เครียด ซึมเศร้า อยากตาย พบจิตแพทย์

OOCAstory : ไม่ได้อยาก ‘จากไป’ แต่ก็ไม่ได้ชอบการ ‘มีอยู่’ ของตัวเอง

ทำไมต้องรู้สึกผิดทุกครั้งที่เผลอคิดว่า “ไม่อยากอยู่แล้ว” จะพูดออกไปให้ใครได้ยินก็ไม่ได้

กลัวเขาจะตัดสินว่าเราเป็นคนอ่อนแอ คิดสั้น กลัวเขาทุกข์ใจถ้ารู้ว่าเราคิดอะไรแบบนี้

กลัวจะทำให้คนอื่นดาวน์ไปด้วย แต่เราก็ห้ามไม่ให้ตัวเองไม่รู้สึกแย่ไม่ได้

บางทีที่รู้สึก “ไม่ไหว” เหมือนความรู้สึกเหนื่อยที่ไม่มีจุดจบ แต่ถามใจตัวเองดีๆ เราก็ไม่ถึงกับ “อยากตาย”

อาจจะแค่อยากพัก อยากเว้นพื้นที่ระหว่างตัวเองกับคนอื่น

ประมาณว่า “ไม่ได้อยากตาย แต่ก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้า”

ความเหนื่อยล้าที่สะสมมา ทำให้เราไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

และเราก็เคยชินกับการเก็บมันไว้คนเดียว พยายามอดทน บอกตัวเองว่าเรารับไหว

.

ไม่รู้จะมีเช้าไหนไหมที่ทำให้รู้สึกดี กว่าจะรวบรวมใจให้พร้อมรับมือกับเรื่องวันนี้นั้นแสนยาก

คิดวนเวียนว่า “ขอให้ฉันผ่านไปได้อีกวัน” หรือ “หวังว่าวันนี้จะไม่แย่มากนะ”

สุดท้ายตอนเย็นก็โล่งนิดๆ ที่หมดวัน แต่วันที่รู้สึกเฟลก็มีไม่น้อย

ไม่ใช่เราคนเดียวใช่ไหมที่มีชีวิตเหนื่อย ๆ หม่น ๆ แบบนี้

.

เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน ? หลายคนบอกว่า เพื่อตามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่

เพื่อเรียนรู้ เพื่อสร้างสิ่งดีๆ เพื่อชดใช้กรรม และอีกสารพัดคำนิยาม

ต่างคนต่างความเชื่อ แต่โดยส่วนตัวเรายังไม่พบคำตอบเหมือนกัน

แต่อย่างน้อยในวันที่ยังตื่นขึ้นมา เราอยากมีความสุข อยากมีคุณค่า อยากใช้ชีวิตในแบบที่ชอบ

เราอยาก…มีชีวิตอยู่

.

จะโอเคไหม ถ้าเรายอมรับว่าบางครั้งเราไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่สามารถเอาชนะความคิดลบๆ ได้เพียงลำพัง

หันไปหาคนรอบข้างที่คอยบอกเราว่า “มีอะไรเล่ามาได้นะ” กับการที่เขาอยู่ข้างๆ เสมอ

ค่อยๆ เปิดประตูความรู้สึกของเรา จากที่ไม่เคยพูดสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ให้หันมาระบายมันออก

.

การพึ่งพิงใครสักคนมันช่วยได้มากเลยนะ เก็บไว้ทั้งเหนื่อยทั้งหนัก และเจ็บปวด…

ไม่ต้องรักตัวเองทุกวันก็ได้ บางวันจะคิดลบบ้างก็ได้ การบังคับตัวเองให้ร่าเริงสดใสไม่มีประโยชน์

ถ้านั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ ขอแค่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองรู้สึกและไม่ต้องรู้สึกผิดกับอารมณ์พวกนั้น

วันนี้ถ้าเหนื่อยเกินไปจนไม่อยากตื่น ก็รับรู้ว่าฉันไม่พร้อมและฉันคงต้องหันกลับมาดูแลใจตัวเอง

.

อย่าละเลยที่จะรักษาสุขภาพใจ ถ้ากำลังสับสน อึดอัดและไม่โอเคกับสิ่งที่เผชิญอยู่ นอกจากการพูดคุยกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิดแล้ว ลองมาปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็ช่วยได้ดีเช่นกัน เพราะเราต่างมองหาการรับฟังโดยไม่ตัดสิน ถ้าอยากให้คนรับฟังอย่างเข้าใจ อูก้าขอชวนมาพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันอูก้าได้เลย ⠀⠀⠀⠀

#OOCAstory

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/idwtdblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

⠀⠀⠀⠀

Read More
เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ พบจิตแพทย์

อาการของโรคซึมเศร้าเป็นยังไง ต้องหาหมอที่ไหน ?

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี แต่หลายคนก็ยังไม่รู้จักว่าโรคซึมเศร้าจริง ๆ อาการเป็นอย่างไร ต้องรักษาด้วยวิธีไหน หลายคนเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่ทันรู้ตัว หรืออาจไม่ทันสังเกตว่ามีคนใกล้ชิดกำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้าอยู่ ทำให้เข้าสู่กระบวนการรักษาล่าช้ากว่าที่ควร เมื่อรู้ตัวแล้วผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลายคนใช้เวลาค่อนข้างนานในการยอมรับและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า อาจเพราะไม่ใช่อาการป่วยกายทั่ว ๆ ไป เป็นเรื่องธรรมดาทที่จะรู้สึกกลัว กังวลและสับสนกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่

.ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์

โรคซึมเศร้าคืออะไร ?

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าคือเรื่องความรู้ความเข้าใจ คนทั่วไปเริ่มได้ยินชื่อบ่อย ๆ ก็ช่วงสิบปีหลังมานี้ที่มีข่าวศิลปินหรือบุคคลมีชื่อเสียงเสียชีวิตด้วยโรคซึมเศร้า แต่จริง ๆ แล้วมีการศึกษาค้นคว้าเรื่องโรคซึมเศร้ามาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ชื่อโรคก็บ่งบอกอาการเบื้องต้นได้ว่าทั้ง “ซึม” และ “เศร้า” ฟังดูเหมือนเป็นอารมณ์ความรู้สึกธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ในโรคซึมเศร้านั้นต่างออกไปเพราะภาวะซึมเศร้านี้ไม่ได้หายไปง่าย ๆ แต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่คงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง คล้ายกับป่วยเป็นโรคอื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการรักษา ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

.

พญ. ชัชชญา เพียรจงกล จิตแพทย์ทั่วไปจากแอปพลิเคชันอูก้าได้อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “โรค” เป็นคำที่บ่งบอกว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ส่งผลให้สารสื่อประสาทในสมองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม ไปจนถึงความจำของเราทำงานผิดปกติ ส่งผลกระทบกิจวัตรประจำวัน ทำอะไรต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อได้ และเมื่อเราเป็นโรคใดโรคหนึ่งก็ควรที่จะได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้ทุเลาลง ซึ่งโรคซึมเศร้านั้นต่างจากความเศร้าทั่วไปที่หายดีด้วยตัวเองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นจิตใจอ่อนแอ ไม่รู้จักสู้ แต่เขากำลังเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา บางคนมีอารมณ์เศร้าจนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ ดังนั้นต้องหมั่นสังเกตอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นให้ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ จิตแพทย์เพื่อปรึกษา ประเมินและวินิจฉัย

.

โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร ?

โรคซึมเศร้าเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน  หลัก ๆ มีอยู่ 3 ด้าน คือ

  1. กรรมพันธุ์ หากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามีพ่อแม่ หรือบุคคลในครอบครัวเคยมีประวัติทางจิตเวชก็มีแนวโน้มหรือความเสี่ยงมากกว่าบุคคลทั่วไป แต่ไม่ใช่ทุกกรณี
  2. สารเคมีในสมอง โรคซึมเศร้าถือเป็นโรคที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ พบว่าสารเคมีในสมองของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นสารเซโรโทนิน (serotonin) ที่เป็นสารสื่อประสาท ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมอารมณ์และความรู้สึก ส่งผลต่อความหิว ความง่วง ช่วยให้เรานอนหลับได้ดี เมื่อสารเซโรโทนินลดต่ำลงก็จะส่งผลต่อความรู้สึกในแง่ลบ ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีระดับเซโรโทนินน้อยกว่าคนปกติ
  3. ปัจจัยแวดล้อม หลายคนอาจเกิดจากปัจจัยรอบตัวที่มากระตุ้น เหตุการณ์ในชีวิตที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรง เช่น ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ตกงาน หย่าร้าง ฯลฯ เมื่อประกอบกับลักษณะนิสัยพื้นฐานที่มองโลกในแง่ลบ ชอบโทษตัวเอง คิดมาก ขาดความมั่นใจหรือไม่มีใครให้พึ่งพิง เมื่อเจอปัญหาแล้วไม่สามารถปรับความคิด ปรับการใช้ชีวิตได้ก็มีส่วนทำให้เสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น

การป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอาจมาจากทั้ง 3 ปัจจัยประกอบกันก็ได้ หรือมีด้านใดด้านหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้ามากเป็นพิเศษ แต่ด้านที่พบบ่อยที่สุดคือปัจจัยแวดล้อม ซึ่งแต่ละคนก็มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไป จึงยากที่จะฟันธงสาเหตุของการเกิดโรค เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยกระบวนการรักษาที่เหมาะสมและความร่วมมือจากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าในการค้นหาและค่อย ๆ บรรเทาให้ทุเลา โดยจิตแพทย์จะดูจากอาการที่ปรากฏในผู้ป่วยแต่ละคน

.

สัญญาณบ่งบอกอาการของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า ?

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคืออารมณ์ความรู้สึก ความคิดที่เป็นไปในแง่ลบ ไปจนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมือนเดิม ลักษณะคือมีอารมณ์เศร้าเบื่อตลอดทั้งวัน เป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินสองสัปดาห์ มีความคิดลบมากขึ้น ส่วนใหญ่หากตรวจพบแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการรักษา พบว่ากว่า 80-90% ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากสิ่งรอบตัว ความเครียด ความกดดัน ส่วนใหญ่ต้องรับประทานยา ในบางกรณีพันธุกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดโรคนี้ แต่พบได้น้อยมาก โรคทางจิตเวชมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เราอาจรู้สึกหายขาดอยู่ช่วงเวลานึง แต่อาการก็อาจจะกลับมาได้ตลอดถ้ามีอะไรเข้ามากระทบ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเอง หมั่นสังเกต อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและคนรอบข้างก็อาจจะคอยช่วยเหลือด้วย

.

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าเบื้องต้นที่เราสามารถสังเกตตัวเองได้ คือ เราต้องมีอาการดังต่อไปนี้ 5 ข้อหรือมากกว่า ทั้งนี้เราไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเอง ไม่ว่าโรคทางกายหรือใจใด ๆ ก็ตาม หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนรอบตัวเข้าข่ายโรคซึมเศร้าควรพบแพทย์เพื่อทำการประเมินอย่างถูกต้อง

  • มีอารมณ์ซึมเศร้าตลอดเวลา (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดร่วมด้วย)
  • ความสนใจหรือความสนุกในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลงอย่างมาก
  • น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารผิดปกติ
  • นอนไม่หลับ หรืออาจจะหลับมากไป
  • กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
  • อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง (low energy)
  • รู้สึกตนเองไร้ค่า
  • ไม่ค่อยมีสมาธิ ใจลอย ไม่สามารถจดจ่อได้ หรือรู้สึกลังเล ตัดสินใจได้ยาก
  • มีความคิดเรื่องการตาย อยากทำร้ายตัวเองหรืออยากตาย

จากอาการที่กล่าวมาต้องมีอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ และอาการเหล่านี้ต่อเป็นติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ไม่ใช่อาการที่เป็น ๆ หาย ๆ หากยังมีบางวันที่รู้สึกมีความสุข สนุกสนานอาจจะไม่ใช่โรคซึมเศร้า แต่ไม่ว่าจะเครียดหรือทุกข์ใจเรื่องอะไรก็ตาม ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ได้เช่นกัน

.ซึมเศร้า สุขภาพจิต พบจิตแพทย์

วิธีรักษาใจให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าหายได้แต่ต้องอาศัยหลายๆ อย่าง อาจจะกลับมาเป็นใหม่หรือเป็นต่อเนื่องก็ได้เหมือนกัน บางคนหายไปสองสามปีแล้วเป็นอีก บางคนรักษาหายไปสิบปีละกลับมาเป็นอีก ครั้งแรกที่ตรวจพบโรคซึมเศร้าอาจจะทานยาต้องรับประทานยาต่อเนื่อง 6-9 เดือน หลังจากหายเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หากโรคซึมเศร้ากำเริบอีกครั้งต่อไปอาจจะเรื้อรัง ทำให้ต้องรักษาหรือทานยานานกว่าเดิม สิ่งกระตุ้นหลัก ๆ คือความเครียด คนรอบข้าง การงาน การเงินหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจัยเสี่ยงก็มาจากเรื่องใกล้ตัวที่เกิดกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

.

ในประเทศไทยคิดว่าคนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมากน้อยแค่ไหน รวมถึงโรคซึมเศร้าด้วย ?

โรคซึมเศร้าเป็นคำที่ทุกคนได้ยินบ่อย แต่คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจความหมาย สุขภาพจิตเป็นเรื่องกว้างมากและมีรายละเอียดที่อธิบายด้วยทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ บางทีคนก็พูดไปในเชิงล้อเล่น ใช้โรคทางจิตเวชในการด่าทอ อาจเป็นเพราะขาดความรู้ความเข้าใจ พญ. ชัชชญายังได้เล่าอีกว่าจำนวนผู้ที่มารักษาในโรงพยาบาลเยอะขึ้นและรู้สึกว่าสังคมเปิดรับในเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้นด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีสื่อและการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ทำให้คนรู้จักโรคซึมเศร้าและเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพใจ

.

ปัจจุบันสถิติผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทยอยู่ที่ราว ๆ 1,500,000 คน ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุว่าปี 2563 มียอดการโทรปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 อยู่ที่ประมาณ 700,000 คน แต่ในปี 2564 เพียงเดือนเดียวกลับมียอดสูงถึง 180,000 คน หลักจากที่ได้เห็นข้อมูลจาก www.worldpopulationreview.com เป็นเรื่องน่าตกใจที่ประเทศเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนที่มีจำนวนประชากรฆ่าตัวตายสูงสุดและสูงเป็นอันดับที่ 32 ของโลก

.

