เครียด ซึมเศร้า อยากตาย พบจิตแพทย์

OOCAstory : ไม่ได้อยาก ‘จากไป’ แต่ก็ไม่ได้ชอบการ ‘มีอยู่’ ของตัวเอง

ทำไมต้องรู้สึกผิดทุกครั้งที่เผลอคิดว่า “ไม่อยากอยู่แล้ว” จะพูดออกไปให้ใครได้ยินก็ไม่ได้

กลัวเขาจะตัดสินว่าเราเป็นคนอ่อนแอ คิดสั้น กลัวเขาทุกข์ใจถ้ารู้ว่าเราคิดอะไรแบบนี้

กลัวจะทำให้คนอื่นดาวน์ไปด้วย แต่เราก็ห้ามไม่ให้ตัวเองไม่รู้สึกแย่ไม่ได้

บางทีที่รู้สึก “ไม่ไหว” เหมือนความรู้สึกเหนื่อยที่ไม่มีจุดจบ แต่ถามใจตัวเองดีๆ เราก็ไม่ถึงกับ “อยากตาย”

อาจจะแค่อยากพัก อยากเว้นพื้นที่ระหว่างตัวเองกับคนอื่น

ประมาณว่า “ไม่ได้อยากตาย แต่ก็ไม่อยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้า”

ความเหนื่อยล้าที่สะสมมา ทำให้เราไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาสู้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

และเราก็เคยชินกับการเก็บมันไว้คนเดียว พยายามอดทน บอกตัวเองว่าเรารับไหว

.

ไม่รู้จะมีเช้าไหนไหมที่ทำให้รู้สึกดี กว่าจะรวบรวมใจให้พร้อมรับมือกับเรื่องวันนี้นั้นแสนยาก

คิดวนเวียนว่า “ขอให้ฉันผ่านไปได้อีกวัน” หรือ “หวังว่าวันนี้จะไม่แย่มากนะ”

สุดท้ายตอนเย็นก็โล่งนิดๆ ที่หมดวัน แต่วันที่รู้สึกเฟลก็มีไม่น้อย

ไม่ใช่เราคนเดียวใช่ไหมที่มีชีวิตเหนื่อย ๆ หม่น ๆ แบบนี้

.

เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกัน ? หลายคนบอกว่า เพื่อตามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่

เพื่อเรียนรู้ เพื่อสร้างสิ่งดีๆ เพื่อชดใช้กรรม และอีกสารพัดคำนิยาม

ต่างคนต่างความเชื่อ แต่โดยส่วนตัวเรายังไม่พบคำตอบเหมือนกัน

แต่อย่างน้อยในวันที่ยังตื่นขึ้นมา เราอยากมีความสุข อยากมีคุณค่า อยากใช้ชีวิตในแบบที่ชอบ

เราอยาก…มีชีวิตอยู่

.

จะโอเคไหม ถ้าเรายอมรับว่าบางครั้งเราไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่ ไม่สามารถเอาชนะความคิดลบๆ ได้เพียงลำพัง

หันไปหาคนรอบข้างที่คอยบอกเราว่า “มีอะไรเล่ามาได้นะ” กับการที่เขาอยู่ข้างๆ เสมอ

ค่อยๆ เปิดประตูความรู้สึกของเรา จากที่ไม่เคยพูดสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ให้หันมาระบายมันออก

.

การพึ่งพิงใครสักคนมันช่วยได้มากเลยนะ เก็บไว้ทั้งเหนื่อยทั้งหนัก และเจ็บปวด…

ไม่ต้องรักตัวเองทุกวันก็ได้ บางวันจะคิดลบบ้างก็ได้ การบังคับตัวเองให้ร่าเริงสดใสไม่มีประโยชน์

ถ้านั่นไม่ใช่สิ่งที่เรารู้สึกจริงๆ ขอแค่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองรู้สึกและไม่ต้องรู้สึกผิดกับอารมณ์พวกนั้น

วันนี้ถ้าเหนื่อยเกินไปจนไม่อยากตื่น ก็รับรู้ว่าฉันไม่พร้อมและฉันคงต้องหันกลับมาดูแลใจตัวเอง

.

อย่าละเลยที่จะรักษาสุขภาพใจ ถ้ากำลังสับสน อึดอัดและไม่โอเคกับสิ่งที่เผชิญอยู่ นอกจากการพูดคุยกับเพื่อนหรือคนใกล้ชิดแล้ว ลองมาปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาก็ช่วยได้ดีเช่นกัน เพราะเราต่างมองหาการรับฟังโดยไม่ตัดสิน ถ้าอยากให้คนรับฟังอย่างเข้าใจ อูก้าขอชวนมาพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันอูก้าได้เลย ⠀⠀⠀⠀

#OOCAstory

———————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/idwtdblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

⠀⠀⠀⠀

Read More
เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ พบจิตแพทย์

อาการของโรคซึมเศร้าเป็นยังไง ต้องหาหมอที่ไหน ?

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี แต่หลายคนก็ยังไม่รู้จักว่าโรคซึมเศร้าจริง ๆ อาการเป็นอย่างไร ต้องรักษาด้วยวิธีไหน หลายคนเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่ทันรู้ตัว หรืออาจไม่ทันสังเกตว่ามีคนใกล้ชิดกำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้าอยู่ ทำให้เข้าสู่กระบวนการรักษาล่าช้ากว่าที่ควร เมื่อรู้ตัวแล้วผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลายคนใช้เวลาค่อนข้างนานในการยอมรับและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า อาจเพราะไม่ใช่อาการป่วยกายทั่ว ๆ ไป เป็นเรื่องธรรมดาทที่จะรู้สึกกลัว กังวลและสับสนกับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่

.ซึมเศร้า เครียด พบจิตแพทย์

โรคซึมเศร้าคืออะไร ?

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าคือเรื่องความรู้ความเข้าใจ คนทั่วไปเริ่มได้ยินชื่อบ่อย ๆ ก็ช่วงสิบปีหลังมานี้ที่มีข่าวศิลปินหรือบุคคลมีชื่อเสียงเสียชีวิตด้วยโรคซึมเศร้า แต่จริง ๆ แล้วมีการศึกษาค้นคว้าเรื่องโรคซึมเศร้ามาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ชื่อโรคก็บ่งบอกอาการเบื้องต้นได้ว่าทั้ง “ซึม” และ “เศร้า” ฟังดูเหมือนเป็นอารมณ์ความรู้สึกธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ในโรคซึมเศร้านั้นต่างออกไปเพราะภาวะซึมเศร้านี้ไม่ได้หายไปง่าย ๆ แต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่คงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง คล้ายกับป่วยเป็นโรคอื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการรักษา ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันด้วย

.

พญ. ชัชชญา เพียรจงกล จิตแพทย์ทั่วไปจากแอปพลิเคชันอูก้าได้อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “โรค” เป็นคำที่บ่งบอกว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ส่งผลให้สารสื่อประสาทในสมองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม ไปจนถึงความจำของเราทำงานผิดปกติ ส่งผลกระทบกิจวัตรประจำวัน ทำอะไรต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อได้ และเมื่อเราเป็นโรคใดโรคหนึ่งก็ควรที่จะได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้ทุเลาลง ซึ่งโรคซึมเศร้านั้นต่างจากความเศร้าทั่วไปที่หายดีด้วยตัวเองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นจิตใจอ่อนแอ ไม่รู้จักสู้ แต่เขากำลังเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา บางคนมีอารมณ์เศร้าจนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ ดังนั้นต้องหมั่นสังเกตอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นให้ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ จิตแพทย์เพื่อปรึกษา ประเมินและวินิจฉัย

.

โรคซึมเศร้าเกิดจากอะไร ?

โรคซึมเศร้าเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน  หลัก ๆ มีอยู่ 3 ด้าน คือ

  1. กรรมพันธุ์ หากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามีพ่อแม่ หรือบุคคลในครอบครัวเคยมีประวัติทางจิตเวชก็มีแนวโน้มหรือความเสี่ยงมากกว่าบุคคลทั่วไป แต่ไม่ใช่ทุกกรณี
  2. สารเคมีในสมอง โรคซึมเศร้าถือเป็นโรคที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ พบว่าสารเคมีในสมองของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นสารเซโรโทนิน (serotonin) ที่เป็นสารสื่อประสาท ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมอารมณ์และความรู้สึก ส่งผลต่อความหิว ความง่วง ช่วยให้เรานอนหลับได้ดี เมื่อสารเซโรโทนินลดต่ำลงก็จะส่งผลต่อความรู้สึกในแง่ลบ ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีระดับเซโรโทนินน้อยกว่าคนปกติ
  3. ปัจจัยแวดล้อม หลายคนอาจเกิดจากปัจจัยรอบตัวที่มากระตุ้น เหตุการณ์ในชีวิตที่กระทบจิตใจอย่างรุนแรง เช่น ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ตกงาน หย่าร้าง ฯลฯ เมื่อประกอบกับลักษณะนิสัยพื้นฐานที่มองโลกในแง่ลบ ชอบโทษตัวเอง คิดมาก ขาดความมั่นใจหรือไม่มีใครให้พึ่งพิง เมื่อเจอปัญหาแล้วไม่สามารถปรับความคิด ปรับการใช้ชีวิตได้ก็มีส่วนทำให้เสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น

การป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอาจมาจากทั้ง 3 ปัจจัยประกอบกันก็ได้ หรือมีด้านใดด้านหนึ่งที่กระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้ามากเป็นพิเศษ แต่ด้านที่พบบ่อยที่สุดคือปัจจัยแวดล้อม ซึ่งแต่ละคนก็มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไป จึงยากที่จะฟันธงสาเหตุของการเกิดโรค เนื่องจากอารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องอาศัยกระบวนการรักษาที่เหมาะสมและความร่วมมือจากผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าในการค้นหาและค่อย ๆ บรรเทาให้ทุเลา โดยจิตแพทย์จะดูจากอาการที่ปรากฏในผู้ป่วยแต่ละคน

.

สัญญาณบ่งบอกอาการของผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า ?

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคืออารมณ์ความรู้สึก ความคิดที่เป็นไปในแง่ลบ ไปจนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมือนเดิม ลักษณะคือมีอารมณ์เศร้าเบื่อตลอดทั้งวัน เป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินสองสัปดาห์ มีความคิดลบมากขึ้น ส่วนใหญ่หากตรวจพบแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการรักษา พบว่ากว่า 80-90% ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากสิ่งรอบตัว ความเครียด ความกดดัน ส่วนใหญ่ต้องรับประทานยา ในบางกรณีพันธุกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดโรคนี้ แต่พบได้น้อยมาก โรคทางจิตเวชมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เราอาจรู้สึกหายขาดอยู่ช่วงเวลานึง แต่อาการก็อาจจะกลับมาได้ตลอดถ้ามีอะไรเข้ามากระทบ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเอง หมั่นสังเกต อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและคนรอบข้างก็อาจจะคอยช่วยเหลือด้วย

.

