข เราจะเป็นเราที่เปล่งประกายได้อย่างพัคแซรอย ส่วนหนึ่งที่เขาสามารถวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงเพราะเขารู้ว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวในโลกใบนี้

อูก้ายินดีที่จะรับฟังและคอยสนับสนุนคุณเสมอ สามารถทักมาพูดคุยกับพี่ๆ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราได้หากคุณกำลังมองหาเพื่อนที่เข้าใจอย่าลืมให้อูก้าช่วยดูแลนะคะ

Read More
  • 1
  • 2