เพราะสาเหตุหลักมาจากความคิดที่ทำร้ายใจ ก่อนอื่นต้องพยายามทำความเข้าใจผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าว่า ‘เขากำลังคิดอะไร รู้สึกอะไรอยู่’ แล้วก็รับฟังเขาอย่างไม่ตัดสิน อยู่ข้างๆ และเป็นกำลังใจให้เขา ในฐานะครอบครัว เพื่อน คนรักหรือคนใกล้ชิดอาจรู้สึกว่ายากที่จะปลอบใจหรือทำให้ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าจะทางคำพูดและการกระทำ จริง ๆ แล้วสิ่งที่สำคัญคือ ‘เจตนา’ ของผู้ช่วยเหลือ ความตั้งใจและความหวังดีจะทำให้ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารับรู้ได้ เพียงแต่ทุกอย่างต้องใช้ความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน การเข้าไปนั่งอยู่ในใจและมองในมุมเดียวกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจทำให้เราหาสาเหตุของปัญหาเจอและสามารถช่วยเหลือเขาได้ตรงจุด บางคนอยากดูแลและหวังดีกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าแต่ใช้คำพูดผิดวิธี เผลอบอกปัด หรือเราแนะนำว่าให้ไปเข้าวัดฟังธรรม ให้ปลง หรือบอกเขาว่า ‘เลิกเศร้าได้แล้ว อย่าคิดมาก’ โรคซึมเศร้าก็เป็นโรคหนึ่ง ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าเลิกคิดไม่ได้ อย่าเพิ่งรีบถามว่า ‘ทำไมไม่หายซะที’ ‘ทำไมยอมแพ้ง่ายจัง’ คำพูดที่สื่อว่าเราไม่เข้าใจหรือมองปัญหาของเขาเป็นเรื่องเล็กจะทำให้ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกไม่ดีและไม่อยากจะเปิดใจเล่าปัญหาให้เราฟังอีก

.

‘สู้ ๆ อย่าอ่อนแอสิ’

อย่าบอกให้ใครต้องต่อสู้เพียงลำพัง บางคนอาจจะโอเคกับคำนี้ รับรู้ในความห่วงใย แต่หลายคนก็รู้สึกโดดเดี่ยว สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการสื่อสารกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าคือ บางครั้งเราให้กำลังใจเขาดีแล้ว แต่ด้วยโรคซึมเศร้า ทำให้เขาตีความไปในทางลบได้ ซึ่งเราก็ไม่ต้องโทษตัวเองถ้าเราได้พยายามอย่างดีแล้ว อาจใช้การสื่อสารตรง ๆ ว่าเราเป็นห่วงและอยากให้เขาได้รับความช่วยเหลือ เพราะผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าลึก ๆ แล้วมักรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า อาจสิ้นหวังและท้อแท้ใจได้ง่าย ๆ ดังนั้นต้องได้รับการช่วยเหลือ รักษาและดูแลจิตใจ เมื่ออาการของโรคดีขึ้น พวกเขาจะมีมุมมองที่เปลี่ยนไป สามารถมองโลกในแง่ดีเหมือนคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน

.

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

  1. การออกกำลังกายและออกไปเจอแสดงแดด เพราะการได้เคลื่อนไหวช่วยให้จิตใจกลับมาแจ่มใสและคลายความเศร้าได้ นอกจากนี้การออกกำลังแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง เดิน ว่ายน้ำ จะช่วยให้เรื่องอาการนอนไม่หลับ ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายและปรับสมดุล เมื่อร่างกายแข็งแรง ฮอร์โมนหมุนเวียนเป็นปกติ จิตใจก็ดีไปด้วย
  2. ทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้จะฟังดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่อาหารเพื่อสุขภาพช่วยได้จริง ๆ อาหารประเภทไข่ นม แซลมอน ถั่ว เต้าหู้ ธัญพืชต่าง ๆ มีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก อย่างที่กล่าวไปว่าเป็นสารจำเป็นสำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า อาหารจึงนับเป็นตัวช่วยที่ไม่ควรมองข้าม
  3. เลือกทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ปลูกต้นไม้ ไปเดินห้างกับเพื่อน การทำอาหาร หรือแม้แต่การมีสัตว์เลี้ยง อะไรก็ได้ที่จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดี ๆ แม้บางครั้งเราอาจจะอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากทำอะไร แต่หากพยายามอีกนิด พาตัวเองกลับเข้าสู่บรรยากาศที่เป็นมิตรรอบตัว เราอาจจัดการความรู้สึกด้านลบได้ง่ายขึ้น
  4. อย่าตั้งเป้าหมายหรือตัดสินใจทำอะไรที่ยากเกินไป อารมณ์ด้านลบอาจทำให้คนที่กำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้ารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวอยู่ตลอด ทำอะไรก็ไม่ดี ฉะนั้นลองกำหนดเวลาให้บางช่วงเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจ การบังคับตัวเองให้ใช้แรงใช้สมองมากไป อาจทำให้เรายิ่งรู้สึกแย่กับตัวเอง ขอแค่ไม่ลืมว่าความรู้สึกดาวน์แบบนี้ไม่ได้คงอยู่ถาวร จะมีวันที่เรารู้สึกดีขึ้นแน่ ๆ
  5. อย่าตัดสินใจเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตในขณะสภาพจิตใจไม่มั่นคง อย่างที่บอกว่าอาจเป็นช่วยที่เราหม่นหมองเป็นพิเศษ แต่เราต่างรู้ดีว่าหากหายจากอาการซึมเศร้า เราก็คือคนที่สามารถทำและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ไม่แพ้ใคร เพียงแต่สภาพจิตใจที่ไม่พร้อมอาจทำให้เราไม่สามารถคิดอย่างมีสติได้ ดังนั้นเรื่องสำคัญ ๆ เช่น การลาออกจากงาน การหย่าร้าง ปัญหาครอบครัว ฯลฯ ในช่วงที่โรคซึมเศร้ากำลังบดบังสายตาของเรา ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดความผิดพลาด ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าย่อมโทษตัวเองแน่นอน ทางที่ดีควรขอคำแนะนำจากคนที่เราไว้ใจ หรือพยายามยืดการตัดสินใจออกไปก่อน
  6. พยายามจัดลำดับความสำคัญ อย่างที่บอกว่าภาวะซึมเศร้าอาจทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างนั้นยากไปหมด รุมเร้าจนเราทำอะไรไม่ถูก แค่จะเริ่มต้นก็รู้สึกท้อแท้แล้ว ดังนั้นการมองปัญหาโดยไม่แยกแยะจะทำให้เกิดความสับสน ไม่อยากทำอะไร ลองจัดเรียงความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ ย่อยเป้าหมายใหญ่ให้เล็กลง เมื่อตระหนักรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เราจะจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น และพอทำสำเร็จไปทีละอย่างเราก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เป็นการเรียกความมั่นใจกลับมา

.