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าเบื้องต้นที่เราสามารถสังเกตตัวเองได้ คือ เราต้องมีอาการดังต่อไปนี้ 5 ข้อหรือมากกว่า ทั้งนี้เราไม่ควรวินิจฉัยโรคด้วยตนเอง ไม่ว่าโรคทางกายหรือใจใด ๆ ก็ตาม หากสงสัยว่าตัวเองหรือคนรอบตัวเข้าข่ายโรคซึมเศร้าควรพบแพทย์เพื่อทำการประเมินอย่างถูกต้อง

  • มีอารมณ์ซึมเศร้าตลอดเวลา (ในเด็กและวัยรุ่นอาจเป็นอารมณ์หงุดหงิดร่วมด้วย)
  • ความสนใจหรือความสนุกในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลงอย่างมาก
  • น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นมาก (น้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 5 ต่อเดือน) หรือมีการเบื่ออาหารหรือเจริญอาหารผิดปกติ
  • นอนไม่หลับ หรืออาจจะหลับมากไป
  • กระวนกระวาย อยู่ไม่สุข หรือเชื่องช้าลง
  • อ่อนเพลีย ไร้เรี่ยวแรง (low energy)
  • รู้สึกตนเองไร้ค่า
  • ไม่ค่อยมีสมาธิ ใจลอย ไม่สามารถจดจ่อได้ หรือรู้สึกลังเล ตัดสินใจได้ยาก
  • มีความคิดเรื่องการตาย อยากทำร้ายตัวเองหรืออยากตาย

จากอาการที่กล่าวมาต้องมีอาการในข้อ 1 หรือ 2 อย่างน้อย 1 ข้อ และอาการเหล่านี้ต่อเป็นติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ไม่ใช่อาการที่เป็น ๆ หาย ๆ หากยังมีบางวันที่รู้สึกมีความสุข สนุกสนานอาจจะไม่ใช่โรคซึมเศร้า แต่ไม่ว่าจะเครียดหรือทุกข์ใจเรื่องอะไรก็ตาม ทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษากับนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ได้เช่นกัน

.ซึมเศร้า สุขภาพจิต พบจิตแพทย์

วิธีรักษาใจให้ห่างไกลจากโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าหายได้แต่ต้องอาศัยหลายๆ อย่าง อาจจะกลับมาเป็นใหม่หรือเป็นต่อเนื่องก็ได้เหมือนกัน บางคนหายไปสองสามปีแล้วเป็นอีก บางคนรักษาหายไปสิบปีละกลับมาเป็นอีก ครั้งแรกที่ตรวจพบโรคซึมเศร้าอาจจะทานยาต้องรับประทานยาต่อเนื่อง 6-9 เดือน หลังจากหายเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หากโรคซึมเศร้ากำเริบอีกครั้งต่อไปอาจจะเรื้อรัง ทำให้ต้องรักษาหรือทานยานานกว่าเดิม สิ่งกระตุ้นหลัก ๆ คือความเครียด คนรอบข้าง การงาน การเงินหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจัยเสี่ยงก็มาจากเรื่องใกล้ตัวที่เกิดกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

.

ในประเทศไทยคิดว่าคนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมากน้อยแค่ไหน รวมถึงโรคซึมเศร้าด้วย ?

โรคซึมเศร้าเป็นคำที่ทุกคนได้ยินบ่อย แต่คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจความหมาย สุขภาพจิตเป็นเรื่องกว้างมากและมีรายละเอียดที่อธิบายด้วยทฤษฎีเพียงอย่างเดียวไม่ได้ บางทีคนก็พูดไปในเชิงล้อเล่น ใช้โรคทางจิตเวชในการด่าทอ อาจเป็นเพราะขาดความรู้ความเข้าใจ พญ. ชัชชญายังได้เล่าอีกว่าจำนวนผู้ที่มารักษาในโรงพยาบาลเยอะขึ้นและรู้สึกว่าสังคมเปิดรับในเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้นด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีสื่อและการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ทำให้คนรู้จักโรคซึมเศร้าและเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพใจ

.

ปัจจุบันสถิติผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในประเทศไทยอยู่ที่ราว ๆ 1,500,000 คน ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุว่าปี 2563 มียอดการโทรปรึกษาผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 อยู่ที่ประมาณ 700,000 คน แต่ในปี 2564 เพียงเดือนเดียวกลับมียอดสูงถึง 180,000 คน หลักจากที่ได้เห็นข้อมูลจาก www.worldpopulationreview.com เป็นเรื่องน่าตกใจที่ประเทศเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนที่มีจำนวนประชากรฆ่าตัวตายสูงสุดและสูงเป็นอันดับที่ 32 ของโลก

.

เพราะสาเหตุหลักมาจากความคิดที่ทำร้ายใจ ก่อนอื่นต้องพยายามทำความเข้าใจผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าว่า ‘เขากำลังคิดอะไร รู้สึกอะไรอยู่’ แล้วก็รับฟังเขาอย่างไม่ตัดสิน อยู่ข้างๆ และเป็นกำลังใจให้เขา ในฐานะครอบครัว เพื่อน คนรักหรือคนใกล้ชิดอาจรู้สึกว่ายากที่จะปลอบใจหรือทำให้ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าจะทางคำพูดและการกระทำ จริง ๆ แล้วสิ่งที่สำคัญคือ ‘เจตนา’ ของผู้ช่วยเหลือ ความตั้งใจและความหวังดีจะทำให้ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารับรู้ได้ เพียงแต่ทุกอย่างต้องใช้ความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน การเข้าไปนั่งอยู่ในใจและมองในมุมเดียวกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจทำให้เราหาสาเหตุของปัญหาเจอและสามารถช่วยเหลือเขาได้ตรงจุด บางคนอยากดูแลและหวังดีกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าแต่ใช้คำพูดผิดวิธี เผลอบอกปัด หรือเราแนะนำว่าให้ไปเข้าวัดฟังธรรม ให้ปลง หรือบอกเขาว่า ‘เลิกเศร้าได้แล้ว อย่าคิดมาก’ โรคซึมเศร้าก็เป็นโรคหนึ่ง ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าเลิกคิดไม่ได้ อย่าเพิ่งรีบถามว่า ‘ทำไมไม่หายซะที’ ‘ทำไมยอมแพ้ง่ายจัง’ คำพูดที่สื่อว่าเราไม่เข้าใจหรือมองปัญหาของเขาเป็นเรื่องเล็กจะทำให้ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกไม่ดีและไม่อยากจะเปิดใจเล่าปัญหาให้เราฟังอีก

.

‘สู้ ๆ อย่าอ่อนแอสิ’

อย่าบอกให้ใครต้องต่อสู้เพียงลำพัง บางคนอาจจะโอเคกับคำนี้ รับรู้ในความห่วงใย แต่หลายคนก็รู้สึกโดดเดี่ยว สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการสื่อสารกับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าคือ บางครั้งเราให้กำลังใจเขาดีแล้ว แต่ด้วยโรคซึมเศร้า ทำให้เขาตีความไปในทางลบได้ ซึ่งเราก็ไม่ต้องโทษตัวเองถ้าเราได้พยายามอย่างดีแล้ว อาจใช้การสื่อสารตรง ๆ ว่าเราเป็นห่วงและอยากให้เขาได้รับความช่วยเหลือ เพราะผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าลึก ๆ แล้วมักรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า อาจสิ้นหวังและท้อแท้ใจได้ง่าย ๆ ดังนั้นต้องได้รับการช่วยเหลือ รักษาและดูแลจิตใจ เมื่ออาการของโรคดีขึ้น พวกเขาจะมีมุมมองที่เปลี่ยนไป สามารถมองโลกในแง่ดีเหมือนคนอื่น ๆ ได้เช่นกัน

.

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า

  1. การออกกำลังกายและออกไปเจอแสดงแดด เพราะการได้เคลื่อนไหวช่วยให้จิตใจกลับมาแจ่มใสและคลายความเศร้าได้ นอกจากนี้การออกกำลังแบบแอโรบิก เช่น วิ่ง เดิน ว่ายน้ำ จะช่วยให้เรื่องอาการนอนไม่หลับ ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายและปรับสมดุล เมื่อร่างกายแข็งแรง ฮอร์โมนหมุนเวียนเป็นปกติ จิตใจก็ดีไปด้วย
  2. ทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้จะฟังดูเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่อาหารเพื่อสุขภาพช่วยได้จริง ๆ อาหารประเภทไข่ นม แซลมอน ถั่ว เต้าหู้ ธัญพืชต่าง ๆ มีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก อย่างที่กล่าวไปว่าเป็นสารจำเป็นสำหรับผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า อาหารจึงนับเป็นตัวช่วยที่ไม่ควรมองข้าม
  3. เลือกทำกิจกรรมที่ชอบ เช่น ปลูกต้นไม้ ไปเดินห้างกับเพื่อน การทำอาหาร หรือแม้แต่การมีสัตว์เลี้ยง อะไรก็ได้ที่จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกดี ๆ แม้บางครั้งเราอาจจะอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากทำอะไร แต่หากพยายามอีกนิด พาตัวเองกลับเข้าสู่บรรยากาศที่เป็นมิตรรอบตัว เราอาจจัดการความรู้สึกด้านลบได้ง่ายขึ้น
  4. อย่าตั้งเป้าหมายหรือตัดสินใจทำอะไรที่ยากเกินไป อารมณ์ด้านลบอาจทำให้คนที่กำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้ารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวอยู่ตลอด ทำอะไรก็ไม่ดี ฉะนั้นลองกำหนดเวลาให้บางช่วงเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจ การบังคับตัวเองให้ใช้แรงใช้สมองมากไป อาจทำให้เรายิ่งรู้สึกแย่กับตัวเอง ขอแค่ไม่ลืมว่าความรู้สึกดาวน์แบบนี้ไม่ได้คงอยู่ถาวร จะมีวันที่เรารู้สึกดีขึ้นแน่ ๆ
  5. อย่าตัดสินใจเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตในขณะสภาพจิตใจไม่มั่นคง อย่างที่บอกว่าอาจเป็นช่วยที่เราหม่นหมองเป็นพิเศษ แต่เราต่างรู้ดีว่าหากหายจากอาการซึมเศร้า เราก็คือคนที่สามารถทำและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ไม่แพ้ใคร เพียงแต่สภาพจิตใจที่ไม่พร้อมอาจทำให้เราไม่สามารถคิดอย่างมีสติได้ ดังนั้นเรื่องสำคัญ ๆ เช่น การลาออกจากงาน การหย่าร้าง ปัญหาครอบครัว ฯลฯ ในช่วงที่โรคซึมเศร้ากำลังบดบังสายตาของเรา ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดความผิดพลาด ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าย่อมโทษตัวเองแน่นอน ทางที่ดีควรขอคำแนะนำจากคนที่เราไว้ใจ หรือพยายามยืดการตัดสินใจออกไปก่อน
  6. พยายามจัดลำดับความสำคัญ อย่างที่บอกว่าภาวะซึมเศร้าอาจทำให้เรารู้สึกว่าทุกอย่างนั้นยากไปหมด รุมเร้าจนเราทำอะไรไม่ถูก แค่จะเริ่มต้นก็รู้สึกท้อแท้แล้ว ดังนั้นการมองปัญหาโดยไม่แยกแยะจะทำให้เกิดความสับสน ไม่อยากทำอะไร ลองจัดเรียงความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำ ย่อยเป้าหมายใหญ่ให้เล็กลง เมื่อตระหนักรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เราจะจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น และพอทำสำเร็จไปทีละอย่างเราก็จะรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เป็นการเรียกความมั่นใจกลับมา

.

ในการรักษาโรคซึมเศร้าทางการแพทย์

เมื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้อง จะเริ่มตั้งแต่การให้คำปรึกษา การพูดคุยถึงปัญหาแล้วช่วยกันแก้ไข เปลี่ยนความคิดและวิธีมองปัญหาในมุมใหม่ เน้นการปรับตัวและหาแนวทางดูแลจิตใจให้แข็งแรง เมื่อมีปัญหาเข้ามากระทบผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะสามารถเยียวยาจิตใจได้อย่างไร ในแต่ละรายก็มีสิ่งยึดเหนี่ยวแตกต่างกันไป แต่การพยายามหาสิ่งที่ผ่อนคลายอารมณ์และความเครียดให้เจอเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทำให้เราขจัดอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นลบในใจได้ นอกจากนี้ยังมีการให้ยาคลายกังวลหรือยาแก้ซึมเศร้าร่วมด้วยในบางราย ตามที่แพทย์ประเมินและเห็นสมควรว่าต้องรับประทานยาเพื่อช่วยปรับสารเคมีในร่างกาย

เมื่อผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ารู้สึกดีขึ้น จากที่ร้องไห้บ่อย ๆ มีอาการซึมเศร้า ท้อแท้ หมดพลังอยู่ตลอด ก็จะกลับมาเหมือนปกติและสนุกสนานกับชีวิตได้อีกครั้ง แต่โรคซึมเศร้าก็ไม่ได้ต่างจากโรคทางกายหรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เพราะไม่ว่าจะโรคอะไรก็ตาม ยิ่งป่วยนานยิ่งรักษายาก หากทิ้งไว้นานยิ่งใช้เวลานานในการฟื้นฟู ถ้ารีบพบแพทย์แต่เนิ่น ๆ อาการก็ดีขึ้นได้เร็ว จากสถิติพบว่า ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าเกิน 80% อาการดีขึ้นจนถึงขั้นหายเป็นปกติเมื่อได้รับการรักษาร่วมกับรับประทานยา แต่หากไม่ได้รับการรักษามีเพียง 20% ที่ดีขึ้น (ในกรณีที่อาการซึมเศร้าไม่รุนแรง) แต่หากซึมเศร้ารุนแรงก็เป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะฟื้นฟูใจด้วยตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีความซับซ้อนอีกหลายอย่างเช่น โรคซึมเศร้าสามารถเป็นร่วมกับโรคทางจิตอื่น ๆ ได้ ดังนั้นหากเรามีความเครียด ไม่สบายใจ หรือมีปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขแล้วรู้สึกว่าเราไม่สามารถก้าวผ่านสิ่งนั้นไปได้ อย่าชะล่าใจหรือปล่อยให้ก้อนหินกินพื้นที่ในใจเรา อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ปัจจุบันเรามีช่องทางมากมายให้คุณเข้าถึงบริการด้านสุขภาพใจได้โดยไม่ต้องไปถึงโรงพยาบาล

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรอง โดยทุกคนสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราต้องการได้เลยไม่ต้องรอคิว อูก้ายินดีแบ่งเบาทุกปัญหาใจ ให้เราได้ร่วมเดินทางและช่วยรับฟังความทุกข์ของคุณนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.sanook.com/health/23529/

https://resourcecenter.thaihealth.or.th/article/ระบบนิเวศบำบัดที่ดี-ภูมิคุ้มกัน-‘ภาวะเครียด-โรคซึมเศร้า’-ชั้นดี

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017

—————————————————————-

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/stresssignalblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

.

OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

Read More
อาการเครียด พบจิตแพทย์

“เครียด” เกินไปพบจิตแพทย์ที่ไหนดี ?

‘เครียด’ คำสั้น ๆ แต่เอฟเฟกต์ต่อใจช่างรุนแรง เชื่อว่าเราทุกคนคงไม่มีใครอยากเครียด แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อทุกวันที่ต้องใช้ชีวิต เราต่างก็เลี่ยงไม่ได้ที่อาจจะต้องเจอกับปัญหาหรือสถานการณ์บางอย่างที่มากระทบกับใจให้เราต้องเครียด และเมื่อเรายิ่งเครียดมากเท่าไหร่ นานวันเข้าสุขภาพกายและใจเราก็จะได้รับผลกระทบมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

.

บางคนเครียดแล้วไม่แสดงออก บางคนเครียดแต่เก็บไว้ข้างใน บางคนเครียดแต่ไม่อยากบอก แต่ไม่ว่าจะเครียดแบบไหน ก็ส่งผลต่อสุขภาพใจและกายของเราทั้งนั้น เราเองเคยรู้จักกับเพื่อนในสมัยมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง เธอเป็นคนที่ดูภายนอกแล้วช่างเป็นคนที่สดใส ร่าเริง แต่อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนคนนี้กลับต้องเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากเครียดมากเกินไปโดยไม่รู้ตัวจนร่างกายส่งสัญญาณเตือน

.

ตอนที่ทุกคนไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาล สีหน้าและแววตาของเพื่อนบ่งบอกชัดเจนว่าร่างกายและจิตใจรับกับความเครียดนี้ไม่ไหวแล้ว คนรอบตัวต่างก็รู้สึกตกใจที่เพื่อนเครียดจนป่วยหนัก ซึ่งเขาก็ได้ยอมรับกับทุกคนว่า “รู้ว่าตัวเองเครียด แต่ไม่อยากบอกใคร” และที่สำคัญก็ไม่รู้ว่าความเครียดที่มีอยู่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายได้ถึงเพียงนี้ ตั้งแต่นั้นมาเวลาเพื่อนคนนี้เครียด ร่างกายก็ไม่เหมือนเดิม โดยมักจะมีอาการผื่นแดงขึ้นตามตัว หรืออาการของลมพิษอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นแล้วความเครียดถึงแม้จะเกิดขึ้นที่ใจ แต่มันกลับส่งผลไปที่กายได้เช่นกัน และที่น่ากลัวคือถ้าหากเราเครียดสะสม ร่างกายของเราก็อาจจะเกิดการ ‘จดจำ’ ความเครียดนั้นไว้ ครั้งต่อไปที่มีเรื่องเครียดเราจะสะสมความรู้สึกนั้นไปเรื่อย ๆ จนพัฒนากลายไปเป็นโรคที่ต้องใช้เวลารักษากันอย่างยาวนาน กระทบทั้งสุขภาพและกระทบค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาตัวเพิ่มขึ้นไปอีก

.

“ความเครียดไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป”

อ่านมาถึงตรงนี้ทุกท่านอาจจะรู้สึกกลัวการเครียดขึ้นมา แต่เราขอบอกเลยว่าปกติแล้วความเครียดนั้น หากอยู่ในระดับที่ ‘พอดี’ ก็จะให้ประโยชน์มากกว่าผลเสีย เพราะความเครียดจะช่วยให้เรามีแรงกระตุ้น มีแรงจูงใจที่จะดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จได้ ถ้าขาดความเครียดไป เราก็อาจจะกลายเป็นคนเฉื่อยชา ไม่มีแรงกระตุ้นใด ๆ

.

ยกตัวอย่างความเครียดที่พอดี เช่น เราอาจจะกำลังได้รับมอบหมายงานชิ้นหนึ่งมาเมื่อเดือนที่แล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราอาจจะสนใจมันบ้าง วอกแวกไปทำอย่างอื่นบ้าง จนระยะเวลาใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ใจของเราที่เคยเริงร่าก็เริ่มกังวล เครียด และเครียดขึ้นเป็นเท่าตัว จนในคืนวันสุดท้ายก่อนที่จะส่งงาน ไม่รู้ว่าพลังมันมาจากไหน จู่ ๆ เราก็สามารถทำงานนั้นได้สำเร็จทันเวลาพอดี นี่คือความเครียดที่ช่วยกระตุ้นคุณให้มีพลังปั่นงานได้ทันท่วงที

.

หรือในสถานการณ์คับขัน อย่างเช่นในหนังผีที่มีฉากลุ้นระทึก ไล่ล่ากัน ทำไมเหล่าตัวละครถึงวิ่งหนีได้ทัน ? นั่นก็เป็นเพราะว่าหากคนเราอยู่ในสถานะตึงเครียด ร่างกายจึงเตรียมพร้อมด้วยการสั่งให้สู้ หรือ หนี และเมื่อเกิดความเครียดมากขึ้น ร่างกายก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่น หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้นเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เหงื่อออก เพราะมีการเผาผลาญอาหารมากขึ้น อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้น กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมที่จะออกจากสถานการณ์อันตรายได้นั่นเอง

.

ดังนั้นแล้วอาการเครียดที่เกิดขึ้นบ้างจึงถือเป็นเรื่องปกติ ใคร ๆ ก็สามารถมีความเครียดได้ แต่เครียดถึงขั้นไหนล่ะที่จะทำให้เรารู้ว่าต้องไปหาจิตแพทย์แล้ว ? คำตอบในเบื้องต้นคือ ลองสังเกตดูว่าอาการเครียดนั้นเป็นนานหรือหนักกว่าที่คนส่วนใหญ่เป็นหรือไม่ ? และที่สำคัญคือความเครียดที่เกิดขึ้นนั้น ‘หนัก’ จนถึงขั้นกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราหรือเปล่า ? เพราะโดยทั่วไปแล้วความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ควรที่จะกระทบกับ 3 ด้านในชีวิต ได้แก่

  1. การมีสุขภาพกายและใจที่ดี
  2. การรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง
  3. ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง

หาก 3 ด้านในชีวิตของเราได้รับผลกระทบเมื่อไหร่ ก็อาจจะเป็นสัญญาณที่ว่าเราเครียดมากเกินไปจนต้องไปหาจิตแพทย์แล้วล่ะ

.

“สัญญาณเตือนว่าถึงเวลาพบจิตแพทย์”

ที่จริงแล้วการพบจิตแพทย์ ไม่จำเป็นต้องรอสัญญาณเตือน คุณสามารถติดต่อพบจิตแพทย์หรือพูดคุยกับนักจิตวิทยาได้เสมอ แต่หากคุณกำลังอยากเช็กตัวเองอีกสักครั้งว่าเราเครียดมากไปจนต้องมองหาจิตแพทย์แล้วหรือเปล่า ลองสำรวจตัวเองดูว่ากำลังมีอาการดังต่อไปนี้อยู่กี่ข้อ

  1. รู้สึกทุกข์ใจ ซึมเศร้าตลอดเวลา
  2. เครียดมาก เครียดตลอดเวลา เครียดจนกระทบกับชีวิต
  3. รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ่อย ๆ
  4. ไม่มีสมาธิในการทำงาน หลงลืมบ่อย
  5. มีความคิดทำร้ายตนเอง
  6. คิดหมกมุ่นเรื่องในอดีตบ่อย ๆ คิดหลายเรื่องจนเครียด คิดฟุ้งซ่าน
  7. เริ่มปล่อยตัว ไม่อยากพบปะผู้คน
  8. นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไปจนผิดปกติ
  9. เบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารมากเกินไปจนผิดปกติ
  10. ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบไม่ยั้งคิด
  11. ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่มากจนผิดปกติ

อาการเหล่านี้อาจจะเป็นเพียงไม่กี่สัญญาณของความเครียดที่เกิดขึ้นมากเกินไป หรือเป็นสัญญาณที่เตือนว่าถึงเวลาจะต้องไปพบจิตแพทย์โดยด่วน อย่างไรก็ตามคุณไม่จำเป็นจะต้องรอให้เกิดอาการครบทั้งหมดนี้ หรืออาจจะมีอาการที่ไม่ตรงกันกับที่เรายกตัวอย่างมาข้างต้นก็ได้ หากรู้สึกไม่สบายใจ กังวล อึดอัด สับสน ขอให้คุณไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจะเป็นการดีที่สุด

.

“การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติธรรมดา ขอเพียงแค่เปิดใจ”

ป่วยกายยังไปพบแพทย์ได้ แล้วทำไมป่วยใจเราถึงไม่ไปหาจิตแพทย์ ? เพราะการพบจิตแพทย์ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นโรคจิตหรือผิดปกติ แต่มันคือ “การที่เราเอาปัญหาใจไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล” เพราะจิตแพทย์สามารถหาวิธีช่วยให้คุณบอกความเจ็บป่วยในใจได้ และจิตแพทย์ยังเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าจะต้องดูแลคุณอย่างไร การพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถึงแม้ว่าเราอาจจะเห็นภาพจิตแพทย์และสถานพยาบาลตามสื่อที่ดูทะมึน ดูเศร้า ทุกข์ตรม หดหู่ เต็มไปด้วยน้ำตา แต่ขอบอกเลยว่าในความเป็นจริงนั้นต่างกันลิบลับ

.

อย่างเช่นในต่างประเทศ การพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติมากเหมือนเราเป็นไข้หวัดไปหาหมอ สามารถไปพบจิตแพทย์ที่สถานพยาบาลหรือจะนัดพบส่วนตัวก็ได้ บางครอบครัวยังมีจิตแพทย์ประจำครอบครัวทั้งของเด็กและของผู้ใหญ่ มีการแยกจิตแพทย์กันเพื่อให้แต่ละคนได้รับการดูแลอย่างถูกต้องมากที่สุด แม้จะเป็นเด็กก็พบจิตแพทย์ได้ อย่างที่บอกว่าเหมือนกับการที่เราไปตรวจสุขภาพกายกับแพทย์ทั่วไป หัวใจก็ต้องการจิตแพทย์ช่วยตรวจสุขภาพให้เช่นกัน

.

ถึงอย่างนั้น บางคนก็อาจจะกังวลถึงสายตาของคนรอบข้างที่มองมา ถ้ารู้ว่าเรากำลังจะไปพบจิตแพทย์ กลัวว่าเขาจะมองเราเปลี่ยนไป กลัวว่าเราจะกลายเป็นคนแปลกแยก สติไม่ดี เราขอยืนยันกับคุณเลยว่า “การพบจิตแพทย์ก็คือแพทย์ที่ดูแลจิตใจของเรา มันคือเรื่องปกติ” ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าใครจะมองว่าไม่ดี คุณเองต่างหากที่น่าชื่นชมว่าใส่ใจและดูแลหัวใจตัวเองได้ดีมาก และหากคุณกังวลว่าข้อมูลของคุณจะไม่เป็นความลับ ข้อมูลจากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้กล่าวไว้ว่า ‘ข้อมูลของคนไข้เป็นความลับที่เปิดเผยไม่ได้หากไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของประวัติ และข้อมูลดังกล่าวก็ไม่ได้เชื่อมต่อกับที่ใด’ ดังนั้นจึงสบายใจได้ว่าการพบจิตแพทย์ของคุณจะเป็นความลับอย่างแน่นอน

.

“เครียดมาก อยากพบจิตแพทย์ แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนดี”

การพบจิตแพทย์ไม่ได้มีหลักการตายตัวว่าคุณจะต้องเลือกที่ไหน แต่โดยทั่วไปแล้วมีคำแนะนำว่าควรเลือกพบจิตแพทย์ในโรงพยาบาลหรือคลินิกจิตเวชที่คุณสะดวกเดินทางไปพบได้มากกว่า เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นในการรักษากับจิตแพทย์จะต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคำนึงถึงการเดินทางที่เราจะสามารถไปพบจิตแพทย์ได้อย่างสะดวกตามนัดหมายจะดีที่สุด

.

สำหรับการพบจิตแพทย์นั้น จะตรวจรักษาผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป หากน้อยกว่านั้นจะต้องเป็นการพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ซึ่งถ้าต้องการนัดจิตแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชน แนะนำให้โทรศัพท์สอบถามกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเพื่อของทราบคิวตรวจของจิตแพทย์และค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม แต่หากเป็นโรงพยาบาลรัฐ ก็จะสามารถพบจิตแพทย์ในเวลาราชการได้ และสามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้ด้วย สามารถตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลและคลินิกจิตแพทย์ทั่วประเทศได้ที่นี่เลย shorturl.at/mstE9

.

“ไม่ว่างไป ไม่อยากเดินทาง ไม่อยากรอคิวนาน แต่อยากเจอจิตแพทย์”

สำหรับคนที่ไม่สะดวกเดินทาง ไม่อยากไปหาจิตแพทย์ที่โรงพยาบาล ข่าวดีก็คือสมัยนี้เรามีช่องทางในการรับคำปรึกษาเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้นหากคุณรู้สึกเครียด ไม่ว่าจะเป็นความเครียดเล็กน้อยเครียดใหญ่โต เครียดเบาเครียดหนักขนาดไหน ก็มีช่องทางรองรับแบบด่วน ๆ ให้คุณได้โทรไประบายความเครียดที่เกิดขึ้นได้เสมอ เช่น บริการของอูก้าที่เราออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสพบนักจิตวิทยาและจิตแพทย์แบบไม่ต้องเดินทางไกล เพราะอูก้าของเราเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีทั้งนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ไว้คอยดูแลใจทุกคน โดยเรามีจำนวนผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 90 ท่าน ที่มีวุฒิการศึกษารับรอง

.

คุณสามารถพูดคุยปรึกษาได้ผ่านรูปแบบของวิดีโอคอล สะดวก ไม่ต้องเดินทาง และมีความเป็นส่วนตัวสูง อีกทั้งเรายังสามารถเลือกจิตแพทย์และเลือกช่วงเวลาที่เราสะดวกได้ ไม่ต้องรอคิวเหมือนไปพบที่โรงพยาบาลหรือคลินิกจิตเวชทั่วไป ทีมของเราพร้อมให้คำปรึกษาไม่ว่าจะเป็นความเครียดเล็กหรือใหญ่ เครียดเรื่องไหนก็ปรึกษาได้เสมอ เพราะอูก้าคำนึงเสมอว่าปัญหาใจเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นถ้าเครียดเกินไปจนรู้สึกว่าไม่ไหว ให้อูก้าช่วยดูแลคุณได้

อย่ารอให้เครียดมากจนสายไป และอย่ารอให้ร่างกายและจิตใจของตัวเองรับไม่ไหว อย่าลืมว่าคุณมีทางเลือกในการระบายความเครียดนั้นออกมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร อูก้า นักจิตวิทยา และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยินดีที่จะรับฟังคุณอย่างแน่นอน ขอเพียงให้เราได้ช่วยแบ่งเบาความเครียดของคุณลงบ้าง คุณไม่ได้เดินอยู่คนเดียวบนเส้นทางที่ยากลำบากนี้อย่างแน่นอน ให้พวกเราได้ร่วมเดินทางและแก้ปัญหาไปกับคุณนะ 🙂

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://workpointtoday.com/psychiatrist/

https://www.manarom.com/blog/stress_management.html

https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=29800

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/05142014-1901

https://www.manarom.com/blog/see_psychiatrist.html


ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย

🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/blogaboutstress
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth

Read More
#mentalhealth #สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

“หมดไฟจนหมดใจ” ให้อูก้าดูแลใจเมื่อคุณ Burnout

เครียดกับงานจน ‘หมดไฟ’ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เพราะภาวะเครียดเรื้อรังจนทำให้รู้สึกหมดไฟ (และหมดใจ) ในการทำงาน หรือที่เรียกกันว่า ‘Burnout Syndrome’ นั้นมีอยู่จริง และยังสำคัญในระดับที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นโรคใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นถ้าพนักงานของคุณบ่นว่าเขารู้สึก ‘หมดไฟ’ นั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องดูแลใจของพนักงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้วล่ะ

อาการของ ‘Burnout Syndrome’ หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน อาจจะแสดงออกมาในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าทางอารมณ์ หมดพลัง ไม่อยากทำอะไร เบื่อหน่ายกับการมาทำงาน รู้สึกขาดความเชื่อมั่น มีทัศนคติทางลบต่อการทำงาน ขาดความสุขเวลาทำงาน จนส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เหินห่างกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้ามากขึ้น

เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ พบจิตแพทย์

ซึ่งภาวะหมดไฟในการทำงานนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากความเครียดเรื้อรังจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาระงานที่หนัก ปริมาณงานที่มากเกินไป ต้องทำงานที่ไม่ถนัด เวลาทำงานจำกัด รู้สึกโดดเดี่ยวในการทำงาน รู้สึกไม่ได้รับการยอมรับ ไม่มีใครให้คำปรึกษา ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอหรือมีสภาพจิตใจที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถส่งผลให้เกิดโรคนี้ได้ทั้งนั้น ที่สำคัญคือโรค ‘Burnout Syndrome’ นี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจจะมีโอกาสพัฒนาไปเป็นความเสี่ยงของ ‘โรคซึมเศร้า’ ได้

และอาการหมดไฟนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นแค่กับคนรุ่นใหม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพนักงานระดับไหน จะหนุ่มสาววัยทำงาน พนักงานยุคบูมเมอร์ หรือแม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูง ต่างก็เกิดภาวะ Burnout กันได้ทั้งนั้น ดังนั้นถ้ารู้สึกหมดไฟแต่ปรึกษาใครก็ไม่ได้ หันไปทางไหนก็เจอแต่คน Burnout ก็ถึงตาของเรา ‘อูก้า’ ที่จะมาช่วยเหลือคุณ!

อูก้าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับดูแลจิตใจที่เป็นมากกว่าแค่การรับฟัง เพราะเราจะช่วยคุณหาทางออกไปด้วยกันกับผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถ เรามีทั้งนักจิตวิทยาที่จะคอยให้คำปรึกษาและบำบัดใจ จนไปถึงจิตแพทย์ที่มีประสบการณ์ดูแลใจพนักงานที่ Burnout มาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าปัญหาจะซับซ้อนแค่ไหน ทีมของเราพร้อมเป็นแรงสนับสนุนให้คุณได้เสมอ!

นอกจากนี้คุณยังเลือกรับบริการของเราได้ทุกที่ เลือกเวลาปรึกษาเองได้ตลอด ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลหรือรอคิวนาน ๆ ก็สามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้อย่างเต็มที่ เป็นส่วนตัว ผ่านคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือก็ได้ ที่สำคัญพนักงานของคุณยังสามารถเลือกจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเองได้อีกด้วยนะ

เพราะบางครั้งการพูดคุยปรึกษากันในที่ทำงานอาจช่วยพนักงานได้เพียงชั่วคราว ถ้าอยากให้พนักงานไม่ต้องเจอกับปัญหา Burnout หรือความเครียดในที่ทำงาน ลองให้อูก้าช่วยดูแลสุขภาพใจของพนักงานได้ นอกจากจะได้รับการบริการจากนักจิตวิทยาและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว องค์กรยังได้รับการรายงานผลที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อให้แก้ไขได้ตรงจุดอย่างทันท่วงที นอกจากนี้เราสามารถดูแลได้ตั้งแต่ขั้นประเมิน ปรึกษา บำบัด และหาทางออกร่วมกันให้กับทุกปัญหา คุณสามารถมั่นใจได้ว่า อูก้าจะเป็นส่วนช่วยให้พนักงานของเรามีแบ็คอัพทางใจที่จะไม่มีวันทิ้งให้เขาหรือเธอต้องเจอกับปัญหา Burnout อย่างแน่นอน!

หากสนใจสามารถทัก  inbox เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ หรือติดต่อให้ข้อมูล ชื่อ เบอร์โทร ชื่อบริษัทและอีเมลกับเรา สำหรับการลงทะเบียนเพื่อใช้งานได้ทันที เรื่องของใจให้อูก้าช่วยรับฟังนะคะ ❤️

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/burnoutblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth
#สุขภาพจิต #เครียด #ซึมเศร้า #พบจิตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.bangkokhospital.com/content/burnout-syndrome

paolohospital.com/th-TH/phahol/Article/Details/บทความ-สุขภาพจิต/เครียดเกินไป-ระวัง-BURNOUT-SYNDROME-ภาวะหมดไฟในการทำงาน

Read More
พบจิตแพทย์ ซึมเศร้า เครียด กลัวความรัก

OOCAknowledge : Philophobia รู้จักอาการกลัวรัก เพราะที่ใดมีรัก…ที่นั่นอาจมีทุกข์

คนเรามีเรื่องที่กลัวแตกต่างกัน ความรู้สึกกลัวที่ฝังอยู่ลึกๆ ในใจของมนุษย์มากบ้างน้อยบ้าง ที่คุ้นหูกันดี เช่น กลัวความมืด กลัวความสูง หรือกลัวแมลง แต่บางคนบอกว่าตัวเองไม่กลัวอะไรเลย จริง ๆ แล้วเราแค่ไม่รู้หรือไม่เคยมีอะไรไปสะกิดความกลัวนั้นให้ตื่นขึ้นมาทำงานหรือเปล่า แล้วความกลัวบางรูปแบบก็เกิดขึ้นเพราะประสบการณ์เฉพาะตัวบุคคล หนึ่งในความกลัวประเภทหลังที่น่าสนใจมาก ๆ คือ Philophobia หรือโรคกลัวความรัก

.

อาการของโรคกลัวความรักคล้ายกับโรควิตกกังวล เช่น ใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก เหงื่อออก คลื่นไส้ ตัวสั่น และเกิด Panic Attack ทุกครั้งที่นึกถึงการสร้างความสัมพันธ์ เหมือนถูกจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว อาจจะฟังดูน้ำเน่าแต่อาการพวกนี้เกิดขึ้นจริง นอกจากอาการเชิงกายภาพแล้ว อาการอื่น ๆ ของโรคนี้คือการไม่เปิดใจให้ใครก็ตามเข้ามาในพื้นที่ของตัวเอง มักขีดเส้นไว้ชัดเจนและมีกำแพงตั้งสูงกว่ารั้วบ้าน หรือถึงแม้เข้ามาได้ก็ไม่สามารถจะประคับประคองความสัมพันธ์เอาไว้ได้นาน เพราะความรู้สึกไม่มั่นคงทางใจ ทำให้หลาย ๆ ครั้ง เขาจะสลับไปมาระหว่างหึงหวงคู่รักมาก ๆ กับผลักคู่รักออกจากตัวเองโดยไม่รู้ตัว

.