ในการรักษาโรคซึมเศร้าทางการแพทย์

เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้อง จะเริ่มตั้งแต่การให้คำปรึกษา การพูดคุยถึงปัญหาแล้วช่วยกันแก้ไข เปลี่ยนความคิดและวิธีมองปัญหาในมุมใหม่ เน้นการปรับตัวและหาแนวทางดูแลจิตใจให้แข็งแรง เมื่อมีปัญหาเข้ามากระทบผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะสามารถเยียวยาจิตใจได้อย่างไร ในแต่ละรายก็มีสิ่งยึดเหนี่ยวแตกต่างกันไป แต่การพยายามหาสิ่งที่ผ่อนคลายอารมณ์และความเครียดให้เจอเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้เราขจัดอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นลบในใจได้ นอกจากนี้ยังมีการให้ยาคลายกังวลหรือยาแก้ซึมเศร้าร่วมด้วยในบางราย ตามที่แพทย์ประเมินและเห็นสมควรว่าต้องรับประทานยาเพื่อช่วยปรับสารเคมีในร่างกาย

เมื่อผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกดีขึ้น จากที่ร้องไห้บ่อย ๆ มีอาการซึมเศร้า ท้อแท้ หมดพลังอยู่ตลอด ก็จะกลับมาเหมือนปกติและสนุกสนานกับชีวิตได้อีกครั้ง แต่โรคซึมเศร้าก็ไม่ได้ต่างจากโรคทางกายหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เพราะไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม ยิ่งป่วยนานยิ่งรักษายาก หากทิ้งไว้นานยิ่งใช้เวลานานในการฟื้นฟู ถ้ารีบพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ อาการก็ดีขึ้นได้เร็ว จากสถิติพบว่า ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าเกิน 80% อาการดีขึ้นจนถึงขั้นหายเป็นปกติเมื่อได้รับการรักษาร่วมกับรับประทานยา แต่หากไม่ได้รับการรักษามีเพียง 20% ที่ดีขึ้น (ในกรณีที่อาการซึมเศร้าไม่รุนแรง) แต่หากซึมเศร้ารุนแรงก็เป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะฟื้นฟูใจด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีความซับซ้อนอีกหลายอย่างเช่น โรคซึมเศร้าสามารถเป็นร่วมกับโรคทางจิตอื่น ๆ ได้ ดังนั้นหากเรามีความเครียด ไม่สบายใจ หรือมีปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขแล้วรู้สึกว่าเราไม่สามารถก้าวผ่านสิ่งนั้นไปได้ อย่าชะล่าใจหรือปล่อยให้ก้อนหินกินพื้นที่ในใจเรา อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ปัจจุบันเรามีช่องทางมากมายให้คุณเข้าถึงบริการด้านสุขภาพใจได้โดยไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรอง โดยทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว อูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.sanook.com/health/23529/

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/article/ระบบนิเวศบำบัดที่ดี-ภูมิคุ้มกัน-‘ภาวะเครียด-โรคซึมเศร้า’-ชั้นดี

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017

—————————————————————-

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/stresssignalblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

.

OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
อาการเครียด พบจิตแพทย์

“เครียด” เกินไปพบจิตแพทย์ที่ไหนดี ?

‘เครียด’ คำสั้น ๆ แต่เอฟเฟกต์ต่อใจช่างรุนแรง เชื่อว่าเราทุกคนคงไม่มีใครอยากเครียด แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อทุกวันที่ต้องใช้ชีวิต เราต่างก็เลี่ยงไม่ได้ที่อาจจะต้องเจอกับปัญหาหรือสถานการณ์บางอย่างที่มากระทบกับใจให้เราต้องเครียด และเมื่อเรายิ่งเครียดมากเท่าไหร่ นานวันเข้าสุขภาพกายและใจเราก็จะได้รับผลกระทบมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

.

บางคนเครียดแล้วไม่แสดงออก บางคนเครียดแต่เก็บไว้ข้างใน บางคนเครียดแต่ไม่อยากบอก แต่ไม่ว่าจะเครียดแบบไหน ก็ส่งผลต่อสุขภาพใจและกายของเราทั้งนั้น เราเองเคยรู้จักกับเพื่อนในสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง เธอเป็นคนที่ดูภายนอกแล้วช่างเป็นคนที่สดใส ร่าเริง แต่อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนคนนี้กลับต้องเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากเครียดมากเกินไปโดยไม่รู้ตัวจนร่างกายส่งสัญญาณเตือน

.

ตอนที่ทุกคนไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาล สีหน้าและแววตาของเพื่อนบ่งบอกชัดเจนว่าร่างกายและจิตใจรับกับความเครียดนี้ไม่ไหวแล้ว คนรอบตัวต่างก็รู้สึกตกใจที่เพื่อนเครียดจนป่วยหนัก ซึ่งเขาก็ได้ยอมรับกับทุกคนว่า “รู้ว่าตัวเองเครียด แต่ไม่อยากบอกใคร” และที่สำคัญก็ไม่รู้ว่าความเครียดที่มีอยู่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายได้ถึงเพียงนี้ ตั้งแต่นั้นมาเวลาเพื่อนคนนี้เครียด ร่างกายก็ไม่เหมือนเดิม โดยมักจะมีอาการผื่นแดงขึ้นตามตัว หรืออาการของลมพิษอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นแล้วความเครียดถึงแม้จะเกิดขึ้นที่ใจ แต่มันกลับส่งผลไปที่กายได้เช่นกัน และที่น่ากลัวคือถ้าหากเราเครียดสะสม ร่างกายของเราก็อาจจะเกิดการ ‘จดจำ’ ความเครียดนั้นไว้ ครั้งต่อไปที่มีเรื่องเครียดเราจะสะสมความรู้สึกนั้นไปเรื่อย ๆ จนพัฒนากลายไปเป็นโรคที่ต้องใช้เวลารักษากันอย่างยาวนาน กระทบทั้งสุขภาพและกระทบค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวเพิ่มขึ้นไปอีก

.

“ความเครียดไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป”

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านอาจจะรู้สึกกลัวการเครียดขึ้นมา แต่เราขอบอกเลยว่าปกติแล้วความเครียดนั้น หากอยู่ในระดับที่ ‘พอดี’ ก็จะให้ประโยชน์มากกว่าผลเสีย เพราะความเครียดจะช่วยให้เรามีแรงกระตุ้น มีแรงจูงใจที่จะดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จได้ ถ้าขาดความเครียดไป เราก็อาจจะกลายเป็นคนเฉื่อยชา ไม่มีแรงกระตุ้นใด ๆ

.

ยกตัวอย่างความเครียดที่พอดี เช่น เราอาจจะกำลังได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่งมาเมื่อเดือนที่แล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราอาจจะสนใจมันบ้าง วอกแวกไปทำอย่างอื่นบ้าง จนระยะเวลาใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ใจของเราที่เคยเริงร่าก็เริ่มกังวล เครียด และเครียดขึ้นเป็นเท่าตัว จนในคืนวันสุดท้ายก่อนที่จะส่งงาน ไม่รู้ว่าพลังมันมาจากไหน จู่ ๆ เราก็สามารถทำงานนั้นได้สำเร็จทันเวลาพอดี นี่คือความเครียดที่ช่วยกระตุ้นคุณให้มีพลังปั่นงานได้ทันท่วงที

.

หรือในสถานการณ์คับขัน อย่างเช่นในหนังผีที่มีฉากลุ้นระทึก ไล่ล่ากัน ทำไมเหล่าตัวละครถึงวิ่งหนีได้ทัน ? นั่นก็เป็นเพราะว่าหากคนเราอยู่ในสถานะตึงเครียด ร่างกายจึงเตรียมพร้อมด้วยการสั่งให้สู้ หรือ หนี และเมื่อเกิดความเครียดมากขึ้น ร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่น หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้นเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เหงื่อออก เพราะมีการเผาผลาญอาหารมากขึ้น อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมที่จะออกจากสถานการณ์อันตรายได้นั่นเอง

.

ดังนั้นแล้วอาการเครียดที่เกิดขึ้นบ้างจึงถือเป็นเรื่องปกติ ใคร ๆ ก็สามารถมีความเครียดได้ แต่เครียดถึงขั้นไหนล่ะที่จะทำให้เรารู้ว่าต้องไปหาจิตแพทย์แล้ว ? คำตอบในเบื้องต้นคือ ลองสังเกตดูว่าอาการเครียดนั้นเป็นนานหรือหนักกว่าที่คนส่วนใหญ่เป็นหรือไม่ ? และที่สำคัญคือความเครียดที่เกิดขึ้นนั้น ‘หนัก’ จนถึงขั้นกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราหรือเปล่า ? เพราะโดยทั่วไปแล้วความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ควรที่จะกระทบกับ 3 ด้านในชีวิต ได้แก่

  1. การมีสุขภาพกายและใจที่ดี
  2. การรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง
  3. ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง

หาก 3 ด้านในชีวิตของเราได้รับผลกระทบเมื่อไหร่ ก็อาจจะเป็นสัญญาณที่ว่าเราเครียดมากเกินไปจนต้องไปหาจิตแพทย์แล้วล่ะ

.

“สัญญาณเตือนว่าถึงเวลาพบจิตแพทย์”

ที่จริงแล้วการพบจิตแพทย์ ไม่จำเป็นต้องรอสัญญาณเตือน คุณสามารถติดต่อพบจิตแพทย์หรือพูดคุยกับนักจิตวิทยาได้เสมอ แต่หากคุณกำลังอยากเช็กตัวเองอีกสักครั้งว่าเราเครียดมากไปจนต้องมองหาจิตแพทย์แล้วหรือเปล่า ลองสำรวจตัวเองดูว่ากำลังมีอาการดังต่อไปนี้อยู่กี่ข้อ

  1. รู้สึกทุกข์ใจ ซึมเศร้าตลอดเวลา
  2. เครียดมาก เครียดตลอดเวลา เครียดจนกระทบกับชีวิต
  3. รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ่อย ๆ
  4. ไม่มีสมาธิในการทำงาน หลงลืมบ่อย
  5. มีความคิดทำร้ายตนเอง
  6. คิดหมกมุ่นเรื่องในอดีตบ่อย ๆ คิดหลายเรื่องจนเครียด คิดฟุ้งซ่าน
  7. เริ่มปล่อยตัว ไม่อยากพบปะผู้คน
  8. นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไปจนผิดปกติ
  9. เบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารมากเกินไปจนผิดปกติ
  10. ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบไม่ยั้งคิด
  11. ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่มากจนผิดปกติ

อาการเหล่านี้อาจจะเป็นเพียงไม่กี่สัญญาณของความเครียดที่เกิดขึ้นมากเกินไป หรือเป็นสัญญาณที่เตือนว่าถึงเวลาจะต้องไปพบจิตแพทย์โดยด่วน อย่างไรก็ตามคุณไม่จำเป็นจะต้องรอให้เกิดอาการครบทั้งหมดนี้ หรืออาจจะมีอาการที่ไม่ตรงกันกับที่เรายกตัวอย่างมาข้างต้นก็ได้ หากรู้สึกไม่สบายใจ กังวล อึดอัด สับสน ขอให้คุณไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นการดีที่สุด

.

“การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติธรรมดา ขอเพียงแค่เปิดใจ”

ป่วยกายยังไปพบแพทย์ได้ แล้วทำไมป่วยใจเราถึงไม่ไปหาจิตแพทย์ ? เพราะการพบจิตแพทย์ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นโรคจิตหรือผิดปกติ แต่มันคือ “การที่เราเอาปัญหาใจไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล” เพราะจิตแพทย์สามารถหาวิธีช่วยให้คุณบอกความเจ็บป่วยในใจได้ และจิตแพทย์ยังเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าจะต้องดูแลคุณอย่างไร การพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถึงแม้ว่าเราอาจจะเห็นภาพจิตแพทย์และสถานพยาบาลตามสื่อที่ดูทะมึน ดูเศร้า ทุกข์ตรม หดหู่ เต็มไปด้วยน้ำตา แต่ขอบอกเลยว่าในความเป็นจริงนั้นต่างกันลิบลับ

.

อย่างเช่นในต่างประเทศ การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติมากเหมือนเราเป็นไข้หวัดไปหาหมอ สามารถไปพบจิตแพทย์ที่สถานพยาบาลหรือจะนัดพบส่วนตัวก็ได้ บางครอบครัวยังมีจิตแพทย์ประจำครอบครัวทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่ มีการแยกจิตแพทย์กันเพื่อให้แต่ละคนได้รับการดูแลอย่างถูกต้องมากที่สุด แม้จะเป็นเด็กก็พบจิตแพทย์ได้ อย่างที่บอกว่าเหมือนกับการที่เราไปตรวจสุขภาพกายกับแพทย์ทั่วไป หัวใจก็ต้องการจิตแพทย์ช่วยตรวจสุขภาพให้เช่นกัน

.

ถึงอย่างนั้น บางคนก็อาจจะกังวลถึงสายตาของคนรอบข้างที่มองมา ถ้ารู้ว่าเรากำลังจะไปพบจิตแพทย์ กลัวว่าเขาจะมองเราเปลี่ยนไป กลัวว่าเราจะกลายเป็นคนแปลกแยก สติไม่ดี เราขอยืนยันกับคุณเลยว่า “การพบจิตแพทย์ก็คือแพทย์ที่ดูแลจิตใจของเรา มันคือเรื่องปกติ” ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าใครจะมองว่าไม่ดี คุณเองต่างหากที่น่าชื่นชมว่าใส่ใจและดูแลหัวใจตัวเองได้ดีมาก และหากคุณกังวลว่าข้อมูลของคุณจะไม่เป็นความลับ ข้อมูลจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้กล่าวไว้ว่า ‘ข้อมูลของคนไข้เป็นความลับที่เปิดเผยไม่ได้หากไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของประวัติ และข้อมูลดังกล่าวก็ไม่ได้เชื่อมต่อกับที่ใด’ ดังนั้นจึงสบายใจได้ว่าการพบจิตแพทย์ของคุณจะเป็นความลับอย่างแน่นอน

.

“เครียดมาก อยากพบจิตแพทย์ แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนดี”

การพบจิตแพทย์ไม่ได้มีหลักการตายตัวว่าคุณจะต้องเลือกที่ไหน แต่โดยทั่วไปแล้วมีคำแนะนำว่าควรเลือกพบจิตแพทย์ในโรงพยาบาลหรือคลินิกจิตเวชที่คุณสะดวกเดินทางไปพบได้มากกว่า เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นในการรักษากับจิตแพทย์จะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคำนึงถึงการเดินทางที่เราจะสามารถไปพบจิตแพทย์ได้อย่างสะดวกตามนัดหมายจะดีที่สุด

.