ความรักเป็นสิ่งที่เข้าใจตรงกันว่าเป็น “ความรู้สึกด้านบวก” แล้วทำไมคนเราถึงกลัวความรักได้ ?

ความรู้สึกกลัวที่จะมีความรักเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ที่เป็นแผลใจในอดีต โดยเฉพาะในวัยเด็ก ประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย สั่นคลอนความรู้สึก เช่น พ่อแม่หย่าร้าง ความรุนแรงในครอบครัว การโดนปฏิเสธ ไม่ได้รับการตอบสนองทางอารมณ์ ประสบการณ์ทางความรักของตัวเองที่จัดอยู่ใน Toxic Relationship และการเป็นคนที่เกิดขึ้นมาในวัฒนธรรมและศาสนาที่เข้มงวดในเรื่องการมีความรักความสัมพันธ์ และปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้เราปิดใจ กักเก็บความรู้สึกรักให้จมลึกลงไปโดยไม่รู้ตัว โดยพบว่าผู้มีอาการกลัวความรักมักเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

.

ฉะนั้นการรักษาโรคกลัวความรักนั้นมีสองระดับ ในระดับตัวบุคคลคือการบำบัดผ่านจิตแพทย์และนักจิตบำบัด และการบําบัดทางความคิดและพฤติกรรม หรือ Cognitive behavioral therapy (CBT) ที่จะมาช่วยปรับความคิดและความเชื่อเฉพาะตัวที่มี เพื่อให้เขาหลุดออกจากกรอบความคิดที่ผิดเพี้ยนไปจากโลกความจริง (Cognitive distortion)

.

นอกจากนี้การรักษาในระดับที่สำคัญมากไม่แพ้กันคือในระดับสังคม ความรุนแรงในครอบครัวและระหว่างคู่รักทำให้เกิดประสบการณ์ที่เลวร้ายมากกว่าโรคกลัวความรักอย่างเดียว นั่นคือผลกระทบทางจิตใจ ทั้งโรคซึมเศร้า ความวิตกกังวล การใช้สารเสพติด ไปจนถึงการทำร้ายตัวเอง ส่วนวัฒนธรรมหรือค่านิยมที่มีข้อจำกัดหรือบีบคั้นมาก ๆ อาจถึงเวลาที่ต้องมาทบทวนกันว่า ในเมื่อความรักเป็นเรื่องของคนสองคน เราจะให้บทบาททั้งคู่ในการแสดงความเห็นในเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองได้หรือไม่ ? นี่อาจเป็นความท้าทายต่อจากนี้ที่เราควรต้องคำนึงถึงอนาคตของเรื่องสุขภาพใจ

.

หากใครที่อ่านบทความนี้แล้วไม่แน่ใจว่ามีอะไรขัดขวางความสัมพันธ์อยู่หรือเปล่า เกิดสงสัยว่าทำไมเราไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงได้ อึดอัดกับคนรอบข้างอยู่บ่อย ๆ หรือว่าเราอาจจะกลัวความรัก ? ถ้าคุณมีความกังวลใจก็สามารถมาเล่าให้อูก้าฟังได้ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาของเรายินดีให้คำปรึกษาทุกคนเสมอ

อ้างอิงข้อมูลจาก :

https://www.medicalnewstoday.com/articles/philophobia#treatment

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/pdf/Cognitive behavior therapy.pdf

https://www.fearof.net/fear-of-love-phobia-philophobia/

https://www.tripboba.com/article_health_know-more-about-philophobia-and-how-to-treat-it.html

https://www.medicinenet.com/domestic_violence/article.htm

#OOCAknowledge

———————————————————————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย

🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/philophobiablog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

#OOCAitsOK#WeWillListen#เรื่องของใจให้เรารับฟัง#แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา#mentalhealth

Read More
เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์ Apathy ไม่แสดงความรู้สึก

OOCAstory : Apathy ฉันเลือกที่จะไม่ยินดียินร้าย เพราะกลัวใจตัวเองเจ็บ

เราต่างคุ้นเคยคำว่า ‘Empathy’ กันเป็นอย่างดี ใคร ๆ ก็บอกก็สอนให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราเพราะจะทำให้เราเข้าใจความรู้สึกคนอื่น หากเปรียบ Empathy เป็นสิ่งที่ทุกความสัมพันธ์มองหา คงหนีไม่พ้นต้องรู้จัก Sympathy หรือความเห็นอกเห็นใจและร่วมรู้สึกไปกับอีกฝ่าย ซึ่งนั่นไม่ใช่ความเข้าใจ แต่เราเอาใจไปใส่กับเรื่องของอีกฝ่ายมากเกินไป

แล้วถ้าเราไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งรอบตัวเลย จะหมายความว่ายังไง ?

เมื่อขาดอารมณ์หรือแรงจูงใจโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับคนอื่น กิจกรรมหรือสิ่งของ อยู่ในสภาพเฉยเมยหรือไม่ใส่ใจ ขาดความหลงใหลและความปรารถนา อาจเกิดจากการที่เราเก็บกดทางอารมณ์นำไปสู่การไม่แยแสต่อสถานการณ์ใด ๆ ก็ตาม เรียกว่า ‘Apathy’ และแน่นอนว่าอารมณ์ที่เราเฉยเมยไม่สนใจสิ่งรอบตัว ดูเผิน ๆ เหมือนคนเย็นชา หรือเหมือนในละครน้ำเน่าที่ชอบว่ากันว่า ‘เป็นคนไร้หัวใจ’ ย่อมกระทบความสัมพันธ์และความสุขในชีวิต

ภาวะแบบนี้มีอยู่จริงแต่สาเหตุมาจากอะไรกัน เพราะ Apathy ไม่ใช่อารมณ์ฉุนเฉียวโกรธเคือง ไม่ใช่ว่ามุ่งร้ายต่อใคร เพียงแต่ขาดความสนใจในสิ่งนั้น ท่ีน่าสนใจคือ Empathy สามารถมาพร้อมกับ Apathy ได้ เช่น เราสามารถเข้าใจความรู้สึกคนอื่นได้ แต่ไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปแสดงความรู้สึกอะไรทั้งนั้น เราเลือกที่จะทำเป็นไม่แยแสก็ได้ ดังนั้น Apathy กับ Sympathy มักไม่ไปด้วยกัน เพราะคนที่มี Sympathy จะห้ามตัวเองไม่ให้อินได้ยาก

แต่ภาวะไร้อารมณ์ (Flat Affect) ที่เกิดขึ้นจะต้องวินิจฉัยกันอีกทีว่าเป็นเพราะโรคทางจิตเวช โรคทางระบบประสาทหรือสมองได้รับความกระทบกระเทือน ทำให้เราไม่รู้สึกอะไรจริง ๆ หรือเราแค่แสร้งทำเหมือนไม่แยแสอะไร ขาดแรงจูงใจในชีวิต แต่ลึก ๆ เราก็ยังไหวตามอยู่หรือเปล่า อาจด้วยประสบการณ์บางอย่างหรือบาดแผลที่เจ็บช้ำหยั่งรากลงไปในใจเรา ทำให้เราปิดตายความรู้สึกของตัวเองและเก็บกดมันลงไปทุกครั้งที่เรา ‘รู้สึก’ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บปวดอีก

“มีหัวใจแต่ไม่อยากปฏิสัมพันธ์…ฉันขอเลือกตัดความรู้สึกเชื่อมโยงถึงสิ่งอื่นทิ้งไป”

อย่างที่รู้ว่าอะไรที่มากเกินมันย่อมท่วมท้น ความรู้สึกก็เป็นหนึ่งในนั้น ห่วงใยมากไป ใส่ใจมากไป รักมากเกินไป เมื่อความรู้สึกต่าง ๆ เกินพอดีใจของเราก็พัง ทางออกของคนส่วนใหญ่ไม่ใช่การทุ่มลงไปเท่าเดิม แต่เราจะค่อย ๆ ‘ถอนความรู้สึก’ ออกจากสิ่งนั้นทีละนิด ๆ จนวันหนึ่งก็จางและหมดไปเอง

.บางครั้งการถูกกดดัน กระตุ้นหรือบังคับก็นำไปสู่ Apathy ได้เช่นกัน เพราะลำบากใจหรือไม่รู้จะตอบสนองอย่างไร แม้จะรับรู้ถึงแรงกระแทกรอบตัวแต่เรากลับไม่มีพลังที่จะลุกขึ้นมาลงมือทำ เลยเลือกที่จะไม่แสดงอารมณ์หรือพฤติกรรมอะไรเลยดีกว่า ดังนั้นการที่เราเห็นใครสักคนที่เขามีสีหน้าเรียบเฉย ดูไม่ยินดียินร้ายกับโลกภายนอก อย่าเพิ่งรีบตัดสินว่าเขาเห็นแก่ตัว ขาดความตระหนักรู้หรือไม่นึกถึงประโยชน์ของส่วนรวม เพราะนั่นเป็นเพียงวิธีที่เขาเลือกแสดงออก

แท้จริงแล้ว…เขาอาจกำลังปกป้องหัวใจตัวเองอยู่ก็เป็นได้

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงการแสดงความรู้สึก หรือไม่รู้จะตอบสนองคนอื่นอย่างไร เราสามารถมาพูดคุยกันได้ จิตแพทย์และนักจิตวิทยาจากอูก้าจะมาช่วยคุณสำรวจความรู้สึกที่อยู่ในใจ เพราะให้คุณไม่ต้องอึดอัดอีกต่อไป เรื่องของใจให้อูก้าช่วยรับฟังนะ

#OOCAstory #OOCAitsOK #WeWillListen #เรื่องของใจให้เรารับฟัง #แอปปรึกษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยา #mentalhealth

——————————————–

ปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ฯ นัดคุยได้เลย
🔹 ดาวน์โหลดแอปฯ หรือคุยผ่านเว็บไซต์ > https://ooca.page.link/apathyblog
✨ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและบริการของ Ooca ได้ที่ > https://ooca.page.link/oocaservice
📬 พบปัญหาการใช้งาน ทักแชทมาหาเรา > bit.ly/msgfbooca

Read More
เครียด ซึมเศร้า พบจิตแพทย์ ไฮเปอร์เวน โรคเรียกร้องความสนใจ

OOCAknowledge: Hyperventilation Syndrome ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่ร่างกายมันไปเอง

การบ้านเยอะจนเครียด เรียนออนไลน์ก็ไม่รู้เรื่อง

หัวหน้าดุอีกแล้ว งานที่ทำกำลังฆ่าเราอย่างช้า ๆ

คนที่รักกลับกลายเป็นเฉยชา ครอบครัวก็ไม่สนใจ

.

เคยไหมทุกสิ่งที่เข้ามาทำให้เรารู้สึกเครียดจนทนไม่ไหว ?

รู้สึกเครียดและวิตกกังวลกับอะไรบางอย่างจนหายใจไม่ออก เคลื่อนไหวร่างกายไม่ถนัด หายใจเข้าไปเท่าไหร่อากาศก็ไม่ลงปอดเสียที มีอาการหูอื้อ หน้ามืด เวียนหัวเหมือนจะเป็นลม มือเย็นเท้าเย็น บางทีก็เกิดอาการมือจีบ ตัวเกร็งไปหมด และอาการเหล่านี้มักจะมาในช่วงที่คุณรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลมาก ๆ ซ้ำร้ายคนรอบตัวยังไม่เข้าใจ และคิดว่าคุณอาจกำลัง ‘เรียกร้องความสนใจ’ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย นี่เราเป็นอะไรกันแน่นะ ?

.

Hyperventilation Syndrome ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์

สิ่งที่คุณเป็นอยู่ (หรือคนใกล้ตัวของคุณกำลังเป็น) อาจจะเป็นอาการของ ‘Hyperventilation Syndrome’ หรือ ‘ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์’ ซึ่งมีสาเหตุมาจากด้านอารมณ์และจิตใจ ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล รู้สึกกลัว ประหม่า โดยก่อนเกิดอาการพบว่าผู้ป่วยมักประสบภาวะกดดันทางจิตใจ เช่น ปัญหาการเรียน รู้สึกเครียดจากที่ทำงาน ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หรือเผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกตื่นกลัว เครียด กังวลมาก ๆ จนทำให้เกิดภาวะ Hyperventilation ขึ้น

.

ภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์นี้เกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ ประมาณ 20-30 นาทีเท่านั้น พบว่าเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีอาการ ร่างกายจะหายใจเร็ว หอบลึก ทำให้มีออกซิเจนในเลือดมากกว่าปกติ และระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตามมาคือ รู้สึกหายใจลำบาก เหมือนหายใจเท่าไหร่ก็ไม่พอ หัวใจเต้นแรง ใจสั่น รู้สึกหวิว ๆ หน้ามืดและเวียนหัว และเมื่อออกซิเจนในเลือดมากเกินไปฉับพลันก็นำไปสู่ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ทำให้มือเท้าจีบเกร็ง มือเท้าเย็น ชาบริเวณปลายมือปลายเท้า

.

ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่ร่างกายมันไปเอง

ถึงแม้ว่าอาการนี้จะไม่ส่งผลอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็อาจจะรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่สำคัญคือสภาพจิตใจที่อาจจะเหนื่อยล้ากับอาการที่เป็นอยู่ หลายคนที่มีอาการนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นอะไร แถมยังถูกตัดสินด้วยอคติ ว่าเรียกร้องความสนใจบ้างแหละ ทำตัวนางเอกบ้างแหละ

.

อย่างเช่นกรณีของบางมหาวิทยาลัยที่มีการรับน้อง นิสิตนักศึกษาปีหนึ่งที่พึ่งผ่านพ้นวัยมัธยมมาสด ๆ ร้อน ๆ ปรับตัวกับวัฒนธรรมและบรรยากาศใหม่ ๆ ไม่ทัน จนเกิดภาวะหายใจหอบเพราะอารมณ์ หน้ามืด จะเป็นลม มือจีบกันอยู่บ่อยครั้ง หรืออย่างวัยทำงานช่วงที่ต้องเตรียมนำเสนองานกับลูกค้าแล้วรู้สึกเครียด วิตกกังวลมากจนหายใจไม่ทัน แม้กระทั่งในเด็กเล็กเองก็มีอาการนี้ได้เช่นกัน เมื่อรู้สึกขัดใจ ตกใจ เครียดกับสถานการณ์ตรงหน้า จนทำให้เกิดอาการนี้ขึ้น

.

น่าเศร้าที่หลายครั้งคนเหล่านี้กลับถูกมองว่าเป็นพวกชอบเรียกร้องความสนใจ หรือ ‘Attention Seeker’ เนื่องจากภาวะนี้เกิดขึ้นจากใจที่โดนกระทบกะทันหัน หรือจากอารมณ์ที่กดดัน บางครั้งใจพยายามควบคุมแล้ว แต่ร่างกายดันตอบสนองออกมาเป็นอาการที่แม้แต่คนที่เป็นบางคนก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็น ซึ่งภาวะนี้หากเป็นหลาย ๆ ครั้ง ร่างกายอาจกระตุ้นให้เกิดอาการขึ้นมาเองได้แม้จะไม่ได้เครียด เช่น บางครั้งแค่ถอนหายใจลึก ๆ ก็เริ่มเกิดอาการหายใจหอบได้จนคล้ายกับแกล้งทำ คนรอบข้างเลยคิดว่าเป็นเพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ และทำให้คนที่มีภาวะนี้รู้สึกเครียดและวิตกกังวลเพิ่มขึ้นจนทำให้อาการแย่กว่าเดิม

.

ถ้าเกิดอาการแบบนี้ ควรทำอย่างไรดี?

1.พยายามควบคุมสติและหายใจให้ช้าลง เพราะอาการที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการหายใจเร็วเป็นหลัก พยายามนับจังหวะหายใจเข้าออก หากควบคุมลมหายใจได้ก็จะทำให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้น

2.คลายเคียด หาทางป้องกันด้วยการเสริมสร้างสุขภาพจิตให้แข็งแรงขึ้น และเสริมความแข็งแรงของร่างกาย ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการ

3.ควรพบจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการรักษาหรือการใช้ยาช่วยเหลือตามความจำเป็น

.

เพราะร่างกายรู้ดี…สิ่งสำคัญคือการ ‘ดูแลใจ’

นอกจากวิธีการดูแลร่างกายแล้ว การดูแลตัวเองทางใจก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากเราพิจารณาสาเหตุของการเกิด Hyperventilation จะเห็นได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับสภาวะของจิตใจเป็นหลัก โดยเฉพาะความเครียดและความรู้สึกวิตกกังวล สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้คือ “การดูแลใจ” ให้ดี หมั่นตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกตัวเองบ่อย ๆ พูดคุยปรึกษากับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่ไว้ใจ เพื่อช่วยลดความวิตกกังวล ที่สำคัญคือ “การปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” ที่จะช่วยให้ตัวเราเข้าใจภาวะนี้ได้ดีขึ้น รู้วิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียดที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะควบคุมภาวะดังกล่าวได้

.

นอกจากการดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญกับใจก็คือแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง หากเราเป็นคนหนึ่งที่มีอาการนี้หรือมีคนใกล้ตัวประสบปัญหาเหล่านี้ อย่าลืมว่าเขาต้องได้รับการดูแลรักษา ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขา ‘แกล้งทำ’ แต่เป็นเพราะจิตใจกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ดังนั้นเราต้องเข้าใจและรับฟัง รวมถึงเป็นที่พักพิงทางใจในเวลาที่พวกเขาต้องการใครสักคนเคียงข้าง

.

หากคุณจะกำลังเผชิญกับความเครียดและความวิตกกังวลแบบไหน หรือคุณอาจจะกำลังมีอาการเหล่านี้อยู่หรือไม่ ทางอูก้ามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาพร้อมช่วยเหลือและรับฟังคุณอยู่เสมอ มาดูแลใจไปด้วยกันนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก :

https://www.manarom.com/blog/Hyperventilation_Syndrome.html

https://med.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/pdf/Hyperventivation syndrome.PDF

https://www.pobpad.com/hyperventilation

Read More
ยอมแพ้กับชีวิต

OOCAstory: ‘อ่อนแอก็แพ้ไป’ ทำไมความอ่อนแอถึงถูกมองว่าพ่ายแพ้

หากจะตัดสินว่าใครอ่อนแอ ลองถามใจตัวเองก่อนว่า “เรากล้าหาญพอจะโอบกอดความเจ็บปวดหรือยัง?” เส้นทางที่เราจะชนะไปตลอดมันไม่มีจริงหรอกนะ

มีแต่มนุษย์ที่ยอมรับความอ่อนแอเท่านั้นแหละ ที่จะเข้มแข็งและไปต่อได้

“อย่าอ่อนแอสิ”

“แค่นี้ก็ทนไม่ไหว แล้วจะไปรอดหรอ?”

“เข้มแข็งหน่อย ทำไมยอมแพ้ง่ายจัง”

เหมือนจะเป็นคำกึ่งพูดเล่นพูดจริงที่ใช้หยอกกัน แต่สำหรับใครบางคนคำนี้เป็นเหมือนคำดูถูก บั่นทอนและตอกย้ำให้เจ็บปวด จากการสอบถามในเพจและไอจีของอูก้าว่า “คำพูดไหนที่ได้ยินแล้วไม่เคยลืม” หลายคนตอบว่า “อ่อนแอ” เพราะทำให้เสียความรู้สึกมากๆ ไม่รู้ว่านับเป็นการบูลลี่ไหม แต่ได้ยินทีไรก็อยากจะร้องไห้ทุกที

.

แล้วทำไมคนเราจะ “อ่อนแอ” บ้างไม่ได้ เพราะเป็นมนุษย์นี่แหละถึงอ่อนแอได้ ร้องไห้เป็น

การฝืนทำตัวเข้มแข็งก็เหนื่อยเหมือนกันนะ คนเราต้องมีวันที่เสียน้ำตากันบ้างแหละ

แต่กลับเป็นเรื่องยากสำหรับหลายๆคนที่จะยอมรับว่าตัวเองกำลัง “อ่อนแอ”

.

เพราะชีวิตคือการแข่งขัน เราถูกสอนให้เป็นคนดี เป็นคนเก่ง ถ้ายังไม่เป็นที่หนึ่ง

ก็ต้องพยายามให้มากขึ้นอีก เพราะจุดหมายที่ทุกคนอยากจะไปถึงมีพื้นที่จำกัด

ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงและคนที่เข้มแข็งเท่านั้น ถึงจะขึ้นไปได้

.

นี่เป็นภาพจำและความคิดที่ฝังอยู่ในหัวเรามาตั้งแต่เด็ก เราถูกเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ

เรามีภาพที่เราอยากจะเป็น แต่เราผิดไหม ถ้าวันหนึ่งเราไปไม่ถึงจุดที่ทุกคนคาดหวัง

หรือถ้าสุดท้ายเราเปลี่ยนใจไปเลือกทางอื่น นั่นคือเรา “พ่ายแพ้” แล้วหรอ?

.

ใครเป็นคนตัดสินกัน ว่าคนนี้ “อ่อนแอ” ส่วนเธอหน่ะ “พ่ายแพ้”

จริงๆ เป็นการนิยามขึ้นมาเองทั้งนั้น ไม่มีอะไรตายตัวหรอกว่าเส้นทางชีวิตแบบไหนคือชนะ แบบไหนคือแพ้ ทุกคนแค่ต้องเรียนรู้กันต่อไป

.

น่าดีใจเสียอีกที่เรารู้ตัวว่าเรา “อ่อนแอ” ได้ เพราะหลังจากนี้เรามีแต่จะเข้มแข็งขึ้น

คนอ่อนแอเท่านั้นที่จะรู้วิธีเยียวยาใจตัวเองและดูแลใจคนอื่น

อย่าพยายามเข้มแข็ง ทั้งที่ในใจแตกสลายเลย ไม่อย่างนั้นข้างในคงได้พังเข้าสักวัน

.

ไม่มีใครอยากอ่อนแอหรอกนะ อย่าผลักไสพวกเขาออกไปเพียงเพราะเราได้เห็นบางมุมที่เขาเปราะบาง

ที่จริงเขากล้าหาญมากต่างหากที่แสดงออกว่า “ไม่ไหว” กล้าที่จะยื่นมือออกมาขอความช่วยเหลือ

อย่าตัดสินคนอื่นสิ่งที่เราเห็นเพราะเราไม่ได้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตเขา เขาอาจจะเลือกให้เราเห็นแค่บางมุมก็ได้

.

เปลี่ยนจากคำว่า “อย่าอ่อนแอสิ” เป็น “เธอเก่งมากแล้ว” หรือคำพูดอื่นๆ ที่อบอุ่นใจดีกว่านะ

ทุกคนจะได้รู้สึกมีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อ “อ่อนแอไม่แพ้หรอก…ชนะใจตัวเองแล้วต่างหาก”

.

อูก้าขอส่งพลังบวกให้ทุกๆ คนที่กำลังต่อสู้กับสิ่งรอบตัว ถ้าวันไหนรู้สึกไม่ไหว นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ของเราพร้อมเสมอที่จะรับฟังปัญหาใจของคุณ นัดหมายได้ตามวันและเวลาที่สะดวกเลยนะคะ

Read More
วิธีดูแลคนป่วยโรคซึมเศร้า

OOCAissue: How to ดูแลคนรักที่ป่วยใจ ด้วยโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล

โรคทางใจส่งผลต่อความสัมพันธ์หรือไม่ ?

ต้องยอมรับว่าคู่รักหลายคู่เดินมาถึงทางตันเพราะปัญหาสุขภาพใจ ไม่ใช่แค่ภาวะเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้าจะกัดกินแต่คนเป็นเท่านั้น คนรักที่อยู่ข้าง ๆ คอยดูแล คอยรับฟังก็ถูกบั่นทอนเช่นกัน เพราะการดูแลใจใครสักคนต้องใช้ทั้งความเข้าใจและพลังเป็นอย่างมาก เมื่อวันเวลาผ่านไปทั้งสองฝ่ายต่างอ่อนแอลง ทำให้ไปถึงจุดที่ไม่สามารถประคับประคองความสัมพันธ์ต่อไปได้ ฝ่ายที่ป่วยใจก็รู้สึกผิด เกิดการโทษตัวเองที่เป็นแบบนี้ ทำให้คนรักเหนื่อยล้า ในขณะที่อีกฝ่ายไม่อยากทอดทิ้งกันไปเวลาที่เขากำลังเปราะบาง แต่ตนเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้คนรักรู้สึกดีขึ้น จึงเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวในความสัมพันธ์

.