สำหรับการพบจิตแพทย์นั้น จะตรวจรักษาผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป หากน้อยกว่านั้นจะต้องเป็นการพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ซึ่งถ้าต้องการนัดจิตแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชน แนะนำให้โทรศัพท์สอบถามกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเพื่อของทราบคิวตรวจของจิตแพทย์และค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม แต่หากเป็นโรงพยาบาลรัฐ ก็จะสามารถพบจิตแพทย์ในเวลาราชการได้ และสามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้ด้วย สามารถตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลและคลินิกจิตแพทย์ทั่วประเทศได้ที่นี่เลย shorturl.at/mstE9

.

“ไม่ว่างไป ไม่อยากเดินทาง ไม่อยากรอคิวนาน แต่อยากเจอจิตแพทย์”

สำหรับคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ไม่อยากไปหาจิตแพทย์ที่โรงพยาบาล ข่าวดีก็คือสมัยนี้เรามีช่องทางในการรับคำปรึกษาเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้นหากคุณรู้สึกเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียดเล็กน้อยเครียดใหญ่โต เครียดเบาเครียดหนักขนาดไหน ก็มีช่องทางรองรับแบบด่วน ๆ ให้คุณได้โทรไประบายความเครียดที่เกิดขึ้นได้เสมอ เช่น บริการของอูก้าที่เราออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสพบนักจิตวิทยาและจิตแพทย์แบบไม่ต้องเดินทางไกล เพราะอูก้าของเราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรอง

.

คุณสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราสะดวกได้ ไม่ต้องรอคิวเหมือนไปพบที่โรงพยาบาลหรือคลินิกจิตเวชทั่วไป ทีมของเราพร้อมให้คำปรึกษาไม่ว่าจะเป็นความเครียดเล็กหรือใหญ่ เครียดเรื่องไหนก็ปรึกษาได้เสมอ เพราะอูก้าคำนึงเสมอว่าปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นถ้าเครียดเกินไปจนรู้สึกว่าไม่ไหว ให้อูก้าช่วยดูแลคุณได้

อย่ารอให้เครียดมากจนสายไป และอย่ารอให้ร่างกายและจิตใจของตัวเองรับไม่ไหว อย่าลืมว่าคุณมีทางเลือกในการระบายความเครียดนั้นออกมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร อูก้า นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยินดีที่จะรับฟังคุณอย่างแน่นอน ขอเพียงให้เราได้ช่วยแบ่งเบาความเครียดของคุณลงบ้าง คุณไม่ได้เดินอยู่คนเดียวบนเส้นทางที่ยากลำบากนี้อย่างแน่นอน ให้พวกเราได้ร่วมเดินทางและแก้ปัญหาไปกับคุณนะ 🙂

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://workpointtoday.com/psychiatrist/

https://www.manarom.com/blog/stress_management.html

https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=29800

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/05142014-1901

https://www.manarom.com/blog/see_psychiatrist.html


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย

🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/blogaboutstress
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth

Read More
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

“หมดไฟจนหมดใจ” ให้อูก้าดูแลใจเมื่อคุณ Burnout

เครียดกับงานจน ‘หมดไฟ’ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะภาวะเครียดเรื้อรังจนทำให้รู้สึกหมดไฟ (และหมดใจ) ในการทำงาน หรือที่เรียกกันว่า ‘Burnout Syndrome’ นั้นมีอยู่จริง และยังสำคัญในระดับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโรคใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นถ้าพนักงานของคุณบ่นว่าเขารู้สึก ‘หมดไฟ’ นั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องดูแลใจของพนักงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้วล่ะ

อาการของ ‘Burnout Syndrome’ หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน อาจจะแสดงออกมาในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์ หมดพลัง ไม่อยากทำอะไร เบื่อหน่ายกับการมาทำงาน รู้สึกขาดความเชื่อมั่น มีทัศนคติทางลบต่อการทำงาน ขาดความสุขเวลาทำงาน จนส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เหินห่างกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้ามากขึ้น

เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ พบจิตแพทย์

ซึ่งภาวะหมดไฟในการทำงานนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาระงานที่หนัก ปริมาณงานที่มากเกินไป ต้องทำงานที่ไม่ถนัด เวลาทำงานจำกัด รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงาน รู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ ไม่มีใครให้คำปรึกษา ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอหรือมีสภาพจิตใจที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถส่งผลให้เกิดโรคนี้ได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือโรค ‘Burnout Syndrome’ นี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจจะมีโอกาสพัฒนาไปเป็นความเสี่ยงของ ‘โรคซึมเศร้า’ ได้

และอาการหมดไฟนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นแค่กับคนรุ่นใหม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับไหน จะหนุ่มสาววัยทำงาน พนักงานยุคบูมเมอร์ หรือแม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูง ต่างก็เกิดภาวะ Burnout กันได้ทั้งนั้น ดังนั้นถ้ารู้สึกหมดไฟแต่ปรึกษาใครก็ไม่ได้ หันไปทางไหนก็เจอแต่คน Burnout ก็ถึงตาของเรา ‘อูก้า’ ที่จะมาช่วยเหลือคุณ!

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่เป็นมากกว่าแค่การรับฟัง เพราะเราจะช่วยคุณหาทางออกไปด้วยกันกับผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถ เรามีทั้งนักจิตวิทยาที่จะคอยให้คำปรึกษาและบำบัดใจ จนไปถึงจิตแพทย์ที่มีประสบการณ์ดูแลใจพนักงานที่ Burnout มาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าปัญหาจะซับซ้อนแค่ไหน ทีมของเราพร้อมเป็นแรงสนับสนุนให้คุณได้เสมอ!

นอกจากนี้คุณยังเลือกรับบริการของเราได้ทุกที่ เลือกเวลาปรึกษาเองได้ตลอด ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลหรือรอคิวนาน ๆ ก็สามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างเต็มที่ เป็นส่วนตัว ผ่านคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือก็ได้ ที่สำคัญพนักงานของคุณยังสามารถเลือกจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเองได้อีกด้วยนะ

เพราะบางครั้งการพูดคุยปรึกษากันในที่ทำงานอาจช่วยพนักงานได้เพียงชั่วคราว ถ้าอยากให้พนักงานไม่ต้องเจอกับปัญหา Burnout หรือความเครียดในที่ทำงาน ลองให้อูก้าช่วยดูแลสุขภาพใจของพนักงานได้ นอกจากจะได้รับการบริการจากนักจิตวิทยาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว องค์กรยังได้รับการรายงานผลที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อให้แก้ไขได้ตรงจุดอย่างทันท่วงที นอกจากนี้เราสามารถดูแลได้ตั้งแต่ขั้นประเมิน ปรึกษา บำบัด และหาทางออกร่วมกันให้กับทุกปัญหา คุณสามารถมั่นใจได้ว่า อูก้าจะเป็นส่วนช่วยให้พนักงานของเรามีแบ็คอัพทางใจที่จะไม่มีวันทิ้งให้เขาหรือเธอต้องเจอกับปัญหา Burnout อย่างแน่นอน!