แต่ถ้าเรามีความรู้เกี่ยวกับภาวะหรือโรคที่อีกฝ่ายกำลังเป็น รวมถึงเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังรู้สึกและเผชิญอยู่ เราก็อาจดูแลและรักษาความสัมพันธ์นี้เอาไว้ได้

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

#เรียนรู้และเข้าใจคนที่เรารัก ความคาดหวังของเราก็จะลดลง เมื่อเข้าใจก็สามารถช่วยดูแลคนที่คุณรักให้ฟื้นคืนได้ คนรักรู้สึกเศร้า ไร้ค่า สิ้นหวัง  ถอนตัว ภาวะซึมเศร้าอาจทำให้จมกับอารมณ์ความคิดลบ ลดความสนใจสังคมและกิจกรรมที่เคยมีความสุข ในเวลาที่เค้าซึมเศร้า เค้ากังวล ภาวะซึมเศร้าส่งผลให้เขาพูดหรือกระทำบางอย่างที่กล่าวโทษว่าคุณเป็นต้นเหตุ เข้าใจว่าคุณไม่ได้เป็นต้นเหตุทำแฟนซึมเศร้า ดังนั้นอย่าถือสากันและกันเลยนะ

.

#สื่อสารคำถามปลายเปิดและฟังคนรักอย่างใส่ใจ  การนั่งเคียงข้างและรับฟังโดยไม่ตัดสิน คุณสามารถจับมือ โอบกอด และสามารถตอบสนองด้วยคำพูด อาทิ “มีอะไรที่เราสามารถทำได้เพื่อช่วยเธอบ้าง” “เธอมีความสำคัญกับเรานะ” “เราอยู่ตรงนี้เสมอ” และ “เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

.

สำหรับวิธีการดูแลคนรักที่เหมาะสม ทำได้หลายวิธีด้วยกัน

#คำตอบจากนักจิตวิทยา

#หลีกเลี่ยงการพูดที่เป็นการกดดัน ในรูปประโยค You message เช่น “คุณไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองเลย” “ทำไมเธอไม่รู้จักอดทนบ้าง” ให้ใช้ประโยค I message แทน ที่ไม่ต้อนหรือควบคุมอีกฝ่าย เช่น “ฉันเห็นคุณค่าในตัวเธอและอยากเห็นเธอทำสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ”

.

#รู้สัญญาณเตือนการคิดสั้น เริ่มจากสังเกตเป็น เข้าใจสัญญาณอันตรายและรีบขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันที ได้แก่ หากมีการวางแผน คิดสั้น มีอารมณ์ที่ขึ้นลงรุนแรง บุคลิกภาพเปลี่ยน การถอนตัวออกจากสิ่งที่ชอบทำและผู้คน รู้สึกสิ้นหวังอย่างมาก สำคัญที่สุดคือพยายามอยู่เคียงข้าง เพื่อลดการแยกตัว ลดการตัดสินใจที่เค้าจะทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด

.

#ปรับไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใหม่ๆ มีประโยชน์มากในการฟื้นฟู ลองวางแผนออกกำลังกายร่วมกัน อยู่กับเขาเพื่อลดความเครียด วางแผนรายวันรายสัปดาห์ที่จะไปทำกิจกรรมต่างๆ โดยเริ่มต้นกิจกรรมเล็กๆก่อน เพื่อช่วยให้คนที่คุณรักค่อยๆปรับตัว ที่สำคัญแบ่งเป้าหมายใหญ่ให้เป็นเป้าหมายขนาดเล็ก การทำตามขั้นตอน เพื่อช่วยให้ทำสิ่งต่างๆ สำเร็จได้ง่ายขึ้นในทุกวัน เช่น การลุกขึ้นจากเตียง อาบน้ำ ทานอาหารสุขภาพ ออกกำลังกาย

.

#สนับสนุนคนรักเข้ารับบริการให้การปรึกษา รับการปรึกษาชีวิตคู่ ถ้าคู่ของคุณยินดีร่วมมือ เพื่อให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของคุณก่อนที่จะยุติไป นักจิตวิทยาสามารถทำให้เห็นมุมมองที่คุณสามารถจัดการด้วยตัวคุณเอง และหลีกเลี่ยงรูปแบบที่มักเกิดปัญหาในความสัมพันธ์หรือในความสัมพันธ์ใหม่ ควรเน้นรับการปรึกษาอย่างต่อเนื่องแทนที่จะวินิจฉัยหรือรักษาด้วยตัวเอง

.

อย่างไรก็ตามใจของคนรักและใจของเราต่างสำคัญด้วยกันทั้งคู่ หมั่นฟังเสียงหัวใจตัวเอง ถ้าวันไหนมันบอกว่าไม่ไหว อย่าลังเลที่จะดูแลรักษา อูก้ามีจิตแพทย์และนักจิตวิทยาพร้อมรับฟังทุกปัญหาและช่วยคุณก้าวข้ามทุกอุปสรรคไปได้ เพราะเราเชื่อว่าทุกความสัมพันธ์แข็งแรงได้

ขอขอบคุณคำแนะนำดีๆ จาก พี่พลีส กอบุญ เกล้าตะกาญจน์ นักจิตวิทยาการปรึกษาของอูก้าด้วยนะคะ

Read More
คลับเฮ้าส์ โรคซึมเศร้า

Mindfully Dose #5 “สวัสดีซึมเศร้า” ฉันไหวอยู่…แต่ก็รู้สึก

โรคซึมเศร้าเรียกว่าเป็นโรคฮิตเลยก็ว่าได้ ใคร ๆ ก็บอกว่าฉันเครียด ฉัน sensitive ไปจนถึงฉันเป็นซึมเศร้า แต่จริงๆ เรารู้ได้ยังไงว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า หรือเราควรต้องไปหาจิตแพทย์ได้แล้ว เราได้เจาะลึกโรคซึมเศร้าไปพร้อม ๆ กับพญ. ชัชชญา เพียรจงกล จิตแพทย์ทั่วไป จากแอปพลิเคชันอูก้า และแขกรับเชิญสุดพิเศษ คุณอแมนด้า ชาลิสา ออบดัม MUT 2020 ที่จะมาช่วยตอบคำถามเรื่องของสุขภาพจิต

โรคซึมเศร้าคืออะไร ?

คุณหมอ : ขึ้นชื่อว่า “โรค” ก็บ่งบอกว่าเป็นความผิดปกติทางการแพทย์ ส่งผลให้สารสื่อประสาทในสมองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม ไปจนถึงความจำของเราทำงานผิดปกติ กระทบกิจวัตรประจำวัน ทำอะไรต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าเดิม ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อได้ ควรได้รับการดูแลรักษาเพื่อให้ทุเลาลง ซึ่งต่างจากความเศร้าทั่วไปที่หายดีด้วยตัวเองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เป็นอ่อนแอ ไม่สู้ แต่เขากำลังเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษา บางคนมีอารมณ์เศร้าจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ สำคัญเลยคือสังเกตตัวเองได้ ทำแบบทดสอบได้ แต่ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อเพื่อปรึกษา ประเมินและวินิจฉัย

จะสังเกตได้อาการของโรคซึมเศร้าได้อย่างไร แล้วรักษาให้หายขาดได้ไหม หรือสามารถหายแล้วกลับมาเป็นอีกได้หรือเปล่า ?

คุณหมอ : ลักษณะคือมีอารมณ์เศร้าเบื่อ เป็นทั้งวัน ติดต่อกันเกินสองสัปดาห์ มีความคิดลบมากขึ้น ส่วนใหญ่หากตรวจพบแล้วก็ทานยา พันธุกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดโรคนี้ แต่พบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ 80-90% มาจากสิ่งรอบตัว ความเครียดมากกว่า โรคซึมเศร้าหายได้แต่ต้องอาศัยหลายๆ อย่าง อาจจะกลับมาเป็นใหม่หรือเป็นต่อเนื่องก็ได้เหมือนกัน บางคนหายไปสองสามปีแล้วเป็นอีก บางคนก็หายไปสิบปีละกลับมาเป็นอีก ครั้งแรกอาจจะทานยาต่อ 6-9 เดือนหลังจากหายเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ถ้าเป็นซ้ำ ต่อไปอาจจะเรื้อรัง ทำให้ต้องรักษาหรือทานยานานกว่าเดิม สิ่งกระตุ้นคือความเครียด คนรอบข้าง การงาน การเงินหรือสิ่งแวดล้อม จริงๆแล้วปัจจัยเสี่ยงก็มาจากเรื่องใกล้ตัวคนไข้

Eating Disorder คืออะไร ?

คุณหมอ : Eating Disorder เกิดกับการรับรู้ของเราที่มักจะกังวลเรื่องรูปร่างเป็นพิเศษ มีความเชื่อผิดๆ ทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติไป เช่น อยากผอมมากๆ ไม่อยากทานอาหาร ไปจนถึงล้วงคอ บางเคสของคนที่เป็น ED พบโรคซึมเศร้าร่วมด้วยบ่อยมาก เพราะเราอยู่กับความทุกข์ใจมาเป็นเวลานาน

คุณอแมนด้า : เคยมีประสบการณ์ถูก body shaming ทำให้อยากลดน้ำหนัก เริ่มเข้ายิม มองอาหารเป็นศัตรู แล้วน้ำหนักก็ลดลงอย่างน่ากลัว แต่เรารู้สึกว่าลดเท่าไหร่ก็ไม่พอ มองในกระดูกที่โผล่ออกมายังไม่มากพอ มีอาการล้วงคอ ทานแล้วรู้สึกผิด เหมือนต่อสู้กับตัวเองตลอด ใจนึงก็บอกว่าต้องทาน แต่อีกใจก็อยากผอม ตอนนั้นคนรอบตัวสังเกตเห็นทำให้เรารู้สึกตัว เพื่อนถามว่า เราต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม ? ตอนนั้นเราก็บอกว่าเราโอเค เหมือนลึกๆเรารู้ว่าเราไม่เหมือนเดิมแต่เราไม่อยากหาย เพราะถ้าหายเราจะไม่ผอมอย่างที่เราตั้ง goal ไว้

เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างไร ? โรค ED สามารถรักษาให้หายขาดได้ไหม ?

คุณอแมนด้า : ตอนนั้นเรากลับมาที่เมืองไทย ครอบครัวคอยให้กำลังใจเรา ไม่เคยใช้คำพูดที่ต่อว่าให้เราไปรักษาเลย เราก็เริ่มคิดได้ว่าคนรอบตัวรักเราขนาดนี้ เราต้องดูแลตัวเอง เราต้องหาย ใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะกลับมากินอาหารได้ปกติ เหมือนเราต้องสร้าง relationship กับอาหารใหม่ทุกครั้งที่เราตักข้าวเข้าปาก เราต้องต่อสู้กับความคิดของตัวเองตลอดเวลา แต่กำลังใจสำคัญมากๆ

คุณหมอ : โรคทางจิตเวชมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เราอาจรู้สึกหายขาดอยู่ช่วงเวลานึง แต่อาการก็อาจจะกลับมาได้ตลอดถ้ามีอะไรเข้ามากระทบ เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลตัวเอง หมั่นสังเกต อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและคนรอบข้างก็อาจจะคอยช่วยเหลือด้วย

ในประเทศไทยคิดว่าคนเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตมากน้อยแค่ไหน รวมถึงโรคซึมเศร้าด้วย ?

คุณอแมนด้า : โรคซึมเศร้าเป็นคำที่เราได้ยินบ่อย แต่คนส่วนใหญ่อาจยังไม่เข้าใจความหมาย ส่วนตัวเราไม่เคยเป็นโรคซึมเศร้า แต่จากประสบการณ์ของเรา ก็คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก สุขภาพจิตเป็นเรื่องกว้างมาก บางทีคนก็พูดไปในเชิงล้อเล่น

คุณหมอ : ปัจจุบันหมอรู้สึกว่าคนกล้าเข้ามาหามากขึ้น จำนวนคนมาโรงพยาบาลก็เยอะขึ้น หรือแม้แต่ในแอปฯ อูก้าก็ด้วย คิดว่าคนเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้ว จริงๆ สื่อมีส่วนช่วยในการสร้างความตระหนักมากเหมือนกัน

ในมุมของคนที่อยู่ท่ามกลางสื่อ เป็นจุดสนใจ มีความเครียดหรือรู้สึกกดดันมากกว่าคนทั่วไปไหม ?