หากสนใจสามารถทัก  inbox เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ หรือติดต่อให้ข้อมูล ชื่อ เบอร์โทร ชื่อบริษัทและอีเมลกับเรา สำหรับการลงทะเบียนเพื่อใช้งานได้ทันที เรื่องของใจให้อูก้าช่วยรับฟังนะคะ ❤️

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/burnoutblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth
#สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.bangkokhospital.com/content/burnout-syndrome

paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details/บทความ-สุขภาพจิต/เครียดเกินไป-ระวัง-BURNOUT-SYNDROME-ภาวะหมดไฟในการทำงาน

Read More
วิธี ปลอบ ใจ คนเป็นโรค ซึม เศร้า

10 สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยฮีลใจคนอื่นได้

10 สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยฮีลใจคนอื่นได้

คนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่าการเยียวยา (heal) จิตใจหรือการทำให้คนอื่นรู้สึกดีขึ้นเป็นเรื่องยาก บางทีก็ไม่รู้จะพูดอะไร รู้สึกว่าตัวเองปลอบใจคนอื่นไม่เก่ง อูก้าขอแนะนำ ’10 สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่จะช่วยฮีลใจคนอื่นได้’ เพื่อให้เพื่อนๆนำไปใช้ รับรองว่าสกิลการฮีลคนอื่นของเราจะอัพโดยไม่รู้ตัว

1. ฟังให้ถึงใจ

การรับฟังไม่ใช่แค่ได้ยินผ่านหูแล้วตัดสินจากสิ่งที่เรารู้สึก แต่เป็นการมองเข้าไปในใจว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอะไรอยู่ แล้วทำความเข้าใจมุมมองของเขา เหมือนประโยคที่บอกว่า “put yourself in others’ shoes” แค่คนหนึ่งคนที่รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไขก็สามารถฮีลใจได้แล้ว

2. ส่งต่อ positive energy

Nicole Burgess นักจิตวิทยาและไลฟ์โค้ช กล่าวว่า “ความสุขเป็น ‘โรคติดต่อ’ ดังนั้นแสงสว่างภายใน ตัวคุณจะเปล่งประกายสู่ภายนอก คนอื่นจะรู้สึกและสัมผัสได้” ใครๆ ก็ชอบอยู่ใกล้คนที่มองโลกในแง่ดี คิดและพูดแต่สิ่งดีๆ รอยยิ้มที่ส่งให้กันช่วยเติมเต็มวันดีๆ ได้

3. แชร์เพลง ภาพยนตร์ หนังสือ

สิ่งเหล่านี้มักจะมี message บางอย่างที่อยากจะถ่ายทอดและช่วยปลดปล่อยอารมณ์เราให้ไหลไปกับเรื่องราว การฮัมเพลงโปรด การดูหนังแล้วหัวเราะให้สุดเสียงหรือร้องไห้ดังๆ รวมถึงการอยู่เงียบๆ แล้วดำดิ่งไปกับหนังสือดีๆ สักเล่ม อาจเป็นสิ่งที่พาตัวคุณออกจากโลกแห่งชีวิตจริงสักครู่หนึ่ง ทำให้คุณรู้สึกเบาลงกับสถานการณ์ปัจจุบัน

4. Colour Healing

รู้ไหมว่าสีมีผลต่ออารมณ์และสุขภาพของเราและที่สำคัญสีช่วยฮีลใจเราได้ โดยเฉพาะสีฟ้าและสีเขียวจะช่วยให้เรารู้สึกสงบและเย็นลง จะเห็นว่าสีของธรรมชาติคือความสบายตาสบายใจ พากันออกทริปไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ใจได้รีเฟรชบ้าง รับวิตามินดีจากแสงแดดที่จะช่วยเติมเต็มพลัง ซึ่งสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาอาจฮีลใจได้ดีกว่าคำพูดของเราเสียอีก

5. ตะลุยร้านอร่อย

สำหรับคนที่กำลังเศร้า ความอยากอาหารอาจจะลดลง การทานอาหารถูกปากช่วยเพิ่มสารแห่งความสุขได้ ลองชวนเขาไปร้านใหม่ๆ บรรยากาศดีๆ ปัจจุบันมีคาเฟ่น่ารักๆ มากมาย แถมรีวิวร้านอาหารให้ตามอีกเพียบ การฮีลใจด้วยอาหารไม่เพียงอิ่มท้องแต่เราจะอิ่มใจด้วย แต่ถ้าใช้วิธีนี้บ่อยๆ ระวังน้ำหนักขึ้นด้วยนะ

6. สร้างเซอร์ไพรส์เล็กๆ

ความตื่นเต้นช่วยให้ใจที่เหี่ยวเฉาจะพองโตขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะหรือจัด event ใหญ่โต แต่ทำสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ได้คาดคิดมาก่อน เช่น นัดปาร์ตี้เพื่อนสมัยเรียน ให้เสื้อผ้าชุดใหม่ หรือพาเที่ยว one-day trip เป็นต้น การสร้างบรรยากาศช่วยดึงความสนใจและพาตัวเองออกจาก routine เดิมๆ

7. ชื่นชมข้อดี

ผู้ใหญ่มักจะชมเวลาที่เด็กๆทำตัวน่ารัก แต่ทำไมเราถึงอายที่จะชมคนอื่นเมื่อโตขึ้น ใครบอกว่าผู้ใหญ่ไม่ต้องการคำชมหรือกำลังใจดีๆ ถ้าเรามองเห็นข้อดีที่ตัวเขาเองมองไม่เห็นก็ช่วยย้ำเตือนสักหน่อย เพราะคำชมเป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงให้ใจเราในยามที่เหนื่อยล้าให้ต่อสู้กับวันต่อไป

8. Skinship สักหน่อย

การสัมผัสเป็นสิ่งที่ทำให้อบอุ่นใจและช่วยโอบกอดความรู้สึก การตบบ่า จับมือ หรือกอด ไม่ใช่เพียงการสัมผัสทางร่างกายแต่ยังรู้สึกได้ถึงความรักความใส่ใจ ซึ่งเรามักรู้สึกเป็นที่รักเมื่อถูกสัมผัสด้วยความอ่อนโยน การแสดงความรักอาจจะเขินๆ ในตอนแรกแต่ผลลัพธ์นั้นคุ้มค่าแน่นอน

9. นั่งอยู่ข้างๆ เสมอ

อาจจะฟังดูแปลกที่การนั่งเฉยๆ จะช่วยทำให้คนอื่นรู้สึกดียังไง แถมยังเป็นวิธีที่ได้ผลมากๆ อีกด้วย ในเวลาที่เรามีแต่ความคิดแย่ๆ เต็มหัวไปหมด เราไม่ได้ต้องการคำสั่งสอนหรือเสียงบ่นจากคนอื่น เพียงแต่อยากให้มีใครสักคนที่นั่งอยู่ข้างๆ คอยนั่งมองเราทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลโดยไม่ตัดสิน ถ้าเราเป็นคนนั้นให้เขาได้ก็จะดีมากเลยแหละ

10. take your time

คนส่วนใหญ่ที่รู้สึกอึดอัดข้างในเป็นเพราะเขาไม่มีพื้นที่ในการเยียวยาตัวเอง ไม่มีเวลาได้ทบทวนหรือปลดปล่อยอารมณ์ลบๆ ออกมา ขอเพียงพื้นที่ปลอดภัยให้เขาได้เป็นตัวเอง หายใจเต็มปอด การถอยออกมายืนมองอยู่ห่างๆ และแสดงน้ำใจยามเขาร้องขอ เป็นอีกวิธีที่ฮีลคนอื่นได้อย่างที่คนมักจะบอกว่า “เวลาจะเยียวยาทุกอย่างเอง”

ลองมองไปรอบๆตัวแล้วช่วยฮีลคนรอบข้างด้วยสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้กันนะคะ อูก้าขอเป็นกำลังใจให้ทุกปัญหาและยินดีจะรับฟัง สามารถติดตามเข้ามาพูดคุยกับพี่ๆนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของอูก้าได้เลยนะคะ

อ้างอิงจาก

https://www.bustle.com/p/13-tried-true-ways-to-give-off-more-positive-energy-that-people-can-actually-sense-74267

https://www.mydomaine.com/heartbroken-friend

https://www.charmsoflight.com/colour-healing

Read More
จิตวิทยา การเป็นตัวของตัวเอง

Compromise อย่างไร ไม่ให้สูญเสียตัวตน

เราได้ยินคำว่า ประนีประนอม (Compromise) บ่อยๆ ในการพูดถึง relationship ซึ่งมักเป็นการสื่อความหมายในเชิงบวกว่าเราจะ “พบกันตรงกลาง” หรือคุยกันเพื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างด้วยสันติวิธี แต่หากเราเลือกที่จะประนีประนอมอยู่ตลอด เราจะสูญเสียตัวตน (Self) และความเชื่อ (Belief) ของเราหรือเปล่า?

.

การประนีประนอมนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิดเสมอไป แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ช่วยขจัดความขัดแย้งแต่ก็อาจก่อให้เกิด “ความเครียด” ได้ บางครั้งเราทำเหมือนว่ากำลังประนีประนอม แต่จริงๆ แล้ว เราแค่พยายามจะ “ตัดจบ” ทั้งที่ในใจยังขุ่นเคืองและปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

.

ยกตัวอย่างเช่นเราอยากไปเที่ยวทะเล แต่แฟนอยากไปเที่ยวภูเขา เมื่อถกเถียงจนได้ข้อสรุป สุดท้ายฝ่ายหนึ่งจะได้ในสิ่งที่ต้องการโดยการ “ประนีประนอม” แต่อีกฝ่ายกลับรู้สึก “พ่ายแพ้” ทั้งที่เริ่มแรกทั้งคู่เลือกที่จะประนีประนอมกันเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แต่ครั้งต่อไปพวกเขาก็จะมีปัญหากับสถานการณ์เดิมๆ และแอบจำไว้ในใจว่าครั้งต่อไปอีกฝ่ายต้องยอมเราบ้าง

.

สิ่งที่ขาดหายไปจากเรื่องนี้คือ “การสื่อสาร” เรามัวแต่จะโฟกัสที่สถานการณ์ตรงหน้า จนลืมใส่ใจความรู้สึกของกันและกัน การประนีประนอมจึงมีอะไรมากกว่าแค่การพูดคุย ก่อนอื่นเราต้องมองให้ทะลุปรุโปร่งว่าตัวตนของทั้งเราและเขาเป็นใคร ต้องการอะไร จะดีลกับอีกฝ่ายอย่างไรจึงจะเหมาะสม แล้วตัดสินใจด้วยความยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย

.

แม้ว่าจะมีเรื่องของขอบเขต การแสดงออก ความชอบธรรมและการให้เกียรติคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเป็นคนที่เรารักและเคารพมากๆ เราจะพบว่าตัวเองเต็มใจที่จะ “ประนีประนอม” โดยไม่รู้สึกถึงขัดแย้งในใจเลย

.

แต่สิ่งที่ยากคือ การประนีประนอมกับตัวเอง เพราะเราต่างมีสิ่งที่ต้องการ มีสิ่งที่เจ็บปวดและมีความจริงรออยู่ข้างหน้า เราอาจยอมให้ตัวเองทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรทำเพราะการประนีประนอมนี่แหละ

.

บางคนเลือกที่จะละทิ้งตัวเองและใช้ชีวิตตามความต้องการของคนรอบข้าง พวกเขาจะเสียเปรียบมากถ้าคนอื่น take advantage จากจุดนี้และลำเส้นจนไม่เหลือพื้นที่ของตัวเองอีกเลย อาจพูดได้ว่าการประนีประนอมมากเกินไปอาจทำให้เราไม่เคารพตัวเองมากพอ ดังนั้นเมื่อเรายอมประนีประนอมด้วยก็ได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่เรียกร้องอะไรมากเกินไปจนทำให้เราลำบากใจ

.

เรากำลังซ่อนความต้องการของเราอยู่หรือเปล่า? ถ้าเราเดินต่อไป เราจะหลงในเส้นทางที่คนอื่นสร้างหรือไม่? เมื่อไรก็ตามที่เราเผลอให้การประนีประนอมกับ “คนอื่น” รุกล้ำเข้ามาถึง “ตัวเอง” เราต้องมีสติ รู้ตัวและเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด

.

แทนที่จะเก็บกดความต้องการไว้ เราควรพูดออกมาอย่างเปิดเผยมากกว่าเพื่อป้องกันปัญหาที่ยืดเยื้อ นี่ไม่ใช่การชวนทะเลาะแต่การรับฟังซึ่งกันและกันเป็นหนทางที่ชัดเจนที่สุดในการแก้ไขปัญหา

.

ในความเป็นจริงการ “พบกันตรงกลาง” หรือ “ยอมถอยคนละก้าว” เป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลและดีกว่าไม่เกิดการตัดสินใจอะไรเลย อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมไม่ควรเข้ามาแทนที่ “ความคิด” และ “ความรู้สึก” ของทั้งสองฝ่าย แต่การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและให้เกียรติกันต่างหากที่เป็นความยุติธรรมที่แท้จริง

.

ถ้าใครกำลังลำบากใจกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่ อูก้ายินดีจะรับฟังและเข้าใจคุณเสมอ สามารถพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ได้ เราพร้อมจะอยู่ตรงนั้นเพื่อคุณนะคะ

อ้างอิงจาก

https://www.relate.org.uk/relationship-help/help-relationships/communication/how-compromise-without-feeling-resentful

และขอบคุณบทความจาก Maxie Mccoy ในหัวข้อ “How to compromise without losing yourself”

Read More
Social Self-Care การเจอกันก็ทำให้เกิดความสุขง่ายๆ ได้น

Social Self-Care การเจอกันก็ทำให้เกิดความสุขง่ายๆ ได้นะ


ความสุขเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อูก้าเชื่อว่าหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญ คือ มิตรภาพและการใช้เวลาร่วมกับผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือบุคคลที่มีความผูกพันกับเรา การเชื่อมต่อ พูดคุยคุยสื่อสารกับผู้อื่น
แม้แต่บุคคลที่เป็น Introvert คนที่ชอบเก็บตัว หรือชอบใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากๆ
ก็ยังต้องการใช้เวลาเพื่อเข้าสังคม (แต่ก็อาจจะน้อยกว่าคนอื่นๆ เนอะ)
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀

Read More