คุณอแมนด้า : จริงๆ ด้ามองว่าทุกคนมีความเสี่ยงเท่ากัน เพราะทุกคนต่างต้องเจอแรงกดดัน อยากให้เอาแรงกดดันมาทำให้เป็นเรื่อง positive เราจะดูว่าหน้าที่ของเราความผิดชอบของเราคืออะไร ด้ามีสองวิธีด้วยกัน อย่างแรกโฟกัสที่เป้าหมาย เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร อย่างที่สองหา support system ที่ดี คนรอบข้างที่รักและเป็นกำลังใจให้เรา

ในฐานะคนใกล้ชิดคนที่เป็นโรคซึมเศร้า เราจะทำอย่างไร ? พฤติกรรมหรือคำพูดอะไรที่เราต้องระวังเป็นพิเศษ ?

คุณหมอ : ก่อนอื่นเราต้องพยายามทำความเข้าใจว่า เขากำลังคิดอะไร รู้สึกอะไรอยู่ แล้วก็รับฟังเขาอย่างไม่ตัดสิน อยู่ข้างๆ และเป็นกำลังใจให้เขา ส่วนคำพูดและการกระทำสำคัญที่ “เจตนา” ความตั้งใจและความหวังดีของเราจะทำให้เขารับรู้ได้ บางคนอาจจะหวังดีแต่พูดไม่เป็น หมอคิดว่าบางคำอาจจะไม่ดี เช่น บอกปัด ให้ไปเข้าวัดฟังธรรม ให้ปลง หรือบอกเขาว่า “เลิกเศร้าได้แล้ว อย่าคิดมาก” บางทีมันเป็นโรค เขาเลิกคิดไม่ได้ “ทำไมไม่หาย” “ทำไมเลิกคิดไม่ได้” จะทำให้เขารู้สึกไม่ดี

อย่างคำว่า “สู้ๆ” ทำไม่ควรใช้ ? เพราะเหมือนให้เขาสู้อยู่ลำพัง รู้สึกโดดเดี่ยว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับบางคน สำหรับคำนี้ บางคนก็รู้สึกว่าเพื่อนเป็นห่วง พูดได้ อีกอย่างที่ต้องระวัง คือ เรารู้สึกว่าเราพูดดีแล้ว ให้กำลังใจเต็มที่แล้ว แต่ด้วยโรคทำให้คนเป็นซึมเศร้าตีความไปทางลบได้ ซึ่งเราก็ไม่ได้พูดอะไรผิดเพียงแต่เขาไม่สามารถมองในทางบวกได้ อาจบอกเขาตรง ๆ ว่าเราเป็นห่วงและอยากให้เขาได้รับความช่วยเหลือ

Q&A

ถาม : ครอบครัวมีคนเป็น depression , anxiety , bipolar ในต่างประเทศการไปหาหมอหรือนักจิตฯ เป็นเรื่องปกติมาก อยากถามว่าในประเทศไทยมีการแยกชัดเจนไหมระหว่างหมอกับนักจิตฯ แล้วจะไปหานักจิตวิทยาที่ไหนดี ?

คุณหมอ : อย่างประเด็นแรกจิตแพทย์ต้องเรียนจบหมอ ต่อเฉพาะทาง จะสามารถจ่ายยาและทำจิตบำบัดได้ แต่ด้วยความที่ภาระงานเยอะ (ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล) ทำให้จิตแพทย์ไม่ค่อยมีเวลาทำจิตบำบัด ส่วนนักจิตวิทยาจะเชี่ยวชาญเรื่องการทำจิตบำบัดในรูปแบบต่าง ๆ ปกติแล้วหมอจะทำงานร่วมกับนักจิตวิทยา อ่านแฟ้มคนไข้จากนักจิตวิทยา มีการประสานงานกัน ทำ conference ร่วมกัน ขึ้นอยู่กับเคสด้วย จริงๆ ถ้าเทียบกับต่างประเทศต้องบอกว่าเราเข้าถึงจิตแพทย์และนักจิตวิทยาได้ง่ายกว่ามาก อย่างในแอปฯ อูก้าก็ถือว่ามีจำนวนเยอะมากๆ

ถาม : เราเคยคิดว่าพอเราเศร้าก็หายเศร้าสิ แต่จริงๆเราเข้าใจผิด เราเริ่มมาศึกษาและสนใจเรื่องนี้ มันจะเป็นไปได้ไหมที่จะมี platform ทำให้เรื่องสุขภาพจิตเข้าถึงได้กับทุกคน มีการวางแผนหรือจะทำอะไรในอนาคตได้บ้างเพื่อทุกคนเห็นความสำคัญเรื่องนี้?

คุณอิ๊กตอบ : คนไทยส่วนใหญ่กังวลเรื่อง stigma การถูกอคติว่าเป็น “โรคจิต” กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวด้วย คำถามนี้คือเหตุผลที่เราก่อตั้งอูก้าขึ้นมาเลย เราเองก็เป็นคนที่ป่วยเหมือนกันตั้งแต่อายุ 15 แต่กว่าจะกล้ายอมรับและไปหาหมอต้องใช้เวลานานเกือบสิบปี โรงพยาบาลทั่วไปเองก็มีความลำบากในการรักษาจิตแพทย์และนักจิตวิทยาก็มีน้อย เราเลยอยากจะเปลี่ยนแปลงให้เรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญที่พูดถึงได้ อยากให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาที่ไหนก็ได้ที่เขารู้สึกปลอดภัย อูก้าอยากช่วยทำลายกำแพงตรงนี้ คิดว่าทุกคนสามารถแบ่งเบากันได้ ช่วยกันได้ ลุกขึ้นมาช่วยสนับสนุน นอกจากนี้เราก็มีโครงการ wall of sharing ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย มุ่งเน้นช่วยนักศึกษาให้ได้พบจิตแพทย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถาบันใดๆ นักศึกษาทุกมหาวิทยาลัยสามารถใช้บริการได้

คุณหมอ : platform ที่เพิ่มขึ้นมาช่วยได้มาก เพราะมีคนไข้ที่ไม่กล้าเดินไปหาหมอใช้บริการค่อนข้างเยอะเลย ทำให้เขามีพื้นที่จัดการความเครียด เพราะบางคนไม่ได้เป็นซึมเศร้า แต่หาทางจัดการความเครียดไม่ได้ ต้องการความช่วยเหลือ อย่างการพบจิตแพทย์ต่างประเทศก็ยากมาก ทำให้การหาหมออนไลน์ช่วยได้มากเลย เพราะการไปโรงพยาบาลอาจจะต้องบอกว่าจำนวนหมอกับคนไข้ไม่ค่อยสัมพันธ์กัน

ถาม : เราป่วยเป็นไบโพลาร์ ช่วงที่ดาวน์มากแบบติดเตียง ควรดึงอารมณ์ตัวเองกลับมายังไงดี ?

คุณหมอ : อย่างแรกคือ สังเกตอารมณ์เราให้บ่อยมากขึ้น ลองให้คะแนน 1-10 เมื่อรู้ว่าดาวน์มากขึ้น ให้พยายามกลับมาอยู่กับปัจจุบัน หาอะไรช่วยเบี่ยงเบนเรา แม้เราจะเบื่อหน่ายจนไม่อยากทำ แต่ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองดิ่งลงไป หรือหาใครสักคนคุยด้วย อยู่ข้างๆ เพื่อดึงความสนใจ อย่าปล่อยให้เราดาวน์มากๆ แล้วค่อยเบี่ยงเบน ต้องดึงตัวเองตั้งแต่ระดับต้นๆ เข้าใจว่าอาจจะยาก แต่ต้องฝึกเรื่อยๆ

ถาม : เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น MDD และ PTSD อยากทราบว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะดีขึ้นหรือกลับมาเป็นเหมือนเดิม ?

คุณหมอ : ปกติจะเน้นการพูดคุยทำจิตบำบัดและใช้ยาร่วมด้วย จิตแพทย์และนักจิตฯ สามารถช่วยได้ค่ะ อาจจะกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละเคส ถ้าเป็นสองโรคร่วมกันอาจใช้เวลานานขึ้นในการรักษา แต่ถ้ารักษาอย่างต่อเนื่องสามารถหายได้แน่นอน

ถาม : มีโรคทางจิตเวช แต่อยากประกอบอาชีพทางจิตวิทยา สามารถทำได้ไหม ?

คุณหมอ : ไม่ได้มีข้อห้าม สามารถเรียนเพื่อเป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาได้ แต่ข้อควรระวังคือใจเราต้องพร้อม เพราะในการทำงานหรือว่าให้คำปรึกษา เราอาจจะซึมซับอารมณ์ความรู้สึกของคนไข้มา ด้วยความ sensitive หรือรู้สึกเปราะบาง ซึ่งทำให้ใจเราไม่พร้อมที่จะรับปัญหาหนักๆ แต่ถ้ารักษาให้หายดีน่าจะพร้อมมากขึ้น จะทำให้เราแยกแยะอารมณ์ได้

ถาม : โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) มีอาการ เช่น กังวลว่าลืมปิดแก็ส ขับรถกลับไปดู ห้ามความคิดไม่ได้ แต่ไม่กล้าไปพบหมอเพราะกลัวมีประวัติ เลยใช้วิธีอ่านหนังสือ ศึกษาและพยายามดูแลตัวเอง

คุณหมอ : สำหรับคนที่กำลังฟังอยู่ ถ้ามีอาการคล้ายกัน แนะนำทำพฤติกรรมบำบัดและทานยา ควรรีบไปพบจิตแพทย์รักษา อย่าปล่อยไว้แล้วคิดว่าไม่เป็นอะไร ถ้ารักษาอย่างเหมาะสมจะหายเร็วขึ้น

ถาม : เวลาที่เราได้เจอคนหรือได้ยินคนพูดเรื่องไปโรงพยาบาล พบจิตแพทย์ เป็นโรคนี้อยู่ เราควร ตอบสนองยังไงถึงจะเหมาะสม ? แล้วเวลาเพื่อนไม่สบายใจ ถ้าเรารับฟังไม่ไหวจะบอกให้เพื่อนไปหาจิตแพทย์ยังไงดี ?

คุณหมอ : หลักๆ คือ รับฟัง แสดงความเห็นอกเห็นใจได้ แต่ไม่มากเกินไป คิดกลับว่าถ้าเป็นตัวเรา เราอยากได้กำลังใจประมาณไหนที่จะทำให้รู้สึกดี เราก็ทำกับเพื่อนแบบนั้น ส่วนเพื่อนเราอาจจะบอกว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ ถ้าเรามีอารมณ์ร่วมมากไปก็อาจจะทุกข์ไปด้วย ลองถอยออกมานิดนึง ถ้าเขาต่อต้านการไปหาหมอก็อาจจะบังคับได้ยาก แต่เราช่วยเขาได้เท่าที่เราไหว เต็มที่แล้ว ไม่ต้องรู้สึกผิด

ถาม : เราเป็น PTSD มา 4-5 ปี แล้ว ปลายปีที่ผ่านมาแม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ แล้วต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน ทั้งวัน เรารู้ว่าเราเป็น trigger ของแม่ ถ้าเขารู้สึกว่าเราไม่รักก็จะน้อยใจรุนแรง จะทำยังไงให้เป็นผู้ฟังที่ดีแต่ไม่ให้เราดาวน์ไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ?

คุณหมอ : อยากให้บอกแม่ว่าจริงๆ เรารู้สึกยังไง ปรับที่ “การสื่อสาร” แน่นอนว่ารักและเป็นห่วง หมอรู้สึกว่าแม่คงน้อยใจเหมือนกัน แล้วอยากให้กลับมาดูแลจิตใจตัวเองด้วย พยายามเลี่ยงออกมาเวลาที่มีอารมณ์กันทั้งคู่ เราจะได้ไม่แสดงอารมณ์ออกไป แม่ก็จะได้ไม่เสียใจ

Read More